﻿_id	vocabulary	meaning
1	กกหูก	เป็นเส้นยืนส่วนที่เหลือติดอยู่กับฟันหวีและตะกอ (ฟืมและเขา) ภายหลังที่ทอเสร็จและตัดผ้าออกจากกี่แล้ว  เพื่อเตรียมไว้สำหรับการสืบเครือใหม่ ภาษาถิ่น ไส้หูก
2	กง	อุปกรณ์ใส่หรือคล้องไจไหมหรือปอยหมี่ ทำด้วยไม้ไผ่ไขว้กันเป็นรูปกากบาท มีเชือกหรือไม้โยงระหว่างปลายไม้ทั้งสองด้าน แขวนอยู่บนขาตั้ง (ขากง) มีหน้าที่ทำให้ไจไหมตึงและเรียงเป็นระเบียบสำหรับการนำเส้นไหมออกจากไจ มีชื่อเรียกอื่นว่า ระวิง
3	กระดานม้วนเส้นยืน	ไม้กระดาน ใช้สำหรับม้วนเส้นยืนหรือพันเครือหูกให้เรียงเส้นและตึงสม่ำเสมอกันดี เมื่อเวลาม้วนผ้าก็จะคลายเส้นยืนออกจากกระดานและขึงไว้ให้ตึง มีความหนาประมาณ 1 นิ้ว กว้างประมาณ 10 นิ้ว มีความยาวมากกว่าความกว้างของกี่ทอผ้าเล็กน้อย เพื่อให้วางพาดอยู่บนคานกี่ได้ ที่ด้านหัวท้ายมีไม้เจาะเป็นร่องคล้องหัวท้ายกระดานไม้ม้วนเครือสำหรับผูกโยงด้วยเชือกและขึงให้เส้นยืนตึงในขณะทอผ้าปัจจุบันทำด้วยโครงเหล็ก ภาษาถิ่น : กระดานม้วนเครือ กระดานม้วนหูก กระดานพันหูก
4	กระสวย	อุปกรณ์บรรจุหลอดเส้นพุ่งสำหรับทอผ้า กระสวยกี่พื้นบ้านทำด้วยไม้ส่วนหัวและส่วนท้ายของกระสวยจะเรียวมนคล้ายเรือ ปลายทั้งสองข้างงอนเชิดเล็กน้อยยาวประมาณ 10-12 นิ้ว ตรงกลางป่องมีห้องสำหรับใส่หลอดเส้นพุ่งมีตั้งแต่ 1-3 ห้อง ปัจจุบันทำจากพลาสติกกระสวยของกี่กระตุก ทำจากไม้มีปลายแหลมทั้งสองด้านหุ้มด้วยทองเหลืองหรือเหล็ก มีห้องสำหรับใส่หลอดเส้นพุ่งสองห้อง ภาษาถิ่น เฮือ 
5	กวัก	เป็นอุปกรณ์ดั้งเดิมสานด้วยไม้ไผ่ลักษณะคล้ายชะลอม ขอบปากจะสานให้บานออกเล็กน้อย ใช้สวมกับแกนรองรับกวัก ทำหน้าที่พันเส้นไหมคล้ายอัก มีชื่อเรียกอื่นว่า “มะกวัก”
6	กะเนียว	ชื่อเรียกเทคนิคการควบเส้นของกลุ่มไทกูยเชื้อสายเขมร และชาวส่วย (กูย) เป็นวิธีการสร้างลวดลายและสีเหลื่อมของเส้นใยในผืนผ้าโดยใช้เส้นไหมหรือเส้นฝ้ายสองสีที่มีน้ำหนักสีอ่อนแก่แตกต่างกันมาปั่นรวมกันเป็นเส้นเดียว 
7	กาไน	อุปกรณ์สำหรับกรอฝ้ายหรือไหมออกจากระวิงเข้าสู่หลอด หรือเพิ่มเกลียวเส้นไหม หรือสำหรับเข็นเส้นไหมมีชื่อเรียกอื่นว่า ไน
8	กี่	ใช้สำหรับทอผ้าทำหน้าที่ตรึงเส้นยืน มีลักษณะเป็นโครงไม้ มีส่วนประกอบหลายชิ้น เช่น คานกี่ เสากี่ ไม้รองนั่ง ประกอบกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมและมีอุปกรณ์ที่สำคัญ เช่น ฟันหวี ตะกอ ไม้เหยียบไม้ม้วนผ้า กระสวย เป็นต้น กี่มีหลายประเภท เช่น กี่แบบพื้นบ้าน กี่กระตุกในปัจจุบันอาจปรับเปลี่ยนใช้โครงเหล็กแทน ภาษาถิ่น : หูก เก โหก 
9	กี้	อุปกรณ์ที่ทำจากไม้ มีขา จำนวน 4 6 หรือ 8 ขา ใช้สำหรับกวักเส้นไหม (พันเส้นไหม) มีชื่อเรียกอื่นว่า อัก
10	กี่กระตุก	พัฒนามาจากกี่พื้นบ้าน โดยการพุ่งเส้นพุ่งด้วยการกระตุกสายบังคับให้เกิดแรงส่งกระสวยให้วิ่ง ไป – กลับ บนรางกระสวยสลับกับการกระทบฟืม ทำให้ทอผ้าได้รวดเร็วกว่าการทอด้วยกี่พื้นบ้าน
11	กี่พื้นบ้าน	ประกอบด้วยโครงไม้มีเสาสี่เสา โดยจะแขวนฟันหวีเป็นอิสระ และใช้มือส่งและรับกระสวยหรือเรียกว่า กี่กระทบ
12	กี่เอว	อุปกรณ์แบบง่ายๆที่ใช้ทอเส้นด้ายให้เป็นผืนด้วยการขัดกันของด้ายเส้นยืนกับด้ายเส้นพุ่ง โดยใช้ปลายเส้นยืนข้างหนึ่งพันอ้อมอยู่ในไม้ม้วนผ้าที่รั้งอยู่กับเอวของผู้ทอ ปลายอีกข้างหนึ่งผูกกับไม้ขวางตามความกว้างของหน้าผ้าแล้วโยงยึดกับเสา ผู้ทอจะสอดด้ายเส้นพุ่งเข้าไประหว่างเส้นยืนด้วยไม้ สลับกับการกระทบด้ายเส้นพุ่งให้เรียงกันแน่นด้วยแผ่นไม้บางๆ ผ้าที่ทอออกมาจะเป็นผ้าหน้าแคบ
13	แกนกรอหลอด	เหล็กกลม ขนาดเล็กปลายเรียวยึดติดโดยการคล้องหรือตรึงอยู่ด้านหน้า มีลักษณะเป็นแกนหมุนตามสายพานของแกนกรอหลอด
14	แก้หมี่	ขั้นตอนการแก้เชือกฟางที่ใช้มัดลำหมี่แต่ละลำออกให้หมด โดยใช้มีดบางเล็กๆ ต้องทำอย่างระมัดระวังอย่าให้มีดถูกเส้นไหมขาด หมี่ที่แก้เชือกฟางออกหมดแล้วจะเห็นลายหมี่ที่สวยงามและชัดเจนมากขึ้น ภาษาถิ่น แกะหมี่
15	ขนเม่น	วัสดุที่ใช้ในการทอผ้าจก ได้มาจากตัวเม่นใช้สำหรับจกหรือยกเส้นด้ายเส้นยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเพื่อให้เกิดลวดลายบนผืนผ้า ปัจจุบันมีการใช้วัสดุปลายแหลมอื่นทดแทน
16	ขาอัก	เป็นหลักไม้บนฐาน และมีแกนรองรับอัก ภาษาถิ่น หางเห็น ไม้คอนอัก
17	ขิด	เป็นการทอที่ทำให้เกิดลวดลายโดยเพิ่มเส้นพุ่งพิเศษบนพื้นลายขัดโดยแต่เดิมจะใช้ขนเม่น หรือไม้ปลายแหลม หรือไม้ดาบปลายแหลมนับเส้นยืนขึ้นมาตามลำดับลวดลาย เพื่อใช้ยกสอดเส้นด้ายพุ่งตลอดหน้าผ้าเรียกว่า “เก็บขิด” หรือ “เก็บไม้ขิด” เมื่อเก็บขิดเสร็จแล้วจะสอดไม้ดาบค้างไว้ เพื่อยกเส้นไหมยืนและสอดเส้นไหมพุ่งเสริมพิเศษ 2 ครั้งแล้วสอดไม้ขิดกลับคืนเพื่อเก็บลายไว้ ซึ่งเป็นวิธีเก็บขิดแบบดั้งเดิมปัจจุบันได้พัฒนาโดยใช้ตะกอเพื่อเก็บลายแทนไม้ขิด
18	ขีน	ลักษณะนามของการค้นเส้นพุ่ง ในกระบวนการค้นหมี่เพื่อทำลวดลายมัดหมี่ โดยการโยงเส้นไหมไปกลับไขว้บนโฮงค้นหมี่ตามจำนวนลำหมี่ที่ได้ออกแบบลวดลายไว้การโยงเส้นไหมไปกลับจะเกิดการไขว้ของเส้นไหมทับซ้อนกัน 1 รอบ เรียกว่า 1 ขีน
19	เข็นมะลังมัย	ชื่อเรียกเทคนิคการควบเส้นชนิดหนึ่งของกลุ่มไทภาคกลาง ภาคใต้ และภาคอีสานเป็นวิธีการสร้างลวดลายและสีเหลื่อมของเส้นใยในผืนผ้าโดยใช้เส้นไหมสองสีหรือมากกว่า ที่มีน้ำหนักสีอ่อนแก่แตกต่างกันมาปั่นรวมกันเป็นเส้นเดียวโดยผ้าที่ทอจะเป็นผ้าสีเหลือบ เรียกว่า ผ้าหางกระรอก
20	เขา เขาฟืม เขาหูก	อุปกรณ์ใช้สำหรับแยกเส้นไหมยืน ส่วนมากจะทำด้วยเส้นด้าย ใช้สำหรับแยกเส้นไหมยืนให้เกิดเป็นช่องเพื่อสอดเส้นไหมพุ่งเข้าไปในขณะทอผ้า มีชื่อเรียกอื่นว่า ตะกอ
21	เข้าฟืม	การนำเส้นไหมยืนสอดเข้าไปในช่องฟืม จนครบจำนวนเส้นไหมยืนตามขนาดของหน้าผ้าที่ต้องการ (กรณีที่ใช้ฟืมชุดใหม่)
22	ค้นหมี่	เป็นวิธีการนำเส้นไหมที่ตีเกลียวมาเรียงบนอุปกรณ์ค้นหมี่หรือม้าค้นหมี่ตามลำดับและจำนวนลำตามลวดลายที่กำหนดหรือออกแบบไว้
23	ควบเส้น	เป็นการเพิ่มขนาดและเกลียวของเส้นไหม โดยการนำเส้นไหมมากกว่าสองเส้นมาตีเกลียวรวมให้เป็นเส้นเดียว เส้นไหมที่นำมาควบอาจมีสีเดียวหรือต่างสีก็ได้ ถ้านำเส้นไหมต่างสีมาควบเรียกว่า “หางกระรอก”
24	ควม	เป็นหน่วยนับย่อยของหลบ (ดูความหมายคำว่า “หลบ”) 1 ควม เท่ากับ 4 ช่องฟันหวี  10 ควม เท่ากับ 1 หลบ
25	คานเหยียบ	เป็นคานไม้ที่ผูกโยงจาก 2 ข้างของตะกอ ใช้สำหรับเหยียบเพื่อดึงเส้นไหมยืนให้แยกเป็น 2 กลุ่ม ทำหน้าที่เหมือนไม้เหยียบ (ให้ดูความหมายจากคำว่า “ไม้เหยียบ”)
26	เครือ เครือหูก	คือ เส้นไหมที่ถูกจัดเรียงตัวตามแนวความยาวหรือแนวตั้งของกี่ทอผ้าซึ่งแสดงถึงจำนวนความยาวของผ้าที่ทอ เส้นไหมที่ใช้เป็นเส้นยืนควรจะมีความสม่ำเสมอ ไม่มีปุ่มปม มีความเหนียวและการยืดตัวดี
27	โครงค้นเส้นยืน	เป็นอุปกรณ์ที่ทำจากไม้ ประกอบด้วย หลักค้นซึ่งจะต้องยึดติดกับฐานที่ทำจากไม้ หรือเหล็ก หรือยึดกับวัสดุอื่น ด้านหนึ่งของหลักค้นจะมีหลักไขว้เส้นไหม (ขาไจ) มีหน้าที่ขึงและเรียงเส้นยืนวกกลับไปมาเพื่อให้ได้ความยาวและจำนวนเส้นยืนตามต้องการ ภาษาถิ่น : ม้าเดินด้าย หลักเฝือ/หลักเฝีย โครงโว้นเครือหูก  ม้าจูงไหม แคร่เดินด้าย รางเดินหูก เผียขอ
28	โครงค้นหมี่	อุปกรณ์สำหรับการค้นเส้นไหมหรือจัดระเบียบการเรียงเส้นไหมเพื่อการทำหัวหมี่มีลักษณะเป็นกรอบไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 60–80 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1 เมตร (ความยาวจะเท่ากับความกว้างของหน้าผ้าที่จะทอ)โดยจะนำเส้นไหมที่เตรียมไว้มามัดกับหลักด้านล่าง แล้วพันรอบเรียงเส้นไหมเป็นหมวดหมู่เรียกว่า ลำ ในแต่ละลำจะมีเส้นไหมเท่ากัน ยกเว้นลำแรกและลำสุดท้ายจะมีจำนวนเส้นไหมเท่ากับครึ่งหนึ่งของลำอื่นๆเส้นไหมที่ค้นเสร็จเรียบร้อยแล้วเรียกว่า หัวหมี่ ภาษาถิ่น โฮงค้นหมี่
29	โครงมัดหมี่	เครื่องมือสำหรับขึงหัวหมี่เพื่อมัดลายก่อนนำไปย้อมสำหรับทอผ้ามัดหมี่ โดยนำหัวหมี่แต่ละลำมาขึงบนโครงมัดหมี่และเรียงลำดับให้ตรงตามแม่ลายที่จะมัด จำนวนลำหมี่จะขึ้นกับลวดลายโดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 21-65 ลำ โดยจำนวนลำจะเป็นเลขคี่เสมอเมื่อค้นหรือจัดเรียงเส้นไหมเรียบร้อยแล้ว จะมัดเป็นหมวดหมู่ด้วยเชือกฟางเรียกว่า ลำหมี่ ภาษาถิ่น โฮงมัดหมี่
30	จก	จกคือเทคนิคการทอลวดลายบนผืนผ้าด้วยวิธีการเพิ่มเส้นไหมพุ่งพิเศษเข้าไปในขณะทอ โดยเสริมเป็นช่วงๆไม่ต่อเนื่องตลอดหน้ากว้างของผ้า โดยแต่ละกลุ่มวัฒนธรรมมีการใช้อุปกรณ์ในการจกเส้นไหมแตกต่างกันไป บางกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ไทยวน ไทพวนใช้ขนเม่น บางกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ภูไท ไทครั่ง ลาวเวียง ใช้นิ้วมือจกและทอกลับในตำแหน่งเดิม จึงเรียกว่าเกาะลาย ปัจจุบันมีการใช้วัสดุปลายแหลมแทนขนเม่นทำการจกหรือสะกิดนับเส้นไหมยืนขึ้นเพื่อสอดเส้นไหมพุ่งที่เพิ่มพิเศษทอแทรกเสริมเข้าไปเป็นลวดลายตามตำแหน่งที่ต้องการจนครบตลอดหน้าผ้า แล้วจึงสอดกระสวยเส้นไหมพุ่งสำหรับขัดเส้นไหมพุ่งที่เพิ่มพิเศษที่ทอจกไว้ตลอดแนวผ่านไปแล้วกระทบฟันหวีเพื่อให้เส้นไหมพุ่งชิดแน่นกันเพื่อให้เกิดเป็นเนื้อผ้าส่วนที่จกเพิ่มจะเป็นลายผ้า   การทอผ้าจกแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือวิธีผูกเก็บปมเส้นไหมพุ่งพิเศษไว้ด้านบน (หน้าผ้าอยู่ด้านล่าง) พบในกลุ่มชาติพันธุ์ ไทยวน ไทครั่ง ลาวเวียง ไทลื้อ และวิธีผูกเก็บปมเส้นไหมพุ่งพิเศษไว้ด้านล่าง(หน้าผ้าอยู่ด้านบน)พบในกลุ่มชาติพันธุ์ไทพวน เช่น ต.หาดเสี้ยว อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ และไทยวน เช่น อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ปัจจุบันมีการใช้การเก็บตะกอช่วยในการยกลายทำให้ทอได้เร็วขึ้น
31	แจะหมี่	เป็นเทคนิคในการแก้ปัญหาการผลิตผ้าไหมลายมัดหมี่ที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการมัดหมี่ และการย้อมแต่ละสี
32	เชือกตรึงกระดาน	เส้นเชือกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ใช้มัดตรึงกระดานม้วนเส้นยืนขณะทอ
33	ซุกฟืม	การนำเส้นไหมยืนสอดเข้าไปในช่องฟันหวี จนครบจำนวนเส้นไหมยืนตามขนาดของหน้าผ้าที่ต้องการ (กรณีที่ใช้ฟืมชุดใหม่)
34	แซว	เรียกอีกอย่างว่า “ปักแซว” หรือ “แส่ว” เป็นการปักลวดลายต่างๆ ด้วยมือ โดยใช้เส้นไหมหลากสีสันที่ผ่านการพันเกลียวแล้ว เส้นไหมที่นำมาปักนิยมได้แก่ สีแดง เหลือง ขาว และเขียว ลวดลายที่ปักแซวจะมีทั้งลายโบราณและลายประยุกต์ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของการตัดเย็บเสื้อพื้นบ้านของกลุ่มส่วย เขมร กูย เช่นจังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ โดยส่วนใหญ่จะปักแซวบริเวณคอเสื้อ สาบเสื้อ ขอบแขนและชายเสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าสีดำ หรือสีกรมท่า 
35	ตรน	เป็นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งในการทอผ้า ทำด้วยปล้องไม้ไผ่ขนาดกลาง เป็นไม้ไผ่เปลือกบางและเบา เรียกว่าไผ่ตรน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ตัดหัวให้เสมอ ด้านหัวใช้ขี้ครั่งอุดแล้วแต่งให้เป็นรูปแหลมมนคล้ายหัวจรวด (อาจใช้ไม่ที่มีน้ำหนักเบาอุดไว้ แล้วใช้ขี้ครั่งทับก็ได้) เพื่อให้สอดด้ายพุ่งได้สะดวก ส่วนท้ายเปิดไว้สำหรับใส่หลอดด้าย เรียกว่า “เรี๊ยะ” มีลักษณะคล้ายหลอดด้ายแต่ยาวกว่า เมื่อเวลาจะกรอเส้นพุ่ง ก็นำเรี๊ยะไปเสียบไนกรอด้าย เมื่อจะใช้ทอผ้าก็จะนำหลอดด้ายใส่ลงไปในตรนนี้ แล้วพุ่งไปตามช่องเส้นยืนเหมือนสอดกระสวย
36	ตะกอ	อุปกรณ์ใช้สำหรับแยกเส้นไหมยืน ส่วนมากจะทำด้วยเส้นด้าย ใช้สำหรับแยกเส้นไหมยืนให้เกิดเป็นช่องเพื่อสอดเส้นไหมพุ่งเข้าไปในขณะทอผ้า เมื่อตะกอชุดหนึ่งถูกดึงขึ้นเพื่อยกเส้นยืนให้สูงขึ้น ส่วนตะกออีกชุดหนึ่งถูกดึงลงเพื่อให้เส้นไหมยืนต่ำลง ทำให้เส้นไหมยืนถูกเปิดเป็นช่อง แล้วจึงสอดเส้นไหมพุ่งผ่านตลอดช่องเส้นไหมยืน จากนั้นจึงดึงตะกอชุดที่อยู่ด้านบนให้ลงล่าง และดึงตะกอชุดที่อยู่ด้านล่างให้สลับขึ้นไปอยู่ด้านบนเพื่อให้เส้นยืนขัดเส้นพุ่งไว้ จะมีหลายแบบตามลักษณะของการใช้งาน เช่น ตะกอสั้น ตะกอยาว ภาษาถิ่น : เขา เขาฟืม
37	ตะกอลอย ตะกอแผง	เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อเก็บลายผ้า ปกติตะกอลอยจะเก็บตะกอเพียงด้านเดียว มีทั้งตะกอลอยแบบอยู่ด้านบน และตะกอลอยอยู่ด้านล่าง ใช้สำหรับทอผ้าลวดลายพิเศษต่างๆมีตามจำนวนที่กำหนดจากลวดลาย ภาษาถิ่น : เขาลาย เขาลอย เขาดอก เขายก
38	ตะกอลาย ตะกอเขา ตะกอยก	เป็นอุปกรณ์ที่เก็บเพิ่มขึ้นพิเศษเพื่อเก็บลายผ้า (ไม่รวมตะกอลายขัด) มีขนาดสั้นสำหรับยกลายโดยตรงหรือขนาดยาวสำหรับเก็บไม้ลายซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงลวดลายใหม่ได้
39	แต้มหมี่	เป็นเทคนิคในการแก้ปัญหาการผลิตผ้าไหมลายมัดหมี่ที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการมัดหมี่และการย้อมแต่ละสี ภาษาถิ่น แจะหมี่
40	ทอ	กรรมวิธีการผลิตผืนผ้าโดยใช้เส้นด้ายพุ่งและเส้นด้ายยืนมาขัดประสานกันจนได้เป็นผืนผ้า โดยใช้เครื่องมือในการทอ เรียกว่า หูก หรือกี่
41	ทอเกาะล้วง	เกาะ ล้วง เป็นเทคนิคการทอแบบลายขัดแต่ใช้เส้นไหมพุ่งไม่ต่อเนื่องหลากสีพุ่งเกาะเกี่ยวกันเป็นช่วงโดยการทอวกกลับไปกลับมา (เกาะ) เป็นช่วงๆ ตามที่ได้ออกแบบลวดลายไว้โดยการเกี่ยวและผูกเป็นห่วงรอบเส้นด้ายยืน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเนื้อผ้าเกิดเป็นลวดลายและเส้นสายที่มีอิสระ การทอผ้าชนิดนี้เป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อในจังหวัด น่าน เชียงรายและพะเยา ทั้งนี้ในการทออาจผสมผสานกับเทคนิคการทอผ้าแบบอื่น เช่น จก ขิดและอาจสอดแทรกด้วยเส้นไหมหรือดิ้นสีต่างๆปัจจุบันเรียกเทคนิคนี้ว่า เทคนิคการทอลายน้ำไหล ตัวอย่างลายผ้าที่มีชื่อเสียงที่ใช้เทคนิคนี้ ได้แก่ ลายน้ำไหล,ลายมีด, ลายจรวด +ภาษาถิ่น เกาะ  ล้วง 
42	ทอผ้าเหยียบ	เป็นเทคนิคการทอผ้ายกดอกชนิดหนึ่ง โดยทั่วไปจำนวนตะกอที่ใช้ทอจะอยู่ระหว่าง 4 - 6 ตะกอ โดยจะผูกตะกอโดยตรงกับไม้เหยียบ ลวดลายที่เกิดขึ้นเกิดจากการใช้เท้ากดไม้เหยียบเพื่อยกตะกอตามลายที่กำหนดหากลักษณะลายเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เรียกลายผ้าที่เกิดขึ้นว่าลายลูกแก้ว นอกจากนี้ยังมีลายอื่นๆ เช่น ลายพริกไทย ลายลูกหวาย เป็นต้น
43	ตะกอลอย ตะกอแผง	เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อเก็บลายผ้า ปกติตะกอลอยจะเก็บตะกอเพียงด้านเดียว มีทั้งตะกอลอยแบบอยู่ด้านบน และตะกอลอยอยู่ด้านล่าง ใช้สำหรับทอผ้าลวดลายพิเศษต่างๆมีตามจำนวนที่กำหนดจากลวดลาย ภาษาถิ่น เขาลาย เขาลอย เขาดอก เขายก
44	ตะกอลาย ตะกอเขา ตะกอยก	เป็นอุปกรณ์ที่เก็บเพิ่มขึ้นพิเศษเพื่อเก็บลายผ้า (ไม่รวมตะกอลายขัด) มีขนาดสั้นสำหรับยกลายโดยตรงหรือขนาดยาวสำหรับเก็บไม้ลายซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงลวดลายใหม่ได้
45	แต้มหมี่	เป็นเทคนิคในการแก้ปัญหาการผลิตผ้าไหมลายมัดหมี่ที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการมัดหมี่และการย้อมแต่ละสี ภาษาถิ่น แจะหมี่
46	ทอ	กรรมวิธีการผลิตผืนผ้าโดยใช้เส้นด้ายพุ่งและเส้นด้ายยืนมาขัดประสานกันจนได้เป็นผืนผ้า โดยใช้เครื่องมือในการทอ เรียกว่า หูก หรือกี่
47	ทอเกาะล้วง	เกาะ ล้วง เป็นเทคนิคการทอแบบลายขัดแต่ใช้เส้นไหมพุ่งไม่ต่อเนื่องหลากสีพุ่งเกาะเกี่ยวกันเป็นช่วงโดยการทอวกกลับไปกลับมา (เกาะ) เป็นช่วงๆ ตามที่ได้ออกแบบลวดลายไว้โดยการเกี่ยวและผูกเป็นห่วงรอบเส้นด้ายยืน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเนื้อผ้าเกิดเป็นลวดลายและเส้นสายที่มีอิสระ การทอผ้าชนิดนี้เป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อในจังหวัด น่าน เชียงรายและพะเยา ทั้งนี้ในการทออาจผสมผสานกับเทคนิคการทอผ้าแบบอื่น เช่น จก ขิดและอาจสอดแทรกด้วยเส้นไหมหรือดิ้นสีต่างๆปัจจุบันเรียกเทคนิคนี้ว่า เทคนิคการทอลายน้ำไหล ตัวอย่างลายผ้าที่มีชื่อเสียงที่ใช้เทคนิคนี้ ได้แก่ ลายน้ำไหล,ลายมีด, ลายจรวด ภาษาถิ่น  เกาะ  ล้วง 
48	ทอผ้าเหยียบ	เป็นเทคนิคการทอผ้ายกดอกชนิดหนึ่ง โดยทั่วไปจำนวนตะกอที่ใช้ทอจะอยู่ระหว่าง 4 - 6 ตะกอ โดยจะผูกตะกอโดยตรงกับไม้เหยียบ ลวดลายที่เกิดขึ้นเกิดจากการใช้เท้ากดไม้เหยียบเพื่อยกตะกอตามลายที่กำหนดหากลักษณะลายเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เรียกลายผ้าที่เกิดขึ้นว่าลายลูกแก้ว นอกจากนี้ยังมีลายอื่นๆ เช่น ลายพริกไทย ลายลูกหวาย เป็นต้น
49	ทอลายขัด	การทอลายขัดเป็นวิธีการทอพื้นฐานของผ้าทอทุกชนิดมีเส้นแนวตั้งเรียกว่าเส้นยืนและเส้นแนวนอนเรียกว่าเส้นพุ่งทอสลับกันไปมาจนเกิดเป็นผ้าผืนการเกิดลวดลายของผ้าลายขัดการทอลายขัดโดยปกติจะใช้ทอผ้าแบบ 2 ตะกอเส้นด้ายยืนจะถูกร้อยผ่านตะกอละ 1 เส้นสลับกัน (1 ช่องฟันหวี มี 2 เส้น) เมื่อเวลาทอตะกอตับหนึ่งจะถูกยกขึ้นให้อยู่ด้านบนส่วนตะกออีกตับหนึ่งให้อยู่ด้านล่างทำให้ด้ายยืนถูกเปิดเป็นช่องเรียกว่าช่องด้ายยืนหรือช่องตะกอแล้วจึงสอดด้ายพุ่งด้วยกระสวยจากริมผ้าด้านหนึ่งไปยังริมผ้าอีกด้านหนึ่งกระสวยจะปล่อยเส้นด้ายพุ่งไว้ตลอดช่องด้ายยืนหรือหน้าผ้าแล้วจึงเปลี่ยนให้ตะกอที่อยู่ด้านบนสลับลงล่างตะกอที่อยู่ด้านล่างสลับขึ้นบนทำให้เส้นด้ายยืนและเส้นด้ายพุ่งขัดสานกันพร้อมกระทบด้ายพุ่งให้ชิดกันเป็นผืนผ้าทำให้ได้ผ้าขัดสานกันแบบขึ้น 1 ลง 1โดยอาจเรียกว่า “ผ้าไหมสองตะกอ” นอกจากนี้ยังสามารถดัดแปลงเป็นลายทออื่นๆได้อีกแต่ยังคงรักษาสภาพการขัดสานแบบลายขัดไว้เหมือนเดิมผ้าลายขัดนิยมทอและใช้กันมากเนื้อผ้ามีตั้งแต่บางจนถึงหนามาก เช่น เมื่อต้องการทอผ้าให้มีน้ำหนักหรือให้เนื้อผ้าหนาขึ้นจะใช้วิธีเปลี่ยนเส้นพุ่งให้มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือไม่ก็เพิ่มจำนวนเส้นพุ่งให้มากกว่าปกติเช่น เพิ่ม เป็น 2 เส้น 4 เส้น หรือมากกว่ากี่เส้นก็ได้จึงมีการเรียกผ้าไหม 2 เส้น 4 เส้น เป็นต้น ลวดลายอาจจะเกิดจากการสลับสีทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน อาทิการทอเส้นยืนสลับสีก็จะเกิดผ้าลายริ้วทางยาวหรือถ้าทอเส้นพุ่งสลับสีก็จะได้ผ้าลายขวางการทอเส้นยืนและเส้นพุ่งสลับสีก็จะได้ลายตาราง เป็นต้น 
50	นับ	เป็นหน่วยนับย่อยของหลบ 1 นับ เท่ากับ 4 ช่องฟันหวี  10 นับ เท่ากับ 1 หลบ ภาษาถิ่น ควม ไม้ อ่าน
51	ไน 	อุปกรณ์สำหรับกรอฝ้ายหรือไหมออกจากระวิงเข้าสู่หลอด หรือเพิ่มเกลียวเส้นไหม หรือสำหรับเข็นเส้นไหมส่วนประกอบของไน คือ กงล้อขนาดใหญ่ มีขา ฐาน ที่จับสำหรับหมุนด้วยมือ เพื่อหมุนกงล้อซึ่งจะมีสายพานโยงไปอีกด้านหนึ่งมีแกนทำจากเหล็กกลมหรือไม้กลมใช้สำหรับเสียบหลอด เมื่อกงล้อหมุนแกนจะหมุนตามเร็วขึ้นปัจจุบันไนมีหลายรูปแบบและอาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ภาษาถิ่น หลา เผี่ยน ไนหัน กาไน 
52	เบอร์ฟันหวีทอผ้าไหม	เป็นระบบการบอกความถี่-ห่างของฟันหวี มี 3 ระบบ คือ ระบบเบอร์ ระบบเบอร์ฟันหวีทอผ้าไหมและระบบหลบ เบอร์ฟันหวีทอผ้าไหม  คือจำนวนช่องฟันหวีต่อความยาวหน้าผ้า40 นิ้ว ตัวอย่างเช่น เบอร์ 1,200 หมายถึง ฟืม 40 นิ้ว มีช่องฟันหวี 1,200 ช่อง ระบบนี้นิยมใช้ที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา 
53	เบอร์ฟืม/เบอร์ฟันหวี	เป็นระบบการบอกความถี่-ห่างของฟันหวี มี 3 ระบบ คือ ระบบเบอร์ ระบบเบอร์ฟันหวีทอผ้าไหมและระบบหลบ เบอร์ฟืม เท่ากับจำนวนช่องฟันหวีต่อความยาว 2 นิ้ว เช่น ฟืมเบอร์ 60 จะมีจำนวนช่องฟันหวี 60 ช่องใน 2 นิ้ว ( 1 นิ้ว เท่ากับ 30 ช่องฟันหวี) ถ้าฟืมมีขนาดความยาว 40 นิ้ว จะมีจำนวนช่องฟันหวี 1,200 ช่องฟันหวี ถ้าฟืมเบอร์ 60 มีขนาดความยาว 12 นิ้ว จะมีจำนวนช่องฟันหวี 360 ช่องฟันหวีกรณีที่ความยาวของฟืมเท่ากัน แต่เบอร์ฟืมมากกว่า จึงต้องใช้เส้นยืนจำนวนมากตามช่องฟันหวีและส่งผลให้เนื้อผ้ามีความแน่นมากกว่า
54	โบก	กระบอกขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับเก็บหรือพักเส้นไหมที่เข็นตีเกลียวแล้ว เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับไนหรือหลา เดิมทำจากไม้ไผ่ ปัจจุบันใช้ท่อพลาสติก
55	ปั่นไก	ชื่อเรียกเทคนิคการควบเส้นชนิดหนึ่งของกลุ่มไทภาคกลาง ภาคใต้ และภาคอีสานเป็นวิธีการสร้างลวดลายและสีเหลื่อมของเส้นใยในผืนผ้าโดยใช้เส้นไหมสองสีหรือมากกว่า ที่มีน้ำหนักสีอ่อนแก่แตกต่างกันมาปั่นรวมกันเป็นเส้นเดียวโดยผ้าที่ทอจะเป็นผ้าสีเหลือบ
56	แปรงหวีหูก	ทำจากขนหมูป่าหรือจากใยของก้านตาล ใช้สำหรับจุ่มน้ำข้าวหรือน้ำแป้ง แล้วนำมาหวีหรือสางเส้นยืนไปตามความยาว (ตามเครือ) ของกี่ทอผ้า เพื่อเคลือบไม่ให้เส้นไหมแตกเป็นขน หรือใช้สำหรับแปรงเพื่อหวีหรือแยกเส้นด้ายยืนบนกี่ทอผ้า ไม่ให้เส้นยืนไขว้หรือพันกันในขณะทอผ้าปัจจุบันอาจใช้แปรงพลาสติก ภาษาถิ่น แปรงหวีเครือ
57	ผ้าไหมสองตะกอ	ผ้าไหมทอลายขัดแบบใช้สองตะกอ
58	ผ้าไหมสามตะกอ	ผ้าไหมลายสองเส้นพุ่งแบบสามตะกอ เส้นไหมพุ่งจะข้ามเส้นไหมยืนสองเส้นและลอดหนึ่งเส้น และขัดสานเยื้องต่อเนื่องกันในแนวทแยงซ้ายหรือขวาก็ได้ ทำให้มองเห็นแนวทแยงเป็นเส้นหนานูนเด่นอยู่บนหน้าผ้าด้านเดียว ส่งผลให้สีของผืนผ้าสองด้านต่างกัน ตัวอย่างเช่นในผ้ามัดหมี่สามตะกอ จะเห็นลวดลายด้านหนึ่งปรากฏชัดเจนมากกว่าอีกด้านหนึ่ง
59	เผียขอ	โครงค้นเส้นยืน
60	เผี่ยน	อุปกรณ์สำหรับกรอฝ้ายหรือไหมออกจากระวิงเข้าสู่หลอด หรือเพิ่มเกลียวเส้นไหม หรือสำหรับเข็นเส้นไหมมีชื่อเรียกอื่นว่า “ไน”
61	ฟันหวี ฟืม	มีลักษณะเป็นซี่เล็กๆ เรียงติดต่อกันคล้ายหวี มีขอบประกบที่ด้านบนและด้านล่าง เพื่อให้ซี่ฟันหวีมีความแข็งแรง เดิมฟันหวีทำด้วยไม้ ปัจจุบันมีฟันหวีที่ทำด้วยเหล็กธรรมดาและฟันหวีเหล็กปลอดสนิม ฟันหวีเป็นอุปกรณ์หลักของกี่ทอผ้าทุกประเภท และเป็นอุปกรณ์ที่บ่งชี้คุณภาพผ้า ดังนี้ ฟันหวีเป็นอุปกรณ์ควบคุมความกว้างของหน้าผ้า กำหนดความถี่-ห่างชองเส้นยืนในหน้าผ้า จัดเรียงเส้นยืนให้มีความสม่ำเสมอ เป็นอุปกรณ์กระทบเส้นพุ่งให้ชิดแน่นเป็นผืนผ้า และเป็นแนวกั้นให้กระสวยวิ่งเป็นแนวตรง (กี่กระตุก)
62	มะกวัก	เป็นอุปกรณ์ดั้งเดิมสานด้วยไม้ไผ่ลักษณะคล้ายชะลอม ขอบปากจะสานให้บานออกเล็กน้อย ใช้สวมกับแกนรองรับมะกวัก ทำหน้าที่พันเส้นไหมคล้ายอัก
63	มัดโครงลายหมี่	การใช้เชือกกล้วย หรือเชือกฟางขนาดเล็ก มัดขอบเขตของลายก่อนนำไปมัดโอบหมี่
64	มัดหมี่	เป็นเทคนิคการเตรียมเส้นไหมจากการมัดเส้นไหมโดยเริ่มจากการค้นหมี่ มัดให้เกิดลวดลายด้วยเส้นเชือกกล้วยหรือเชือกฟางแล้วนำไปย้อมสีลวดลายที่เกิดขึ้นเกิดจากการซึมของสีไปตามส่วนของเส้นไหมที่ไม่ถูกมัดขณะย้อมดังนั้นหากต้องการมัดหมี่หลายสีก็ต้องทำการมัดเก็บสีหรือเรียก โอบหมี่โดยมัดเส้นเชือกบริเวณส่วนที่ย้อมแล้วเพื่อรักษาสีที่ย้อมครั้งแรกในบริเวณที่ไม่ต้องการย้อมทับสีใหม่แล้วนำมาย้อมสีทับ โดยใช้เทคนิคที่ได้จากการผสมของแม่สีเพื่อให้เกิดเป็นสีอื่นๆเช่นย้อมสีน้ำเงินทับบนสีเหลืองจะได้เป็นสีเขียว ย้อมสีแดงทับบนสีเหลืองจะได้สีส้มเป็นต้น ลักษณะเฉพาะของมัดหมี่อยู่ที่รอยซึมของสีที่วิ่งตามบริเวณที่ถูกมัดถึงแม้จะใช้ความแม่นยำในการทอมากเพียงไรก็จะเกิดลักษณะความเหลื่อมล้ำของสีเส้นไหมให้เห็นแตกต่างกันไปบางกรณีอาจใช้วิธีการแต้มหรือแจะสีหลังจากการย้อมสีหลักไปแล้วดังนั้นการมัดหมี่จึงนับเป็นศิลปะผืนผ้าซึ่งยากที่จะลอกเลียนให้เหมือนเดิมได้ในแต่ละผืนผ้าเมื่อได้สีครบตามลวดลายที่ต้องการแล้วจึงแก้หมี่ โดยการแกะเชือกที่มัดออกแล้วนำไปกรอเข้าหลอดกระสวยเรียงตามลำดับลายที่มัดไว้ เพื่อนำไปทอต่อไป
65	มัดโอบหมี่	กรรมวิธีการมัดหมี่ โดยมัดเส้นเชือกโอบรอบเส้นไหมป้องกันไม่ให้ติดสีในขณะที่ย้อมสี เพื่อรักษาสีที่ย้อมไว้ก่อนจะนำเส้นไหมนั้นมาย้อมสีทับใหม่ หรือแต้มสีเพื่อให้ได้ลวดลายสีสันในส่วนบริเวณอื่นที่ไม่ได้โอบหมี่ไว้ตามต้องการ
66	มับไม	ชื่อเรียกเทคนิคการควบเส้นชนิดหนึ่งของกลุ่มไทภาคกลาง ภาคใต้ และภาคอีสานเป็นวิธีการสร้างลวดลายและสีเหลื่อมของเส้นใยในผืนผ้าโดยใช้เส้นไหมสองสีหรือมากกว่า ที่มีน้ำหนักสีอ่อนแก่แตกต่างกันมาปั่นรวมกันเป็นเส้นเดียวโดยผ้าที่ทอจะเป็นผ้าสีเหลือบ เรียกว่า ผ้าหางกระรอก
67	ไม้กระดก	อุปกรณ์ใช้สำหรับแขวนตะกอ เพื่อใช้ในการผ่อนแรงเหยียบขณะทอผ้า มีลักษณะเป็น เป็นแท่งไม้ขนาดเล็ก
68	ไม้กระทบ	อุปกรณ์ที่ใช้ทอผ้าไหมยกดอกลำพูน หรือ อุปกรณ์ที่ใช้กับกี่เอว สำหรับกระทบเส้นไหมพุ่งให้ชิดกัน ลักษณะเป็นแผ่นไม้เนื้อแข็ง เรียบ คล้ายไม้ดาบ มีขนาดกว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร มีลักษณะเป็นขาไม้ยึดแขวนกับโครงกี่ ใช้บังคับการกระทบฟันหวีทำให้การทอได้คุณภาพและหน้าผ้าสม่ำเสมอสวยงาม
69	ไม้เก็บลาย	มีลักษณะแบนคล้ายไม้ดาบขนาดเล็ก ขอบทั้งสองข้างมนและผิวลื่นหนาประมาณไม่เกิน 1 เซนติเมตร กว้างประมาณ 3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1 เมตร ทำด้วยไม้ไผ่หรือไม้เนื้อแข็ง ปลายด้านหนึ่งบางและแหลมมน ใช้สำหรับนับด้ายยืน หรือคัดเส้นด้ายเป็นช่วงๆ ให้เกิดลวดลายตามที่กำหนด
70	ไม้แก้หัวหูก	ไม้ไผ่หรือไม้เนื้อแข็ง ทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เซนติเมตร ยาวมากกว่าความกว้างของเส้นยืน ใช้สำหรับคล้องปลายเส้นยืนเพื่อตรึงเส้นยืน
71	ไม้ไขว้เส้นยืน	ไม้ลักษณะกลม หรือแบน ผิวเรียบ ความยาวประมาณ 120 เซนติเมตร หรือไม่น้อยกว่าความกว้างเส้นยืน จะมีด้ายผูกรั้งหัวและท้าย จำนวน 2  อัน ใช้สำหรับแยกเส้นยืนให้เป็นระเบียบขณะทอ
72	ไม้คะนัด	ไม้เนื้อแข็งผิวเรียบ มีลักษณะกลม หรือแบน หรือเหลี่ยม  ความยาวไม่น้อยกว่าความกว้างของเส้นยืน
73	ไม้คะนัดกลม	ไม้เนื้อแข็งผิวเรียบ มีลักษณะกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 120 เซนติเมตร หรือไม่น้อยกว่าความกว้างเส้นยืน ใช้สำหรับแยกเส้นยืน (ไม้ไขว้) หรือแยกตะกอ 
74	ไม้คะนัดแบน	ไม้เนื้อแข็งผิวเรียบ ขนาดกว้างประมาณ 5 เซนติเมตร หนาประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 120 เซนติเมตร หรือไม่น้อยกว่าความกว้างเส้นยืน หัวท้ายเรียวมน เรียบ และมีรูที่ปลายทั้งสองด้านใช้สำหรับแยกเส้นยืนในการเก็บตะกอ และใช้ในขณะหวีม้วนเส้นยืน
75	ไม้คะนัดเหลี่ยม	ไม้เนื้อแข็งผิวเรียบ มีลักษณะเหลี่ยม กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร หนาประมาณ 1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 120 เซนติเมตร หรือไม่น้อยกว่าความกว้างเส้นยืน ใช้สำหรับรองรับตะกอ อยู่ใต้ไม้เรียวถักตะกอ ภาษาถิ่น : ไม้รองเขา
76	ไม้ด็อกแด๊ก	อุปกรณ์ใช้สำหรับแขวนตะกอ เพื่อใช้ในการผ่อนแรงเหยียบขณะทอผ้า มีลักษณะเป็นเป็นแท่งไม้ขนาดเล็ก
77	ไม้ดิ้ว	ไม้ไผ่มีลักษณะกลม ผิวเรียบ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ120 เซนติเมตร หรือไม่น้อยกว่าความกว้างเส้นยืน ทำหน้าที่เป็นแกนรองรับเส้นด้ายตะกอร่วมกับไม้รองเขา 
78	ไม้น่องลิง	อุปกรณ์ที่ช่วยกระจายน้ำหนักในขณะเหยียบตะกอ มีลักษณะเป็นไม้ยาวประมาณ 60 เซนติเมตร ส่วนหัวและท้ายของไม้น่องลิงผูกโยงกับด้านล่างของตะกอ  ส่วนตรงกลางไม้น่องลิงผูกโยงกับไม้เหยียบส่วนใหญ่มักพบในกี่ทอแบบพื้นบ้าน
79	ไม้ปีกกา	อุปกรณ์ที่ช่วยกระจายน้ำหนักในขณะเหยียบตะกอ ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ลักษณะแบน เจาะรูตรงกลาง บากหัวและท้ายเป็นปีกกา ส่วนใหญ่มักพบในกี่กระตุก
80	ไม้โป้งเป้ง	อุปกรณ์ใช้สำหรับแขวนตะกอ เพื่อใช้ในการผ่อนแรงเหยียบขณะทอผ้า มีลักษณะเป็นเป็นแท่งไม้ขนาดเล็ก
81	ไม้ยกลาย	เป็นไม้เนื้อแข็งผิวเรียบ ขนาดกว้างประมาณ 5 - 10 เซนติเมตร ความยาวไม่น้อยกว่าความกว้างของเส้นยืน มีลักษณะปลายด้านหนึ่งมนเรียบ หรือลักษณะเฉลียงเหมือนปลายดาบ ใช้สอดแทนไม้ขิดสำหรับยกเส้นยืนให้สูงขึ้น เพื่อสอดเส้นพุ่งพิเศษในขณะทอผ้าลวดลาย เช่น ผ้าขิด ผ้ายก ผ้าจก ที่ใช้ตะกอที่เก็บขึ้นพิเศษ ทั้งแบบตะกอลอยด้านล่าง ตะกอลอยด้านบน หรือตะกอยาว ภาษาถิ่น : ไม้หลาบ ไม้เผ่า ไม้ค้ำเผ่า
82	ไม้ร้อยฟันหวี	เป็นอุปกรณ์ที่เหลาจากเปลือกไม้ไผ่ ลักษณะแบนและลื่นปลายด้านหนึ่งมีลักษณะคล้ายตะขอ ใช้สำหรับเกี่ยวเส้นไหมยืนเข้าช่องฟันหวี ภาษาถิ่น : ไม้แหย่ฮูฟืม 
83	ไม้เรียว ไม้ลาย	ทำด้วยไม้ไผ่เหลากลมขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 มิลลิเมตร มีความยาวมากกว่าความกว้างของหน้าผ้า ใช้สอดไว้ในเส้นยืนที่ได้เก็บลายขิด หรือคัดลายไว้เรียบร้อยแล้ว ไม้ขิด 1 อันเท่ากับลายตามแนวเส้นพุ่ง 1 เส้นพุ่ง หรือ 1 แถว จำนวนไม้ขิดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความละเอียดหรือขนาดของลายที่กำหนดโดยช่างทอผ้า จำนวนไม้ขิดปกติจะมีจำนวนครึ่งหนึ่งของลาย (ครึ่งดอก) เมื่อทอกลับไปมาจะได้ครบ 1 ดอกตามต้องการ ถ้าใช้แบบกึ่งถาวรจะถูกเก็บไว้ในตะกอยาว ถ้าใช้แบบชั่วคราวครั้งเดียวจะถูกเก็บไว้กับเส้นยืน 
84	ไม้เรียว (2)	ไม้ไผ่มีลักษณะกลม ผิวเรียบ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ120 เซนติเมตร หรือไม่น้อยกว่าความกว้างเส้นยืน ทำหน้าที่เป็นแกนรองรับเส้นด้ายตะกอร่วมกับไม้รองเขา  ภาษาถิ่น : ไม้ดิ้ว
85	ไม้หัวหูก	เป็นไม้คานกี่ที่อยู่เหนือศีรษะคนทอ ใช้สำหรับผูกเครือหูก เพื่อตรึงหรือผ่อนเส้นไหมยืนในมีความตึงเหมาะสมสำหรับทอผ้า (เคร่งเครือหูก) 
86	ไม้หาบฟืม	ให้ดูความหมายจากคำว่า “ไม้หาบหูก” 
87	ไม้หาบหูก	ไม้ไผ่ขนาดเล็กแขวนอยู่ใต้คานกี่ ใช้สำหรับโยงหรือแขวนตะกอ (เขา) และฟันหวี (ฟืม) ให้อยู่ในไม้อันเดียวกัน บ้างก็แยกเป็น 2 อัน เพื่อให้ตะกอและฟันหวีมีความสูงพอดีกับแนวเส้นไหมยืน คำเรียกอื่น ไม้คานแขวน ไม้หาบฟืม
88	ไม้เหยียบ ไม้เท้าเหยียบ	ไม้ไผ่ หรือไม้เนื้อแข็งที่ผูกเชือกโยงด้านล่างของตะกอ ใช้เท้าเหยียบเพื่อควบคุมการแยกของเส้นไหมยืนให้เปิดสลับขึ้นและลง เพื่อขัดเส้นไหมพุ่ง ไม้เหยียบจะมีจำนวนตั้งแต่ 2 ไม้ขึ้นไป ภาษาถิ่น  ไม้เหยียบหูก ไม้ย่ำตีน ตีนเหยียบ คานเหยียบ ตีนฟืม ไม้เท้าเหยียบ
89	ไม้แอ่น	ไม้ที่พาดอยู่บนคานกี่ทั้งสองข้าง ทำด้วยไม้ไผ่ ใช้สำหรับโยงตะกอ (เขา) เมื่อเวลาเหยียบไม้เหยียบหูกในขณะทอผ้า จะแอ่นลงมาตามแรงเหยียบ และจะดีดกลับคืน เมื่อยกเท้าออกตามจังหวะของการทอ มีการนำท่อ พีวีซี มาใช้แทนเพราะทำได้ง่าย มีจำนวนเท่ากับจำนวนตะกอ ปัจจุบันยังนิยมใช้อยู่
90	ยก (Brocade)	เป็นการทอลวดลายบนผืนผ้าด้วยวิธีการเพิ่มเส้นไหมพุ่งพิเศษเข้าไปในขณะทอ โดยเสริมต่อเนื่องตลอดหน้ากว้างของผ้าหรือบางช่วงของผ้าด้วยสีเดียว หรือแทรกด้วยลวดลายและสีที่ต่างออกไปเป็นระยะ โดยใช้กระสวยเป็นตัวสอดเส้นพุ่งเสริมพิเศษ เมื่อเวลาทอจะยกตะกอลายที่ด้านหลังแล้วสอดไม้ดาบเพื่อยกเส้นไหมยืนขึ้นตามลวดลาย ในการยกลาย 1 ครั้ง จะสอดกระสวยเส้นพุ่งพิเศษเพียงครั้งเดียวทำให้ลวดลายละเอียดประณีตอ่อนช้อย ส่วนใหญ่มักใช้ดิ้นเงิน ดิ้นทอง เป็นเส้นพุ่งเสริมพิเศษ ลวดลายบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นองค์ประกอบของผ้ายกจะมีตัวลาย(ท้องผ้า) และลายเชิง ส่วนสังเวียน(กรอบลาย) อาจมีหรือไม่ก็ได้
91	ยกดอก	เทคนิคการทอโดยใช้วิธีคัดลวดลายจากเส้นไหมยืนเพื่อแบ่งกลุ่มเส้นไหมยืนตามที่กำหนด และเก็บตะกอตามที่คัดลายไว้ จากนั้นโยงตะกอและผูกเท้าเหยียบตามลวดลายที่จะทอ การเหยียบตะกอจะทำให้เกิดลวดลายโดยตรง โดยทั่วไปจำนวนตะกอที่ใช้ทอจะอยู่ระหว่าง 3 - 8 ตะกอ ข้อสังเกตในการทอผ้ายกดอกจะไม่ใช้เส้นไหมพุ่งเสริมพิเศษ 
92	รอกโยงตะกอ	อุปกรณ์ใช้สำหรับแขวนตะกอ เพื่อใช้ในการผ่อนแรงเหยียบขณะทอผ้า มีลักษณะเป็นรอก ทำด้วยไม้ หรือโลหะ อาจมีการแกะสลักไม้ให้รูปร่างต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะแกะสลักเป็นรูปหงส์ เรียกว่า หางหงส์ นอกจากนี้มีการปรับรูปแบบจากรอกเป็นแท่งไม้ขนาดเล็ก เรียกว่า ไม้กระดก ไม้โป้งเป้ง ไม้ด็อกแด๊ก
93	ร้อยฟันหวี	การนำเส้นไหมยืนสอดเข้าไปในช่องฟันหวี จนครบจำนวนเส้นไหมยืนตามขนาดของหน้าผ้าที่ต้องการ (กรณีที่ใช้ฟืมชุดใหม่) ภาษาถิ่น : เข้าฟืม แหย่ฟืม ซุกฟืม
94	ระวิง  	อุปกรณ์ใส่หรือคล้องไจไหม หรือปอยหมี่ ทำด้วยไม้ไผ่ไขว้กันเป็นรูปกากบาท มีเชือกหรือไม้โยงระหว่างปลายไม้ทั้งสองด้าน แขวนอยู่บนขาตั้ง (ขาระวิง ขากง) มีหน้าที่ทำให้ไจไหมตึง และเรียงเป็นระเบียบสำหรับการนำเส้นไหมออกจากไจ ภาษาถิ่น : กง
95	ลงแป้ง	การนำน้ำแป้ง หรือน้ำข้าวเจือจาง ชุบเคลือบเส้นไหมยืน เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นไหมยืนแตกฟูและลดการเสียดสีในระหว่างการทอภาษาถิ่น : ฆ่าแป้ง 
96	ลำหมี่	จำนวนเส้นในหนึ่งแถวลาย ในแต่ละลำจะมีเส้นด้ายพุ่ง 2 เส้น 4 เส้น 6 เส้น หรือมากกว่า แต่ที่นิยมใช้ทอส่วนมากคือแบบ 4 เส้น เรียกว่าหมี่สี่สอด (เกล็ด) แล้วแต่ลักษณะของลาย ดังนั้นก่อนจะค้นหมี่ จึงต้องทราบว่าใน 1 ลาย มีกี่ลำ
97	สืบหูก	การต่อเส้นยืน เส้นต่อเส้นระหว่างเส้นยืนเดิมกับเส้นยืนที่ค้นใหม่ ก่อนนำไปขึ้นกี่เพื่อทอต่อไป ภาษาถิ่น : สืบเครือหูก สืบเครือ
98	เส้นไหมพุ่ง 	เส้นไหมที่ใช้พุ่งไปมาเพื่อขัดสานกับเส้นยืนตามแนวขวางของกี่ทอผ้า
99	เส้นไหมยืน 	เส้นไหมที่ถูกจัดเรียงตัวตามแนวความยาวหรือแนวตั้งของกี่ทอผ้า ซึ่งแสดงถึงจำนวนความยาวของผ้าที่ทอ เส้นไหมที่ใช้เป็นเส้นยืนควรจะมีความสม่ำเสมอ ไม่มีปุ่มปม มีความเหนียวและการยืดตัวดี
100	ไส้หูก	เป็นภาษาถิ่นที่ใช้เรียกเส้นยืน หรือเครือหูกที่ค้นเครือเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ได้สืบ พร้อมที่จะนำไปสืบเข้ากับกกหูก
101	หมี่ร่าย	เป็นเทคนิคการเตรียมเส้นไหมจากการมัดเส้นไหม โดยเริ่มจากการค้นหมี่ตามต้นแบบลายโดยจะกำหนดลำหมี่เป็นจำนวนเลขคู่ วิธีการเรียงเส้นไหมจากลำหมี่ลำแรกตามจำนวนเกล็ดหมี่ทีละลำ จนครบจำนวนลำหมี่ตามลายที่กำหนด แล้วเริ่มต้นค้นหมี่ลำแรกใหม่จนครบจำนวนรอบ (เที่ยว) ตามขนาดความยาวของผืนผ้า ลำหมี่ทุกลำจะมีจำนวนเส้นไหมเท่ากัน การค้นหมี่วิธีนี้จะทำให้เกิดลวดลายในทิศทางเดียวกันต่อเนื่องกันตลอดทั้งผืน เมื่อค้นหมี่เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงนำไปมัดเป็นลวดลาย ย้อมสี และกรอเข้าหลอดหมี่ตามลำดับที่ถูกต้องจากหลอดแรกจนถึงหลอดสุดท้าย จากนั้นนำไปทอผ้ามัดหมี่โดยทอจากหลอดสุดท้ายย้อนกลับไปที่หลอดแรกตามลำดับ ตัวอย่างลักษณะลวดลายที่เป็นหมี่ร่ายจะทแยง หรือหันลายไปทางเดียวกัน
102	หมี่โลด	เป็นเทคนิคการเตรียมเส้นไหมจากการมัดเส้นไหม โดยเริ่มจากการค้นหมี่ตามต้นแบบลาย โดยจะกำหนดลำหมี่จำนวนเลขคี่ วิธีการเรียงเส้นไหมจากลำหมี่ลำแรกตามจำนวนเกล็ดหมี่ทีละลำจนครบจำนวนลำหมี่ตามลายที่กำหนด แล้วค้นหมี่วกกลับจากลำรองสุดท้ายกลับมาถึงลำแรก จนครบจำนวนรอบ (เที่ยว) ตามขนาดความยาวของผืนผ้า หมี่ลำแรกและลำสุดท้ายจะมีจำนวนเส้นไหมครึ่งหนึ่งของหมี่ลำอื่นๆ การค้นหมี่วิธีนี้จะทำให้เกิดลวดลายที่ต่อเนื่องกันตลอดทั้งผืน เมื่อค้นหมี่เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงนำไปมัดเป็นลวดลาย ย้อมสี และกรอเข้าหลอดหมี่ตามลำดับที่ถูกต้องจากหลอดแรกจนถึงหลอดสุดท้าย จากนั้นนำไปทอผ้ามัดหมี่โดยทอจากหลอดสุดท้ายย้อนกลับไปที่หลอดแรกตามลำดับ ตัวอย่างลักษณะลวดลายที่เป็นหมี่โลดจะสลับซ้าย - ขวา โดยสมมาตร
103	หลบ	เป็นระบบการบอกความถี่-ห่างของฟันหวี มี 3 ระบบ คือ ระบบเบอร์ ระบบฟันหวีทอผ้าไหม และระบบหลบ หลบ คือ หน่วยนับจำนวนช่องของฟืม(ฟันหวี) เพื่อใช้คำนวณจำนวนเส้นยืนในหน้าผ้า ฟืม (ฟันหวี) 1 หลบเท่ากับ 40 ช่องฟันหวี 1 นับ (ควม ไม้) เท่ากับ 4 ช่องฟันหวี 10 นับ (ควม ไม้) เท่ากับ 1 หลบ ฟืมแต่ละอัน (หลัง) มีจำนวนหลบไม่เท่ากัน ถ้าฟืมที่มีความยาวเท่ากัน แต่มีจำนวนหลบมากกว่าหมายความว่ามีจำนวนช่องของฟันหวีมากกว่า จึงต้องใช้เส้นยืนจำนวนมากตามช่องฟันหวีและส่งผลให้เนื้อผ้ามีความแน่นมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ขนาดเส้นไหมให้เหมาะสมกับความถี่ของฟืม
104	หลอดเส้นพุ่ง	หลอดสำหรับม้วนเส้นไหมโดยเสียบไว้กับเหล็กไน เมื่อกรอเส้นไหมได้ขนาดตามต้องการแล้วนำหลอดเส้นพุ่งใส่ไปในกระสวยเพื่อทอเป็นด้ายเส้นพุ่ง หลอดเส้นพุ่งนิยมทำจากเถาวัลย์ชนิดหนึ่ง เรียกว่า เครือไส้ตัน เครือไส้ตันนี้จะมีรูกลวงตลอด ตัดเป็นท่อนๆ ท่อนละประมาณ 3 นิ้ว อาจจะใช้ไม้อย่างอื่นก็ได้ที่มีรูตรงกลาง เช่น ลำปอแก้ว เพื่อใช้ไม้สอดยึดติดกับกระสวย ไม้นี้เรียกว่าไม้ขอหลอดปั จจุบันมีทั้งทำด้วยไม้ สังกะสี และพลาสติก หลอดเส้นพุ่งมี 2 ลักษณะ คือ หลอดทรงกระบอก และ หลอดทรงกรวย
105	หลักเฝือ/หลักเฝีย	โครงค้นเส้นยืน
106	หลา	อุปกรณ์สำหรับกรอฝ้ายหรือไหมออกจากระวิงเข้าสู่หลอด หรือเพิ่มเกลียวเส้นไหม หรือสำหรับเข็นเส้นไหมมีชื่อเรียกอื่นว่า ไน
107	หัวหมี่	หน่วยรวมของลำหมี่
108	หางกระรอก	ชื่อเรียกเทคนิคการควบเส้นชนิดหนึ่งของกลุ่มไทภาคกลาง ภาคใต้ และภาคอีสานเป็นวิธีการสร้างลวดลายและสีเหลื่อมของเส้นใยในผืนผ้า โดยใช้เส้นไหมสองสีหรือมากกว่า ที่มีน้ำหนักสีอ่อนแก่แตกต่างกันมาปั่นรวมกันเป็นเส้นเดียว โดยผ้าที่ทอจะเป็นผ้าสีเหลือบ เรียกว่า “ผ้าหางกระรอก” มีชื่อเรียกอื่นว่า “ควบเส้น” ภาษาถิ่น มับไม กะเนียว ปั่นไก เข็นมะลังมัย
109	หางหงส์	อุปกรณ์ใช้สำหรับแขวนตะกอ เพื่อใช้ในการผ่อนแรงเหยียบขณะทอผ้า มีลักษณะเป็นรอก ทำด้วยไม้แกะสลักให้เป็นรูปร่างต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะแกะสลักเป็นรูปหงส์
110	หางเห็น	ให้ดูความหมายจากคำว่า “ขาอัก”
111	หูก	ดูความหมายคำว่า “กี่”
112	เหล่ง	เหล่ง เล่ง หรือเล็น เป็นอุปกรณ์สำหรับกรอเส้นฝ้ายหรือไหมให้เป็นเข็ด หรือไจ เมื่อใช้กับเส้นไหมจะเรียกว่า เล่งไหม นิยมทำจากไม้เนื้อแข็ง ลักษณะโครงสร้างเป็นวงล้อ มี 4 หรือ 6 แฉก มีแกนตรงกลางสำหรับหมุน มีฐานยาวสามารถถอดวงล้อออกจากขาตั้งได้
113	เหล็กไน	เหล็กกลม ขนาดเล็กปลายเรียวยึดติดโดยการคล้อง หรือตรึงอยู่ด้านหน้าของไน มีลักษณะเป็นแกนหมุนตามสายพานของไน หรือเรียกว่าแกนกรอหลอด
114	""	""
115	แหย่ฟืม	การนำเส้นไหมยืนสอดเข้าไปในช่องฟันหวี จนครบจำนวนเส้นไหมยืนตามขนาดของหน้าผ้าที่ต้องการ (กรณีที่ใช้ฟืมชุดใหม่)
116	อัก 	อุปกรณ์ที่ทำจากไม้ มีขา จำนวน 4 6 หรือ 8 ขาติดตั้งอยู่บนขาอักใช้สำหรับกวักเส้นไหม (พันเส้นไหม) ภาษาถิ่น : กี้
117	อ่าน	เป็นหน่วยนับย่อยของหลบ (ดูความหมายคำว่า “หลบ”) 1 อ่าน เท่ากับ 4 ช่องฟันหวี  10 อ่าน เท่ากับ 1 หลบ
