﻿_id	NewsTitle	Detail	NewsDate	Region	Province	Department	Link_News
1	รายงานพิเศษ : ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาช้างป่าและคนให้อยู่ด้วยกันอย่างสมดุล หวังลดปัญหาความขัดแย้งลงได้	<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาช้างป่าและคนให้อยู่ด้วยกันอย่างสมดุล&nbsp;หวังลดปัญหาความขัดแย้งลงได้</u>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่ายังมีในหลายพื้นที่&nbsp;แม้ภาครัฐจะหาแนวทางหรือวิธีแก้ปัญหามาใช้แต่ก็ยังคงไม่หมดไปจากประเทศไทย</strong>&nbsp;<strong>โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์&nbsp;จึงเป็นหนึ่งแนวทางที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งให้เกิดความสมดุลในอนาคต</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ช้างป่า&nbsp;เป็นสัตว์สัญลักษณ์ที่มีความสำคัญและมีบทบาทต่อสังคมไทยมาช้านานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน&nbsp;ถึงเวลาให้ความสำคัญและคุณค่าของช้างอย่างจริงจังแล้ว&nbsp;โดยเฉพาะช้างป่า&nbsp;</strong>ด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมอนุรักษ์ช้างป่า&nbsp;เพื่อเป็นอีกวิธีลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนให้สำเร็จ&nbsp;ซึ่งพื้นที่ป่ารอยต่อ&nbsp;5&nbsp;จังหวัดภาคตะวันออก&nbsp;ครอบคลุมพื้นที่&nbsp;5&nbsp;จังหวัด&nbsp;คือ&nbsp;ฉะเชิงเทรา&nbsp;จันทบุรี&nbsp;ระยอง&nbsp;ชลบุรี&nbsp;และสระแก้ว&nbsp;ที่มีความอุดมสมบูรณ์&nbsp;มีความหลากหลายทางชีวภาพ&nbsp;และที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมาก&nbsp;โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่&nbsp;อย่างช้างป่า&nbsp;ที่มีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงที่สุดของประเทศถึงร้อยละ&nbsp;8.2&nbsp;ต่อปี&nbsp;แต่การขยายตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้อาหารไม่เพียงพอมีช้างป่าบางส่วนออกหากินนอกพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์&nbsp;จนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนและช้างป่าค่อนข้างรุนแรงเกิดการสูญเสียทั้งชีวิตคน&nbsp;ช้างป่า&nbsp;และพืชผลทางการเกษตร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์&nbsp;จะช่วยแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่า&nbsp;การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ&nbsp;การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างดี&nbsp;</strong>นายวีระพงษ์&nbsp;โคระวัตร&nbsp;หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งของแนวทางแก้ปัญหาช้างป่า&nbsp;ทั้งการปรับปรุงและฟื้นฟูทุ่งหญ้าบริเวณบ่อมะเดื่อ&nbsp;คลองร้อย&nbsp;และคลองแดง&nbsp;//&nbsp;การพัฒนาแหล่งพืชอาหารช้าง&nbsp;เช่นปลูกไผ่ป่า&nbsp;มะม่วงป่า&nbsp;และเต่ารั้ง&nbsp;และจัดทำแหล่งน้ำสำหรับช้างป่าให้กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสมบูรณ์ของช้างป่า&nbsp;ควบคู่กับการจัดการพื้นที่แนวกันชน&nbsp;(จุดพักช้าง)&nbsp;ตรึงช้างให้ห่างจากชุมชนและกำหนดเส้นทางการพาช้างกลับคืนสู่ป่า&nbsp;และการจัดการพื้นที่ชุมชน&nbsp;ด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำหมู่บ้านคชานุรักษ์แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของพื้นที่เกษตรกรรม&nbsp;และตั้งศูนย์ปฏิบัติการคชานุรักษ์ภาคตะวันออก&nbsp;บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน&nbsp;เพื่อแจ้งเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>การสร้างความสมดุลระหว่างคนและช้างป่า&nbsp;การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมช้างป่า&nbsp;พร้อมกับพัฒนาอาชีพของประชาชนในพื้นที่ให้มีรายได้มากขึ้น</strong>&nbsp;จะเป็นแนวทางสำคัญที่อาจช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าและแก้ปัญหาช้างป่าออกจากป่าสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ได้ผลในอนาคต&nbsp;</p>	2022-01-02T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220201113614084
2	รายงานพิเศษ สระแก้วคุมเข้มมาตรการเนื้อสุกรชำแหละราคาสูง	<p><strong>จังหวัดสระแก้ว&nbsp;โดยศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์</strong>แอฟริกาในสุกร&nbsp;ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน&nbsp;จากกรณีที่เนื้อสุกรชำแหละมีราคาสูงในขณะนี้&nbsp;ผู้ว่าราชการจังกวัดสระแก้วได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งสำรวจข้อมูลฟาร์มสุกร&nbsp;จำนวนสุกร&nbsp;ผู้เลี้ยงสุกร&nbsp;ทั้งรายย่อยและรายใหญ่ที่ได้รับความเสียหายจากการระบาดของโรค&nbsp;ASF&nbsp;กำชับเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง&nbsp;ควบคุม&nbsp;กำกับการเคลื่อนย้ายสุกรและซากสุกรให้เป็นไปตามมาตรการที่กรมปศุสัตว์กำหนดอย่างเคร่งครัด&nbsp;จากการสำรวจข้อมูล&nbsp;พบว่า&nbsp;จังหวัดสระแก้วมีฟาร์มมาตรฐานสุกร&nbsp;90&nbsp;แห่ง&nbsp;จำนวนสุกร&nbsp;315,000&nbsp;ตัว&nbsp;&nbsp;ส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองสระแก้ว&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;จังหวัดสระแก้วได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</strong>&nbsp;ได้แก่&nbsp;สำนักงานจังหวัด&nbsp;สำนักงานพาณิชย์จังหวัด&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด&nbsp;ด่านกักกันสัตว์&nbsp;สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด&nbsp;กอรมน.จังหวัดสระแก้ว&nbsp;สถานีตำรวจภูธรจังหวัด/อำเภอต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการและห้องเย็น&nbsp;เพื่อป้องกันการกักตุนเนื้อสุกร&nbsp;การลักลอบนำเข้าซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต&nbsp;การให้คำแนะนำสถานประกอบการ&nbsp;รวมทั้งแนวทางป้องกันการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(ASF)&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>นางสาวนงเยาว์&nbsp;ศรีฉันทะมิตร&nbsp;พาณิชย์จังหวัดสระแก้ว</strong>&nbsp;เผยผลการลงพื้นที่ตรวจสอบในช่วงตั้งแต่วันที่&nbsp;19&nbsp;ถึง&nbsp;27&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;พบว่า&nbsp;ไม่มีห้องเย็นหรือสถานประกอบการที่มีพฤติกรรมกักตุนเนื้อสุกรแต่อย่างใด&nbsp;แต่หากมีผู้ประกอบการที่กระทำความผิดดังกล่าวจะมีบทลงโทษ&nbsp;จำคุกไม่เกินเจ็ดปี&nbsp;หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท&nbsp;หรือทั้งจำทั้งปรับ&nbsp;สำหรับผลการออกติดตามสำรวจราคาเนื้อสุกรชำแหละในห้างสรรพสินค้า&nbsp;เขียงหมูทั่วไป&nbsp;รวมทั้งราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิต&nbsp;ได้กำกับให้สถานประกอบการ&nbsp;ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน&nbsp;ครบถ้วน&nbsp;หากฝ่าฝืนมีโทษจำและปรับ&nbsp;&nbsp;การเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน&nbsp;จากกรณีที่เนื้อสุกรชำแหละมีราคาสูง&nbsp;จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน&nbsp;ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ&nbsp;สถานประกอบการ&nbsp;เจ้าของฟาร์ม&nbsp;เครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่&nbsp;หากพบเห็นสุกรป่วยหรือตายผิดปกติรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที&nbsp;หรือแจ้งเหตุ&nbsp;ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด&nbsp;สายด่วน&nbsp;1567&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>ดุลยศักดิ์&nbsp;ไชยรัตน์&nbsp;</p><p>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสระแก้ว&nbsp;บท&nbsp;-&nbsp;ผลิต</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-01-02T00:00:00	ภาคตะวันออก	สระแก้ว	สวท.สระแก้ว	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220201184552314
3	ผู้เลี้ยงหมูวอนขออย่าผลักภาระให้คนเลี้ยง หยุดคิดนำเข้าเนื้อหมู	<p>แม้ว่าขณะนี้ผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศจะร่วมกันลดราคาหมูหน้าฟาร์มลงมาที่ 102-104 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นสัปดาห์ที่ 5 ที่ภาคผู้เลี้ยงได้ช่วยสนับสนุนประชาชนลดค่าคองชีพแล้วก็ตาม แต่ทว่าราคาหมูหน้าเขียงในหลายพื้นที่กลับไม่ได้ลดลง จนทำให้ประเด็นราคาเนื้อหมูยังเป็นที่สนใจของสังคมอยู่จนถึงทุกวันนี้</p><p><br></p><p>กลายเป็นประเด็นที่ทำให้บางฝ่ายหยิบยกมาหาแนวทางแก้ปัญหา ด้วยการเรียกร้องให้มีการนำเข้าเนื้อหมู เพื่อให้ปริมาณผลผลิตเพียงพอกับความต้องการบริโภค ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ความต้องการบริโภค ณ วันนี้ ไม่ได้เพิ่มขึ้น ในทางกลับกันผู้บริโภคกลับลดการบริโภคเนื้อหมูลงไปอย่างมาก ดูอย่างช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี ที่เรียกว่าเป็นนาทีทองของพ่อค้าแม้ขายทั้งหมู ไก่ ปลา แต่ปีนี้การจับจ่ายสินค้าของลูกค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะกำลังซื้อที่หดตัวจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน</p><p><br></p><p>แม้ราคาสินค้าในท้องตลาดจะไม่ได้ปรับขึ้น ดังที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุถึงสถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนว่า ได้กำกับราคาหมูหน้าฟาร์มไว้ที่ 100-110 บาทต่อกิโลกรัม และหมูเนื้อแดงหน้าเขียงอยู่ที่ 205-210 บาทต่อกิโลกรัม แต่ปัจจุบันราคาต่ำกว่าราคากำกับเฉลี่ย 11% โดยขายเฉลี่ยทั่วทั้งประเทศ 187.19 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาไก่ ปกติจะสูงขึ้นมากในช่วงตรุษจีน แต่ปีนี้ไก่หน้าฟาร์ม กิโลกรัมละไม่เกิน 40 บาท และราคาไก่ทั้งตัวที่จำหน่ายใน 3 ห้างใหญ่ แม็คโคร โลตัส และบิ๊กซี 710 สาขาทั่วประเทศ กิโลกรัมละไม่เกิน 65 บาท</p><p><br></p><p>ระดับราคาที่เห็นนี้เท่ากับว่าสินค้าไม่ได้แพง แต่ปัญหาอยู่ที่ไม่มีคนกินมากกว่า แล้วอย่างนี้จะให้นำเข้าเนื้อหมูเข้ามาเพื่ออะไร? นี่จึงเป็นคำถามที่ภาคผู้เลี้ยงยังคงคาใจ เพราะหากมองในระยะยาวแล้ว การนำเข้าเนื้อหมูเข้ามาในไทยนั้น ไม่ต่างอะไรกับการผลักภาระปัญหาให้กับคนเลี้ยง</p><p><br></p><p>เรื่องนี้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ โดย น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย บอกว่าการนำเข้าเนื้อหมู ชิ้นส่วน และหมูแปรรูปจากต่างประเทศมาพยุงราคาในประเทศนั้น ถือเป็นการทำลายกลไกการเลี้ยงหมูของไทย เพราะหมูนำเข้าราคาถูกกว่าหมูไทย จากต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำกว่ามาก เนื่องจากรัฐบาลของต่างประเทศให้การอุดหนุนต้นทุนการเลี้ยง จึงสามารถขายหมูในราคาถูกได้ ขณะที่ เกษตรกรไทยต้องแบกรับภาระต้นทุนการเลี้ยงหมูที่พุ่งสูงเองทั้งหมด แต่กลับไม่สามารถขายหมูในราคาที่สะท้อนต้นทุนได้ หากยอมให้หมูนอกเข้ามา เกษตรกรไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ก็จะทิ้งอาชีพและเลิกเลี้ยงหมูกันไปหมด ถึงวันนั้นความมั่นคงทางอาหารของประเทศต้องถูกทำลาย</p><p><br></p><p>ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบที่สุด หากจำเป็นต้องนำเข้าเนื้อหมู ผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ต้องเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้เท่านั้น เพื่อกำหนดจำนวนและชิ้นส่วนที่จะนำเข้ามา ไม่ให้กระทบกับผู้เลี้ยงในประเทศ รวมทั้งเก็บค่าธรรมเนียม (Surcharge) สำหรับนำไปช่วยเหลือผู้เลี้ยงหมูรายย่อยต่อไป</p><p><br></p><p>ส่วนนายแพทย์ภาคภูมิ พีรวรสกุล เจ้าของณัฐพงษ์ฟาร์ม จ.หนองบัวลำภู ไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะแก้ปัญหาหมูราคาแพงด้วยการนำเข้าเนื้อหมู ที่ยิ่งซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรรายย่อย รวมถึงคนที่เลี้ยงหมูแล้วไม่เป็นโรคแทนที่จะได้ลืมตาอ้าปาก หรือคนที่เลี้ยงแล้วเสียหายก็ยังพอมีกำลังใจในการลงทุนเพิ่มเติมในส่วนที่ยังคงปลอดภัยอยู่ แต่ถ้าต้องเจอทั้งเรื่องโรคระบาด แล้วยังเจอราคาหมูตกต่ำ จากที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับหมูนอกได้อีก ย่อมทำให้วงจรอาชีพเลี้ยงหมูรายย่อยหายไปจากระบบอย่างแน่นอน</p><p><br></p><p>ทางด้าน ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การนำเข้าเนื้อหมู อาจทำให้ราคาหมูในประเทศถูกลงก็จริง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือ เกษตรกรรายย่อยที่ยังเหลืออยู่จะขายหมูไม่ได้ และจะไม่มีเงินมากพอที่จะนำไปใช้ปรับปรุงระบบการเลี้ยง สุดท้ายก็คงรอการเข้าโจมตีของโรคและยุติอาชีพในที่สุด ซึ่งไม่เป็นธรรมกับเขาเลย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ต้องขาดทุนสะสมจากราคาหมูตกต่ำมาตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา</p><p><br></p><p>วันนี้สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ คือการสนับสนุนให้เกษตรกรที่หยุดเลี้ยงหมูไปก่อนหน้านี้รีบกลับเข้าระบบให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันต้องเร่งช่วยลดภาระของเกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนการหลิตที่เพิ่มขึ้นจาก ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 30-40% กลายเป็นภาระนักที่ตกอยู่กับผู้เลี้ยงสัตว์ รัฐบาลจึงควรสนับสนุนภาคเกษตรกรรมให้บรรลุเป้าหมายการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ มากกว่าการนำเข้าที่เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ที่จะก่อปัญหาระยะยาวให้กับเกษตรกร อีก 107,157 รายที่เหลืออยู่ให้ต้องแบกรับ ต่อเมื่อภาระนั้นเกินจะรับไหว คงถึงคราวที่อาชีพเลี้ยงหมูต้องล่มสลาย และความมั่นคงทางอาหารของไทยต้องพังทลายในที่สุด</p><p><br></p><p>อย่าให้เนื้อหมูนำเข้าต้องมาเป็นอุปสรรคของการแก้ปัญหาหมู กลายเป็นตัวฉุดรั้งแนวทางในการพื้นฟูการเลี้ยงหมูรายย่อย-เล็ก เพื่อให้สถานการณ์ในประเทศกลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด ที่รัฐกำลังเร่งดำเนินการต้องมาสะดุดลง</p>	2022-02-02T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220202193329778
4	รายงานพิเศษ เรื่อง ที่มาของการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ	<p><strong>พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิบ้านน้ำเค็ม&nbsp;</strong>จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ที่รำลึกถึงเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย&nbsp;พื้นที่ชายฝั่งอันดามันของไทยรวมถึงบ้านน้ำเค็ม&nbsp;ตำบลบางม่วง&nbsp;อำเภอตะกั่วป่า&nbsp;จังหวัดพังงา&nbsp;ได้รับผลกระทบรุนแรง&nbsp;เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน&nbsp;สำหรับชุมชนบ้านน้ำเค็มเกิดคลื่นสึนามิสูง&nbsp;5&nbsp;-&nbsp;7&nbsp;เมตร&nbsp;ทำให้เรือฟ้า&nbsp;ชื่อเรือโชคศิริพร&nbsp;และเรือส้ม&nbsp;ชื่อเรือ&nbsp;ศรีสมุทร&nbsp;ซึ่งเป็นเรืออวนล้อมจับ&nbsp;(เรืออวนดำ)&nbsp;ถูกคลื่นซัดจากแพปลาบ้านน้ำเค็ม&nbsp;ลอยลำตามกระแสน้ำเข้าสู่หมู่บ้านแล้วจอดสงบนิ่งบนเนินกลางหมู่บ้าน&nbsp;ในสภาพหัวเรือเกยอยู่บนชายคาบ้านหลังหนึ่ง</p><p><strong>นางอุไรวรรณ&nbsp;แดงงาม&nbsp;วัฒนธรรมจังหวัดพังงา&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>หลังจากเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ&nbsp;ทางภาครัฐมีแนวคิดในการสร้างพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ&nbsp;เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงเหตุการณ์&nbsp;เป็นสถานที่เก็บหลักฐานวัตถุ&nbsp;เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีพิบัติภัยสึนามิ&nbsp;รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม&nbsp;ได้จัดสรรงบประมาณของปี&nbsp;2560&nbsp;จำนวน&nbsp;64.8&nbsp;ล้านบาท&nbsp;เพื่อจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ&nbsp;โดยองค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง&nbsp;ได้จัดซื้อที่ดินจำนวน&nbsp;5&nbsp;ไร่&nbsp;เพื่อรองรับการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์&nbsp;กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดซื้อเรือสีส้ม-ฟ้า&nbsp;ซึ่งเป็นรองรอยหลักฐานสำคัญ&nbsp;และต่อมาได้จัดสรรเงินงบประมาณประจำปี&nbsp;2562&nbsp;จำนวน&nbsp;30&nbsp;ล้านบาท&nbsp;เพื่อดำเนินโครงการตกแต่งภายในอาคาร&nbsp;ซึ่งรับผิดชอบโครงการโดยวัฒนธรรมจังหวัดพังงา</p><p><strong>ในส่วนการออกแบบอาคารพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ</strong>&nbsp;โดย&nbsp;นายพรธรรม&nbsp;ธรรมวิมล&nbsp;ผู้อำนวยการกลุ่มสถาปัตยกรรม&nbsp;สำนักสถาปัตยกรรม&nbsp;กรมศิลปากร,&nbsp;ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา&nbsp;สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม&nbsp;สำนักศิลปกรรม&nbsp;กล่าวแนวคิดในการออกแบบอาคารฯ&nbsp;ภาพรวมว่า&nbsp;เพื่อให้เป็นอนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง&nbsp;สื่อความหมายถึงเหตุการณ์พิบัติภัยสึนามิ&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;26&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2547&nbsp;ผ่านวัตถุพยาน&nbsp;เรือประมงสีส้ม-ฟ้า&nbsp;ซึ่งถูกคลื่นยักษ์สึนามิซัดมาเกยตื้นในพื้นที่บ้านน้ำเค็ม&nbsp;ส่วนรูปแบบสถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตยกรรม&nbsp;สอดผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน&nbsp;เพื่อเน้นความโดดเด่นและสำคัญของเรือทั้ง&nbsp;2&nbsp;ลำ&nbsp;โดยมีจุดหมายเป็นหอชมทัศนียภาพ&nbsp;ของบริเวณบ้านน้ำเค็ม&nbsp;ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือประมงพื้นบ้าน</p><p><strong>ด้านการจัดแสดงและตกแต่งภายในอาคาร&nbsp;ออกแบบและควบคุมโดย&nbsp;</strong>นายวุฒินันท์&nbsp;จินศิริวานิชย์&nbsp;นางสาวชาริณี&nbsp;อรรถจินดา&nbsp;และนายภัทร&nbsp;สำราญสุข&nbsp;สำนักสถาปัตยกรรม&nbsp;กรมศิลปากร&nbsp;โดยมีแนวทางในการออกแบบจากข้อมูลในการสัมภาษณ์ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบเหตุ&nbsp;ข้อมูลภาพถ่ายตามบ้านเรือนประชาชน&nbsp;และการประชุมคณะทำงานด้านวิชาการและประวัติศาสตร์โดยกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน</p><p><strong>การก่อสร้างทุกส่วนแล้วเสร็จ&nbsp;เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน&nbsp;2564</strong>&nbsp;จึงมีกำหนดการเปิดให้บริการประชาชนอย่างเป็นทางการในวันที่&nbsp;4&nbsp;กุมภาพันธ์&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;10.00&nbsp;น.&nbsp;โดยพลเอกประยุทธ์&nbsp;จันทร์โอชา&nbsp;นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม&nbsp;เป็นประธานกล่าวเปิดงานผ่านการถ่ายทอดสดจากทำเนียบรัฐบาล&nbsp;มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม&nbsp;นายอิทฺธิพล&nbsp;คุณปลื้ม&nbsp;ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม&nbsp;นางยุพา&nbsp;ทวีวัฒนะกิจบวร&nbsp;และผู้บริหารระดับสูง&nbsp;ในระดับกระทรวง&nbsp;ระดับจังหวัด&nbsp;หัวหน้าส่วนราชการ&nbsp;องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&nbsp;ตลอดจนประชาชน&nbsp;ประมาณ&nbsp;300&nbsp;คนเข้าร่วมพิธีเปิดภายใต้มาตรการป้องกันและคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด&nbsp;19&nbsp;อย่างเคร่งครัด</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>	2022-03-02T00:00:00	ภาคใต้	พังงา	สวท.ตะกั่วป่า จ.พังงา	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220204082310311
5	ASF เปลี่ยนวิถีหมูไทยสู่มาตรฐานฟาร์ม	<p>การประเมินผลกระทบของสุกรไทยจาก ASF ของ Krungthai COMPASS พบว่า&nbsp;4 จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงมาก คือ จังหวัดเชียงใหม่ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และจังหวัดนครราชสีมา&nbsp;โดยมีสัดส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยร้อยละ 97.3, 97.2, 97.2, และ 93.7 ตามลำดับ สูงกว่าสัดส่วนผู้เลี้ยงรายย่อยเฉลี่ยของประเทศที่ร้อยละ 91.5&nbsp;นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ความเสี่ยงสูง 43 จังหวัด อาทิ ขอนแก่น ราชบุรี นครปฐม และความเสี่ยงปานกลาง 29 จังหวัด เช่น จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น&nbsp;ซึ่งเป็นการพิจารณาจากสัดส่วนผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยในแต่ละพื้นที่และสัดส่วนความหนาแน่น หรือปริมาณผลผลิตสุกรในแต่ละจังหวัดต่อจำนวนสุกรทั้งหมด</p><p><br></p><p>การฟื้นตัวของเกษตรกรในการกลับเข้าสู่ระบบการเลี้ยง หลังจากหยุดการเลี้ยงไป&nbsp;ให้สามารถผลิตสุกรได้เพียงพอกับความต้องการของตลาด จำเป็นต้องบูรณาการระบบการเลี้ยง ด้วยการยกระดับการเลี้ยงที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio-security)&nbsp;เพื่อให้สุกรที่เลี้ยงมีความปลอดภัย และปลอดจาก ASF ด้วยแนวทาง P-I-G ได้แก่ P-protect โดยต้องมีการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพื่อป้องกันโรค, I-improve เร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และ G-government ภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้เลี้ยงรายกลางและรายย่อย</p><p><br></p><p>เมื่อดูการขับเคลื่อนของภาคส่วนต่างๆ ในขณะนี้ ในส่วนของภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางแนวทางส่งเสริมและฟื้นฟูการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายเล็กและเกษตรกรรายย่อย&nbsp;ด้วยการกำหนดพื้นที่นำร่อง Pig Sandbox หรือพื้นที่ควบคุมพิเศษ พร้อมอบรมให้ความรู้ด้านการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน ควบคู่กับการอุดหนุนปัจจัยจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นอาหารสัตว์ และลูกสุกรขุนราคาถูก&nbsp;ตลอดจนสนับสนุนช่วยเหลือด้านการเลี้ยง การตลาดและแหล่งทุน</p><p><br></p><p>ขณะที่ภาคผู้เลี้ยง สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ ได้มุ่งเน้นให้ความรู้กับผู้เลี้ยงรายย่อยมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดสัมมนา หลังเว้นวรรค จะกลับมาอย่างไรให้ปลอดภัย เพื่อการรับมือสถานการณ์ ASF ด้วยการป้องกันโรค ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เกษตรกรควรเรียนรู้และเตรียมความพร้อมปูพื้นฐานความรู้ให้สามารถกลับมาเลี้ยงหมูได้อีกครั้งอย่างเข้มแข็ง</p><p><br></p><p>หากภาคการเลี้ยง โดยเฉพาะผู้เลี้ยงรายย่อยได้ปรับเปลี่ยนระบบให้มีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ผนวกกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ภาครัฐจะจัดสรรให้ มั่นใจเหลือเกินว่า จะช่วยให้มีสุกรที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยกลับเข้าสู่ระบบ</p><p><br></p><p>ความร่วมมือของทุกภาคส่วนนี้ นับเป็นการเติมเต็มความพร้อม&nbsp;ซึ่งจะช่วยยกระดับให้ฟาร์มเล็กฟาร์มน้อยต่างๆ มีระบบป้องกันโรค และการเลี้ยงสัตว์ที่มีความเหมาะสม หากดำเนินการอย่างรัดกุม</p><p><br></p><p>สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นอีกสิ่งสะท้อนให้เกษตรกรได้ทราบถึงความสำคัญของการจัดการฟาร์ม และการป้องกันโรค ที่เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันความเสียหาย&nbsp;และจะนำพาให้อุตสาหกรรมนี้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน</p>	2022-03-02T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220203220810284
6	ASF ปัจจัยหมูแพงทั้งภูมิภาคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง	"<p>ในปี&nbsp;2561&nbsp;ผลกระทบจากโรคระบาดแอฟริกัน&nbsp;สไวน์&nbsp;ฟีเว่อร์&nbsp;(African&nbsp;Swine&nbsp;Fever&nbsp;:&nbsp;ASF)&nbsp;แพร่กระจายจากยุโรปเข้ามาในเอเซีย&nbsp;โดยมีจีนเป็นประเทศแรกที่มีการรายงานหมูติดโรคนี้เริ่มจากหนึ่งจังหวัดและกระจายไป&nbsp;32&nbsp;จังหวัด&nbsp;ทำให้มีการทำลายหมูในประเทศจีนไปมากกว่า&nbsp;50%&nbsp;ของการผลิตในประเทศ&nbsp;โดยในปี&nbsp;2560&nbsp;มีการผลิตหมูประมาณ&nbsp;650&nbsp;ล้านตัวต่อปี&nbsp;ที่สำคัญคือราคาหมูหน้าฟาร์มพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์จาก&nbsp;12.2&nbsp;หยวนต่อกิโลกรัม&nbsp;(ประมาณ&nbsp;64&nbsp;บาท)&nbsp;ในเดือนกุมภาพันธ์&nbsp;2562&nbsp;เป็น&nbsp;37&nbsp;หยวน&nbsp;(180-190&nbsp;บาท)&nbsp;ในช่วงปลายปี&nbsp;2562&nbsp;ซึ่งราคาขายปลีกเนื้อหมูจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากราคาหน้าฟาร์ม&nbsp;</p><p>เวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงรองจากจีน&nbsp;ที่ตรวจพบ&nbsp;ASF&nbsp;ในประเทศ&nbsp;เมื่อเดือนกุมภาพันธ์&nbsp;2562&nbsp;และแพร่กระจายไป&nbsp;63&nbsp;จังหวัด&nbsp;จนต้องทำลายหมูไปประมาณ&nbsp;5.9&nbsp;ล้านตัว&nbsp;หรือ&nbsp;22%&nbsp;ของการผลิตในประเทศ&nbsp;ส่งผลให้ราคาหมูหน้าฟาร์มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ตามหลังจีนมาติดๆ&nbsp;ราคาเฉลี่ย&nbsp;49,000-49,500&nbsp;ดองต่อกิโลกรัม&nbsp;(ประมาณ&nbsp;176-180&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม)&nbsp;&nbsp;</p><p>จากสถานการณ์โรคระบาดดังกล่าว&nbsp;ทั้งสองประเทศประสบปัญหาขาดแคลนเนื้อหมูอย่างหนัก&nbsp;ต้องใช้เวลาประมาณ&nbsp;18-20&nbsp;เดือน&nbsp;ในการกอบกู้สถานการณ์การผลิตและราคาให้กลับมาเป็นปกติ&nbsp;ด้วยการประกาศนโยบายที่เคร่งครัด&nbsp;เช่น&nbsp;การจัดการโซนนิ่งจำกัดพื้นที่โรคระบาดในรัศมี&nbsp;5-10&nbsp;กิโลเมตร&nbsp;และส่งหมูเข้าโรงชำแหละในพื้นที่แทนการเคลื่อนย้ายข้ามเขต&nbsp;การจ่ายเงินชดเชยเพื่อจูงใจให้เกษตรกรทำลายหมูตามหลักวิชาการทันทีที่พบการระบาดของโรค&nbsp;จัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ&nbsp;เร่งหาแม่พันธุ์หมูเพื่อผลิตลูกหมูสำหรับเข้าเลี้ยงรอบใหม่&nbsp;ปรับปรุงและฟื้นฟูเกษตรกรรายย่อย&nbsp;รายเล็ก&nbsp;ให้เป็นไปตามมาตรฐานฟาร์ม&nbsp;ตามแนวทางการป้องกันโรค&nbsp;รวมถึงการนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค</p><p>หันมาดูประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดช้ากว่าทั้ง&nbsp;2&nbsp;ประเทศ&nbsp;เกือบ&nbsp;2&nbsp;ปี&nbsp;ผลที่ปรากฎวันนี้&nbsp;การเปิดเผยความจริงของไทยว่าพบโรค&nbsp;ASF&nbsp;ที่โรงชำแหละในจังหวัดนครปฐม&nbsp;เมื่อเดือนมกราคม&nbsp;2565&nbsp;และการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น&nbsp;เช่นจังหวัดที่มีการเลี้ยงหนาแน่นอย่างราชบุรีและนครปฐม&nbsp;ภาวะโรคที่เกิดขึ้นนี้กลายเป็นผลทางจิตวิทยาที่มีต่อเกษตรกร&nbsp;ทำให้มีการเลิกเลี้ยง&nbsp;หรือหยุดการเลี้ยงไปมากกว่าครึ่ง&nbsp;มีการประเมินว่าผลผลิตในประเทศหายไป&nbsp;50%&nbsp;โดยแม่พันธุ์ทั่วประเทศลดลงจาก&nbsp;1.1&nbsp;ล้านตัว&nbsp;เหลือ&nbsp;500,000&nbsp;ตัวต่อปี&nbsp;ส่งผลให้หมูขุนลดลงจาก&nbsp;21-22&nbsp;ล้านตัว&nbsp;เหลือ&nbsp;12-13&nbsp;ล้านตัวต่อปี&nbsp;&nbsp;</p><p>ไม่ต่างจากจีนและเวียดนาม&nbsp;อุปทานของไทยหายไปจำนวนมากเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันราคาเฉลี่ยหมูเนื้อแดงในช่วงเดือนมกราคม&nbsp;2565&nbsp;ขึ้นไปแตะ&nbsp;250&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;โดยราคาหน้าฟาร์มที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากปลายเดือนธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;ที่ราคาเฉลี่ย&nbsp;98&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เป็น&nbsp;110&nbsp;บาท&nbsp;ช่วงสัปดาห์ที่&nbsp;2&nbsp;ของเดือนมกราคมปีนี้&nbsp;จนสมาคมผู้เลี้ยสุกรแห่งชาติต้องประกาศรักษาระดับราคาหน้าฟาร์มไม่ให้เกิน&nbsp;110&nbsp;บาท&nbsp;จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์&nbsp;2565&nbsp;โดยไม่ต้องมีใครมากำหนดราคา&nbsp;เพื่อไม่ให้กลไกตลาดเสียหาย</p><p>ขณะเดียวกัน&nbsp;จากการเดินหน้าตรวจสต๊อกของผู้ผลิตและห้องเย็นทั่วประเทศอย่างเข้มข้น&nbsp;ทำให้มีการทยอยนำสต๊อกออกสู่ตลาดต่อเนื่อง&nbsp;หากแต่การบริโภคของผู้บริโภคก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้น&nbsp;เหตุจากภาวะเศรษฐกิจภาคครัวเรือนที่ถดถอย&nbsp;ทำให้ปริมาณหมูกลับสู่สมดุล&nbsp;ราคาขายปลีกหน้าเขียงจึงลดต่ำลง&nbsp;ส่วนราคาหน้าฟาร์มอ่อนตัวลงไปอยู่ที่&nbsp;100&nbsp;-104&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;(วันที่&nbsp;1&nbsp;กุมภาพันธ์&nbsp;2565)&nbsp;ซึ่งคาดว่าราคาจะลดลงอีก&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;รัฐบาลไทยยังไม่มีการนโยบายนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนและราคาสูงอย่างที่บางฝ่ายแนะนำ&nbsp;เพราะต้องพิจารณาสมดุลผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผลกระทบต่อเกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว</p><p>อย่างไรก็ตาม&nbsp;นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์&nbsp;สัตวแพทย์ศาสตร์&nbsp;สมาคมผู้เลี้ยงหมูแห่งชาติ&nbsp;และกรมปศุสัตว์&nbsp;มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า&nbsp;การฟื้นฟูอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทย&nbsp;โดยเฉพาะรายย่อยและรายเล็กต้องใช้เวลา&nbsp;1-2&nbsp;ปี&nbsp;ในการเพิ่มผลผลิตให้กลับสู่ภาวะปกติ&nbsp;แต่ราคาหน้าฟาร์มและราคาขายปลีกเนื้อหมูจะไม่กลับไปต่ำที่ระดับ&nbsp;70-80&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เช่นเดิมอีก&nbsp;เนื่องจากเกษตรกรมีต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้นจากปัจจัยการป้องกันโรค&nbsp;รวมถึงราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น&nbsp;ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีการปรับราคาขึ้น&nbsp;30%&nbsp;ในปีที่ผ่านมา&nbsp;ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในรอบ&nbsp;13&nbsp;ปี&nbsp;ทั้งกากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์</p><p>เหนือสิ่งอื่นใด&nbsp;โรคระบาด&nbsp;ASF&nbsp;อยู่เหนือการควบคุมเพราะยังไม่มีวัคซีนและยารักษาหากมีการระบาดของโรค&nbsp;แต่ป้องกันได้ด้วยการทำมาตรฐานฟาร์มตามหลักสากล&nbsp;และมาตรการป้องกันโรคระบาดด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี้&nbsp;(Biosecurity)&nbsp;เพื่อป้องกันโรคจากภายนอกเข้าสู่ฟาร์ม&nbsp;และป้องกันโรคจากฟาร์มสู่ภายนอก&nbsp;เพื่อควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด&nbsp;ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการเดินสายอบรมเกษตรกรในการฟื้นฟูฟาร์มอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล&nbsp;เพื่อส่งเสริมความรู้และสร้างความมั่นใจให้กับเกษตกรในเลี้ยงหมูรอบใหม่&nbsp;โดยเฉพาะระบบไบโอซีเคียวริตี้&nbsp;ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมากในการป้องกันโรค&nbsp;เหล่านี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้&nbsp;แต่เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น&nbsp;เราต้องรับมืออย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพตามความเป็นจริง&nbsp;เพื่อจบปัญหาในระยะเวลาอันสั้นไม่ซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป</p><p><br></p><p&nbsp;class=""ql-align-right"">&nbsp;อัปสร&nbsp;พรสวรรค์</p>"	2022-04-02T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220204212934705
7	รายงานพิเศษ : ตลาดพอใจสกลนคร ลดค่าครองชีพ คนขายพอใจ คนซื้อถูกใจ	"<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตลาดพอใจจังหวัดสกลนคร&nbsp;กลับมาคึกคักอีกครั้ง&nbsp;หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&nbsp;พ่อค้า&nbsp;แม่ค้า&nbsp;ต่างนำผลิตภัณฑ์ชุมชน&nbsp;ผลผลิตทางการเกษตร&nbsp;ที่สะอาด&nbsp;ปลอดภัย&nbsp;รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก&nbsp;มาจำหน่าย&nbsp;คนขายพอใจ&nbsp;คนซื้อถูกใจ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>บริเวณพื้นที่ด้านข้างวิทยาลัยอาชีวศึกษาสกลนครพัฒนศิลป์&nbsp;บ้านน้อยจอมศรี&nbsp;ตำบลฮางโฮง&nbsp;อำเภอเมืองสกลนคร&nbsp;จังหวัดสกลนคร</strong>&nbsp;ได้เปิดเป็น&nbsp;""ตลาดพอใจ""&nbsp;ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของวิทยาลัยฯ&nbsp;ที่เปิดให้พ่อค้า&nbsp;แม่ค้า&nbsp;เกษตรกรที่สนใจ&nbsp;นำผลิตภัณฑ์ชุมชน&nbsp;ผลผลิตทางการเกษตร&nbsp;ที่สะอาด&nbsp;ปลอดภัย&nbsp;รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกมาจำหน่าย&nbsp;เป็นตลาดวิถีชุมชนที่คนขายต่างก็พอใจ&nbsp;คนซื้อก็ถูกใจ&nbsp;เพราะนอกจากจะสินค้าถูกดี&nbsp;มีคุณภาพแล้ว&nbsp;ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนด้วย&nbsp;โดยเปิดจำหน่ายทุกวันเสาร์&nbsp;ตั้งแต่&nbsp;06.00-12.00&nbsp;น.</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ดร.วิษณุ&nbsp;อ๋องสกุล&nbsp;ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาสกลนครพัฒนศิลป์&nbsp;ในฐานะเลขาธิการหอการค้าจังหวัดสกลนคร</strong>&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ตลาดพอใจ&nbsp;แห่งนี้&nbsp;เป็นพื้นที่สำหรับกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์&nbsp;นำผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยมาจำหน่าย&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ยังมีร้านค้าของนักศึกษา&nbsp;ที่ทางวิทยาลัยสอนให้ทดลองทำด้วยการปฏิบัติจริง&nbsp;เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์&nbsp;ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ที่มาเที่ยวชมมากขึ้น&nbsp;แต่พอเจอสถานการณ์โควิด-19&nbsp;จึงทำให้ซบเซาลงไป&nbsp;ครั้งนี้&nbsp;เมื่อเปิดตลาด&nbsp;ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง&nbsp;โดยได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสกลนคร&nbsp;จัดโครงการผู้ว่าฯลดค่าครองชีพประชาชน&nbsp;นำสินค้าอุปโภค&nbsp;บริโภค&nbsp;ราคาประหยัดมาจำหน่ายด้วย</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ด้าน&nbsp;นางอุทัย&nbsp;จันทพงษ์&nbsp;กลุ่มจักสานตะกร้าบ้านนาดอกไม้&nbsp;ตำบลฮางโฮง&nbsp;อำเภอเมืองสกลนคร</strong>&nbsp;บอกว่า&nbsp;ช่วงแรกที่โควิด-19&nbsp;ระบาด&nbsp;ตลาดพอใจ&nbsp;จะเงียบมาก&nbsp;ตอนนี้&nbsp;เมื่อสถานณ์การณ์ดีขึ้น&nbsp;ประชาชนระมัดระวังป้องกันตัวเองมากขึ้น&nbsp;ก็เริ่มมีลูกค้ามาเดินซื้อของ&nbsp;ทำให้พ่อค้าแม่ค้า&nbsp;ได้ขายสินค้า&nbsp;พอมีรายได้</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ส่วนลูกค้าอย่างนางสุรีพร&nbsp;หาญมนตรี</strong>&nbsp;ก็บอกว่า&nbsp;ของถูกมาก&nbsp;ทั้งผ้าพื้นเมือง&nbsp;ผักปลอดสาร&nbsp;และสินค้าราคาถูก&nbsp;พอใจมาก&nbsp;เป็นการลดค่าครองชีพได้มากทีเดียว</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>เมื่อคนขายพอใจ&nbsp;คนซื้อถูกใจ&nbsp;ตลาดพอใจ&nbsp;แห่งนี้&nbsp;จึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง</strong>&nbsp;ในทุก&nbsp;ๆ&nbsp;วัน&nbsp;จะมีร้านกาแฟ&nbsp;รสชาติดีอย่างร้านมาม่าดู&nbsp;คาเฟ่&nbsp;ให้ลูกค้าได้มานั่งชิล&nbsp;ๆ&nbsp;ถ่ายรูป&nbsp;จิบกาแฟ&nbsp;แลผลิตภัณฑ์</p>"	2022-05-02T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	สกลนคร	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220205165624900
8	นักวิชาการแนะเลือกไส้กรอกจากผู้ผลิตมาตรฐาน พร้อมระบุวิธีอุ่นเลี่ยงไขมัน	"<p>รศ.ดร.อินทาวุธ สรรพวรสถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ข่าวโรงงานไส้กรอกที่ไม่ถูกสุขลักษณะอาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนกังวลใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ""ไส้กรอก"" ที่หลายคนโปรดปรานยังสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย เพียงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตและการบรรจุที่ดีจากผู้ผลิตที่มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน&nbsp;</p><p><br></p><p><em>ปัจจุบันการผลิตไส้กรอกของไทยมีพัฒนาการก้าวหน้าไปมาก ผู้ผลิตรายใหญ่นำเทคโนโลยีการผลิต เช่น ระบบการผลิตอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง การผลิตโดยไม่ใช้สารกันเสียอื่นๆ นอกเหนือจากสารที่จำเป็นและมีอยู่ในสูตรการผลิต ทั้งยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ในมาตรฐานความปลอดภัย""</em> รศ.ดร.อินทาวุธ กล่าว</p><p><br></p><p>สำหรับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ไส้กรอก แนะนำให้พิจารณาจากลักษณะภายนอกของไส้กรอก ที่ไม่ควรมีสีชมพูหรือแดงเข้มจนเกินไป สีของผลิตภัณฑ์ควรเป็นตามสีของวัตถุดิบตั้งต้นด้วย ขณะที่รสชาติต้องตรงกับความเป็นธรรมชาติของประเภทของเนื้อสัตว์นั้นๆ ที่สำคัญ ควรเลือกผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ บนบรรจุภัณฑ์จะต้องระบุสถานที่ผลิต วันผลิต และวันหมดอายุอย่างชัดเจน มีเครื่องหมาย อย. หรือมอก. เป็นต้น</p><p><br></p><p>ขณะเดียวกัน ไส้กรอกเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูปที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยการทำให้สุกโดยใช้ความร้อน&nbsp;ดังนั้น ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้วิธี อุ่น ไส้กรอกได้ง่ายๆ เพียงนำไปลวกในน้ำร้อน นึ่ง หรืออุ่นในไมโครเวฟ หลีกเลี่ยงการทอดก็จะเลี่ยงการได้รับไขมันจากวิธีทอดด้วย&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>ทั้งนี้ คนไทยไม่ได้บริโภคไส้กรอกกันเป็นอาหารหลัก หรือมากเท่ากับคนในชาติตะวันตก ดังนั้น ในเรื่องปริมาณการบริโภคจึงไม่มีประเด็น การบริโภค ไส้กรอกคุณภาพ อย่างพอดีจึงไม่มีปัญหาใด อย่างไรก็ตาม หากรับประทานร่วมกับผักต่าง ๆ ก็จะได้สารต้านอนุมูลอิสระและช่วยในการขับถ่าย รวมทั้งควรรับประทานอาหารหลากหลายให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน ควบคู่การออกกำลังกายด้วย ก็จะทำให้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และห่างไกลโรคภัย</p>"	2022-06-02T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220206150434095
9	กินไส้กรอกอย่างสบายใจ ปลอดภัย ไม่กลัวอ้วน	"<p>ไส้กรอกจัดเป็นแหล่งของโปรตีน มีกระบวนการผลิตโดยใช้เนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก ผ่านการบดละเอียดขึ้นรูปเป็นไส้กรอก และทำให้สุกโดยใช้ความร้อน ใส่ส่วนผสมต่างๆ จนได้รสชาติที่อร่อย กลมกล่อม ในกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานจะใช้เนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพ ไม่ใช้เศษเนื้อ และมีการตรวจสอบสิ่งปนเปื้อนก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิต</p><p><br></p><p>การแปรรูปอาหารเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบอาหารในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ทำให้อาหารสามารถเก็บได้นานขึ้นกว่าวัตถุดิบอาหารสด เช่น การนำเนื้อสัตว์ไปแปรรูปเป็นไส้กรอก แฮม ทำให้สามารถเก็บได้นาน สิ่งสำคัญของการแปรรูปอาหารที่ต้องคำนึงถึงนั้นคือเรื่องของความปลอดภัย เมื่อรับประทานแล้วต้องไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย</p><p><br></p><p>ในการประกอบอาหารส่วนใหญ่จะผ่านกรรมวิธีผัด นึ่ง อบ ทอด เพื่อให้อาหารสุกพร้อมรับประทาน แต่กระบวนการทอดหรือผัดนั้นจะมีน้ำมันที่ให้พลังงานสูงขึ้น เช่น ไส้กรอกทอดจะให้พลังงานมากกว่าไส้กรอกที่ผ่านการอบหรือนึ่ง ถ้ารับประทานเป็นประจำในปริมาณมากติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วน มีภาวะคอเลสเตอรอลสูง</p><p><br></p><p>สำหรับภาวะโรคอ้วน เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases : NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคตับ เป็นต้น โดยมีสาเหตุจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำ รวมถึงของหวาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ออกกำลังกาย&nbsp;</p><p><br></p><p>ดังนั้น กรรมวิธีในการประกอบอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย เพราะการรับประทานไส้กรอกในปริมาณที่เหมาะสมไม่ได้ทำให้อ้วน แต่การรับประทานของทอดหรือมันมากๆ ไม่ว่าจะประเภทใดก็ตาม จะส่งผลทำให้เกิดภาวะโรคอ้วนอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องภาวะโรคอ้วน จึงแนะนำว่าควรรับประทานให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ ระมัดระวังในการรับประทานของทอด หวาน มัน เค็ม</p><p><br></p><p>ทั้งนี้ ผู้ผลิตควรให้ความใส่ใจกับการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบจนถึงการบรรจุ เพื่อให้ได้ไส้กรอกที่มีคุณภาพดี ถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัยมากที่สุด นอกจากนี้ผู้ผลิตที่มีมาตรฐานจะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการปนเปื้อน และการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะทำให้เกิดการเสื่อมเสียของไส้กรอกได้ ส่วนอีกประเด็นคือเรื่องของการใช้ไนไตรท์เป็นวัตถุเจือปนอาหารในผลิตภัณฑ์ไส้กรอก ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา (อย.) เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค</p><p><br></p><p class=""ql-align-right"">ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนิฐพร วังใน&nbsp;</p><p class=""ql-align-right"">อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร&nbsp;</p><p class=""ql-align-right"">คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p>"	2022-10-02T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220210154954750
10	"รายงานพิเศษ : ""การปกป้องผืนป่าและทรัพยากรของประเทศจากการลักลอบบุกรุกและแผ้วถางป่า"""	"<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;""การปกป้องผืนป่าและทรัพยากรของประเทศจากการลักลอบบุกรุกและแผ้วถางป่า""</u></strong></p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;ยังคงมุ่งมั่นปกป้องผืนป่าและทรัพยากรของประเทศต่อเนื่อง&nbsp;โดยให้กรมป่าไม้คุมเข้มการบุกรุกป่าและลักลอบตัดไม้เขตป่าอย่างเด็ดขาด&nbsp;หลังพบเครือข่ายเล่าต๋าแผ้วถางป่าพื้นที่ในโครงการร้อยใจรักษ์กว่า&nbsp;24&nbsp;ไร่ในเขตป่าแม่อาย&nbsp;พร้อมเดินหน้าดำเนินคดีให้ถึงที่สุด</strong>&nbsp;</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติของประชาชน&nbsp;ภาครัฐได้กำหนดกฎกติกาและระเบียบไว้อย่างชัดเจน&nbsp;โดยเฉพาะการเข้าทำประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับการผ่อนผันก่อนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่&nbsp;30&nbsp;มิถุนายน&nbsp;2541</strong>&nbsp;ซึ่งการได้รับผ่อนผันให้เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ได้จะต้องช่วยกันรักษาพื้นที่ดังกล่าวไว้&nbsp;หากไม่เป็นไปตามกติกาที่กำหนดจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย&nbsp;เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่มีความผิดในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่&nbsp;ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เองต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วยความเข้มแข็งแต่ไม่ใช่ความแข็งกร้าว&nbsp;และอ่อนน้อมแต่ไม่ใช่ความอ่อนแอ&nbsp;สิ่งสำคัญเน้นการพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้เกิดความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ&nbsp;เพราะการมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นในประเทศเท่ากับมีพื้นที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้นด้วย&nbsp;ดังนั้น&nbsp;การมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆจะช่วยปกป้องผืนป่าและฟื้นฟูทรัพยากรให้สมบูรณ์ได้อย่างประสบผลสำเร็จมากที่สุด&nbsp;แต่ยังพบมีบุคคลบางกลุ่มพยายามใช้ประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์และแผ้วถางบุกรุกป่าอยู่</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปัจจุบันกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;ได้เร่งสำรวจพื้นที่ตามเงื่อนไขของ&nbsp;คทช.&nbsp;ไปแล้วประมาณ&nbsp;3.9&nbsp;ล้านไร่&nbsp;โดยให้สิทธิ์ทำกินไม่ใช่ให้เอกสารสิทธิ์ครอบครอง&nbsp;จึงไม่สามารถซื้อขายได้&nbsp;แต่สามารถสืบทอดโดยสันดานได้&nbsp;เพื่อให้ประชาชนได้อยู่อย่างถูกกฎหมาย&nbsp;</strong>อย่างการจับกุมการลักลอบตัดไม้และเข้าตรวจยึดที่ดินหลังพบการบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง&nbsp;ต.ท่าตอน&nbsp;อ.แม่อาย&nbsp;จ.เชียงใหม่&nbsp;พบการตัดโค่นต้นไม้จนพื้นที่เตียนโล่ง&nbsp;ไถปรับหน้าดินเป็นบริเวณกว้าง&nbsp;และขุดสระเก็บน้ำขนาดกว่า&nbsp;1&nbsp;ไร่&nbsp;รวมเป็นรอบแปลงที่ดินกว่า&nbsp;24&nbsp;ไร่&nbsp;ซึ่งจากการตรวจสอบกลับพบเป็นที่ดินของผู้มีอิทธิพลยาเสพติดรายใหญ่ของประเทศ&nbsp;หรือเครือข่ายเล่าต๋า&nbsp;นายวราวุธ&nbsp;ศิลปอาชา&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ถูกอายัติและยึดทรัพย์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว&nbsp;ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่อนุญาตให้นายเล่าต๋า&nbsp;แสนลี่&nbsp;และภรรยาทำประโยชน์&nbsp;จนถูกจับกุมในคดียาเสพติดจำคุกตลอดชีวิต&nbsp;จากนั้นโครงการร้อยใจรักษ์ได้เข้ามาทำแปลงปลูกและฟื้นฟูพื้นที่จนมีความสมบูรณ์&nbsp;แต่พบมีเครือข่ายเล่าต๋ามาแผ้วถางและตัดต้นไม้&nbsp;ถือเป็นการกระทำผิดพระราชบัญญัติป่าไม้ฯโดยไม่ได้รับอนุญาต&nbsp;เจ้าหน้าที่จึงได้ติดประกาศรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเตรียมฟื้นฟูให้กลับมาสมบูรณ์&nbsp;พร้อมย้ำ&nbsp;การดำเนินการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ต้องการให้ทุกคนรู้ว่าไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย</p><p><br></p><p>.............&nbsp;เสียง&nbsp;..............</p><p><br></p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ขณะที่&nbsp;กรมป่าไม้&nbsp;จะบังคับใช้กฎหมายป่าไม้&nbsp;มาตรา&nbsp;25&nbsp;แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ&nbsp;พ.ศ.2507&nbsp;อย่างเด็ดขาด&nbsp;</strong>และวางแผนดำเนินการฟื้นฟูป่าแม่อายที่ถูกบุกรุกให้คืนสภาพป่าสมบูรณ์ต่อไป&nbsp;พร้อมมีแนวทางจะจัดตั้ง&nbsp;""ศูนย์รับเรื่องราวให้คำปรึกษาปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม""&nbsp;เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีช่องทางการแจ้งปัญหาเรื่องร้องเรียนต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ</p>"	2022-11-02T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220211084402929
11	รายงานพิเศษ น้ำคืนชีวิต จังหวัดอุดรธานี	<p>&nbsp;นายวิชัย&nbsp;จาตุรงค์กร&nbsp;ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&nbsp;นำนายเกรียงศักดิ์&nbsp;ถวายชัย&nbsp;ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี&nbsp;และคณะเยี่ยมชมแปลงเกษตรของนายเที่ยง&nbsp;จันทร์แจ้ง&nbsp;เกษตรกรบ้านปะโค&nbsp;ตำบลกุดจับ&nbsp;อำเภอกุดจับ&nbsp;จังหวัดอุดรธานี&nbsp;พื้นที่รับน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&nbsp;เขตโซน&nbsp;2&nbsp;ฝายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่&nbsp;3&nbsp;หลังโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวงปล่อยน้ำให้เกษตรในพื้นที่ทำการเกษตรฤดูแล้ง&nbsp;หวังพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร&nbsp;เสริมรายได้&nbsp;ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน</p><p>นายวิชัย&nbsp;จาตุรงค์กร&nbsp;ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&nbsp;กล่าววา&nbsp;โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&nbsp;มีปริมาณน้ำกักเก็บหลังส่งน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง&nbsp;เมื่อสิ้นฤดูฝน&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;ที่&nbsp;78&nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&nbsp;จากการประชุมกลุ่มผู้ใช้น้ำ&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;9&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;ที่ประชุมมีมติจัดสรรปริมาณน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี&nbsp;2565&nbsp;โดยไม่มีผลกระทบกับปริมาณน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค&nbsp;และอื่นๆ&nbsp;รวมพื้นที่เพาะปลูกทั้งสิ้น&nbsp;8,000&nbsp;ไร่&nbsp;แยกเป็นสนับสนุนในพื้นที่ส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งขวา&nbsp;3,500&nbsp;ไร่&nbsp;และพื้นที่คลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย&nbsp;4,500&nbsp;ไร่&nbsp;</p><p><br></p><p>จากการติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกในพื้นที่&nbsp;&nbsp;พบพื้นที่คลองส่งน้ำฝั่งขวามีการเพาะปลูกเพียง&nbsp;1,623&nbsp;ไร่&nbsp;และพื้นที่เพาะปลูกคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย&nbsp;มีการเพาะปลูกเพียง&nbsp;2,812&nbsp;ไร่&nbsp;รวม&nbsp;4,435&nbsp;ไร่&nbsp;ทั้งนี้อาจเป็นเพราะห้วง&nbsp;4-5&nbsp;ปีที่ผ่านมา&nbsp;ปริมาณน้ำมีจำนวนจำกัดต้องสำรองเพื่อการอุปโภคบริโภค&nbsp;มีเพียงการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกถั่งลิสง&nbsp;พืชอัตลักษณ์ของพื้นที่&nbsp;2,000&nbsp;ไร่&nbsp;คาดเมื่อสิ้นฤดูการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี&nbsp;2565จะมีปริมาณน้ำเหลือในอ่างห้วยหลวงที่&nbsp;40&nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&nbsp;ซึ่งเป็นปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและสำรองไว้ในช่วงต้นฤดูฝนกรณีฝนทิ้งช่วงต่อไป&nbsp;</p><p><br></p><p>&nbsp;นายเที่ยง&nbsp;จันทร์แจ้ง&nbsp;กล่าวว่าในการทำเกษตรทุกปีที่ผ่านมา&nbsp;ตนใช้การเจาะบ่อบาดาลแก้ไขปัญหาน้ำ&nbsp;จึงไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ&nbsp;ส่วนในปีนี้ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&nbsp;ได้ส่งน้ำให้เกษตรกรปลูกพืชฤดูแล้ง&nbsp;ทำให้ประหยัดต้นทุน&nbsp;หากไม่มีน้ำชลประทานจะต้องใช้น้ำบาดาล&nbsp;จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าน้ำมันเชื้อเพลิง&nbsp;ตนได้วางแผนบริหารจัดการพืชที่ที่มีอยู่ทำการเกษตรผสมผสาน&nbsp;ยกร่องปลูกถั่วลิสงซึ่งเป็นพืชน้ำน้อยและเป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอกุดจับ&nbsp;ปลูกมันญี่ปุ่น&nbsp;และมันสำปะหลังเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว&nbsp;</p>	2022-11-02T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	อุดรธานี	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220211121900063
12	กลไกตลาดเสรี ช่วยหมูลดราคา โอกาสผู้บริโภค พับแผนนำเข้าหมูซ้ำเติมเกษตรกร	"<p>ภาวะราคาเนื้อหมูแพงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ที่สุดแล้วก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับ กลไกตลาด ที่สามารถทำงานได้อย่างเสรี โดยไม่มีการควบคุมให้กลไกผิดเพิ้ยน ทำให้ปริมาณหมูทั่วประเทศที่แม้จะลดลงมากกว่า 50% กลับสู่สมดุลกับความต้องการบริโภคได้ หลังจากผู้บริโภคหยุดบริโภคเนื้อหมูไประยะหนึ่ง เมื่ออุปสงค์กับอุปทานกลับมาอยู่ในจุดเดียวกัน ราคาหมูจึงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ปัจจุบันเนื้อหมูในท้องตลาดราคาอ่อนตัวลง หมูสันนอก-สันใน ราคา 190 บาทต่อกิโลกรัม หมูเนื้อแดง 170 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนหมูบด 120-140 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาหมูขุนมีชีวิตหน้าฟาร์มตามประกาศราคาแนะนำของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สัปดาห์ล่าสุดอยู่ที่ 94-97 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศได้ร่วมกันรักษาระดับราคามาเป็นสัปดาห์ที่ 5 เพื่อช่วยเหลือด้านค่าครองชีพให้กับประชาชน และไม่ให้ต้องตกเป็นจำเลยสังคมว่าเป็นตัวการทำให้ราคาหมูแพง&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p>กลไกตลาดที่ทำให้ราคาหมูย่อตัวลง เป็นผลดีต่อการกระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภค เมื่อผนวกกับมาตรการของรัฐบาลในโครงการคนละครึ่งเฟส 4 ยิ่งเป็นปัจจัยบวกกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อหมู รวมถึงเนื้อไก่โปรตีนคุณภาพดีที่ราคาไม่สูง จากการสำรวจราคาล่าสุด น่องไก่ 65 บาทต่อกิโลกรัม น่องติดสะโพก 70 บาทต่อกิโลกรัม อกไก่-ปีกไก่ 80 บาทต่อกิโลกรัม ไก่ตัว 75-80 บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>เวลานี้จึงเป็นนาทีทองของผู้บริโภค ที่สามารถเลือกบริโภคได้ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ได้ในราคาเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ส่วนประเด็น ""การกักตุนเนื้อหมู"" ปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความกระจ่าง ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการว่า โดยหลักกฎหมายหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกักตุน ซึ่งหมายถึงการปฏิเสธการจำหน่าย ทั้งที่มีสินค้าและมีผู้ขอซื้อสินค้าเข้ามาแต่ไม่จำหน่าย แต่โดยสภาพความเป็นจริงแล้ว ทุกจุดขายปลีกทั่วประเทศ ทั้งในห้างค้าปลีก ตลาดสด รวมถึงร้านค้า ต่างมีการบริหารการวางสินค้าเนื้อหมูและชิ้นส่วน ตลอดช่วงเวลาการขายได้อย่างไม่ขาดแคลน ดังนั้นจึงไม่ได้เข้าข่ายการกักตุนแต่อย่างใด&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>สำคัญกว่านั้นคือ ในตลาดตอนนี้มีสินค้าจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปริมาณเนื้อหมูมีมากกว่าความต้องการบริโภคด้วยซ้ำ ส่งผลต่อกลไกตลาดได้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>เมื่อเนื้อหมูมีปริมาณมากจนล้น วิธีแก้ปัญหาขาดแคลนด้วยการนำเข้าเนื้อหมู อย่างที่บางฝ่ายแนะนำก็ไม่มีความจำเป็น เพราะไทยมีหมูเพียงพอกับการบริโภค ไม่ได้ขาดแคลน จึงไม่ต้องพึ่งการนำเข้าทั้งเนื้อหมู ชิ้นส่วน หรือหมูแปรรูปจากต่างประเทศ มาซ้ำเติมปัญหาของภาคผู้เลี้ยง อย่านำเข้าโรคหมูต่างถิ่นมาทำร้ายหมูไทย อย่าให้หมูนอกที่ราคาต่ำกว่ามาตีหมูไทย จนทำลายระบบการเลี้ยงหมูให้ย่อยยับ ที่สุดแล้วความมั่นคงทางอาหารของประเทศย่อมสั่นคลอนอย่างแน่นอน&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>สิ่งที่ควรจะทำตอนนี้คือ หันมากินหมู กินไก่ ช่วยเกษตรกร ให้พวกเขาได้มีกำลังต่อยอดอาชีพเดียวให้คงอยู่ต่อไป เพื่อร่วมสร้างเสถียรภาพแก่อุตสาหกรรมหมู ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับอาหารโปรตีนของประเทศไทย</p><p><br></p><p class=""ql-align-right"">ผู้เขียน : เนื่องนที ฤกธิ์เจริญ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร</p>"	2022-11-02T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220211160455176
13	"รายงานพิเศษ : ""การฟื้นฟูผลกระทบคราบน้ำมันรั่วทะเลระยองและการเยียวยาดำเนินคดี"""	"<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;""การฟื้นฟูผลกระทบคราบน้ำมันรั่วทะเลระยองและการเยียวยาดำเนินคดี""</u></strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงสำรวจและติดตามผลกระทบจากคราบน้ำมันดิบรั่วกลางทะเลระยองต่อเนื่อง&nbsp;ประเมินความเสียหายที่เกิดต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมาย&nbsp;พร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในกลุ่มประมงและการท่องเที่ยว</strong>&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>การรั่วไหลของน้ำมันเกิดได้ตามธรรมชาติ&nbsp;อย่างรั่วจากแหล่งน้ำมันใต้ดิน&nbsp;การกระทำของมนุษย์&nbsp;เช่น&nbsp;อุบัติเหตุจากเรือ&nbsp;การขุดเจาะน้ำมัน&nbsp;หรือการลักลอบปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ&nbsp;แต่ส่วนใหญ่เหตุน้ำมันดิบรั่วเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์</strong>&nbsp;โดยเฉพาะการขนส่งทางทะเล&nbsp;มาจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่มีความต้องการใช้พลังงานในประเทศเพิ่มสูงขึ้น&nbsp;แต่สิ่งที่ตามมาจากน้ำมันรั่วในทะเลมีผลร้ายแรงจนน่าตกใจ&nbsp;เนื่องจากน้ำมันที่รั่วลงแหล่งน้ำหรือทะเลจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงสภาพ&nbsp;ทั้งทางกายภาพ&nbsp;เคมี&nbsp;และชีวภาพ&nbsp;เริ่มจากน้ำมันบางส่วนระเหยไปน้ำมันที่เหลือจะเปลี่ยนสภาพไปตามคุณสมบัติเฉพาะของชนิดน้ำมันนั้นๆ&nbsp;ปัจจัยอยู่ที่แสงแดด&nbsp;กระแสน้ำ&nbsp;อุณหภูมิ&nbsp;ส่งผลให้ออกซิเจนในน้ำลดลง&nbsp;แล้วปิดกั้นการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืช&nbsp;สาหร่าย&nbsp;และพืชน้ำต่างๆ&nbsp;เปลี่ยนแปลงสภาวะการย่อยสลายของแบคทีเรียในน้ำ&nbsp;ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นและนกน้ำ&nbsp;และเกิดการสะสมสารพิษในห่วงโซ่อาหารที่เริ่มตั้งแต่ผู้ผลิต&nbsp;(แพลงก์ตอนพืช)&nbsp;ผู้บริโภคขั้นต้น&nbsp;(แพลงก์ตอนสัตว์และปลา)&nbsp;ไปจนถึงผู้บริโภคขั้นสุดท้าย&nbsp;คือ&nbsp;มนุษย์</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>เมื่อวันที่&nbsp;25&nbsp;มกราคมที่ผ่านมา&nbsp;นับเป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยเกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วลงทะเลบริเวณมาบตาพุด&nbsp;จ.ระยอง&nbsp;ของ&nbsp;บริษัท&nbsp;สตาร์&nbsp;ปิโตรเลียม&nbsp;รีไฟน์นิ่ง&nbsp;จำกัด&nbsp;(มหาชน)&nbsp;ที่มีท่อน้ำมันรั่วกลางทะเล&nbsp;จนมีน้ำมันดิบไหลลงทะเลกว่า&nbsp;50,000&nbsp;ลิตร</strong>&nbsp;แม้จะไม่รุนแรงเท่าเมื่อปี&nbsp;2556&nbsp;แต่กระทบกลุ่มประมง&nbsp;การท่องเที่ยว&nbsp;และทรัพยากรธรรมชาติไม่น้อย&nbsp;สิ่งสำคัญประชาชนในพื้นที่เกิดความวิตกกังวลอย่างมาก&nbsp;เพราะพึ่งจะเริ่มฟื้นตัวจากผลกระทบวิกฤติโควิด-19&nbsp;โดยหน่วยงานต่างๆได้เร่งระดมเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เข้ามาช่วยป้องกันไม่ให้คราบน้ำมันเคลื่อนตัวในวงกว้าง&nbsp;แต่ด้วยทิศทางความรุนแรงของกระแสคลื่นและกระแสลมทะเลส่งผลให้คราบน้ำมันบางส่วนเข้ามาถึงชายฝั่งและชายหาดแม่รําพึง&nbsp;จึงระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในพื้นที่ช่วยกันเร่งเก็บกู้ด้วยการใช้เครื่องดูดคราบน้ำมันจุดที่มีความหนาแน่นของน้ำมันออกจากชายหาด&nbsp;และใช้กระดาษและผ้าชนิดพิเศษซับคราบน้ำมัน&nbsp;จนเก็บกู้คราบน้ำมันจนสำเร็จชายหาดกลับมาใสสะอาดอีกครั้ง&nbsp;แต่จำเป็นต้องสำรวจและติดตามผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวต่อเนื่องอย่างเดือน&nbsp;3&nbsp;เดือนไปถึง&nbsp;1&nbsp;ปี</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>นายวราวุธ&nbsp;ศิลปอาชา&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;เน้นย้ำว่าภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจแก้ปัญหา&nbsp;พร้อมเดินหน้าดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญากับบริษัทฯโดยไม่มีข้อยกเว้น&nbsp;</strong>ขณะที่&nbsp;พล.อ.ประยุทธ์&nbsp;จันทร์โอชา&nbsp;นายกรัฐมนตรี&nbsp;และพล.อ.ประวิตร&nbsp;วงษ์สุวรรณ&nbsp;รองนายกรัฐมนตรี&nbsp;ได้กำชับเรื่องการเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน&nbsp;ทั้งกลุ่มประมงและกลุ่มการท่องเที่ยวด้วย&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ขณะเดียวกันจังหวัดระยองเองได้เร่งรวบรวมผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้เช่นกัน&nbsp;เพื่อเร่งฟื้นฟูเยียวยาเร่งด่วน</strong>&nbsp;นายชาญนะ&nbsp;เอี่ยมแสง&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง&nbsp;ย้ำว่า&nbsp;ประชาชนสามารถท่องเที่ยวและรับประทานอาหารทะเลได้&nbsp;โดยจังหวัดมีแผนเผชิญเหตุแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>เนื่องจากน้ำมันรั่วครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ&nbsp;แต่เกิดจากการกระทำของมนุษย์&nbsp;บริษัทฯต้องเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด&nbsp;</strong>โดยการดำเนินคดีจะใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ&nbsp;ซึ่งบริษัทฯเองพร้อมที่จะรับผิดชอบทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้&nbsp;</p>"	2022-02-13T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220213115157618
14	รายงานพิเศษ เครือข่ายประชาสัมพันธ์ จังหวัดสกลนคร ร่วมสร้างการรับรู้สู่ประชาชน	<p>&nbsp;สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร&nbsp;ได้จัดอบรมสัมมนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์ระดับพื้นที่&nbsp;เพื่อส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไปสู่ประชาชน&nbsp;สร้างการรับรู้&nbsp;เกิดความเข้าใจ&nbsp;ให้ความร่วมมือและนำไปใช้ประโยชน์&nbsp;ได้ในที่สุด&nbsp;ติดตามได้จากรายงาน</p><p><br></p><p>การสร้างและพัฒนาเครือข่ายด้านการประชาสัมพันธ์&nbsp;โดยผ่านกิจกรรมหรือโครงการต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ของกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;นับเป็นบทบาทภารกิจสำคัญของการบริหารเครือข่าย&nbsp;โดยกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;มุ่งหวังให้เครือข่ายดังกล่าว&nbsp;ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายสื่อมวลชน&nbsp;อาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชน&nbsp;หรือ&nbsp;อป.มช&nbsp;ที่กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;สร้างขึ้น&nbsp;</p><p><br></p><p>นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายใหม่ที่เป็น&nbsp;อาสาสมัครสาธารณสุข&nbsp;หรือ&nbsp;อสม.&nbsp;แอดมินเพจ&nbsp;หรือสื่อโซเชียล&nbsp;สื่อวิทยุกระจายเสียง&nbsp;ตลอดจนบุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการประชาสัมพันธ์&nbsp;เป็นช่องทางการกระจายข้อมูลข่าวสาร&nbsp;เพื่อสร้างการรับรู้&nbsp;สร้างความเข้าใจ&nbsp;และประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย&nbsp;</p><p><br></p><p>นางทัศนีย์&nbsp;ผลชานิโก&nbsp;รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;ทุกวันนี้ประชาชนสามารถเลือกใช้สื่อได้หลากหลายช่องทาง&nbsp;เครือข่ายประชาสัมพันธ์&nbsp;ที่กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;ตลอดจนสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดในพื้นที่ต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ได้สร้างและพัฒนาขึ้น&nbsp;ถือเป็นสื่อที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน&nbsp;เป็นผู้นำข้อมูลข่าวสารของทางราชการไปบอกต่อ&nbsp;สร้างการรับรู้&nbsp;ประชาชนมีความเข้าใจ&nbsp;และให้ความเชื่อมั่น</p><p><br></p><p>สิบเอก&nbsp;ภูมิพัฒน์&nbsp;มั่นทอง&nbsp;เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์&nbsp;สถานีวิทยุกระจายเสียง&nbsp;909&nbsp;สำนักงานพัฒนา&nbsp;ภาค&nbsp;2&nbsp;หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา&nbsp;กองบัญชาการ&nbsp;กองทัพไทย&nbsp;และ&nbsp;นางรัชนีกร&nbsp;อัคฮาดศรี&nbsp;เจ้าพนักงานประชาสัมพันธ์&nbsp;ชำนาญงาน&nbsp;เทศบาลนครสกลนคร&nbsp;ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมอบรมสัมมนาผู้ดูแลหอกระจายข่าวและเครือข่ายประชาสัมพันธ์ในชุมชน&nbsp;ที่กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;โดย&nbsp;สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร&nbsp;จัดขึ้น&nbsp;บอกว่ามีความยินดีที่ได้เข้ามาเป็นเครือข่ายประชาสัมพันธ์ระดับพื้นที่&nbsp;ทำให้เกิดการพัฒนาตนเอง&nbsp;และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไปสู่ประชาชน&nbsp;.</p><p><br></p><p>&nbsp;เครือข่ายประชาสัมพันธ์&nbsp;จึงเป็นช่องทางการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไปสู่ประชาชน&nbsp;เพื่อสร้างการรับรู้&nbsp;ก่อให้เกิดความเข้าใจ&nbsp;ให้ความร่วมมือ&nbsp;และพร้อมนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองในที่สุด&nbsp;</p>	2022-02-14T00:00:00	ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ	สกลนคร	สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220214122113894
15	หมูลดราคา แล้วจะนำเข้ามาเพื่ออะไร?	"<p>ราคาหมูที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 เป็นภาพสะท้อนกลไกตลาดที่ทำงานได้อย่างเสรี จากราคาเนื้อหมูที่สูงขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลในเชิงจิตวิทยาทำให้ผู้บริโภคลดการบริโภคเนื้อหมู เข้าหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ที่เมื่อราคาสินค้าปรับตัวขึ้นสูงมากๆ จากปริมาณสินค้าที่น้อยลงจนไม่เพียงพอกับการบริโภค ในที่สุดผู้บริโภคจะปรับตัวด้วยการหยุดบริโภคไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งปริมาณสินค้าในตลาดกลับมาสมดุลกับความต้องการของตลาด ราคาจะเป็นไปตามปกติเอง&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มปรับลดลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 94-97 บาท ส่วนราคาหน้าเขียงกลับมาต่ำกว่า 200 บาทต่อกิโลกรัม โดยหมูสันนอก-สันในกิโลกรัมละ 190 บาท หมูเนื้อแดงล้วน 170 บาท หมูบด 120  140 บาท ขณะเดียวกัน ห้างค้าปลีกต่างๆก็ร่วมกันจำหน่ายหมูราคาประหยัด อย่างห้างแม็คโครจัดแคมเปญจำหน่ายหมูราคาพิเศษ สะโพกหมูกิโลกรัมละ 150 บาท เพื่อช่วยลดค่าครองชีพแก่ผู้บริโภค&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ภาวะราคาหมูที่ปรับตัวกลับมาปกติได้เอง ด้วยการปล่อยให้กลไกตลาดได้ทำงานอย่างเสรี โดยไม่ต้องมีการควบคุมนี้ ถือเป็นความสำเร็จของการแก้ปัญหาหมูราคาแพง ที่ทั้งนักเศรษฐศาสตร์แนะนำและเกษตรกรผู้เลี้ยงเรียกร้อง เมื่อภาครัฐเปิดใจรับฟังก็ทำให้สถานการณ์ราคาหมูคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ราคาหมูขุนและเนื้อหมูที่ลดลงนี้ แสดงให้เห็นว่าปริมาณหมูเพียงพอค่อนไปทางมากกว่าความต้องการบริโภคเสียด้วยซ้ำ เรื่องที่บางฝ่ายพยายามผลักดันให้มีการนำเข้าหมูมาเพื่อบาลานซ์สต๊อกในประเทศ จึงกลายเป็นคำถามตัวโตๆที่ภาคผู้เลี้ยงอยากถามว่า ในเมื่อหมูลดราคาแล้ว จะให้นำเข้าหมูมาเพื่ออะไร?&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>สุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ ให้ความเห็นว่าการนำเข้าเนื้อหมูเป็นการทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูไทยอย่างแน่นอน และซ้ำเติมปัญหาที่เกษตรกำลังประสบอยู่ เพราะโดยภาพรวมผู้เลี้ยงได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในหมู ทำให้หมูเสียหาย ส่งผลให้ภาคผู้เลี้ยงเกิดความไม่มั่นใจในการลงทุนเลี้ยงหมู ปริมาณหมูในระบบจึงหายไปมากกว่า 50% และมีเกษตรกรที่ต้องเลิกเลี้ยงหมูหรือหยุดเลี้ยงเพื่อรอดูสถานการณ์มากถึง 100,000 ราย จากจำนวนเกษตรกรกว่า 200,000 รายทั่วประเทศ&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>นอกจากนี้ คนเลี้ยงหมูยังต้องแบกรับปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ราคาปรับสูงขึ้นทุกชนิดรวมกว่า 30-40% เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปัจจุบันราคาสูงถึง 10.90 บาทต่อกิโลกรัม และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกเนื่องจากใกล้เสร็จสิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่วนกากถั่วเหลืองนำเข้าราคาพุ่งไปกิโลกรัมละ 20.80 บาท โดยคาดการณ์ผลผลิตจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จากสภาวะอากาศแห้งแล้งในประเทศผู้ผลิตสำคัญทั้งอาร์เจนตินาและบราซิล ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังมีรายจ่ายที่ต้องเสริมเข้าไปมากกว่าภาวะปกติ ทั้งค่าน้ำยาฆ่าเชื้อและสารเสริมสุขภาพในอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคในหมู ทำให้ปัจจุบันต้นทุนการเลี้ยงหมูปรับสูงถึง 94.69 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ผู้เลี้ยงที่ยังอยู่ในระบบจะมีกำไรได้แค่กรณีเดียวคือ หมูต้องมีราคาขายที่เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากกดราคาหมูมีชีวิตลงไปมากกว่า 90 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรเกือบทั้งหมดจะขาดทุนทันที และไม่สามารถกลับเข้าวงจรการเลี้ยงใหม่ได้ ยิ่งปล่อยให้มีการนำเข้าเนื้อหมู ก็จะทำให้ราคาตลาดร่วงลงทันที และเกษตรกรทั้งหมดจะไปต่อไม่ได้ ต้องออกจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูในที่สุด&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ขณะที่นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  กล่าวว่าเป็นข่าวดีของเกษตรกรที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายนำเข้าหมูจากต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เพราะปริมาณเนื้อหมูในประเทศมีเพียงพอกับความต้องการ ราคาหมูลดลงแล้วทั้งหน้าฟาร์มและหน้าเขียง จากการที่ภาครัฐแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด โดยไม่ทำให้กลไกตลาดเสียหาย ที่สำคัญการไม่ปล่อยให้มีการนำเข้า ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกษตรกรหันกลับมาเลี้ยงหมู เพื่อเพิ่มปริมาณหมูเข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุดด้วย&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>วันนี้ทุกภาคส่วนกำลังขับเคลื่อนแนวทางแก้ปัญหาราคาหมูอย่างเป็นระบบ เกษตรกรผู้เลี้ยงเร่งเพิ่มปริมาณหมูเต็มกำลัง ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนเกษตรกรอย่างเต็มที่ ดังนั้นต้องไม่ให้เนื้อหมูนำเข้ามาทำลายเสถียรภาพของอุตสาหกรรมหมู บ่อนทำลายเกษตรกร และฉุดการแก้ปัญหาที่กำลังเป็นไปได้ด้วยดี</p><p>&nbsp;</p><p class=""ql-align-right"">ผู้เขียน ปฏิภาณ กิจสุนทร นักวิชาการอิสระ ศึกษาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสุกรในประเทศไทย</p>"	2022-02-14T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220214164731064
16	นักโภชนาการแนะ 5 เคล็ดลับกินไข่ แหล่งโปรตีนที่ครองใจคนไทยมายาวนาน	<p>ดร.สง่า ดามาพงษ์ เผยเคล็ดลับสุขภาพดีได้มาด้วยการบริโภคไข่ ได้คุณค่าอาหารครบถ้วน ย้ำไข่ไม่ใช่สาเหตุคอเลสเตอรอลสูง แต่มาจากพฤติกรรมการบริโภคของทอด ของหวาน อาหารไขมันสูง&nbsp;เค็ม จัด ในปริมาณที่มากและติดต่อกัน แนะหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม-หวาน-มัน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ</p><p><br></p><p>ดร.สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการโภชนาการอิสระ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาไข่ไก่มีการปรับขึ้นลง เป็นไปตามกลไกตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งแล้วจะกลับมาสู่สภาวะปกติ ถือว่าเป็นวัฏจักร ในฐานะผู้บริโภคอย่าไปวิตกกังวลเกินไป ไม่ว่าอย่างไร ไข่ไก่ ก็เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงในราคาที่จับต้องได้ หากได้รับผลกระทบจริงๆ ในช่วงที่ไข่ปรับราคาสูงขึ้นเราก็อาจจะกินน้อยลง หรือหาโปรตีนอย่างอื่นกินทดแทน เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลา เป็นต้น</p><p><br></p><p>ราคาไข่จะขึ้นหรือลง กลับไม่ใช่สาเหตุที่คนไทยกินไข่น้อยกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ จากข้อมูลกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ปี พ.ศ. 2563 คนไทยมีอัตราการบริโภคไข่ไก่เฉลี่ยเพียง 223 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศจีนที่มีการบริโภค 399 ฟองต่อคนต่อปี ญี่ปุ่น 345 ฟองต่อคนต่อปี และมาเลเซีย 314 ฟองต่อคนต่อปี นั่นเพราะส่วนหนึ่งคนไทยมีความเชื่อว่ากินไข่แล้วทำให้คอเลสเตอรอลสูง ซึ่งความเชื่อนี้ฝังลึกอยู่กับคนไทยมานานหลาย 10 ปี ในขณะที่ ต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจประเด็นนี้กันแล้ว เพราะยังไม่มีงานวิจัยชิ้นใดที่ระบุว่าการที่คนกินไข่ในปริมาณมากแล้วส่งผลให้มีคอเลสเตอรอลสูง</p><p><br></p><p>ดร. สง่า กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่แท้จริงของคอเลสเตอรอลสูงมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น กินอาหารที่มีไขมันสูง มีรสชาติหวานจัด มันมาก กินแป้งเยอะ กินผักผลไม้น้อย และไม่ได้ออกกำลังกาย หากลองพิจารณาในอีกมุมหนึ่งจะพบว่า ไข่ คือสุดยอดของอาหาร เป็นวัตถุดิบที่อยู่คู่ครัวคนไทยมายาวนาน เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี ในไข่ 1 ฟองอัดแน่นด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ราคาเข้าถึงง่าย สามารดัดแปลงนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายเมนู ที่สำคัญเก็บไว้ได้นานแต่ต้องเก็บอย่างถูกวิธี</p><p><br></p><p>กรมอนามัยแนะนำว่าเด็กตั้งแต่ 1 ขวบจนถึงผู้สูงอายุ ถ้าร่างกายปกติไม่มีโรคประจำตัว ไม่อ้วน ไขมันไม่สูง กินไข่ได้วันละฟอง ควบคู่กับการกินอาหารให้หลากหลาย ควรกินโปรตีนจากแหล่งอื่น สลับกับการกินไข่ กรณีที่ผู้บริโภคบางกลุ่มมีคอเลสเตอรอลสูง ไขมันเกิน มีภาวะอ้วน สามารถกินไข่ได้ตามที่หมอแนะนำหรือสัปดาห์ละ 3-4 ฟอง ทั้งหมดนี้คือ หลักการง่ายๆ ของการกินไข่&nbsp;</p><p><br></p><p>นอกจากนี้ ดร.สง่า เผยเคล็ดลับ 5 ข้อ กินไข่อย่างฉลาดได้คุณค่าสารอาหารครบ ช่วยให้มีสุขภาพดี ดังนี้&nbsp;</p><p>1) กินไข่สุก อย่ากินไข่ดิบหรือไข่สุกๆดิบๆ เพราะไข่ดิบเชื้อโรคอาจจะเข้าไปทางรูเปลือกไข่และปนเปื้อนอยู่ในไข่ขาว เช่น อีโคไล ซัลโมเนลลา เชื้อไข้หวัดนก กินไข่สุกดีที่สุด เพราะร่างกายจะนำไข่ไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่าไข่ดิบ แต่ถ้าจะกินไข่ลวกควรทำให้ไข่ขาวสุกเป็นสีขาว ไข่แดงเป็นยางมะตูม&nbsp;</p><p>2) เวลากินไข่ให้กินกับผัก อย่ากินไข่เดี่ยวๆ เพราะจะได้ไฟเบอร์หรือใยอาหารไปช่วยดูดซึมคอเลสเตอรอลส่วนหนึ่งออกจากร่างกาย&nbsp;</p><p>3) เน้นกินไข่ต้มหรือไข่ตุ๋น มากกว่าไข่เจียวหรือไข่ดาว เพราะให้พลังงานต่างกันเยอะ ไข่ต้ม 1 ฟองให้พลังงานเพียง 70 กิโลแคลอรี่ ไข่ดาว 1 ฟองให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่ ไข่เจียวฟูที่นิยมกินให้พลังงาน 240 กิโลแคลอรี่ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอีกด้วย&nbsp;</p><p>4) กินไข่แล้วหลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรี่สูง กินไข่แล้วควรหลีกเลี่ยงปลาหมึก หมูสามชั้น อาหารมันๆ เพราะเราได้ไขมันจากไข่ระดับหนึ่งแล้ว&nbsp;</p><p>5) กินไข่แล้วต้องออกกำลังกาย หากทำได้ทั้ง 5 ข้อแล้ว มั่นใจได้ว่าสุขภาพจะ แข็งแรง สุขกาย สุขใจ ห่างไกลโรคได้แน่นอน</p>	2022-02-15T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220215163632482
17	นำเข้าหมู ไม่ใช่ทางแก้ เร่งดันศักยภาพเกษตรกร สู่เสถียรภาพอุตสาหกรรมหมูไทย	"<p>ราคาหมูที่ปรับขึ้นมาในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา จากสภาวะการบริโภคที่กลับมาดีขึ้นอย่างฉับพลันทันที อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Pent Up Demand คือความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการที่ผู้บริโภคลดการจับจ่ายใช้สอยในช่วงก่อนหน้าจากเหตุการณ์บางอย่าง ในที่นี้คือภาวะโรคโควิด-19 ส่งผลให้การกลับมาใช้จ่ายอีกครั้งของผู้บริโภคนั้นเพิ่มขึ้นมากเกินปกติ ในขณะที่ปริมาณหมูที่เข้าสู่ตลาดกลับลดลง จากภาวะโรคในหมู และการเลี้ยงหมูที่หายไปมากกว่าครึ่งของประเทศ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;ภาวะราคาหมูที่สูงขึ้นในช่วงสั้นๆ กลับกลายเป็นช่องทางให้บางฝ่ายใช้เป็นข้ออ้างในการขอนำเข้าหมู มาเพื่อเพิ่มปริมาณหมูในประเทศ ทั้งที่ราคาหมูปรับลดลงต่อเนื่องมาถึง 7 สัปดาห์แล้ว แนวคิดการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้อาจช่วยแก้ปัญหาระยะสั้นได้ แต่ในระยะยาวแล้วไม่ต่างอะไรกับการขุดหลุมฝังเกษตรกรให้ตายทั้งเป็น</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;เรื่องนี้จึงกลายเป็นความกังวลของภาคผู้เลี้ยง เพราะการมาของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ย่อมสั่นคลอนเสถียรภาพราคาหมู และความมั่นคงในอาชีพเดียวของพวกเขาได้</p><p>&nbsp;</p><p> วรรณชัย เอียดใหญ่ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย อ.ห้วยยอด จ.ตรัง บอกว่าที่ผ่านมาแม้ว่าราคาหมูจะปรับเพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรเองก็ต้องประสบปัญหาอย่างหนัก เพราะต้องแบกรับต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น จากปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ พันธุ์สัตว์ และค่าบริหารจัดการ ราคาหมูที่สูงขึ้น จึงไม่ได้ทำให้เกษตรกรรายย่อยได้กำไรจากภาวะดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งเหตุผลที่หมูแพงไม่ใช่เพราะหมูขาดตลาด แต่เกิดจากปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูง หมูจึงมีราคาแพง โดยปัจจุบันราคาหมูมีแนวโน้มลดลงอีก ทำให้เกษตรกรรายย่อยทั้งหมดเดือดร้อนอย่างหนัก หากรัฐบาลมีการนำเข้าหมูจากสเปน ยิ่งจะซ้ำเติมเกษตรกร อาจทำให้ราคาตกหมูต่ำลงไปอีกจนต้องขาดทุน ที่สำคัญยังอาจนำเชื้อโรคระบาดเข้ามาอีกจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์หมูตอนนี้อีก ตอนนี้หมูในตลาดไม่ได้ขาดแคลน ขอภาครัฐอย่านำเข้าหมูจากต่างประเทศ จะทำให้เกษตรกรอยู่ไม่ได้ อาจต้องเลิกเลี้ยงหมู ส่วนการแก้ปัญหาหมูราคาแพง รัฐควรแก้ที่ต้นทุนให้ถูกลง จะทำให้ราคาหมูในประเทศลดราคาลงตาม&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p> สุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ เห็นด้วยว่าการนำเข้าเนื้อหมูเป็นการซ้ำเติมปัญหาที่เกษตรกำลังประสบอยู่ และทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูไทยอย่างแน่นอน จาดปัจจุบันที่เกษตรกรต้องแบกรับปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้นถึง 30-40% โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ราคาปรับสูงขึ้นทุกชนิด และยังมีรายจ่ายที่ต้องเสริมเข้าไปมากกว่าภาวะปกติ ทั้งค่าน้ำยาฆ่าเชื้อและสารเสริมสุขภาพในอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคในหมู ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงปรับสูงถึง 94.69 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ผู้เลี้ยงจะมีกำไรได้แค่ทางเดียวคือ หมูต้องมีราคาขายที่เหมาะสม หากกดราคาหมูมีชีวิตลดลงไปมากกว่า 90 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะขาดทุนทันที และไม่สามารถกลับเข้าวงจรการเลี้ยงใหม่ได้ ยิ่งถ้ารัฐยอมให้มีการนำเข้าเนื้อหมู ก็จะทำให้ราคาตลาดร่วงลงทันที และเกษตรกรทั้งหมดจะต้องออกไปจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูอย่างแน่นอน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p> สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่าขณะนี้ราคาหมูลดลงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ด้วยสถานการณ์โควิด-19 และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ถดถอย เมื่อความต้องการบริโภคน้อยลง ทำให้การนำหมูเข้าโรงเชือดลดลง ราคาหมูหน้าฟาร์มและเนื้อหมูหน้าเขียงจึงปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่สามารถคาดเดาว่าราคาจะลดลงอย่างยั่งยืนหรือไม่ ส่วนในภาคการเลี้ยงต้นทุนการผลิต ทั้งราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ และค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งเริ่มขายหมูขาดทุนแล้ว หากรัฐบาลอนุญาตให้นำเข้าหมูได้ กลไกตลาดหมูในประเทศจะผิดเพี้ยนไปทันที ผู้เลี้ยงหมูจะยิ่งขาดทุนหนักกว่าเดิม และมีผลอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของเกษตรกรเลี้ยงหมูไทย ซึ่งขณะนี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายนำเข้าหมูจากต่างประเทศ ถือเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เพราะการไม่ให้มีการนำเข้าหมูจะเป็นแรงจูงใจสำคัญ ให้เกษตรกรที่หยุดเลี้ยงไปก่อนหน้านี้หันกลับมาเลี้ยงหมูเพื่อเพิ่มปริมาณเข้าสู่ระบบ ช่วยสร้างเสถียรภาพทั้งปริมาณและราคาหมูในประเทศได้อย่างยั่งยืน</p><p>&nbsp;</p><p>วันนี้สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ คือการสนับสนุนให้เกษตรกรกลับเข้าระบบให้เร็วที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ มากกว่าการนำเข้าที่จะก่อปัญหาระยะยาวให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันต้องเร่งช่วยลดภาระของเกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกลายเป็นภาระนักที่ตกอยู่กับผู้เลี้ยง อย่าให้เนื้อหมูนำเข้าเป็นอุปสรรคของการแก้ปัญหาหมู พังแผนพื้นฟูการเลี้ยงหมูรายย่อย-เล็ก และทำลายเสถียรภาพของอุตสาหกรรมหมูในที่สุด./&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p class=""ql-align-right"">เขียนโดยนายเกียรติ์ ศุภมาศ นักวิชาการ ด้านเกษตรปศุสัตว์</p>"	2022-02-18T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220218182056682
18	ทางเลือกเกษตรกรเลี้ยงหมู ในยาม ASF มาเยือน	"<p>ช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาโรคระบาด ASF ทำให้ต้องเลิกกิจการไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบถึงปริมาณเนื้อหมูที่ออกสู่ตลาด และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดประเด็นราคาหมูแพง แม้วันนี้ระดับราคาหมูจะลดลงแล้วตามหลักกลไกการตลาด แต่แนวทางในการทำฟาร์มเลี้ยงหมูจากนี้ไป จะเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง เรื่องของเทคโนโลยีป้องกันโรคเป็นความจำเป็นที่ทุกฟาร์มต้องมีเพราะวิธีเลี้ยงแบบดั้งเดิมหรือเลี้ยงตามหลังบ้าน จะไม่สามารถเลี้ยงหมูให้รอดปลอดภัยได้อีกต่อไป</p><p><br></p><p>ภาครัฐโดยกรมปศุสัตว์ได้วางมาตรฐานด้านนี้อย่างจริงจัง เป็นนโยบายขับเคลื่อนฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมในสุกร ที่เรียกกันว่า GFM หรือ Good Farm Management&nbsp;เพื่อยกระดับการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายเล็กและรายย่อย ให้มีการจัดการที่มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เพื่อช่วยลดปัญหาจากโรคระบาดและส่งเสริมให้สินค้าปศุสัตว์มีความปลอดภัย ระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) นี้ มีองค์ประกอบด้านการจัดการ 8 หัวข้อ ได้แก่ การจัดพื้นที่เลี้ยงและโครงสร้าง การจัดการโรงเรือนหรือเล้าและอุปกรณ์ การจัดการยานพาหนะ การจัดการบุคคล การจัดการด้านสุขภาพ การจัดการอาหาร น้ำ และยาสัตว์&nbsp;การจัดการข้อมูล และการจัดการสิ่งแวดล้อม</p><p><br></p><p>นั่นเป็นเพียงระบบจัดการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น&nbsp;ยังมีเรื่องที่ต้องคำนึงถึงอีกมาก&nbsp;อาทิ การเลือกหมูสายพันธุ์ที่ดีและแข็งแรงมาเลี้ยง การเลือกใช้อาหารที่ถูกสุขลักษณะและสอดคล้องกับช่วงวัยของหมู รวมถึงอีกหลายเรื่องที่ต้องรองรับการทำฟาร์ม เพื่อความมั่นคงทางอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นตลาดที่จะรับซื้อหมู เลี้ยงแล้วจะเอาไปขายให้ใคร จะขายได้ในระดับราคาที่จะเท่าไหร่ แล้วเทคนิควิทยาการหรือเทคโนโลยีและความรู้ต่างๆ จะเอามาจากไหน ที่สำคัญ เงินทุนที่มีในกระเป๋าจะเพียงพอต่อการเลี้ยงหมูรุ่นใหม่หรือไม่ เพราะเงินลงทุนในการทำฟาร์มหมูมาตรฐาน และต้นทุนการดูแลหมูให้ดีนั้นใช้เงินลงทุนสูงมาก แล้วจะเอาสินเชื่อจากที่ไหน ใครจะให้กู้</p><p><br></p><p>ลำพังเกษตรกรที่คิดจะกลับเข้าสู่อาชีพอีกครั้ง คงไม่ง่ายนักถ้าจะต้องทำอะไรทุกอย่างด้วยตัวเอง และแขวนชีวิตไว้กับราคาขายหมูหน้าฟาร์มที่มีแต่ความไม่แน่นอน&nbsp;เกษตรกรยุคใหม่คงต้องเสาะหาทางเลือกที่จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงทางรายได้ หนึ่งในทางเลือกนั้นน่าจะเป็น&nbsp;ระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง&nbsp;ซึ่งเป็นการทำสัญญาข้อตกลงกันระหว่างเกษตรกรกับบริษัท ที่จะร่วมกันผลิตผลิตผลทางการเกษตรและมีผลตอบแทนตามที่ได้ตกลงกัน&nbsp;</p><p><br></p><p>นายอดุลย์ วงษ์ภูเย็น เกษตรกรในระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งของซีพีเอฟ ใน จ.หนองคาย เลี้ยงหมูภายใต้ระบบนี้มาตั้งแต่ปี 2559 เล่าให้ฟังว่า เห็นการระบาดของโรคหมูในข่าวแล้วก็กลัวเหมือนกัน แต่ก็มั่นใจในมาตรฐานการป้องกันโรคที่บริษัทแนะนำ รวมถึงความเคร่งครัดของตนเอง ทำให้ฟาร์มของตนและเพื่อนบ้านไม่พบโรคดังกล่าวเลย&nbsp;ระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งแบบประกันรายได้ที่ตนทำอยู่นี้ มีความมั่นคงปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพได้มาก หากจะแนะนำให้เลี้ยงหมู ก็จะแนะนำให้เลือกการเข้าระบบนี้ แม้ไม่มีความรู้ก็สามารถเลี้ยงหมูได้ด้วยเทคนิควิชาการต่างๆที่บริษัทมีให้&nbsp;</p><p><br></p><p>ด้านนางใบษร ทรายมูล อายุ 60 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูใน จ.ยโสธร กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ระบบนี้ให้อาชีพที่มั่นคงแก่ตนเอง ตั้งแต่ปี 2557 เรียกว่า อยู่ได้ทุกวันนี้เพราะเลี้ยงหมูในระบบนี้กับซีพีเอฟ มีรายได้ที่แน่นอน ซึ่งต่างกับการทำนาที่ขาดทุนทุกปี&nbsp;มาตรฐานต่างๆ&nbsp;คำแนะนำการป้องกันโรค การมีสัตวบาลดูแล และ การเข้าถึงสินเชื่อ ธกส. ล้วนเป็นสิ่งที่บริษัทช่วยได้มาก ถึงวันนี้ครบ 8 ปีก็สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้หมดแล้ว ประเด็นสำคัญคือ ไม่เสี่ยง ไม่ต้องลงทุนหมูหรืออาหารเองและได้รับค่าแรงเป็นค่าตอบแทนซึ่งคุ้มค่าสำหรับตน&nbsp;</p><p><br></p><p>ศักยภาพของทีมงานด้านวิชาการของบริษัทใหญ่ เป็นอีกข้อดีที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังเช่นที่ นางสุนิสา อัครนิธิยานนท์ เจ้าของฟาร์มสุกรแสงทอง จ.นครนายก ที่แม้ไม่ใช่เกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่ง แต่ก็เป็นหนึ่งในฟาร์มที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากซีพีเอฟ กล่าวว่า <em>ฟาร์มของเรามีความเสี่ยง เนื่องจากมีฟาร์มอื่นในรัศมี 5 กิโลเมตรเกิดโรคระบาด โชคดีที่ซีพีเอฟไม่ทอดทิ้งเกษตรกร และส่งทีมนักวิชาการและสัตวแพทย์เข้ามาให้คำปรึกษา ช่วยวางมาตรการป้องกันและควบคุมโรคอย่างใกล้ชิดจนทำให้ฟาร์มของเราผ่านสถานการณ์อันน่ากังวลมาได้และทำให้ฟาร์มยังคงมีผลผลิตสุกรป้อนตลาดได้จนถึงทุกวันนี้&nbsp;&nbsp;</em></p><p><br></p><p>เหล่านี้เป็นตัวอย่างของประสิทธิภาพด้านเทคนิควิชาการ ซึ่งสำคัญมากในสถานการณ์ที่มีโรคระบาด ผู้เขียน จึงมองว่า ระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับเกษตรกรในยุคนี้ เพื่อผ่องถ่ายความเสี่ยงบางส่วนไปให้ผู้ประกอบการ เกษตรกรคนไหนมีความพร้อมในระดับที่สูงขึ้น อาจเลือกทำข้อตกลงในรูปแบบที่แตกต่างไป ... อย่างน้อย ความรู้ และ การสนับสนุน ที่บริษัทมีให้ก็คุ้มค่า เพราะเกษตรกรจะเลี้ยงหมูได้รอดปลอดภัย ภายใต้ความมั่นคงทางอาชีพ และรายได้&nbsp;</p><p><br></p><p class=""ql-align-right""><strong>โดย ปฐพี สวัสดิ์สุคนธ์&nbsp;</strong></p>"	2022-02-18T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220218192328712
19	"รัฐย้ำ ""หมูไม่หาย"" แล้วทำไมต้องนำเข้า ควรปล่อยกลไกตลาดทำงาน"	"<p>การอภิปรายทั่วไปของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ที่เพิ่งจบไป มีประเด็นซักถามหลัก 4 ประเด็น หนึ่งในนั้นคือเรื่องโรค ASF&nbsp;</p><p><br></p><p>ประเด็นนี้ ประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงโดยย้ำว่า ไม่ใช่เพราะหมูป่วยเป็นโรคที่ทำให้หมูราคาแพง แต่มีกระบวนการบิดเบือนกลไกตลาดทำให้แพง ยืนยัน รัฐบาลไม่เคยปกปิดข้อมูลโรคระบาด ตรงกันข้ามรัฐได้หาทางแก้ไขอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด&nbsp;</p><p><br></p><p>ที่สำคัญการที่ไทยสามารถส่งหมูมีชีวิตไปประเทศเพื่อนบ้านได้มากกว่า 3 ล้านตัว ในปี 2563 และอีก 1.4 ล้านตัว ในปี 2564 ดังนั้น จะปิดบังไม่ได้เลยว่าหมูเป็นโรค เพราะประเทศอื่นก็ตรวจอย่างจริงจังเช่นกัน&nbsp;</p><p><br></p><p>นอกจากนี้ ปี 2563-2564 ไทยมีหมูแม่พันธุ์ประมาณ 1.1 ล้านตัว สามารถขยายพันธุ์ได้ 1 แม่ ต่อ 20 ตัว ดังนั้น ในปี 2564 ที่ผ่านมา จึงมีหมูขุน 19 ล้านตัว ขณะที่คนไทยบริโภคหมูวันละ 5 หมื่นตัว เท่ากับในหนึ่งปีคนไทยกินหมูไปทั้งหมด 18 ล้านตัว อีก 1.3 ล้านตัว เป็นการส่งออก ตัวเลขหมูจึงไม่ได้หายไปไหน&nbsp;</p><p><br></p><p>ขณะเดียวกันการที่กรมปศุสัตว์และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันสำรวจสต๊อกหมูปูพรมทั่วประเทศ ทำให้ทราบว่าเหลือหมูถึง 12 ล้านตัว และในห้องเย็นกว่า 1,087 แห่ง มีเนื้อหมูในสต๊อก 25 ล้านกิโลกรัม ดังนั้น ไม่ใช่โรค ASF ที่ทำให้หมูตาย หมูขาดตลาด แล้วส่งผลให้เนื้อหมูราคาแพง เพราะปริมาณหมูยังอยู่ครบ&nbsp;</p><p><br></p><p>คำตอบนี้ชัดเจนว่าปริมาณหมูของไทยไม่ได้ขาดแคลน แต่ก็มิวายที่บางฝ่ายยังคงเดินหน้าเรียกร้องให้มีการนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศ อ้างว่าเพื่อเพิ่มสต๊อกหมูในประเทศ&nbsp;แต่เมื่อภาครัฐยืนยันหนักแน่นเช่นนี้ ก็ทำให้คิดไปได้ว่า ฤาจะเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของตนเองกันแน่ ทั้งที่รู้ดีว่าการมาของหมูนอกนั้น ไม่ต่างกับการผลักเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูให้ดิ่งเหว จากสารพัดความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ&nbsp;</p><p><br></p><p>ความเสี่ยงแรก : เนื้อหมูต่างประเทศอาจนำพาโรคหมูเข้ามาด้วย อุตสาหกรรมหมูไทยจึงมีความเสี่ยงจากโรคต่างถิ่นที่มากับหมูนำเข้า หากเชื้อโรคปนเปื้อนและกระจายเข้าสู่ฝูงหมูของไทย ซึ่งทุกคนต่างได้เห็นตัวอย่างความเสียหายแล้ว จากโรค ASF ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน&nbsp;</p><p><br></p><p>ความเสี่ยงที่ 2 : หมูต่างประเทศมีราคาต่ำกว่าไทยมาก จากต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำกว่า เนื่องจากประเทศในแถบยุโรปถือเป็นผู้เลี้ยงหมูรายใหญ่ของโลก รวมทั้งเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์รายใหญ่ด้วย ต่างจากไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยราคาเพิ่มสูงถึง 30-40% และมีแนวโน้มปรับขึ้นอีก หมูไทยจึงไม่อาจแข่งขันด้านราคากับหมูนอกได้&nbsp;</p><p><br></p><p>ความเสี่ยงที่ 3 : สารอันตรายที่อาจปนเปื้อนมากับเนื้อหมูนำเข้า เช่น สารเร่งเนื้อแดง ที่จะก่อโรคให้กับประชาชน และส่งผลกระทบทางด้านสาธารณสุขไทย&nbsp;</p><p><br></p><p>เมื่อรัฐยืนยันหนักแน่นว่าประเทศไทยไม่ขาดแคลนหมู การนำเข้าเนื้อหมูจึงไม่มีความจำเป็น และควรจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น ด้วยการไม่ปล่อยให้หมูนอกเข้ามาขายปะปนหมูไทย และควรปล่อยกลไกตลาดทำงานดังเช่นที่ผ่าน ซึ่งทำให้ปริมาณหมูและการบริโภคกลับสู่สมดุล ราคาหมูจึงปรับตัวลดลงได้เองโดยไม่ต้องควบคุม หลังจากนี้ก็ต้องขอแรงผู้บริโภคให้หันมาบริโภคหมูเช่นเดิม เพื่อช่วยให้วงจรหมูกลับมาขับเคลื่อนได้อีกครั้ง</p><p><br></p><p><br></p><p class=""ql-align-right"">&nbsp;</p><p class=""ql-align-right"">ผู้เขียน : กันยาพร สดสาย นักวิชาการด้านปศุสัตว์&nbsp;</p>"	2022-02-19T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220219203714019
20	รายงานพิเศษ : การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในเขตป่า เพื่อลดไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5	"<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในเขตป่า&nbsp;เพื่อลดไฟป่า&nbsp;หมอกควัน&nbsp;และฝุ่น&nbsp;PM&nbsp;2.5</u></strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>การหันมาบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เขตป่าจะช่วยลดสาเหตุการเกิดไฟป่าได้ดีขึ้น&nbsp;ด้วยการนำวัสดุเชื้อเพลิงมาใช้ประโยชน์ในการผลิตก้อนเชื้อเพลิงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประชาชนในพื้นที่</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ไฟป่า&nbsp;เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงธรรมชาติจากเศษดิน&nbsp;เศษหญ้า&nbsp;กิ่งไม้&nbsp;ใบไม้แห้ง&nbsp;และต้นไม้ที่ยังมีชีวิตอยู่ภายในป่า&nbsp;จนเกิดไฟลุกไหม้ที่ปราศจากการควบคุมและไม่มีขอบเขตนำไปสู่ปัญหาหมอกควัน&nbsp;สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ที่เข้าไปแสวงหาประโยชน์ในเขตป่า</strong>&nbsp;ทั้งจากการเผาป่าเพื่อล่าสัตว์&nbsp;การหาของป่า&nbsp;การตั้งแคมป์ไฟ&nbsp;การเผาขยะ&nbsp;และการทิ้งก้นบุหรี่ไม่ถูกที่ถูกทาง&nbsp;โดยปี&nbsp;2564&nbsp;ที่ผ่านมาพื้นที่&nbsp;17&nbsp;จังหวัดภาคเหนือมีสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันดีขึ้นกว่าปี&nbsp;2563&nbsp;ดูได้จากจำนวนจุดความร้อน&nbsp;(Hotspot)&nbsp;ลดลงมากกว่าร้อยละ&nbsp;52&nbsp;และจำนวนวันที่ค่าฝุ่น&nbsp;PM&nbsp;2.5&nbsp;เกินค่ามาตรฐานลดลงมากกว่าร้อยละ&nbsp;8&nbsp;เช่นเดียวกับช่วงต้นปีนี้พบดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเช่นกัน&nbsp;แต่ยังคงมีจุดความร้อนจำนวนมากในพื้นที่&nbsp;17&nbsp;จังหวัดภาคเหนืออยู่&nbsp;โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรและเขตป่า&nbsp;ทำให้ปีนี้เน้นความสำคัญการใช้ประโยชน์เศษวัสดุเชื้อเพลิงเพื่อลดการเผา&nbsp;ภายใต้โครงการ&nbsp;""ชิงเก็บ&nbsp;ลดเผา""&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>กรมป่าไม้&nbsp;กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช&nbsp;กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&nbsp;(ทช.)&nbsp;กรมควบคุมมลพิษ&nbsp;(คพ.)&nbsp;และบริษัท&nbsp;เอสซีจี&nbsp;ซีเมนต์&nbsp;จำกัด&nbsp;ได้ร่วมกันบริหารจัดการวัสดุเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า&nbsp;ลดไฟป่า&nbsp;หมอกควัน&nbsp;และฝุ่น&nbsp;PM&nbsp;2.5&nbsp;</strong>เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาไฟป่า&nbsp;หมอกควัน&nbsp;และฝุ่นละอองของประเทศ&nbsp;โดยเฉพาะสาเหตุจากการเผาในที่โล่ง&nbsp;ด้วยการนำวัสดุเชื้อเพลิงมาใช้ประโยชน์&nbsp;ลดการเผาป่า&nbsp;ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน&nbsp;และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเชื้อเพลิง&nbsp;สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนให้เป็นวาระแห่งชาติการแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองอย่างเคร่งครัด&nbsp;&nbsp;นายจตุพร&nbsp;บุรุษพัฒน์&nbsp;ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ปีที่ผ่านมาสามารถเก็บขนเชื้อเพลิงมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่า&nbsp;2,500&nbsp;ตัน&nbsp;โดยในพื้นที่ชิงเก็บช่วยลดจุดความร้อนได้มากกว่าร้อยละ&nbsp;60&nbsp;ทำให้ปีนี้ตั้งเป้าเก็บขนเชื้อเพลิงให้ได้&nbsp;3,000&nbsp;ตัน&nbsp;และลดจุดความร้อนลงร้อยละ&nbsp;20&nbsp;ซึ่งกระทรวงทรัพย์ฯ&nbsp;จะมีการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมให้จังหวัดทำเครื่องบีบอัดเชื้อเพลิงขนาด&nbsp;1&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;แล้วส่งให้&nbsp;SCG&nbsp;ต่อยอดทำเชื้อเพลิงขยะ&nbsp;(RDF)&nbsp;สร้างรายได้เพิ่มด้วยการจำหน่ายก้อนเชื้อเพลิงให้กับเอกชน&nbsp;แต่บางพื้นที่ยังประสบปัญหาระบบการขนส่ง&nbsp;เช่น&nbsp;น่าน&nbsp;แพร่&nbsp;จึงให้&nbsp;คพ.&nbsp;ประสานส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วยเพื่อให้เส้นทางขนส่งใกล้ที่สุด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ขณะที่&nbsp;บริษัท&nbsp;เอสซีจี&nbsp;ซีเมนต์&nbsp;จำกัด&nbsp;นอกจากจะช่วยรับซื้อก้อนเชื้อเพลิงแล้ว&nbsp;ยังจะช่วยถ่ายทอดและพัฒนาองค์ความรู้&nbsp;นวัตกรรม&nbsp;</strong>การบริหารจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรและวัสดุเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าที่เป็นแหล่งเชื้อเพลิงทับถม&nbsp;แล้วนำมาแปรรูปเป็นพลังงานทดแทนในการผลิตปูนซีเมนต์&nbsp;สอดคล้องกับแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน&nbsp;(Circular&nbsp;Economy)</p>"	2022-02-20T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220220102532054
21	หมู กับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน	"<p>การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน เข้าชื่อกันเพื่ออภิปรายทั่วไปรัฐบาลในประเด็นต่างๆ หนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายค้านหยิบจับมาอภิปราย คือเรื่อง ""หมู"" จากความร้อนแรงของกระแส</p><p><br></p><p>เมื่อฟังการอภิปรายของสส.ฝ่ายค้านจนจบ ก็เห็นว่าบางประเด็นแสดงถึงความห่วงใยและเข้าใจเกษตรกร เช่น ปัญหาภาวะโรคที่เกษตรกรต้องแบกรับ รวมไปถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่และการบริโภคที่น้อยลง ที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยต้องเลิกกิจการ ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลไม่มีการออกมาตรการมาแก้ปัญหาดังกล่าว และไม่มีการออกมาตรการหรือเงินทุนมาช่วยผู้เลี้ยงหมู</p><p><br></p><p>ทว่ายังมีบางประเด็นที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะประเด็นที่ว่ารัฐอาจปกปิดเรื่อง ASF จนเป็นต้นเหตุให้หมูแพง</p><p><br></p><p>ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ASF เป็นโรคที่อุบัติขึ้นบนโลกเมื่อ พ.ศ.2464 หรือ 100 ปีที่ผ่านมา ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาที่เฉพาะเจาะจง หากฟาร์มใดมีการติดเชื้อจะเกิดความสูญเสีย 100% ที่ผ่านมามีกระแสข่าวในวงการหมูเรื่องโรค ASF ที่เริ่มแพร่ระบาดในทุกประเทศรอบไทย ทำให้ผู้เลี้ยงเกิดความวิตกกังวล เร่งเทขายหมูออก และพักโรงเรือนไว้ก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์โรค แต่แล้วก็มีโรคโควิด-19 เข้ามาสำทับ กลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ทำให้เกษตรกรยิ่งไม่มั่นใจในอาชีพ กระทั่งต้องเลิกเลี้ยงหมูไปในที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เป็นทุกข์ของผู้เลี้ยงมานานกว่า 3 ปี ซึ่งเวลานั้นแทบไม่มีใครสนใจมองปัญหาที่เกษตรกรต้องเผชิญมาตลอด จนเมื่อราคาเนื้อหมูเริ่มขยับขึ้นเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา สปอร์ตไลท์จึงฉายมาที่เขียงหมูและคนเลี้ยงหมู จนหมูกลายเป็นสินค้าการเมืองที่หลายฝ่ายใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีอีกฝั่ง</p><p><br></p><p>อย่างไรก็ตาม ด้วยความรุนแรงของโรคนี้ จึง ไม่อาจปกปิดได้ ขณะที่ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ยืนยันว่า ไม่มีการปกปิดทั้งสิ้น และมันไม่เป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น นายกรัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญและได้ดำเนินการเรื่องนี้ด้วยตนเอง พร้อมประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เรื่องนี้ไม่มีใครปิดบังกันได้ ทุกฝ่ายทราบดี เกษตรกรเองก็ทราบถึงมาตรการต่างๆ จึงได้เกิดความร่วมมือในการป้องกันโรค ASF ในไทย มานานกว่า 3 ปีเต็มขึ้น ภาครัฐดำเนินมาตรการทุกอย่าง รวมถึงการชดเชยให้เกษตรกรรายเล็กรายย่อย ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีเท่าฟาร์มขนาดกลาง-ใหญ่ ซึ่งไม่ใช่การจ่ายเฉพาะกรณีเป็นโรคนี้เท่านั้น ยังดูแลไปถึงกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด ที่ต่างได้รับการช่วยเหลือเยียวยา และย้ำว่า ไม่มีการเอื้อให้กับนายทุนใหญ่ทั้งสิ้น สามารถตรวจสอบเอกสารราชการได้เลยว่ามีบริษัทใดที่ส่งชิ้นส่วนหมูไปต่างประเทศบ้าง</p><p><br></p><p>ส่วนข้อที่ว่า การที่กรมปศุสัตว์ออกมายอมรับล่าช้าว่าฟาร์มใหญ่ติดโรคเกือบทั้งหมด ถือเป็นการชะลอปัญหา ด้วยเกรงว่าเจ้าของฟาร์มหมูรายใหญ่จะเสียประโยชน์หรือไม่ ประเด็นนี้สะท้อนว่าไม่ทำการบ้านทั้งที่มีข้อมูลมากมาย เพราะในความเป็นจริง ฟาร์มที่ประสบปัญหาส่วนใหญ่คือเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยและรายเล็ก ที่บางส่วนยังไม่มีระบบป้องกันโรคที่เหมาะสม และส่วนมากแล้วจะเป็นเกษตรกรที่หวั่นเกรงกับเรื่องโรค จากการปล่อยข่าวของพ่อค้าคนกลางเพื่อทุบราคาขาย ทำให้เกษตรกรต้องเร่งขายหมูออกตามการชี้ชวนของพ่อค้า เมื่อถึงเวลาต้องเข้ามาในระบบก็เกิดไม่มั่นใจว่าราคาหมูจะกลับมาดีขึ้นเมื่อใด บางรายรอไม่ไหวก็ถึงกับต้องม้วนเสื่อเลิกเลี้ยงหมูกันไป เพราะกลัวทั้งโรคหมู โรคคน รวมถึงต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้นทุกวัน และส่วนใหญ่ไม่อาจแบกรับภาระขาดทุนได้อีกต่อไป</p><p><br></p><p>ขณะที่ผู้เลี้ยงรายใหญ่ส่วนมากไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโรค เนื่องจากมีการลงทุนในระบบป้องกันโรค (Biosecurity) เพื่อไม่ให้โรคหมูและโรคคนเข้ามาในฝูงสัตว์ได้ โดยแลกกับการต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่เพื่อการดำเนินการที่เข้มงวดที่สุด หมายถึงต้นทุนการเลี้ยงและการป้องกันโรคที่สูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ บริษัทผู้เลี้ยงรายใหญ่และรายย่อยที่เลี้ยงหลักร้อยตัวยังได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนชดเชยและป้องกันโรค ASF ขึ้น มีการลงขันระดมทุนได้ประมาณ 200 ล้าน เพื่อดำเนินมาตรการป้องกันโรค และบริษัทผู้เลี้ยงรายใหญ่แต่ละรายยังร่วมมือกับภาครัฐในการสร้างด่านทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อใน 5 ด่านพรมแดนหลัก เพื่อป้องกันโรคที่อาจติดมากับรถขนส่งสินค้าข้ามแดน กองทุนนี้ถือเป็นจุดร่วมการทำงานเพื่อยกระดับการเลี้ยงปศุสัตว์ในหลายด้าน</p><p><br></p><p>ปัญหาหมูที่เกิดขึ้น กำลังคลี่คลาย ราคาหมูลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามกลไกตลาดที่ทำงานได้อย่างเสรี แนวทางการแก้ปัญหาของทุกภาคส่วนกำลังขับเคลื่อนไปด้วยดี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมหมู คนเลี้ยงหมู คนขายหมู รวมถึงสร้างอาหารปลอดภัยส่งต่อแก่ผู้บริโภค ดังนั้นสิ่งที่คนเลี้ยงทุกคนต้องการมากที่สุดคือ ขอให้ทุกฝ่ายเร่งร่วมมือกันทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อผลักดันให้ระบบการเลี้ยงกลับมาเป็นปกติ การบริโภคกลับมาดีขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพแก่ทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง</p><p><br></p><p class=""ql-align-right"">โดย : บรรจบ สุขชาวไทย นักวิชาการด้านปศุสัตว์</p>"	2022-02-21T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220221191429570
22	วิกฤตยูเครนกระทบเกษตรกรไทย รัฐเร่งหามาตรการ เลิกตรึงราคา ปล่อยกลไกตลาดทำงาน	"<p>สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน กลายเป็นวิกฤตที่ทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะผลทางตรงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เรื่องนี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์&nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นห่วงต่อสถานการณ์โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ที่จะมีผลต่อต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตสินค้า รวมทั้งราคาสินค้าในอนาคต&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>ขณะที่ภาคผู้เลี้ยงสัตว์ไทย อาจต้องประสบภาวะขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์ในอนาคตอันใกล้ ประเด็นนี้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ให้ข้อมูลว่าการสู้รบของสองประเทศ กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตอาหารของไทย โดยราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากรัสเซียและยูเครนเป็นผู้ส่งออกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์รายใหญ่ของโลก มีปริมาณการส่งออกข้าวสาลีรวมกันราว 29% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก และมีสัดส่วนการส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงถึง 19% ของตลาดโลก&nbsp;</p><p><br></p><p>ทันทีที่เกิดสงครามได้ผลักดันให้ราคาข้าวสาลีพุ่งสูงขึ้นเป็น 12.75 บาท/กก. จากราคา 8.91 บาท/กก. ในปี 2564 ขณะที่ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทยพุ่งสูงกว่าตลาดโลกไปอยู่ที่ 12 บาท/กก. และมีแนวโน้มขยับต่อเนื่องไปถึง 15 บาท/กก. ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดอยู่ที่ 7.98 ล้านตัน แต่ตอนนี้ไม่มีผลผลิตข้าวโพดเข้าสู่ตลาดแล้ว เกิดการขาดแคลนผลผลิตถึง 3.18 ล้านตัน&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>ขณะที่รัฐบาลมีมาตรการ 3:1 โดยต้องซื้อผลผลิตข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วนก่อน จึงจะนำเข้าได้ 1 ส่วนได้ แต่วันนี้ไม่มีข้าวโพดให้ซื้อแล้ว นอกจากนี้ยังมีมาตรการเก็บภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เช่น กากถั่วเหลืองในอัตรา 2% เป็นภาระต้นทุนซ้ำเติม ทั้งที่การงดภาษีนำเข้าดังกล่าว ไม่กระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองไทย เมื่อไม่สามารถหาวัตถุดิบมาผลิตอาหารสัตว์ได้ หรือแม้จะหามาได้แต่ต้องขายในราคาขาดทุน ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์หลายแห่งจึงจำเป็นต้องทยอยลดกำลังการผลิตลงบางส่วน&nbsp;</p><p><br></p><p>ผลกระทบอย่างรุนแรงรอบด้าน เป็นไปได้ที่ปีนี้จะลดลงเหลือเพียง 17-18 ล้านตัน จากการผลิตอาหารสัตว์ในแต่ละปีที่เคยมีประมาณ 22 ล้านตัน หรือหายไปกว่า 4-5 ล้านตัน เป็นผลกระทบต่อเนื่องทั้งห่วงโซ่ปศุสัตว์ ทำให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ไม่มีอาหารเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรต้องงดการเลี้ยง ผู้บริโภคต้องขาดแคลนเนื้อสัตว์ กลายเป็นวิกฤตอาหารซ้ำเติม&nbsp;</p><p><br></p><p>แหล่งข่าวจากวงการผู้เลี้ยงไก่เนื้อ เสริมว่า เมื่อปัจจัยราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น ย่อมมีผลต่อต้นทุนการเลี้ยงสัตว์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นสัดส่วนสูงถึง 60-70% ของต้นทุนการเลี้ยงทั้งหมด โดยวัตถุดิบอาหารสัตว์มีทิศทางราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 ที่ผ่านมา เมื่อผนวกกับปัญหาความขัดแย้งของสองประเทศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ยิ่งกดดันให้ราคาธัญพืชหลักทั้งหมดปรับตัวขึ้นทั่วโลก รวมถึงราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น&nbsp;</p><p><br></p><p>จากความกังวลว่าจะไม่สามารถหาวัตถุดิบมาผลิตอาหารสัตว์ได้ เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์อาจจำเป็นต้องทยอยลดกำลังการผลิต ย่อมกระทบกับภาคผู้เลี้ยงสัตว์ ความไม่แน่นอนในปริมาณของวัตถุดิบอาหารสัตว์ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นความกังวลแก่ผู้เลี้ยงไก่ ทำให้หลายคนอาจพักการเลี้ยงไว้ก่อน ดีกว่าต้องมาเสี่ยงแบกรับภาระขาดทุน&nbsp;นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากการที่ภาครัฐตรึงราคาไก่มีชีวิตหน้าฟาร์มเอาไว้ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ขณะที่ น้ำมัน ทองคำ ปรับขึ้นรายวันไม่มีทีท่าจะหยุด แม้แต่เครื่องดื่มชูกำลังก็จ่อขึ้นราคายกแผง ขณะที่วันนี้ต้นทุนการเลี้ยงไก่ที่พุ่งขึ้นจนเกือบจะทะลุราคาขายที่รัฐกำหนดอยู่แล้ว เกษตรกรจึงต้องการให้ปลดล็อกกราคาที่ตรึงเอาไว้ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด และภาครัฐควรเร่งพิจารณาจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้มีอย่างเพียงพอในช่วงวิกฤติการณ์ในขณะนี้&nbsp;หากไม่ตัดสินใจวันนี้ราคาวัตถุดิบยิ่งจะเพิ่มสูงขึ้น จนกลายเป็นอุปสรรคในอุตสาหกรรมทั้งหมด&nbsp;</p><p><br></p><p>สอดคล้องกับความคิดเห็นของคุณฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ย้ำว่า ต้นทุนการผลิตเนื้อไก่สูงขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 ที่ผ่านมา แต่ราคาเนื้อไก่รวมถึงไข่ไก่กลับถูกตรึงไว้ ไม่สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น หากวัตถุดิบทุกชนิดมีราคาสูงเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกษตรกรไม่มีทางอยู่รอดได้ ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคาวัตถุดิบจากผลกระทบของสถานการณ์ยูเครน ก็ควรปล่อยให้ราคาไก่และไก่ไข่เป็นไปตามกลไกที่ควรจะเป็น เช่นเดียวกับราคาหมูที่ลดลงเพราะกลไกตลาดทำงานอย่างเสรี การยุติการตรึงราคาไก่และไข่ จะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรมีกำลังใจในการเลี้ยงสัตว์ต่อไป&nbsp;</p><p><br></p><p>วิกฤตยูเครนส่งผลกับเกษตรกรไทยแล้ว วันนี้ภาครัฐต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือและลดผลกระทบอย่างเร่งด่วน ก่อนที่เกษตรกรจะม้วนเสื่อเลิกเลี้ยง ย่อมส่งผลกับความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด</p><p><br></p><p class=""ql-align-right"">เรื่องโดย กันย์สินี ศตคุณ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร</p>"	2022-02-28T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220228192751345
23	คอนแทรคฟาร์ม อาชีพไร้เสี่ยง สร้างสุขเกษตรกรไทย	<p>คอนแทรคฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) หนึ่งในระบบการผลิตผลผลิต ที่เป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา&nbsp;คือ บริษัทผู้ประกอบการ กับเกษตรกร (หรือกลุ่มเกษตรกร) ซึ่งคนทั่วไปจะรู้จักรูปแบบการทำคอนแทรคฟาร์มที่ใช้ในการปลูกพืช และการเลี้ยงสัตว์ ระบบนี้มีข้อเด่นที่ การลดความเสี่ยงด้านการตลาดและราคาที่ผันผวน ผ่านการตกลงร่วมกันในการผลิตผลผลิตด้านการเกษตร โดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างอย่างชัดเจน&nbsp;</p><p><br></p><p>ผู้ประกอบธุรกิจทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์พืช-พันธุ์สัตว์ เวชภัณฑ์ อาหาร ปุ๋ย ฯลฯ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิธีการผลิตตามมาตรฐาน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพ มาตรฐานตามที่กำหนด ขณะที่เกษตรกรรับหน้าที่ดูแลด้านการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตตรงตามข้อสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน โดยมีค่าตอบแทนตามความเหมาะสมและได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว&nbsp;</p><p><br></p><p>เกษตรกรรุ่นใหม่อย่างคุณทิพยวรรณ กันภัย เจ้าของ ทิพยวรรณฟาร์ม ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ หนึ่งในเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรขุน ในโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรรายย่อยหรือคอนเทรคฟาร์มกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จากอดีตเกษตรกรสวนส้มที่ตัดสินใจล้มต้นส้มกว่า 7 ไร่ หลังจากมีปัญหาโรคระบาดในส้มเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เล่าย้อนที่มาของการผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมูว่า เมื่อสวนส้มเริ่มมีปัญหา จึงต้องมองหาอาชีพที่น่าจะทดแทนกัน จนมาเจอกับอาชีพเลี้ยงหมูกับซีพีเอฟ เธอได้หาข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องการลงทุน ข้อสัญญา ผลตอบแทน และความเสี่ยงต่างๆ ก่อนจะสรุปกับตัวเองได้ว่า การเป็นเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มนั้น ไม่มีความเสี่ยง แถมยังไม่ต้องกังวลกับเรื่องการหาตลาดเอง ผลตอบแทนมากน้อยขึ้นอยู่กับตัวเองลงมือทำและใส่ใจ จึงตัดสินใจร่วมโครงการฯ เมื่อปี 2553 เลี้ยงหมูขุนความจุรวม 640 ตัว&nbsp;</p><p><br></p><p><em>ไม่มีคำว่าโชคช่วยสำหรับการเลี้ยงหมู มีแต่คำว่าใส่ใจและดูแลหมูให้ดี เพื่อให้มีประสิทธิภาพการเลี้ยงที่ดี ด้วยเทคนิคการคัดแยกขนาดหมูให้ใกล้เคียงกันที่สุดตั้งแต่วันแรก และเอาใจใส่ดูแลให้ลูกหมูตัวเล็กโตทันเพื่อนให้ได้ มีการเสริมนมกับกล้วยสุกบ้าง ที่สำคัญคือการป้องกันโรคที่เข้มงวด ซึ่งถือว่าโชคดีมากที่ฟาร์มยกระดับเรื่องนี้ ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ที่ต้องป้องกันโรคสำคัญในหมูทั้ง ASF และ PRRS เมื่อเกิดโรคโควิด-19 ขึ้น จึงไม่กังวลเพราะระบบ Biosecurity ที่ฟาร์มดำเนินการนั้นแน่นหนาอยู่แล้ว และให้คนงานพักอาศัยในพื้นที่บ้านพักของฟาร์ม เพื่อลดความเสี่ยงจากทั้งโรคคนและโรคสัตว์ เป็นการสร้างความมั่นใจในมาตรฐานอาหารปลอดภัยอีกขั้นหนึ่ง ความทุ่มเทตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โดยมีซีพีเอฟเคียงข้างกันมาและถ่ายทอดทุกๆเทคนิค เพื่อให้เราเติบโตขึ้น เข้มแข็งขึ้น ปรากฎผลชัดเจนในวันนี้ เรามีอาชีพที่ดี ปลอดจากความเสี่ยง ได้รายได้ที่เหมาะสมตามกำลังที่เราทุ่มเทไป เท่านี้ก็มีความสุขมากแล้ว</em> คุณทิพยวรรณบอกด้วยรอยยิ้ม</p><p><br></p><p>สอดคล้องกับคุณรุ่งทิพย์ เพ็ชร์ลมุล เจ้าของ หอมชื่นคอนกรีตฟาร์ม ต.ท่าชมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา เกษตรกรคอนแทรคฟาร์มเลี้ยงหมูพันธุ์กับซีพีเอฟ เล่าย้อนว่าเมื่อปี 2542 หลังจากเรียนจบประมาณ 2 ปี เธอมีความคิดอยากมีอาชีพที่เป็นเจ้านายตัวเอง ได้อยู่บ้านดูแลพ่อที่ป่วย ได้เลี้ยงลูกที่กำลังเล็ก พอดีเพื่อนบ้านเลี้ยงหมูกับบริษัทอยู่แล้วจึงสนใจเข้าไปศึกษา พบว่ามีความเป็นไปได้แลตอบโจทย์ที่ต้องการแถมยังไม่ต้องเสี่ยงกับตลาดที่ผันผวน มีรายได้ทุกเดือน และรายได้จากการจับหมูขายตามประสิทธิภาพของตัวเอง จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการทันที เริ่มจากเลี้ยงหมูแม่พันธุ์ 150 แม่ และขยายอีกเท่าตัวเป็น 300 แม่ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว&nbsp;</p><p><br></p><p><em>ตลอด 20 กว่าปีที่ร่วมงานกับบริษัท เป็นสิ่งยืนยันว่า อาชีพนี้มีความมั่นคงยั่งยืน และไม่มีความเสี่ยงด้านการตลาด เพราะบริษัทเป็นตลาดรองรับผลผลิตทั้งหมด มีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูแลทุกอย่าง ยิ่งช่วงที่มีโรคโควิด-19 ความใส่ใจในการป้องกันโรคที่ดีอยู่แล้วจากมาตรการป้องกันโรคหมู ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ อย่างเช่นคนงานก็จะจัดที่พักให้ ทำให้พวกเขาไม่ต้องออกไปเสี่ยง สัตวแพทย์ของซีพีเอฟ และปศุสัตว์อำเภอก็จัดอบรมการป้องกันโรคและติดตามสุขภาพสัตว์ต่อเนื่อง ที่สำคัญคือการใส่ใจในมาตรฐานการผลิต เพราะเราเป็นต้นทางของอาหารปลอดภัย เมื่อทุกอย่างได้รับการดูแลอย่างดี ผลผลิตที่ได้จึงดีมาก รายได้ก็ดีตามไปด้วย คนเลี้ยงก็มีความสุข บริษัทก็มีหมูคุณภาพดีไปขาย นำไปแปรรูป คนกินก็ได้อาหารปลอดภัย นี่คือระบบที่ Win-Win ทุกฝ่ายจริงๆ</em> คุณรุ่งทิพย์สรุปไว้อย่างน่าสนใจ</p><p><br></p><p>คอนแทรคฟาร์ม คือภาพสะท้อนการร่วมกันทลายปัญหาของเกษตรกรที่มีมาตลอด ทั้งเรื่องปัญหาการตลาดที่เกษตรกรต้องแบกรับภาระการจัดหารตลาดเอง การเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างจำกัด ระบบนี้เข้ามาจัดการด้านการตลาด ทำให้เกษตรกรปลอดความเสี่ยง คลายภาระเกษตรกรที่ต้องแบก และพวกเขายังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ดีจากบริษัท เป็นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมและการทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวคือการสร้างอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภค</p>	2022-02-28T00:00:00	ภาคกลางและปริมณฑล	กรุงเทพมหานคร	สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์	https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220228193635351
24	""	""		""	""	""	""
25	""	""		""	""	""	""
26	""	""		""	""	""	""
27	""	""		""	""	""	""
28	""	""		""	""	""	""
29	""	""		""	""	""	""
30	""	""		""	""	""	""
31	""	""		""	""	""	""
32	""	""		""	""	""	""
33	""	""		""	""	""	""
34	""	""		""	""	""	""
35	""	""		""	""	""	""
36	""	""		""	""	""	""
37	""	""		""	""	""	""
38	""	""		""	""	""	""
