{
  "fields": [{"id":"_id","type":"int"},{"id":"NewsTitle","type":"text"},{"id":"Detail","type":"text"},{"id":"NewsDate","type":"timestamp"},{"id":"Region","type":"text"},{"id":"Province","type":"text"},{"id":"Department","type":"text"},{"id":"Link_News","type":"text"}],
  "records": [
    [1,"รายงานพิเศษ : ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาช้างป่าและคนให้อยู่ด้วยกันอย่างสมดุล หวังลดปัญหาความขัดแย้งลงได้","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาช้างป่าและคนให้อยู่ด้วยกันอย่างสมดุล&nbsp;หวังลดปัญหาความขัดแย้งลงได้</u>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่ายังมีในหลายพื้นที่&nbsp;แม้ภาครัฐจะหาแนวทางหรือวิธีแก้ปัญหามาใช้แต่ก็ยังคงไม่หมดไปจากประเทศไทย</strong>&nbsp;<strong>โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์&nbsp;จึงเป็นหนึ่งแนวทางที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งให้เกิดความสมดุลในอนาคต</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ช้างป่า&nbsp;เป็นสัตว์สัญลักษณ์ที่มีความสำคัญและมีบทบาทต่อสังคมไทยมาช้านานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน&nbsp;ถึงเวลาให้ความสำคัญและคุณค่าของช้างอย่างจริงจังแล้ว&nbsp;โดยเฉพาะช้างป่า&nbsp;</strong>ด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมอนุรักษ์ช้างป่า&nbsp;เพื่อเป็นอีกวิธีลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนให้สำเร็จ&nbsp;ซึ่งพื้นที่ป่ารอยต่อ&nbsp;5&nbsp;จังหวัดภาคตะวันออก&nbsp;ครอบคลุมพื้นที่&nbsp;5&nbsp;จังหวัด&nbsp;คือ&nbsp;ฉะเชิงเทรา&nbsp;จันทบุรี&nbsp;ระยอง&nbsp;ชลบุรี&nbsp;และสระแก้ว&nbsp;ที่มีความอุดมสมบูรณ์&nbsp;มีความหลากหลายทางชีวภาพ&nbsp;และที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมาก&nbsp;โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่&nbsp;อย่างช้างป่า&nbsp;ที่มีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงที่สุดของประเทศถึงร้อยละ&nbsp;8.2&nbsp;ต่อปี&nbsp;แต่การขยายตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้อาหารไม่เพียงพอมีช้างป่าบางส่วนออกหากินนอกพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์&nbsp;จนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนและช้างป่าค่อนข้างรุนแรงเกิดการสูญเสียทั้งชีวิตคน&nbsp;ช้างป่า&nbsp;และพืชผลทางการเกษตร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์&nbsp;จะช่วยแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่า&nbsp;การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ&nbsp;การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างดี&nbsp;</strong>นายวีระพงษ์&nbsp;โคระวัตร&nbsp;หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งของแนวทางแก้ปัญหาช้างป่า&nbsp;ทั้งการปรับปรุงและฟื้นฟูทุ่งหญ้าบริเวณบ่อมะเดื่อ&nbsp;คลองร้อย&nbsp;และคลองแดง&nbsp;//&nbsp;การพัฒนาแหล่งพืชอาหารช้าง&nbsp;เช่นปลูกไผ่ป่า&nbsp;มะม่วงป่า&nbsp;และเต่ารั้ง&nbsp;และจัดทำแหล่งน้ำสำหรับช้างป่าให้กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสมบูรณ์ของช้างป่า&nbsp;ควบคู่กับการจัดการพื้นที่แนวกันชน&nbsp;(จุดพักช้าง)&nbsp;ตรึงช้างให้ห่างจากชุมชนและกำหนดเส้นทางการพาช้างกลับคืนสู่ป่า&nbsp;และการจัดการพื้นที่ชุมชน&nbsp;ด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำหมู่บ้านคชานุรักษ์แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของพื้นที่เกษตรกรรม&nbsp;และตั้งศูนย์ปฏิบัติการคชานุรักษ์ภาคตะวันออก&nbsp;บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน&nbsp;เพื่อแจ้งเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>การสร้างความสมดุลระหว่างคนและช้างป่า&nbsp;การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมช้างป่า&nbsp;พร้อมกับพัฒนาอาชีพของประชาชนในพื้นที่ให้มีรายได้มากขึ้น</strong>&nbsp;จะเป็นแนวทางสำคัญที่อาจช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าและแก้ปัญหาช้างป่าออกจากป่าสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ได้ผลในอนาคต&nbsp;</p>","2022-01-02T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220201113614084"],
    [2,"รายงานพิเศษ สระแก้วคุมเข้มมาตรการเนื้อสุกรชำแหละราคาสูง","<p><strong>จังหวัดสระแก้ว&nbsp;โดยศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์</strong>แอฟริกาในสุกร&nbsp;ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน&nbsp;จากกรณีที่เนื้อสุกรชำแหละมีราคาสูงในขณะนี้&nbsp;ผู้ว่าราชการจังกวัดสระแก้วได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งสำรวจข้อมูลฟาร์มสุกร&nbsp;จำนวนสุกร&nbsp;ผู้เลี้ยงสุกร&nbsp;ทั้งรายย่อยและรายใหญ่ที่ได้รับความเสียหายจากการระบาดของโรค&nbsp;ASF&nbsp;กำชับเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง&nbsp;ควบคุม&nbsp;กำกับการเคลื่อนย้ายสุกรและซากสุกรให้เป็นไปตามมาตรการที่กรมปศุสัตว์กำหนดอย่างเคร่งครัด&nbsp;จากการสำรวจข้อมูล&nbsp;พบว่า&nbsp;จังหวัดสระแก้วมีฟาร์มมาตรฐานสุกร&nbsp;90&nbsp;แห่ง&nbsp;จำนวนสุกร&nbsp;315,000&nbsp;ตัว&nbsp;&nbsp;ส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองสระแก้ว&nbsp;</p><p><strong>นอกจากนี้&nbsp;จังหวัดสระแก้วได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</strong>&nbsp;ได้แก่&nbsp;สำนักงานจังหวัด&nbsp;สำนักงานพาณิชย์จังหวัด&nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด&nbsp;ด่านกักกันสัตว์&nbsp;สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด&nbsp;กอรมน.จังหวัดสระแก้ว&nbsp;สถานีตำรวจภูธรจังหวัด/อำเภอต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการและห้องเย็น&nbsp;เพื่อป้องกันการกักตุนเนื้อสุกร&nbsp;การลักลอบนำเข้าซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต&nbsp;การให้คำแนะนำสถานประกอบการ&nbsp;รวมทั้งแนวทางป้องกันการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&nbsp;(ASF)&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>นางสาวนงเยาว์&nbsp;ศรีฉันทะมิตร&nbsp;พาณิชย์จังหวัดสระแก้ว</strong>&nbsp;เผยผลการลงพื้นที่ตรวจสอบในช่วงตั้งแต่วันที่&nbsp;19&nbsp;ถึง&nbsp;27&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;พบว่า&nbsp;ไม่มีห้องเย็นหรือสถานประกอบการที่มีพฤติกรรมกักตุนเนื้อสุกรแต่อย่างใด&nbsp;แต่หากมีผู้ประกอบการที่กระทำความผิดดังกล่าวจะมีบทลงโทษ&nbsp;จำคุกไม่เกินเจ็ดปี&nbsp;หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท&nbsp;หรือทั้งจำทั้งปรับ&nbsp;สำหรับผลการออกติดตามสำรวจราคาเนื้อสุกรชำแหละในห้างสรรพสินค้า&nbsp;เขียงหมูทั่วไป&nbsp;รวมทั้งราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิต&nbsp;ได้กำกับให้สถานประกอบการ&nbsp;ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน&nbsp;ครบถ้วน&nbsp;หากฝ่าฝืนมีโทษจำและปรับ&nbsp;&nbsp;การเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน&nbsp;จากกรณีที่เนื้อสุกรชำแหละมีราคาสูง&nbsp;จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน&nbsp;ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ&nbsp;สถานประกอบการ&nbsp;เจ้าของฟาร์ม&nbsp;เครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่&nbsp;หากพบเห็นสุกรป่วยหรือตายผิดปกติรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที&nbsp;หรือแจ้งเหตุ&nbsp;ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด&nbsp;สายด่วน&nbsp;1567&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>ดุลยศักดิ์&nbsp;ไชยรัตน์&nbsp;</p><p>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสระแก้ว&nbsp;บท&nbsp;-&nbsp;ผลิต</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>","2022-01-02T00:00:00","ภาคตะวันออก","สระแก้ว","สวท.สระแก้ว","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220201184552314"],
    [3,"ผู้เลี้ยงหมูวอนขออย่าผลักภาระให้คนเลี้ยง หยุดคิดนำเข้าเนื้อหมู","<p>แม้ว่าขณะนี้ผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศจะร่วมกันลดราคาหมูหน้าฟาร์มลงมาที่ 102-104 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นสัปดาห์ที่ 5 ที่ภาคผู้เลี้ยงได้ช่วยสนับสนุนประชาชนลดค่าคองชีพแล้วก็ตาม แต่ทว่าราคาหมูหน้าเขียงในหลายพื้นที่กลับไม่ได้ลดลง จนทำให้ประเด็นราคาเนื้อหมูยังเป็นที่สนใจของสังคมอยู่จนถึงทุกวันนี้</p><p><br></p><p>กลายเป็นประเด็นที่ทำให้บางฝ่ายหยิบยกมาหาแนวทางแก้ปัญหา ด้วยการเรียกร้องให้มีการนำเข้าเนื้อหมู เพื่อให้ปริมาณผลผลิตเพียงพอกับความต้องการบริโภค ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ความต้องการบริโภค ณ วันนี้ ไม่ได้เพิ่มขึ้น ในทางกลับกันผู้บริโภคกลับลดการบริโภคเนื้อหมูลงไปอย่างมาก ดูอย่างช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี ที่เรียกว่าเป็นนาทีทองของพ่อค้าแม้ขายทั้งหมู ไก่ ปลา แต่ปีนี้การจับจ่ายสินค้าของลูกค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะกำลังซื้อที่หดตัวจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน</p><p><br></p><p>แม้ราคาสินค้าในท้องตลาดจะไม่ได้ปรับขึ้น ดังที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุถึงสถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนว่า ได้กำกับราคาหมูหน้าฟาร์มไว้ที่ 100-110 บาทต่อกิโลกรัม และหมูเนื้อแดงหน้าเขียงอยู่ที่ 205-210 บาทต่อกิโลกรัม แต่ปัจจุบันราคาต่ำกว่าราคากำกับเฉลี่ย 11% โดยขายเฉลี่ยทั่วทั้งประเทศ 187.19 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาไก่ ปกติจะสูงขึ้นมากในช่วงตรุษจีน แต่ปีนี้ไก่หน้าฟาร์ม กิโลกรัมละไม่เกิน 40 บาท และราคาไก่ทั้งตัวที่จำหน่ายใน 3 ห้างใหญ่ แม็คโคร โลตัส และบิ๊กซี 710 สาขาทั่วประเทศ กิโลกรัมละไม่เกิน 65 บาท</p><p><br></p><p>ระดับราคาที่เห็นนี้เท่ากับว่าสินค้าไม่ได้แพง แต่ปัญหาอยู่ที่ไม่มีคนกินมากกว่า แล้วอย่างนี้จะให้นำเข้าเนื้อหมูเข้ามาเพื่ออะไร? นี่จึงเป็นคำถามที่ภาคผู้เลี้ยงยังคงคาใจ เพราะหากมองในระยะยาวแล้ว การนำเข้าเนื้อหมูเข้ามาในไทยนั้น ไม่ต่างอะไรกับการผลักภาระปัญหาให้กับคนเลี้ยง</p><p><br></p><p>เรื่องนี้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ โดย น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย บอกว่าการนำเข้าเนื้อหมู ชิ้นส่วน และหมูแปรรูปจากต่างประเทศมาพยุงราคาในประเทศนั้น ถือเป็นการทำลายกลไกการเลี้ยงหมูของไทย เพราะหมูนำเข้าราคาถูกกว่าหมูไทย จากต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำกว่ามาก เนื่องจากรัฐบาลของต่างประเทศให้การอุดหนุนต้นทุนการเลี้ยง จึงสามารถขายหมูในราคาถูกได้ ขณะที่ เกษตรกรไทยต้องแบกรับภาระต้นทุนการเลี้ยงหมูที่พุ่งสูงเองทั้งหมด แต่กลับไม่สามารถขายหมูในราคาที่สะท้อนต้นทุนได้ หากยอมให้หมูนอกเข้ามา เกษตรกรไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ก็จะทิ้งอาชีพและเลิกเลี้ยงหมูกันไปหมด ถึงวันนั้นความมั่นคงทางอาหารของประเทศต้องถูกทำลาย</p><p><br></p><p>ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบที่สุด หากจำเป็นต้องนำเข้าเนื้อหมู ผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ต้องเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้เท่านั้น เพื่อกำหนดจำนวนและชิ้นส่วนที่จะนำเข้ามา ไม่ให้กระทบกับผู้เลี้ยงในประเทศ รวมทั้งเก็บค่าธรรมเนียม (Surcharge) สำหรับนำไปช่วยเหลือผู้เลี้ยงหมูรายย่อยต่อไป</p><p><br></p><p>ส่วนนายแพทย์ภาคภูมิ พีรวรสกุล เจ้าของณัฐพงษ์ฟาร์ม จ.หนองบัวลำภู ไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะแก้ปัญหาหมูราคาแพงด้วยการนำเข้าเนื้อหมู ที่ยิ่งซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรรายย่อย รวมถึงคนที่เลี้ยงหมูแล้วไม่เป็นโรคแทนที่จะได้ลืมตาอ้าปาก หรือคนที่เลี้ยงแล้วเสียหายก็ยังพอมีกำลังใจในการลงทุนเพิ่มเติมในส่วนที่ยังคงปลอดภัยอยู่ แต่ถ้าต้องเจอทั้งเรื่องโรคระบาด แล้วยังเจอราคาหมูตกต่ำ จากที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับหมูนอกได้อีก ย่อมทำให้วงจรอาชีพเลี้ยงหมูรายย่อยหายไปจากระบบอย่างแน่นอน</p><p><br></p><p>ทางด้าน ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การนำเข้าเนื้อหมู อาจทำให้ราคาหมูในประเทศถูกลงก็จริง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือ เกษตรกรรายย่อยที่ยังเหลืออยู่จะขายหมูไม่ได้ และจะไม่มีเงินมากพอที่จะนำไปใช้ปรับปรุงระบบการเลี้ยง สุดท้ายก็คงรอการเข้าโจมตีของโรคและยุติอาชีพในที่สุด ซึ่งไม่เป็นธรรมกับเขาเลย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ต้องขาดทุนสะสมจากราคาหมูตกต่ำมาตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา</p><p><br></p><p>วันนี้สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ คือการสนับสนุนให้เกษตรกรที่หยุดเลี้ยงหมูไปก่อนหน้านี้รีบกลับเข้าระบบให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันต้องเร่งช่วยลดภาระของเกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนการหลิตที่เพิ่มขึ้นจาก ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 30-40% กลายเป็นภาระนักที่ตกอยู่กับผู้เลี้ยงสัตว์ รัฐบาลจึงควรสนับสนุนภาคเกษตรกรรมให้บรรลุเป้าหมายการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ มากกว่าการนำเข้าที่เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ที่จะก่อปัญหาระยะยาวให้กับเกษตรกร อีก 107,157 รายที่เหลืออยู่ให้ต้องแบกรับ ต่อเมื่อภาระนั้นเกินจะรับไหว คงถึงคราวที่อาชีพเลี้ยงหมูต้องล่มสลาย และความมั่นคงทางอาหารของไทยต้องพังทลายในที่สุด</p><p><br></p><p>อย่าให้เนื้อหมูนำเข้าต้องมาเป็นอุปสรรคของการแก้ปัญหาหมู กลายเป็นตัวฉุดรั้งแนวทางในการพื้นฟูการเลี้ยงหมูรายย่อย-เล็ก เพื่อให้สถานการณ์ในประเทศกลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด ที่รัฐกำลังเร่งดำเนินการต้องมาสะดุดลง</p>","2022-02-02T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220202193329778"],
    [4,"รายงานพิเศษ เรื่อง ที่มาของการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ","<p><strong>พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิบ้านน้ำเค็ม&nbsp;</strong>จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ที่รำลึกถึงเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย&nbsp;พื้นที่ชายฝั่งอันดามันของไทยรวมถึงบ้านน้ำเค็ม&nbsp;ตำบลบางม่วง&nbsp;อำเภอตะกั่วป่า&nbsp;จังหวัดพังงา&nbsp;ได้รับผลกระทบรุนแรง&nbsp;เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน&nbsp;สำหรับชุมชนบ้านน้ำเค็มเกิดคลื่นสึนามิสูง&nbsp;5&nbsp;-&nbsp;7&nbsp;เมตร&nbsp;ทำให้เรือฟ้า&nbsp;ชื่อเรือโชคศิริพร&nbsp;และเรือส้ม&nbsp;ชื่อเรือ&nbsp;ศรีสมุทร&nbsp;ซึ่งเป็นเรืออวนล้อมจับ&nbsp;(เรืออวนดำ)&nbsp;ถูกคลื่นซัดจากแพปลาบ้านน้ำเค็ม&nbsp;ลอยลำตามกระแสน้ำเข้าสู่หมู่บ้านแล้วจอดสงบนิ่งบนเนินกลางหมู่บ้าน&nbsp;ในสภาพหัวเรือเกยอยู่บนชายคาบ้านหลังหนึ่ง</p><p><strong>นางอุไรวรรณ&nbsp;แดงงาม&nbsp;วัฒนธรรมจังหวัดพังงา&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;</strong>หลังจากเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ&nbsp;ทางภาครัฐมีแนวคิดในการสร้างพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ&nbsp;เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงเหตุการณ์&nbsp;เป็นสถานที่เก็บหลักฐานวัตถุ&nbsp;เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีพิบัติภัยสึนามิ&nbsp;รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม&nbsp;ได้จัดสรรงบประมาณของปี&nbsp;2560&nbsp;จำนวน&nbsp;64.8&nbsp;ล้านบาท&nbsp;เพื่อจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ&nbsp;โดยองค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง&nbsp;ได้จัดซื้อที่ดินจำนวน&nbsp;5&nbsp;ไร่&nbsp;เพื่อรองรับการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์&nbsp;กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดซื้อเรือสีส้ม-ฟ้า&nbsp;ซึ่งเป็นรองรอยหลักฐานสำคัญ&nbsp;และต่อมาได้จัดสรรเงินงบประมาณประจำปี&nbsp;2562&nbsp;จำนวน&nbsp;30&nbsp;ล้านบาท&nbsp;เพื่อดำเนินโครงการตกแต่งภายในอาคาร&nbsp;ซึ่งรับผิดชอบโครงการโดยวัฒนธรรมจังหวัดพังงา</p><p><strong>ในส่วนการออกแบบอาคารพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ</strong>&nbsp;โดย&nbsp;นายพรธรรม&nbsp;ธรรมวิมล&nbsp;ผู้อำนวยการกลุ่มสถาปัตยกรรม&nbsp;สำนักสถาปัตยกรรม&nbsp;กรมศิลปากร,&nbsp;ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา&nbsp;สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม&nbsp;สำนักศิลปกรรม&nbsp;กล่าวแนวคิดในการออกแบบอาคารฯ&nbsp;ภาพรวมว่า&nbsp;เพื่อให้เป็นอนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง&nbsp;สื่อความหมายถึงเหตุการณ์พิบัติภัยสึนามิ&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;26&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2547&nbsp;ผ่านวัตถุพยาน&nbsp;เรือประมงสีส้ม-ฟ้า&nbsp;ซึ่งถูกคลื่นยักษ์สึนามิซัดมาเกยตื้นในพื้นที่บ้านน้ำเค็ม&nbsp;ส่วนรูปแบบสถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตยกรรม&nbsp;สอดผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน&nbsp;เพื่อเน้นความโดดเด่นและสำคัญของเรือทั้ง&nbsp;2&nbsp;ลำ&nbsp;โดยมีจุดหมายเป็นหอชมทัศนียภาพ&nbsp;ของบริเวณบ้านน้ำเค็ม&nbsp;ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือประมงพื้นบ้าน</p><p><strong>ด้านการจัดแสดงและตกแต่งภายในอาคาร&nbsp;ออกแบบและควบคุมโดย&nbsp;</strong>นายวุฒินันท์&nbsp;จินศิริวานิชย์&nbsp;นางสาวชาริณี&nbsp;อรรถจินดา&nbsp;และนายภัทร&nbsp;สำราญสุข&nbsp;สำนักสถาปัตยกรรม&nbsp;กรมศิลปากร&nbsp;โดยมีแนวทางในการออกแบบจากข้อมูลในการสัมภาษณ์ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบเหตุ&nbsp;ข้อมูลภาพถ่ายตามบ้านเรือนประชาชน&nbsp;และการประชุมคณะทำงานด้านวิชาการและประวัติศาสตร์โดยกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน</p><p><strong>การก่อสร้างทุกส่วนแล้วเสร็จ&nbsp;เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน&nbsp;2564</strong>&nbsp;จึงมีกำหนดการเปิดให้บริการประชาชนอย่างเป็นทางการในวันที่&nbsp;4&nbsp;กุมภาพันธ์&nbsp;2565&nbsp;เวลา&nbsp;10.00&nbsp;น.&nbsp;โดยพลเอกประยุทธ์&nbsp;จันทร์โอชา&nbsp;นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม&nbsp;เป็นประธานกล่าวเปิดงานผ่านการถ่ายทอดสดจากทำเนียบรัฐบาล&nbsp;มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม&nbsp;นายอิทฺธิพล&nbsp;คุณปลื้ม&nbsp;ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม&nbsp;นางยุพา&nbsp;ทวีวัฒนะกิจบวร&nbsp;และผู้บริหารระดับสูง&nbsp;ในระดับกระทรวง&nbsp;ระดับจังหวัด&nbsp;หัวหน้าส่วนราชการ&nbsp;องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&nbsp;ตลอดจนประชาชน&nbsp;ประมาณ&nbsp;300&nbsp;คนเข้าร่วมพิธีเปิดภายใต้มาตรการป้องกันและคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด&nbsp;19&nbsp;อย่างเคร่งครัด</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>","2022-03-02T00:00:00","ภาคใต้","พังงา","สวท.ตะกั่วป่า จ.พังงา","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220204082310311"],
    [5,"ASF เปลี่ยนวิถีหมูไทยสู่มาตรฐานฟาร์ม","<p>การประเมินผลกระทบของสุกรไทยจาก ASF ของ Krungthai COMPASS พบว่า&nbsp;4 จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงมาก คือ จังหวัดเชียงใหม่ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และจังหวัดนครราชสีมา&nbsp;โดยมีสัดส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยร้อยละ 97.3, 97.2, 97.2, และ 93.7 ตามลำดับ สูงกว่าสัดส่วนผู้เลี้ยงรายย่อยเฉลี่ยของประเทศที่ร้อยละ 91.5&nbsp;นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ความเสี่ยงสูง 43 จังหวัด อาทิ ขอนแก่น ราชบุรี นครปฐม และความเสี่ยงปานกลาง 29 จังหวัด เช่น จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น&nbsp;ซึ่งเป็นการพิจารณาจากสัดส่วนผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยในแต่ละพื้นที่และสัดส่วนความหนาแน่น หรือปริมาณผลผลิตสุกรในแต่ละจังหวัดต่อจำนวนสุกรทั้งหมด</p><p><br></p><p>การฟื้นตัวของเกษตรกรในการกลับเข้าสู่ระบบการเลี้ยง หลังจากหยุดการเลี้ยงไป&nbsp;ให้สามารถผลิตสุกรได้เพียงพอกับความต้องการของตลาด จำเป็นต้องบูรณาการระบบการเลี้ยง ด้วยการยกระดับการเลี้ยงที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio-security)&nbsp;เพื่อให้สุกรที่เลี้ยงมีความปลอดภัย และปลอดจาก ASF ด้วยแนวทาง P-I-G ได้แก่ P-protect โดยต้องมีการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพื่อป้องกันโรค, I-improve เร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และ G-government ภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้เลี้ยงรายกลางและรายย่อย</p><p><br></p><p>เมื่อดูการขับเคลื่อนของภาคส่วนต่างๆ ในขณะนี้ ในส่วนของภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางแนวทางส่งเสริมและฟื้นฟูการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายเล็กและเกษตรกรรายย่อย&nbsp;ด้วยการกำหนดพื้นที่นำร่อง Pig Sandbox หรือพื้นที่ควบคุมพิเศษ พร้อมอบรมให้ความรู้ด้านการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน ควบคู่กับการอุดหนุนปัจจัยจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นอาหารสัตว์ และลูกสุกรขุนราคาถูก&nbsp;ตลอดจนสนับสนุนช่วยเหลือด้านการเลี้ยง การตลาดและแหล่งทุน</p><p><br></p><p>ขณะที่ภาคผู้เลี้ยง สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ ได้มุ่งเน้นให้ความรู้กับผู้เลี้ยงรายย่อยมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดสัมมนา หลังเว้นวรรค จะกลับมาอย่างไรให้ปลอดภัย เพื่อการรับมือสถานการณ์ ASF ด้วยการป้องกันโรค ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เกษตรกรควรเรียนรู้และเตรียมความพร้อมปูพื้นฐานความรู้ให้สามารถกลับมาเลี้ยงหมูได้อีกครั้งอย่างเข้มแข็ง</p><p><br></p><p>หากภาคการเลี้ยง โดยเฉพาะผู้เลี้ยงรายย่อยได้ปรับเปลี่ยนระบบให้มีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ผนวกกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ภาครัฐจะจัดสรรให้ มั่นใจเหลือเกินว่า จะช่วยให้มีสุกรที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยกลับเข้าสู่ระบบ</p><p><br></p><p>ความร่วมมือของทุกภาคส่วนนี้ นับเป็นการเติมเต็มความพร้อม&nbsp;ซึ่งจะช่วยยกระดับให้ฟาร์มเล็กฟาร์มน้อยต่างๆ มีระบบป้องกันโรค และการเลี้ยงสัตว์ที่มีความเหมาะสม หากดำเนินการอย่างรัดกุม</p><p><br></p><p>สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นอีกสิ่งสะท้อนให้เกษตรกรได้ทราบถึงความสำคัญของการจัดการฟาร์ม และการป้องกันโรค ที่เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันความเสียหาย&nbsp;และจะนำพาให้อุตสาหกรรมนี้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน</p>","2022-03-02T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220203220810284"],
    [6,"ASF ปัจจัยหมูแพงทั้งภูมิภาคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง","<p>ในปี&nbsp;2561&nbsp;ผลกระทบจากโรคระบาดแอฟริกัน&nbsp;สไวน์&nbsp;ฟีเว่อร์&nbsp;(African&nbsp;Swine&nbsp;Fever&nbsp;:&nbsp;ASF)&nbsp;แพร่กระจายจากยุโรปเข้ามาในเอเซีย&nbsp;โดยมีจีนเป็นประเทศแรกที่มีการรายงานหมูติดโรคนี้เริ่มจากหนึ่งจังหวัดและกระจายไป&nbsp;32&nbsp;จังหวัด&nbsp;ทำให้มีการทำลายหมูในประเทศจีนไปมากกว่า&nbsp;50%&nbsp;ของการผลิตในประเทศ&nbsp;โดยในปี&nbsp;2560&nbsp;มีการผลิตหมูประมาณ&nbsp;650&nbsp;ล้านตัวต่อปี&nbsp;ที่สำคัญคือราคาหมูหน้าฟาร์มพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์จาก&nbsp;12.2&nbsp;หยวนต่อกิโลกรัม&nbsp;(ประมาณ&nbsp;64&nbsp;บาท)&nbsp;ในเดือนกุมภาพันธ์&nbsp;2562&nbsp;เป็น&nbsp;37&nbsp;หยวน&nbsp;(180-190&nbsp;บาท)&nbsp;ในช่วงปลายปี&nbsp;2562&nbsp;ซึ่งราคาขายปลีกเนื้อหมูจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากราคาหน้าฟาร์ม&nbsp;</p><p>เวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงรองจากจีน&nbsp;ที่ตรวจพบ&nbsp;ASF&nbsp;ในประเทศ&nbsp;เมื่อเดือนกุมภาพันธ์&nbsp;2562&nbsp;และแพร่กระจายไป&nbsp;63&nbsp;จังหวัด&nbsp;จนต้องทำลายหมูไปประมาณ&nbsp;5.9&nbsp;ล้านตัว&nbsp;หรือ&nbsp;22%&nbsp;ของการผลิตในประเทศ&nbsp;ส่งผลให้ราคาหมูหน้าฟาร์มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ตามหลังจีนมาติดๆ&nbsp;ราคาเฉลี่ย&nbsp;49,000-49,500&nbsp;ดองต่อกิโลกรัม&nbsp;(ประมาณ&nbsp;176-180&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม)&nbsp;&nbsp;</p><p>จากสถานการณ์โรคระบาดดังกล่าว&nbsp;ทั้งสองประเทศประสบปัญหาขาดแคลนเนื้อหมูอย่างหนัก&nbsp;ต้องใช้เวลาประมาณ&nbsp;18-20&nbsp;เดือน&nbsp;ในการกอบกู้สถานการณ์การผลิตและราคาให้กลับมาเป็นปกติ&nbsp;ด้วยการประกาศนโยบายที่เคร่งครัด&nbsp;เช่น&nbsp;การจัดการโซนนิ่งจำกัดพื้นที่โรคระบาดในรัศมี&nbsp;5-10&nbsp;กิโลเมตร&nbsp;และส่งหมูเข้าโรงชำแหละในพื้นที่แทนการเคลื่อนย้ายข้ามเขต&nbsp;การจ่ายเงินชดเชยเพื่อจูงใจให้เกษตรกรทำลายหมูตามหลักวิชาการทันทีที่พบการระบาดของโรค&nbsp;จัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ&nbsp;เร่งหาแม่พันธุ์หมูเพื่อผลิตลูกหมูสำหรับเข้าเลี้ยงรอบใหม่&nbsp;ปรับปรุงและฟื้นฟูเกษตรกรรายย่อย&nbsp;รายเล็ก&nbsp;ให้เป็นไปตามมาตรฐานฟาร์ม&nbsp;ตามแนวทางการป้องกันโรค&nbsp;รวมถึงการนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค</p><p>หันมาดูประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดช้ากว่าทั้ง&nbsp;2&nbsp;ประเทศ&nbsp;เกือบ&nbsp;2&nbsp;ปี&nbsp;ผลที่ปรากฎวันนี้&nbsp;การเปิดเผยความจริงของไทยว่าพบโรค&nbsp;ASF&nbsp;ที่โรงชำแหละในจังหวัดนครปฐม&nbsp;เมื่อเดือนมกราคม&nbsp;2565&nbsp;และการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น&nbsp;เช่นจังหวัดที่มีการเลี้ยงหนาแน่นอย่างราชบุรีและนครปฐม&nbsp;ภาวะโรคที่เกิดขึ้นนี้กลายเป็นผลทางจิตวิทยาที่มีต่อเกษตรกร&nbsp;ทำให้มีการเลิกเลี้ยง&nbsp;หรือหยุดการเลี้ยงไปมากกว่าครึ่ง&nbsp;มีการประเมินว่าผลผลิตในประเทศหายไป&nbsp;50%&nbsp;โดยแม่พันธุ์ทั่วประเทศลดลงจาก&nbsp;1.1&nbsp;ล้านตัว&nbsp;เหลือ&nbsp;500,000&nbsp;ตัวต่อปี&nbsp;ส่งผลให้หมูขุนลดลงจาก&nbsp;21-22&nbsp;ล้านตัว&nbsp;เหลือ&nbsp;12-13&nbsp;ล้านตัวต่อปี&nbsp;&nbsp;</p><p>ไม่ต่างจากจีนและเวียดนาม&nbsp;อุปทานของไทยหายไปจำนวนมากเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันราคาเฉลี่ยหมูเนื้อแดงในช่วงเดือนมกราคม&nbsp;2565&nbsp;ขึ้นไปแตะ&nbsp;250&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;โดยราคาหน้าฟาร์มที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากปลายเดือนธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;ที่ราคาเฉลี่ย&nbsp;98&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เป็น&nbsp;110&nbsp;บาท&nbsp;ช่วงสัปดาห์ที่&nbsp;2&nbsp;ของเดือนมกราคมปีนี้&nbsp;จนสมาคมผู้เลี้ยสุกรแห่งชาติต้องประกาศรักษาระดับราคาหน้าฟาร์มไม่ให้เกิน&nbsp;110&nbsp;บาท&nbsp;จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์&nbsp;2565&nbsp;โดยไม่ต้องมีใครมากำหนดราคา&nbsp;เพื่อไม่ให้กลไกตลาดเสียหาย</p><p>ขณะเดียวกัน&nbsp;จากการเดินหน้าตรวจสต๊อกของผู้ผลิตและห้องเย็นทั่วประเทศอย่างเข้มข้น&nbsp;ทำให้มีการทยอยนำสต๊อกออกสู่ตลาดต่อเนื่อง&nbsp;หากแต่การบริโภคของผู้บริโภคก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้น&nbsp;เหตุจากภาวะเศรษฐกิจภาคครัวเรือนที่ถดถอย&nbsp;ทำให้ปริมาณหมูกลับสู่สมดุล&nbsp;ราคาขายปลีกหน้าเขียงจึงลดต่ำลง&nbsp;ส่วนราคาหน้าฟาร์มอ่อนตัวลงไปอยู่ที่&nbsp;100&nbsp;-104&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;(วันที่&nbsp;1&nbsp;กุมภาพันธ์&nbsp;2565)&nbsp;ซึ่งคาดว่าราคาจะลดลงอีก&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;รัฐบาลไทยยังไม่มีการนโยบายนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนและราคาสูงอย่างที่บางฝ่ายแนะนำ&nbsp;เพราะต้องพิจารณาสมดุลผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผลกระทบต่อเกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว</p><p>อย่างไรก็ตาม&nbsp;นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์&nbsp;สัตวแพทย์ศาสตร์&nbsp;สมาคมผู้เลี้ยงหมูแห่งชาติ&nbsp;และกรมปศุสัตว์&nbsp;มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า&nbsp;การฟื้นฟูอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทย&nbsp;โดยเฉพาะรายย่อยและรายเล็กต้องใช้เวลา&nbsp;1-2&nbsp;ปี&nbsp;ในการเพิ่มผลผลิตให้กลับสู่ภาวะปกติ&nbsp;แต่ราคาหน้าฟาร์มและราคาขายปลีกเนื้อหมูจะไม่กลับไปต่ำที่ระดับ&nbsp;70-80&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เช่นเดิมอีก&nbsp;เนื่องจากเกษตรกรมีต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้นจากปัจจัยการป้องกันโรค&nbsp;รวมถึงราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น&nbsp;ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีการปรับราคาขึ้น&nbsp;30%&nbsp;ในปีที่ผ่านมา&nbsp;ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในรอบ&nbsp;13&nbsp;ปี&nbsp;ทั้งกากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์</p><p>เหนือสิ่งอื่นใด&nbsp;โรคระบาด&nbsp;ASF&nbsp;อยู่เหนือการควบคุมเพราะยังไม่มีวัคซีนและยารักษาหากมีการระบาดของโรค&nbsp;แต่ป้องกันได้ด้วยการทำมาตรฐานฟาร์มตามหลักสากล&nbsp;และมาตรการป้องกันโรคระบาดด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี้&nbsp;(Biosecurity)&nbsp;เพื่อป้องกันโรคจากภายนอกเข้าสู่ฟาร์ม&nbsp;และป้องกันโรคจากฟาร์มสู่ภายนอก&nbsp;เพื่อควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด&nbsp;ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการเดินสายอบรมเกษตรกรในการฟื้นฟูฟาร์มอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล&nbsp;เพื่อส่งเสริมความรู้และสร้างความมั่นใจให้กับเกษตกรในเลี้ยงหมูรอบใหม่&nbsp;โดยเฉพาะระบบไบโอซีเคียวริตี้&nbsp;ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมากในการป้องกันโรค&nbsp;เหล่านี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้&nbsp;แต่เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น&nbsp;เราต้องรับมืออย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพตามความเป็นจริง&nbsp;เพื่อจบปัญหาในระยะเวลาอันสั้นไม่ซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป</p><p><br></p><p&nbsp;class=\"ql-align-right\">&nbsp;อัปสร&nbsp;พรสวรรค์</p>","2022-04-02T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220204212934705"],
    [7,"รายงานพิเศษ : ตลาดพอใจสกลนคร ลดค่าครองชีพ คนขายพอใจ คนซื้อถูกใจ","<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตลาดพอใจจังหวัดสกลนคร&nbsp;กลับมาคึกคักอีกครั้ง&nbsp;หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&nbsp;พ่อค้า&nbsp;แม่ค้า&nbsp;ต่างนำผลิตภัณฑ์ชุมชน&nbsp;ผลผลิตทางการเกษตร&nbsp;ที่สะอาด&nbsp;ปลอดภัย&nbsp;รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก&nbsp;มาจำหน่าย&nbsp;คนขายพอใจ&nbsp;คนซื้อถูกใจ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>บริเวณพื้นที่ด้านข้างวิทยาลัยอาชีวศึกษาสกลนครพัฒนศิลป์&nbsp;บ้านน้อยจอมศรี&nbsp;ตำบลฮางโฮง&nbsp;อำเภอเมืองสกลนคร&nbsp;จังหวัดสกลนคร</strong>&nbsp;ได้เปิดเป็น&nbsp;\"ตลาดพอใจ\"&nbsp;ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของวิทยาลัยฯ&nbsp;ที่เปิดให้พ่อค้า&nbsp;แม่ค้า&nbsp;เกษตรกรที่สนใจ&nbsp;นำผลิตภัณฑ์ชุมชน&nbsp;ผลผลิตทางการเกษตร&nbsp;ที่สะอาด&nbsp;ปลอดภัย&nbsp;รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกมาจำหน่าย&nbsp;เป็นตลาดวิถีชุมชนที่คนขายต่างก็พอใจ&nbsp;คนซื้อก็ถูกใจ&nbsp;เพราะนอกจากจะสินค้าถูกดี&nbsp;มีคุณภาพแล้ว&nbsp;ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนด้วย&nbsp;โดยเปิดจำหน่ายทุกวันเสาร์&nbsp;ตั้งแต่&nbsp;06.00-12.00&nbsp;น.</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ดร.วิษณุ&nbsp;อ๋องสกุล&nbsp;ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาสกลนครพัฒนศิลป์&nbsp;ในฐานะเลขาธิการหอการค้าจังหวัดสกลนคร</strong>&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ตลาดพอใจ&nbsp;แห่งนี้&nbsp;เป็นพื้นที่สำหรับกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์&nbsp;นำผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยมาจำหน่าย&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ยังมีร้านค้าของนักศึกษา&nbsp;ที่ทางวิทยาลัยสอนให้ทดลองทำด้วยการปฏิบัติจริง&nbsp;เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์&nbsp;ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ที่มาเที่ยวชมมากขึ้น&nbsp;แต่พอเจอสถานการณ์โควิด-19&nbsp;จึงทำให้ซบเซาลงไป&nbsp;ครั้งนี้&nbsp;เมื่อเปิดตลาด&nbsp;ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง&nbsp;โดยได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสกลนคร&nbsp;จัดโครงการผู้ว่าฯลดค่าครองชีพประชาชน&nbsp;นำสินค้าอุปโภค&nbsp;บริโภค&nbsp;ราคาประหยัดมาจำหน่ายด้วย</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ด้าน&nbsp;นางอุทัย&nbsp;จันทพงษ์&nbsp;กลุ่มจักสานตะกร้าบ้านนาดอกไม้&nbsp;ตำบลฮางโฮง&nbsp;อำเภอเมืองสกลนคร</strong>&nbsp;บอกว่า&nbsp;ช่วงแรกที่โควิด-19&nbsp;ระบาด&nbsp;ตลาดพอใจ&nbsp;จะเงียบมาก&nbsp;ตอนนี้&nbsp;เมื่อสถานณ์การณ์ดีขึ้น&nbsp;ประชาชนระมัดระวังป้องกันตัวเองมากขึ้น&nbsp;ก็เริ่มมีลูกค้ามาเดินซื้อของ&nbsp;ทำให้พ่อค้าแม่ค้า&nbsp;ได้ขายสินค้า&nbsp;พอมีรายได้</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ส่วนลูกค้าอย่างนางสุรีพร&nbsp;หาญมนตรี</strong>&nbsp;ก็บอกว่า&nbsp;ของถูกมาก&nbsp;ทั้งผ้าพื้นเมือง&nbsp;ผักปลอดสาร&nbsp;และสินค้าราคาถูก&nbsp;พอใจมาก&nbsp;เป็นการลดค่าครองชีพได้มากทีเดียว</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>เมื่อคนขายพอใจ&nbsp;คนซื้อถูกใจ&nbsp;ตลาดพอใจ&nbsp;แห่งนี้&nbsp;จึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง</strong>&nbsp;ในทุก&nbsp;ๆ&nbsp;วัน&nbsp;จะมีร้านกาแฟ&nbsp;รสชาติดีอย่างร้านมาม่าดู&nbsp;คาเฟ่&nbsp;ให้ลูกค้าได้มานั่งชิล&nbsp;ๆ&nbsp;ถ่ายรูป&nbsp;จิบกาแฟ&nbsp;แลผลิตภัณฑ์</p>","2022-05-02T00:00:00","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","สกลนคร","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220205165624900"],
    [8,"นักวิชาการแนะเลือกไส้กรอกจากผู้ผลิตมาตรฐาน พร้อมระบุวิธีอุ่นเลี่ยงไขมัน","<p>รศ.ดร.อินทาวุธ สรรพวรสถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ข่าวโรงงานไส้กรอกที่ไม่ถูกสุขลักษณะอาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนกังวลใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว \"ไส้กรอก\" ที่หลายคนโปรดปรานยังสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย เพียงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตและการบรรจุที่ดีจากผู้ผลิตที่มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน&nbsp;</p><p><br></p><p><em>ปัจจุบันการผลิตไส้กรอกของไทยมีพัฒนาการก้าวหน้าไปมาก ผู้ผลิตรายใหญ่นำเทคโนโลยีการผลิต เช่น ระบบการผลิตอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง การผลิตโดยไม่ใช้สารกันเสียอื่นๆ นอกเหนือจากสารที่จำเป็นและมีอยู่ในสูตรการผลิต ทั้งยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ในมาตรฐานความปลอดภัย\"</em> รศ.ดร.อินทาวุธ กล่าว</p><p><br></p><p>สำหรับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ไส้กรอก แนะนำให้พิจารณาจากลักษณะภายนอกของไส้กรอก ที่ไม่ควรมีสีชมพูหรือแดงเข้มจนเกินไป สีของผลิตภัณฑ์ควรเป็นตามสีของวัตถุดิบตั้งต้นด้วย ขณะที่รสชาติต้องตรงกับความเป็นธรรมชาติของประเภทของเนื้อสัตว์นั้นๆ ที่สำคัญ ควรเลือกผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ บนบรรจุภัณฑ์จะต้องระบุสถานที่ผลิต วันผลิต และวันหมดอายุอย่างชัดเจน มีเครื่องหมาย อย. หรือมอก. เป็นต้น</p><p><br></p><p>ขณะเดียวกัน ไส้กรอกเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูปที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยการทำให้สุกโดยใช้ความร้อน&nbsp;ดังนั้น ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้วิธี อุ่น ไส้กรอกได้ง่ายๆ เพียงนำไปลวกในน้ำร้อน นึ่ง หรืออุ่นในไมโครเวฟ หลีกเลี่ยงการทอดก็จะเลี่ยงการได้รับไขมันจากวิธีทอดด้วย&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>ทั้งนี้ คนไทยไม่ได้บริโภคไส้กรอกกันเป็นอาหารหลัก หรือมากเท่ากับคนในชาติตะวันตก ดังนั้น ในเรื่องปริมาณการบริโภคจึงไม่มีประเด็น การบริโภค ไส้กรอกคุณภาพ อย่างพอดีจึงไม่มีปัญหาใด อย่างไรก็ตาม หากรับประทานร่วมกับผักต่าง ๆ ก็จะได้สารต้านอนุมูลอิสระและช่วยในการขับถ่าย รวมทั้งควรรับประทานอาหารหลากหลายให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน ควบคู่การออกกำลังกายด้วย ก็จะทำให้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และห่างไกลโรคภัย</p>","2022-06-02T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220206150434095"],
    [9,"กินไส้กรอกอย่างสบายใจ ปลอดภัย ไม่กลัวอ้วน","<p>ไส้กรอกจัดเป็นแหล่งของโปรตีน มีกระบวนการผลิตโดยใช้เนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก ผ่านการบดละเอียดขึ้นรูปเป็นไส้กรอก และทำให้สุกโดยใช้ความร้อน ใส่ส่วนผสมต่างๆ จนได้รสชาติที่อร่อย กลมกล่อม ในกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานจะใช้เนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพ ไม่ใช้เศษเนื้อ และมีการตรวจสอบสิ่งปนเปื้อนก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิต</p><p><br></p><p>การแปรรูปอาหารเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบอาหารในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ทำให้อาหารสามารถเก็บได้นานขึ้นกว่าวัตถุดิบอาหารสด เช่น การนำเนื้อสัตว์ไปแปรรูปเป็นไส้กรอก แฮม ทำให้สามารถเก็บได้นาน สิ่งสำคัญของการแปรรูปอาหารที่ต้องคำนึงถึงนั้นคือเรื่องของความปลอดภัย เมื่อรับประทานแล้วต้องไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย</p><p><br></p><p>ในการประกอบอาหารส่วนใหญ่จะผ่านกรรมวิธีผัด นึ่ง อบ ทอด เพื่อให้อาหารสุกพร้อมรับประทาน แต่กระบวนการทอดหรือผัดนั้นจะมีน้ำมันที่ให้พลังงานสูงขึ้น เช่น ไส้กรอกทอดจะให้พลังงานมากกว่าไส้กรอกที่ผ่านการอบหรือนึ่ง ถ้ารับประทานเป็นประจำในปริมาณมากติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วน มีภาวะคอเลสเตอรอลสูง</p><p><br></p><p>สำหรับภาวะโรคอ้วน เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases : NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคตับ เป็นต้น โดยมีสาเหตุจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำ รวมถึงของหวาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ออกกำลังกาย&nbsp;</p><p><br></p><p>ดังนั้น กรรมวิธีในการประกอบอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย เพราะการรับประทานไส้กรอกในปริมาณที่เหมาะสมไม่ได้ทำให้อ้วน แต่การรับประทานของทอดหรือมันมากๆ ไม่ว่าจะประเภทใดก็ตาม จะส่งผลทำให้เกิดภาวะโรคอ้วนอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องภาวะโรคอ้วน จึงแนะนำว่าควรรับประทานให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ ระมัดระวังในการรับประทานของทอด หวาน มัน เค็ม</p><p><br></p><p>ทั้งนี้ ผู้ผลิตควรให้ความใส่ใจกับการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบจนถึงการบรรจุ เพื่อให้ได้ไส้กรอกที่มีคุณภาพดี ถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัยมากที่สุด นอกจากนี้ผู้ผลิตที่มีมาตรฐานจะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการปนเปื้อน และการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะทำให้เกิดการเสื่อมเสียของไส้กรอกได้ ส่วนอีกประเด็นคือเรื่องของการใช้ไนไตรท์เป็นวัตถุเจือปนอาหารในผลิตภัณฑ์ไส้กรอก ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา (อย.) เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนิฐพร วังใน&nbsp;</p><p class=\"ql-align-right\">อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร&nbsp;</p><p class=\"ql-align-right\">คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์</p>","2022-10-02T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220210154954750"],
    [10,"รายงานพิเศษ : \"การปกป้องผืนป่าและทรัพยากรของประเทศจากการลักลอบบุกรุกและแผ้วถางป่า\"","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;\"การปกป้องผืนป่าและทรัพยากรของประเทศจากการลักลอบบุกรุกและแผ้วถางป่า\"</u></strong></p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;ยังคงมุ่งมั่นปกป้องผืนป่าและทรัพยากรของประเทศต่อเนื่อง&nbsp;โดยให้กรมป่าไม้คุมเข้มการบุกรุกป่าและลักลอบตัดไม้เขตป่าอย่างเด็ดขาด&nbsp;หลังพบเครือข่ายเล่าต๋าแผ้วถางป่าพื้นที่ในโครงการร้อยใจรักษ์กว่า&nbsp;24&nbsp;ไร่ในเขตป่าแม่อาย&nbsp;พร้อมเดินหน้าดำเนินคดีให้ถึงที่สุด</strong>&nbsp;</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติของประชาชน&nbsp;ภาครัฐได้กำหนดกฎกติกาและระเบียบไว้อย่างชัดเจน&nbsp;โดยเฉพาะการเข้าทำประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับการผ่อนผันก่อนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่&nbsp;30&nbsp;มิถุนายน&nbsp;2541</strong>&nbsp;ซึ่งการได้รับผ่อนผันให้เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ได้จะต้องช่วยกันรักษาพื้นที่ดังกล่าวไว้&nbsp;หากไม่เป็นไปตามกติกาที่กำหนดจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย&nbsp;เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่มีความผิดในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่&nbsp;ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เองต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วยความเข้มแข็งแต่ไม่ใช่ความแข็งกร้าว&nbsp;และอ่อนน้อมแต่ไม่ใช่ความอ่อนแอ&nbsp;สิ่งสำคัญเน้นการพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้เกิดความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ&nbsp;เพราะการมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นในประเทศเท่ากับมีพื้นที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้นด้วย&nbsp;ดังนั้น&nbsp;การมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆจะช่วยปกป้องผืนป่าและฟื้นฟูทรัพยากรให้สมบูรณ์ได้อย่างประสบผลสำเร็จมากที่สุด&nbsp;แต่ยังพบมีบุคคลบางกลุ่มพยายามใช้ประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์และแผ้วถางบุกรุกป่าอยู่</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปัจจุบันกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;ได้เร่งสำรวจพื้นที่ตามเงื่อนไขของ&nbsp;คทช.&nbsp;ไปแล้วประมาณ&nbsp;3.9&nbsp;ล้านไร่&nbsp;โดยให้สิทธิ์ทำกินไม่ใช่ให้เอกสารสิทธิ์ครอบครอง&nbsp;จึงไม่สามารถซื้อขายได้&nbsp;แต่สามารถสืบทอดโดยสันดานได้&nbsp;เพื่อให้ประชาชนได้อยู่อย่างถูกกฎหมาย&nbsp;</strong>อย่างการจับกุมการลักลอบตัดไม้และเข้าตรวจยึดที่ดินหลังพบการบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง&nbsp;ต.ท่าตอน&nbsp;อ.แม่อาย&nbsp;จ.เชียงใหม่&nbsp;พบการตัดโค่นต้นไม้จนพื้นที่เตียนโล่ง&nbsp;ไถปรับหน้าดินเป็นบริเวณกว้าง&nbsp;และขุดสระเก็บน้ำขนาดกว่า&nbsp;1&nbsp;ไร่&nbsp;รวมเป็นรอบแปลงที่ดินกว่า&nbsp;24&nbsp;ไร่&nbsp;ซึ่งจากการตรวจสอบกลับพบเป็นที่ดินของผู้มีอิทธิพลยาเสพติดรายใหญ่ของประเทศ&nbsp;หรือเครือข่ายเล่าต๋า&nbsp;นายวราวุธ&nbsp;ศิลปอาชา&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ถูกอายัติและยึดทรัพย์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว&nbsp;ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่อนุญาตให้นายเล่าต๋า&nbsp;แสนลี่&nbsp;และภรรยาทำประโยชน์&nbsp;จนถูกจับกุมในคดียาเสพติดจำคุกตลอดชีวิต&nbsp;จากนั้นโครงการร้อยใจรักษ์ได้เข้ามาทำแปลงปลูกและฟื้นฟูพื้นที่จนมีความสมบูรณ์&nbsp;แต่พบมีเครือข่ายเล่าต๋ามาแผ้วถางและตัดต้นไม้&nbsp;ถือเป็นการกระทำผิดพระราชบัญญัติป่าไม้ฯโดยไม่ได้รับอนุญาต&nbsp;เจ้าหน้าที่จึงได้ติดประกาศรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเตรียมฟื้นฟูให้กลับมาสมบูรณ์&nbsp;พร้อมย้ำ&nbsp;การดำเนินการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ต้องการให้ทุกคนรู้ว่าไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย</p><p><br></p><p>.............&nbsp;เสียง&nbsp;..............</p><p><br></p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ขณะที่&nbsp;กรมป่าไม้&nbsp;จะบังคับใช้กฎหมายป่าไม้&nbsp;มาตรา&nbsp;25&nbsp;แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ&nbsp;พ.ศ.2507&nbsp;อย่างเด็ดขาด&nbsp;</strong>และวางแผนดำเนินการฟื้นฟูป่าแม่อายที่ถูกบุกรุกให้คืนสภาพป่าสมบูรณ์ต่อไป&nbsp;พร้อมมีแนวทางจะจัดตั้ง&nbsp;\"ศูนย์รับเรื่องราวให้คำปรึกษาปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\"&nbsp;เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีช่องทางการแจ้งปัญหาเรื่องร้องเรียนต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ</p>","2022-11-02T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220211084402929"],
    [11,"รายงานพิเศษ น้ำคืนชีวิต จังหวัดอุดรธานี","<p>&nbsp;นายวิชัย&nbsp;จาตุรงค์กร&nbsp;ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&nbsp;นำนายเกรียงศักดิ์&nbsp;ถวายชัย&nbsp;ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี&nbsp;และคณะเยี่ยมชมแปลงเกษตรของนายเที่ยง&nbsp;จันทร์แจ้ง&nbsp;เกษตรกรบ้านปะโค&nbsp;ตำบลกุดจับ&nbsp;อำเภอกุดจับ&nbsp;จังหวัดอุดรธานี&nbsp;พื้นที่รับน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&nbsp;เขตโซน&nbsp;2&nbsp;ฝายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่&nbsp;3&nbsp;หลังโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวงปล่อยน้ำให้เกษตรในพื้นที่ทำการเกษตรฤดูแล้ง&nbsp;หวังพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร&nbsp;เสริมรายได้&nbsp;ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน</p><p>นายวิชัย&nbsp;จาตุรงค์กร&nbsp;ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&nbsp;กล่าววา&nbsp;โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&nbsp;มีปริมาณน้ำกักเก็บหลังส่งน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง&nbsp;เมื่อสิ้นฤดูฝน&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;ที่&nbsp;78&nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&nbsp;จากการประชุมกลุ่มผู้ใช้น้ำ&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;9&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;ที่ประชุมมีมติจัดสรรปริมาณน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี&nbsp;2565&nbsp;โดยไม่มีผลกระทบกับปริมาณน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค&nbsp;และอื่นๆ&nbsp;รวมพื้นที่เพาะปลูกทั้งสิ้น&nbsp;8,000&nbsp;ไร่&nbsp;แยกเป็นสนับสนุนในพื้นที่ส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งขวา&nbsp;3,500&nbsp;ไร่&nbsp;และพื้นที่คลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย&nbsp;4,500&nbsp;ไร่&nbsp;</p><p><br></p><p>จากการติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกในพื้นที่&nbsp;&nbsp;พบพื้นที่คลองส่งน้ำฝั่งขวามีการเพาะปลูกเพียง&nbsp;1,623&nbsp;ไร่&nbsp;และพื้นที่เพาะปลูกคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย&nbsp;มีการเพาะปลูกเพียง&nbsp;2,812&nbsp;ไร่&nbsp;รวม&nbsp;4,435&nbsp;ไร่&nbsp;ทั้งนี้อาจเป็นเพราะห้วง&nbsp;4-5&nbsp;ปีที่ผ่านมา&nbsp;ปริมาณน้ำมีจำนวนจำกัดต้องสำรองเพื่อการอุปโภคบริโภค&nbsp;มีเพียงการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกถั่งลิสง&nbsp;พืชอัตลักษณ์ของพื้นที่&nbsp;2,000&nbsp;ไร่&nbsp;คาดเมื่อสิ้นฤดูการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี&nbsp;2565จะมีปริมาณน้ำเหลือในอ่างห้วยหลวงที่&nbsp;40&nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&nbsp;ซึ่งเป็นปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและสำรองไว้ในช่วงต้นฤดูฝนกรณีฝนทิ้งช่วงต่อไป&nbsp;</p><p><br></p><p>&nbsp;นายเที่ยง&nbsp;จันทร์แจ้ง&nbsp;กล่าวว่าในการทำเกษตรทุกปีที่ผ่านมา&nbsp;ตนใช้การเจาะบ่อบาดาลแก้ไขปัญหาน้ำ&nbsp;จึงไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ&nbsp;ส่วนในปีนี้ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&nbsp;ได้ส่งน้ำให้เกษตรกรปลูกพืชฤดูแล้ง&nbsp;ทำให้ประหยัดต้นทุน&nbsp;หากไม่มีน้ำชลประทานจะต้องใช้น้ำบาดาล&nbsp;จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าน้ำมันเชื้อเพลิง&nbsp;ตนได้วางแผนบริหารจัดการพืชที่ที่มีอยู่ทำการเกษตรผสมผสาน&nbsp;ยกร่องปลูกถั่วลิสงซึ่งเป็นพืชน้ำน้อยและเป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอกุดจับ&nbsp;ปลูกมันญี่ปุ่น&nbsp;และมันสำปะหลังเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว&nbsp;</p>","2022-11-02T00:00:00","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","อุดรธานี","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220211121900063"],
    [12,"กลไกตลาดเสรี ช่วยหมูลดราคา โอกาสผู้บริโภค พับแผนนำเข้าหมูซ้ำเติมเกษตรกร","<p>ภาวะราคาเนื้อหมูแพงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ที่สุดแล้วก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับ กลไกตลาด ที่สามารถทำงานได้อย่างเสรี โดยไม่มีการควบคุมให้กลไกผิดเพิ้ยน ทำให้ปริมาณหมูทั่วประเทศที่แม้จะลดลงมากกว่า 50% กลับสู่สมดุลกับความต้องการบริโภคได้ หลังจากผู้บริโภคหยุดบริโภคเนื้อหมูไประยะหนึ่ง เมื่ออุปสงค์กับอุปทานกลับมาอยู่ในจุดเดียวกัน ราคาหมูจึงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ปัจจุบันเนื้อหมูในท้องตลาดราคาอ่อนตัวลง หมูสันนอก-สันใน ราคา 190 บาทต่อกิโลกรัม หมูเนื้อแดง 170 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนหมูบด 120-140 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาหมูขุนมีชีวิตหน้าฟาร์มตามประกาศราคาแนะนำของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สัปดาห์ล่าสุดอยู่ที่ 94-97 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศได้ร่วมกันรักษาระดับราคามาเป็นสัปดาห์ที่ 5 เพื่อช่วยเหลือด้านค่าครองชีพให้กับประชาชน และไม่ให้ต้องตกเป็นจำเลยสังคมว่าเป็นตัวการทำให้ราคาหมูแพง&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p>กลไกตลาดที่ทำให้ราคาหมูย่อตัวลง เป็นผลดีต่อการกระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภค เมื่อผนวกกับมาตรการของรัฐบาลในโครงการคนละครึ่งเฟส 4 ยิ่งเป็นปัจจัยบวกกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อหมู รวมถึงเนื้อไก่โปรตีนคุณภาพดีที่ราคาไม่สูง จากการสำรวจราคาล่าสุด น่องไก่ 65 บาทต่อกิโลกรัม น่องติดสะโพก 70 บาทต่อกิโลกรัม อกไก่-ปีกไก่ 80 บาทต่อกิโลกรัม ไก่ตัว 75-80 บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>เวลานี้จึงเป็นนาทีทองของผู้บริโภค ที่สามารถเลือกบริโภคได้ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ได้ในราคาเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ส่วนประเด็น \"การกักตุนเนื้อหมู\" ปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความกระจ่าง ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการว่า โดยหลักกฎหมายหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกักตุน ซึ่งหมายถึงการปฏิเสธการจำหน่าย ทั้งที่มีสินค้าและมีผู้ขอซื้อสินค้าเข้ามาแต่ไม่จำหน่าย แต่โดยสภาพความเป็นจริงแล้ว ทุกจุดขายปลีกทั่วประเทศ ทั้งในห้างค้าปลีก ตลาดสด รวมถึงร้านค้า ต่างมีการบริหารการวางสินค้าเนื้อหมูและชิ้นส่วน ตลอดช่วงเวลาการขายได้อย่างไม่ขาดแคลน ดังนั้นจึงไม่ได้เข้าข่ายการกักตุนแต่อย่างใด&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>สำคัญกว่านั้นคือ ในตลาดตอนนี้มีสินค้าจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปริมาณเนื้อหมูมีมากกว่าความต้องการบริโภคด้วยซ้ำ ส่งผลต่อกลไกตลาดได้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>เมื่อเนื้อหมูมีปริมาณมากจนล้น วิธีแก้ปัญหาขาดแคลนด้วยการนำเข้าเนื้อหมู อย่างที่บางฝ่ายแนะนำก็ไม่มีความจำเป็น เพราะไทยมีหมูเพียงพอกับการบริโภค ไม่ได้ขาดแคลน จึงไม่ต้องพึ่งการนำเข้าทั้งเนื้อหมู ชิ้นส่วน หรือหมูแปรรูปจากต่างประเทศ มาซ้ำเติมปัญหาของภาคผู้เลี้ยง อย่านำเข้าโรคหมูต่างถิ่นมาทำร้ายหมูไทย อย่าให้หมูนอกที่ราคาต่ำกว่ามาตีหมูไทย จนทำลายระบบการเลี้ยงหมูให้ย่อยยับ ที่สุดแล้วความมั่นคงทางอาหารของประเทศย่อมสั่นคลอนอย่างแน่นอน&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>สิ่งที่ควรจะทำตอนนี้คือ หันมากินหมู กินไก่ ช่วยเกษตรกร ให้พวกเขาได้มีกำลังต่อยอดอาชีพเดียวให้คงอยู่ต่อไป เพื่อร่วมสร้างเสถียรภาพแก่อุตสาหกรรมหมู ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับอาหารโปรตีนของประเทศไทย</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">ผู้เขียน : เนื่องนที ฤกธิ์เจริญ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร</p>","2022-11-02T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220211160455176"],
    [13,"รายงานพิเศษ : \"การฟื้นฟูผลกระทบคราบน้ำมันรั่วทะเลระยองและการเยียวยาดำเนินคดี\"","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;\"การฟื้นฟูผลกระทบคราบน้ำมันรั่วทะเลระยองและการเยียวยาดำเนินคดี\"</u></strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงสำรวจและติดตามผลกระทบจากคราบน้ำมันดิบรั่วกลางทะเลระยองต่อเนื่อง&nbsp;ประเมินความเสียหายที่เกิดต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมาย&nbsp;พร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในกลุ่มประมงและการท่องเที่ยว</strong>&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>การรั่วไหลของน้ำมันเกิดได้ตามธรรมชาติ&nbsp;อย่างรั่วจากแหล่งน้ำมันใต้ดิน&nbsp;การกระทำของมนุษย์&nbsp;เช่น&nbsp;อุบัติเหตุจากเรือ&nbsp;การขุดเจาะน้ำมัน&nbsp;หรือการลักลอบปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ&nbsp;แต่ส่วนใหญ่เหตุน้ำมันดิบรั่วเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์</strong>&nbsp;โดยเฉพาะการขนส่งทางทะเล&nbsp;มาจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่มีความต้องการใช้พลังงานในประเทศเพิ่มสูงขึ้น&nbsp;แต่สิ่งที่ตามมาจากน้ำมันรั่วในทะเลมีผลร้ายแรงจนน่าตกใจ&nbsp;เนื่องจากน้ำมันที่รั่วลงแหล่งน้ำหรือทะเลจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงสภาพ&nbsp;ทั้งทางกายภาพ&nbsp;เคมี&nbsp;และชีวภาพ&nbsp;เริ่มจากน้ำมันบางส่วนระเหยไปน้ำมันที่เหลือจะเปลี่ยนสภาพไปตามคุณสมบัติเฉพาะของชนิดน้ำมันนั้นๆ&nbsp;ปัจจัยอยู่ที่แสงแดด&nbsp;กระแสน้ำ&nbsp;อุณหภูมิ&nbsp;ส่งผลให้ออกซิเจนในน้ำลดลง&nbsp;แล้วปิดกั้นการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืช&nbsp;สาหร่าย&nbsp;และพืชน้ำต่างๆ&nbsp;เปลี่ยนแปลงสภาวะการย่อยสลายของแบคทีเรียในน้ำ&nbsp;ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นและนกน้ำ&nbsp;และเกิดการสะสมสารพิษในห่วงโซ่อาหารที่เริ่มตั้งแต่ผู้ผลิต&nbsp;(แพลงก์ตอนพืช)&nbsp;ผู้บริโภคขั้นต้น&nbsp;(แพลงก์ตอนสัตว์และปลา)&nbsp;ไปจนถึงผู้บริโภคขั้นสุดท้าย&nbsp;คือ&nbsp;มนุษย์</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>เมื่อวันที่&nbsp;25&nbsp;มกราคมที่ผ่านมา&nbsp;นับเป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยเกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วลงทะเลบริเวณมาบตาพุด&nbsp;จ.ระยอง&nbsp;ของ&nbsp;บริษัท&nbsp;สตาร์&nbsp;ปิโตรเลียม&nbsp;รีไฟน์นิ่ง&nbsp;จำกัด&nbsp;(มหาชน)&nbsp;ที่มีท่อน้ำมันรั่วกลางทะเล&nbsp;จนมีน้ำมันดิบไหลลงทะเลกว่า&nbsp;50,000&nbsp;ลิตร</strong>&nbsp;แม้จะไม่รุนแรงเท่าเมื่อปี&nbsp;2556&nbsp;แต่กระทบกลุ่มประมง&nbsp;การท่องเที่ยว&nbsp;และทรัพยากรธรรมชาติไม่น้อย&nbsp;สิ่งสำคัญประชาชนในพื้นที่เกิดความวิตกกังวลอย่างมาก&nbsp;เพราะพึ่งจะเริ่มฟื้นตัวจากผลกระทบวิกฤติโควิด-19&nbsp;โดยหน่วยงานต่างๆได้เร่งระดมเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เข้ามาช่วยป้องกันไม่ให้คราบน้ำมันเคลื่อนตัวในวงกว้าง&nbsp;แต่ด้วยทิศทางความรุนแรงของกระแสคลื่นและกระแสลมทะเลส่งผลให้คราบน้ำมันบางส่วนเข้ามาถึงชายฝั่งและชายหาดแม่รําพึง&nbsp;จึงระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในพื้นที่ช่วยกันเร่งเก็บกู้ด้วยการใช้เครื่องดูดคราบน้ำมันจุดที่มีความหนาแน่นของน้ำมันออกจากชายหาด&nbsp;และใช้กระดาษและผ้าชนิดพิเศษซับคราบน้ำมัน&nbsp;จนเก็บกู้คราบน้ำมันจนสำเร็จชายหาดกลับมาใสสะอาดอีกครั้ง&nbsp;แต่จำเป็นต้องสำรวจและติดตามผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวต่อเนื่องอย่างเดือน&nbsp;3&nbsp;เดือนไปถึง&nbsp;1&nbsp;ปี</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>นายวราวุธ&nbsp;ศิลปอาชา&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;เน้นย้ำว่าภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจแก้ปัญหา&nbsp;พร้อมเดินหน้าดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญากับบริษัทฯโดยไม่มีข้อยกเว้น&nbsp;</strong>ขณะที่&nbsp;พล.อ.ประยุทธ์&nbsp;จันทร์โอชา&nbsp;นายกรัฐมนตรี&nbsp;และพล.อ.ประวิตร&nbsp;วงษ์สุวรรณ&nbsp;รองนายกรัฐมนตรี&nbsp;ได้กำชับเรื่องการเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน&nbsp;ทั้งกลุ่มประมงและกลุ่มการท่องเที่ยวด้วย&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ขณะเดียวกันจังหวัดระยองเองได้เร่งรวบรวมผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้เช่นกัน&nbsp;เพื่อเร่งฟื้นฟูเยียวยาเร่งด่วน</strong>&nbsp;นายชาญนะ&nbsp;เอี่ยมแสง&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง&nbsp;ย้ำว่า&nbsp;ประชาชนสามารถท่องเที่ยวและรับประทานอาหารทะเลได้&nbsp;โดยจังหวัดมีแผนเผชิญเหตุแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>เนื่องจากน้ำมันรั่วครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ&nbsp;แต่เกิดจากการกระทำของมนุษย์&nbsp;บริษัทฯต้องเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด&nbsp;</strong>โดยการดำเนินคดีจะใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ&nbsp;ซึ่งบริษัทฯเองพร้อมที่จะรับผิดชอบทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้&nbsp;</p>","2022-02-13T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220213115157618"],
    [14,"รายงานพิเศษ เครือข่ายประชาสัมพันธ์ จังหวัดสกลนคร ร่วมสร้างการรับรู้สู่ประชาชน","<p>&nbsp;สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร&nbsp;ได้จัดอบรมสัมมนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์ระดับพื้นที่&nbsp;เพื่อส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไปสู่ประชาชน&nbsp;สร้างการรับรู้&nbsp;เกิดความเข้าใจ&nbsp;ให้ความร่วมมือและนำไปใช้ประโยชน์&nbsp;ได้ในที่สุด&nbsp;ติดตามได้จากรายงาน</p><p><br></p><p>การสร้างและพัฒนาเครือข่ายด้านการประชาสัมพันธ์&nbsp;โดยผ่านกิจกรรมหรือโครงการต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ของกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;นับเป็นบทบาทภารกิจสำคัญของการบริหารเครือข่าย&nbsp;โดยกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;มุ่งหวังให้เครือข่ายดังกล่าว&nbsp;ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายสื่อมวลชน&nbsp;อาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชน&nbsp;หรือ&nbsp;อป.มช&nbsp;ที่กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;สร้างขึ้น&nbsp;</p><p><br></p><p>นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายใหม่ที่เป็น&nbsp;อาสาสมัครสาธารณสุข&nbsp;หรือ&nbsp;อสม.&nbsp;แอดมินเพจ&nbsp;หรือสื่อโซเชียล&nbsp;สื่อวิทยุกระจายเสียง&nbsp;ตลอดจนบุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการประชาสัมพันธ์&nbsp;เป็นช่องทางการกระจายข้อมูลข่าวสาร&nbsp;เพื่อสร้างการรับรู้&nbsp;สร้างความเข้าใจ&nbsp;และประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย&nbsp;</p><p><br></p><p>นางทัศนีย์&nbsp;ผลชานิโก&nbsp;รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;ทุกวันนี้ประชาชนสามารถเลือกใช้สื่อได้หลากหลายช่องทาง&nbsp;เครือข่ายประชาสัมพันธ์&nbsp;ที่กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;ตลอดจนสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดในพื้นที่ต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ได้สร้างและพัฒนาขึ้น&nbsp;ถือเป็นสื่อที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน&nbsp;เป็นผู้นำข้อมูลข่าวสารของทางราชการไปบอกต่อ&nbsp;สร้างการรับรู้&nbsp;ประชาชนมีความเข้าใจ&nbsp;และให้ความเชื่อมั่น</p><p><br></p><p>สิบเอก&nbsp;ภูมิพัฒน์&nbsp;มั่นทอง&nbsp;เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์&nbsp;สถานีวิทยุกระจายเสียง&nbsp;909&nbsp;สำนักงานพัฒนา&nbsp;ภาค&nbsp;2&nbsp;หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา&nbsp;กองบัญชาการ&nbsp;กองทัพไทย&nbsp;และ&nbsp;นางรัชนีกร&nbsp;อัคฮาดศรี&nbsp;เจ้าพนักงานประชาสัมพันธ์&nbsp;ชำนาญงาน&nbsp;เทศบาลนครสกลนคร&nbsp;ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมอบรมสัมมนาผู้ดูแลหอกระจายข่าวและเครือข่ายประชาสัมพันธ์ในชุมชน&nbsp;ที่กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;โดย&nbsp;สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร&nbsp;จัดขึ้น&nbsp;บอกว่ามีความยินดีที่ได้เข้ามาเป็นเครือข่ายประชาสัมพันธ์ระดับพื้นที่&nbsp;ทำให้เกิดการพัฒนาตนเอง&nbsp;และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไปสู่ประชาชน&nbsp;.</p><p><br></p><p>&nbsp;เครือข่ายประชาสัมพันธ์&nbsp;จึงเป็นช่องทางการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไปสู่ประชาชน&nbsp;เพื่อสร้างการรับรู้&nbsp;ก่อให้เกิดความเข้าใจ&nbsp;ให้ความร่วมมือ&nbsp;และพร้อมนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองในที่สุด&nbsp;</p>","2022-02-14T00:00:00","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","สกลนคร","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220214122113894"],
    [15,"หมูลดราคา แล้วจะนำเข้ามาเพื่ออะไร?","<p>ราคาหมูที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 เป็นภาพสะท้อนกลไกตลาดที่ทำงานได้อย่างเสรี จากราคาเนื้อหมูที่สูงขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลในเชิงจิตวิทยาทำให้ผู้บริโภคลดการบริโภคเนื้อหมู เข้าหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ที่เมื่อราคาสินค้าปรับตัวขึ้นสูงมากๆ จากปริมาณสินค้าที่น้อยลงจนไม่เพียงพอกับการบริโภค ในที่สุดผู้บริโภคจะปรับตัวด้วยการหยุดบริโภคไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งปริมาณสินค้าในตลาดกลับมาสมดุลกับความต้องการของตลาด ราคาจะเป็นไปตามปกติเอง&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มปรับลดลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 94-97 บาท ส่วนราคาหน้าเขียงกลับมาต่ำกว่า 200 บาทต่อกิโลกรัม โดยหมูสันนอก-สันในกิโลกรัมละ 190 บาท หมูเนื้อแดงล้วน 170 บาท หมูบด 120  140 บาท ขณะเดียวกัน ห้างค้าปลีกต่างๆก็ร่วมกันจำหน่ายหมูราคาประหยัด อย่างห้างแม็คโครจัดแคมเปญจำหน่ายหมูราคาพิเศษ สะโพกหมูกิโลกรัมละ 150 บาท เพื่อช่วยลดค่าครองชีพแก่ผู้บริโภค&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ภาวะราคาหมูที่ปรับตัวกลับมาปกติได้เอง ด้วยการปล่อยให้กลไกตลาดได้ทำงานอย่างเสรี โดยไม่ต้องมีการควบคุมนี้ ถือเป็นความสำเร็จของการแก้ปัญหาหมูราคาแพง ที่ทั้งนักเศรษฐศาสตร์แนะนำและเกษตรกรผู้เลี้ยงเรียกร้อง เมื่อภาครัฐเปิดใจรับฟังก็ทำให้สถานการณ์ราคาหมูคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ราคาหมูขุนและเนื้อหมูที่ลดลงนี้ แสดงให้เห็นว่าปริมาณหมูเพียงพอค่อนไปทางมากกว่าความต้องการบริโภคเสียด้วยซ้ำ เรื่องที่บางฝ่ายพยายามผลักดันให้มีการนำเข้าหมูมาเพื่อบาลานซ์สต๊อกในประเทศ จึงกลายเป็นคำถามตัวโตๆที่ภาคผู้เลี้ยงอยากถามว่า ในเมื่อหมูลดราคาแล้ว จะให้นำเข้าหมูมาเพื่ออะไร?&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>สุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ ให้ความเห็นว่าการนำเข้าเนื้อหมูเป็นการทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูไทยอย่างแน่นอน และซ้ำเติมปัญหาที่เกษตรกำลังประสบอยู่ เพราะโดยภาพรวมผู้เลี้ยงได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในหมู ทำให้หมูเสียหาย ส่งผลให้ภาคผู้เลี้ยงเกิดความไม่มั่นใจในการลงทุนเลี้ยงหมู ปริมาณหมูในระบบจึงหายไปมากกว่า 50% และมีเกษตรกรที่ต้องเลิกเลี้ยงหมูหรือหยุดเลี้ยงเพื่อรอดูสถานการณ์มากถึง 100,000 ราย จากจำนวนเกษตรกรกว่า 200,000 รายทั่วประเทศ&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>นอกจากนี้ คนเลี้ยงหมูยังต้องแบกรับปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ราคาปรับสูงขึ้นทุกชนิดรวมกว่า 30-40% เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปัจจุบันราคาสูงถึง 10.90 บาทต่อกิโลกรัม และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกเนื่องจากใกล้เสร็จสิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่วนกากถั่วเหลืองนำเข้าราคาพุ่งไปกิโลกรัมละ 20.80 บาท โดยคาดการณ์ผลผลิตจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จากสภาวะอากาศแห้งแล้งในประเทศผู้ผลิตสำคัญทั้งอาร์เจนตินาและบราซิล ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังมีรายจ่ายที่ต้องเสริมเข้าไปมากกว่าภาวะปกติ ทั้งค่าน้ำยาฆ่าเชื้อและสารเสริมสุขภาพในอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคในหมู ทำให้ปัจจุบันต้นทุนการเลี้ยงหมูปรับสูงถึง 94.69 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ผู้เลี้ยงที่ยังอยู่ในระบบจะมีกำไรได้แค่กรณีเดียวคือ หมูต้องมีราคาขายที่เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากกดราคาหมูมีชีวิตลงไปมากกว่า 90 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรเกือบทั้งหมดจะขาดทุนทันที และไม่สามารถกลับเข้าวงจรการเลี้ยงใหม่ได้ ยิ่งปล่อยให้มีการนำเข้าเนื้อหมู ก็จะทำให้ราคาตลาดร่วงลงทันที และเกษตรกรทั้งหมดจะไปต่อไม่ได้ ต้องออกจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูในที่สุด&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ขณะที่นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  กล่าวว่าเป็นข่าวดีของเกษตรกรที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายนำเข้าหมูจากต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เพราะปริมาณเนื้อหมูในประเทศมีเพียงพอกับความต้องการ ราคาหมูลดลงแล้วทั้งหน้าฟาร์มและหน้าเขียง จากการที่ภาครัฐแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด โดยไม่ทำให้กลไกตลาดเสียหาย ที่สำคัญการไม่ปล่อยให้มีการนำเข้า ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกษตรกรหันกลับมาเลี้ยงหมู เพื่อเพิ่มปริมาณหมูเข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุดด้วย&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>วันนี้ทุกภาคส่วนกำลังขับเคลื่อนแนวทางแก้ปัญหาราคาหมูอย่างเป็นระบบ เกษตรกรผู้เลี้ยงเร่งเพิ่มปริมาณหมูเต็มกำลัง ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนเกษตรกรอย่างเต็มที่ ดังนั้นต้องไม่ให้เนื้อหมูนำเข้ามาทำลายเสถียรภาพของอุตสาหกรรมหมู บ่อนทำลายเกษตรกร และฉุดการแก้ปัญหาที่กำลังเป็นไปได้ด้วยดี</p><p>&nbsp;</p><p class=\"ql-align-right\">ผู้เขียน ปฏิภาณ กิจสุนทร นักวิชาการอิสระ ศึกษาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสุกรในประเทศไทย</p>","2022-02-14T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220214164731064"],
    [16,"นักโภชนาการแนะ 5 เคล็ดลับกินไข่ แหล่งโปรตีนที่ครองใจคนไทยมายาวนาน","<p>ดร.สง่า ดามาพงษ์ เผยเคล็ดลับสุขภาพดีได้มาด้วยการบริโภคไข่ ได้คุณค่าอาหารครบถ้วน ย้ำไข่ไม่ใช่สาเหตุคอเลสเตอรอลสูง แต่มาจากพฤติกรรมการบริโภคของทอด ของหวาน อาหารไขมันสูง&nbsp;เค็ม จัด ในปริมาณที่มากและติดต่อกัน แนะหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม-หวาน-มัน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ</p><p><br></p><p>ดร.สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการโภชนาการอิสระ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาไข่ไก่มีการปรับขึ้นลง เป็นไปตามกลไกตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งแล้วจะกลับมาสู่สภาวะปกติ ถือว่าเป็นวัฏจักร ในฐานะผู้บริโภคอย่าไปวิตกกังวลเกินไป ไม่ว่าอย่างไร ไข่ไก่ ก็เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงในราคาที่จับต้องได้ หากได้รับผลกระทบจริงๆ ในช่วงที่ไข่ปรับราคาสูงขึ้นเราก็อาจจะกินน้อยลง หรือหาโปรตีนอย่างอื่นกินทดแทน เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลา เป็นต้น</p><p><br></p><p>ราคาไข่จะขึ้นหรือลง กลับไม่ใช่สาเหตุที่คนไทยกินไข่น้อยกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ จากข้อมูลกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ปี พ.ศ. 2563 คนไทยมีอัตราการบริโภคไข่ไก่เฉลี่ยเพียง 223 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศจีนที่มีการบริโภค 399 ฟองต่อคนต่อปี ญี่ปุ่น 345 ฟองต่อคนต่อปี และมาเลเซีย 314 ฟองต่อคนต่อปี นั่นเพราะส่วนหนึ่งคนไทยมีความเชื่อว่ากินไข่แล้วทำให้คอเลสเตอรอลสูง ซึ่งความเชื่อนี้ฝังลึกอยู่กับคนไทยมานานหลาย 10 ปี ในขณะที่ ต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจประเด็นนี้กันแล้ว เพราะยังไม่มีงานวิจัยชิ้นใดที่ระบุว่าการที่คนกินไข่ในปริมาณมากแล้วส่งผลให้มีคอเลสเตอรอลสูง</p><p><br></p><p>ดร. สง่า กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่แท้จริงของคอเลสเตอรอลสูงมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น กินอาหารที่มีไขมันสูง มีรสชาติหวานจัด มันมาก กินแป้งเยอะ กินผักผลไม้น้อย และไม่ได้ออกกำลังกาย หากลองพิจารณาในอีกมุมหนึ่งจะพบว่า ไข่ คือสุดยอดของอาหาร เป็นวัตถุดิบที่อยู่คู่ครัวคนไทยมายาวนาน เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี ในไข่ 1 ฟองอัดแน่นด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ราคาเข้าถึงง่าย สามารดัดแปลงนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายเมนู ที่สำคัญเก็บไว้ได้นานแต่ต้องเก็บอย่างถูกวิธี</p><p><br></p><p>กรมอนามัยแนะนำว่าเด็กตั้งแต่ 1 ขวบจนถึงผู้สูงอายุ ถ้าร่างกายปกติไม่มีโรคประจำตัว ไม่อ้วน ไขมันไม่สูง กินไข่ได้วันละฟอง ควบคู่กับการกินอาหารให้หลากหลาย ควรกินโปรตีนจากแหล่งอื่น สลับกับการกินไข่ กรณีที่ผู้บริโภคบางกลุ่มมีคอเลสเตอรอลสูง ไขมันเกิน มีภาวะอ้วน สามารถกินไข่ได้ตามที่หมอแนะนำหรือสัปดาห์ละ 3-4 ฟอง ทั้งหมดนี้คือ หลักการง่ายๆ ของการกินไข่&nbsp;</p><p><br></p><p>นอกจากนี้ ดร.สง่า เผยเคล็ดลับ 5 ข้อ กินไข่อย่างฉลาดได้คุณค่าสารอาหารครบ ช่วยให้มีสุขภาพดี ดังนี้&nbsp;</p><p>1) กินไข่สุก อย่ากินไข่ดิบหรือไข่สุกๆดิบๆ เพราะไข่ดิบเชื้อโรคอาจจะเข้าไปทางรูเปลือกไข่และปนเปื้อนอยู่ในไข่ขาว เช่น อีโคไล ซัลโมเนลลา เชื้อไข้หวัดนก กินไข่สุกดีที่สุด เพราะร่างกายจะนำไข่ไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่าไข่ดิบ แต่ถ้าจะกินไข่ลวกควรทำให้ไข่ขาวสุกเป็นสีขาว ไข่แดงเป็นยางมะตูม&nbsp;</p><p>2) เวลากินไข่ให้กินกับผัก อย่ากินไข่เดี่ยวๆ เพราะจะได้ไฟเบอร์หรือใยอาหารไปช่วยดูดซึมคอเลสเตอรอลส่วนหนึ่งออกจากร่างกาย&nbsp;</p><p>3) เน้นกินไข่ต้มหรือไข่ตุ๋น มากกว่าไข่เจียวหรือไข่ดาว เพราะให้พลังงานต่างกันเยอะ ไข่ต้ม 1 ฟองให้พลังงานเพียง 70 กิโลแคลอรี่ ไข่ดาว 1 ฟองให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่ ไข่เจียวฟูที่นิยมกินให้พลังงาน 240 กิโลแคลอรี่ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอีกด้วย&nbsp;</p><p>4) กินไข่แล้วหลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรี่สูง กินไข่แล้วควรหลีกเลี่ยงปลาหมึก หมูสามชั้น อาหารมันๆ เพราะเราได้ไขมันจากไข่ระดับหนึ่งแล้ว&nbsp;</p><p>5) กินไข่แล้วต้องออกกำลังกาย หากทำได้ทั้ง 5 ข้อแล้ว มั่นใจได้ว่าสุขภาพจะ แข็งแรง สุขกาย สุขใจ ห่างไกลโรคได้แน่นอน</p>","2022-02-15T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220215163632482"],
    [17,"นำเข้าหมู ไม่ใช่ทางแก้ เร่งดันศักยภาพเกษตรกร สู่เสถียรภาพอุตสาหกรรมหมูไทย","<p>ราคาหมูที่ปรับขึ้นมาในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา จากสภาวะการบริโภคที่กลับมาดีขึ้นอย่างฉับพลันทันที อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Pent Up Demand คือความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการที่ผู้บริโภคลดการจับจ่ายใช้สอยในช่วงก่อนหน้าจากเหตุการณ์บางอย่าง ในที่นี้คือภาวะโรคโควิด-19 ส่งผลให้การกลับมาใช้จ่ายอีกครั้งของผู้บริโภคนั้นเพิ่มขึ้นมากเกินปกติ ในขณะที่ปริมาณหมูที่เข้าสู่ตลาดกลับลดลง จากภาวะโรคในหมู และการเลี้ยงหมูที่หายไปมากกว่าครึ่งของประเทศ&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;ภาวะราคาหมูที่สูงขึ้นในช่วงสั้นๆ กลับกลายเป็นช่องทางให้บางฝ่ายใช้เป็นข้ออ้างในการขอนำเข้าหมู มาเพื่อเพิ่มปริมาณหมูในประเทศ ทั้งที่ราคาหมูปรับลดลงต่อเนื่องมาถึง 7 สัปดาห์แล้ว แนวคิดการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้อาจช่วยแก้ปัญหาระยะสั้นได้ แต่ในระยะยาวแล้วไม่ต่างอะไรกับการขุดหลุมฝังเกษตรกรให้ตายทั้งเป็น</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;เรื่องนี้จึงกลายเป็นความกังวลของภาคผู้เลี้ยง เพราะการมาของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ย่อมสั่นคลอนเสถียรภาพราคาหมู และความมั่นคงในอาชีพเดียวของพวกเขาได้</p><p>&nbsp;</p><p> วรรณชัย เอียดใหญ่ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย อ.ห้วยยอด จ.ตรัง บอกว่าที่ผ่านมาแม้ว่าราคาหมูจะปรับเพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรเองก็ต้องประสบปัญหาอย่างหนัก เพราะต้องแบกรับต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น จากปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ พันธุ์สัตว์ และค่าบริหารจัดการ ราคาหมูที่สูงขึ้น จึงไม่ได้ทำให้เกษตรกรรายย่อยได้กำไรจากภาวะดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งเหตุผลที่หมูแพงไม่ใช่เพราะหมูขาดตลาด แต่เกิดจากปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูง หมูจึงมีราคาแพง โดยปัจจุบันราคาหมูมีแนวโน้มลดลงอีก ทำให้เกษตรกรรายย่อยทั้งหมดเดือดร้อนอย่างหนัก หากรัฐบาลมีการนำเข้าหมูจากสเปน ยิ่งจะซ้ำเติมเกษตรกร อาจทำให้ราคาตกหมูต่ำลงไปอีกจนต้องขาดทุน ที่สำคัญยังอาจนำเชื้อโรคระบาดเข้ามาอีกจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์หมูตอนนี้อีก ตอนนี้หมูในตลาดไม่ได้ขาดแคลน ขอภาครัฐอย่านำเข้าหมูจากต่างประเทศ จะทำให้เกษตรกรอยู่ไม่ได้ อาจต้องเลิกเลี้ยงหมู ส่วนการแก้ปัญหาหมูราคาแพง รัฐควรแก้ที่ต้นทุนให้ถูกลง จะทำให้ราคาหมูในประเทศลดราคาลงตาม&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p> สุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ เห็นด้วยว่าการนำเข้าเนื้อหมูเป็นการซ้ำเติมปัญหาที่เกษตรกำลังประสบอยู่ และทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูไทยอย่างแน่นอน จาดปัจจุบันที่เกษตรกรต้องแบกรับปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้นถึง 30-40% โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ราคาปรับสูงขึ้นทุกชนิด และยังมีรายจ่ายที่ต้องเสริมเข้าไปมากกว่าภาวะปกติ ทั้งค่าน้ำยาฆ่าเชื้อและสารเสริมสุขภาพในอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคในหมู ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงปรับสูงถึง 94.69 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ผู้เลี้ยงจะมีกำไรได้แค่ทางเดียวคือ หมูต้องมีราคาขายที่เหมาะสม หากกดราคาหมูมีชีวิตลดลงไปมากกว่า 90 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะขาดทุนทันที และไม่สามารถกลับเข้าวงจรการเลี้ยงใหม่ได้ ยิ่งถ้ารัฐยอมให้มีการนำเข้าเนื้อหมู ก็จะทำให้ราคาตลาดร่วงลงทันที และเกษตรกรทั้งหมดจะต้องออกไปจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูอย่างแน่นอน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p> สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่าขณะนี้ราคาหมูลดลงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ด้วยสถานการณ์โควิด-19 และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ถดถอย เมื่อความต้องการบริโภคน้อยลง ทำให้การนำหมูเข้าโรงเชือดลดลง ราคาหมูหน้าฟาร์มและเนื้อหมูหน้าเขียงจึงปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่สามารถคาดเดาว่าราคาจะลดลงอย่างยั่งยืนหรือไม่ ส่วนในภาคการเลี้ยงต้นทุนการผลิต ทั้งราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ และค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งเริ่มขายหมูขาดทุนแล้ว หากรัฐบาลอนุญาตให้นำเข้าหมูได้ กลไกตลาดหมูในประเทศจะผิดเพี้ยนไปทันที ผู้เลี้ยงหมูจะยิ่งขาดทุนหนักกว่าเดิม และมีผลอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของเกษตรกรเลี้ยงหมูไทย ซึ่งขณะนี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายนำเข้าหมูจากต่างประเทศ ถือเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เพราะการไม่ให้มีการนำเข้าหมูจะเป็นแรงจูงใจสำคัญ ให้เกษตรกรที่หยุดเลี้ยงไปก่อนหน้านี้หันกลับมาเลี้ยงหมูเพื่อเพิ่มปริมาณเข้าสู่ระบบ ช่วยสร้างเสถียรภาพทั้งปริมาณและราคาหมูในประเทศได้อย่างยั่งยืน</p><p>&nbsp;</p><p>วันนี้สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ คือการสนับสนุนให้เกษตรกรกลับเข้าระบบให้เร็วที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ มากกว่าการนำเข้าที่จะก่อปัญหาระยะยาวให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันต้องเร่งช่วยลดภาระของเกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกลายเป็นภาระนักที่ตกอยู่กับผู้เลี้ยง อย่าให้เนื้อหมูนำเข้าเป็นอุปสรรคของการแก้ปัญหาหมู พังแผนพื้นฟูการเลี้ยงหมูรายย่อย-เล็ก และทำลายเสถียรภาพของอุตสาหกรรมหมูในที่สุด./&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p class=\"ql-align-right\">เขียนโดยนายเกียรติ์ ศุภมาศ นักวิชาการ ด้านเกษตรปศุสัตว์</p>","2022-02-18T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220218182056682"],
    [18,"ทางเลือกเกษตรกรเลี้ยงหมู ในยาม ASF มาเยือน","<p>ช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาโรคระบาด ASF ทำให้ต้องเลิกกิจการไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบถึงปริมาณเนื้อหมูที่ออกสู่ตลาด และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดประเด็นราคาหมูแพง แม้วันนี้ระดับราคาหมูจะลดลงแล้วตามหลักกลไกการตลาด แต่แนวทางในการทำฟาร์มเลี้ยงหมูจากนี้ไป จะเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง เรื่องของเทคโนโลยีป้องกันโรคเป็นความจำเป็นที่ทุกฟาร์มต้องมีเพราะวิธีเลี้ยงแบบดั้งเดิมหรือเลี้ยงตามหลังบ้าน จะไม่สามารถเลี้ยงหมูให้รอดปลอดภัยได้อีกต่อไป</p><p><br></p><p>ภาครัฐโดยกรมปศุสัตว์ได้วางมาตรฐานด้านนี้อย่างจริงจัง เป็นนโยบายขับเคลื่อนฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมในสุกร ที่เรียกกันว่า GFM หรือ Good Farm Management&nbsp;เพื่อยกระดับการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายเล็กและรายย่อย ให้มีการจัดการที่มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เพื่อช่วยลดปัญหาจากโรคระบาดและส่งเสริมให้สินค้าปศุสัตว์มีความปลอดภัย ระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) นี้ มีองค์ประกอบด้านการจัดการ 8 หัวข้อ ได้แก่ การจัดพื้นที่เลี้ยงและโครงสร้าง การจัดการโรงเรือนหรือเล้าและอุปกรณ์ การจัดการยานพาหนะ การจัดการบุคคล การจัดการด้านสุขภาพ การจัดการอาหาร น้ำ และยาสัตว์&nbsp;การจัดการข้อมูล และการจัดการสิ่งแวดล้อม</p><p><br></p><p>นั่นเป็นเพียงระบบจัดการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น&nbsp;ยังมีเรื่องที่ต้องคำนึงถึงอีกมาก&nbsp;อาทิ การเลือกหมูสายพันธุ์ที่ดีและแข็งแรงมาเลี้ยง การเลือกใช้อาหารที่ถูกสุขลักษณะและสอดคล้องกับช่วงวัยของหมู รวมถึงอีกหลายเรื่องที่ต้องรองรับการทำฟาร์ม เพื่อความมั่นคงทางอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นตลาดที่จะรับซื้อหมู เลี้ยงแล้วจะเอาไปขายให้ใคร จะขายได้ในระดับราคาที่จะเท่าไหร่ แล้วเทคนิควิทยาการหรือเทคโนโลยีและความรู้ต่างๆ จะเอามาจากไหน ที่สำคัญ เงินทุนที่มีในกระเป๋าจะเพียงพอต่อการเลี้ยงหมูรุ่นใหม่หรือไม่ เพราะเงินลงทุนในการทำฟาร์มหมูมาตรฐาน และต้นทุนการดูแลหมูให้ดีนั้นใช้เงินลงทุนสูงมาก แล้วจะเอาสินเชื่อจากที่ไหน ใครจะให้กู้</p><p><br></p><p>ลำพังเกษตรกรที่คิดจะกลับเข้าสู่อาชีพอีกครั้ง คงไม่ง่ายนักถ้าจะต้องทำอะไรทุกอย่างด้วยตัวเอง และแขวนชีวิตไว้กับราคาขายหมูหน้าฟาร์มที่มีแต่ความไม่แน่นอน&nbsp;เกษตรกรยุคใหม่คงต้องเสาะหาทางเลือกที่จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงทางรายได้ หนึ่งในทางเลือกนั้นน่าจะเป็น&nbsp;ระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง&nbsp;ซึ่งเป็นการทำสัญญาข้อตกลงกันระหว่างเกษตรกรกับบริษัท ที่จะร่วมกันผลิตผลิตผลทางการเกษตรและมีผลตอบแทนตามที่ได้ตกลงกัน&nbsp;</p><p><br></p><p>นายอดุลย์ วงษ์ภูเย็น เกษตรกรในระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งของซีพีเอฟ ใน จ.หนองคาย เลี้ยงหมูภายใต้ระบบนี้มาตั้งแต่ปี 2559 เล่าให้ฟังว่า เห็นการระบาดของโรคหมูในข่าวแล้วก็กลัวเหมือนกัน แต่ก็มั่นใจในมาตรฐานการป้องกันโรคที่บริษัทแนะนำ รวมถึงความเคร่งครัดของตนเอง ทำให้ฟาร์มของตนและเพื่อนบ้านไม่พบโรคดังกล่าวเลย&nbsp;ระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งแบบประกันรายได้ที่ตนทำอยู่นี้ มีความมั่นคงปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพได้มาก หากจะแนะนำให้เลี้ยงหมู ก็จะแนะนำให้เลือกการเข้าระบบนี้ แม้ไม่มีความรู้ก็สามารถเลี้ยงหมูได้ด้วยเทคนิควิชาการต่างๆที่บริษัทมีให้&nbsp;</p><p><br></p><p>ด้านนางใบษร ทรายมูล อายุ 60 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูใน จ.ยโสธร กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ระบบนี้ให้อาชีพที่มั่นคงแก่ตนเอง ตั้งแต่ปี 2557 เรียกว่า อยู่ได้ทุกวันนี้เพราะเลี้ยงหมูในระบบนี้กับซีพีเอฟ มีรายได้ที่แน่นอน ซึ่งต่างกับการทำนาที่ขาดทุนทุกปี&nbsp;มาตรฐานต่างๆ&nbsp;คำแนะนำการป้องกันโรค การมีสัตวบาลดูแล และ การเข้าถึงสินเชื่อ ธกส. ล้วนเป็นสิ่งที่บริษัทช่วยได้มาก ถึงวันนี้ครบ 8 ปีก็สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้หมดแล้ว ประเด็นสำคัญคือ ไม่เสี่ยง ไม่ต้องลงทุนหมูหรืออาหารเองและได้รับค่าแรงเป็นค่าตอบแทนซึ่งคุ้มค่าสำหรับตน&nbsp;</p><p><br></p><p>ศักยภาพของทีมงานด้านวิชาการของบริษัทใหญ่ เป็นอีกข้อดีที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังเช่นที่ นางสุนิสา อัครนิธิยานนท์ เจ้าของฟาร์มสุกรแสงทอง จ.นครนายก ที่แม้ไม่ใช่เกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่ง แต่ก็เป็นหนึ่งในฟาร์มที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากซีพีเอฟ กล่าวว่า <em>ฟาร์มของเรามีความเสี่ยง เนื่องจากมีฟาร์มอื่นในรัศมี 5 กิโลเมตรเกิดโรคระบาด โชคดีที่ซีพีเอฟไม่ทอดทิ้งเกษตรกร และส่งทีมนักวิชาการและสัตวแพทย์เข้ามาให้คำปรึกษา ช่วยวางมาตรการป้องกันและควบคุมโรคอย่างใกล้ชิดจนทำให้ฟาร์มของเราผ่านสถานการณ์อันน่ากังวลมาได้และทำให้ฟาร์มยังคงมีผลผลิตสุกรป้อนตลาดได้จนถึงทุกวันนี้&nbsp;&nbsp;</em></p><p><br></p><p>เหล่านี้เป็นตัวอย่างของประสิทธิภาพด้านเทคนิควิชาการ ซึ่งสำคัญมากในสถานการณ์ที่มีโรคระบาด ผู้เขียน จึงมองว่า ระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับเกษตรกรในยุคนี้ เพื่อผ่องถ่ายความเสี่ยงบางส่วนไปให้ผู้ประกอบการ เกษตรกรคนไหนมีความพร้อมในระดับที่สูงขึ้น อาจเลือกทำข้อตกลงในรูปแบบที่แตกต่างไป ... อย่างน้อย ความรู้ และ การสนับสนุน ที่บริษัทมีให้ก็คุ้มค่า เพราะเกษตรกรจะเลี้ยงหมูได้รอดปลอดภัย ภายใต้ความมั่นคงทางอาชีพ และรายได้&nbsp;</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\"><strong>โดย ปฐพี สวัสดิ์สุคนธ์&nbsp;</strong></p>","2022-02-18T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220218192328712"],
    [19,"รัฐย้ำ \"หมูไม่หาย\" แล้วทำไมต้องนำเข้า ควรปล่อยกลไกตลาดทำงาน","<p>การอภิปรายทั่วไปของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ที่เพิ่งจบไป มีประเด็นซักถามหลัก 4 ประเด็น หนึ่งในนั้นคือเรื่องโรค ASF&nbsp;</p><p><br></p><p>ประเด็นนี้ ประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงโดยย้ำว่า ไม่ใช่เพราะหมูป่วยเป็นโรคที่ทำให้หมูราคาแพง แต่มีกระบวนการบิดเบือนกลไกตลาดทำให้แพง ยืนยัน รัฐบาลไม่เคยปกปิดข้อมูลโรคระบาด ตรงกันข้ามรัฐได้หาทางแก้ไขอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด&nbsp;</p><p><br></p><p>ที่สำคัญการที่ไทยสามารถส่งหมูมีชีวิตไปประเทศเพื่อนบ้านได้มากกว่า 3 ล้านตัว ในปี 2563 และอีก 1.4 ล้านตัว ในปี 2564 ดังนั้น จะปิดบังไม่ได้เลยว่าหมูเป็นโรค เพราะประเทศอื่นก็ตรวจอย่างจริงจังเช่นกัน&nbsp;</p><p><br></p><p>นอกจากนี้ ปี 2563-2564 ไทยมีหมูแม่พันธุ์ประมาณ 1.1 ล้านตัว สามารถขยายพันธุ์ได้ 1 แม่ ต่อ 20 ตัว ดังนั้น ในปี 2564 ที่ผ่านมา จึงมีหมูขุน 19 ล้านตัว ขณะที่คนไทยบริโภคหมูวันละ 5 หมื่นตัว เท่ากับในหนึ่งปีคนไทยกินหมูไปทั้งหมด 18 ล้านตัว อีก 1.3 ล้านตัว เป็นการส่งออก ตัวเลขหมูจึงไม่ได้หายไปไหน&nbsp;</p><p><br></p><p>ขณะเดียวกันการที่กรมปศุสัตว์และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันสำรวจสต๊อกหมูปูพรมทั่วประเทศ ทำให้ทราบว่าเหลือหมูถึง 12 ล้านตัว และในห้องเย็นกว่า 1,087 แห่ง มีเนื้อหมูในสต๊อก 25 ล้านกิโลกรัม ดังนั้น ไม่ใช่โรค ASF ที่ทำให้หมูตาย หมูขาดตลาด แล้วส่งผลให้เนื้อหมูราคาแพง เพราะปริมาณหมูยังอยู่ครบ&nbsp;</p><p><br></p><p>คำตอบนี้ชัดเจนว่าปริมาณหมูของไทยไม่ได้ขาดแคลน แต่ก็มิวายที่บางฝ่ายยังคงเดินหน้าเรียกร้องให้มีการนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศ อ้างว่าเพื่อเพิ่มสต๊อกหมูในประเทศ&nbsp;แต่เมื่อภาครัฐยืนยันหนักแน่นเช่นนี้ ก็ทำให้คิดไปได้ว่า ฤาจะเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของตนเองกันแน่ ทั้งที่รู้ดีว่าการมาของหมูนอกนั้น ไม่ต่างกับการผลักเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูให้ดิ่งเหว จากสารพัดความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ&nbsp;</p><p><br></p><p>ความเสี่ยงแรก : เนื้อหมูต่างประเทศอาจนำพาโรคหมูเข้ามาด้วย อุตสาหกรรมหมูไทยจึงมีความเสี่ยงจากโรคต่างถิ่นที่มากับหมูนำเข้า หากเชื้อโรคปนเปื้อนและกระจายเข้าสู่ฝูงหมูของไทย ซึ่งทุกคนต่างได้เห็นตัวอย่างความเสียหายแล้ว จากโรค ASF ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน&nbsp;</p><p><br></p><p>ความเสี่ยงที่ 2 : หมูต่างประเทศมีราคาต่ำกว่าไทยมาก จากต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำกว่า เนื่องจากประเทศในแถบยุโรปถือเป็นผู้เลี้ยงหมูรายใหญ่ของโลก รวมทั้งเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์รายใหญ่ด้วย ต่างจากไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยราคาเพิ่มสูงถึง 30-40% และมีแนวโน้มปรับขึ้นอีก หมูไทยจึงไม่อาจแข่งขันด้านราคากับหมูนอกได้&nbsp;</p><p><br></p><p>ความเสี่ยงที่ 3 : สารอันตรายที่อาจปนเปื้อนมากับเนื้อหมูนำเข้า เช่น สารเร่งเนื้อแดง ที่จะก่อโรคให้กับประชาชน และส่งผลกระทบทางด้านสาธารณสุขไทย&nbsp;</p><p><br></p><p>เมื่อรัฐยืนยันหนักแน่นว่าประเทศไทยไม่ขาดแคลนหมู การนำเข้าเนื้อหมูจึงไม่มีความจำเป็น และควรจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น ด้วยการไม่ปล่อยให้หมูนอกเข้ามาขายปะปนหมูไทย และควรปล่อยกลไกตลาดทำงานดังเช่นที่ผ่าน ซึ่งทำให้ปริมาณหมูและการบริโภคกลับสู่สมดุล ราคาหมูจึงปรับตัวลดลงได้เองโดยไม่ต้องควบคุม หลังจากนี้ก็ต้องขอแรงผู้บริโภคให้หันมาบริโภคหมูเช่นเดิม เพื่อช่วยให้วงจรหมูกลับมาขับเคลื่อนได้อีกครั้ง</p><p><br></p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-right\">ผู้เขียน : กันยาพร สดสาย นักวิชาการด้านปศุสัตว์&nbsp;</p>","2022-02-19T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220219203714019"],
    [20,"รายงานพิเศษ : การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในเขตป่า เพื่อลดไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในเขตป่า&nbsp;เพื่อลดไฟป่า&nbsp;หมอกควัน&nbsp;และฝุ่น&nbsp;PM&nbsp;2.5</u></strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>การหันมาบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เขตป่าจะช่วยลดสาเหตุการเกิดไฟป่าได้ดีขึ้น&nbsp;ด้วยการนำวัสดุเชื้อเพลิงมาใช้ประโยชน์ในการผลิตก้อนเชื้อเพลิงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประชาชนในพื้นที่</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ไฟป่า&nbsp;เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงธรรมชาติจากเศษดิน&nbsp;เศษหญ้า&nbsp;กิ่งไม้&nbsp;ใบไม้แห้ง&nbsp;และต้นไม้ที่ยังมีชีวิตอยู่ภายในป่า&nbsp;จนเกิดไฟลุกไหม้ที่ปราศจากการควบคุมและไม่มีขอบเขตนำไปสู่ปัญหาหมอกควัน&nbsp;สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ที่เข้าไปแสวงหาประโยชน์ในเขตป่า</strong>&nbsp;ทั้งจากการเผาป่าเพื่อล่าสัตว์&nbsp;การหาของป่า&nbsp;การตั้งแคมป์ไฟ&nbsp;การเผาขยะ&nbsp;และการทิ้งก้นบุหรี่ไม่ถูกที่ถูกทาง&nbsp;โดยปี&nbsp;2564&nbsp;ที่ผ่านมาพื้นที่&nbsp;17&nbsp;จังหวัดภาคเหนือมีสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันดีขึ้นกว่าปี&nbsp;2563&nbsp;ดูได้จากจำนวนจุดความร้อน&nbsp;(Hotspot)&nbsp;ลดลงมากกว่าร้อยละ&nbsp;52&nbsp;และจำนวนวันที่ค่าฝุ่น&nbsp;PM&nbsp;2.5&nbsp;เกินค่ามาตรฐานลดลงมากกว่าร้อยละ&nbsp;8&nbsp;เช่นเดียวกับช่วงต้นปีนี้พบดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเช่นกัน&nbsp;แต่ยังคงมีจุดความร้อนจำนวนมากในพื้นที่&nbsp;17&nbsp;จังหวัดภาคเหนืออยู่&nbsp;โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรและเขตป่า&nbsp;ทำให้ปีนี้เน้นความสำคัญการใช้ประโยชน์เศษวัสดุเชื้อเพลิงเพื่อลดการเผา&nbsp;ภายใต้โครงการ&nbsp;\"ชิงเก็บ&nbsp;ลดเผา\"&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>กรมป่าไม้&nbsp;กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช&nbsp;กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&nbsp;(ทช.)&nbsp;กรมควบคุมมลพิษ&nbsp;(คพ.)&nbsp;และบริษัท&nbsp;เอสซีจี&nbsp;ซีเมนต์&nbsp;จำกัด&nbsp;ได้ร่วมกันบริหารจัดการวัสดุเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า&nbsp;ลดไฟป่า&nbsp;หมอกควัน&nbsp;และฝุ่น&nbsp;PM&nbsp;2.5&nbsp;</strong>เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาไฟป่า&nbsp;หมอกควัน&nbsp;และฝุ่นละอองของประเทศ&nbsp;โดยเฉพาะสาเหตุจากการเผาในที่โล่ง&nbsp;ด้วยการนำวัสดุเชื้อเพลิงมาใช้ประโยชน์&nbsp;ลดการเผาป่า&nbsp;ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน&nbsp;และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเชื้อเพลิง&nbsp;สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนให้เป็นวาระแห่งชาติการแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองอย่างเคร่งครัด&nbsp;&nbsp;นายจตุพร&nbsp;บุรุษพัฒน์&nbsp;ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ปีที่ผ่านมาสามารถเก็บขนเชื้อเพลิงมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่า&nbsp;2,500&nbsp;ตัน&nbsp;โดยในพื้นที่ชิงเก็บช่วยลดจุดความร้อนได้มากกว่าร้อยละ&nbsp;60&nbsp;ทำให้ปีนี้ตั้งเป้าเก็บขนเชื้อเพลิงให้ได้&nbsp;3,000&nbsp;ตัน&nbsp;และลดจุดความร้อนลงร้อยละ&nbsp;20&nbsp;ซึ่งกระทรวงทรัพย์ฯ&nbsp;จะมีการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมให้จังหวัดทำเครื่องบีบอัดเชื้อเพลิงขนาด&nbsp;1&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;แล้วส่งให้&nbsp;SCG&nbsp;ต่อยอดทำเชื้อเพลิงขยะ&nbsp;(RDF)&nbsp;สร้างรายได้เพิ่มด้วยการจำหน่ายก้อนเชื้อเพลิงให้กับเอกชน&nbsp;แต่บางพื้นที่ยังประสบปัญหาระบบการขนส่ง&nbsp;เช่น&nbsp;น่าน&nbsp;แพร่&nbsp;จึงให้&nbsp;คพ.&nbsp;ประสานส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วยเพื่อให้เส้นทางขนส่งใกล้ที่สุด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ขณะที่&nbsp;บริษัท&nbsp;เอสซีจี&nbsp;ซีเมนต์&nbsp;จำกัด&nbsp;นอกจากจะช่วยรับซื้อก้อนเชื้อเพลิงแล้ว&nbsp;ยังจะช่วยถ่ายทอดและพัฒนาองค์ความรู้&nbsp;นวัตกรรม&nbsp;</strong>การบริหารจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรและวัสดุเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าที่เป็นแหล่งเชื้อเพลิงทับถม&nbsp;แล้วนำมาแปรรูปเป็นพลังงานทดแทนในการผลิตปูนซีเมนต์&nbsp;สอดคล้องกับแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน&nbsp;(Circular&nbsp;Economy)</p>","2022-02-20T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220220102532054"],
    [21,"หมู กับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน","<p>การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน เข้าชื่อกันเพื่ออภิปรายทั่วไปรัฐบาลในประเด็นต่างๆ หนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายค้านหยิบจับมาอภิปราย คือเรื่อง \"หมู\" จากความร้อนแรงของกระแส</p><p><br></p><p>เมื่อฟังการอภิปรายของสส.ฝ่ายค้านจนจบ ก็เห็นว่าบางประเด็นแสดงถึงความห่วงใยและเข้าใจเกษตรกร เช่น ปัญหาภาวะโรคที่เกษตรกรต้องแบกรับ รวมไปถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่และการบริโภคที่น้อยลง ที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยต้องเลิกกิจการ ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลไม่มีการออกมาตรการมาแก้ปัญหาดังกล่าว และไม่มีการออกมาตรการหรือเงินทุนมาช่วยผู้เลี้ยงหมู</p><p><br></p><p>ทว่ายังมีบางประเด็นที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะประเด็นที่ว่ารัฐอาจปกปิดเรื่อง ASF จนเป็นต้นเหตุให้หมูแพง</p><p><br></p><p>ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ASF เป็นโรคที่อุบัติขึ้นบนโลกเมื่อ พ.ศ.2464 หรือ 100 ปีที่ผ่านมา ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาที่เฉพาะเจาะจง หากฟาร์มใดมีการติดเชื้อจะเกิดความสูญเสีย 100% ที่ผ่านมามีกระแสข่าวในวงการหมูเรื่องโรค ASF ที่เริ่มแพร่ระบาดในทุกประเทศรอบไทย ทำให้ผู้เลี้ยงเกิดความวิตกกังวล เร่งเทขายหมูออก และพักโรงเรือนไว้ก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์โรค แต่แล้วก็มีโรคโควิด-19 เข้ามาสำทับ กลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ทำให้เกษตรกรยิ่งไม่มั่นใจในอาชีพ กระทั่งต้องเลิกเลี้ยงหมูไปในที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เป็นทุกข์ของผู้เลี้ยงมานานกว่า 3 ปี ซึ่งเวลานั้นแทบไม่มีใครสนใจมองปัญหาที่เกษตรกรต้องเผชิญมาตลอด จนเมื่อราคาเนื้อหมูเริ่มขยับขึ้นเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา สปอร์ตไลท์จึงฉายมาที่เขียงหมูและคนเลี้ยงหมู จนหมูกลายเป็นสินค้าการเมืองที่หลายฝ่ายใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีอีกฝั่ง</p><p><br></p><p>อย่างไรก็ตาม ด้วยความรุนแรงของโรคนี้ จึง ไม่อาจปกปิดได้ ขณะที่ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ยืนยันว่า ไม่มีการปกปิดทั้งสิ้น และมันไม่เป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น นายกรัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญและได้ดำเนินการเรื่องนี้ด้วยตนเอง พร้อมประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เรื่องนี้ไม่มีใครปิดบังกันได้ ทุกฝ่ายทราบดี เกษตรกรเองก็ทราบถึงมาตรการต่างๆ จึงได้เกิดความร่วมมือในการป้องกันโรค ASF ในไทย มานานกว่า 3 ปีเต็มขึ้น ภาครัฐดำเนินมาตรการทุกอย่าง รวมถึงการชดเชยให้เกษตรกรรายเล็กรายย่อย ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีเท่าฟาร์มขนาดกลาง-ใหญ่ ซึ่งไม่ใช่การจ่ายเฉพาะกรณีเป็นโรคนี้เท่านั้น ยังดูแลไปถึงกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด ที่ต่างได้รับการช่วยเหลือเยียวยา และย้ำว่า ไม่มีการเอื้อให้กับนายทุนใหญ่ทั้งสิ้น สามารถตรวจสอบเอกสารราชการได้เลยว่ามีบริษัทใดที่ส่งชิ้นส่วนหมูไปต่างประเทศบ้าง</p><p><br></p><p>ส่วนข้อที่ว่า การที่กรมปศุสัตว์ออกมายอมรับล่าช้าว่าฟาร์มใหญ่ติดโรคเกือบทั้งหมด ถือเป็นการชะลอปัญหา ด้วยเกรงว่าเจ้าของฟาร์มหมูรายใหญ่จะเสียประโยชน์หรือไม่ ประเด็นนี้สะท้อนว่าไม่ทำการบ้านทั้งที่มีข้อมูลมากมาย เพราะในความเป็นจริง ฟาร์มที่ประสบปัญหาส่วนใหญ่คือเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยและรายเล็ก ที่บางส่วนยังไม่มีระบบป้องกันโรคที่เหมาะสม และส่วนมากแล้วจะเป็นเกษตรกรที่หวั่นเกรงกับเรื่องโรค จากการปล่อยข่าวของพ่อค้าคนกลางเพื่อทุบราคาขาย ทำให้เกษตรกรต้องเร่งขายหมูออกตามการชี้ชวนของพ่อค้า เมื่อถึงเวลาต้องเข้ามาในระบบก็เกิดไม่มั่นใจว่าราคาหมูจะกลับมาดีขึ้นเมื่อใด บางรายรอไม่ไหวก็ถึงกับต้องม้วนเสื่อเลิกเลี้ยงหมูกันไป เพราะกลัวทั้งโรคหมู โรคคน รวมถึงต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้นทุกวัน และส่วนใหญ่ไม่อาจแบกรับภาระขาดทุนได้อีกต่อไป</p><p><br></p><p>ขณะที่ผู้เลี้ยงรายใหญ่ส่วนมากไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโรค เนื่องจากมีการลงทุนในระบบป้องกันโรค (Biosecurity) เพื่อไม่ให้โรคหมูและโรคคนเข้ามาในฝูงสัตว์ได้ โดยแลกกับการต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่เพื่อการดำเนินการที่เข้มงวดที่สุด หมายถึงต้นทุนการเลี้ยงและการป้องกันโรคที่สูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ บริษัทผู้เลี้ยงรายใหญ่และรายย่อยที่เลี้ยงหลักร้อยตัวยังได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนชดเชยและป้องกันโรค ASF ขึ้น มีการลงขันระดมทุนได้ประมาณ 200 ล้าน เพื่อดำเนินมาตรการป้องกันโรค และบริษัทผู้เลี้ยงรายใหญ่แต่ละรายยังร่วมมือกับภาครัฐในการสร้างด่านทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อใน 5 ด่านพรมแดนหลัก เพื่อป้องกันโรคที่อาจติดมากับรถขนส่งสินค้าข้ามแดน กองทุนนี้ถือเป็นจุดร่วมการทำงานเพื่อยกระดับการเลี้ยงปศุสัตว์ในหลายด้าน</p><p><br></p><p>ปัญหาหมูที่เกิดขึ้น กำลังคลี่คลาย ราคาหมูลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามกลไกตลาดที่ทำงานได้อย่างเสรี แนวทางการแก้ปัญหาของทุกภาคส่วนกำลังขับเคลื่อนไปด้วยดี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมหมู คนเลี้ยงหมู คนขายหมู รวมถึงสร้างอาหารปลอดภัยส่งต่อแก่ผู้บริโภค ดังนั้นสิ่งที่คนเลี้ยงทุกคนต้องการมากที่สุดคือ ขอให้ทุกฝ่ายเร่งร่วมมือกันทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อผลักดันให้ระบบการเลี้ยงกลับมาเป็นปกติ การบริโภคกลับมาดีขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพแก่ทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">โดย : บรรจบ สุขชาวไทย นักวิชาการด้านปศุสัตว์</p>","2022-02-21T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220221191429570"],
    [22,"วิกฤตยูเครนกระทบเกษตรกรไทย รัฐเร่งหามาตรการ เลิกตรึงราคา ปล่อยกลไกตลาดทำงาน","<p>สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน กลายเป็นวิกฤตที่ทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะผลทางตรงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เรื่องนี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์&nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นห่วงต่อสถานการณ์โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ที่จะมีผลต่อต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตสินค้า รวมทั้งราคาสินค้าในอนาคต&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>ขณะที่ภาคผู้เลี้ยงสัตว์ไทย อาจต้องประสบภาวะขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์ในอนาคตอันใกล้ ประเด็นนี้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ให้ข้อมูลว่าการสู้รบของสองประเทศ กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตอาหารของไทย โดยราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากรัสเซียและยูเครนเป็นผู้ส่งออกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์รายใหญ่ของโลก มีปริมาณการส่งออกข้าวสาลีรวมกันราว 29% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก และมีสัดส่วนการส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงถึง 19% ของตลาดโลก&nbsp;</p><p><br></p><p>ทันทีที่เกิดสงครามได้ผลักดันให้ราคาข้าวสาลีพุ่งสูงขึ้นเป็น 12.75 บาท/กก. จากราคา 8.91 บาท/กก. ในปี 2564 ขณะที่ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทยพุ่งสูงกว่าตลาดโลกไปอยู่ที่ 12 บาท/กก. และมีแนวโน้มขยับต่อเนื่องไปถึง 15 บาท/กก. ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดอยู่ที่ 7.98 ล้านตัน แต่ตอนนี้ไม่มีผลผลิตข้าวโพดเข้าสู่ตลาดแล้ว เกิดการขาดแคลนผลผลิตถึง 3.18 ล้านตัน&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>ขณะที่รัฐบาลมีมาตรการ 3:1 โดยต้องซื้อผลผลิตข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วนก่อน จึงจะนำเข้าได้ 1 ส่วนได้ แต่วันนี้ไม่มีข้าวโพดให้ซื้อแล้ว นอกจากนี้ยังมีมาตรการเก็บภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เช่น กากถั่วเหลืองในอัตรา 2% เป็นภาระต้นทุนซ้ำเติม ทั้งที่การงดภาษีนำเข้าดังกล่าว ไม่กระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองไทย เมื่อไม่สามารถหาวัตถุดิบมาผลิตอาหารสัตว์ได้ หรือแม้จะหามาได้แต่ต้องขายในราคาขาดทุน ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์หลายแห่งจึงจำเป็นต้องทยอยลดกำลังการผลิตลงบางส่วน&nbsp;</p><p><br></p><p>ผลกระทบอย่างรุนแรงรอบด้าน เป็นไปได้ที่ปีนี้จะลดลงเหลือเพียง 17-18 ล้านตัน จากการผลิตอาหารสัตว์ในแต่ละปีที่เคยมีประมาณ 22 ล้านตัน หรือหายไปกว่า 4-5 ล้านตัน เป็นผลกระทบต่อเนื่องทั้งห่วงโซ่ปศุสัตว์ ทำให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ไม่มีอาหารเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรต้องงดการเลี้ยง ผู้บริโภคต้องขาดแคลนเนื้อสัตว์ กลายเป็นวิกฤตอาหารซ้ำเติม&nbsp;</p><p><br></p><p>แหล่งข่าวจากวงการผู้เลี้ยงไก่เนื้อ เสริมว่า เมื่อปัจจัยราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น ย่อมมีผลต่อต้นทุนการเลี้ยงสัตว์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นสัดส่วนสูงถึง 60-70% ของต้นทุนการเลี้ยงทั้งหมด โดยวัตถุดิบอาหารสัตว์มีทิศทางราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 ที่ผ่านมา เมื่อผนวกกับปัญหาความขัดแย้งของสองประเทศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ยิ่งกดดันให้ราคาธัญพืชหลักทั้งหมดปรับตัวขึ้นทั่วโลก รวมถึงราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น&nbsp;</p><p><br></p><p>จากความกังวลว่าจะไม่สามารถหาวัตถุดิบมาผลิตอาหารสัตว์ได้ เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์อาจจำเป็นต้องทยอยลดกำลังการผลิต ย่อมกระทบกับภาคผู้เลี้ยงสัตว์ ความไม่แน่นอนในปริมาณของวัตถุดิบอาหารสัตว์ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นความกังวลแก่ผู้เลี้ยงไก่ ทำให้หลายคนอาจพักการเลี้ยงไว้ก่อน ดีกว่าต้องมาเสี่ยงแบกรับภาระขาดทุน&nbsp;นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากการที่ภาครัฐตรึงราคาไก่มีชีวิตหน้าฟาร์มเอาไว้ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ขณะที่ น้ำมัน ทองคำ ปรับขึ้นรายวันไม่มีทีท่าจะหยุด แม้แต่เครื่องดื่มชูกำลังก็จ่อขึ้นราคายกแผง ขณะที่วันนี้ต้นทุนการเลี้ยงไก่ที่พุ่งขึ้นจนเกือบจะทะลุราคาขายที่รัฐกำหนดอยู่แล้ว เกษตรกรจึงต้องการให้ปลดล็อกกราคาที่ตรึงเอาไว้ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด และภาครัฐควรเร่งพิจารณาจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้มีอย่างเพียงพอในช่วงวิกฤติการณ์ในขณะนี้&nbsp;หากไม่ตัดสินใจวันนี้ราคาวัตถุดิบยิ่งจะเพิ่มสูงขึ้น จนกลายเป็นอุปสรรคในอุตสาหกรรมทั้งหมด&nbsp;</p><p><br></p><p>สอดคล้องกับความคิดเห็นของคุณฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ย้ำว่า ต้นทุนการผลิตเนื้อไก่สูงขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 ที่ผ่านมา แต่ราคาเนื้อไก่รวมถึงไข่ไก่กลับถูกตรึงไว้ ไม่สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น หากวัตถุดิบทุกชนิดมีราคาสูงเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกษตรกรไม่มีทางอยู่รอดได้ ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคาวัตถุดิบจากผลกระทบของสถานการณ์ยูเครน ก็ควรปล่อยให้ราคาไก่และไก่ไข่เป็นไปตามกลไกที่ควรจะเป็น เช่นเดียวกับราคาหมูที่ลดลงเพราะกลไกตลาดทำงานอย่างเสรี การยุติการตรึงราคาไก่และไข่ จะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรมีกำลังใจในการเลี้ยงสัตว์ต่อไป&nbsp;</p><p><br></p><p>วิกฤตยูเครนส่งผลกับเกษตรกรไทยแล้ว วันนี้ภาครัฐต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือและลดผลกระทบอย่างเร่งด่วน ก่อนที่เกษตรกรจะม้วนเสื่อเลิกเลี้ยง ย่อมส่งผลกับความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">เรื่องโดย กันย์สินี ศตคุณ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร</p>","2022-02-28T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220228192751345"],
    [23,"คอนแทรคฟาร์ม อาชีพไร้เสี่ยง สร้างสุขเกษตรกรไทย","<p>คอนแทรคฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) หนึ่งในระบบการผลิตผลผลิต ที่เป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา&nbsp;คือ บริษัทผู้ประกอบการ กับเกษตรกร (หรือกลุ่มเกษตรกร) ซึ่งคนทั่วไปจะรู้จักรูปแบบการทำคอนแทรคฟาร์มที่ใช้ในการปลูกพืช และการเลี้ยงสัตว์ ระบบนี้มีข้อเด่นที่ การลดความเสี่ยงด้านการตลาดและราคาที่ผันผวน ผ่านการตกลงร่วมกันในการผลิตผลผลิตด้านการเกษตร โดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างอย่างชัดเจน&nbsp;</p><p><br></p><p>ผู้ประกอบธุรกิจทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์พืช-พันธุ์สัตว์ เวชภัณฑ์ อาหาร ปุ๋ย ฯลฯ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิธีการผลิตตามมาตรฐาน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพ มาตรฐานตามที่กำหนด ขณะที่เกษตรกรรับหน้าที่ดูแลด้านการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตตรงตามข้อสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน โดยมีค่าตอบแทนตามความเหมาะสมและได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว&nbsp;</p><p><br></p><p>เกษตรกรรุ่นใหม่อย่างคุณทิพยวรรณ กันภัย เจ้าของ ทิพยวรรณฟาร์ม ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ หนึ่งในเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรขุน ในโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรรายย่อยหรือคอนเทรคฟาร์มกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จากอดีตเกษตรกรสวนส้มที่ตัดสินใจล้มต้นส้มกว่า 7 ไร่ หลังจากมีปัญหาโรคระบาดในส้มเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เล่าย้อนที่มาของการผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมูว่า เมื่อสวนส้มเริ่มมีปัญหา จึงต้องมองหาอาชีพที่น่าจะทดแทนกัน จนมาเจอกับอาชีพเลี้ยงหมูกับซีพีเอฟ เธอได้หาข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องการลงทุน ข้อสัญญา ผลตอบแทน และความเสี่ยงต่างๆ ก่อนจะสรุปกับตัวเองได้ว่า การเป็นเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มนั้น ไม่มีความเสี่ยง แถมยังไม่ต้องกังวลกับเรื่องการหาตลาดเอง ผลตอบแทนมากน้อยขึ้นอยู่กับตัวเองลงมือทำและใส่ใจ จึงตัดสินใจร่วมโครงการฯ เมื่อปี 2553 เลี้ยงหมูขุนความจุรวม 640 ตัว&nbsp;</p><p><br></p><p><em>ไม่มีคำว่าโชคช่วยสำหรับการเลี้ยงหมู มีแต่คำว่าใส่ใจและดูแลหมูให้ดี เพื่อให้มีประสิทธิภาพการเลี้ยงที่ดี ด้วยเทคนิคการคัดแยกขนาดหมูให้ใกล้เคียงกันที่สุดตั้งแต่วันแรก และเอาใจใส่ดูแลให้ลูกหมูตัวเล็กโตทันเพื่อนให้ได้ มีการเสริมนมกับกล้วยสุกบ้าง ที่สำคัญคือการป้องกันโรคที่เข้มงวด ซึ่งถือว่าโชคดีมากที่ฟาร์มยกระดับเรื่องนี้ ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ที่ต้องป้องกันโรคสำคัญในหมูทั้ง ASF และ PRRS เมื่อเกิดโรคโควิด-19 ขึ้น จึงไม่กังวลเพราะระบบ Biosecurity ที่ฟาร์มดำเนินการนั้นแน่นหนาอยู่แล้ว และให้คนงานพักอาศัยในพื้นที่บ้านพักของฟาร์ม เพื่อลดความเสี่ยงจากทั้งโรคคนและโรคสัตว์ เป็นการสร้างความมั่นใจในมาตรฐานอาหารปลอดภัยอีกขั้นหนึ่ง ความทุ่มเทตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โดยมีซีพีเอฟเคียงข้างกันมาและถ่ายทอดทุกๆเทคนิค เพื่อให้เราเติบโตขึ้น เข้มแข็งขึ้น ปรากฎผลชัดเจนในวันนี้ เรามีอาชีพที่ดี ปลอดจากความเสี่ยง ได้รายได้ที่เหมาะสมตามกำลังที่เราทุ่มเทไป เท่านี้ก็มีความสุขมากแล้ว</em> คุณทิพยวรรณบอกด้วยรอยยิ้ม</p><p><br></p><p>สอดคล้องกับคุณรุ่งทิพย์ เพ็ชร์ลมุล เจ้าของ หอมชื่นคอนกรีตฟาร์ม ต.ท่าชมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา เกษตรกรคอนแทรคฟาร์มเลี้ยงหมูพันธุ์กับซีพีเอฟ เล่าย้อนว่าเมื่อปี 2542 หลังจากเรียนจบประมาณ 2 ปี เธอมีความคิดอยากมีอาชีพที่เป็นเจ้านายตัวเอง ได้อยู่บ้านดูแลพ่อที่ป่วย ได้เลี้ยงลูกที่กำลังเล็ก พอดีเพื่อนบ้านเลี้ยงหมูกับบริษัทอยู่แล้วจึงสนใจเข้าไปศึกษา พบว่ามีความเป็นไปได้แลตอบโจทย์ที่ต้องการแถมยังไม่ต้องเสี่ยงกับตลาดที่ผันผวน มีรายได้ทุกเดือน และรายได้จากการจับหมูขายตามประสิทธิภาพของตัวเอง จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการทันที เริ่มจากเลี้ยงหมูแม่พันธุ์ 150 แม่ และขยายอีกเท่าตัวเป็น 300 แม่ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว&nbsp;</p><p><br></p><p><em>ตลอด 20 กว่าปีที่ร่วมงานกับบริษัท เป็นสิ่งยืนยันว่า อาชีพนี้มีความมั่นคงยั่งยืน และไม่มีความเสี่ยงด้านการตลาด เพราะบริษัทเป็นตลาดรองรับผลผลิตทั้งหมด มีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูแลทุกอย่าง ยิ่งช่วงที่มีโรคโควิด-19 ความใส่ใจในการป้องกันโรคที่ดีอยู่แล้วจากมาตรการป้องกันโรคหมู ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ อย่างเช่นคนงานก็จะจัดที่พักให้ ทำให้พวกเขาไม่ต้องออกไปเสี่ยง สัตวแพทย์ของซีพีเอฟ และปศุสัตว์อำเภอก็จัดอบรมการป้องกันโรคและติดตามสุขภาพสัตว์ต่อเนื่อง ที่สำคัญคือการใส่ใจในมาตรฐานการผลิต เพราะเราเป็นต้นทางของอาหารปลอดภัย เมื่อทุกอย่างได้รับการดูแลอย่างดี ผลผลิตที่ได้จึงดีมาก รายได้ก็ดีตามไปด้วย คนเลี้ยงก็มีความสุข บริษัทก็มีหมูคุณภาพดีไปขาย นำไปแปรรูป คนกินก็ได้อาหารปลอดภัย นี่คือระบบที่ Win-Win ทุกฝ่ายจริงๆ</em> คุณรุ่งทิพย์สรุปไว้อย่างน่าสนใจ</p><p><br></p><p>คอนแทรคฟาร์ม คือภาพสะท้อนการร่วมกันทลายปัญหาของเกษตรกรที่มีมาตลอด ทั้งเรื่องปัญหาการตลาดที่เกษตรกรต้องแบกรับภาระการจัดหารตลาดเอง การเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างจำกัด ระบบนี้เข้ามาจัดการด้านการตลาด ทำให้เกษตรกรปลอดความเสี่ยง คลายภาระเกษตรกรที่ต้องแบก และพวกเขายังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ดีจากบริษัท เป็นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมและการทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวคือการสร้างอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภค</p>","2022-02-28T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220228193635351"],
    [24,"","",null,"","","",""],
    [25,"","",null,"","","",""],
    [26,"","",null,"","","",""],
    [27,"","",null,"","","",""],
    [28,"","",null,"","","",""],
    [29,"","",null,"","","",""],
    [30,"","",null,"","","",""],
    [31,"","",null,"","","",""],
    [32,"","",null,"","","",""],
    [33,"","",null,"","","",""],
    [34,"","",null,"","","",""],
    [35,"","",null,"","","",""],
    [36,"","",null,"","","",""],
    [37,"","",null,"","","",""],
    [38,"","",null,"","","",""]
]}
