<data xmlns:xsi="http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance">
<row _id="1"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาช้างป่าและคนให้อยู่ด้วยกันอย่างสมดุล หวังลดปัญหาความขัดแย้งลงได้</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาช้างป่าและคนให้อยู่ด้วยกันอย่างสมดุล&amp;nbsp;หวังลดปัญหาความขัดแย้งลงได้&lt;/u&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่ายังมีในหลายพื้นที่&amp;nbsp;แม้ภาครัฐจะหาแนวทางหรือวิธีแก้ปัญหามาใช้แต่ก็ยังคงไม่หมดไปจากประเทศไทย&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์&amp;nbsp;จึงเป็นหนึ่งแนวทางที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งให้เกิดความสมดุลในอนาคต&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ช้างป่า&amp;nbsp;เป็นสัตว์สัญลักษณ์ที่มีความสำคัญและมีบทบาทต่อสังคมไทยมาช้านานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp;ถึงเวลาให้ความสำคัญและคุณค่าของช้างอย่างจริงจังแล้ว&amp;nbsp;โดยเฉพาะช้างป่า&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมอนุรักษ์ช้างป่า&amp;nbsp;เพื่อเป็นอีกวิธีลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนให้สำเร็จ&amp;nbsp;ซึ่งพื้นที่ป่ารอยต่อ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;จังหวัดภาคตะวันออก&amp;nbsp;ครอบคลุมพื้นที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;จังหวัด&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;ฉะเชิงเทรา&amp;nbsp;จันทบุรี&amp;nbsp;ระยอง&amp;nbsp;ชลบุรี&amp;nbsp;และสระแก้ว&amp;nbsp;ที่มีความอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp;มีความหลากหลายทางชีวภาพ&amp;nbsp;และที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมาก&amp;nbsp;โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่&amp;nbsp;อย่างช้างป่า&amp;nbsp;ที่มีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงที่สุดของประเทศถึงร้อยละ&amp;nbsp;8.2&amp;nbsp;ต่อปี&amp;nbsp;แต่การขยายตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้อาหารไม่เพียงพอมีช้างป่าบางส่วนออกหากินนอกพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์&amp;nbsp;จนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนและช้างป่าค่อนข้างรุนแรงเกิดการสูญเสียทั้งชีวิตคน&amp;nbsp;ช้างป่า&amp;nbsp;และพืชผลทางการเกษตร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์&amp;nbsp;จะช่วยแก้ปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่า&amp;nbsp;การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp;การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างดี&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;นายวีระพงษ์&amp;nbsp;โคระวัตร&amp;nbsp;หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน&amp;nbsp;เล่าให้ฟังว่า&amp;nbsp;ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งของแนวทางแก้ปัญหาช้างป่า&amp;nbsp;ทั้งการปรับปรุงและฟื้นฟูทุ่งหญ้าบริเวณบ่อมะเดื่อ&amp;nbsp;คลองร้อย&amp;nbsp;และคลองแดง&amp;nbsp;//&amp;nbsp;การพัฒนาแหล่งพืชอาหารช้าง&amp;nbsp;เช่นปลูกไผ่ป่า&amp;nbsp;มะม่วงป่า&amp;nbsp;และเต่ารั้ง&amp;nbsp;และจัดทำแหล่งน้ำสำหรับช้างป่าให้กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสมบูรณ์ของช้างป่า&amp;nbsp;ควบคู่กับการจัดการพื้นที่แนวกันชน&amp;nbsp;(จุดพักช้าง)&amp;nbsp;ตรึงช้างให้ห่างจากชุมชนและกำหนดเส้นทางการพาช้างกลับคืนสู่ป่า&amp;nbsp;และการจัดการพื้นที่ชุมชน&amp;nbsp;ด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำหมู่บ้านคชานุรักษ์แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของพื้นที่เกษตรกรรม&amp;nbsp;และตั้งศูนย์ปฏิบัติการคชานุรักษ์ภาคตะวันออก&amp;nbsp;บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน&amp;nbsp;เพื่อแจ้งเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;การสร้างความสมดุลระหว่างคนและช้างป่า&amp;nbsp;การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมช้างป่า&amp;nbsp;พร้อมกับพัฒนาอาชีพของประชาชนในพื้นที่ให้มีรายได้มากขึ้น&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;จะเป็นแนวทางสำคัญที่อาจช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าและแก้ปัญหาช้างป่าออกจากป่าสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ได้ผลในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-01-02T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220201113614084</Link_News></row>
<row _id="2"><NewsTitle>รายงานพิเศษ สระแก้วคุมเข้มมาตรการเนื้อสุกรชำแหละราคาสูง</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;จังหวัดสระแก้ว&amp;nbsp;โดยศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์&lt;/strong&gt;แอฟริกาในสุกร&amp;nbsp;ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน&amp;nbsp;จากกรณีที่เนื้อสุกรชำแหละมีราคาสูงในขณะนี้&amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังกวัดสระแก้วได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งสำรวจข้อมูลฟาร์มสุกร&amp;nbsp;จำนวนสุกร&amp;nbsp;ผู้เลี้ยงสุกร&amp;nbsp;ทั้งรายย่อยและรายใหญ่ที่ได้รับความเสียหายจากการระบาดของโรค&amp;nbsp;ASF&amp;nbsp;กำชับเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง&amp;nbsp;ควบคุม&amp;nbsp;กำกับการเคลื่อนย้ายสุกรและซากสุกรให้เป็นไปตามมาตรการที่กรมปศุสัตว์กำหนดอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;จากการสำรวจข้อมูล&amp;nbsp;พบว่า&amp;nbsp;จังหวัดสระแก้วมีฟาร์มมาตรฐานสุกร&amp;nbsp;90&amp;nbsp;แห่ง&amp;nbsp;จำนวนสุกร&amp;nbsp;315,000&amp;nbsp;ตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองสระแก้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp;จังหวัดสระแก้วได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ได้แก่&amp;nbsp;สำนักงานจังหวัด&amp;nbsp;สำนักงานพาณิชย์จังหวัด&amp;nbsp;สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด&amp;nbsp;ด่านกักกันสัตว์&amp;nbsp;สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด&amp;nbsp;กอรมน.จังหวัดสระแก้ว&amp;nbsp;สถานีตำรวจภูธรจังหวัด/อำเภอต่าง&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการและห้องเย็น&amp;nbsp;เพื่อป้องกันการกักตุนเนื้อสุกร&amp;nbsp;การลักลอบนำเข้าซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต&amp;nbsp;การให้คำแนะนำสถานประกอบการ&amp;nbsp;รวมทั้งแนวทางป้องกันการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร&amp;nbsp;(ASF)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นางสาวนงเยาว์&amp;nbsp;ศรีฉันทะมิตร&amp;nbsp;พาณิชย์จังหวัดสระแก้ว&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เผยผลการลงพื้นที่ตรวจสอบในช่วงตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;ถึง&amp;nbsp;27&amp;nbsp;มกราคม&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;พบว่า&amp;nbsp;ไม่มีห้องเย็นหรือสถานประกอบการที่มีพฤติกรรมกักตุนเนื้อสุกรแต่อย่างใด&amp;nbsp;แต่หากมีผู้ประกอบการที่กระทำความผิดดังกล่าวจะมีบทลงโทษ&amp;nbsp;จำคุกไม่เกินเจ็ดปี&amp;nbsp;หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท&amp;nbsp;หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;สำหรับผลการออกติดตามสำรวจราคาเนื้อสุกรชำแหละในห้างสรรพสินค้า&amp;nbsp;เขียงหมูทั่วไป&amp;nbsp;รวมทั้งราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิต&amp;nbsp;ได้กำกับให้สถานประกอบการ&amp;nbsp;ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน&amp;nbsp;ครบถ้วน&amp;nbsp;หากฝ่าฝืนมีโทษจำและปรับ&amp;nbsp;&amp;nbsp;การเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน&amp;nbsp;จากกรณีที่เนื้อสุกรชำแหละมีราคาสูง&amp;nbsp;จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน&amp;nbsp;ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ&amp;nbsp;สถานประกอบการ&amp;nbsp;เจ้าของฟาร์ม&amp;nbsp;เครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp;หากพบเห็นสุกรป่วยหรือตายผิดปกติรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที&amp;nbsp;หรือแจ้งเหตุ&amp;nbsp;ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด&amp;nbsp;สายด่วน&amp;nbsp;1567&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดุลยศักดิ์&amp;nbsp;ไชยรัตน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสระแก้ว&amp;nbsp;บท&amp;nbsp;-&amp;nbsp;ผลิต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;#สำนักข่าว&amp;nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;#NNT&amp;nbsp;#ILOVETHAILAND&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-01-02T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคตะวันออก</Region><Province>สระแก้ว</Province><Department>สวท.สระแก้ว</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220201184552314</Link_News></row>
<row _id="3"><NewsTitle>ผู้เลี้ยงหมูวอนขออย่าผลักภาระให้คนเลี้ยง หยุดคิดนำเข้าเนื้อหมู</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;แม้ว่าขณะนี้ผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศจะร่วมกันลดราคาหมูหน้าฟาร์มลงมาที่ 102-104 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นสัปดาห์ที่ 5 ที่ภาคผู้เลี้ยงได้ช่วยสนับสนุนประชาชนลดค่าคองชีพแล้วก็ตาม แต่ทว่าราคาหมูหน้าเขียงในหลายพื้นที่กลับไม่ได้ลดลง จนทำให้ประเด็นราคาเนื้อหมูยังเป็นที่สนใจของสังคมอยู่จนถึงทุกวันนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลายเป็นประเด็นที่ทำให้บางฝ่ายหยิบยกมาหาแนวทางแก้ปัญหา ด้วยการเรียกร้องให้มีการนำเข้าเนื้อหมู เพื่อให้ปริมาณผลผลิตเพียงพอกับความต้องการบริโภค ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ความต้องการบริโภค ณ วันนี้ ไม่ได้เพิ่มขึ้น ในทางกลับกันผู้บริโภคกลับลดการบริโภคเนื้อหมูลงไปอย่างมาก ดูอย่างช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี ที่เรียกว่าเป็นนาทีทองของพ่อค้าแม้ขายทั้งหมู ไก่ ปลา แต่ปีนี้การจับจ่ายสินค้าของลูกค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะกำลังซื้อที่หดตัวจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ราคาสินค้าในท้องตลาดจะไม่ได้ปรับขึ้น ดังที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุถึงสถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนว่า ได้กำกับราคาหมูหน้าฟาร์มไว้ที่ 100-110 บาทต่อกิโลกรัม และหมูเนื้อแดงหน้าเขียงอยู่ที่ 205-210 บาทต่อกิโลกรัม แต่ปัจจุบันราคาต่ำกว่าราคากำกับเฉลี่ย 11% โดยขายเฉลี่ยทั่วทั้งประเทศ 187.19 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาไก่ ปกติจะสูงขึ้นมากในช่วงตรุษจีน แต่ปีนี้ไก่หน้าฟาร์ม กิโลกรัมละไม่เกิน 40 บาท และราคาไก่ทั้งตัวที่จำหน่ายใน 3 ห้างใหญ่ แม็คโคร โลตัส และบิ๊กซี 710 สาขาทั่วประเทศ กิโลกรัมละไม่เกิน 65 บาท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระดับราคาที่เห็นนี้เท่ากับว่าสินค้าไม่ได้แพง แต่ปัญหาอยู่ที่ไม่มีคนกินมากกว่า แล้วอย่างนี้จะให้นำเข้าเนื้อหมูเข้ามาเพื่ออะไร? นี่จึงเป็นคำถามที่ภาคผู้เลี้ยงยังคงคาใจ เพราะหากมองในระยะยาวแล้ว การนำเข้าเนื้อหมูเข้ามาในไทยนั้น ไม่ต่างอะไรกับการผลักภาระปัญหาให้กับคนเลี้ยง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ โดย น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย บอกว่าการนำเข้าเนื้อหมู ชิ้นส่วน และหมูแปรรูปจากต่างประเทศมาพยุงราคาในประเทศนั้น ถือเป็นการทำลายกลไกการเลี้ยงหมูของไทย เพราะหมูนำเข้าราคาถูกกว่าหมูไทย จากต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำกว่ามาก เนื่องจากรัฐบาลของต่างประเทศให้การอุดหนุนต้นทุนการเลี้ยง จึงสามารถขายหมูในราคาถูกได้ ขณะที่ เกษตรกรไทยต้องแบกรับภาระต้นทุนการเลี้ยงหมูที่พุ่งสูงเองทั้งหมด แต่กลับไม่สามารถขายหมูในราคาที่สะท้อนต้นทุนได้ หากยอมให้หมูนอกเข้ามา เกษตรกรไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ก็จะทิ้งอาชีพและเลิกเลี้ยงหมูกันไปหมด ถึงวันนั้นความมั่นคงทางอาหารของประเทศต้องถูกทำลาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบที่สุด หากจำเป็นต้องนำเข้าเนื้อหมู ผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ต้องเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้เท่านั้น เพื่อกำหนดจำนวนและชิ้นส่วนที่จะนำเข้ามา ไม่ให้กระทบกับผู้เลี้ยงในประเทศ รวมทั้งเก็บค่าธรรมเนียม (Surcharge) สำหรับนำไปช่วยเหลือผู้เลี้ยงหมูรายย่อยต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนนายแพทย์ภาคภูมิ พีรวรสกุล เจ้าของณัฐพงษ์ฟาร์ม จ.หนองบัวลำภู ไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะแก้ปัญหาหมูราคาแพงด้วยการนำเข้าเนื้อหมู ที่ยิ่งซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรรายย่อย รวมถึงคนที่เลี้ยงหมูแล้วไม่เป็นโรคแทนที่จะได้ลืมตาอ้าปาก หรือคนที่เลี้ยงแล้วเสียหายก็ยังพอมีกำลังใจในการลงทุนเพิ่มเติมในส่วนที่ยังคงปลอดภัยอยู่ แต่ถ้าต้องเจอทั้งเรื่องโรคระบาด แล้วยังเจอราคาหมูตกต่ำ จากที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับหมูนอกได้อีก ย่อมทำให้วงจรอาชีพเลี้ยงหมูรายย่อยหายไปจากระบบอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทางด้าน ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การนำเข้าเนื้อหมู อาจทำให้ราคาหมูในประเทศถูกลงก็จริง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือ เกษตรกรรายย่อยที่ยังเหลืออยู่จะขายหมูไม่ได้ และจะไม่มีเงินมากพอที่จะนำไปใช้ปรับปรุงระบบการเลี้ยง สุดท้ายก็คงรอการเข้าโจมตีของโรคและยุติอาชีพในที่สุด ซึ่งไม่เป็นธรรมกับเขาเลย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ต้องขาดทุนสะสมจากราคาหมูตกต่ำมาตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันนี้สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ คือการสนับสนุนให้เกษตรกรที่หยุดเลี้ยงหมูไปก่อนหน้านี้รีบกลับเข้าระบบให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันต้องเร่งช่วยลดภาระของเกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนการหลิตที่เพิ่มขึ้นจาก ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 30-40% กลายเป็นภาระนักที่ตกอยู่กับผู้เลี้ยงสัตว์ รัฐบาลจึงควรสนับสนุนภาคเกษตรกรรมให้บรรลุเป้าหมายการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ มากกว่าการนำเข้าที่เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ที่จะก่อปัญหาระยะยาวให้กับเกษตรกร อีก 107,157 รายที่เหลืออยู่ให้ต้องแบกรับ ต่อเมื่อภาระนั้นเกินจะรับไหว คงถึงคราวที่อาชีพเลี้ยงหมูต้องล่มสลาย และความมั่นคงทางอาหารของไทยต้องพังทลายในที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่าให้เนื้อหมูนำเข้าต้องมาเป็นอุปสรรคของการแก้ปัญหาหมู กลายเป็นตัวฉุดรั้งแนวทางในการพื้นฟูการเลี้ยงหมูรายย่อย-เล็ก เพื่อให้สถานการณ์ในประเทศกลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด ที่รัฐกำลังเร่งดำเนินการต้องมาสะดุดลง&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-02-02T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220202193329778</Link_News></row>
<row _id="4"><NewsTitle>รายงานพิเศษ เรื่อง ที่มาของการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิบ้านน้ำเค็ม&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ที่รำลึกถึงเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย&amp;nbsp;พื้นที่ชายฝั่งอันดามันของไทยรวมถึงบ้านน้ำเค็ม&amp;nbsp;ตำบลบางม่วง&amp;nbsp;อำเภอตะกั่วป่า&amp;nbsp;จังหวัดพังงา&amp;nbsp;ได้รับผลกระทบรุนแรง&amp;nbsp;เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน&amp;nbsp;สำหรับชุมชนบ้านน้ำเค็มเกิดคลื่นสึนามิสูง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;-&amp;nbsp;7&amp;nbsp;เมตร&amp;nbsp;ทำให้เรือฟ้า&amp;nbsp;ชื่อเรือโชคศิริพร&amp;nbsp;และเรือส้ม&amp;nbsp;ชื่อเรือ&amp;nbsp;ศรีสมุทร&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเรืออวนล้อมจับ&amp;nbsp;(เรืออวนดำ)&amp;nbsp;ถูกคลื่นซัดจากแพปลาบ้านน้ำเค็ม&amp;nbsp;ลอยลำตามกระแสน้ำเข้าสู่หมู่บ้านแล้วจอดสงบนิ่งบนเนินกลางหมู่บ้าน&amp;nbsp;ในสภาพหัวเรือเกยอยู่บนชายคาบ้านหลังหนึ่ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นางอุไรวรรณ&amp;nbsp;แดงงาม&amp;nbsp;วัฒนธรรมจังหวัดพังงา&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หลังจากเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ&amp;nbsp;ทางภาครัฐมีแนวคิดในการสร้างพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ&amp;nbsp;เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงเหตุการณ์&amp;nbsp;เป็นสถานที่เก็บหลักฐานวัตถุ&amp;nbsp;เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีพิบัติภัยสึนามิ&amp;nbsp;รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม&amp;nbsp;ได้จัดสรรงบประมาณของปี&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;64.8&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp;เพื่อจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ&amp;nbsp;โดยองค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง&amp;nbsp;ได้จัดซื้อที่ดินจำนวน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;เพื่อรองรับการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์&amp;nbsp;กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดซื้อเรือสีส้ม-ฟ้า&amp;nbsp;ซึ่งเป็นรองรอยหลักฐานสำคัญ&amp;nbsp;และต่อมาได้จัดสรรเงินงบประมาณประจำปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp;เพื่อดำเนินโครงการตกแต่งภายในอาคาร&amp;nbsp;ซึ่งรับผิดชอบโครงการโดยวัฒนธรรมจังหวัดพังงา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ในส่วนการออกแบบอาคารพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งธรณีพิบัติภัยสึนามิ&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;โดย&amp;nbsp;นายพรธรรม&amp;nbsp;ธรรมวิมล&amp;nbsp;ผู้อำนวยการกลุ่มสถาปัตยกรรม&amp;nbsp;สำนักสถาปัตยกรรม&amp;nbsp;กรมศิลปากร,&amp;nbsp;ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา&amp;nbsp;สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม&amp;nbsp;สำนักศิลปกรรม&amp;nbsp;กล่าวแนวคิดในการออกแบบอาคารฯ&amp;nbsp;ภาพรวมว่า&amp;nbsp;เพื่อให้เป็นอนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง&amp;nbsp;สื่อความหมายถึงเหตุการณ์พิบัติภัยสึนามิ&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;26&amp;nbsp;ธันวาคม&amp;nbsp;2547&amp;nbsp;ผ่านวัตถุพยาน&amp;nbsp;เรือประมงสีส้ม-ฟ้า&amp;nbsp;ซึ่งถูกคลื่นยักษ์สึนามิซัดมาเกยตื้นในพื้นที่บ้านน้ำเค็ม&amp;nbsp;ส่วนรูปแบบสถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตยกรรม&amp;nbsp;สอดผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน&amp;nbsp;เพื่อเน้นความโดดเด่นและสำคัญของเรือทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ลำ&amp;nbsp;โดยมีจุดหมายเป็นหอชมทัศนียภาพ&amp;nbsp;ของบริเวณบ้านน้ำเค็ม&amp;nbsp;ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือประมงพื้นบ้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ด้านการจัดแสดงและตกแต่งภายในอาคาร&amp;nbsp;ออกแบบและควบคุมโดย&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;นายวุฒินันท์&amp;nbsp;จินศิริวานิชย์&amp;nbsp;นางสาวชาริณี&amp;nbsp;อรรถจินดา&amp;nbsp;และนายภัทร&amp;nbsp;สำราญสุข&amp;nbsp;สำนักสถาปัตยกรรม&amp;nbsp;กรมศิลปากร&amp;nbsp;โดยมีแนวทางในการออกแบบจากข้อมูลในการสัมภาษณ์ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบเหตุ&amp;nbsp;ข้อมูลภาพถ่ายตามบ้านเรือนประชาชน&amp;nbsp;และการประชุมคณะทำงานด้านวิชาการและประวัติศาสตร์โดยกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;การก่อสร้างทุกส่วนแล้วเสร็จ&amp;nbsp;เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน&amp;nbsp;2564&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;จึงมีกำหนดการเปิดให้บริการประชาชนอย่างเป็นทางการในวันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;กุมภาพันธ์&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;เวลา&amp;nbsp;10.00&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;โดยพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp;จันทร์โอชา&amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม&amp;nbsp;เป็นประธานกล่าวเปิดงานผ่านการถ่ายทอดสดจากทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม&amp;nbsp;นายอิทฺธิพล&amp;nbsp;คุณปลื้ม&amp;nbsp;ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม&amp;nbsp;นางยุพา&amp;nbsp;ทวีวัฒนะกิจบวร&amp;nbsp;และผู้บริหารระดับสูง&amp;nbsp;ในระดับกระทรวง&amp;nbsp;ระดับจังหวัด&amp;nbsp;หัวหน้าส่วนราชการ&amp;nbsp;องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;nbsp;ตลอดจนประชาชน&amp;nbsp;ประมาณ&amp;nbsp;300&amp;nbsp;คนเข้าร่วมพิธีเปิดภายใต้มาตรการป้องกันและคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด&amp;nbsp;19&amp;nbsp;อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;#สำนักข่าว&amp;nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;#NNT&amp;nbsp;#ILOVETHAILAND&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-03-02T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคใต้</Region><Province>พังงา</Province><Department>สวท.ตะกั่วป่า จ.พังงา</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220204082310311</Link_News></row>
<row _id="5"><NewsTitle>ASF เปลี่ยนวิถีหมูไทยสู่มาตรฐานฟาร์ม</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;การประเมินผลกระทบของสุกรไทยจาก ASF ของ Krungthai COMPASS พบว่า&amp;nbsp;4 จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงมาก คือ จังหวัดเชียงใหม่ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และจังหวัดนครราชสีมา&amp;nbsp;โดยมีสัดส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยร้อยละ 97.3, 97.2, 97.2, และ 93.7 ตามลำดับ สูงกว่าสัดส่วนผู้เลี้ยงรายย่อยเฉลี่ยของประเทศที่ร้อยละ 91.5&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ความเสี่ยงสูง 43 จังหวัด อาทิ ขอนแก่น ราชบุรี นครปฐม และความเสี่ยงปานกลาง 29 จังหวัด เช่น จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น&amp;nbsp;ซึ่งเป็นการพิจารณาจากสัดส่วนผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยในแต่ละพื้นที่และสัดส่วนความหนาแน่น หรือปริมาณผลผลิตสุกรในแต่ละจังหวัดต่อจำนวนสุกรทั้งหมด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การฟื้นตัวของเกษตรกรในการกลับเข้าสู่ระบบการเลี้ยง หลังจากหยุดการเลี้ยงไป&amp;nbsp;ให้สามารถผลิตสุกรได้เพียงพอกับความต้องการของตลาด จำเป็นต้องบูรณาการระบบการเลี้ยง ด้วยการยกระดับการเลี้ยงที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio-security)&amp;nbsp;เพื่อให้สุกรที่เลี้ยงมีความปลอดภัย และปลอดจาก ASF ด้วยแนวทาง P-I-G ได้แก่ P-protect โดยต้องมีการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพื่อป้องกันโรค, I-improve เร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และ G-government ภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้เลี้ยงรายกลางและรายย่อย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อดูการขับเคลื่อนของภาคส่วนต่างๆ ในขณะนี้ ในส่วนของภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางแนวทางส่งเสริมและฟื้นฟูการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายเล็กและเกษตรกรรายย่อย&amp;nbsp;ด้วยการกำหนดพื้นที่นำร่อง Pig Sandbox หรือพื้นที่ควบคุมพิเศษ พร้อมอบรมให้ความรู้ด้านการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน ควบคู่กับการอุดหนุนปัจจัยจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นอาหารสัตว์ และลูกสุกรขุนราคาถูก&amp;nbsp;ตลอดจนสนับสนุนช่วยเหลือด้านการเลี้ยง การตลาดและแหล่งทุน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะที่ภาคผู้เลี้ยง สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ ได้มุ่งเน้นให้ความรู้กับผู้เลี้ยงรายย่อยมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดสัมมนา หลังเว้นวรรค จะกลับมาอย่างไรให้ปลอดภัย เพื่อการรับมือสถานการณ์ ASF ด้วยการป้องกันโรค ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เกษตรกรควรเรียนรู้และเตรียมความพร้อมปูพื้นฐานความรู้ให้สามารถกลับมาเลี้ยงหมูได้อีกครั้งอย่างเข้มแข็ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากภาคการเลี้ยง โดยเฉพาะผู้เลี้ยงรายย่อยได้ปรับเปลี่ยนระบบให้มีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ผนวกกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ภาครัฐจะจัดสรรให้ มั่นใจเหลือเกินว่า จะช่วยให้มีสุกรที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยกลับเข้าสู่ระบบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความร่วมมือของทุกภาคส่วนนี้ นับเป็นการเติมเต็มความพร้อม&amp;nbsp;ซึ่งจะช่วยยกระดับให้ฟาร์มเล็กฟาร์มน้อยต่างๆ มีระบบป้องกันโรค และการเลี้ยงสัตว์ที่มีความเหมาะสม หากดำเนินการอย่างรัดกุม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นอีกสิ่งสะท้อนให้เกษตรกรได้ทราบถึงความสำคัญของการจัดการฟาร์ม และการป้องกันโรค ที่เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันความเสียหาย&amp;nbsp;และจะนำพาให้อุตสาหกรรมนี้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-03-02T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220203220810284</Link_News></row>
<row _id="6"><NewsTitle>ASF ปัจจัยหมูแพงทั้งภูมิภาคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ในปี&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;ผลกระทบจากโรคระบาดแอฟริกัน&amp;nbsp;สไวน์&amp;nbsp;ฟีเว่อร์&amp;nbsp;(African&amp;nbsp;Swine&amp;nbsp;Fever&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ASF)&amp;nbsp;แพร่กระจายจากยุโรปเข้ามาในเอเซีย&amp;nbsp;โดยมีจีนเป็นประเทศแรกที่มีการรายงานหมูติดโรคนี้เริ่มจากหนึ่งจังหวัดและกระจายไป&amp;nbsp;32&amp;nbsp;จังหวัด&amp;nbsp;ทำให้มีการทำลายหมูในประเทศจีนไปมากกว่า&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ของการผลิตในประเทศ&amp;nbsp;โดยในปี&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;มีการผลิตหมูประมาณ&amp;nbsp;650&amp;nbsp;ล้านตัวต่อปี&amp;nbsp;ที่สำคัญคือราคาหมูหน้าฟาร์มพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์จาก&amp;nbsp;12.2&amp;nbsp;หยวนต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;(ประมาณ&amp;nbsp;64&amp;nbsp;บาท)&amp;nbsp;ในเดือนกุมภาพันธ์&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;37&amp;nbsp;หยวน&amp;nbsp;(180-190&amp;nbsp;บาท)&amp;nbsp;ในช่วงปลายปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ซึ่งราคาขายปลีกเนื้อหมูจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากราคาหน้าฟาร์ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงรองจากจีน&amp;nbsp;ที่ตรวจพบ&amp;nbsp;ASF&amp;nbsp;ในประเทศ&amp;nbsp;เมื่อเดือนกุมภาพันธ์&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;และแพร่กระจายไป&amp;nbsp;63&amp;nbsp;จังหวัด&amp;nbsp;จนต้องทำลายหมูไปประมาณ&amp;nbsp;5.9&amp;nbsp;ล้านตัว&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;22%&amp;nbsp;ของการผลิตในประเทศ&amp;nbsp;ส่งผลให้ราคาหมูหน้าฟาร์มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ตามหลังจีนมาติดๆ&amp;nbsp;ราคาเฉลี่ย&amp;nbsp;49,000-49,500&amp;nbsp;ดองต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;(ประมาณ&amp;nbsp;176-180&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัม)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากสถานการณ์โรคระบาดดังกล่าว&amp;nbsp;ทั้งสองประเทศประสบปัญหาขาดแคลนเนื้อหมูอย่างหนัก&amp;nbsp;ต้องใช้เวลาประมาณ&amp;nbsp;18-20&amp;nbsp;เดือน&amp;nbsp;ในการกอบกู้สถานการณ์การผลิตและราคาให้กลับมาเป็นปกติ&amp;nbsp;ด้วยการประกาศนโยบายที่เคร่งครัด&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;การจัดการโซนนิ่งจำกัดพื้นที่โรคระบาดในรัศมี&amp;nbsp;5-10&amp;nbsp;กิโลเมตร&amp;nbsp;และส่งหมูเข้าโรงชำแหละในพื้นที่แทนการเคลื่อนย้ายข้ามเขต&amp;nbsp;การจ่ายเงินชดเชยเพื่อจูงใจให้เกษตรกรทำลายหมูตามหลักวิชาการทันทีที่พบการระบาดของโรค&amp;nbsp;จัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;เร่งหาแม่พันธุ์หมูเพื่อผลิตลูกหมูสำหรับเข้าเลี้ยงรอบใหม่&amp;nbsp;ปรับปรุงและฟื้นฟูเกษตรกรรายย่อย&amp;nbsp;รายเล็ก&amp;nbsp;ให้เป็นไปตามมาตรฐานฟาร์ม&amp;nbsp;ตามแนวทางการป้องกันโรค&amp;nbsp;รวมถึงการนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หันมาดูประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดช้ากว่าทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ประเทศ&amp;nbsp;เกือบ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;ผลที่ปรากฎวันนี้&amp;nbsp;การเปิดเผยความจริงของไทยว่าพบโรค&amp;nbsp;ASF&amp;nbsp;ที่โรงชำแหละในจังหวัดนครปฐม&amp;nbsp;เมื่อเดือนมกราคม&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;และการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;เช่นจังหวัดที่มีการเลี้ยงหนาแน่นอย่างราชบุรีและนครปฐม&amp;nbsp;ภาวะโรคที่เกิดขึ้นนี้กลายเป็นผลทางจิตวิทยาที่มีต่อเกษตรกร&amp;nbsp;ทำให้มีการเลิกเลี้ยง&amp;nbsp;หรือหยุดการเลี้ยงไปมากกว่าครึ่ง&amp;nbsp;มีการประเมินว่าผลผลิตในประเทศหายไป&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;โดยแม่พันธุ์ทั่วประเทศลดลงจาก&amp;nbsp;1.1&amp;nbsp;ล้านตัว&amp;nbsp;เหลือ&amp;nbsp;500,000&amp;nbsp;ตัวต่อปี&amp;nbsp;ส่งผลให้หมูขุนลดลงจาก&amp;nbsp;21-22&amp;nbsp;ล้านตัว&amp;nbsp;เหลือ&amp;nbsp;12-13&amp;nbsp;ล้านตัวต่อปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่ต่างจากจีนและเวียดนาม&amp;nbsp;อุปทานของไทยหายไปจำนวนมากเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันราคาเฉลี่ยหมูเนื้อแดงในช่วงเดือนมกราคม&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ขึ้นไปแตะ&amp;nbsp;250&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;โดยราคาหน้าฟาร์มที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากปลายเดือนธันวาคม&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ที่ราคาเฉลี่ย&amp;nbsp;98&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;110&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ช่วงสัปดาห์ที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ของเดือนมกราคมปีนี้&amp;nbsp;จนสมาคมผู้เลี้ยสุกรแห่งชาติต้องประกาศรักษาระดับราคาหน้าฟาร์มไม่ให้เกิน&amp;nbsp;110&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;โดยไม่ต้องมีใครมากำหนดราคา&amp;nbsp;เพื่อไม่ให้กลไกตลาดเสียหาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp;จากการเดินหน้าตรวจสต๊อกของผู้ผลิตและห้องเย็นทั่วประเทศอย่างเข้มข้น&amp;nbsp;ทำให้มีการทยอยนำสต๊อกออกสู่ตลาดต่อเนื่อง&amp;nbsp;หากแต่การบริโภคของผู้บริโภคก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้น&amp;nbsp;เหตุจากภาวะเศรษฐกิจภาคครัวเรือนที่ถดถอย&amp;nbsp;ทำให้ปริมาณหมูกลับสู่สมดุล&amp;nbsp;ราคาขายปลีกหน้าเขียงจึงลดต่ำลง&amp;nbsp;ส่วนราคาหน้าฟาร์มอ่อนตัวลงไปอยู่ที่&amp;nbsp;100&amp;nbsp;-104&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;(วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;กุมภาพันธ์&amp;nbsp;2565)&amp;nbsp;ซึ่งคาดว่าราคาจะลดลงอีก&amp;nbsp;ทั้งนี้&amp;nbsp;รัฐบาลไทยยังไม่มีการนโยบายนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนและราคาสูงอย่างที่บางฝ่ายแนะนำ&amp;nbsp;เพราะต้องพิจารณาสมดุลผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผลกระทบต่อเกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์&amp;nbsp;สัตวแพทย์ศาสตร์&amp;nbsp;สมาคมผู้เลี้ยงหมูแห่งชาติ&amp;nbsp;และกรมปศุสัตว์&amp;nbsp;มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า&amp;nbsp;การฟื้นฟูอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทย&amp;nbsp;โดยเฉพาะรายย่อยและรายเล็กต้องใช้เวลา&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;ในการเพิ่มผลผลิตให้กลับสู่ภาวะปกติ&amp;nbsp;แต่ราคาหน้าฟาร์มและราคาขายปลีกเนื้อหมูจะไม่กลับไปต่ำที่ระดับ&amp;nbsp;70-80&amp;nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;เช่นเดิมอีก&amp;nbsp;เนื่องจากเกษตรกรมีต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้นจากปัจจัยการป้องกันโรค&amp;nbsp;รวมถึงราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น&amp;nbsp;ตลอดจนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีการปรับราคาขึ้น&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;ในปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในรอบ&amp;nbsp;13&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;ทั้งกากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหนือสิ่งอื่นใด&amp;nbsp;โรคระบาด&amp;nbsp;ASF&amp;nbsp;อยู่เหนือการควบคุมเพราะยังไม่มีวัคซีนและยารักษาหากมีการระบาดของโรค&amp;nbsp;แต่ป้องกันได้ด้วยการทำมาตรฐานฟาร์มตามหลักสากล&amp;nbsp;และมาตรการป้องกันโรคระบาดด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี้&amp;nbsp;(Biosecurity)&amp;nbsp;เพื่อป้องกันโรคจากภายนอกเข้าสู่ฟาร์ม&amp;nbsp;และป้องกันโรคจากฟาร์มสู่ภายนอก&amp;nbsp;เพื่อควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัด&amp;nbsp;ซึ่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการเดินสายอบรมเกษตรกรในการฟื้นฟูฟาร์มอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล&amp;nbsp;เพื่อส่งเสริมความรู้และสร้างความมั่นใจให้กับเกษตกรในเลี้ยงหมูรอบใหม่&amp;nbsp;โดยเฉพาะระบบไบโอซีเคียวริตี้&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมากในการป้องกันโรค&amp;nbsp;เหล่านี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้&amp;nbsp;แต่เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น&amp;nbsp;เราต้องรับมืออย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพตามความเป็นจริง&amp;nbsp;เพื่อจบปัญหาในระยะเวลาอันสั้นไม่ซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-right"&gt;&amp;nbsp;อัปสร&amp;nbsp;พรสวรรค์&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-04-02T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220204212934705</Link_News></row>
<row _id="7"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : ตลาดพอใจสกลนคร ลดค่าครองชีพ คนขายพอใจ คนซื้อถูกใจ</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตลาดพอใจจังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;กลับมาคึกคักอีกครั้ง&amp;nbsp;หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&amp;nbsp;พ่อค้า&amp;nbsp;แม่ค้า&amp;nbsp;ต่างนำผลิตภัณฑ์ชุมชน&amp;nbsp;ผลผลิตทางการเกษตร&amp;nbsp;ที่สะอาด&amp;nbsp;ปลอดภัย&amp;nbsp;รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก&amp;nbsp;มาจำหน่าย&amp;nbsp;คนขายพอใจ&amp;nbsp;คนซื้อถูกใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;บริเวณพื้นที่ด้านข้างวิทยาลัยอาชีวศึกษาสกลนครพัฒนศิลป์&amp;nbsp;บ้านน้อยจอมศรี&amp;nbsp;ตำบลฮางโฮง&amp;nbsp;อำเภอเมืองสกลนคร&amp;nbsp;จังหวัดสกลนคร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ได้เปิดเป็น&amp;nbsp;"ตลาดพอใจ"&amp;nbsp;ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของวิทยาลัยฯ&amp;nbsp;ที่เปิดให้พ่อค้า&amp;nbsp;แม่ค้า&amp;nbsp;เกษตรกรที่สนใจ&amp;nbsp;นำผลิตภัณฑ์ชุมชน&amp;nbsp;ผลผลิตทางการเกษตร&amp;nbsp;ที่สะอาด&amp;nbsp;ปลอดภัย&amp;nbsp;รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกมาจำหน่าย&amp;nbsp;เป็นตลาดวิถีชุมชนที่คนขายต่างก็พอใจ&amp;nbsp;คนซื้อก็ถูกใจ&amp;nbsp;เพราะนอกจากจะสินค้าถูกดี&amp;nbsp;มีคุณภาพแล้ว&amp;nbsp;ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนด้วย&amp;nbsp;โดยเปิดจำหน่ายทุกวันเสาร์&amp;nbsp;ตั้งแต่&amp;nbsp;06.00-12.00&amp;nbsp;น.&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ดร.วิษณุ&amp;nbsp;อ๋องสกุล&amp;nbsp;ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาสกลนครพัฒนศิลป์&amp;nbsp;ในฐานะเลขาธิการหอการค้าจังหวัดสกลนคร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เล่าให้ฟังว่า&amp;nbsp;ตลาดพอใจ&amp;nbsp;แห่งนี้&amp;nbsp;เป็นพื้นที่สำหรับกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp;นำผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยมาจำหน่าย&amp;nbsp;นอกจากนี้&amp;nbsp;ยังมีร้านค้าของนักศึกษา&amp;nbsp;ที่ทางวิทยาลัยสอนให้ทดลองทำด้วยการปฏิบัติจริง&amp;nbsp;เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์&amp;nbsp;ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ที่มาเที่ยวชมมากขึ้น&amp;nbsp;แต่พอเจอสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;จึงทำให้ซบเซาลงไป&amp;nbsp;ครั้งนี้&amp;nbsp;เมื่อเปิดตลาด&amp;nbsp;ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง&amp;nbsp;โดยได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;จัดโครงการผู้ว่าฯลดค่าครองชีพประชาชน&amp;nbsp;นำสินค้าอุปโภค&amp;nbsp;บริโภค&amp;nbsp;ราคาประหยัดมาจำหน่ายด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ด้าน&amp;nbsp;นางอุทัย&amp;nbsp;จันทพงษ์&amp;nbsp;กลุ่มจักสานตะกร้าบ้านนาดอกไม้&amp;nbsp;ตำบลฮางโฮง&amp;nbsp;อำเภอเมืองสกลนคร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp;ช่วงแรกที่โควิด-19&amp;nbsp;ระบาด&amp;nbsp;ตลาดพอใจ&amp;nbsp;จะเงียบมาก&amp;nbsp;ตอนนี้&amp;nbsp;เมื่อสถานณ์การณ์ดีขึ้น&amp;nbsp;ประชาชนระมัดระวังป้องกันตัวเองมากขึ้น&amp;nbsp;ก็เริ่มมีลูกค้ามาเดินซื้อของ&amp;nbsp;ทำให้พ่อค้าแม่ค้า&amp;nbsp;ได้ขายสินค้า&amp;nbsp;พอมีรายได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ส่วนลูกค้าอย่างนางสุรีพร&amp;nbsp;หาญมนตรี&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ก็บอกว่า&amp;nbsp;ของถูกมาก&amp;nbsp;ทั้งผ้าพื้นเมือง&amp;nbsp;ผักปลอดสาร&amp;nbsp;และสินค้าราคาถูก&amp;nbsp;พอใจมาก&amp;nbsp;เป็นการลดค่าครองชีพได้มากทีเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;เมื่อคนขายพอใจ&amp;nbsp;คนซื้อถูกใจ&amp;nbsp;ตลาดพอใจ&amp;nbsp;แห่งนี้&amp;nbsp;จึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ในทุก&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;วัน&amp;nbsp;จะมีร้านกาแฟ&amp;nbsp;รสชาติดีอย่างร้านมาม่าดู&amp;nbsp;คาเฟ่&amp;nbsp;ให้ลูกค้าได้มานั่งชิล&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;ถ่ายรูป&amp;nbsp;จิบกาแฟ&amp;nbsp;แลผลิตภัณฑ์&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-05-02T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>สกลนคร</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220205165624900</Link_News></row>
<row _id="8"><NewsTitle>นักวิชาการแนะเลือกไส้กรอกจากผู้ผลิตมาตรฐาน พร้อมระบุวิธีอุ่นเลี่ยงไขมัน</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;รศ.ดร.อินทาวุธ สรรพวรสถิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ข่าวโรงงานไส้กรอกที่ไม่ถูกสุขลักษณะอาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนกังวลใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว "ไส้กรอก" ที่หลายคนโปรดปรานยังสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย เพียงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตและการบรรจุที่ดีจากผู้ผลิตที่มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;ปัจจุบันการผลิตไส้กรอกของไทยมีพัฒนาการก้าวหน้าไปมาก ผู้ผลิตรายใหญ่นำเทคโนโลยีการผลิต เช่น ระบบการผลิตอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง การผลิตโดยไม่ใช้สารกันเสียอื่นๆ นอกเหนือจากสารที่จำเป็นและมีอยู่ในสูตรการผลิต ทั้งยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ในมาตรฐานความปลอดภัย"&lt;/em&gt; รศ.ดร.อินทาวุธ กล่าว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ไส้กรอก แนะนำให้พิจารณาจากลักษณะภายนอกของไส้กรอก ที่ไม่ควรมีสีชมพูหรือแดงเข้มจนเกินไป สีของผลิตภัณฑ์ควรเป็นตามสีของวัตถุดิบตั้งต้นด้วย ขณะที่รสชาติต้องตรงกับความเป็นธรรมชาติของประเภทของเนื้อสัตว์นั้นๆ ที่สำคัญ ควรเลือกผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ บนบรรจุภัณฑ์จะต้องระบุสถานที่ผลิต วันผลิต และวันหมดอายุอย่างชัดเจน มีเครื่องหมาย อย. หรือมอก. เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ไส้กรอกเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูปที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยการทำให้สุกโดยใช้ความร้อน&amp;nbsp;ดังนั้น ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้วิธี อุ่น ไส้กรอกได้ง่ายๆ เพียงนำไปลวกในน้ำร้อน นึ่ง หรืออุ่นในไมโครเวฟ หลีกเลี่ยงการทอดก็จะเลี่ยงการได้รับไขมันจากวิธีทอดด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ คนไทยไม่ได้บริโภคไส้กรอกกันเป็นอาหารหลัก หรือมากเท่ากับคนในชาติตะวันตก ดังนั้น ในเรื่องปริมาณการบริโภคจึงไม่มีประเด็น การบริโภค ไส้กรอกคุณภาพ อย่างพอดีจึงไม่มีปัญหาใด อย่างไรก็ตาม หากรับประทานร่วมกับผักต่าง ๆ ก็จะได้สารต้านอนุมูลอิสระและช่วยในการขับถ่าย รวมทั้งควรรับประทานอาหารหลากหลายให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน ควบคู่การออกกำลังกายด้วย ก็จะทำให้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และห่างไกลโรคภัย&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-06-02T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220206150434095</Link_News></row>
<row _id="9"><NewsTitle>กินไส้กรอกอย่างสบายใจ ปลอดภัย ไม่กลัวอ้วน</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ไส้กรอกจัดเป็นแหล่งของโปรตีน มีกระบวนการผลิตโดยใช้เนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก ผ่านการบดละเอียดขึ้นรูปเป็นไส้กรอก และทำให้สุกโดยใช้ความร้อน ใส่ส่วนผสมต่างๆ จนได้รสชาติที่อร่อย กลมกล่อม ในกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานจะใช้เนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพ ไม่ใช้เศษเนื้อ และมีการตรวจสอบสิ่งปนเปื้อนก่อนนำเข้าสู่กระบวนการผลิต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การแปรรูปอาหารเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบอาหารในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ทำให้อาหารสามารถเก็บได้นานขึ้นกว่าวัตถุดิบอาหารสด เช่น การนำเนื้อสัตว์ไปแปรรูปเป็นไส้กรอก แฮม ทำให้สามารถเก็บได้นาน สิ่งสำคัญของการแปรรูปอาหารที่ต้องคำนึงถึงนั้นคือเรื่องของความปลอดภัย เมื่อรับประทานแล้วต้องไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในการประกอบอาหารส่วนใหญ่จะผ่านกรรมวิธีผัด นึ่ง อบ ทอด เพื่อให้อาหารสุกพร้อมรับประทาน แต่กระบวนการทอดหรือผัดนั้นจะมีน้ำมันที่ให้พลังงานสูงขึ้น เช่น ไส้กรอกทอดจะให้พลังงานมากกว่าไส้กรอกที่ผ่านการอบหรือนึ่ง ถ้ารับประทานเป็นประจำในปริมาณมากติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วน มีภาวะคอเลสเตอรอลสูง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับภาวะโรคอ้วน เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases : NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคตับ เป็นต้น โดยมีสาเหตุจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำ รวมถึงของหวาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ออกกำลังกาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดังนั้น กรรมวิธีในการประกอบอาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย เพราะการรับประทานไส้กรอกในปริมาณที่เหมาะสมไม่ได้ทำให้อ้วน แต่การรับประทานของทอดหรือมันมากๆ ไม่ว่าจะประเภทใดก็ตาม จะส่งผลทำให้เกิดภาวะโรคอ้วนอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้บริโภคมีความกังวลเรื่องภาวะโรคอ้วน จึงแนะนำว่าควรรับประทานให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ ระมัดระวังในการรับประทานของทอด หวาน มัน เค็ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ผลิตควรให้ความใส่ใจกับการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบจนถึงการบรรจุ เพื่อให้ได้ไส้กรอกที่มีคุณภาพดี ถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัยมากที่สุด นอกจากนี้ผู้ผลิตที่มีมาตรฐานจะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการปนเปื้อน และการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะทำให้เกิดการเสื่อมเสียของไส้กรอกได้ ส่วนอีกประเด็นคือเรื่องของการใช้ไนไตรท์เป็นวัตถุเจือปนอาหารในผลิตภัณฑ์ไส้กรอก ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมอาหารและยา (อย.) เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนิฐพร วังใน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-10-02T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220210154954750</Link_News></row>
<row _id="10"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : "การปกป้องผืนป่าและทรัพยากรของประเทศจากการลักลอบบุกรุกและแผ้วถางป่า"</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&amp;nbsp;"การปกป้องผืนป่าและทรัพยากรของประเทศจากการลักลอบบุกรุกและแผ้วถางป่า"&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;ยังคงมุ่งมั่นปกป้องผืนป่าและทรัพยากรของประเทศต่อเนื่อง&amp;nbsp;โดยให้กรมป่าไม้คุมเข้มการบุกรุกป่าและลักลอบตัดไม้เขตป่าอย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;หลังพบเครือข่ายเล่าต๋าแผ้วถางป่าพื้นที่ในโครงการร้อยใจรักษ์กว่า&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ไร่ในเขตป่าแม่อาย&amp;nbsp;พร้อมเดินหน้าดำเนินคดีให้ถึงที่สุด&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;การเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติของประชาชน&amp;nbsp;ภาครัฐได้กำหนดกฎกติกาและระเบียบไว้อย่างชัดเจน&amp;nbsp;โดยเฉพาะการเข้าทำประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับการผ่อนผันก่อนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;มิถุนายน&amp;nbsp;2541&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ซึ่งการได้รับผ่อนผันให้เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ได้จะต้องช่วยกันรักษาพื้นที่ดังกล่าวไว้&amp;nbsp;หากไม่เป็นไปตามกติกาที่กำหนดจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย&amp;nbsp;เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่มีความผิดในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่&amp;nbsp;ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เองต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วยความเข้มแข็งแต่ไม่ใช่ความแข็งกร้าว&amp;nbsp;และอ่อนน้อมแต่ไม่ใช่ความอ่อนแอ&amp;nbsp;สิ่งสำคัญเน้นการพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้เกิดความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ&amp;nbsp;เพราะการมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นในประเทศเท่ากับมีพื้นที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้นด้วย&amp;nbsp;ดังนั้น&amp;nbsp;การมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆจะช่วยปกป้องผืนป่าและฟื้นฟูทรัพยากรให้สมบูรณ์ได้อย่างประสบผลสำเร็จมากที่สุด&amp;nbsp;แต่ยังพบมีบุคคลบางกลุ่มพยายามใช้ประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์และแผ้วถางบุกรุกป่าอยู่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัจจุบันกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;ได้เร่งสำรวจพื้นที่ตามเงื่อนไขของ&amp;nbsp;คทช.&amp;nbsp;ไปแล้วประมาณ&amp;nbsp;3.9&amp;nbsp;ล้านไร่&amp;nbsp;โดยให้สิทธิ์ทำกินไม่ใช่ให้เอกสารสิทธิ์ครอบครอง&amp;nbsp;จึงไม่สามารถซื้อขายได้&amp;nbsp;แต่สามารถสืบทอดโดยสันดานได้&amp;nbsp;เพื่อให้ประชาชนได้อยู่อย่างถูกกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;อย่างการจับกุมการลักลอบตัดไม้และเข้าตรวจยึดที่ดินหลังพบการบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง&amp;nbsp;ต.ท่าตอน&amp;nbsp;อ.แม่อาย&amp;nbsp;จ.เชียงใหม่&amp;nbsp;พบการตัดโค่นต้นไม้จนพื้นที่เตียนโล่ง&amp;nbsp;ไถปรับหน้าดินเป็นบริเวณกว้าง&amp;nbsp;และขุดสระเก็บน้ำขนาดกว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;รวมเป็นรอบแปลงที่ดินกว่า&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;ซึ่งจากการตรวจสอบกลับพบเป็นที่ดินของผู้มีอิทธิพลยาเสพติดรายใหญ่ของประเทศ&amp;nbsp;หรือเครือข่ายเล่าต๋า&amp;nbsp;นายวราวุธ&amp;nbsp;ศิลปอาชา&amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;เล่าให้ฟังว่า&amp;nbsp;พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ถูกอายัติและยึดทรัพย์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว&amp;nbsp;ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่อนุญาตให้นายเล่าต๋า&amp;nbsp;แสนลี่&amp;nbsp;และภรรยาทำประโยชน์&amp;nbsp;จนถูกจับกุมในคดียาเสพติดจำคุกตลอดชีวิต&amp;nbsp;จากนั้นโครงการร้อยใจรักษ์ได้เข้ามาทำแปลงปลูกและฟื้นฟูพื้นที่จนมีความสมบูรณ์&amp;nbsp;แต่พบมีเครือข่ายเล่าต๋ามาแผ้วถางและตัดต้นไม้&amp;nbsp;ถือเป็นการกระทำผิดพระราชบัญญัติป่าไม้ฯโดยไม่ได้รับอนุญาต&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่จึงได้ติดประกาศรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเตรียมฟื้นฟูให้กลับมาสมบูรณ์&amp;nbsp;พร้อมย้ำ&amp;nbsp;การดำเนินการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ต้องการให้ทุกคนรู้ว่าไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;.............&amp;nbsp;เสียง&amp;nbsp;..............&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่&amp;nbsp;กรมป่าไม้&amp;nbsp;จะบังคับใช้กฎหมายป่าไม้&amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;25&amp;nbsp;แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ&amp;nbsp;พ.ศ.2507&amp;nbsp;อย่างเด็ดขาด&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;และวางแผนดำเนินการฟื้นฟูป่าแม่อายที่ถูกบุกรุกให้คืนสภาพป่าสมบูรณ์ต่อไป&amp;nbsp;พร้อมมีแนวทางจะจัดตั้ง&amp;nbsp;"ศูนย์รับเรื่องราวให้คำปรึกษาปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม"&amp;nbsp;เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีช่องทางการแจ้งปัญหาเรื่องร้องเรียนต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-11-02T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220211084402929</Link_News></row>
<row _id="11"><NewsTitle>รายงานพิเศษ น้ำคืนชีวิต จังหวัดอุดรธานี</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายวิชัย&amp;nbsp;จาตุรงค์กร&amp;nbsp;ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&amp;nbsp;นำนายเกรียงศักดิ์&amp;nbsp;ถวายชัย&amp;nbsp;ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี&amp;nbsp;และคณะเยี่ยมชมแปลงเกษตรของนายเที่ยง&amp;nbsp;จันทร์แจ้ง&amp;nbsp;เกษตรกรบ้านปะโค&amp;nbsp;ตำบลกุดจับ&amp;nbsp;อำเภอกุดจับ&amp;nbsp;จังหวัดอุดรธานี&amp;nbsp;พื้นที่รับน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&amp;nbsp;เขตโซน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ฝายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หลังโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวงปล่อยน้ำให้เกษตรในพื้นที่ทำการเกษตรฤดูแล้ง&amp;nbsp;หวังพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร&amp;nbsp;เสริมรายได้&amp;nbsp;ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นายวิชัย&amp;nbsp;จาตุรงค์กร&amp;nbsp;ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&amp;nbsp;กล่าววา&amp;nbsp;โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&amp;nbsp;มีปริมาณน้ำกักเก็บหลังส่งน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง&amp;nbsp;เมื่อสิ้นฤดูฝน&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ที่&amp;nbsp;78&amp;nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp;จากการประชุมกลุ่มผู้ใช้น้ำ&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;ธันวาคม&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ที่ประชุมมีมติจัดสรรปริมาณน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;โดยไม่มีผลกระทบกับปริมาณน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค&amp;nbsp;และอื่นๆ&amp;nbsp;รวมพื้นที่เพาะปลูกทั้งสิ้น&amp;nbsp;8,000&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;แยกเป็นสนับสนุนในพื้นที่ส่งน้ำคลองสายใหญ่ฝั่งขวา&amp;nbsp;3,500&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;และพื้นที่คลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้าย&amp;nbsp;4,500&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากการติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกในพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;พบพื้นที่คลองส่งน้ำฝั่งขวามีการเพาะปลูกเพียง&amp;nbsp;1,623&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;และพื้นที่เพาะปลูกคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย&amp;nbsp;มีการเพาะปลูกเพียง&amp;nbsp;2,812&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;รวม&amp;nbsp;4,435&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;ทั้งนี้อาจเป็นเพราะห้วง&amp;nbsp;4-5&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;ปริมาณน้ำมีจำนวนจำกัดต้องสำรองเพื่อการอุปโภคบริโภค&amp;nbsp;มีเพียงการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกถั่งลิสง&amp;nbsp;พืชอัตลักษณ์ของพื้นที่&amp;nbsp;2,000&amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;คาดเมื่อสิ้นฤดูการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี&amp;nbsp;2565จะมีปริมาณน้ำเหลือในอ่างห้วยหลวงที่&amp;nbsp;40&amp;nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp;ซึ่งเป็นปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและสำรองไว้ในช่วงต้นฤดูฝนกรณีฝนทิ้งช่วงต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายเที่ยง&amp;nbsp;จันทร์แจ้ง&amp;nbsp;กล่าวว่าในการทำเกษตรทุกปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;ตนใช้การเจาะบ่อบาดาลแก้ไขปัญหาน้ำ&amp;nbsp;จึงไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ&amp;nbsp;ส่วนในปีนี้ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง&amp;nbsp;ได้ส่งน้ำให้เกษตรกรปลูกพืชฤดูแล้ง&amp;nbsp;ทำให้ประหยัดต้นทุน&amp;nbsp;หากไม่มีน้ำชลประทานจะต้องใช้น้ำบาดาล&amp;nbsp;จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าน้ำมันเชื้อเพลิง&amp;nbsp;ตนได้วางแผนบริหารจัดการพืชที่ที่มีอยู่ทำการเกษตรผสมผสาน&amp;nbsp;ยกร่องปลูกถั่วลิสงซึ่งเป็นพืชน้ำน้อยและเป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอกุดจับ&amp;nbsp;ปลูกมันญี่ปุ่น&amp;nbsp;และมันสำปะหลังเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-11-02T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>อุดรธานี</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220211121900063</Link_News></row>
<row _id="12"><NewsTitle>กลไกตลาดเสรี ช่วยหมูลดราคา โอกาสผู้บริโภค พับแผนนำเข้าหมูซ้ำเติมเกษตรกร</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ภาวะราคาเนื้อหมูแพงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ที่สุดแล้วก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับ กลไกตลาด ที่สามารถทำงานได้อย่างเสรี โดยไม่มีการควบคุมให้กลไกผิดเพิ้ยน ทำให้ปริมาณหมูทั่วประเทศที่แม้จะลดลงมากกว่า 50% กลับสู่สมดุลกับความต้องการบริโภคได้ หลังจากผู้บริโภคหยุดบริโภคเนื้อหมูไประยะหนึ่ง เมื่ออุปสงค์กับอุปทานกลับมาอยู่ในจุดเดียวกัน ราคาหมูจึงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบันเนื้อหมูในท้องตลาดราคาอ่อนตัวลง หมูสันนอก-สันใน ราคา 190 บาทต่อกิโลกรัม หมูเนื้อแดง 170 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนหมูบด 120-140 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาหมูขุนมีชีวิตหน้าฟาร์มตามประกาศราคาแนะนำของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สัปดาห์ล่าสุดอยู่ที่ 94-97 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศได้ร่วมกันรักษาระดับราคามาเป็นสัปดาห์ที่ 5 เพื่อช่วยเหลือด้านค่าครองชีพให้กับประชาชน และไม่ให้ต้องตกเป็นจำเลยสังคมว่าเป็นตัวการทำให้ราคาหมูแพง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลไกตลาดที่ทำให้ราคาหมูย่อตัวลง เป็นผลดีต่อการกระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภค เมื่อผนวกกับมาตรการของรัฐบาลในโครงการคนละครึ่งเฟส 4 ยิ่งเป็นปัจจัยบวกกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อหมู รวมถึงเนื้อไก่โปรตีนคุณภาพดีที่ราคาไม่สูง จากการสำรวจราคาล่าสุด น่องไก่ 65 บาทต่อกิโลกรัม น่องติดสะโพก 70 บาทต่อกิโลกรัม อกไก่-ปีกไก่ 80 บาทต่อกิโลกรัม ไก่ตัว 75-80 บาทต่อกิโลกรัม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เวลานี้จึงเป็นนาทีทองของผู้บริโภค ที่สามารถเลือกบริโภคได้ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ได้ในราคาเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนประเด็น "การกักตุนเนื้อหมู" ปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ให้ความกระจ่าง ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการว่า โดยหลักกฎหมายหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกักตุน ซึ่งหมายถึงการปฏิเสธการจำหน่าย ทั้งที่มีสินค้าและมีผู้ขอซื้อสินค้าเข้ามาแต่ไม่จำหน่าย แต่โดยสภาพความเป็นจริงแล้ว ทุกจุดขายปลีกทั่วประเทศ ทั้งในห้างค้าปลีก ตลาดสด รวมถึงร้านค้า ต่างมีการบริหารการวางสินค้าเนื้อหมูและชิ้นส่วน ตลอดช่วงเวลาการขายได้อย่างไม่ขาดแคลน ดังนั้นจึงไม่ได้เข้าข่ายการกักตุนแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำคัญกว่านั้นคือ ในตลาดตอนนี้มีสินค้าจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปริมาณเนื้อหมูมีมากกว่าความต้องการบริโภคด้วยซ้ำ ส่งผลต่อกลไกตลาดได้ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อเนื้อหมูมีปริมาณมากจนล้น วิธีแก้ปัญหาขาดแคลนด้วยการนำเข้าเนื้อหมู อย่างที่บางฝ่ายแนะนำก็ไม่มีความจำเป็น เพราะไทยมีหมูเพียงพอกับการบริโภค ไม่ได้ขาดแคลน จึงไม่ต้องพึ่งการนำเข้าทั้งเนื้อหมู ชิ้นส่วน หรือหมูแปรรูปจากต่างประเทศ มาซ้ำเติมปัญหาของภาคผู้เลี้ยง อย่านำเข้าโรคหมูต่างถิ่นมาทำร้ายหมูไทย อย่าให้หมูนอกที่ราคาต่ำกว่ามาตีหมูไทย จนทำลายระบบการเลี้ยงหมูให้ย่อยยับ ที่สุดแล้วความมั่นคงทางอาหารของประเทศย่อมสั่นคลอนอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ควรจะทำตอนนี้คือ หันมากินหมู กินไก่ ช่วยเกษตรกร ให้พวกเขาได้มีกำลังต่อยอดอาชีพเดียวให้คงอยู่ต่อไป เพื่อร่วมสร้างเสถียรภาพแก่อุตสาหกรรมหมู ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับอาหารโปรตีนของประเทศไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;ผู้เขียน : เนื่องนที ฤกธิ์เจริญ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-11-02T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220211160455176</Link_News></row>
<row _id="13"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : "การฟื้นฟูผลกระทบคราบน้ำมันรั่วทะเลระยองและการเยียวยาดำเนินคดี"</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&amp;nbsp;"การฟื้นฟูผลกระทบคราบน้ำมันรั่วทะเลระยองและการเยียวยาดำเนินคดี"&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงสำรวจและติดตามผลกระทบจากคราบน้ำมันดิบรั่วกลางทะเลระยองต่อเนื่อง&amp;nbsp;ประเมินความเสียหายที่เกิดต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมาย&amp;nbsp;พร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในกลุ่มประมงและการท่องเที่ยว&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;การรั่วไหลของน้ำมันเกิดได้ตามธรรมชาติ&amp;nbsp;อย่างรั่วจากแหล่งน้ำมันใต้ดิน&amp;nbsp;การกระทำของมนุษย์&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;อุบัติเหตุจากเรือ&amp;nbsp;การขุดเจาะน้ำมัน&amp;nbsp;หรือการลักลอบปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ&amp;nbsp;แต่ส่วนใหญ่เหตุน้ำมันดิบรั่วเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;โดยเฉพาะการขนส่งทางทะเล&amp;nbsp;มาจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่มีความต้องการใช้พลังงานในประเทศเพิ่มสูงขึ้น&amp;nbsp;แต่สิ่งที่ตามมาจากน้ำมันรั่วในทะเลมีผลร้ายแรงจนน่าตกใจ&amp;nbsp;เนื่องจากน้ำมันที่รั่วลงแหล่งน้ำหรือทะเลจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงสภาพ&amp;nbsp;ทั้งทางกายภาพ&amp;nbsp;เคมี&amp;nbsp;และชีวภาพ&amp;nbsp;เริ่มจากน้ำมันบางส่วนระเหยไปน้ำมันที่เหลือจะเปลี่ยนสภาพไปตามคุณสมบัติเฉพาะของชนิดน้ำมันนั้นๆ&amp;nbsp;ปัจจัยอยู่ที่แสงแดด&amp;nbsp;กระแสน้ำ&amp;nbsp;อุณหภูมิ&amp;nbsp;ส่งผลให้ออกซิเจนในน้ำลดลง&amp;nbsp;แล้วปิดกั้นการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืช&amp;nbsp;สาหร่าย&amp;nbsp;และพืชน้ำต่างๆ&amp;nbsp;เปลี่ยนแปลงสภาวะการย่อยสลายของแบคทีเรียในน้ำ&amp;nbsp;ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นและนกน้ำ&amp;nbsp;และเกิดการสะสมสารพิษในห่วงโซ่อาหารที่เริ่มตั้งแต่ผู้ผลิต&amp;nbsp;(แพลงก์ตอนพืช)&amp;nbsp;ผู้บริโภคขั้นต้น&amp;nbsp;(แพลงก์ตอนสัตว์และปลา)&amp;nbsp;ไปจนถึงผู้บริโภคขั้นสุดท้าย&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;มนุษย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;เมื่อวันที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;นับเป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยเกิดเหตุน้ำมันดิบรั่วลงทะเลบริเวณมาบตาพุด&amp;nbsp;จ.ระยอง&amp;nbsp;ของ&amp;nbsp;บริษัท&amp;nbsp;สตาร์&amp;nbsp;ปิโตรเลียม&amp;nbsp;รีไฟน์นิ่ง&amp;nbsp;จำกัด&amp;nbsp;(มหาชน)&amp;nbsp;ที่มีท่อน้ำมันรั่วกลางทะเล&amp;nbsp;จนมีน้ำมันดิบไหลลงทะเลกว่า&amp;nbsp;50,000&amp;nbsp;ลิตร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;แม้จะไม่รุนแรงเท่าเมื่อปี&amp;nbsp;2556&amp;nbsp;แต่กระทบกลุ่มประมง&amp;nbsp;การท่องเที่ยว&amp;nbsp;และทรัพยากรธรรมชาติไม่น้อย&amp;nbsp;สิ่งสำคัญประชาชนในพื้นที่เกิดความวิตกกังวลอย่างมาก&amp;nbsp;เพราะพึ่งจะเริ่มฟื้นตัวจากผลกระทบวิกฤติโควิด-19&amp;nbsp;โดยหน่วยงานต่างๆได้เร่งระดมเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เข้ามาช่วยป้องกันไม่ให้คราบน้ำมันเคลื่อนตัวในวงกว้าง&amp;nbsp;แต่ด้วยทิศทางความรุนแรงของกระแสคลื่นและกระแสลมทะเลส่งผลให้คราบน้ำมันบางส่วนเข้ามาถึงชายฝั่งและชายหาดแม่รําพึง&amp;nbsp;จึงระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในพื้นที่ช่วยกันเร่งเก็บกู้ด้วยการใช้เครื่องดูดคราบน้ำมันจุดที่มีความหนาแน่นของน้ำมันออกจากชายหาด&amp;nbsp;และใช้กระดาษและผ้าชนิดพิเศษซับคราบน้ำมัน&amp;nbsp;จนเก็บกู้คราบน้ำมันจนสำเร็จชายหาดกลับมาใสสะอาดอีกครั้ง&amp;nbsp;แต่จำเป็นต้องสำรวจและติดตามผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวต่อเนื่องอย่างเดือน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เดือนไปถึง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;นายวราวุธ&amp;nbsp;ศิลปอาชา&amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;เน้นย้ำว่าภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจแก้ปัญหา&amp;nbsp;พร้อมเดินหน้าดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญากับบริษัทฯโดยไม่มีข้อยกเว้น&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ขณะที่&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;จันทร์โอชา&amp;nbsp;นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;และพล.อ.ประวิตร&amp;nbsp;วงษ์สุวรรณ&amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;ได้กำชับเรื่องการเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน&amp;nbsp;ทั้งกลุ่มประมงและกลุ่มการท่องเที่ยวด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ขณะเดียวกันจังหวัดระยองเองได้เร่งรวบรวมผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้เช่นกัน&amp;nbsp;เพื่อเร่งฟื้นฟูเยียวยาเร่งด่วน&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;นายชาญนะ&amp;nbsp;เอี่ยมแสง&amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง&amp;nbsp;ย้ำว่า&amp;nbsp;ประชาชนสามารถท่องเที่ยวและรับประทานอาหารทะเลได้&amp;nbsp;โดยจังหวัดมีแผนเผชิญเหตุแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;เนื่องจากน้ำมันรั่วครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ&amp;nbsp;แต่เกิดจากการกระทำของมนุษย์&amp;nbsp;บริษัทฯต้องเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;โดยการดำเนินคดีจะใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ&amp;nbsp;ซึ่งบริษัทฯเองพร้อมที่จะรับผิดชอบทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-02-13T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220213115157618</Link_News></row>
<row _id="14"><NewsTitle>รายงานพิเศษ เครือข่ายประชาสัมพันธ์ จังหวัดสกลนคร ร่วมสร้างการรับรู้สู่ประชาชน</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;ได้จัดอบรมสัมมนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์ระดับพื้นที่&amp;nbsp;เพื่อส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไปสู่ประชาชน&amp;nbsp;สร้างการรับรู้&amp;nbsp;เกิดความเข้าใจ&amp;nbsp;ให้ความร่วมมือและนำไปใช้ประโยชน์&amp;nbsp;ได้ในที่สุด&amp;nbsp;ติดตามได้จากรายงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การสร้างและพัฒนาเครือข่ายด้านการประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;โดยผ่านกิจกรรมหรือโครงการต่าง&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;ของกรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;นับเป็นบทบาทภารกิจสำคัญของการบริหารเครือข่าย&amp;nbsp;โดยกรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;มุ่งหวังให้เครือข่ายดังกล่าว&amp;nbsp;ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายสื่อมวลชน&amp;nbsp;อาสาสมัครประชาสัมพันธ์ประจำหมู่บ้านและชุมชน&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;อป.มช&amp;nbsp;ที่กรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;สร้างขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายใหม่ที่เป็น&amp;nbsp;อาสาสมัครสาธารณสุข&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;อสม.&amp;nbsp;แอดมินเพจ&amp;nbsp;หรือสื่อโซเชียล&amp;nbsp;สื่อวิทยุกระจายเสียง&amp;nbsp;ตลอดจนบุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;เป็นช่องทางการกระจายข้อมูลข่าวสาร&amp;nbsp;เพื่อสร้างการรับรู้&amp;nbsp;สร้างความเข้าใจ&amp;nbsp;และประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นางทัศนีย์&amp;nbsp;ผลชานิโก&amp;nbsp;รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ทุกวันนี้ประชาชนสามารถเลือกใช้สื่อได้หลากหลายช่องทาง&amp;nbsp;เครือข่ายประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;ที่กรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;ตลอดจนสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดในพื้นที่ต่าง&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;ได้สร้างและพัฒนาขึ้น&amp;nbsp;ถือเป็นสื่อที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน&amp;nbsp;เป็นผู้นำข้อมูลข่าวสารของทางราชการไปบอกต่อ&amp;nbsp;สร้างการรับรู้&amp;nbsp;ประชาชนมีความเข้าใจ&amp;nbsp;และให้ความเชื่อมั่น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิบเอก&amp;nbsp;ภูมิพัฒน์&amp;nbsp;มั่นทอง&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;สถานีวิทยุกระจายเสียง&amp;nbsp;909&amp;nbsp;สำนักงานพัฒนา&amp;nbsp;ภาค&amp;nbsp;2&amp;nbsp;หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา&amp;nbsp;กองบัญชาการ&amp;nbsp;กองทัพไทย&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;นางรัชนีกร&amp;nbsp;อัคฮาดศรี&amp;nbsp;เจ้าพนักงานประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;ชำนาญงาน&amp;nbsp;เทศบาลนครสกลนคร&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมอบรมสัมมนาผู้ดูแลหอกระจายข่าวและเครือข่ายประชาสัมพันธ์ในชุมชน&amp;nbsp;ที่กรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;โดย&amp;nbsp;สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;จัดขึ้น&amp;nbsp;บอกว่ามีความยินดีที่ได้เข้ามาเป็นเครือข่ายประชาสัมพันธ์ระดับพื้นที่&amp;nbsp;ทำให้เกิดการพัฒนาตนเอง&amp;nbsp;และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไปสู่ประชาชน&amp;nbsp;.&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เครือข่ายประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;จึงเป็นช่องทางการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไปสู่ประชาชน&amp;nbsp;เพื่อสร้างการรับรู้&amp;nbsp;ก่อให้เกิดความเข้าใจ&amp;nbsp;ให้ความร่วมมือ&amp;nbsp;และพร้อมนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองในที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-02-14T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>สกลนคร</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220214122113894</Link_News></row>
<row _id="15"><NewsTitle>หมูลดราคา แล้วจะนำเข้ามาเพื่ออะไร?</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ราคาหมูที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 เป็นภาพสะท้อนกลไกตลาดที่ทำงานได้อย่างเสรี จากราคาเนื้อหมูที่สูงขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลในเชิงจิตวิทยาทำให้ผู้บริโภคลดการบริโภคเนื้อหมู เข้าหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ที่เมื่อราคาสินค้าปรับตัวขึ้นสูงมากๆ จากปริมาณสินค้าที่น้อยลงจนไม่เพียงพอกับการบริโภค ในที่สุดผู้บริโภคจะปรับตัวด้วยการหยุดบริโภคไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งปริมาณสินค้าในตลาดกลับมาสมดุลกับความต้องการของตลาด ราคาจะเป็นไปตามปกติเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มปรับลดลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 94-97 บาท ส่วนราคาหน้าเขียงกลับมาต่ำกว่า 200 บาทต่อกิโลกรัม โดยหมูสันนอก-สันในกิโลกรัมละ 190 บาท หมูเนื้อแดงล้วน 170 บาท หมูบด 120  140 บาท ขณะเดียวกัน ห้างค้าปลีกต่างๆก็ร่วมกันจำหน่ายหมูราคาประหยัด อย่างห้างแม็คโครจัดแคมเปญจำหน่ายหมูราคาพิเศษ สะโพกหมูกิโลกรัมละ 150 บาท เพื่อช่วยลดค่าครองชีพแก่ผู้บริโภค&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาวะราคาหมูที่ปรับตัวกลับมาปกติได้เอง ด้วยการปล่อยให้กลไกตลาดได้ทำงานอย่างเสรี โดยไม่ต้องมีการควบคุมนี้ ถือเป็นความสำเร็จของการแก้ปัญหาหมูราคาแพง ที่ทั้งนักเศรษฐศาสตร์แนะนำและเกษตรกรผู้เลี้ยงเรียกร้อง เมื่อภาครัฐเปิดใจรับฟังก็ทำให้สถานการณ์ราคาหมูคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ราคาหมูขุนและเนื้อหมูที่ลดลงนี้ แสดงให้เห็นว่าปริมาณหมูเพียงพอค่อนไปทางมากกว่าความต้องการบริโภคเสียด้วยซ้ำ เรื่องที่บางฝ่ายพยายามผลักดันให้มีการนำเข้าหมูมาเพื่อบาลานซ์สต๊อกในประเทศ จึงกลายเป็นคำถามตัวโตๆที่ภาคผู้เลี้ยงอยากถามว่า ในเมื่อหมูลดราคาแล้ว จะให้นำเข้าหมูมาเพื่ออะไร?&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ ให้ความเห็นว่าการนำเข้าเนื้อหมูเป็นการทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูไทยอย่างแน่นอน และซ้ำเติมปัญหาที่เกษตรกำลังประสบอยู่ เพราะโดยภาพรวมผู้เลี้ยงได้รับผลกระทบจากโรคระบาดในหมู ทำให้หมูเสียหาย ส่งผลให้ภาคผู้เลี้ยงเกิดความไม่มั่นใจในการลงทุนเลี้ยงหมู ปริมาณหมูในระบบจึงหายไปมากกว่า 50% และมีเกษตรกรที่ต้องเลิกเลี้ยงหมูหรือหยุดเลี้ยงเพื่อรอดูสถานการณ์มากถึง 100,000 ราย จากจำนวนเกษตรกรกว่า 200,000 รายทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ คนเลี้ยงหมูยังต้องแบกรับปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ราคาปรับสูงขึ้นทุกชนิดรวมกว่า 30-40% เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปัจจุบันราคาสูงถึง 10.90 บาทต่อกิโลกรัม และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกเนื่องจากใกล้เสร็จสิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่วนกากถั่วเหลืองนำเข้าราคาพุ่งไปกิโลกรัมละ 20.80 บาท โดยคาดการณ์ผลผลิตจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จากสภาวะอากาศแห้งแล้งในประเทศผู้ผลิตสำคัญทั้งอาร์เจนตินาและบราซิล ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังมีรายจ่ายที่ต้องเสริมเข้าไปมากกว่าภาวะปกติ ทั้งค่าน้ำยาฆ่าเชื้อและสารเสริมสุขภาพในอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคในหมู ทำให้ปัจจุบันต้นทุนการเลี้ยงหมูปรับสูงถึง 94.69 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้เลี้ยงที่ยังอยู่ในระบบจะมีกำไรได้แค่กรณีเดียวคือ หมูต้องมีราคาขายที่เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากกดราคาหมูมีชีวิตลงไปมากกว่า 90 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรเกือบทั้งหมดจะขาดทุนทันที และไม่สามารถกลับเข้าวงจรการเลี้ยงใหม่ได้ ยิ่งปล่อยให้มีการนำเข้าเนื้อหมู ก็จะทำให้ราคาตลาดร่วงลงทันที และเกษตรกรทั้งหมดจะไปต่อไม่ได้ ต้องออกจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูในที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะที่นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  กล่าวว่าเป็นข่าวดีของเกษตรกรที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายนำเข้าหมูจากต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เพราะปริมาณเนื้อหมูในประเทศมีเพียงพอกับความต้องการ ราคาหมูลดลงแล้วทั้งหน้าฟาร์มและหน้าเขียง จากการที่ภาครัฐแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด โดยไม่ทำให้กลไกตลาดเสียหาย ที่สำคัญการไม่ปล่อยให้มีการนำเข้า ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกษตรกรหันกลับมาเลี้ยงหมู เพื่อเพิ่มปริมาณหมูเข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุดด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันนี้ทุกภาคส่วนกำลังขับเคลื่อนแนวทางแก้ปัญหาราคาหมูอย่างเป็นระบบ เกษตรกรผู้เลี้ยงเร่งเพิ่มปริมาณหมูเต็มกำลัง ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนเกษตรกรอย่างเต็มที่ ดังนั้นต้องไม่ให้เนื้อหมูนำเข้ามาทำลายเสถียรภาพของอุตสาหกรรมหมู บ่อนทำลายเกษตรกร และฉุดการแก้ปัญหาที่กำลังเป็นไปได้ด้วยดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;ผู้เขียน ปฏิภาณ กิจสุนทร นักวิชาการอิสระ ศึกษาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสุกรในประเทศไทย&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-02-14T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220214164731064</Link_News></row>
<row _id="16"><NewsTitle>นักโภชนาการแนะ 5 เคล็ดลับกินไข่ แหล่งโปรตีนที่ครองใจคนไทยมายาวนาน</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ดร.สง่า ดามาพงษ์ เผยเคล็ดลับสุขภาพดีได้มาด้วยการบริโภคไข่ ได้คุณค่าอาหารครบถ้วน ย้ำไข่ไม่ใช่สาเหตุคอเลสเตอรอลสูง แต่มาจากพฤติกรรมการบริโภคของทอด ของหวาน อาหารไขมันสูง&amp;nbsp;เค็ม จัด ในปริมาณที่มากและติดต่อกัน แนะหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม-หวาน-มัน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดร.สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการโภชนาการอิสระ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาไข่ไก่มีการปรับขึ้นลง เป็นไปตามกลไกตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งแล้วจะกลับมาสู่สภาวะปกติ ถือว่าเป็นวัฏจักร ในฐานะผู้บริโภคอย่าไปวิตกกังวลเกินไป ไม่ว่าอย่างไร ไข่ไก่ ก็เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงในราคาที่จับต้องได้ หากได้รับผลกระทบจริงๆ ในช่วงที่ไข่ปรับราคาสูงขึ้นเราก็อาจจะกินน้อยลง หรือหาโปรตีนอย่างอื่นกินทดแทน เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลา เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ราคาไข่จะขึ้นหรือลง กลับไม่ใช่สาเหตุที่คนไทยกินไข่น้อยกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ จากข้อมูลกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ปี พ.ศ. 2563 คนไทยมีอัตราการบริโภคไข่ไก่เฉลี่ยเพียง 223 ฟองต่อคนต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศจีนที่มีการบริโภค 399 ฟองต่อคนต่อปี ญี่ปุ่น 345 ฟองต่อคนต่อปี และมาเลเซีย 314 ฟองต่อคนต่อปี นั่นเพราะส่วนหนึ่งคนไทยมีความเชื่อว่ากินไข่แล้วทำให้คอเลสเตอรอลสูง ซึ่งความเชื่อนี้ฝังลึกอยู่กับคนไทยมานานหลาย 10 ปี ในขณะที่ ต่างชาติส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจประเด็นนี้กันแล้ว เพราะยังไม่มีงานวิจัยชิ้นใดที่ระบุว่าการที่คนกินไข่ในปริมาณมากแล้วส่งผลให้มีคอเลสเตอรอลสูง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดร. สง่า กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่แท้จริงของคอเลสเตอรอลสูงมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น กินอาหารที่มีไขมันสูง มีรสชาติหวานจัด มันมาก กินแป้งเยอะ กินผักผลไม้น้อย และไม่ได้ออกกำลังกาย หากลองพิจารณาในอีกมุมหนึ่งจะพบว่า ไข่ คือสุดยอดของอาหาร เป็นวัตถุดิบที่อยู่คู่ครัวคนไทยมายาวนาน เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี ในไข่ 1 ฟองอัดแน่นด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ราคาเข้าถึงง่าย สามารดัดแปลงนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายเมนู ที่สำคัญเก็บไว้ได้นานแต่ต้องเก็บอย่างถูกวิธี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กรมอนามัยแนะนำว่าเด็กตั้งแต่ 1 ขวบจนถึงผู้สูงอายุ ถ้าร่างกายปกติไม่มีโรคประจำตัว ไม่อ้วน ไขมันไม่สูง กินไข่ได้วันละฟอง ควบคู่กับการกินอาหารให้หลากหลาย ควรกินโปรตีนจากแหล่งอื่น สลับกับการกินไข่ กรณีที่ผู้บริโภคบางกลุ่มมีคอเลสเตอรอลสูง ไขมันเกิน มีภาวะอ้วน สามารถกินไข่ได้ตามที่หมอแนะนำหรือสัปดาห์ละ 3-4 ฟอง ทั้งหมดนี้คือ หลักการง่ายๆ ของการกินไข่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ ดร.สง่า เผยเคล็ดลับ 5 ข้อ กินไข่อย่างฉลาดได้คุณค่าสารอาหารครบ ช่วยให้มีสุขภาพดี ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1) กินไข่สุก อย่ากินไข่ดิบหรือไข่สุกๆดิบๆ เพราะไข่ดิบเชื้อโรคอาจจะเข้าไปทางรูเปลือกไข่และปนเปื้อนอยู่ในไข่ขาว เช่น อีโคไล ซัลโมเนลลา เชื้อไข้หวัดนก กินไข่สุกดีที่สุด เพราะร่างกายจะนำไข่ไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่าไข่ดิบ แต่ถ้าจะกินไข่ลวกควรทำให้ไข่ขาวสุกเป็นสีขาว ไข่แดงเป็นยางมะตูม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;2) เวลากินไข่ให้กินกับผัก อย่ากินไข่เดี่ยวๆ เพราะจะได้ไฟเบอร์หรือใยอาหารไปช่วยดูดซึมคอเลสเตอรอลส่วนหนึ่งออกจากร่างกาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3) เน้นกินไข่ต้มหรือไข่ตุ๋น มากกว่าไข่เจียวหรือไข่ดาว เพราะให้พลังงานต่างกันเยอะ ไข่ต้ม 1 ฟองให้พลังงานเพียง 70 กิโลแคลอรี่ ไข่ดาว 1 ฟองให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่ ไข่เจียวฟูที่นิยมกินให้พลังงาน 240 กิโลแคลอรี่ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;4) กินไข่แล้วหลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรี่สูง กินไข่แล้วควรหลีกเลี่ยงปลาหมึก หมูสามชั้น อาหารมันๆ เพราะเราได้ไขมันจากไข่ระดับหนึ่งแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;5) กินไข่แล้วต้องออกกำลังกาย หากทำได้ทั้ง 5 ข้อแล้ว มั่นใจได้ว่าสุขภาพจะ แข็งแรง สุขกาย สุขใจ ห่างไกลโรคได้แน่นอน&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-02-15T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220215163632482</Link_News></row>
<row _id="17"><NewsTitle>นำเข้าหมู ไม่ใช่ทางแก้ เร่งดันศักยภาพเกษตรกร สู่เสถียรภาพอุตสาหกรรมหมูไทย</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ราคาหมูที่ปรับขึ้นมาในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา จากสภาวะการบริโภคที่กลับมาดีขึ้นอย่างฉับพลันทันที อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Pent Up Demand คือความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการที่ผู้บริโภคลดการจับจ่ายใช้สอยในช่วงก่อนหน้าจากเหตุการณ์บางอย่าง ในที่นี้คือภาวะโรคโควิด-19 ส่งผลให้การกลับมาใช้จ่ายอีกครั้งของผู้บริโภคนั้นเพิ่มขึ้นมากเกินปกติ ในขณะที่ปริมาณหมูที่เข้าสู่ตลาดกลับลดลง จากภาวะโรคในหมู และการเลี้ยงหมูที่หายไปมากกว่าครึ่งของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ภาวะราคาหมูที่สูงขึ้นในช่วงสั้นๆ กลับกลายเป็นช่องทางให้บางฝ่ายใช้เป็นข้ออ้างในการขอนำเข้าหมู มาเพื่อเพิ่มปริมาณหมูในประเทศ ทั้งที่ราคาหมูปรับลดลงต่อเนื่องมาถึง 7 สัปดาห์แล้ว แนวคิดการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้อาจช่วยแก้ปัญหาระยะสั้นได้ แต่ในระยะยาวแล้วไม่ต่างอะไรกับการขุดหลุมฝังเกษตรกรให้ตายทั้งเป็น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;เรื่องนี้จึงกลายเป็นความกังวลของภาคผู้เลี้ยง เพราะการมาของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ย่อมสั่นคลอนเสถียรภาพราคาหมู และความมั่นคงในอาชีพเดียวของพวกเขาได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; วรรณชัย เอียดใหญ่ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย อ.ห้วยยอด จ.ตรัง บอกว่าที่ผ่านมาแม้ว่าราคาหมูจะปรับเพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรเองก็ต้องประสบปัญหาอย่างหนัก เพราะต้องแบกรับต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น จากปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ พันธุ์สัตว์ และค่าบริหารจัดการ ราคาหมูที่สูงขึ้น จึงไม่ได้ทำให้เกษตรกรรายย่อยได้กำไรจากภาวะดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งเหตุผลที่หมูแพงไม่ใช่เพราะหมูขาดตลาด แต่เกิดจากปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสูง หมูจึงมีราคาแพง โดยปัจจุบันราคาหมูมีแนวโน้มลดลงอีก ทำให้เกษตรกรรายย่อยทั้งหมดเดือดร้อนอย่างหนัก หากรัฐบาลมีการนำเข้าหมูจากสเปน ยิ่งจะซ้ำเติมเกษตรกร อาจทำให้ราคาตกหมูต่ำลงไปอีกจนต้องขาดทุน ที่สำคัญยังอาจนำเชื้อโรคระบาดเข้ามาอีกจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์หมูตอนนี้อีก ตอนนี้หมูในตลาดไม่ได้ขาดแคลน ขอภาครัฐอย่านำเข้าหมูจากต่างประเทศ จะทำให้เกษตรกรอยู่ไม่ได้ อาจต้องเลิกเลี้ยงหมู ส่วนการแก้ปัญหาหมูราคาแพง รัฐควรแก้ที่ต้นทุนให้ถูกลง จะทำให้ราคาหมูในประเทศลดราคาลงตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; สุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ เห็นด้วยว่าการนำเข้าเนื้อหมูเป็นการซ้ำเติมปัญหาที่เกษตรกำลังประสบอยู่ และทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูไทยอย่างแน่นอน จาดปัจจุบันที่เกษตรกรต้องแบกรับปัจจัยการผลิตที่แพงขึ้นถึง 30-40% โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ราคาปรับสูงขึ้นทุกชนิด และยังมีรายจ่ายที่ต้องเสริมเข้าไปมากกว่าภาวะปกติ ทั้งค่าน้ำยาฆ่าเชื้อและสารเสริมสุขภาพในอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาโรคในหมู ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงปรับสูงถึง 94.69 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ผู้เลี้ยงจะมีกำไรได้แค่ทางเดียวคือ หมูต้องมีราคาขายที่เหมาะสม หากกดราคาหมูมีชีวิตลดลงไปมากกว่า 90 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะขาดทุนทันที และไม่สามารถกลับเข้าวงจรการเลี้ยงใหม่ได้ ยิ่งถ้ารัฐยอมให้มีการนำเข้าเนื้อหมู ก็จะทำให้ราคาตลาดร่วงลงทันที และเกษตรกรทั้งหมดจะต้องออกไปจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่าขณะนี้ราคาหมูลดลงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ด้วยสถานการณ์โควิด-19 และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ถดถอย เมื่อความต้องการบริโภคน้อยลง ทำให้การนำหมูเข้าโรงเชือดลดลง ราคาหมูหน้าฟาร์มและเนื้อหมูหน้าเขียงจึงปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่สามารถคาดเดาว่าราคาจะลดลงอย่างยั่งยืนหรือไม่ ส่วนในภาคการเลี้ยงต้นทุนการผลิต ทั้งราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ และค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งเริ่มขายหมูขาดทุนแล้ว หากรัฐบาลอนุญาตให้นำเข้าหมูได้ กลไกตลาดหมูในประเทศจะผิดเพี้ยนไปทันที ผู้เลี้ยงหมูจะยิ่งขาดทุนหนักกว่าเดิม และมีผลอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของเกษตรกรเลี้ยงหมูไทย ซึ่งขณะนี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายนำเข้าหมูจากต่างประเทศ ถือเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เพราะการไม่ให้มีการนำเข้าหมูจะเป็นแรงจูงใจสำคัญ ให้เกษตรกรที่หยุดเลี้ยงไปก่อนหน้านี้หันกลับมาเลี้ยงหมูเพื่อเพิ่มปริมาณเข้าสู่ระบบ ช่วยสร้างเสถียรภาพทั้งปริมาณและราคาหมูในประเทศได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันนี้สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ คือการสนับสนุนให้เกษตรกรกลับเข้าระบบให้เร็วที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ มากกว่าการนำเข้าที่จะก่อปัญหาระยะยาวให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันต้องเร่งช่วยลดภาระของเกษตรกร โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกลายเป็นภาระนักที่ตกอยู่กับผู้เลี้ยง อย่าให้เนื้อหมูนำเข้าเป็นอุปสรรคของการแก้ปัญหาหมู พังแผนพื้นฟูการเลี้ยงหมูรายย่อย-เล็ก และทำลายเสถียรภาพของอุตสาหกรรมหมูในที่สุด./&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;เขียนโดยนายเกียรติ์ ศุภมาศ นักวิชาการ ด้านเกษตรปศุสัตว์&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-02-18T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220218182056682</Link_News></row>
<row _id="18"><NewsTitle>ทางเลือกเกษตรกรเลี้ยงหมู ในยาม ASF มาเยือน</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;ช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาโรคระบาด ASF ทำให้ต้องเลิกกิจการไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบถึงปริมาณเนื้อหมูที่ออกสู่ตลาด และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดประเด็นราคาหมูแพง แม้วันนี้ระดับราคาหมูจะลดลงแล้วตามหลักกลไกการตลาด แต่แนวทางในการทำฟาร์มเลี้ยงหมูจากนี้ไป จะเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง เรื่องของเทคโนโลยีป้องกันโรคเป็นความจำเป็นที่ทุกฟาร์มต้องมีเพราะวิธีเลี้ยงแบบดั้งเดิมหรือเลี้ยงตามหลังบ้าน จะไม่สามารถเลี้ยงหมูให้รอดปลอดภัยได้อีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาครัฐโดยกรมปศุสัตว์ได้วางมาตรฐานด้านนี้อย่างจริงจัง เป็นนโยบายขับเคลื่อนฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมในสุกร ที่เรียกกันว่า GFM หรือ Good Farm Management&amp;nbsp;เพื่อยกระดับการเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายเล็กและรายย่อย ให้มีการจัดการที่มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เพื่อช่วยลดปัญหาจากโรคระบาดและส่งเสริมให้สินค้าปศุสัตว์มีความปลอดภัย ระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) นี้ มีองค์ประกอบด้านการจัดการ 8 หัวข้อ ได้แก่ การจัดพื้นที่เลี้ยงและโครงสร้าง การจัดการโรงเรือนหรือเล้าและอุปกรณ์ การจัดการยานพาหนะ การจัดการบุคคล การจัดการด้านสุขภาพ การจัดการอาหาร น้ำ และยาสัตว์&amp;nbsp;การจัดการข้อมูล และการจัดการสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นั่นเป็นเพียงระบบจัดการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น&amp;nbsp;ยังมีเรื่องที่ต้องคำนึงถึงอีกมาก&amp;nbsp;อาทิ การเลือกหมูสายพันธุ์ที่ดีและแข็งแรงมาเลี้ยง การเลือกใช้อาหารที่ถูกสุขลักษณะและสอดคล้องกับช่วงวัยของหมู รวมถึงอีกหลายเรื่องที่ต้องรองรับการทำฟาร์ม เพื่อความมั่นคงทางอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นตลาดที่จะรับซื้อหมู เลี้ยงแล้วจะเอาไปขายให้ใคร จะขายได้ในระดับราคาที่จะเท่าไหร่ แล้วเทคนิควิทยาการหรือเทคโนโลยีและความรู้ต่างๆ จะเอามาจากไหน ที่สำคัญ เงินทุนที่มีในกระเป๋าจะเพียงพอต่อการเลี้ยงหมูรุ่นใหม่หรือไม่ เพราะเงินลงทุนในการทำฟาร์มหมูมาตรฐาน และต้นทุนการดูแลหมูให้ดีนั้นใช้เงินลงทุนสูงมาก แล้วจะเอาสินเชื่อจากที่ไหน ใครจะให้กู้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ลำพังเกษตรกรที่คิดจะกลับเข้าสู่อาชีพอีกครั้ง คงไม่ง่ายนักถ้าจะต้องทำอะไรทุกอย่างด้วยตัวเอง และแขวนชีวิตไว้กับราคาขายหมูหน้าฟาร์มที่มีแต่ความไม่แน่นอน&amp;nbsp;เกษตรกรยุคใหม่คงต้องเสาะหาทางเลือกที่จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงทางรายได้ หนึ่งในทางเลือกนั้นน่าจะเป็น&amp;nbsp;ระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง&amp;nbsp;ซึ่งเป็นการทำสัญญาข้อตกลงกันระหว่างเกษตรกรกับบริษัท ที่จะร่วมกันผลิตผลิตผลทางการเกษตรและมีผลตอบแทนตามที่ได้ตกลงกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นายอดุลย์ วงษ์ภูเย็น เกษตรกรในระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งของซีพีเอฟ ใน จ.หนองคาย เลี้ยงหมูภายใต้ระบบนี้มาตั้งแต่ปี 2559 เล่าให้ฟังว่า เห็นการระบาดของโรคหมูในข่าวแล้วก็กลัวเหมือนกัน แต่ก็มั่นใจในมาตรฐานการป้องกันโรคที่บริษัทแนะนำ รวมถึงความเคร่งครัดของตนเอง ทำให้ฟาร์มของตนและเพื่อนบ้านไม่พบโรคดังกล่าวเลย&amp;nbsp;ระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งแบบประกันรายได้ที่ตนทำอยู่นี้ มีความมั่นคงปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพได้มาก หากจะแนะนำให้เลี้ยงหมู ก็จะแนะนำให้เลือกการเข้าระบบนี้ แม้ไม่มีความรู้ก็สามารถเลี้ยงหมูได้ด้วยเทคนิควิชาการต่างๆที่บริษัทมีให้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านนางใบษร ทรายมูล อายุ 60 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูใน จ.ยโสธร กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ระบบนี้ให้อาชีพที่มั่นคงแก่ตนเอง ตั้งแต่ปี 2557 เรียกว่า อยู่ได้ทุกวันนี้เพราะเลี้ยงหมูในระบบนี้กับซีพีเอฟ มีรายได้ที่แน่นอน ซึ่งต่างกับการทำนาที่ขาดทุนทุกปี&amp;nbsp;มาตรฐานต่างๆ&amp;nbsp;คำแนะนำการป้องกันโรค การมีสัตวบาลดูแล และ การเข้าถึงสินเชื่อ ธกส. ล้วนเป็นสิ่งที่บริษัทช่วยได้มาก ถึงวันนี้ครบ 8 ปีก็สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้หมดแล้ว ประเด็นสำคัญคือ ไม่เสี่ยง ไม่ต้องลงทุนหมูหรืออาหารเองและได้รับค่าแรงเป็นค่าตอบแทนซึ่งคุ้มค่าสำหรับตน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ศักยภาพของทีมงานด้านวิชาการของบริษัทใหญ่ เป็นอีกข้อดีที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังเช่นที่ นางสุนิสา อัครนิธิยานนท์ เจ้าของฟาร์มสุกรแสงทอง จ.นครนายก ที่แม้ไม่ใช่เกษตรกรคอนแทรคฟาร์มมิ่ง แต่ก็เป็นหนึ่งในฟาร์มที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากซีพีเอฟ กล่าวว่า &lt;em&gt;ฟาร์มของเรามีความเสี่ยง เนื่องจากมีฟาร์มอื่นในรัศมี 5 กิโลเมตรเกิดโรคระบาด โชคดีที่ซีพีเอฟไม่ทอดทิ้งเกษตรกร และส่งทีมนักวิชาการและสัตวแพทย์เข้ามาให้คำปรึกษา ช่วยวางมาตรการป้องกันและควบคุมโรคอย่างใกล้ชิดจนทำให้ฟาร์มของเราผ่านสถานการณ์อันน่ากังวลมาได้และทำให้ฟาร์มยังคงมีผลผลิตสุกรป้อนตลาดได้จนถึงทุกวันนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหล่านี้เป็นตัวอย่างของประสิทธิภาพด้านเทคนิควิชาการ ซึ่งสำคัญมากในสถานการณ์ที่มีโรคระบาด ผู้เขียน จึงมองว่า ระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับเกษตรกรในยุคนี้ เพื่อผ่องถ่ายความเสี่ยงบางส่วนไปให้ผู้ประกอบการ เกษตรกรคนไหนมีความพร้อมในระดับที่สูงขึ้น อาจเลือกทำข้อตกลงในรูปแบบที่แตกต่างไป ... อย่างน้อย ความรู้ และ การสนับสนุน ที่บริษัทมีให้ก็คุ้มค่า เพราะเกษตรกรจะเลี้ยงหมูได้รอดปลอดภัย ภายใต้ความมั่นคงทางอาชีพ และรายได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;&lt;strong&gt;โดย ปฐพี สวัสดิ์สุคนธ์&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-02-18T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220218192328712</Link_News></row>
<row _id="19"><NewsTitle>รัฐย้ำ "หมูไม่หาย" แล้วทำไมต้องนำเข้า ควรปล่อยกลไกตลาดทำงาน</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;การอภิปรายทั่วไปของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ที่เพิ่งจบไป มีประเด็นซักถามหลัก 4 ประเด็น หนึ่งในนั้นคือเรื่องโรค ASF&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเด็นนี้ ประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงโดยย้ำว่า ไม่ใช่เพราะหมูป่วยเป็นโรคที่ทำให้หมูราคาแพง แต่มีกระบวนการบิดเบือนกลไกตลาดทำให้แพง ยืนยัน รัฐบาลไม่เคยปกปิดข้อมูลโรคระบาด ตรงกันข้ามรัฐได้หาทางแก้ไขอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่สำคัญการที่ไทยสามารถส่งหมูมีชีวิตไปประเทศเพื่อนบ้านได้มากกว่า 3 ล้านตัว ในปี 2563 และอีก 1.4 ล้านตัว ในปี 2564 ดังนั้น จะปิดบังไม่ได้เลยว่าหมูเป็นโรค เพราะประเทศอื่นก็ตรวจอย่างจริงจังเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปี 2563-2564 ไทยมีหมูแม่พันธุ์ประมาณ 1.1 ล้านตัว สามารถขยายพันธุ์ได้ 1 แม่ ต่อ 20 ตัว ดังนั้น ในปี 2564 ที่ผ่านมา จึงมีหมูขุน 19 ล้านตัว ขณะที่คนไทยบริโภคหมูวันละ 5 หมื่นตัว เท่ากับในหนึ่งปีคนไทยกินหมูไปทั้งหมด 18 ล้านตัว อีก 1.3 ล้านตัว เป็นการส่งออก ตัวเลขหมูจึงไม่ได้หายไปไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะเดียวกันการที่กรมปศุสัตว์และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันสำรวจสต๊อกหมูปูพรมทั่วประเทศ ทำให้ทราบว่าเหลือหมูถึง 12 ล้านตัว และในห้องเย็นกว่า 1,087 แห่ง มีเนื้อหมูในสต๊อก 25 ล้านกิโลกรัม ดังนั้น ไม่ใช่โรค ASF ที่ทำให้หมูตาย หมูขาดตลาด แล้วส่งผลให้เนื้อหมูราคาแพง เพราะปริมาณหมูยังอยู่ครบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำตอบนี้ชัดเจนว่าปริมาณหมูของไทยไม่ได้ขาดแคลน แต่ก็มิวายที่บางฝ่ายยังคงเดินหน้าเรียกร้องให้มีการนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศ อ้างว่าเพื่อเพิ่มสต๊อกหมูในประเทศ&amp;nbsp;แต่เมื่อภาครัฐยืนยันหนักแน่นเช่นนี้ ก็ทำให้คิดไปได้ว่า ฤาจะเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของตนเองกันแน่ ทั้งที่รู้ดีว่าการมาของหมูนอกนั้น ไม่ต่างกับการผลักเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูให้ดิ่งเหว จากสารพัดความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความเสี่ยงแรก : เนื้อหมูต่างประเทศอาจนำพาโรคหมูเข้ามาด้วย อุตสาหกรรมหมูไทยจึงมีความเสี่ยงจากโรคต่างถิ่นที่มากับหมูนำเข้า หากเชื้อโรคปนเปื้อนและกระจายเข้าสู่ฝูงหมูของไทย ซึ่งทุกคนต่างได้เห็นตัวอย่างความเสียหายแล้ว จากโรค ASF ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความเสี่ยงที่ 2 : หมูต่างประเทศมีราคาต่ำกว่าไทยมาก จากต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำกว่า เนื่องจากประเทศในแถบยุโรปถือเป็นผู้เลี้ยงหมูรายใหญ่ของโลก รวมทั้งเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์รายใหญ่ด้วย ต่างจากไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยราคาเพิ่มสูงถึง 30-40% และมีแนวโน้มปรับขึ้นอีก หมูไทยจึงไม่อาจแข่งขันด้านราคากับหมูนอกได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความเสี่ยงที่ 3 : สารอันตรายที่อาจปนเปื้อนมากับเนื้อหมูนำเข้า เช่น สารเร่งเนื้อแดง ที่จะก่อโรคให้กับประชาชน และส่งผลกระทบทางด้านสาธารณสุขไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อรัฐยืนยันหนักแน่นว่าประเทศไทยไม่ขาดแคลนหมู การนำเข้าเนื้อหมูจึงไม่มีความจำเป็น และควรจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น ด้วยการไม่ปล่อยให้หมูนอกเข้ามาขายปะปนหมูไทย และควรปล่อยกลไกตลาดทำงานดังเช่นที่ผ่าน ซึ่งทำให้ปริมาณหมูและการบริโภคกลับสู่สมดุล ราคาหมูจึงปรับตัวลดลงได้เองโดยไม่ต้องควบคุม หลังจากนี้ก็ต้องขอแรงผู้บริโภคให้หันมาบริโภคหมูเช่นเดิม เพื่อช่วยให้วงจรหมูกลับมาขับเคลื่อนได้อีกครั้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;ผู้เขียน : กันยาพร สดสาย นักวิชาการด้านปศุสัตว์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-02-19T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220219203714019</Link_News></row>
<row _id="20"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในเขตป่า เพื่อลดไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&amp;nbsp;การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในเขตป่า&amp;nbsp;เพื่อลดไฟป่า&amp;nbsp;หมอกควัน&amp;nbsp;และฝุ่น&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;2.5&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;การหันมาบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เขตป่าจะช่วยลดสาเหตุการเกิดไฟป่าได้ดีขึ้น&amp;nbsp;ด้วยการนำวัสดุเชื้อเพลิงมาใช้ประโยชน์ในการผลิตก้อนเชื้อเพลิงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประชาชนในพื้นที่&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ไฟป่า&amp;nbsp;เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงธรรมชาติจากเศษดิน&amp;nbsp;เศษหญ้า&amp;nbsp;กิ่งไม้&amp;nbsp;ใบไม้แห้ง&amp;nbsp;และต้นไม้ที่ยังมีชีวิตอยู่ภายในป่า&amp;nbsp;จนเกิดไฟลุกไหม้ที่ปราศจากการควบคุมและไม่มีขอบเขตนำไปสู่ปัญหาหมอกควัน&amp;nbsp;สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ที่เข้าไปแสวงหาประโยชน์ในเขตป่า&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ทั้งจากการเผาป่าเพื่อล่าสัตว์&amp;nbsp;การหาของป่า&amp;nbsp;การตั้งแคมป์ไฟ&amp;nbsp;การเผาขยะ&amp;nbsp;และการทิ้งก้นบุหรี่ไม่ถูกที่ถูกทาง&amp;nbsp;โดยปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ที่ผ่านมาพื้นที่&amp;nbsp;17&amp;nbsp;จังหวัดภาคเหนือมีสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันดีขึ้นกว่าปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ดูได้จากจำนวนจุดความร้อน&amp;nbsp;(Hotspot)&amp;nbsp;ลดลงมากกว่าร้อยละ&amp;nbsp;52&amp;nbsp;และจำนวนวันที่ค่าฝุ่น&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;2.5&amp;nbsp;เกินค่ามาตรฐานลดลงมากกว่าร้อยละ&amp;nbsp;8&amp;nbsp;เช่นเดียวกับช่วงต้นปีนี้พบดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเช่นกัน&amp;nbsp;แต่ยังคงมีจุดความร้อนจำนวนมากในพื้นที่&amp;nbsp;17&amp;nbsp;จังหวัดภาคเหนืออยู่&amp;nbsp;โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรและเขตป่า&amp;nbsp;ทำให้ปีนี้เน้นความสำคัญการใช้ประโยชน์เศษวัสดุเชื้อเพลิงเพื่อลดการเผา&amp;nbsp;ภายใต้โครงการ&amp;nbsp;"ชิงเก็บ&amp;nbsp;ลดเผา"&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;กรมป่าไม้&amp;nbsp;กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช&amp;nbsp;กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp;(ทช.)&amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ&amp;nbsp;(คพ.)&amp;nbsp;และบริษัท&amp;nbsp;เอสซีจี&amp;nbsp;ซีเมนต์&amp;nbsp;จำกัด&amp;nbsp;ได้ร่วมกันบริหารจัดการวัสดุเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า&amp;nbsp;ลดไฟป่า&amp;nbsp;หมอกควัน&amp;nbsp;และฝุ่น&amp;nbsp;PM&amp;nbsp;2.5&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาไฟป่า&amp;nbsp;หมอกควัน&amp;nbsp;และฝุ่นละอองของประเทศ&amp;nbsp;โดยเฉพาะสาเหตุจากการเผาในที่โล่ง&amp;nbsp;ด้วยการนำวัสดุเชื้อเพลิงมาใช้ประโยชน์&amp;nbsp;ลดการเผาป่า&amp;nbsp;ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน&amp;nbsp;และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเชื้อเพลิง&amp;nbsp;สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนให้เป็นวาระแห่งชาติการแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายจตุพร&amp;nbsp;บุรุษพัฒน์&amp;nbsp;ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;เล่าให้ฟังว่า&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมาสามารถเก็บขนเชื้อเพลิงมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่า&amp;nbsp;2,500&amp;nbsp;ตัน&amp;nbsp;โดยในพื้นที่ชิงเก็บช่วยลดจุดความร้อนได้มากกว่าร้อยละ&amp;nbsp;60&amp;nbsp;ทำให้ปีนี้ตั้งเป้าเก็บขนเชื้อเพลิงให้ได้&amp;nbsp;3,000&amp;nbsp;ตัน&amp;nbsp;และลดจุดความร้อนลงร้อยละ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ซึ่งกระทรวงทรัพย์ฯ&amp;nbsp;จะมีการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมให้จังหวัดทำเครื่องบีบอัดเชื้อเพลิงขนาด&amp;nbsp;1&amp;nbsp;กิโลกรัม&amp;nbsp;แล้วส่งให้&amp;nbsp;SCG&amp;nbsp;ต่อยอดทำเชื้อเพลิงขยะ&amp;nbsp;(RDF)&amp;nbsp;สร้างรายได้เพิ่มด้วยการจำหน่ายก้อนเชื้อเพลิงให้กับเอกชน&amp;nbsp;แต่บางพื้นที่ยังประสบปัญหาระบบการขนส่ง&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;น่าน&amp;nbsp;แพร่&amp;nbsp;จึงให้&amp;nbsp;คพ.&amp;nbsp;ประสานส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วยเพื่อให้เส้นทางขนส่งใกล้ที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ขณะที่&amp;nbsp;บริษัท&amp;nbsp;เอสซีจี&amp;nbsp;ซีเมนต์&amp;nbsp;จำกัด&amp;nbsp;นอกจากจะช่วยรับซื้อก้อนเชื้อเพลิงแล้ว&amp;nbsp;ยังจะช่วยถ่ายทอดและพัฒนาองค์ความรู้&amp;nbsp;นวัตกรรม&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;การบริหารจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรและวัสดุเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าที่เป็นแหล่งเชื้อเพลิงทับถม&amp;nbsp;แล้วนำมาแปรรูปเป็นพลังงานทดแทนในการผลิตปูนซีเมนต์&amp;nbsp;สอดคล้องกับแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน&amp;nbsp;(Circular&amp;nbsp;Economy)&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-02-20T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220220102532054</Link_News></row>
<row _id="21"><NewsTitle>หมู กับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน เข้าชื่อกันเพื่ออภิปรายทั่วไปรัฐบาลในประเด็นต่างๆ หนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายค้านหยิบจับมาอภิปราย คือเรื่อง "หมู" จากความร้อนแรงของกระแส&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อฟังการอภิปรายของสส.ฝ่ายค้านจนจบ ก็เห็นว่าบางประเด็นแสดงถึงความห่วงใยและเข้าใจเกษตรกร เช่น ปัญหาภาวะโรคที่เกษตรกรต้องแบกรับ รวมไปถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่และการบริโภคที่น้อยลง ที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยต้องเลิกกิจการ ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลไม่มีการออกมาตรการมาแก้ปัญหาดังกล่าว และไม่มีการออกมาตรการหรือเงินทุนมาช่วยผู้เลี้ยงหมู&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทว่ายังมีบางประเด็นที่คลาดเคลื่อน โดยเฉพาะประเด็นที่ว่ารัฐอาจปกปิดเรื่อง ASF จนเป็นต้นเหตุให้หมูแพง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ASF เป็นโรคที่อุบัติขึ้นบนโลกเมื่อ พ.ศ.2464 หรือ 100 ปีที่ผ่านมา ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาที่เฉพาะเจาะจง หากฟาร์มใดมีการติดเชื้อจะเกิดความสูญเสีย 100% ที่ผ่านมามีกระแสข่าวในวงการหมูเรื่องโรค ASF ที่เริ่มแพร่ระบาดในทุกประเทศรอบไทย ทำให้ผู้เลี้ยงเกิดความวิตกกังวล เร่งเทขายหมูออก และพักโรงเรือนไว้ก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์โรค แต่แล้วก็มีโรคโควิด-19 เข้ามาสำทับ กลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ทำให้เกษตรกรยิ่งไม่มั่นใจในอาชีพ กระทั่งต้องเลิกเลี้ยงหมูไปในที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เป็นทุกข์ของผู้เลี้ยงมานานกว่า 3 ปี ซึ่งเวลานั้นแทบไม่มีใครสนใจมองปัญหาที่เกษตรกรต้องเผชิญมาตลอด จนเมื่อราคาเนื้อหมูเริ่มขยับขึ้นเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา สปอร์ตไลท์จึงฉายมาที่เขียงหมูและคนเลี้ยงหมู จนหมูกลายเป็นสินค้าการเมืองที่หลายฝ่ายใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีอีกฝั่ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ด้วยความรุนแรงของโรคนี้ จึง ไม่อาจปกปิดได้ ขณะที่ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ยืนยันว่า ไม่มีการปกปิดทั้งสิ้น และมันไม่เป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น นายกรัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญและได้ดำเนินการเรื่องนี้ด้วยตนเอง พร้อมประกาศเป็นวาระแห่งชาติ เรื่องนี้ไม่มีใครปิดบังกันได้ ทุกฝ่ายทราบดี เกษตรกรเองก็ทราบถึงมาตรการต่างๆ จึงได้เกิดความร่วมมือในการป้องกันโรค ASF ในไทย มานานกว่า 3 ปีเต็มขึ้น ภาครัฐดำเนินมาตรการทุกอย่าง รวมถึงการชดเชยให้เกษตรกรรายเล็กรายย่อย ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีเท่าฟาร์มขนาดกลาง-ใหญ่ ซึ่งไม่ใช่การจ่ายเฉพาะกรณีเป็นโรคนี้เท่านั้น ยังดูแลไปถึงกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด ที่ต่างได้รับการช่วยเหลือเยียวยา และย้ำว่า ไม่มีการเอื้อให้กับนายทุนใหญ่ทั้งสิ้น สามารถตรวจสอบเอกสารราชการได้เลยว่ามีบริษัทใดที่ส่งชิ้นส่วนหมูไปต่างประเทศบ้าง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนข้อที่ว่า การที่กรมปศุสัตว์ออกมายอมรับล่าช้าว่าฟาร์มใหญ่ติดโรคเกือบทั้งหมด ถือเป็นการชะลอปัญหา ด้วยเกรงว่าเจ้าของฟาร์มหมูรายใหญ่จะเสียประโยชน์หรือไม่ ประเด็นนี้สะท้อนว่าไม่ทำการบ้านทั้งที่มีข้อมูลมากมาย เพราะในความเป็นจริง ฟาร์มที่ประสบปัญหาส่วนใหญ่คือเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยและรายเล็ก ที่บางส่วนยังไม่มีระบบป้องกันโรคที่เหมาะสม และส่วนมากแล้วจะเป็นเกษตรกรที่หวั่นเกรงกับเรื่องโรค จากการปล่อยข่าวของพ่อค้าคนกลางเพื่อทุบราคาขาย ทำให้เกษตรกรต้องเร่งขายหมูออกตามการชี้ชวนของพ่อค้า เมื่อถึงเวลาต้องเข้ามาในระบบก็เกิดไม่มั่นใจว่าราคาหมูจะกลับมาดีขึ้นเมื่อใด บางรายรอไม่ไหวก็ถึงกับต้องม้วนเสื่อเลิกเลี้ยงหมูกันไป เพราะกลัวทั้งโรคหมู โรคคน รวมถึงต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้นทุกวัน และส่วนใหญ่ไม่อาจแบกรับภาระขาดทุนได้อีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะที่ผู้เลี้ยงรายใหญ่ส่วนมากไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโรค เนื่องจากมีการลงทุนในระบบป้องกันโรค (Biosecurity) เพื่อไม่ให้โรคหมูและโรคคนเข้ามาในฝูงสัตว์ได้ โดยแลกกับการต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่เพื่อการดำเนินการที่เข้มงวดที่สุด หมายถึงต้นทุนการเลี้ยงและการป้องกันโรคที่สูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ บริษัทผู้เลี้ยงรายใหญ่และรายย่อยที่เลี้ยงหลักร้อยตัวยังได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนชดเชยและป้องกันโรค ASF ขึ้น มีการลงขันระดมทุนได้ประมาณ 200 ล้าน เพื่อดำเนินมาตรการป้องกันโรค และบริษัทผู้เลี้ยงรายใหญ่แต่ละรายยังร่วมมือกับภาครัฐในการสร้างด่านทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อใน 5 ด่านพรมแดนหลัก เพื่อป้องกันโรคที่อาจติดมากับรถขนส่งสินค้าข้ามแดน กองทุนนี้ถือเป็นจุดร่วมการทำงานเพื่อยกระดับการเลี้ยงปศุสัตว์ในหลายด้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัญหาหมูที่เกิดขึ้น กำลังคลี่คลาย ราคาหมูลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามกลไกตลาดที่ทำงานได้อย่างเสรี แนวทางการแก้ปัญหาของทุกภาคส่วนกำลังขับเคลื่อนไปด้วยดี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมหมู คนเลี้ยงหมู คนขายหมู รวมถึงสร้างอาหารปลอดภัยส่งต่อแก่ผู้บริโภค ดังนั้นสิ่งที่คนเลี้ยงทุกคนต้องการมากที่สุดคือ ขอให้ทุกฝ่ายเร่งร่วมมือกันทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อผลักดันให้ระบบการเลี้ยงกลับมาเป็นปกติ การบริโภคกลับมาดีขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพแก่ทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;โดย : บรรจบ สุขชาวไทย นักวิชาการด้านปศุสัตว์&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-02-21T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220221191429570</Link_News></row>
<row _id="22"><NewsTitle>วิกฤตยูเครนกระทบเกษตรกรไทย รัฐเร่งหามาตรการ เลิกตรึงราคา ปล่อยกลไกตลาดทำงาน</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน กลายเป็นวิกฤตที่ทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะผลทางตรงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เรื่องนี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์&amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นห่วงต่อสถานการณ์โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ที่จะมีผลต่อต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตสินค้า รวมทั้งราคาสินค้าในอนาคต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะที่ภาคผู้เลี้ยงสัตว์ไทย อาจต้องประสบภาวะขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์ในอนาคตอันใกล้ ประเด็นนี้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ให้ข้อมูลว่าการสู้รบของสองประเทศ กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตอาหารของไทย โดยราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากรัสเซียและยูเครนเป็นผู้ส่งออกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์รายใหญ่ของโลก มีปริมาณการส่งออกข้าวสาลีรวมกันราว 29% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก และมีสัดส่วนการส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงถึง 19% ของตลาดโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทันทีที่เกิดสงครามได้ผลักดันให้ราคาข้าวสาลีพุ่งสูงขึ้นเป็น 12.75 บาท/กก. จากราคา 8.91 บาท/กก. ในปี 2564 ขณะที่ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทยพุ่งสูงกว่าตลาดโลกไปอยู่ที่ 12 บาท/กก. และมีแนวโน้มขยับต่อเนื่องไปถึง 15 บาท/กก. ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดอยู่ที่ 7.98 ล้านตัน แต่ตอนนี้ไม่มีผลผลิตข้าวโพดเข้าสู่ตลาดแล้ว เกิดการขาดแคลนผลผลิตถึง 3.18 ล้านตัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะที่รัฐบาลมีมาตรการ 3:1 โดยต้องซื้อผลผลิตข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วนก่อน จึงจะนำเข้าได้ 1 ส่วนได้ แต่วันนี้ไม่มีข้าวโพดให้ซื้อแล้ว นอกจากนี้ยังมีมาตรการเก็บภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เช่น กากถั่วเหลืองในอัตรา 2% เป็นภาระต้นทุนซ้ำเติม ทั้งที่การงดภาษีนำเข้าดังกล่าว ไม่กระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองไทย เมื่อไม่สามารถหาวัตถุดิบมาผลิตอาหารสัตว์ได้ หรือแม้จะหามาได้แต่ต้องขายในราคาขาดทุน ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์หลายแห่งจึงจำเป็นต้องทยอยลดกำลังการผลิตลงบางส่วน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลกระทบอย่างรุนแรงรอบด้าน เป็นไปได้ที่ปีนี้จะลดลงเหลือเพียง 17-18 ล้านตัน จากการผลิตอาหารสัตว์ในแต่ละปีที่เคยมีประมาณ 22 ล้านตัน หรือหายไปกว่า 4-5 ล้านตัน เป็นผลกระทบต่อเนื่องทั้งห่วงโซ่ปศุสัตว์ ทำให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ไม่มีอาหารเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรต้องงดการเลี้ยง ผู้บริโภคต้องขาดแคลนเนื้อสัตว์ กลายเป็นวิกฤตอาหารซ้ำเติม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากวงการผู้เลี้ยงไก่เนื้อ เสริมว่า เมื่อปัจจัยราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น ย่อมมีผลต่อต้นทุนการเลี้ยงสัตว์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นสัดส่วนสูงถึง 60-70% ของต้นทุนการเลี้ยงทั้งหมด โดยวัตถุดิบอาหารสัตว์มีทิศทางราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 ที่ผ่านมา เมื่อผนวกกับปัญหาความขัดแย้งของสองประเทศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ยิ่งกดดันให้ราคาธัญพืชหลักทั้งหมดปรับตัวขึ้นทั่วโลก รวมถึงราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากความกังวลว่าจะไม่สามารถหาวัตถุดิบมาผลิตอาหารสัตว์ได้ เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์อาจจำเป็นต้องทยอยลดกำลังการผลิต ย่อมกระทบกับภาคผู้เลี้ยงสัตว์ ความไม่แน่นอนในปริมาณของวัตถุดิบอาหารสัตว์ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นความกังวลแก่ผู้เลี้ยงไก่ ทำให้หลายคนอาจพักการเลี้ยงไว้ก่อน ดีกว่าต้องมาเสี่ยงแบกรับภาระขาดทุน&amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากการที่ภาครัฐตรึงราคาไก่มีชีวิตหน้าฟาร์มเอาไว้ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ขณะที่ น้ำมัน ทองคำ ปรับขึ้นรายวันไม่มีทีท่าจะหยุด แม้แต่เครื่องดื่มชูกำลังก็จ่อขึ้นราคายกแผง ขณะที่วันนี้ต้นทุนการเลี้ยงไก่ที่พุ่งขึ้นจนเกือบจะทะลุราคาขายที่รัฐกำหนดอยู่แล้ว เกษตรกรจึงต้องการให้ปลดล็อกกราคาที่ตรึงเอาไว้ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด และภาครัฐควรเร่งพิจารณาจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้มีอย่างเพียงพอในช่วงวิกฤติการณ์ในขณะนี้&amp;nbsp;หากไม่ตัดสินใจวันนี้ราคาวัตถุดิบยิ่งจะเพิ่มสูงขึ้น จนกลายเป็นอุปสรรคในอุตสาหกรรมทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สอดคล้องกับความคิดเห็นของคุณฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ย้ำว่า ต้นทุนการผลิตเนื้อไก่สูงขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 ที่ผ่านมา แต่ราคาเนื้อไก่รวมถึงไข่ไก่กลับถูกตรึงไว้ ไม่สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น หากวัตถุดิบทุกชนิดมีราคาสูงเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกษตรกรไม่มีทางอยู่รอดได้ ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคาวัตถุดิบจากผลกระทบของสถานการณ์ยูเครน ก็ควรปล่อยให้ราคาไก่และไก่ไข่เป็นไปตามกลไกที่ควรจะเป็น เช่นเดียวกับราคาหมูที่ลดลงเพราะกลไกตลาดทำงานอย่างเสรี การยุติการตรึงราคาไก่และไข่ จะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรมีกำลังใจในการเลี้ยงสัตว์ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิกฤตยูเครนส่งผลกับเกษตรกรไทยแล้ว วันนี้ภาครัฐต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือและลดผลกระทบอย่างเร่งด่วน ก่อนที่เกษตรกรจะม้วนเสื่อเลิกเลี้ยง ย่อมส่งผลกับความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="ql-align-right"&gt;เรื่องโดย กันย์สินี ศตคุณ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-02-28T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220228192751345</Link_News></row>
<row _id="23"><NewsTitle>คอนแทรคฟาร์ม อาชีพไร้เสี่ยง สร้างสุขเกษตรกรไทย</NewsTitle><Detail>&lt;p&gt;คอนแทรคฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) หนึ่งในระบบการผลิตผลผลิต ที่เป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา&amp;nbsp;คือ บริษัทผู้ประกอบการ กับเกษตรกร (หรือกลุ่มเกษตรกร) ซึ่งคนทั่วไปจะรู้จักรูปแบบการทำคอนแทรคฟาร์มที่ใช้ในการปลูกพืช และการเลี้ยงสัตว์ ระบบนี้มีข้อเด่นที่ การลดความเสี่ยงด้านการตลาดและราคาที่ผันผวน ผ่านการตกลงร่วมกันในการผลิตผลผลิตด้านการเกษตร โดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างอย่างชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้ประกอบธุรกิจทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์พืช-พันธุ์สัตว์ เวชภัณฑ์ อาหาร ปุ๋ย ฯลฯ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิธีการผลิตตามมาตรฐาน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพ มาตรฐานตามที่กำหนด ขณะที่เกษตรกรรับหน้าที่ดูแลด้านการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตตรงตามข้อสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน โดยมีค่าตอบแทนตามความเหมาะสมและได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เกษตรกรรุ่นใหม่อย่างคุณทิพยวรรณ กันภัย เจ้าของ ทิพยวรรณฟาร์ม ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ หนึ่งในเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรขุน ในโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรรายย่อยหรือคอนเทรคฟาร์มกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จากอดีตเกษตรกรสวนส้มที่ตัดสินใจล้มต้นส้มกว่า 7 ไร่ หลังจากมีปัญหาโรคระบาดในส้มเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เล่าย้อนที่มาของการผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมูว่า เมื่อสวนส้มเริ่มมีปัญหา จึงต้องมองหาอาชีพที่น่าจะทดแทนกัน จนมาเจอกับอาชีพเลี้ยงหมูกับซีพีเอฟ เธอได้หาข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องการลงทุน ข้อสัญญา ผลตอบแทน และความเสี่ยงต่างๆ ก่อนจะสรุปกับตัวเองได้ว่า การเป็นเกษตรกรคอนแทรคฟาร์มนั้น ไม่มีความเสี่ยง แถมยังไม่ต้องกังวลกับเรื่องการหาตลาดเอง ผลตอบแทนมากน้อยขึ้นอยู่กับตัวเองลงมือทำและใส่ใจ จึงตัดสินใจร่วมโครงการฯ เมื่อปี 2553 เลี้ยงหมูขุนความจุรวม 640 ตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;ไม่มีคำว่าโชคช่วยสำหรับการเลี้ยงหมู มีแต่คำว่าใส่ใจและดูแลหมูให้ดี เพื่อให้มีประสิทธิภาพการเลี้ยงที่ดี ด้วยเทคนิคการคัดแยกขนาดหมูให้ใกล้เคียงกันที่สุดตั้งแต่วันแรก และเอาใจใส่ดูแลให้ลูกหมูตัวเล็กโตทันเพื่อนให้ได้ มีการเสริมนมกับกล้วยสุกบ้าง ที่สำคัญคือการป้องกันโรคที่เข้มงวด ซึ่งถือว่าโชคดีมากที่ฟาร์มยกระดับเรื่องนี้ ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ที่ต้องป้องกันโรคสำคัญในหมูทั้ง ASF และ PRRS เมื่อเกิดโรคโควิด-19 ขึ้น จึงไม่กังวลเพราะระบบ Biosecurity ที่ฟาร์มดำเนินการนั้นแน่นหนาอยู่แล้ว และให้คนงานพักอาศัยในพื้นที่บ้านพักของฟาร์ม เพื่อลดความเสี่ยงจากทั้งโรคคนและโรคสัตว์ เป็นการสร้างความมั่นใจในมาตรฐานอาหารปลอดภัยอีกขั้นหนึ่ง ความทุ่มเทตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โดยมีซีพีเอฟเคียงข้างกันมาและถ่ายทอดทุกๆเทคนิค เพื่อให้เราเติบโตขึ้น เข้มแข็งขึ้น ปรากฎผลชัดเจนในวันนี้ เรามีอาชีพที่ดี ปลอดจากความเสี่ยง ได้รายได้ที่เหมาะสมตามกำลังที่เราทุ่มเทไป เท่านี้ก็มีความสุขมากแล้ว&lt;/em&gt; คุณทิพยวรรณบอกด้วยรอยยิ้ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สอดคล้องกับคุณรุ่งทิพย์ เพ็ชร์ลมุล เจ้าของ หอมชื่นคอนกรีตฟาร์ม ต.ท่าชมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา เกษตรกรคอนแทรคฟาร์มเลี้ยงหมูพันธุ์กับซีพีเอฟ เล่าย้อนว่าเมื่อปี 2542 หลังจากเรียนจบประมาณ 2 ปี เธอมีความคิดอยากมีอาชีพที่เป็นเจ้านายตัวเอง ได้อยู่บ้านดูแลพ่อที่ป่วย ได้เลี้ยงลูกที่กำลังเล็ก พอดีเพื่อนบ้านเลี้ยงหมูกับบริษัทอยู่แล้วจึงสนใจเข้าไปศึกษา พบว่ามีความเป็นไปได้แลตอบโจทย์ที่ต้องการแถมยังไม่ต้องเสี่ยงกับตลาดที่ผันผวน มีรายได้ทุกเดือน และรายได้จากการจับหมูขายตามประสิทธิภาพของตัวเอง จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการทันที เริ่มจากเลี้ยงหมูแม่พันธุ์ 150 แม่ และขยายอีกเท่าตัวเป็น 300 แม่ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;ตลอด 20 กว่าปีที่ร่วมงานกับบริษัท เป็นสิ่งยืนยันว่า อาชีพนี้มีความมั่นคงยั่งยืน และไม่มีความเสี่ยงด้านการตลาด เพราะบริษัทเป็นตลาดรองรับผลผลิตทั้งหมด มีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูแลทุกอย่าง ยิ่งช่วงที่มีโรคโควิด-19 ความใส่ใจในการป้องกันโรคที่ดีอยู่แล้วจากมาตรการป้องกันโรคหมู ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ อย่างเช่นคนงานก็จะจัดที่พักให้ ทำให้พวกเขาไม่ต้องออกไปเสี่ยง สัตวแพทย์ของซีพีเอฟ และปศุสัตว์อำเภอก็จัดอบรมการป้องกันโรคและติดตามสุขภาพสัตว์ต่อเนื่อง ที่สำคัญคือการใส่ใจในมาตรฐานการผลิต เพราะเราเป็นต้นทางของอาหารปลอดภัย เมื่อทุกอย่างได้รับการดูแลอย่างดี ผลผลิตที่ได้จึงดีมาก รายได้ก็ดีตามไปด้วย คนเลี้ยงก็มีความสุข บริษัทก็มีหมูคุณภาพดีไปขาย นำไปแปรรูป คนกินก็ได้อาหารปลอดภัย นี่คือระบบที่ Win-Win ทุกฝ่ายจริงๆ&lt;/em&gt; คุณรุ่งทิพย์สรุปไว้อย่างน่าสนใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คอนแทรคฟาร์ม คือภาพสะท้อนการร่วมกันทลายปัญหาของเกษตรกรที่มีมาตลอด ทั้งเรื่องปัญหาการตลาดที่เกษตรกรต้องแบกรับภาระการจัดหารตลาดเอง การเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างจำกัด ระบบนี้เข้ามาจัดการด้านการตลาด ทำให้เกษตรกรปลอดความเสี่ยง คลายภาระเกษตรกรที่ต้องแบก และพวกเขายังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ดีจากบริษัท เป็นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมและการทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวคือการสร้างอาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภค&lt;/p&gt;</Detail><NewsDate>2022-02-28T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220228193635351</Link_News></row>
<row _id="24"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="25"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="26"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="27"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="28"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="29"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="30"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="31"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="32"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="33"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="34"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="35"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="36"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="37"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="38"><NewsTitle /><Detail /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
</data>
