<data xmlns:xsi="http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance">
<row _id="1"><ชื่อท้องถิ่น>กะจิ๊บ (หมู่ที่ 3)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)> Okra, Ladies' fingers</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระเจี๊ยบมอญ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Abelmoschus esculentus (L.) Moench</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Abelmoschus</Genus><Family>Malvaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>กระเจี๊ยบเขียวต้องการอุณหภูมิสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส ในการเจริญเติบโตอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการงอกของเมล็ด คือ 30-35 องศาเซลเซียส ถ้าเจริญเติบโตในสภาพอุณหภูมิสูงเกินไปจะมีการออกดอกช้า ในการออกดอกพบว่าเกี่ยวข้องกับความยาวของช่วงวันด้วย ส่วนใหญ่พบว่าต้องการช่วงวันสั้นที่สุดคือ 12 ชั่วโมง 30 นาที แต่บางสายพันธุ์พบว่าความยาวช่วงวันไม่มีผลต่อการออกดอก กระเจี๊ยบเขียวเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีธาตุอาหารสูงมีการระบายน้ำได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กระเจี๊ยบมอญเป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว สูงถึง ๒.๕ ม. ใบเดี่ยว เรียงเวียนรอบกิ่ง หยักเว้า ๓ – ๗ พู ดอกเดี่ยว ออกจากซอกใบ สีเหลืองอ่อน กลางดอก สีม่วงดำ ผลรูปทรงกระบอก ปลายแหลม มีขนอ่อนปกคลุม ยาว ๕ – ๑๕ ซม. ภายในมีเมล็ดสีขาวจำนวนมาก ออกดอกตลอดปี</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>หนังสือ ๘๙ พรรณพืชวิถีพอเพียง</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2841
https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/vegetables/28.html</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดใช้ต้มทำแกง, ลวกจิ้มน้ำพริก, ผลใช้ทำน้ำกระเจี๊ยบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="2"><ชื่อท้องถิ่น>หะเนียง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>คะเนียง ชะเนียง เนียง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Archidendron jiringa (Jack) I.C.Nielsen</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Archidendron</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ป่าดิบ ป่าเบญจพรรณบริเวณหุบเขาลาดชัน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>คะเนียงเป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมใหญ่แน่นทึบ คลุมลำต้นไว้เป็นส่วนใหญ่ เปลือก เรียบสีเทาหรือน้ำตาลอ่อนปนเทา ใบเป็นช่อแบบขนนกสองชั้น ก้านช่อยาว 1.5-8 ซม. ที่ปลายก้านช่อมีช่อใบแขนงด้านข้าง 1 คู่ ติดตรงกันข้ามช่อใบแขนงยาว 8-29 ซม. แต่ละช่อมีใบย่อย 2-4 คู่ ขึ้นตรงกันข้าม ใบย่อยรูปมนแกมรูปขอบขนาน ขนาดแตกต่างกัน กว้าง 3-9 ซม.ยาว 3-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลมฐานใบมนและเบี้ยวเล็กน้อย แผ่นใบเกลี้ยงไม่ มีขน ดอก สีขาว ขนาดเล็กจำนวน 3-6 ดอก ออกบนช่อกลมเล็กๆ ซึ่งแตกแขนงมาจากช่อใหญ่ ยาว 7-18 ซม. ช่อดอกโปร่งออกตามง่ามใบของใบแก่ที่หลุดร่วงไปแล้วกลีบรองกลีบดอกเล็กมาก มี 5 กลีบ โคนกลีบติดกัน กลีบดอกมี 5 กลีบ ผลแบนยาว รูปบรรทัด มีส่วนคอดเว้าระหว่างเมล็ด กว้างประมาณ 3-5 ซม.ตัวฝักบิดเวียนเป็นเกลียวไปทางเดียวกัน ผิวสีน้ำตาลคล้ำหรือสีน้ำตาลอมม่วง ฝักแก่ผนังจะแตกอ้าออก ผนังหนาคล้ายแผ่นหนัง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2244
</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดกินเป็นเครื่องเคียง ผลสดกินเป็นผลไม้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="3"><ชื่อท้องถิ่น>น้อมต้อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Golden shower, Indian laburnum, Pudding-pine tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>คูน </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cassia fistula L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cassia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าผลัดใบทั่วไป ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทราย  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>คูนเป็นไม้ยืนต้น สูง 5-15เมตร ใบประกอบแบบขนนกออกเรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่หรือรูปวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 7-12 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนมน ขอบเรียบ ผิวใบเรียบ ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง ห้อยเป็นโคมระย้า กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นฝักกลม สีน้ำตาลเข้มหรือดำ เปลือกแข็ง ผิวเรียบ ภายในมีผนังกั้นเป็นห้อง แต่ละห้องมีเมล็ด 1 เมล็ด หุ้มด้วยเนื้อสีดำเหนียว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/289</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากและแก่นต้มน้ำดื่มเป็นยาระบาย ขับพยาธิ  ใช้เปลือกและเนื้อไม้บดทาแก้ผดผื่นคัน  ใช้ใบและฝักต้มน้ำดื่มเป็นยาระบาย  ใช้ดอกต้มน้ำดื่มแก้ไข้  ใช้ฝักต้มน้ำดื่มบรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ขัดข้อ  ใช้ต้นเข้าตำรับยาแก้บ่อง ยาขับลมในลำไส้ ยาบำรุงธาตุ แก้ตาฟาง ตาแฉะ แก้สรรพพิษ แก้ท้องอืด </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="4"><ชื่อท้องถิ่น>ส้มโมง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ชะมวง </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Garcinia cowa Roxb. ex DC.   </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Garcinia</Genus><Family>Clusiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>กระจายพันธุ์ในป่าดิบชื้นที่ลุ่มต่ำทั่วไป พบมากในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ความสูงจากระดับทะเล 800 เมตรขึ้นไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ชะมวงเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม เปลือกสีน้ำตาลเข้มแตกเป็นร่องตามยาว ใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามเป็นคู่ ตั้งฉากกัน เนื้อใบหนาและเหนียว ผิวเป็นมัน รูปรีหรือใบรูปหอก ปลายใบเป็นติ่งแหลมหรือเว้าตื้น โคนใบเรียวแหลมหรือรูปลิ่ม ดอกแยกเพศ อยู่คนละต้น ดอกสีเหลืองกลีบแข็ง ออกที่ซอกใบหรือปลายยอด ดอกเพศผู้ออกกระจุกตามกิ่ง กลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก ผลสด ทรงกลม ผิวเรียบ มีร่องเป็นพูบางรอบผล ผลอ่อนสีเหลืองเมื่อสุกสีส้ม ผลสุกจะแตกออกเป็นเสี้ยว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2390</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนกินสดกับน้ำพริกหรือลาบ  ใส่แกงให้รสเปรี้ยว  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้ เป็นยาระบาย กัดฟอกเสมหะ แก้ธาตุพิการ แก้ไอ ฟอกโลหิต  ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ถอนพิษไข้ แก้บิด  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="5"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ต้นจั่น</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ยอดลวกกินเป็นเครื่องเคียง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="6"><ชื่อท้องถิ่น>วุนปาน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Lapine, Lemon grass</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตะไคร้</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cymbopogon citratus (DC.) Stapf</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cymbopogon </Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป  เจริญได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนซุย  ชอบน้ำ ชอบแดด น้ำไม่ขัง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ตะไคร้เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปีสูง 0.75-1.2 เมตร แตกเป็นกอ เหง้าใต้ดินมีกลิ่นเฉพาะ ข้อและปล้องสั้นมากกาบใบสีขาวนวลหรือขาวปนม่วง ยาวและหนาหุ้มข้อและปล้องไว้แน่น ใบเดี่ยว เรียงสลับ กว้าง 1-2 ซม. ยาว 70-100 ซม. แผ่นใบและขอบใบสากและคม ออกดอกยาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี</Author><URL>http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_25.htm</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ต้นตำผสมกับพริกแกงหรือตัดเป็นท่อนใส่ต้มและแกง ช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มรสชาติ  ใช้ต้มน้ำดื่มช่วยขับลม หรือใช้อาบลดไข้  ทั้งต้นและรากสับละเอียดตากแห้ง ชงน้ำร้อนดื่มแทนชา ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปวดเอว  ใช้เข้าตำรับยาแก้กลางบ้าน แก้ไข้ อ่อนเพลีย แก้ท้องร่วง อาหารเป็นพิษ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="7"><ชื่อท้องถิ่น>โอ๋จ้า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Soursop, Prickly custard apple</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ทุเรียนเทศ ทุเรียนน้ำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Annona muricata L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Annona</Genus><Family>Annonaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ไม้ผลเขตร้อน พบปลูกมากในภาคใต้ของประเทศไทย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ทุเรียนเทศเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 5–6 เมตร ใบสีเขียวเข้ม ผลขนาดใหญ่รับประทานได้ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15–20 เซนติเมตร เปลือกผลสีเขียว มีหนาม เนื้อในสีขาว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ. นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Unknown</Author><URL>https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/271/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD/
http://natres.psu.ac.th/ProjectSite/webpage/5durian-detail.htm</URL><การใช้ประโยชน์>กินผลสุก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>การเพาะเมล็ด การเสียบยอด และทาบกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="8"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เปล้าหลวง เปล้าใหญ่ เปาะ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Croton persimilis Müll.Arg.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Croton</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าละเมาะ หรือที่โล่งแจ้ง  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เปล้าหลวงเป็นไม้พุ่มกึ่งยืนต้น เปลือกสีเทาค่อนข้างเรียบ ใบเดี่ยวออกเวียนสลับ รูปขอบขนานแกมรูปรี ขอบใบจักฟันเลื่อยห่างๆ ผิวใบด้านบนมีต่อมขนาดเล็กจำนวนมาก  ดอกเป็นช่อยาวออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง สีขาวอมเขียว ผลแห้งแตกทรงกลม มี 3 พู มี 1 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=33</URL><การใช้ประโยชน์>กิ่ง ใบ และลำต้น นำมาต้มน้ำอาบ สำหรับสตรีหลังคลอดบุตร ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น รากต้มกินแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย น้ำยางจากใบทาให้ความชุ่มชื้นกับริมฝีปากในฤดูหนาว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำราก</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="9"><ชื่อท้องถิ่น>ฆ่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Slender amaranth</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักโขม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Amaranthus viridis L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Amaranthus</Genus><Family>Amaranthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นได้เองตามธรรมชาติ เจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิดและโตเร็ว ทนทานต่อโรคและแมลง เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำเป็นมัน เก็บไว้ได้นานนับสิบปียังสามารถงอกได้</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักโขมเป็นพืชล้มลุก ต้นสูง 15-50 ซม. ลำต้นกลมสีม่วงหรือแดงปนเขียว แตกเป็นร่องยาว ใบรูปไข่ เรียงสลับ แตกยอดระหว่างก้านใบกับลำต้น ใบกว้าง 1.2-4 ซม. ยาว 2.5-7.5 ซม. ก้านใบยาว 2.5-6 ซม. ช่อดอกออกที่ปลายยอด ยาว 10-20 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็ก สีม่วงปนเขียวไม่มีก้าน ติดเป็นกระจุกรอบแกนกลาง เมล็ดเล็กสีนํ้าตาลเกือบดำ เป็นมัน ในหนึ่งดอก มีเมล็ดเดียว
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ผักหมป๊าว และผักหมหนาม 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1134</URL><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้นต้มกินแก้ร้อนในกระหายน้ำ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="10"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Cape lily, Crinum lily, Giant Lily</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>พลับพลึง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Crinum asiaticum  L. </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Crinum </Genus><Family>Amaryllidaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกประดับทั่วไป  ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป ชอบขึ้นในพื้นที่ชื้น ไม่ต้องการการบำรุงมาก เป็นพืชที่ทนทาน สามารถทนน้ำขังหรือบริเวณที่แห้งแล้งในบางช่วงได้ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พลับพลึงเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 1 เมตร มีหัวใต้ดิน ส่วนเหนือดินประกอบด้วยกาบใบสีขาวหุ้มซ้อนกันเป็นชั้น ใบเดี่ยว เรียงซ้อนสลับเป็นวง กว้าง 7-15 ซม. ยาวประมาณ 1 เมตร หนาอวบน้ำ ดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ แทงออกมาจากกลุ่มใบตอนปลาย มีดอกย่อยเป็นกระจุก 12-40 ดอก กลีบสีขาวและสีขาวแกมชมพู ผลเป็นผลสด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B6%E0%B8%87/</URL><การใช้ประโยชน์>ใบลนไฟเพื่อใช้ประคบแก้ปวด ฟกช้ำ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="11"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Kariyat, The creatn, Green chiretta</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ฟ้าทะลายโจร</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Andrographis</Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบมีปลูกทั่วไป ชอบอากาศร้อนชื้น สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาลแต่ฤดูที่เหมาะสมคือ ช่วงต้นฤดูฝน ชอบดินร่วนซุยที่มีการระบายน้ำดี เจริญเติบโตได้ทั้งในสภาพที่ร่มและกลางแจ้ง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุกสูง 30-60 ซม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมแตกกิ่งออกเป็นพุ่มเล็ก ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง 2-3 ซม. ยาว    4-8 ซม. สีเขียวเข้ม เป็นมัน ช่อดอกออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนกลีบดอกติดกัน ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบมีเส้นสีแดงเข้มพาดตามยาว ปากล่างมี 2 กลีบ ผลเป็นฝัก สีเขียวอมน้ำตาล ปลายแหลม เมื่อผลแก่จะแตกเป็นสองซีก ดีดเมล็ดออกมา</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=16</URL><การใช้ประโยชน์>ใบสดต้มกินแก้ปวด ลดไข้ และเบาหวาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="12"><ชื่อท้องถิ่น>อาระว้า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Emblic myrabolan, Malacca tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะขามป้อม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Phyllanthus emblica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Phyllanthus</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบประปรายในป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าแดงทั่วไป มีมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคกลาง ชอบดินที่มีการระบายน้ำได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขามป้อมเป็นไม้ยืนต้น สูง 8-20 เมตร เปลือกเรียบเกลี้ยง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 0.25-0.5 ซม. ยาว 0.8-1.2 ซม. ช่อดอกออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกแยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกย่อยสีนวล ผลเดี่ยว ออกตามกิ่งและซอกใบจำนวนมาก เป็นผลสด รูปทรงกลม ผิวเรียบ เนื้อหนา มีเส้นพาดตามยาว 6 เส้น เมล็ดกลม สีเขียวเข้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1768</URL><การใช้ประโยชน์>ผลกินแก้ไอ ดับกระหาย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="13"><ชื่อท้องถิ่น>เว้ย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>มะเดื่อ(ปล้อง)</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ficus hispida L.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ficus</Genus><Family>Moraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ตามป่าโปร่ง ป่าดิบเขา พื้นราบ หรือตามที่ว่างเปล่าทั่วไป ชอบดินร่วน อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะเดื่อปล้องเป็นไม้ต้น สูงประมาณ 5 เมตร ต้นและกิ่งเป็นปล้อง มีขนสากทั่วไป และมีน้ำยางสีขาวซึมเมื่อมีแผล  ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม เป็นคู่ๆ ตั้งฉากกัน รูปขอบขนาน กว้าง 10 ซม. ยาวประมาณ 25 ซม. โคนใบมนหรือเบี้ยว ปลายใบเป็นติ่งและเรียวแหลม  ผิวใบมีขนสาก ขอบใบเป็นคลื่น ก้านใบยาว 3-5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อยาว 50 ซม. ตามโคนต้นและกิ่ง ผลรูปทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  2 ซม. ผลแก่สีเหลือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2781</URL><การใช้ประโยชน์>กินผลสด เถานำมาผสมกับต้นสมอพิเพกและโมกแช่น้ำกินแก้ร้อนใน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="14"><ชื่อท้องถิ่น>ปึย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Beal fruit tree, Bengal quince, Bilak </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะตูม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Aegle marmelos (L.) Corrêa</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Aegle </Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เกิดในป่าดงทั่วไป โดยเฉพาะป่าเบญจพรรณ เจริญงอกงามได้ในดินทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะตูมเป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบประกอบแบบนิ้วมือ 3 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยรูปวงรี หรือรูปไข่แกมใบหอก กว้าง 2-7 ซม. ยาว 4-13 ซม. ขอบใบหยักมน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลม ผิวใบเรียบ ช่อดอกออกที่ซอกใบ และที่ปลายกิ่ง กลีบดอกด้านนอกสีเขียวอ่อน ด้านในสีนวล ใบและดอกมีกลิ่นหอม ผลเป็นผลสดขนาดใหญ่ รูปทรงกลม เปลือกผลแข็ง เนื้อในมีสีเหลืองและนิ่ม มีน้ำเมือกสีเหลืองปนน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=47</URL><การใช้ประโยชน์>ผลสดกินเป็นผลไม้ นำมาเชื่อม ตากแห้งทำน้ำมะตูม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="15"><ชื่อท้องถิ่น>มะหน่าว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Common lime, Lime</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะนาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Citrus aurantiifolia (Christm.) Swingle</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Citrus</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไป ขึ้นได้ในดินทุกชนิด โดยเฉพาะดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะนาวเป็นไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร กิ่งอ่อนมีหนาม ใบประกอบชนิดมีใบย่อยใบเดียว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปรี กว้าง 3-5 ซม. ยาว 4-8 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบสีเขียวสดแข็งและหนา เนื้อใบมีจุดน้ำมันกระจาย ก้านใบมีครีบเล็กๆ ดอกเดี่ยวหรือช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง มี 4 กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก กลิ่นหอม ร่วงง่าย ผลเป็นผลสด กลมเกลี้ยงและผิวมัน เนื้อผลฉ่ำน้ำ มะนาวที่ชาวบ้านใช้มีผลรูปร่าง 2 แบบ คือ ผลรูปทรงกลม เรียกว่า มะนาว ส่วนผลรูปรีหรือรูปไข่ เรียก มะนาวเมือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=738</URL><การใช้ประโยชน์>ผลสดใช้ในการปรุงอาหาร และน้ำมะนาวผสมกับไข่ไก่สด กินเพื่อลดความดัน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="16"><ชื่อท้องถิ่น>อาวี่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะระขี้นก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Momordica charantia  L. </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Momordica </Genus><Family>Cucurbitaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าบริเวณลุ่มน้ำ และป่าละเมาะ ทั่วไป  ชอบขึ้นตามที่ลุ่มชื้นแฉะ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะระขี้นกเป็นไม้เถา มีมือเกาะ ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนปกคลุม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปฝ่ามือ กว้างและยาวประมาณ 4-7 ซม. ขอบใบเว้าเป็นแฉกลึก 5-7 แฉก ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ แยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลือง รูประฆัง ผลสด รูปกระสวย ผิวขรุขระ มีรสขม เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมแดงและผลจะแตกอ้าออก เมล็ดเป็นรูปกลมแบน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1208</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดและผลอ่อนใช้ลวกกินเป็นเครื่องเคียง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="17"><ชื่อท้องถิ่น>นะหน่าย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>moringa, drumstick tree , horseradish tree, ben oil tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะรุม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Moringa oleifera Lam.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Moringa </Genus><Family>Moringaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะรุม ลำต้นจะเป็นพุ่มโปร่ง มีเปลือกลำต้นเป็นสีเทาอ่อน ผิวค่อนข้างเรียบ ลำต้นมีความสูงประมาณ 15-20 เมตร ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกรวมกันเป็นแผง ๆ ละ 5-9 ใบ ลักษณะใบย่อยรูปมนเกือบกลม ปลายใบมน แต่โคนใบแหลมเรียวหรือมนเล็กน้อย ขอบใบเรียบ เนื้อใบอ่อนบาง มีสีเขียว กว้าง 1-1.5 นิ้ว ใบที่อยู่ปลายสุดมีขนาดใหญ่กว่าใบอื่นๆ ออกดอกเป็นช่อ อยู่ตามข้อบริเวณส่วนยอด ดอกมีสีขาวนวล มีอยู่ 5 กลีบ เกสรกลางดอกเป็นสีเหลืองนวล บานเต็มที่โตประมาณ 1 นิ้ว ผล เป็นผักกลม ยาว ฝักอ่อนมีสีแดงเรื่อๆ ผักแก่จะมีสีเขียว เปลือกผักหนา มีคลื่นนูนของเมล็ด เมล็ด เป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้ม 3 ปีก มีขนาดประมาณ 1 ซม.

</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้
ประโยชน์ดอทคอม</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1830
https://prayod.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A1/</URL><การใช้ประโยชน์>ฝักอ่อนใช้แกง ใบต้มกินแก้ช้ำใน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="18"><ชื่อท้องถิ่น>คะด้งอะต้าง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Plate brush egg plant</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะแว้ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum indicum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศ  ขึ้นได้เองตามธรรมชาติในบริเวณที่ราบ ชายป่าที่โล่งแจ้งและที่รกร้างริมทาง ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะแว้งเป็นไม้พุ่ม แตกกิ่งก้าน สูงประมาณ 1 เมตร มีขนสีเทาปกคลุมทั้งต้น โคนต้นมีหนาม ใบเดี่ยวเรียงสลับ เป็นกระจุกปลายกิ่ง กว้าง 2-6 ซม. ยาว 3-10 ซม. ขอบใบเว้าตื้น โคนใบกว้าง ปลายใบแหลม มีหนามแหลมตามเส้นกลางใบ ผิวใบหนา ดอกเป็นช่อสั้นตามซอกใบ ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงโคนกลีบติดกัน ปลายแยกเป็น  5 แฉก และคงอยู่เมื่อเป็นผล กลีบดอกสีม่วง โคนติดกัน แผ่เป็นจาน แยกเป็น 5 แฉก ผลกลุ่มออกเป็นพวง ผิวขาวเทามีกระสีเขียว เมื่อแก่เป็นสีส้มไม่มีลาย มีเมล็ดจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=178</URL><การใช้ประโยชน์>ผลสดกินกับน้ำพริก ผลสุกอมแก้ไอ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="19"><ชื่อท้องถิ่น>ชักโหล่ย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sensitive plant, sleepy plant, touch-me-not </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไมยราบ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Mimosa pudica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Mimosa</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>LC 2012</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบกระจายทั่วไป  ในที่โล่งเตียนทั่วไป  ชอบพื้นที่แห้งแล้ง แสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไมยราบเป็นไม้ล้มลุกกึ่งเลื้อย ทอดแผ่ไปตามพื้นดิน ลำต้นมีขนละเอียดและหนามโค้งงอ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ไวต่อการสัมผัส ยาว 10-13 ซม. ประกอบด้วย 4 ใบย่อย เรียงตัวแบบนิ้วมือ ยาว 4.5-8 ซม. ใบย่อย 17-22 คู่ รูปใบหอก กว้าง 2.5-3 มม. ยาว 10-14 มม. ผิวใบด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีม่วงอ่อน ช่อดอก รูปทรงกลม ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพู ผลเป็นฝักแบน เป็นข้อๆ อยู่รวมกันเป็นช่อ เมื่อสุกสีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1503</URL><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้นใช้ต้มกินแก้กระสัย ไตพิการ แก้ปวดหลังปวดเอว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="20"><ชื่อท้องถิ่น>จอยกาหลืด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Laurel clockvine, Blue trumpet vine</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>รางจืด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Thunbergia laurifolia Lindl.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Thunbergia</Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพืชที่ชอบอยู่ตามลุ่มน้ำ ลำห้วย ลำธาร ขึ้นในป่าชื้นจะงามมาก ชอบดินร่วนปนทราย และพบอยู่ตามชายป่าดิบทั่วไปในประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>รางจืดเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 ซม. ยาว 8-14 ซม. ขอบใบเว้าเล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ผิวใบเรียบมัน เนื้อใบหนา อวบน้ำเล็กน้อย ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ฐานดอกอัดกันแน่นเป็น รูปทรงกลม ดอกย่อยขนาดใหญ่ รูปดอกเข็ม โคนเชื่อมกัน ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน ใบประดับสีเขียวประสีน้ำตาลแดง ผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=714</URL><การใช้ประโยชน์>ใบคั้นน้ำกินเพื่อใช้ถอนพิษ และเอามาทาเพื่อลดอาการปวดจากแมลงสัตว์กัดต่อย เถาเอามาป่นผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนกินเพื่อถอนพิษ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำเถา</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="21"><ชื่อท้องถิ่น>คอแรน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ลิ้นจี่ป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Nephelium hypoleucum Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Nephelium</Genus><Family>Sapindaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นเองทุกภาคของประเทศไทย ในป่าดิบแล้ง  เจริญเติบโตได้ในดินทุกประเภท</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ลิ้นจี่ป่าเป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูงถึง 20 เมตร เปลือกต้นสีเทาแตกสะเก็ด ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 3–5 คู่ ใบรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ดอกออกเป็นช่อ แบบแยกแขนง ตามปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาว ผลรูปไข่กลับ ออกเป็นพวงใหญ่ ผิวคล้ายลิ้นจี่ ผลสุกสีแดงเข้ม มีเนื้อผลสีขาวติดกับเมล็ด หนึ่งผล มี      1 เมล็ด ผลมีรสเปรี้ยว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=988&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>กินผลสุก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="22"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Polyscias, Ming aralia</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เล็บครุฑ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Polyscias fruticosa (L.) Harms</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Polyscias</Genus><Family>Araliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป  ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี  แสงแดงปานกลาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เล็บครุฑเป็นไม้พุ่มสูง 1-2 เมตร ลำต้นส่วนยอดสีเขียวอมน้ำตาลเกือบดำ  มีกระสีน้ำตาลอ่อนตามกิ่งมีรูอากาศเห็นได้ชัด ลำต้นแตกแขนงได้ดี ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยขอบเว้าลึก ขอบใบจักฟันเลื่อยปลายแหลม ก้านใบส่วนที่ติดกับลำต้นเป็นกาบ ใบเมื่อขยี้ดมจะให้กลิ่นน้ำมันหอมระเหย ช่อดอกแยกแขนง มีแกนกลางช่อยาว 60 ซม. ขนาดเล็ก ช่อดอกย่อยออกเป็นช่อซี่ร่ม กลีบดอก 5 กลีบ เกสรตัวผู้ 5 อัน ผลรูปเกือบกลม มีเนื้อผล </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>พืชเกษตร</Author><URL>https://puechkaset.com/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%91/</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดสดกินเป็นเครื่องเคียง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="23"><ชื่อท้องถิ่น>อาปู้ว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Soap pod, Shikakai</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ส้มป่อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์> Acacia concinna (Willd.) DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Acacia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ทั่วไป  พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ส้มป่อยเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย มีหนามตามลำต้น กิ่ง ก้านและใบ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ยาว 7-20 ซม. ใบย่อยรูปขอบขนาน ขนาดเล็ก ช่อดอก ออกที่ซอกใบ เป็นช่อกลม กลีบดอกเป็นหลอด สีนวล ผลเป็นฝัก สีน้ำตาลดำ ผิวย่นขรุขระ ขอบเป็นคลื่น
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ส้มป่อยธรรมดา และส้มป่อยหลวง ชุมชนใช้ประโยชน์จากส้มป่อยธรรมดามากกว่า เนื่องจากส้มป่อยหลวงพบไม่มาก
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1277</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดใช้ใส่แกง ฝักใช้ในพิธีกรรมต่างๆ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="24"><ชื่อท้องถิ่น>เน่ยเงิว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bitter bush, Siam weed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สาบเสือ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Chromolaena odorata (L.) R.M.King &amp; H.Rob.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Chromolaena</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ตามที่รกร้างทั่วไป ชอบพื้นที่แห้งแล้ง แสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>สาบเสือเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้าน สูงได้ถึง 1.5 เมตร ทุกส่วนของต้นขณะที่ยังอ่อนมีขน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ ผิวใบมีขน กว้าง 2-6.5 ซม. ยาว 5.5-11.5 ซม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวหรือขาวแกมม่วง ผลแห้ง ไม่แตก ลักษณะเป็นเส้นยาวแบน มีขน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/211</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ ขยี้ให้แหลกใช้โป๊ะห้ามเลือดแผลสด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="25"><ชื่อท้องถิ่น>โม่ยะยาว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>หนอนตายหยาก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Stemona tuberosa Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Stemona</Genus><Family>Stemonaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามป่าดิบแล้ง เมื่อถึงฤดูแล้ง ต้นเหนือดินจะโทรมหมด เหลือแต่รากใต้ดิน เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนใหม่ ใบจึงจะงอกออกมาพร้อมทั้งออกดอก</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หนอนตายอยากเป็นไม้ล้มลุก 0.4-0.6 ม. รากเป็นรูปกระสวย ออกเป็นกระจุกคล้ายกระชาย กิ่งที่กำลังจะออกดอกมักจะเลื้อยพัน  ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจ กว้าง 4-6 ซม. ยาว 6-10 ซม. แผ่นใบเป็นคลื่น  ดอก เดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกด้านนอกสีเขียว ด้านในสีแดง  ผล แห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เมดไทย (Medthai)</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=818
https://medthai.com/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81/</URL><การใช้ประโยชน์>ใบคั้นน้ำใช้เป็นยาขับไล่แมลง รากทุบผสมเกลือนำมาอุดแก้ปวดฟัน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="26"><ชื่อท้องถิ่น>นาฮังกรูน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Ngai Camphor Tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หนาด หนาดใหญ่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Blumea balsamifera (L.) DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Blumea</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่มักพบขึ้นตามที่รกร้าง ทุ่งนา หรือหุบเขาทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หนาดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมคล้ายการบูร สูง 1-4 เมตร ลำต้นกลม กิ่งก้านมีขนนุ่มยาว เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา มีกลิ่นหอมของการบูร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนาน ผิวใบทั้งสองด้านมีขนละเอียดหนาแน่น คล้ายเส้นไหม และมีกลิ่นหอม กว้าง 2-20 เซนติเมตร ยาว 8-40 เซนติเมตร ปลายใบ และโคนใบแหลม ขอบใบหยักแบบซี่ฟัน หรือฟันเลื่อย ก้านใบมีรยางค์ 2-3 อัน ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ เป็นช่อกลม ช่อดอกมีขนาดโตไม่เท่ากัน กว้าง 6-30 เซนติเมตร ยาว 10-50 เซนติเมตร มีริ้วประดับหลายชั้น บางครั้งริ้วประดับอาจยาวกว่าดอก  รูปขอบขนาน แคบยาว 1-9 มิลลิเมตร ปลายแหลม ด้านหลังมีขนนุ่มหนาแน่น ดอกย่อยมีเป็นจำนวนมาก กลีบดอกสีเหลือง ฐานดอกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 มิลลิเมตร ดอกสมบูรณ์เพศมีหลอดดอกยาว 4-7 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นหลอด รูปไข่ ปลายแหลม มีขนนุ่ม ดอกตัวเมียมีหลอดดอกเล็กเรียว ยาวไม่เกิน 6 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 2-4 แฉก เกลี้ยง ผลแห้งไม่แตก รูปขอบขนาน ยาวราว 1 มิลลิเมตร สีน้ำตาล โค้งงอเล็กน้อย เป็นเส้น 5-10 เส้น มีขนสีขาว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=123
http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=678</URL><การใช้ประโยชน์>ใบต้มอาบแก้ผดผื่น คัน, กันผี</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="27"><ชื่อท้องถิ่น>สิ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Areca nut palm, Betel palm</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หมาก หมากสง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Areca catechu L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Areca</Genus><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เจริญเติบโตได้ดีที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลสูงกว่า 700 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หมากเป็นปาล์มต้นเดี่ยว ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 15-20 เซนติเมตร สูงได้ถึง 15 เมตร ใบรูปขนนก ทางใบยาวสองเมตร ช่อดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ออกใต้คอ ช่อแผ่กระจายยาว 50 เซนติเมตร ผลค่อนข้างกลม ขนาด 4-5 เซนติเมตร</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2556-2557 โครงการพฤกษศาสตร์พื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือตอนบน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, สมุนไพรพื้นบ้านล้านนา </Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=491
https://medthai.com/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81/</URL><การใช้ประโยชน์>ผลใช้เคี้ยวเล่นกับเครื่องหมาก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="28"><ชื่อท้องถิ่น>น้ำก้าว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>หมากผู้แดง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบ ใช้เป็นเครื่องบูชาพระ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="29"><ชื่อท้องถิ่น>หนุย (หมู่ที่ 5)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Jack fruit tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขนุน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Artocarpus heterophyllus Lam.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Artocarpus</Genus><Family>Moraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ปลูกได้ทั่วไป  ชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี และแสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขนุนไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 15-30 เมตร ลำต้นและกิ่งเมื่อมีบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนมไหล ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ แผ่นใบรูปรี ขนาดกว้าง 5-8 ซม. ยาว 10-15 ซม. ปลายใบทู่ถึงแหลม โคนใบมน ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบหนาผิวด้านล่างสากมือ ช่อดอกแบบช่อเชิงลดแยกเพศอยู่รวมกัน ดอกเพศผู้เรียกว่า "ส่า" ออกตามปลายกิ่ง ดอกเพศเมียจะออกตามกิ่งใหญ่และตามลำต้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นหนามแหลม ผลเป็นผลรวมขนาดใหญ่ ส่วนของเนื้อที่รับประทานเจริญมาจากกลีบดอก ส่วนซังคือกลีบเลี้ยง </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ไม้มงคล 9 ชนิด สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://www.dnp.go.th/EPAC/9/02kanun.htm</URL><การใช้ประโยชน์>ผลอ่อนใช้แกง ผลแก่กินสด และเม็ดต้มกิน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="30"><ชื่อท้องถิ่น>ซะไหน่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>คะเนียง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Archidendron jiringa (Jack) I.C.Nielsen</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Archidendron</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ป่าดิบ ป่าเบญจพรรณบริเวณหุบเขาลาดชัน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>คะเนียงเป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมใหญ่แน่นทึบ คลุมลำต้นไว้เป็นส่วนใหญ่ เปลือก เรียบสีเทาหรือน้ำตาลอ่อนปนเทา ใบเป็นช่อแบบขนนกสองชั้น ก้านช่อยาว 1.5-8 ซม. ที่ปลายก้านช่อมีช่อใบแขนงด้านข้าง 1 คู่ ติดตรงกันข้ามช่อใบแขนงยาว 8-29 ซม. แต่ละช่อมีใบย่อย 2-4 คู่ ขึ้นตรงกันข้าม ใบย่อยรูปมนแกมรูปขอบขนาน ขนาดแตกต่างกัน กว้าง 3-9 ซม.ยาว 3-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลมฐานใบมนและเบี้ยวเล็กน้อย แผ่นใบเกลี้ยงไม่ มีขน ดอก สีขาว ขนาดเล็กจำนวน 3-6 ดอก ออกบนช่อกลมเล็กๆ ซึ่งแตกแขนงมาจากช่อใหญ่ ยาว 7-18 ซม. ช่อดอกโปร่งออกตามง่ามใบของใบแก่ที่หลุดร่วงไปแล้วกลีบรองกลีบดอกเล็กมาก มี 5 กลีบ โคนกลีบติดกัน กลีบดอกมี 5 กลีบ ผลแบนยาว รูปบรรทัด มีส่วนคอดเว้าระหว่างเมล็ด กว้างประมาณ 3-5 ซม.ตัวฝักบิดเวียนเป็นเกลียวไปทางเดียวกัน ผิวสีน้ำตาลคล้ำหรือสีน้ำตาลอมม่วง ฝักแก่ผนังจะแตกอ้าออก ผนังหนาคล้ายแผ่นหนัง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษ บรมราชินีนาถ สถายันวิจัยและพัฒนาชายแดนภาคใต้ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2244
http://srdi.yru.ac.th/bcqy/page/322/%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87.html</URL><การใช้ประโยชน์>ผลกินสด และดอง ผลแก่ใช้ย่างกินเป็นเครื่องเคียง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="31"><ชื่อท้องถิ่น>งองคุย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ดอก ใบ ใช้เป็นเครื่องเทศในแกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="32"><ชื่อท้องถิ่น>กัวะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ชะมวง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Garcinia cowa Roxb. ex DC.   </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Garcinia</Genus><Family>Clusiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>กระจายพันธุ์ในป่าดิบชื้นที่ลุ่มต่ำทั่วไป พบมากในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ความสูงจากระดับทะเล 800 เมตรขึ้นไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ชะมวงเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม เปลือกสีน้ำตาลเข้มแตกเป็นร่องตามยาว ใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามเป็นคู่ ตั้งฉากกัน เนื้อใบหนาและเหนียว ผิวเป็นมัน รูปรีหรือใบรูปหอก ปลายใบเป็นติ่งแหลมหรือเว้าตื้น โคนใบเรียวแหลมหรือรูปลิ่ม ดอกแยกเพศ อยู่คนละต้น ดอกสีเหลืองกลีบแข็ง ออกที่ซอกใบหรือปลายยอด ดอกเพศผู้ออกกระจุกตามกิ่ง กลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก ผลสด ทรงกลม ผิวเรียบ มีร่องเป็นพูบางรอบผล ผลอ่อนสีเหลืองเมื่อสุกสีส้ม ผลสุกจะแตกออกเป็นเสี้ยว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2390</URL><การใช้ประโยชน์>ใบใช้แกงส้ม แกงหมู</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="33"><ชื่อท้องถิ่น>ชะหน่ะ/พู่หน่ะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>หัวใช้ฝนผสมเกลือ กินแก้ปวดท้อง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="34"><ชื่อท้องถิ่น>พูส้วยดุ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Thorny tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ชะอม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Acacia pennata subsp. insuavis (Lace) I.C.Nielsen</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Acacia </Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายทั่วไป  ชอบพื้นที่ค่อนข้างชื้น ทนน้ำขังได้</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ชะอมเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง หรือไม้เถายืนต้น ลำต้นสีขาวมีหนามแหลมคม ใบประกอบขนาดเล็กเป็นฝอย มีก้านใบแยกเป็นใบอยู่ 2 ทาง ลักษณะคล้ายใบกระถินหรือใบส้มป่อย ใบมีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นลูกสะตอ ใบเรียงสลับ ใบย่อยออกตรงข้ามกัน ใบย่อยรูปรีมี 13-28 คู่ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ดอกออกตามซอกใบ สีขาวหรือขาวนวล ขนาดเล็ก เห็นชัดเฉพาะเกสรตัวผู้ที่เป็นฝอยๆ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=2542</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดใช้กินสด และใสแกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำต้น หรือตอนกิ่ง </การขยายพันธุ์></row>
<row _id="35"><ชื่อท้องถิ่น>งองชู่น่าดุ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ชะอมเถา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบใช้กินสด ใช้แกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="36"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ดาบฤๅษี</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tephrosia coccinea Wall.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tephrosia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2012</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในพื้นที่เปิดโล่ง หรือทุ่งหญ้า</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ดาบฤาษีเป็นไม้ล้มลุก ความสูง 40-50 ซม. ดอก สีส้มแดง ขนาด 1 ซม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>Thomas Vattakaven, Tephrosia coccinea Wall. . [online] India Biodiversity Portal
Flora in China</Author><URL>https://indiabiodiversity.org/species/show/264698
http://www.efloras.org/florataxon.aspx?flora_id=2&amp;taxon_id=242351503</URL><การใช้ประโยชน์>แก้โรคไต, ขับปัสาวะ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="37"><ชื่อท้องถิ่น>คูคู่ลา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ตูน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Colocasia gigantea (Blume) Hook.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Colocasia</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปทุกภาคของประเทศ  ชอบดินร่วนอุดมสมบูรณ์ ความชื้นสูง พบมากบริเวณริมลำธาร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ตูนเป็นไม้ล้มลุกหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นสีขาว ก้านใบแทงออกจากเหง้า ก้านใบอวบน้ำ ขนาดใหญ่และยาว สีเขียว มีไขเคลือบสีขาวนวล เนื้อของก้านใบฉ่ำน้ำ และมีรูอากาศแทรกอยู่ ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปหัวใจ กว้าง 40-43 ซม. ยาว 28-48 ซม. ปลายใบมนและแหลม โคนใบปิด ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบมัน สีเขียวอ่อน ช่อดอก ออกเป็นแท่งเดี่ยว ดอกย่อยแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน สีขาวนวล มีกาบยาวรีสีขาวนวลหุ้มช่อดอก โคนป่องมีช่องเปิดมองเห็นช่อดอกเป็นกระเปาะตรงกลาง คล้ายดอกหน้าวัว ผลสด สีเขียว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/168</URL><การใช้ประโยชน์>ก้านกินเป็นเครื่องเคียง ใช้ก้านและหัวแกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ และเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="38"><ชื่อท้องถิ่น>บ่องบ๊ะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Asparagus pea, Goa bean, Manila pea, Princess bean, Winged bean</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ถั่วพู</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Psophocarpus tetragonolobus (L.) DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Psophocarpus</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ขึ้นได้ดีในเขตร้อนที่ชุ่มชื้น ต้องการน้ำมาก</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ถั่พูเป็นไม้ล้มลุกเลื้อยพัน อายุหลายปี มีรากสะสมอาหารลักษณะเป็นหัวใต้ดิน ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 3 ใบ รูปไข่แกมรูปกระสวยหรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 4-10 ซม. ยาว 8-18 ซม. ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน ผลเป็นฝักแบน มีครีบ 4 ครีบตามยาว เมล็ดสีขาว สีน้ำตาลแกมเหลืองหรือดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=388</URL><การใช้ประโยชน์>ผลกินเป็นเครื่องเคียง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="39"><ชื่อท้องถิ่น>บึกกลีซา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Pigeon pea, Angola Pea , Congo Pea</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ถั่วแระ ถั่วมะแฮะ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cajanus cajan (L.) Millsp.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cajanus</Genus><Family>Leguminosa</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เจริญเติบโตได้ทุกสภาพแวดล้อม พบทุกภาคของประเทศไทย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ถั่วมะแฮะไม้พุ่มลำต้นตั้งตรง สูง 3-5 เมตร ลำต้นแก่มีสีม่วงแดงมักแตกเป็นรองสีน้ำตาล ใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับเป็นใบย่อยรูปขอบขนาน แกมใบหอก ผิวใบทั้งสองด้านมีขน กว้าง 1-3.5 ซม. ยาว 1.5-10 ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว กลีบดอกสีเหลืองมีขอบสีน้ำตาลแดง ผลเป็นฝักแบนยาว เมล็ดเหมือนถั่วเหลือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>Unknown</Author><URL>http://area-based.lpru.ac.th/veg/www/Native_veg/v139.htm
</URL><การใช้ประโยชน์>ฝักอ่อนต้มกินเป็นเครื่องเคียง ฝักแก่ต้มกินเหมือนถั่วแระ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="40"><ชื่อท้องถิ่น>โอ๋จ้า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Soursop, Prickly custard apple</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ทุเรียนเทศ ทุเรียนน้ำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Annona muricata L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Annona</Genus><Family>Annonaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ไม้ผลเขตร้อน พบปลูกมากในภาคใต้ของประเทศไทย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ทุเรียนเทศเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 5–6 เมตร ใบสีเขียวเข้ม ผลขนาดใหญ่รับประทานได้ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15–20 เซนติเมตร เปลือกผลสีเขียว มีหนาม เนื้อในสีขาว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ. นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Unknown</Author><URL>https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/271/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD/
http://natres.psu.ac.th/ProjectSite/webpage/5durian-detail.htm
http://natres.psu.ac.th/ProjectSite/webpage/5durian-detail.htm</URL><การใช้ประโยชน์>กินผลสุก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>การเพาะเมล็ด การเสียบยอด และทาบกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="41"><ชื่อท้องถิ่น>เคเหล่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>บวบกะเหรี่ยง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผลใช้ต้ม ผัด แกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="42"><ชื่อท้องถิ่น>ต๊ะกู่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Angled loofah</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>บวบเหลี่ยม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Luffa acutangula (L.) Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Luffa</Genus><Family>Cucurbitaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พรรณไม้ชนิดนี้มักขึ้นตามที่รกร้าง ตามริมห้วย หนอง คลอง และตามบึงทั่วไป </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บวบเหลี่ยมเป็นพรรณไม้เถาล้มลุก ชอบเลื้อยพาดพันไปตามต้นไม้อื่นๆ และตามร้านที่ปลูกทำไว้ ลำต้นอ่อนและยอดจะมีขนที่อ่อนนุ่ม เมื่อลำต้นนั้นแก่ขนก็จะหลุดร่วงไปทุกๆ ส่วนของลำต้นนั้น เมื่อเรานำมาขยี้ดมจะมีกลิ่นเหม็นเขียว ลักษณะลำต้นนั้นจะเป็นเถาเหลี่ยมมีความยาวประมาณ 7-10 เมตร และจะมีมือยึดเกาะเป็นเส้นยาวประมาณ 3 เส้น ใบจะออกตรงข้ามกัน ตัวใบโตค่อนข้างกลม ลักษณะใบจะมีรอยเว้าเข้าประมาณ 3-7 รอย ตรงปลายใบของมันแหลมสั้น และริมขอบใบจะมีรอยหยัก หลังใบจะเป็นสีเขียวแก่ ส่วนท้องใบนั้นจะเป็นสีเขียวอ่อน ใบอ่อนนั้นจะมีขนมากและใบแก่ขนก็จะหลุดร่วงไป ใบจะมีความกว้างประมาณ 15-25 ซม. และยาวประมาณ 8-25 ซม. จะเห็นรอยเส้นใบนูนชัดเจนประมาณ 3-7 เส้น ส่วนก้านใบนั้นก็จะมีขนอ่อนนุ่มและเป็นเหลี่ยมมีความยาวประมาณ 4-9 ซม. ดอกจะมีทั้งดอกตัวผู้ และดอกตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ดอกตัวเมียนั้นมักจะออกเป็นดอกเดี่ยว แต่บางครั้งอาจออกติดกับดอกตัวผู้ในช่อดอกเดียวกัน ส่วนกลีบเลี้ยงนั้นจะติดกัน และตรงปลายจะแยกเป็น 5 กลีบ ผิวนอกจะปกคลุมไปด้วยขนอ่อนนุ่มสั้นๆ กลีบดอกจะเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองอ่อน แต่ละกลีบจะมีลักษณะกลมรี ตรงขอบจะเป็นรอยย่นเป็นคลื่น กลีบดอกจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 3-5 ซม. ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนตรงปลายนั้นจะมีรอยของกลีบเลี้ยงเหลืออยู่ ผลจะมีความยาวประมาณ 16-60 ซม. และมีความกว้างประมาณ 5-10 ซม. ผลอ่อนเป็นสีเขียวและมีลายเป็นสีเขียวแก่ ผิวข้างนอกนั้นจะเป็นนวลสีขาว ส่วนผลแก่เป็นสีเขียวออกเหลืองหรือเขียวเข้มออกเทา เนื้อข้างในจะมีเส้นในที่เหนียวมากมีลักษณะเป็นร่างแห และมีเมล็ดแบนรี ผลที่แก่นั้นเมล็ดข้างในจะเป็นสีดำ หรืออาจจะมีปีกออกสองข้างเมล็ด </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=333</URL><การใช้ประโยชน์>ผลใช้ผัด แกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="43"><ชื่อท้องถิ่น>เมอไร้คะโว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Heart-leaved moonseed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>บอระเพ็ด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tinospora crispa (L.) Hook. f. &amp; Thomson</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tinospora</Genus><Family>Menispermaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นในป่าเบญจพรรณ ที่มีดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บอระเพ็ดเป็นไม้เถาเลื้อยเกาะไม้อื่น  ลำต้นขรุขระเป็นปุ่มปม มีรากอากาศคล้ายเชือกเส้นเล็กๆ ห้อยลงมาเป็นสาย  รสขมจัด  ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปหัวใจ  โคนใบเว้า ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ดอกเป็นช่อขนาดเล็กออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง สีเหลืองอมเขียว ผลสดทรงกลม  สีเหลืองหรือแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=667</URL><การใช้ประโยชน์>กินแก้ไข้ ใช้ทาหัวนมมารดาเมื่อต้องการหย่านมบุตร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ดหรือปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="44"><ชื่อท้องถิ่น>ซู</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ปอ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Sterculia pexa Pierre</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Sterculia</Genus><Family>Sterculiaceae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เปลือกลำต้นเอามาทำเป็นเชือก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="45"><ชื่อท้องถิ่น>คว้าอยู่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เปล้าใหญ่(ยอดแดง)</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Croton roxburghii N.P. Balakr. (ตองแตก)</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Croton</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ต้มอาบขับน้ำคาวปลา</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="46"><ชื่อท้องถิ่น>งองถ่าดุ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Three leaved caper, Varuna</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักกุ่ม กุ่มน้ำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Crateva religiosa G.Forst.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Crateva</Genus><Family>Capparaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบตามริมฝั่งแม่น้ำ ขอบบึง มีแสงแดดส่องถึงตลอดวัน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักกุ่มเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง สูง 5-20 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง เปลือกต้นเรียบสีเทาอมขาว มีช่องระบายอากาศขนาดเล็กตามผิวทั่วไป ใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงสลับ มีใบย่อย 3 ใบ รูปใบหอกถึงรูปขอบขนาน โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม ดอกเป็นช่อออกที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อย 12-20 ดอก เมื่อเริ่มบานมีสีขาว ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แซมด้วยเส้นยาวของเกสรเพศผู้สีม่วง ผลรูปทรงกลมหรือรี สีเทาห้อยเป็นพวง เมล็ดเดี่ยวรูปเกือกม้า </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=369</URL><การใช้ประโยชน์>ใบเอามาดองกินเป็นเครื่องเคียง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="47"><ชื่อท้องถิ่น>ง่องไก่ดุ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Paco</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักกูด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Diplazium esculentum (Retz.) Sw.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Diplazium</Genus><Family>Athyriaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นบริเวณที่มีความชื้นสูง หรือตามลำห้วยที่มีน้ำไหลผ่าน มีแสงแดดรำไร ปลูกได้ตามชายคลอง และห้วยหนอง  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักกูดเป็นพืชไม่มีดอกจำพวกเฟิร์นที่มีต้นขนาดใหญ  มีเหงาทอดเลื้อยตามผิวดิน ใบเปนใบประกอบแบบขนนก 2-3 ชั้น ใบยอยบาง โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบหยัก ยอดใบอ่อนม้วนงอ ใต้ใบมีอับสปอร์สีน้ำตาลเรียงตามแนวเส้นใบ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1840</URL><การใช้ประโยชน์>ยอด กินสด ผัด ต้ม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกกอ สปอร์</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="48"><ชื่อท้องถิ่น>ผักกะชี</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Culantro, Long coriander, Sawtooth coriander</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักชีฝรั่ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Eryngium foetidum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Eryngium</Genus><Family>Apiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ปัจจุบันมีการเพาะปลูกทั่วโลก ชอบดินร่วนปนทราย ชอบอยู่ในร่ม ชอบพื้นที่ไม่แฉะเกินไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เหง้าใต้ดินและอาจอยู่เหนือดินเล็กน้อย เป็นกระเปราะกลมรีอยู่เหนือราก ใบแทงออกจากเหง้าที่เป็นลำต้นเรียงเวียนรอบเหง้าแน่นเป็นกระจุกรูปไข่ขอบขนวน ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย และ
มีหนามเล็กที่ปลายฟันเลื่อย ใบแข็งกระด้าง ใบอ่อนมีสีเขียวสด เมื่อแก่มีสีเขียวเข้ม ดอกช่อแทงออกตรงกลางของลำต้น ใบประดับที่ก้านดอกรูปหอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปขนานแกมรูปไข่ สีเขียว กลีบดอก 5-7 กลีบ สีขาว ดอกย่อยจำนวนมาก เกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านชูอับเรณูสีขาว เกสรเพศเมียเป็นเส้นด้าย 2 เส้น ไม่มีฐานเกสร ผลแห้งจะปริแตกออกเป็น 2 ซีก แต่ละซีก เมล็ดจำนวนมาก
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>Unknown
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)</Author><URL>http://biodiversity.crru.ac.th/public/bio2018/File%20PDF/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87.pdf
http://sathai.org/2020/03/10/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b-%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87/
</URL><การใช้ประโยชน์>ใช้เป็นเครื่องเทศในอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="49"><ชื่อท้องถิ่น>พลอบพลิดู่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Ceylon spinach , Malabar nightshade, East indian spinach</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักปลัง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Basella alba L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Basella</Genus><Family>Basellaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นทั่วไปตามพื้นที่ที่มีฝนชุก ในประเทศไทย มีมากในภาคเหนือ  ชอบดินร่วน อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักปลังเป็นไม้เลื้อยล้มลุกทุกส่วนของต้นอวบน้ำ แตกกิ่งก้านสาขามาก     ลำต้นสีม่วงแดงหรือสีเขียว หากสีเขียวเรียก ผักปั๋งขาว สีม่วงแดง เรียก ผักปั๋งแหล้ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ป้อม กว้าง 3-8 ซม.ยาว 5-10 ซม. ปลายใบแหลม เนื้อใบหนานุ่ม เมื่อขยี้มีเมือกเหนียว ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ผักปั๋งขาวดอกสีขาว ผักปั๋งแหล้ดอกจะสีขาวอมชมพู ไม่มีก้านดอกย่อย ผลเป็นผลสด ฉ่ำน้ำ เมื่อแก่สีม่วงอมดำ ภายในผลมีน้ำสีม่วงหรือดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?Botanic_ID=2074</URL><การใช้ประโยชน์>ใบต้มกินกับน้ำพริก, ใช้แกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="50"><ชื่อท้องถิ่น>ซาซือ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Vietnamese mint, Vietnamese cilantro, hot mint, laksa leaf</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักไผ่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Polygonum odoratum Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Polygonum</Genus><Family>Polygonaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าทั่วไป  โดยเฉพาะบริเวณริมลำธาร  ที่มีความชื้นสูง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักไผ่เป็นพืชล้มลุก สูง 30-35 ซม. ลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน มีรากงอกออกตามข้อที่สัมผัสดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปหอก ขนาดใบกว้าง 2-3 ซม. ยาว 5-8 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ หูใบเชื่อมติดกันเป็นหลอดหุ้มลำต้นเหนือข้อ มีกลิ่นเฉพาะ ช่อดอกกระจะออกที่ปลายยอด ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวนวลหรือสีชมพูม่วง ผลขนาดเล็ก เมล็ดจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2899</URL><การใช้ประโยชน์>ใบกินเป็นเครื่องเคียง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="51"><ชื่อท้องถิ่น>เลคองดู่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ผักมันหมู</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Dioscorea membranacea Pierre ex Prain &amp; Burkill</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Dioscorea</Genus><Family>Dioscoreaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชายป่า ชายเขา</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักมันหมูเป็นไม้เนื้อแข็งกลาง ทรงพุ่มขนาดใหญ่ สูงประมาณ 8-10 เมตร ลักษณะใบ ใบเลี้ยงคู่สีเขียว ใบกลมมนคล้ายใบขนุน หน้าใบและหลังใบเรียบมันขอบเรียบ ปลายแหลมหลังใบสีเขียวอ่อน ลักษณะดอกสีขาวอมเหลือง ดอกเป็นพู่คล้ายดอกชมพู่แต่ขนาดเล็กกว่า ขนาดดอกประมาณ 2 เซนติเมตร ออกระหว่างก้านใบตลอดแนวกิ่ง ผลกลมเท่ากับผลพุทธาสีเขียว ผลสุกสีเหลือง แต่เนื้อในมีสีเขียว ออกเป็นผลเดี่ยว ตลอดแนวกิ่ง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>Unknown
กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>https://www.tungsong.com/NakhonSri/vegetable/group_1/1_28.html
http://www.dnp.go.th/botany/mplant/word.aspx?linkback=genus&amp;keyback=Dendrophthoe&amp;author=&amp;family=&amp;genus=&amp;habit=&amp;localname=&amp;species=&amp;word=&amp;lastitem=Dio221</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดใช้กินสด, ใบต้ม แกง และกินสดกับน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="52"><ชื่อท้องถิ่น>ง่องคุยดุ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Livid flower, Unicorn plant</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักหนาม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Lasia spinosa (L.) Thwaites</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Lasia</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศ บริเวณริมน้ำ หรือชายน้ำ ชอบดินชื้นแฉะ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักหนามเป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นทอดเลื้อยและชูยอดขึ้น มีหนาม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปลูกศร หรือขอบใบหยักเว้าลึก แผ่นใบด้านปลายใบ ขนาด กว้าง 35 และยาว 45 ซม. แผ่นใบด้านโคนใบขนาด กว้าง 10 และยาว 25 ซม. มีหนามบริเวณเส้นใบด้านล่าง ก้านใบยาวได้ถึง 1 เมตร มีหนาม ช่อดอก แทงจากกาบใบ ก้านดอกยาวได้ถึง 75 ซม. มีหนาม ใบประดับสีน้ำตาลแกมเขียวถึงสีม่วง ยาวได้ถึง 55 ซม. บิดเป็นเกลียวเล็กน้อย กลีบดอกสีชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแกมเขียว ผลสด หนาและเหนียว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/261</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดอ่อนกินเป็นเครื่องเคียง แกงส้ม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="53"><ชื่อท้องถิ่น>วากรี</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ไผ่ไร่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Gigantochloa albociliata (Munro) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Gigantochloa</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณผสม </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไผ่ไร่เป็นไผ่ใบเขียวตลอดปีถ้าอยู่ในป่าดงดิบ และทิ้งใบเมื่ออยู่ป่าเบญจพรรณ ลำต้นแน่นเป็นกอ ลำสีเขียวแกมเทาและโค้ง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-3.0 ซม. ข้อนูนเห็นได้ชัด ปล้องยาวได้ 15-40 ซม. มีขนสั้นทั้งปล้อง ลำหนา 0.5-1.0 ซม. กิ่งเรียวยาว ใบรูปแถบ ขนาดกว้าง 2.0-2.5 ซม. ยาว 15-20 ซม. ท้องใบไม่มีขน หลังใบสากและคาย กระจังใบค่อนข้าวยาว มีขนยาว กาบหุ้มใบเรียบ มีขนแข็ง ปลายตัด กาบหุ้มลำเมื่ออ่อนมีขนสีน้ำตาลคลุมแน่น แก่จะร่วงหลุดไป ปลายกาบเรียบ ขอบล่างจะโค้งงอเข้า ครีบกลีบเล็กและโค้ง กระจังกาบยาว ขอบหยักปลายตัด ใบยอดกาบยาว รูปหอก ปลายเรียวแหลม โคนกว้างกลม และอาจมีปีกออกด้วย หน่อมีขนาดเล็ก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=382</URL><การใช้ประโยชน์>หน่อใช้แกง ต้มกินเป็นเครื่องเคียง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง แยกหน่อ หรือปักชำลำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="54"><ชื่อท้องถิ่น>บี่คูลา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ฝ้ายกะเหรี่ยง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใช้ทำด้าย สายสิน และไส้เทียน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="55"><ชื่อท้องถิ่น>ชิกี่กะเพรา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bird pepper, Chili pepper</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>พริกกะเหรี่ยง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Capsicum annuum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Capsicum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนเหนียว ดินร่วนระบายน้ำดี ในที่ร่มรำไรหรือกลางแจ้ง ไม่ทนต่อสภาพน้ำขัง มักขึ้นร่วมกับวัชพืชชนิดอื่น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มีลำต้นตั้งตรง ส่วนความสูงของต้นหรือพุ่มก็ขึ้นอยู่กับชนิดของพริกนั้นๆ มีใบแบนและเรียบเป็นมัน ส่วนดอกเป็นดอกเดี่ยว มีขนาดเล็ก ก้านดอกตรงหรือโค้ง กลีบดอกมีสีขาวหรือม่วง ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ (มีเกสรตัวผู้และตัวเมียรวมอยู่ภายในดอกเดียวกัน) จึงสามารถผสมในดอกเดียวกันได้ สำหรับผลพริกมีหลายขนาด บางพันธุ์มีผลขนาดใหญ่ บางพันธุ์ขนาดกลางหรือเล็ก ดังนั้น ขนาดของผลขึ้นอยู่กับพันธุ์พริกนั้นๆ ผลที่ยังไม่เจริญเติบโตที่ผลอ่อนมักจะมีสีเขียวเข้ม หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีเหลืองเมื่อผลสุก และในผลพริกแต่ละผลจะมีเมล็ด จำนวนมาก เรียงตัวกันแน่นบนส่วนของรกที่มีสีขาว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B9/
https://www.thaikasetsart.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81/</URL><การใช้ประโยชน์>ใช้ประกอบอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="56"><ชื่อท้องถิ่น>จองซา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เพกา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Oroxylum indicum (L.) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Oroxylum</Genus><Family>Bignoniaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพืชที่ขึ้นได้ง่ายตามธรรมชาติ ในที่โล่งชายป่าดิบและไร่ร้างทั่วไป  เจริญเติบโตในดินเกือบทุกชนิด แต่ชอบดินโปร่งร่วนซุย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เพกาเป็นไม้ยืนต้น สูง 3-12 เมตร แตกกิ่งก้านน้อย ใบประกอบแบบขนนกสามชั้น ขนาดใหญ่ เรียงตรงข้ามรวมกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-12 ซม. ช่อดอกออกที่ปลายยอด ก้านช่อดอกยาว ดอกย่อยขนาดใหญ่กลีบดอกสีนวลแกมเขียว โคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หนาย่น บานกลางคืน ผลเป็นฝักขนาดใหญ่ รูปดาบ เมื่อแก่จะแตก ภายในมีเมล็ดแบน สีขาว มีปีกบางโปร่งแสง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=145&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>ฝัก ต้ม นึ่ง เผา กินกับน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="57"><ชื่อท้องถิ่น>บะไค่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Gac</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ฟักข้าว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Momordica cochinchinensis (Lour.) Spreng.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Momordica</Genus><Family>Cucurbitaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพันธุ์ไม้เก่าแก่ของเอเชีย พบมากในเอเชียตอนใต้ โดยเฉพาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบตามที่รกร้าง หรือชายป่าเบญจพรรณ ตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงที่สูงประมาณ 1,000 เมตร ชอบแสงแดด เลื้อยได้ทั้งบนพื้น บนต้นไม้ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้เถาเลื้อย อายุหลายปี ลำต้นหนาเกลี้ยง มีมือพันเกาะออกตามซอกใบ เถาแก่มีเหง้าใต้ดิน เถากลมมีขนนุ่ม เถาแก่ไม่มีขน ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบไม่มีแฉก หรือเป็นแฉกรูปฝ่ามือ 3-5 แฉก รูปไข่ หรือเกือบกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 10-15 ซม. ปลายแฉกแหลม โคนเว้ารูปหัวใจ ขอบเรียบ หรือกึ่งหยักซี่ฟัน ก้านใบยาว 2.8-5.5 ซม. มีต่อม 2-5 ต่อม ตามก้านใบและโคนใบ ดอกแยกเพศต่างต้น ดอกเดี่ยว หรือออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ยาว 6-8 ซม. กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวอมเหลืองอ่อน สามกลีบในมีสีดำบริเวณโคนดอกด้านใน ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 5-15 ซม. ใบประดับรูปไตหรือเกือบกลม กว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 2.8-3.2 ซม. ผิวด้านในมีขน กลีบเลี้ยง รูปไข่แกมรูปขอบขนาน กว้าง 4-6 มม. ยาว 1-1.5 ซม. หนาคล้ายแผ่นหนังเกลี้ยง หรือมีขนสากประปราย กลีบดอกรูปรีแกมรูปขอบขนาน ยาว 4-5 ซม. มีเส้นตามยาวชัดเจน ดอกเพศเมีย ก้านดอกยาว 3-10 ซม. ใบประดับรูปรี กลีบเลี้ยงรูปแถบ แกมรูปขอบขนาน ยาว 5-10 มม. กลีบดอกเหมือนดอกเพศผู้ รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปรีแกมรูปขอบขนาน ยาว 1-1.5 ซม. ผิวมีตุ่มขรุขระ ผลรูปไข่ รีหรือกลม กว้าง 5-8 ซม. ยาว 6-12 ซม. ผลอ่อนสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดง ผิวเป็นหนามสั้นทั้งผล เมล็ดแบน รูปกลมหรือรี เปลือกหุ้มสีน้ำตาลดำ ขอบเมล็ดโดยรอบมีรอยหยัก ลักษณะเหมือนรอยถูกกัด ผิวมีลายเส้น เมล็ดมีจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=253
</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดต้มกินเป็นเครื่องเคียง ผลอ่อนใช้แกงส้ม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="58"><ชื่อท้องถิ่น>มะเกล่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)> kaffir lime, Leech lime, Makrut lime, Mauritius papeda</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะกรูด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Citrus hystrix DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Citrus</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ปลูกได้ดีในดินทุกชนิด </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะกรูดเป็นไม้ยืนต้น สูง 2-8 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม ลำต้นแก่สีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเขียว ใบเดี่ยวรูปค่อนข้างกลม กว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 3-8 ซม. ใบและดอกคล้ายมะนาว ก้านใบมีครีบขนาดใหญ่เท่าตัวใบ มีลักษณะคล้ายใบไม้ 2 ใบต่อกัน ส่วนล่างที่ติดต่อกับก้านใบคือหูใบ ใบมีสีเขียวแก่ ผิวใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน มีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไป มีกลิ่นฉุน ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อสั้น ผลชาวบ้านเรียก “มะกรูด” มีรูปร่างค่อนข้างกลม ผิวขรุขระ ผิวมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่ว ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่สีเหลือง ภายในมีเมล็ดที่มีเยื่อเมือกหุ้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>คณะทรัพยากรธรรมชาติ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</Author><URL>http://www.natres.psu.ac.th/FNR/vfsouthern/index.php/2013-10-26-10-11-55/9-uncategorised/135-2014-01-19-10-34-00</URL><การใช้ประโยชน์>ผลใช้สระผมแก้คันหัว, ใบใช้ประกอบเครื่องแกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="59"><ชื่อท้องถิ่น>แพ้ง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Hog plum</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะกอก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Spondias pinnata (L. f.) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Spondias</Genus><Family>Anacardiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าทั่วไป ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ชอบแสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะกอกเป็นไม้ต้น ผลัดใบสูง 15-25 เมตร เปลือกต้นสีเทา ค่อนข้างเรียบ กิ่งก้านมีช่องอากาศ กระจัดกระจาย ใบประกอบ แบบขนนก ปลายใบคี่ เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนานหรือรูปรี กว้าง 3-4 ซม. ยาว 7-12 ซม. ช่อดอกแยกแขนงออกที่ปลายกิ่ง และซอกใบ ดอกขนาดเล็กสีขาวครีม มีจำนวนมาก ผลสดรูปไข่ มีเนื้อฉ่ำน้ำ สีเหลืองอมเขียว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1790</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดอ่อนกินเป็นเครื่องเคียง ผลสุกใช้ทำน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="60"><ชื่อท้องถิ่น>ยองค้ากุลา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Pea eggplant, Turkey berry, prickly nightshade</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะเขือพวง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum torvum Sw.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป  ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,600 เมตร  เติบโตได้ในที่กลางแจ้งหรือที่ร่ม ชอบความร้อนชื้นสูง แต่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะเขือพวงเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 2 เมตร ลำต้นมีหนามสั้นทั่วไป แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่ กว้าง 5-20 ซม. ยาว 7-25 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน มีขนนุ่มปกคลุมทั้ง 2 ด้าน ช่อดอก ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ส่วนโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉก ติดคงทน กลีบดอก สีขาว 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปดาว    ผลกลุ่มออกเป็นช่อ ผลย่อยรูปทรงกลม ภายในมีเมล็ดกลมแบนจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=3055</URL><การใช้ประโยชน์>ผลแก่ใช้ใส่แกง หรือกินสดเป็นเครื่องเคียง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำราก</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="61"><ชื่อท้องถิ่น>หย่องทู่ซา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Eggplant</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะเขือยาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum melongena L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีปลูกกันในหลายประเทศทั่วโลก ในประเทศไทยมีปลูกหลายสายพันธุ์ เจริญได้ในดินแทบทุกชนิด ชอบดินร่วนปนทรายจะเจริญได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะเขือยาวเป็นพืชล้มลุก เป็นไม้ทรงพุ่มขนาดเล็ก มีอายุประมาณ 1-2 ปี มีลำต้นเดี่ยว มีลักษณะกลม ลำต้นตั้งตรงแข็งและเหนียว แตกกิ่งก้านได้มาก ลำต้นมีขนอ่อนๆปกคลุม มีสีน้ำตาลอมเขียว มีกลิ่นเฉพาะตัว ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน มีลักษณะทรงเรียวรี ใบใหญ่ยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นรอยหยัก ใบมีสีเขียว มีขนอ่อนๆ ปกคลุมทั่วใบ รากแก้ว มีลักษณะกลมๆ แทงลึกลงในดิน มีรากแขนงและรากย่อย รากออกตามรอบๆลำต้น มีสีน้ำตาล ออกดอกเดี่ยว ดอกมีลักษณะรูปกรวย กลีบดอกมีสีม่วง มีเกสรสีเหลือง มีกลีบเลี้ยงสีเขียว ก้านช่อดอกจะยาว ดอกออกบริเวณซอกใบ ออกบริเวณข้อของกิ่ง และออกตรงปลายยอด ผลเดี่ยว มีลักษณะทรงกลมเรียวยาว ผิวบางเรียบเป็นมัน ผลมีสีเขียวอ่อน สีม่วง หรือสีขาว ตามสายพันธุ์ เนื้อนุ่มฉ่ำน้ำ มีรสชาติหวานขื่น มีเมล็ดกลมแบนเล็กๆอยู่ข้างในเนื้อ เมล็ดมีขนาดเล็กๆจำนวนมาก อยู่ภายในเนื้อ เมล็ดมีลักษณะกลมแบนเล็กๆ มีสีน้ำตาลอ่อน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/70</URL><การใช้ประโยชน์>กินสดกับน้ำพริก, ผัด ต้ม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="62"><ชื่อท้องถิ่น>คุงที่ทา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Elephant Apple</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะตาด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Dillenia indica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Dillenia</Genus><Family>Dilleniaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นตามป่าดงดิบชื้น และป่าพรุ โดยเฉพาะบริเวณใกล้ๆ ริมน้ำมีมากในภาคใต้</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ต้นขนาดกลาง สูง 10-15 เมตร ไม่ผลัดใบลำต้นมักคดงอ เปลือกหนาสีเทาหรือน้ำตาลแดง ลอก เป็นแผ่บางๆ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหนา มีขนตามกิ่งอ่อน ใบ รูปไข่แกมรูปหอกหรือรูปไข่กลับรีๆ กว้าง 7-12 ซม. ยาว 15-30 ซม. เนื้อใบบางแผ่นใบเป็นคลื่น ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้นๆ โคนใบเรียวหรือมน ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ท้องใบมีขนประปราย ส้นแขนงใบมี 30-40 คู่ ก้านใบยาว 4-5 ซม. โคนก้านใบแบนเป็นกาบหุ้มกิ่ง ดอก ใหญ่สีขาว ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ ตามง่ามใบ ก้านดอกยาว 3-5 ซม. มีขนซาก กลีบรอง กลีบดอกเป็นแผ่นโค้งอุ้มน้ำ กลีบดอกขาว บาง รูปไข่กลับ หลุดง่าย ผล กลม ใหญ่ มีลักษณะอวบน้ำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-15 ซม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
Dillenia indica L. . [online] India Biodiversity Portal</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=834
https://indiabiodiversity.org/species/show/229573</URL><การใช้ประโยชน์>ผลใช้แกงส้ม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="63"><ชื่อท้องถิ่น>พลู</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Coconut</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะพร้าว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cocos nucifera L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cocos</Genus><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เจริญในดินร่วน ดินทราย ที่ระบายน้ำได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะพร้าวเป็นพืชพวกปาล์มต้นเดี่ยว ลำต้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20-40 เซนติเมตร สูง 10-30 เมตร ลำต้นเปลาตรงมีปล้องถี่ๆ ตลอดต้น ใบ ใบประกอบ ใบย่อยเรียวยาว ดอก ขนาดเล็กสีขาวนวลออกเป็นช่อเรียกว่า จั่น ผล ค่อนข้างกลมมีเปลือกเป็นเส้นใยหนา ผลอ่อนสีเขียวอ่อนถึงเขียวเข้ม ผลแก่สีน้ำตาลแกมเหลือง เมล็ด ลักษณะกลมป้านมีเปลือกแข็งสีน้ำตาลเรียกว่า กะลา เนื้อในขาวเป็นมัน มีน้ำอยู่ภายใน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ศูนวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถ สถาบันวิจัยและพัฒนาชายแดนภาคใต้ มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา</Author><URL>http://srdi.yru.ac.th/bcqy/page/348/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7.html</URL><การใช้ประโยชน์>ผลกินสด และใช้ในพิธีขับไล่สเนียดจัญไร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="64"><ชื่อท้องถิ่น>กล่องจี่ต๊ะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>มะละกอกะเหรี่ยง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผลสดกินเป็นเครื่องเคียง ใช้แกง กินผลแก่เป็นผลไม้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="65"><ชื่อท้องถิ่น>เหง่าไซ้ลา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>American basil, hoary basil</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>แมงลัก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ocimum americanum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ocimum</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ชอบที่ราบโล่งแจ้ง ปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ควรปลูกช่วงต้นฤดูฝน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>แมงลักเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตรง โคนต้นแข็ง สูงประมาณ 40-65 ซม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมสีขาวและสีม่วง ใบสีเขียวอ่อน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามแบบตั้งฉาก รูปไข่ ปลายใบแหลมหรือเรียวยาว โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบมีขนนุ่มปกคลุม ออกดอกเป็นช่อฉัตรที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาว เมล็ดรูปรีขนาดเล็กสีดำ เมื่อละลายน้ำจะพองตัว เป็นพืชที่มีขนนุ่มปกคลุมทั้งต้น และมีกลิ่นหอมฉุน  
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ กอมก้อส้มสีแหล้ ลำต้นสีม่วง และกอมก้อแคสีขาว ลำต้นสีขาว รสชาติเฝื่อนและมีกลิ่นฉุนกว่า  มีกลิ่นเฉพาะที่แตกต่างกัน ชาวบ้านนิยมรับประทานทั้ง 2 ชนิด
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/162</URL><การใช้ประโยชน์>ใบใช้ใส่แกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด หรือปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="66"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Giant fern</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ว่านกีบแรด ว่านกีบม้า กีบม้าลม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Angiopteris evecta (G. Forst.) Hoffm.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Angiopteris</Genus><Family>Marattiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>กระจายพันธุ์ได้ดีในประเทศไทย พบตามป่าดิบเขา ที่มีร่มเงาและความชื้นสูง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ว่านกีบแรดเป็นพรรณไม้ลงหัวขนาดเล็ก ลำต้นสูง ประมาณ 0.50-1 ม. ใบ มีสีเขียว รูปไข่เล็ก เรียว ยาวประมาณ 5-15 ซ.ม. กว้าง 1.5-3 ซ.ม. ก้านใบยาว หัว คล้ายกีบเท้าของแรดหรือกระบือ หัวนั้นจะเป็นสีน้ำตาลแก่ ภายในมีสีเหลือง เหมือนขมิ้น มีรสฝาด เย็น กลุ่มอับสปอร์เป็นกลุ่มเรียงตัวเป็นแถวอยู่ที่ริมเกือบสุดขอบใบ แต่ละกลุ่ม เป็นอับสปอร์เรียงตัวขนานกันเเป็น 2 แถวติดกันที่ปลายเส้นใยใบ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1466
http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=694</URL><การใช้ประโยชน์>ใบแก่ใช้ดองเหล้ากินเป็นยาชูกำลัง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>สปอร์</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="67"><ชื่อท้องถิ่น>มึ๊หน่องราพลุ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ว่านสาวหลง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Amomum biflorum Jack</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Amomum</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นในดินร่วนซุยระบายน้ำดี แสงแดดรำไร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ว่านสาวหลงเป็นพืชล้มลุกในวงศ์ขิงข่า มีเหง้าทอดเลื้อยอยู่ใต้ดิน ลำต้นเทียมเกิดจากกาบใบอัดกันแน่น ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปหอก ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบบิด เส้นกลางใบสีแดงเรื่อ ใบมีขนนุ่มปกคลุม ดอกออกตามเหง้าใต้ดิน ดอกย่อยสีเหลือง ก้านดอกยาว ปลายช่อโค้ง ผลเป็นช่อคล้ายช่อพริกไทย </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/235</URL><การใช้ประโยชน์>รากใช้ผสมเข้าสูตรยา </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="68"><ชื่อท้องถิ่น>เพ่อไช่ดุ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Soap pod, Shikakai</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ส้มป่อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์> Acacia concinna (Willd.) DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Acacia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ทั่วไป  พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ส้มป่อยเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย มีหนามตามลำต้น กิ่ง ก้านและใบ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ยาว 7-20 ซม. ใบย่อยรูปขอบขนาน ขนาดเล็ก ช่อดอก ออกที่ซอกใบ เป็นช่อกลม กลีบดอกเป็นหลอด สีนวล ผลเป็นฝัก สีน้ำตาลดำ ผิวย่นขรุขระ ขอบเป็นคลื่น
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ส้มป่อยธรรมดา และส้มป่อยหลวง ชุมชนใช้ประโยชน์จากส้มป่อยธรรมดามากกว่า เนื่องจากส้มป่อยหลวงพบไม่มาก
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1277</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ ยอด ใช้แกงส้ม และฝักใช้ในพีธีกรรมต่างๆ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="69"><ชื่อท้องถิ่น>พุมหมอล่อง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Ngai Camphor Tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หนาด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Blumea balsamifera (L.) DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Blumea</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่มักพบขึ้นตามที่รกร้าง ทุ่งนา หรือหุบเขาทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หนาดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมคล้ายการบูร สูง 1-4 เมตร ลำต้นกลม กิ่งก้านมีขนนุ่มยาว เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา มีกลิ่นหอมของการบูร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนาน ผิวใบทั้งสองด้านมีขนละเอียดหนาแน่น คล้ายเส้นไหม และมีกลิ่นหอม กว้าง 2-20 เซนติเมตร ยาว 8-40 เซนติเมตร ปลายใบ และโคนใบแหลม ขอบใบหยักแบบซี่ฟัน หรือฟันเลื่อย ก้านใบมีรยางค์ 2-3 อัน ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ เป็นช่อกลม ช่อดอกมีขนาดโตไม่เท่ากัน กว้าง 6-30 เซนติเมตร ยาว 10-50 เซนติเมตร มีริ้วประดับหลายชั้น บางครั้งริ้วประดับอาจยาวกว่าดอก  รูปขอบขนาน แคบยาว 1-9 มิลลิเมตร ปลายแหลม ด้านหลังมีขนนุ่มหนาแน่น ดอกย่อยมีเป็นจำนวนมาก กลีบดอกสีเหลือง ฐานดอกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 มิลลิเมตร ดอกสมบูรณ์เพศมีหลอดดอกยาว 4-7 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นหลอด รูปไข่ ปลายแหลม มีขนนุ่ม ดอกตัวเมียมีหลอดดอกเล็กเรียว ยาวไม่เกิน 6 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 2-4 แฉก เกลี้ยง ผลแห้งไม่แตก รูปขอบขนาน ยาวราว 1 มิลลิเมตร สีน้ำตาล โค้งงอเล็กน้อย เป็นเส้น 5-10 เส้น มีขนสีขาว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=123
http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=678</URL><การใช้ประโยชน์>ต้มอาบขับน้ำคาวปลา</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="70"><ชื่อท้องถิ่น>สิ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Areca nut palm, Betel palm</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หมาก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Areca catechu L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Areca</Genus><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เจริญเติบโตได้ดีที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลสูงกว่า 700 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หมากเป็นปาล์มต้นเดี่ยว ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 15-20 เซนติเมตร สูงได้ถึง 15 เมตร ใบรูปขนนก ทางใบยาวสองเมตร ช่อดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ออกใต้คอ ช่อแผ่กระจายยาว 50 เซนติเมตร ผลค่อนข้างกลม ขนาด 4-5 เซนติเมตร</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2556-2557 โครงการพฤกษศาสตร์พื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือตอนบน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, สมุนไพรพื้นบ้านล้านนา </Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=491
https://medthai.com/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81/</URL><การใช้ประโยชน์>ผลใช้เคี้ยวเล่นกับเครื่องหมาก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="71"><ชื่อท้องถิ่น>สะหมี่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Malabar plum, Java plum, Black plum</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หว้า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Syzygium cumini (L.) Skeels</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Syzygium</Genus><Family>Myrtaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ถิ่นกำเนิด เอเชียเขตร้อน จากอินเดียถึงมาเลเซีย ชอบดินชื้นที่อุดมสมบูรณ์ ขึ้นตามป่าดิบและป่าผลัดใบทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ต้น สูง 10-25 เมตร ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม แผ่นใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ กว้าง 5-9 เซนติเมตร ยาว 9-15 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนมน ดอกสีขาวออกเป็นช่อตามง่ามใบ ผลรี กว้างประมาณ 0.8 เซนติเมตร ยาว 1.5-3 เซนติเมตร ออกดอก ธันวาคม- มกราคม ผลแก่ พฤษภาคม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1136
http://www.dnp.go.th/EPAC/province_plant/petburi.htm</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดใช้จุ่มน้ำมนต์พรมในพีธีกรรมที่ต้องพรมน้ำมนต์</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="72"><ชื่อท้องถิ่น>งีคะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Common rattan</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หวายขม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Calamus rotang L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Calamus</Genus><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ในป่าทั่วไป เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง หรือป่าดิบชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>รากแบบระบบรากฝอย (fibrous root system) รากเป็นรากเกิดใหม่ที่โคนต้น ลำต้นเป็นลำต้นเกี่ยวพันหรือเลื้อยเกาะ เป็นลำต้นแตกกอ (multiple trunk) ลำต้นสามารถแตกหน่อด้านข้างในตำแหน่งใต้ดินหรือใกล้ผิวดินเป็นกอ เป็นกอขนาดเล็ก มีหนามบริเวณลำต้น ลำต้นมีสีเขียวปนน้ำตาล ใบเป็นรูปขนนกเป็นพวง (plumose) รูปใบเรียวแหลม ฐานใบแหลม ใบมีสีเขียวทั้งหลังใบและใต้ใบ ช่อดอกแบบแตกแขนงเป็นช่อดอกเล็กๆ ช่อดอกจะผลิดอกย่อยออกมาจากภายใต้ก้าน ช่อดอกประกอบด้วย ดอกเพศผู้สีเหลืองนวล ดอกเพศเมียสีเหลือง ผลมีลักษณะรูปร่างกลม ขนาด 1-2 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>suwit </Author><URL>http://thaiherb-tip108.blogspot.com/2011/03/blog-post_7337.html</URL><การใช้ประโยชน์>ต้นอ่อนใช้แกง ต้มเป็นเครื่องเคียง ผลสุกกินได้ ต้นแก่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="73"><ชื่อท้องถิ่น>คี่นากู่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Mexican Mint, Indian Borage, Soap Mint  </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หอมด่วนหลวง หูเสือ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Plectranthus amboinicus (Lour.) Spreng.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Plectranthus</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นในดินที่ชุ่มชื้น ระบายน้ำดี แสงแดดปานกลางถึงมาก</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หอมด่วนหลวงเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นอวบน้ำ มีขนหนาแน่นปกคลุมทั่วไป ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปไข่ค่อนข้างกลม โคนใบและปลายใบมน ขอบใบจักฟันเลื่อย ดอกเป็นช่อออกที่ปลายยอด ชูตั้งขึ้น สีขาวอมม่วง เมล็ดกลม ผิวเรียบ สีน้ำตาลเข้ม ทุกส่วนของลำต้นเมื่อขยี้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=173</URL><การใช้ประโยชน์>ใบสดกินเป็นเครื่องเคียงลาบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="74"><ชื่อท้องถิ่น>ชิพุเต้อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sugarcane</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>อ้อยดำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Saccharum sinense Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Saccharum </Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพืชชอบอากาศอบอุ่นและร้อนชื้น พบปลูกเป็นไร่เพื่อตัดส่งโรงงานผลิตน้ำตาลและปลูกตามบ้านเรือนไว้ใช้เป็นยาหรือในพิธีกรรมต่างๆ นิยมปลูกตามสวนและบริเวณบ้านเรือน ชอบดินร่วนที่มีอินทรีย์วัตถุมากๆ น้ำไม่ท่วมและการระบายน้ำดี ชอบแสงมาก </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เป็นพืชล้มลุก มักขึ้นเป็นกอสูงประมาณ 1 – 2 เมตร แทงหน่อออกทางด้านข้างของต้นเดิม ลำต้นแข็งแรงมีข้อปล้องชัดเจน ผิวนอก ลำต้นแข็งเป็นมัน เนื้อในสีขาวฉ่ำน้ำ ลำต้นอ้อยแดงมีสีแดงเข้มจนเกือบดำ เปลือกมีรสขม น้ำไม่ค่อยหวานแหลมเหมือนอ้อยธรรมดาตามข้อจะมีตาพร้อมที่จะเป็นต้นใหม่หนึ่งตา ตามข้อแต่ละข้อมีรากอากาศประปราย ใบเป็นชนิดใบเดี่ยว รูปหอกแคบๆ แต่ยาวมาก โคนใบจะเป็นกาบหุ้มลำต้น ติดแน่นอยู่บริเวณข้อแต่ละข้อ และออกสลับเวียนกันขึ้นไปเนื้อใบมีขนสาก ขอบใบจักถี่เป็นหนามคม กลางใบมีกระดูกก้านและห่อเป็นรูปรางน้ำ ดอกออกรวมกันเป็นช่อใหญ่สีขาว ออกสุดที่ปลายของลำต้น เมื่อออกดอกก็หมายความว่าต้นแก่เต็มที่แล้ว ช่ออาจยาวถึงหนึ่งเมตรหรือมากกว่านั้น มีเมล็ดแหลมๆ รอบๆ โคนเมล็ดจะมีปุยสีขาวเป็นมันหุ้ม และปุยนี้จะช่วยพยุงให้เมล็ดปลิวไปได้ไกลๆ ก้านช่อดอกไม่มีขนแตกแขนงเป็นช่อดอกย่อยมากมาย ออกดอกในฤดูหนาว </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>Unknown</Author><URL>https://suisuisui1.wordpress.com/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99/%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87/</URL><การใช้ประโยชน์>ต้มกินเพื่อลดความดัน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>หน่อ เหง้า ปักขำลำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="75"><ชื่อท้องถิ่น>เจี๊ยบเจิด (หมู่ที่ 6)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>กระเจี๊ยบป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ยอดใช้แกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="76"><ชื่อท้องถิ่น>กะจิ๊บ </ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)> Okra, Ladies' fingers</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระเจี๊ยบมอญ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Abelmoschus esculentus (L.) Moench</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Abelmoschus</Genus><Family>Malvaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>กระเจี๊ยบเขียวต้องการอุณหภูมิสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส ในการเจริญเติบโตอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการงอกของเมล็ด คือ 30-35 องศาเซลเซียส ถ้าเจริญเติบโตในสภาพอุณหภูมิสูงเกินไปจะมีการออกดอกช้า ในการออกดอกพบว่าเกี่ยวข้องกับความยาวของช่วงวันด้วย ส่วนใหญ่พบว่าต้องการช่วงวันสั้นที่สุดคือ 12 ชั่วโมง 30 นาที แต่บางสายพันธุ์พบว่าความยาวช่วงวันไม่มีผลต่อการออกดอก กระเจี๊ยบเขียวเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีธาตุอาหารสูงมีการระบายน้ำได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กระเจี๊ยบมอญเป็นพืชล้มลุกอายุปีเดียว สูงถึง 2.5 ม. ใบเดี่ยว เรียงเวียนรอบกิ่ง หยักเว้า 3-7 พู ดอกเดี่ยว ออกจากซอกใบ สีเหลืองอ่อน กลางดอก สีม่วงดำ ผลรูปทรงกระบอก ปลายแหลม มีขนอ่อนปกคลุม ยาว 5-15 ซม. ภายในมีเมล็ดสีขาวจำนวนมาก ออกดอกตลอดปี</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>หนังสือ ๘๙ พรรณพืชวิถีพอเพียง</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2841
https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/vegetables/28.html</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดใช้ต้มทำแกง, ลวกจิ้มน้ำพริก, ผลใช้ทำน้ำกระเจี๊ยบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="77"><ชื่อท้องถิ่น>น้อมสอด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Willow-leaved justicia</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระดูกไก่ดำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Justicia gendarussa Burm.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Justicia</Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี  ความชื้นปานกลางถึงต่ำ  แดดเต็มวันถึงรำไร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>แข้งไก่ดำเป็นเป็นไม้พุ่ม ต้นสูงประมาณ 1 เมตร เรือนยอดไม่แน่นอน มักแตกเป็นกอ กิ่งก้านสาขามาก มักโค้งลงสู่พื้นดิน กิ่ง ก้าน และเส้นใบ มีสีน้ำตาลดำ ปล้องมีลักษณะคล้ายกระดูกต่อกันเป็นชั้นขึ้นไป ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามเป็นคู่ๆ ตั้งฉากกัน รูปรีและรูปหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ สีเขียวเข้ม ดอกช่อ ออกที่ปลายยอด ดอกย่อยเป็นหลอด ปลายดอกแยกออกเป็น 5 แฉก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ประโยชน์ดอทคอม</Author><URL>https://prayod.com/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B3/</URL><การใช้ประโยชน์>ใช้บูชาในประเพณีเลี้ยงผี</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำ ตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="78"><ชื่อท้องถิ่น>ปราช</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Banana, Cultivated banana   </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กล้วยน้ำว้า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Musa × paradisiaca L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Musa </Genus><Family>Musaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไปทุกภาคของประเทศ เจริญเติบโตได้ดีในที่มีอากาศร้อนชื้น และมีสภาพอากาศคงที่ ชอบดินร่วนซุย มีน้ำและอากาศถ่ายเทได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กล้วยอ่องเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูง 2-4.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 ซม. กาบต้นด้านนอกสีเขียวอ่อน มีประดำบ้าง ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ เส้นกลางใบสีเขียว ก้านช่อดอกไม่มีขน ปลีรูปไข่ค่อนข้างป้อม ปลายป้าน ด้านนอกสีแดงอมม่วงมีนวลหนา ด้านในมีสีแดงเข้ม เครือหนึ่งมีประมาณ 7-10 หวี หวีหนึ่ง มี 10-16 ผล ก้านผลยาว เปลือกหนา สุกมีสีเหลืองเนื้อสีขาว รสหวาน ไส้กลางมีสีเหลือง </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>พืชเกษตร</Author><URL>https://puechkaset.com/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2/</URL><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="79"><ชื่อท้องถิ่น>เก้านะเงย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Lucky bamboo</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กวนอิม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Dracaena braunii Engl.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Dracaena</Genus><Family>Asparagaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>มีถิ่นกำเนิดในประเทศแคเมอรูนและคองโก ปลูกเลี้ยงด้วยดินร่วน ต้องการน้ำปริมาณปานกลางถึงมาก แสงแดดรำไร สามารถปลูกในน้ำได้</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้พุ่ม สูง 1-1.3 เมตร ลำต้นตั้งตรง ทรงกระบอก ข้อปล้องเห็นได้ชัดเจน แตกยอดตามข้อ ใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนสอบ ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวเกลี้ยง เป็นมัน แผ่นใบสีเขียวเข้ม มีด่างสีขาวนวลที่ขอบใบทั้งด้านบนและใต้ใบ ก้านใบเป็นกาบห่อหุ้มข้อ ดอกเป็นช่อแบบคล้ายช่อกระจะหรือคล้ายช่อซี่ร่ม อออกตามซอกกาบใบ ดอกสีขาว มีจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ข้อมูลพรรณไม้ ฐานข้อมูลเกษตรดิจิทัล</Author><URL>https://data.addrun.org/plant/archives/348-dracaena-braunii-engl</URL><การใช้ประโยชน์>ใช้ใบและลำต้นใส่แจกันบูชาพระ และประดับ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="80"><ชื่อท้องถิ่น>มะเหน่า </ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Jack fruit tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขนุน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Artocarpus heterophyllus Lam.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Artocarpus</Genus><Family>Moraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ปลูกได้ทั่วไป  ชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี และแสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขนุนไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 15-30 เมตร ลำต้นและกิ่งเมื่อมีบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนมไหล ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ แผ่นใบรูปรี ขนาดกว้าง 5-8 ซม. ยาว 10-15 ซม. ปลายใบทู่ถึงแหลม โคนใบมน ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบหนาผิวด้านล่างสากมือ ช่อดอกแบบช่อเชิงลดแยกเพศอยู่รวมกัน ดอกเพศผู้เรียกว่า "ส่า" ออกตามปลายกิ่ง ดอกเพศเมียจะออกตามกิ่งใหญ่และตามลำต้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นหนามแหลม ผลเป็นผลรวมขนาดใหญ่ ส่วนของเนื้อที่รับประทานเจริญมาจากกลีบดอก ส่วนซังคือกลีบเลี้ยง </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ไม้มงคล 9 ชนิด สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://www.dnp.go.th/EPAC/9/02kanun.htm</URL><การใช้ประโยชน์>ผลดิบใช้แกง ผลสุกกินเป็นผลไม้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="81"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Turmeric</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขมิ้น</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Curcuma longa L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Curcuma</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป ขึ้นได้ดีในที่ดอน ชอบดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ อากาศค่อนข้างร้อนและมีความชุ่มชื้นในเวลากลางคืน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขมิ้นเป็นพืชล้มลุก สูง 30-90 ซม.เหง้าใต้ดินรูปไข่ มีแขนง รูปทรงกระบอก เนื้อในเหง้าสีเหลืองส้ม มีกลิ่นเฉพาะ ใบเดี่ยว แทงออกจากเหง้า รูปใบหอก กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. ช่อดอกแทงจากเหง้า แทรกระหว่างก้านใบ รูปทรงกระบอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ใบประดับสีเขียวอ่อน บานครั้งละ 3-4 ดอก ผล รูปกลมมี 3 พู</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1264</URL><การใช้ประโยชน์>แก้ปวดท้อง ช่วยย่อย ใช้เป็นเครื่องแกง ใช้ผสมธานาคาประหน้า</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="82"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Siamese rough bush, Tooth brush tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ข่อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Streblus asper  Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Streblus</Genus><Family>Moraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปบริเวณพื้นราบในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง  ชอบดินร่วนปนทราย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ข่อยเป็นไม้ยืนต้น มีน้ำยางขาว สูง 5-15 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมขอบขนาน รูปวงรี หรือรูปไข่กลับ กว้าง 2-4 ซม. ยาว 4-8 ซม. ผิวใบสาก    ช่อดอกออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่คนละต้น ช่อดอกตัวผู้เป็นช่อกลม ช่อดอกตัวเมียออกเป็นกระจุกมี 2-4 ดอกย่อย กลีบดอกสีเหลือง ผลสด รูปไข่ เมื่อสุกมีสีเหลือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=135</URL><การใช้ประโยชน์>แก้ปวดฟัน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง หรือตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="83"><ชื่อท้องถิ่น>น้ำเมา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Wireweed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขัดมอญ หญ้าขัดใบยาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Sida acuta Burm.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Sida</Genus><Family>Malvaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นได้ทั่วไป ตามพื้นที่รกร้าง ข้างถนน และชายป่า ชอบพื้นที่ชุ่มชื้น ทนต่อน้ำขัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าขัดใบยาวเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้าน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอก ถึงรูปแถบ กว้าง 0.5-2.5 ซม. ยาว 1.5-7.5 ซม. โคนและปลายใบแหลม ขอบจักฟันเลื่อย หูใบรูปแถบ ดอกเดี่ยวหรืออกเป็นกระจุก 2-3 ดอก ที่ซอกใบ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอก รูปไข่กลับเบี้ยว ปลายเว้าตื้น สีเหลืองอ่อน เกสรเพศผู้เชื่อมติดกันเป็นมัดเดียว ผลแห้งแตกได้ เมล็ดรูปไข่แกมสามเหลี่ยม สีน้ำตาลเข้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/237</URL><การใช้ประโยชน์>กิ่ง ลำต้น ใช้ทำไม้กวาด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="84"><ชื่อท้องถิ่น>อาโว่ย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Galangal, Greater Galangal, Chinese Ginger</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ข่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Alpinia galanga (L.) Willd.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Alpinia</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป ขึ้นได้ดีในที่ดอน ชอบดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ ชุ่มชื้น แต่ไม่ชอบน้ำขัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ข่าเป็นไม้ล้มลุกสูง 1.5-2 เมตร เหง้ามีข้อปล้องชัดเจน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอก วงรี หรือเกือบขอบขนาน กว้าง 7-9 ซม. ยาว 20-40 ซม. ช่อดอกออกที่ยอด ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายแยกเป็น 3 กลีบ กลีบใหญ่ที่สุด มีริ้วสีแดง ใบประดับรูปไข่ ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ รูปกลม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1413</URL><การใช้ประโยชน์>หัวสดใช้อมแก้ปวดฟัน และใส่เป็นเครื่องเทศในแกงต่างๆ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="85"><ชื่อท้องถิ่น>อะโกว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Ginger</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขิง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zingiber officinale Roscoe</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zingiber</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป ขึ้นได้ดีในที่ดอน ชอบดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ ชุ่มชื้น ระบายน้ำดี ไม่ชอบน้ำขัง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขิงเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เปลือกเหง้ามีสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวลมีกลิ่นหอมเฉพาะ ลำต้นเทียมแทงขึ้นเป็นกอ มีกาบใบหุ้มซ้อนกัน ใบเดี่ยวเรียงสลับถี่ รูปหอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 12-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนสอบ ขอบเรียบ ผิวใบเรียบและมัน ช่อดอกรูปกระบองโบราณ แทงขึ้นจากเหง้า ดอกย่อยสีขาว ทุกๆ ดอกมีกาบสีเขียวปนแดงรูปโค้งห่อรองรับ กลีบดอกและกลีบเลี้ยง มีอย่างละ 3 กลีบ หลุดร่วงเร็ว โคนกลีบดอกม้วนห่อ ปลายกลีบแผ่กว้าง เกสรผู้มี 6 อัน  ผลรูปทรงกลม และแข็ง </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8%87/</URL><การใช้ประโยชน์>ใช้เป็นเครื่องเทศในอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="86"><ชื่อท้องถิ่น>น้ำผักคาด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cassod tree, Thai copper pod, Siamese cassia</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขี้เหล็ก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin &amp; Barneby</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Senna</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าเบญจพรรณชื้นทั่วทุกภาคของประเทศ ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ทนแล้ง และต้องการน้ำปานกลาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขี้เหล็กเป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร เปลือกต้นแก่สีเทาถึงดำ ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง 1.5 ซม. ยาว 4 ซม. ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแกมเขียว ปลายใบและโคนใบมน ขอบใบและผิวใบเรียบ มีหูใบ 2 อัน ช่อดอก ออกปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง มี 5 กลีบ ก้านเกสรเพศผู้ 10 อัน ขนาดไม่เท่ากัน ผลเป็นฝัก แบนยาวและหนา ผิวมีขนละเอียด เมล็ดสีน้ำตาลมีจำนวนมาก </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=395&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>ยอด ดอก กินกับน้ำพริก, แก้ปวดเมื่อย,นอนไม่หลับ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="87"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>คเนสาร</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>มีพิษเบื่อ เมา, ไม้ใช้สร้างบ้านมอดจะไม่เจาะ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="88"><ชื่อท้องถิ่น>เก้าพร่าย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Agasta, Sesban, Vegetable humming bird, Corl Wood Tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>แคบ้าน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Sesbania grandiflora (L.) Pers.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Sesbania</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นเป็นกลุ่มในป่าละเมาะทั่วไป สามารถปลูกได้ทุกที่ ชอบทั้งดินเหนียวและดินปนทราย  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>แคเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 3-5 เมตร โตเร็วมีกิ่งก้านสาขามาก เปลือกเป็นสีน้ำตาล มีรอยขรุขระหนา เปลือกในมีสีชมพูรสฝาด ใบประกอบแบบขนนกออกเรียงสลับ ก้านใบสีเหลือง ใบย่อยรูปขอบขนาน ปลายและโคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ ช่อดอกออกตามซอกใบ กลีบดอกสีขาวหรือสีแดงคล้ายดอกถั่ว กลีบเลี้ยงเป็นรูประฆังหรือถ้วย ผลเป็นฝักแบนยาว เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดเรียงตรงกลางแถวเดียว 
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ แคดอกสีขาว และแคดอกสีออน(สีแดง)
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี</Author><URL>http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_09.htm</URL><การใช้ประโยชน์>ดอก ยอด ลวกกินกับน้ำพริก, ใช้แกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="89"><ชื่อท้องถิ่น>สดหลาด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>แคป่า (แคทราย)</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Stereospermum neuranthum Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Stereospermum</Genus><Family>Bignoniaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบมากตามป่าเบญจพรรณชื้น และป่าสนที่สูงจากระดับน้ำทะเล 200-50 ซม.</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 8-20 เมตร ลำต้นค่อนข้างเปลาตรง เปลือกสีน้ำตาลปนเทาอ่อน เรือนยอดทรงรูปไข่ค่อนข้างทึบ มีขนสีเทาคลุมส่วนอ่อนทั่วไป ใบ เป็นใบประกอบออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ทั้งช่อยาว 18-40 ซม. แต่ละช่อประกอบด้วยใบย่อย รูปมนกว้าง จำนวน 5-7 ใบ ติดตรงข้ามกันเป็นคู่ ใบยอดจะเป็นใบเดี่ยว มีขนาดใหญ่กว่าใบอื่น กว้าง 5-13 ซม. ยาว 11-20 ซม. เนื้อใบหนามีขนสาก ๆ ทั้งสองด้าน ดอก โต สีขาวอมเขียวอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อ ที่เหนือรอยแผลใบและกิ่ง ยาว 5-14 ซม. โคนดอกเป็นรูปถ้วยปากกว้าง ส่วนบนแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกติดกันเป็นหลอดรูปทรงกระบอก ยาว 4-6 ซม. ปลายดอกโค้งกลับเป็นกลีบย่น และเว้าแหว่ง ผิด้านในจะมีเส้นริ้วสีม่วง เกสรผู้มี 2 คู่ สั้นหนึ่งคู่ และยาวหนึ่งคู่ ติดอยู่ที่โคนกลีบดอกด้านใน รังไข่ รูปรี ฝัก เป็นแท่งลักษณะเป็นสัน สี่เหลี่ยมตามยาว บิดเบี้ยวเล็กน้อย ยาว 35-50 ซม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
Useful Tropical Plants</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=796
http://tropical.theferns.info/viewtropical.php?id=Stereospermum+neuranthum</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดกินกับน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="90"><ชื่อท้องถิ่น>ขะปลู</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Wild betal, lolot pepper</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ชะพลู</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Piper sarmentosum Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Piper</Genus><Family>Piperaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นตามที่ลุ่มชื้นแฉะ ชอบดินอุดมสมบูรณ์มีอินทรียวัตถุสูง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ชะพลูเป็นไม้ล้มลุก สูง 30-80 ซม. มีไหลงอกเป็นต้นใหม่ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจ กว้าง 5-10 ซม. ยาว 7-15 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นคลื่น ใบสีเขียวเข้มเห็นเส้นใบชัดเจน ช่อดอก ออกที่ซอกใบ รูปทรงกระบอก ดอกย่อยแยกเพศ ผลเป็นผลสด ต้นและใบมีกลิ่นเฉพาะตัวและมีรสเผ็ดเล็กน้อย</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2897</URL><การใช้ประโยชน์>ใบใช้แกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="91"><ชื่อท้องถิ่น>เก้าโพด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Madar, Crown flower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ดอกรัก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Calotropis gigantea (L.) Dryand.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Calotropis </Genus><Family>Apocynaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายพันธุ์ในภูมิภาคเขตร้อนของทวีปเอเชีย และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ตามพื้นที่เปิดโล่ง โดยเฉพาะพื้นที่ระดับต่ำ ออกดอกตลอดปี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้พุ่มสูง 1-5 ม. ทุกส่วนมีน้ำยางขาว กิ่งอ่อนและปลายยอดมีขนปุย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ โคนใบเว้า ปลายใบแหลม กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-18 ซ. ก้านใบสั้น ดอกสีม่วงหรือสีขาวออกเป็นช่อค่อนข้างแน่น ตามซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบดอกรูปกงล้อ มี 5 แฉก ขนาด 3-4.5 ซม. ตรงกลางอับเรณูเป็นแผ่นห้าเหลี่ยม เชื่อมติดกับหลอดเกสรผู้ 5 อัน ผลเป็นฝักโค้ง ส่วนกลางพอง ปลายงอ แตกแนวเดียว กว้าง 2.58-4 ซม. ยาว 7-10 ซม. ผิวเป็นคลื่น เมล็ด สีน้ำตาล ยาว 5-7 มม. มีขนกระจุก ยาว 2.5-4 ซม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
Plant Resources of Tropical Africa</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1153
https://uses.plantnet-project.org/en/Calotropis_gigantea_(PROTA)</URL><การใช้ประโยชน์>ดอกใช้ร้อยมาลัยบูชาพระ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="92"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ดาบฤๅษี</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tephrosia coccinea Wall.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tephrosia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2012</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในพื้นที่เปิดโล่ง หรือทุ่งหญ้า</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ดาบฤาษีเป็นไม้ล้มลุก ความสูง 40-50 ซม. ดอก สีส้มแดง ขนาด 1 ซม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>Thomas Vattakaven Tephrosia coccinea Wall. . [online] India Biodiversity Portal
Flora of China</Author><URL>https://indiabiodiversity.org/species/show/264698
http://www.efloras.org/florataxon.aspx?flora_id=2&amp;taxon_id=242351503</URL><การใช้ประโยชน์>แก้โรคไต, ขับปัสาวะ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="93"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Gentleman’s toes, Ivy gourd, Little gourd, Scarlet-fruited gourd</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตำลึง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Coccinia grandis (L.) Voigt</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Coccinia</Genus><Family>Cucurbitaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ตั้งแต่ป่าชายหาด ที่รกร้าง ข้างถนน และชายป่าต่างๆ ทั่วประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ตำลึงเป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ใบเดี่ยว เรียงสลับ มีมือเกาะเป็นเส้นยาวออกตรงข้ามใบ รูปค่อนข้างกลม หักเป็นห้ามุมหรือเว้าลึกเป็นแฉก 3 หรือ 5 แฉก กว้างและยาว 5-8 ซม. โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ดอกเดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก ออกที่ซอกใบ แยกเพศ อยู่คนละต้น กลีบดอกสีขาว รูประฆัง ผลเป็นผลสด รูปทรงกระบอก ผลสุกสีแดง เนื้อเละ มีเมล็ดมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=3661</URL><การใช้ประโยชน์>ใบลวกกินกับน้ำพริก ใช้แกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="94"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Pandanus Palm , Fragrant Pandan</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เตยหอม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Pandanus amaryllifolius Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Pandanus</Genus><Family>Pandanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เติบโตได้ดีในสภาพพื้นดินร่วน ชุ่มน้ำ แดดไม่จัดมาก.</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวลักษณะแตกกอเป็นพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเป็นข้อ ใบออกเป็นพุ่มบริเวณปลายยอด เมื่อโตจะมีรากค้ำจุนช่วยพยุงลำต้นไว้ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวขึ้นไปจนถึงยอด ลักษณะใบยาวเรียวคล้ายใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นมัน เส้นกลางใบเว้าลึกเป็นแอ่ง ถ้าดูด้านท้องใบจะเห็นเป็นรูปคล้ายกระดูกงูเรือ ใบมีกลิ่นหอม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>cknaturalherbs
Tropical Plants Database, Ken Fern. tropical.theferns.info. 2020-06-04.</Author><URL>http://www.cknaturalherbs.com/?pid=c272dbd8-9886-4266-81b7-ba37a64b6aff&amp;ctid=5a315e10-95ee-4057-8586-9adb65a23de1
http://tropical.theferns.info/viewtropical.php?id=Pandanus+amaryllifolius</URL><การใช้ประโยชน์>ใบใช้คั้นน้ำสำหรับให้สีและความหอม ทำขนม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ชำราก ชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="95"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>แตงละกา (มีรูปไม่มีข้อมูล)</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="96"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ทองพันชั่ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Rhinacanthus nasutus (L.) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Rhinacanthus</Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นไม้ที่พบทั่วไปในประเทศเขตร้อน ส่วนใหญ่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและสวนหย่อมทั่วไป ตามสวนสาธารณะหรือตามบ้านเรือน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ต้น ไม้พุ่ม 1-2 ม. กิ่งอ่อนมักเป็นสันสี่เหลี่ยม  ใบ เดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปวงรี กว้าง 2-4 ซม. ยาว 4-8 ซม.  ดอก ช่อ ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว โคนกลีบติดกันเป็ฯหลอด ปลายแยกเป็ฯ 2 ปาก ปากล่างมีจุดประสีม่วงแดง  ผล แห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ประโยชน์ดอทคอม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=819
https://prayod.com/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87/</URL><การใช้ประโยชน์>ต้มกินแก้ปวด/เมื่อย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="97"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>White silk cotton tree, Silk cotton tree, Kapook tree, Kapok</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>นุ่น</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ceiba pentandra (L.) Gaertn.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ceiba</Genus><Family>Malvaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2014</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป  เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>งิ้วนุ่นเป็นไม้ยืนต้น สูง 8-30 เมตร ใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงสลับ ใบย่อย 5-9 ใบ รูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนสอบแหลม ขอบเรียบ แผ่นใบบาง ผิวใบเกลี้ยง กว้าง 1.5-4.5 ซม. ยาว 5-16 ซม. ดอกช่อกระจะ ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง เกสรเพศผู้ 5 อัน ผลแห้งแตก รูปขอบขนาน เปลือกแข็ง แตกเป็น 5 พู เมล็ดจำนวนมาก มีเส้นใยสีขาวคล้ายเส้นไหมยาวหุ้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1422</URL><การใช้ประโยชน์>ใช้ใบคั้นน้ำผสมน้ำซาวข้าวกินเพื่อถอนพิษและยาสั่ง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="98"><ชื่อท้องถิ่น>กร้าว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>บอน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Colocasia gigantea (Blume) Hook.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Colocasia</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปทุกภาคของประเทศ  ชอบดินร่วนอุดมสมบูรณ์ ความชื้นสูง พบมากบริเวณริมลำธาร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บอนเป็นไม้ล้มลุกหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นสีขาว ก้านใบแทงออกจากเหง้า ก้านใบอวบน้ำ ขนาดใหญ่และยาว สีเขียว มีไขเคลือบสีขาวนวล เนื้อของก้านใบฉ่ำน้ำ และมีรูอากาศแทรกอยู่ ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปหัวใจ กว้าง 40-43 ซม. ยาว 28-48 ซม. ปลายใบมนและแหลม โคนใบปิด ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบมัน สีเขียวอ่อน ช่อดอก ออกเป็นแท่งเดี่ยว ดอกย่อยแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน สีขาวนวล มีกาบยาวรีสีขาวนวลหุ้มช่อดอก โคนป่องมีช่องเปิดมองเห็นช่อดอกเป็นกระเปาะตรงกลาง คล้ายดอกหน้าวัว ผลสด สีเขียว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/168</URL><การใช้ประโยชน์>ลำต้นใช้แกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ และเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="99"><ชื่อท้องถิ่น>น้ำเบิก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Konjac</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>บุก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Amorphophallus konjac K.Koch</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Amorphophallus</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>จากอินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงอินโดนีเซียในที่ชื้นบริเวณชายป่าดงดิบ งอกงามดีในฤดูฝนและยุบตัวในฤดูแล้งเหลือแต่หัวใต้ดิน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน ลำต้นอวบน้ำ มีหัวมต้ดินเป็นก้อนใหญ่ สีน้ำตาล ขนาด 15-30 ซม. ใบ เป็นใบเดี่ยว แผ่คล้ายร่ม ขอบใบหยักเว้าเป็นแฉก ก้านใบกลม สีเขียวด่าง ยาว 150-180 ซม. ดอก เป็นช่อแกน มีใบประดับใหญ่ขอบหยักเป็นลอนคลื่นแผ่หุ้มช่อดอก กว้าง 30-45 ซม. ยาว 30 ซม. ปลายช่อเป็นรูปกรวยคว่ำ ผิวยับเป็นร่อง ดอกเพศผู้อยู่ตอนบน ดอกเพศเมียอยู่ตอนล่าง ดอกมีกลิ่นเหม็นเอียน ผล เป็นผลสด เนื้อนุ่มสีแดง ค่อนข้างกลม ขนาดประมาณ 1.2 ซม. มีจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=965</URL><การใช้ประโยชน์>หัวนำมาแปลรูปเป็นวุ้นใช้ยำ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แตกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="100"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Cork tree, Indian cork tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ปีบ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Millingtonia hortensis L.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Millingtonia</Genus><Family>Bignoniaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณ ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีความชื้นปานกลางถึงสูง ได้รับแสงแดดเต็มวัน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ปีบเป็นไม้ยืนต้นสูง 15-25 เมตร ใบประกอบแบบขนนก 2-3 ชั้นเรียงตรงข้าม ใบย่อยรูปไข่แกมใบหอกกว้าง 1.5-2.5 ซม. ยาว 3-5 ซม. ช่อดอกขนาดใหญ่ ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว เป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก กลิ่นหอม ผลเป็นฝักแบน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/290</URL><การใช้ประโยชน์>ดอดแห้งใช้ผสมยาเส้นสูบแก้หืด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="101"><ชื่อท้องถิ่น>ฆ่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Slender amaranth</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักโขม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Amaranthus viridis L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Amaranthus</Genus><Family>Amaranthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นได้เองตามธรรมชาติ เจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิดและโตเร็ว ทนทานต่อโรคและแมลง เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำเป็นมัน เก็บไว้ได้นานนับสิบปียังสามารถงอกได้</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักโขมเป็นพืชล้มลุก ต้นสูง 15-50 ซม. ลำต้นกลมสีม่วงหรือแดงปนเขียว แตกเป็นร่องยาว ใบรูปไข่ เรียงสลับ แตกยอดระหว่างก้านใบกับลำต้น ใบกว้าง 1.2-4 ซม. ยาว 2.5-7.5 ซม. ก้านใบยาว 2.5-6 ซม. ช่อดอกออกที่ปลายยอด ยาว 10-20 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็ก สีม่วงปนเขียวไม่มีก้าน ติดเป็นกระจุกรอบแกนกลาง เมล็ดเล็กสีนํ้าตาลเกือบดำ เป็นมัน ในหนึ่งดอก มีเมล็ดเดียว
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ผักหมป๊าว และผักหมหนาม 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1134</URL><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้นต้มกินแก้ร้อนในกระหายน้ำ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="102"><ชื่อท้องถิ่น>น้ำเปินเส้น</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ผักชีฝรั่ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Eryngium foetidum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Eryngium</Genus><Family>Apiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ปัจจุบันมีการเพาะปลูกทั่วโลก ชอบดินร่วนปนทราย ชอบอยู่ในร่ม ชอบพื้นที่ไม่แฉะเกินไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เหง้าใต้ดินและอาจอยู่เหนือดินเล็กน้อย เป็นกระเปราะกลมรีอยู่เหนือราก ใบแทงออกจากเหง้าที่เป็นลำต้นเรียงเวียนรอบเหง้าแน่นเป็นกระจุกรูปไข่ขอบขนวน ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย และ
มีหนามเล็กที่ปลายฟันเลื่อย ใบแข็งกระด้าง ใบอ่อนมีสีเขียวสด เมื่อแก่มีสีเขียวเข้ม ดอกช่อแทงออกตรงกลางของลำต้น ใบประดับที่ก้านดอกรูปหอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปขนานแกมรูปไข่ สีเขียว กลีบดอก 5-7 กลีบ สีขาว ดอกย่อยจำนวนมาก เกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านชูอับเรณูสีขาว เกสรเพศเมียเป็นเส้นด้าย 2 เส้น ไม่มีฐานเกสร ผลแห้งจะปริแตกออกเป็น 2 ซีก แต่ละซีก เมล็ดจำนวนมาก
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>Unknown
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)</Author><URL>http://biodiversity.crru.ac.th/public/bio2018/File%20PDF/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87.pdf
http://sathai.org/2020/03/10/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b-%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87/
</URL><การใช้ประโยชน์>ใบใช้เป็นเครื่องเทศในแกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="103"><ชื่อท้องถิ่น>โยน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Vietnamese mint, Vietnamese cilantro, hot mint, laksa leaf</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักไผ่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Polygonum odoratum Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Polygonum</Genus><Family>Polygonaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าทั่วไป  โดยเฉพาะบริเวณริมลำธาร  ที่มีความชื้นสูง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักไผ่เป็นพืชล้มลุก สูง 30-35 ซม. ลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน มีรากงอกออกตามข้อที่สัมผัสดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปหอก ขนาดใบกว้าง 2-3 ซม. ยาว 5-8 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ หูใบเชื่อมติดกันเป็นหลอดหุ้มลำต้นเหนือข้อ มีกลิ่นเฉพาะ ช่อดอกกระจะออกที่ปลายยอด ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวนวลหรือสีชมพูม่วง ผลขนาดเล็ก เมล็ดจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2899</URL><การใช้ประโยชน์>กินเป็นเครื่องเคียงลาบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="104"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Asian Spider flower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักเสี้ยนผี</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cleome viscosa L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cleome</Genus><Family>Cleomaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในแอฟริกา เอเชีย และออสเตรเลีย ขึ้นเป็นวัชพืช บางครั้งพบบนเขาหินปูนที่แห้งแล้ง เมล็ดมีน้ำมันและกรดลิโนเลอิก (Linoleic acid) สูง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ต้น ไม้ล้มลุก มีขนละเอียดทั่วทั้งต้น ใบ ประกอบแบบนิ้วมือ เรียงสลับ ใบย่อย 3-5 ใบ รูปไข่กลับหรือรูปไข่ กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 1.5-4.5 ซม. </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author xsi:nil="true" /><URL xsi:nil="true" /><การใช้ประโยชน์ xsi:nil="true" /><การขยายพันธุ์ xsi:nil="true" /></row>
<row _id="105"><ชื่อท้องถิ่น>ดอก ช่อ ออกที่ปลายกิ่งกลีบดอกสีเหลือง ผล เป็นฝัก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=358
http://www.dnp.go.th/Botany/detail.aspx?wordsLinkno=3745&amp;words=%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B5&amp;typeword=word</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>ดองกับน้ำซาวข้าว กินเพื่อบำรุงกำลัง</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>เพาะเมล็ด</Genus><Family xsi:nil="true" /><สถานะชื่อ xsi:nil="true" /><สถานะชื่อไทย xsi:nil="true" /><IUCN Red List xsi:nil="true" /><สภาพนิเวศ xsi:nil="true" /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ xsi:nil="true" /><Author xsi:nil="true" /><URL xsi:nil="true" /><การใช้ประโยชน์ xsi:nil="true" /><การขยายพันธุ์ xsi:nil="true" /></row>
<row _id="106"><ชื่อท้องถิ่น>นาวู้ซึม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Spiny amaranth, Spiny pigweed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักโขม (หนาม)</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Amaranthus spinosus L. </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Amaranthus</Genus><Family>Amaranthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>มีต้นกำเนิดมาจากเขตร้อนในทวีปอเมริกา และกระจายพันธุ์มาสู่เอเชีย ปัจจุบันพบทั่วไปในเอเชียเขตร้อน ในประเทศไทยพบได้ทั่วไป พบตามพื้นที่เปิดโล่ง มักพบอยู่ริมลำน้ำ หรือเป็นวัชพืชในสวนและริมข้างทาง ความสูงตั้งแต่ 0-1200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุกตั้งตรงสูง 0.5-1 เมตร ลำต้นและกิ่งผิวเกลี้ยง มีหนามยาว 0.3-0.1 เซนติเมตร ออกคู่ตรงข้าม มีขนาดเล็กลงไปเรื่อย ๆ ตามยอดและช่อดอก ใบเดี่ยว ออกรอบข้อ รูปไข่หรือรูปหอกหรือรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ยาว 0.5-4 เซนติเมตร กว้าง 0.1-1.5 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งหนาม ฐานใบสอบเรียว ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ก้านใบยาว 0.2-4 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยง ช่อดอกแบบกึ่งช่อเชิงลดหรือช่อกระจุก ออกที่ซอกใบหรือซอกหนาม และปลายยอด ดอกแยกเพศอยู่บนช่อเดียวกันและอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้อยู่ทางด้านบนของช่อดอก และดอกเพศเมียอยู่ทางด้านล่างของช่อดอก ดอกเพศผู้ กลีบรวมมี 5 กลีบ ขนาดใกล้เคียงกัน รูปหอกหรือรูปสามเหลี่ยม ยาว 1-1.5 มิลลิเมตร กว้าง 0.3-0.5 มิลลิเมตร เนื้อบางใส เกสรเพศผู้มี 5 อัน อับเรณู สีเหลือง รูปรียาว0.8-1 มิลลิเมตร ติดกับก้านชูที่ด้านหลัง ก้านชูเกสรยาว 0.3-0.5 มิลลิเมตร ดอกเพศเมีย กลีบรวมมี 5 กลีบ เชื่อมกันที่ฐานเล็กน้อย ปลายแยกเป็น5 แฉก แต่ละแฉกรูปช้อนยาว 1-1.5 มิลลิเมตร ปลายเป็นติ่งแหลม เนื้อบางใส รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปค่อนข้างกลมยาว 0.1-.3 มิลลิเมตร ก้านชูเหสรเป็นหลอดพองออกด้านข้างยาว 0.3-0.5 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 3 แฉกแต่ละแฉกรูปแท่งปลายแหลมยาว 0.1-0.3 มิลลิเมตร ผลแคปซูลแบบฝาเปิด มี 1 เมล็ด เมล็ดรูปค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ก้านชูเกสรเพศเมียและยอดเกสรเพศเมียยังคงติดอยู่</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/Search_detail.asp?Botanic_ID=2088</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดอ่อนลวกกินกับน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="107"><ชื่อท้องถิ่น>คู่ทู่ที</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เผือกอ้อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Colocasia sp.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Colocasia</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ลำต้น(หัว) นึ่งแล้วยำ, ทำขนม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="108"><ชื่อท้องถิ่น>นังก้า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Guava</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ฝรั่ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Psidium guajava L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Psidium</Genus><Family>Myrtaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไป  เจริญเติบโตได้ในทุกสภาพพื้นที่ แต่ชอบดินปนทรายที่ระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้น สูง 3-10 เมตร เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลแดงสลับเทา ลอกหลุดเป็นแผ่นบางๆ ได้ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรี หรือรูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 3-8 ซม. ยาว 6-14 ซม. ดอกเดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว ร่วงง่าย เกสรตัวผู้จำนวนมาก ผลเป็นผลสด เมล็ดกลม มีจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2511</URL><การใช้ประโยชน์>กินผล</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="109"><ชื่อท้องถิ่น>โม่มะย่าว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>พญาหนอน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบตากแห้งวางบนหน้าปลาร้ากันหนอน, ใบต้มกินแก้เบาหวาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="110"><ชื่อท้องถิ่น>ปล้อน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>พริกพราน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tabernaemontana bufalina Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tabernaemontana</Genus><Family>Apocynaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามป่าดงดิบแล้ง ป่าละเมาะทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์> ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1 เมตร ลำต้น เกลี้ยง ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม เนื้อใบบาง แผ่นใบรูปรีแคบแกมรูปไข่ ยาว 8-15 ซม. กว้าง 2-4 ซม. โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเกลี้ยง ก้านใบสั้น ยาวประมาณ 3-7 มิลลิเมตร ช่อดอก แบบช่อกระจุก ออกที่ซอกใบหรือปลายยอด ก้านช่อดอก ยาว 4-7 ซม. ดอกย่อย 3-25 ดอกสีขาวแกมเหลืองอ่อน รูปดอกเข็ม กลีบเลี้ยง สีเขียวอ่อน มี 5 กลีบ ยาวเกือบ 2 มิลลิเมตร รูปสามเหลี่ยม เรียงซ้อนกัน กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ส่วนหลอดยาว 12-17 มิลลิเมตร ส่วนปลายแยกเป็น 5 แฉก ยาว 7-9 มิลลิเมตร รูปไข่ เกสรตัวผู้มี 5 อัน ก้านเกสรสั้น อับเรณูรูปขอบขนาน ปลายเป็นติ่งแหลม ท่อเกสรตัวเมียเรียวยาว 7 มิลลิเมตร ปลายเกสรแยกเป็น 2 แฉก รังไข่ 2 ช่อง แยกจากกัน ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ผล แบบฝักคู่ โค้ง รูปรีปลายเรียวแหลม คอดเว้าเป็นพูตื้นๆ กว้างประมาณ 7 มิลลิเมตร ยาว 9-10 เซนติเมตร ผลย่อยแตกแนวเดียว ผิวมันสีเขียว ผิวเกลี้ยง มีเมล็ด 6-8 เมล็ด เมล็ดแก่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงสด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=66</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดสดลวกกินกับน้ำพริก เมล็ดเอามาคั่วให้หอมใช้ตำผสมน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="111"><ชื่อท้องถิ่น>อุนยั๊ว, ปลู</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Betel pepper, Betel vine</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>พลู</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Piper betle L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Piper</Genus><Family>Piperaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป  ขึ้นได้ในดินที่มีการระบายน้ำดี ชอบอากาศอบอุ่นและชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พลูเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง รากฝอยออกบริเวณข้อใช้ยึดเกาะ ข้อโป่งนูน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจกว้าง 8-12 ซม.ยาว 12-16 ซม. มีกลิ่นเฉพาะและมีรสเผ็ด ช่อดอก ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็กอัดแน่นเป็นรูปทรงกระบอก แยกเพศ สีขาว ผลเป็นผลสด กลมเล็กเบียดอยู่ บนแกน พลูมีหลายพันธุ์ เช่น พลูเหลือง และพลูทองหลาง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ไทยเกษตรศาสตร์
ประโยชน์ดอทคอม</Author><URL>http://www.thaikasetsart.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B9/
https://prayod.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B9/</URL><การใช้ประโยชน์>ใบกินกับหมาก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="112"><ชื่อท้องถิ่น>พะเตา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Jujube</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>พุทรา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ziziphus jujuba Mill.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ziziphus</Genus><Family>Rhamnaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2007</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าเต็งรัง การกระจายพันธุ์ อินเดีย ปัจจุบันพบปลูกทั่วไปในเขตร้อนทั่วโลก</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร เปลือกต้นมีร่องเล็กๆ ตามยาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ถึงรูปรี กว้าง 1.8-4 เซนติเมตร ยาว 3-6.5 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบเฉียงเบี้ยว ขอบใบหยักถี่ หลังใบสีเขียวเข้ม ท้องใบมีขนสีน้ำตาลหรือสีขาว ก้านใบยาว 0.3-1.5 เซนติเมตร มีเส้นใบ 3 ใบ ยอดอ่อนมีขนปกคลุมเล้กน้อย หูใบเปลี่ยนเป็นหนามยาว 2 อัน ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ สีเขียวอ่อนถึงเหลือง ดอกย่อยขนาดเล็ก มี 7-20 ดอก ผลทรงกลม หรือรูปขอบขนาน เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.2-2.5 เซนติเมตร เมล็ดเดี่ยวรูปขอบขนาน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1100</URL><การใช้ประโยชน์>กินผล</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="113"><ชื่อท้องถิ่น>เกรียงเอก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เพกา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Oroxylum indicum (L.) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Oroxylum</Genus><Family>Bignoniaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพืชที่ขึ้นได้ง่ายตามธรรมชาติ ในที่โล่งชายป่าดิบและไร่ร้างทั่วไป  เจริญเติบโตในดินเกือบทุกชนิด แต่ชอบดินโปร่งร่วนซุย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เพกาเป็นไม้ยืนต้น สูง 3-12 เมตร แตกกิ่งก้านน้อย ใบประกอบแบบขนนกสามชั้น ขนาดใหญ่ เรียงตรงข้ามรวมกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-12 ซม. ช่อดอกออกที่ปลายยอด ก้านช่อดอกยาว ดอกย่อยขนาดใหญ่กลีบดอกสีนวลแกมเขียว โคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หนาย่น บานกลางคืน ผลเป็นฝักขนาดใหญ่ รูปดาบ เมื่อแก่จะแตก ภายในมีเมล็ดแบน สีขาว มีปีกบางโปร่งแสง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=145&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>ฝักใช้นึ่งกินกับน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="114"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Kariyat, The creatn, Green chiretta</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ฟ้าทะลายโจร</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Andrographis</Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบมีปลูกทั่วไป ชอบอากาศร้อนชื้น สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาลแต่ฤดูที่เหมาะสมคือ ช่วงต้นฤดูฝน ชอบดินร่วนซุยที่มีการระบายน้ำดี เจริญเติบโตได้ทั้งในสภาพที่ร่มและกลางแจ้ง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุกสูง 30-60 ซม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมแตกกิ่งออกเป็นพุ่มเล็ก ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง 2-3 ซม. ยาว    4-8 ซม. สีเขียวเข้ม เป็นมัน ช่อดอกออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนกลีบดอกติดกัน ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบมีเส้นสีแดงเข้มพาดตามยาว ปากล่างมี 2 กลีบ ผลเป็นฝัก สีเขียวอมน้ำตาล ปลายแหลม เมื่อผลแก่จะแตกเป็นสองซีก ดีดเมล็ดออกมา</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=16</URL><การใช้ประโยชน์>ใบสดต้มกินแก้ปวด ลดไข้ และเบาหวาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="115"><ชื่อท้องถิ่น>นัมกรด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)> kaffir lime, Leech lime, Makrut lime, Mauritius papeda</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะกรูด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Citrus hystrix DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Citrus</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ปลูกได้ดีในดินทุกชนิด </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะกรูดเป็นไม้ยืนต้น สูง 2-8 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม ลำต้นแก่สีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเขียว ใบเดี่ยวรูปค่อนข้างกลม กว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 3-8 ซม. ใบและดอกคล้ายมะนาว ก้านใบมีครีบขนาดใหญ่เท่าตัวใบ มีลักษณะคล้ายใบไม้ 2 ใบต่อกัน ส่วนล่างที่ติดต่อกับก้านใบคือหูใบ ใบมีสีเขียวแก่ ผิวใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน มีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไป มีกลิ่นฉุน ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อสั้น ผลชาวบ้านเรียก “มะกรูด” มีรูปร่างค่อนข้างกลม ผิวขรุขระ ผิวมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่ว ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่สีเหลือง ภายในมีเมล็ดที่มีเยื่อเมือกหุ้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>คณะทรัพยากรธรรมชาติ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</Author><URL>http://www.natres.psu.ac.th/FNR/vfsouthern/index.php/2013-10-26-10-11-55/9-uncategorised/135-2014-01-19-10-34-00</URL><การใช้ประโยชน์>ใบใช้เป็นเครื่องเทศในอาหารทั่วไป ผลใช้สระผม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="116"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Tamarind</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะขาม (มีรูปไม่มีข้อมูล)</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tamarindus indica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tamarindus</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2017</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>มีถิ่นกำเนิดที่เกาะมาดากัสกาแพร่กระจายแอฟริกาตะวันออกและอินเดีย พบได้ทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ยืนต้น สูง 15-30 เมตร เปลือกสีเทาหรือสีน้ำตาลเข้ม ใบ แบบใบประกอบแบบขนนก ยาว 5-10 ซม. กว้าง 2-4 ซม. ใบย่อย รูปขอบขนาน จำนวน 10-20 คู่ ออกตรงข้าม ยาว 1.2-2 ซม. กว้าง 3-5 มม. ขอบใบเรียบ ปลายเป็นติ่งแหลม ช่อดอก แบบช่อเชิงลดห้อยลง ก้านช่อดอก ยาว 5-10 มม. กลีบเลี้ยง เป็นแผ่นรูปช้อน 2 แผ่น ยาว1-1.2 ซม. กลีบดอก มี 5 กลีบ กลีบเจริญ 3 กลีบ สีเหลืองอ่อนมีเส้นภายในสีแดง กลีบดอก 2 กลีบ ลดรูป เกสรเพศผู้ มีก้านเกสรเชื่อมติดกัน เกสรที่สมบูรณ์ 3 อัน อีก 2 อัน เป็นเส้นเรียว เกสรเพศเมีย เหนือกลีบเลี้ยง ปลายเกสร เป็นก้อนรูปรี ผล แบบฝัก โค้ง ค่อนข้างแบน ยาว 7-15 ซม. กว้าง 2-3 ซม. เปลือกเมื่อแก่สีน้ำตาลเข้ม เมล็ด สีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2075</URL><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="117"><ชื่อท้องถิ่น>มะกลอน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Emblic myrabolan, Malacca tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะขามป้อม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Phyllanthus emblica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Phyllanthus</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบประปรายในป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าแดงทั่วไป มีมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคกลาง ชอบดินที่มีการระบายน้ำได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขามป้อมเป็นไม้ยืนต้น สูง 8-20 เมตร เปลือกเรียบเกลี้ยง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 0.25-0.5 ซม. ยาว 0.8-1.2 ซม. ช่อดอกออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกแยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกย่อยสีนวล ผลเดี่ยว ออกตามกิ่งและซอกใบจำนวนมาก เป็นผลสด รูปทรงกลม ผิวเรียบ เนื้อหนา มีเส้นพาดตามยาว 6 เส้น เมล็ดกลม สีเขียวเข้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1768</URL><การใช้ประโยชน์>ผลกินแก้กระหายน้ำ แก้ไอ และใช้ทำแกงส้ม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="118"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Cockroach berry, Yellow berried nightshade</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะเขือเปราะ (ไม่มีข้อมูล)</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum virginianum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย พบได้ทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุก สูง 20-100 เซนติเมตร ล่าต้นแตกกิ่งแขนงตั้งแต่ระดับต่่า ใบเดี่ยวสลับกันบนกิ่ง มีก้านใบ
ทรงกลม แผ่นใบเรียบ มีขนปกคลุมทั้งสองด้าน ขอบใบเว้า โค้งเป็นลูกคลื่น และงุ้มเข้าหากลางใบ ดอกเดี่ยว
หรือเป็นช่อออกบริเวณซอกใบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดเล็ก สีเขียว หุ้มห่อฐานดอกไว้กลีบดอก 5 กลีบ โคน
กลีบ และกลางกลีบเชื่อมติดกัน ปลายกลีบแยกเป็นแฉก 5 แฉก แหลมตรงกลางกลีบ แผ่นกลีบดอกไม่เรียบ มี
สีขาว มีขน เกสรเพศผู้5 อัน ทรงกระบอก สีเหลือง เกสรเพศเมีย มีก้านเกสร 1 อัน สีเหลืองอมส้ม แทงยื่น
ยาวกว่าเกสรตัวผู้ ผลเดี่ยวหรือเป็นช่อ ทรงกลมหรือเป็นรูปไข่ เปลือกผลหนา เรียบ และเป็นมัน มีหลายสี
ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ อาทิ สีขาว สีเขียวอ่อน สีเขียวเข้ม และมีลายปะสีขาว เป็นต้น เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสี
เหลืองในทุกพันธุ์ เมล็ดแทรกตัวในเนื้อผล </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>Unknown</Author><URL>http://biodiversity.crru.ac.th/public/bio2018/File%20PDF/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0.pdf</URL><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="119"><ชื่อท้องถิ่น>เว้ย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>มะเดื่อ(ปล้อง)</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ficus hispida L.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ficus</Genus><Family>Moraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ตามป่าโปร่ง ป่าดิบเขา พื้นราบ หรือตามที่ว่างเปล่าทั่วไป ชอบดินร่วน อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะเดื่อปล้องเป็นไม้ต้น สูงประมาณ 5 เมตร ต้นและกิ่งเป็นปล้อง มีขนสากทั่วไป และมีน้ำยางสีขาวซึมเมื่อมีแผล  ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม เป็นคู่ๆ ตั้งฉากกัน รูปขอบขนาน กว้าง 10 ซม. ยาวประมาณ 25 ซม. โคนใบมนหรือเบี้ยว ปลายใบเป็นติ่งและเรียวแหลม  ผิวใบมีขนสาก ขอบใบเป็นคลื่น ก้านใบยาว 3-5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อยาว 50 ซม. ตามโคนต้นและกิ่ง ผลรูปทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  2 ซม. ผลแก่สีเหลือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2781</URL><การใช้ประโยชน์>กินผล</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="120"><ชื่อท้องถิ่น>ปึย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Beal fruit tree, Bengal quince, Bilak </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะตูม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Aegle marmelos (L.) Corrêa</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Aegle </Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เกิดในป่าดงทั่วไป โดยเฉพาะป่าเบญจพรรณ เจริญงอกงามได้ในดินทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะตูมเป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบประกอบแบบนิ้วมือ 3 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยรูปวงรี หรือรูปไข่แกมใบหอก กว้าง 2-7 ซม. ยาว 4-13 ซม. ขอบใบหยักมน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลม ผิวใบเรียบ ช่อดอกออกที่ซอกใบ และที่ปลายกิ่ง กลีบดอกด้านนอกสีเขียวอ่อน ด้านในสีนวล ใบและดอกมีกลิ่นหอม ผลเป็นผลสดขนาดใหญ่ รูปทรงกลม เปลือกผลแข็ง เนื้อในมีสีเหลืองและนิ่ม มีน้ำเมือกสีเหลืองปนน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=47</URL><การใช้ประโยชน์>ยอกลวกกินกับน้ำพริก, ผลกินสด และแห้งทำน้ำมะตูม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="121"><ชื่อท้องถิ่น>มะหน่าว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Common lime, Lime</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะนาว </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Citrus aurantiifolia (Christm.) Swingle</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Citrus</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไป ขึ้นได้ในดินทุกชนิด โดยเฉพาะดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะนาวเป็นไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร กิ่งอ่อนมีหนาม ใบประกอบชนิดมีใบย่อยใบเดียว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปรี กว้าง 3-5 ซม. ยาว 4-8 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบสีเขียวสดแข็งและหนา เนื้อใบมีจุดน้ำมันกระจาย ก้านใบมีครีบเล็กๆ ดอกเดี่ยวหรือช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง มี 4 กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก กลิ่นหอม ร่วงง่าย ผลเป็นผลสด กลมเกลี้ยงและผิวมัน เนื้อผลฉ่ำน้ำ มะนาวที่ชาวบ้านใช้มีผลรูปร่าง 2 แบบ คือ ผลรูปทรงกลม เรียกว่า มะนาว ส่วนผลรูปรีหรือรูปไข่ เรียก มะนาวเมือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=738</URL><การใช้ประโยชน์>ใช้ประกอบอาหารทั่วไป</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="122"><ชื่อท้องถิ่น>เกริด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Mango</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะม่วง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Mangifera indica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Mangifera</Genus><Family>Anacardiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10-30 ม. ลำต้นตรง เรือนยอดกลม ทึบ ใบเรียงเวียนสลับ ใบเดี่ยว รูปรี กว้าง 3-10 ซม. ยาว 16-45 ซม. โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 1.5-6 ซม.ดอกช่อสีนวล ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาว 18-30 ซม. กลีบดอกมี 5 กลีบ ยาว 3.5-4 มม. เกสรสีแดงเรื่อ ๆ ผลเดี่ยว ผลดิบมีสีเขียวเมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือเหลืองส้ม มีเมล็ดภายใน 1 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>Unknown</Author><URL>https://il.mahidol.ac.th/e-media/plants/webcontent3/interactive_key/key/describ/mamuang.htm</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดสดใช้กินกับปลาส้มหรือน้ำพริก กินผลดิบ สุก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="123"><ชื่อท้องถิ่น>เซ่งเคอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cashew</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะม่วงหิมพานต์</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Anacardium occidentale L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Anacardium</Genus><Family>Anacardiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นไม้ที่ปลูกกันมากทางภาคใต้และตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันปลูกได้ทุกภาค ในภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ก็สามารถขึ้นได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ลำต้นเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง สูง 5-10 เมตร เรือนยอดแตกกิ่งแขนงเป็นพุ่ม
ไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร เปลือกหนาผิวเรียบสีน้ำตาลเทาใบเดี่ยว เรียงแบบสลับหนาแน่นที่ปลายยอด แผ่นใบหนา ใบรูปรีแกมรูปไข่กลับผิวใบเรียบเป็นมัน ดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ ออกตามปลายยอด แต่ละช่อมีดอกย่อยจำนวนมาก หลังดอกร่วงจะติดผล คล้ายเมล็ดถั่ว มีเปลือกหุ้มบางๆ ผลอ่อนสีเขียวคล้ำ ผลแก่สีน้ำตาลเข้ม ผลติดอยู่ด้านล่างของฐานรองดอกที่ขยายใหญ่ คล้ายผลชมพู่ มีสีเหลือง สีแดง มีเมล็ดขนาดใหญ่ 1 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>คณะทรัพยากรธรรมชาติ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.natres.psu.ac.th/FNR/vfsouthern/index.php/2013-10-26-10-11-55/9-uncategorised/75-anacardium-occidentale-linn
http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=932</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดใช้กินกับปลาส้ม น้ำพริก, ผลกินสด เมล็ดใช้คั่วกิน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ติดตา ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง เสียบยอด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="124"><ชื่อท้องถิ่น>นะหน่าย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>moringa, drumstick tree , horseradish tree, ben oil tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะรุม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Moringa oleifera Lam.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Moringa </Genus><Family>Moringaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะรุม ลำต้นจะเป็นพุ่มโปร่ง มีเปลือกลำต้นเป็นสีเทาอ่อน ผิวค่อนข้างเรียบ ลำต้นมีความสูงประมาณ 15-20 เมตร ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกรวมกันเป็นแผง ๆ ละ 5-9 ใบ ลักษณะใบย่อยรูปมนเกือบกลม ปลายใบมน แต่โคนใบแหลมเรียวหรือมนเล็กน้อย ขอบใบเรียบ เนื้อใบอ่อนบาง มีสีเขียว กว้าง 1-1.5 นิ้ว ใบที่อยู่ปลายสุดมีขนาดใหญ่กว่าใบอื่นๆ ออกดอกเป็นช่อ อยู่ตามข้อบริเวณส่วนยอด ดอกมีสีขาวนวล มีอยู่ 5 กลีบ เกสรกลางดอกเป็นสีเหลืองนวล บานเต็มที่โตประมาณ 1 นิ้ว ผล เป็นผักกลม ยาว ฝักอ่อนมีสีแดงเรื่อๆ ผักแก่จะมีสีเขียว เปลือกผักหนา มีคลื่นนูนของเมล็ด เมล็ด เป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้ม 3 ปีก มีขนาดประมาณ 1 ซม.

</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้
ประโยชน์ดอทคอม</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1830
https://prayod.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A1/</URL><การใช้ประโยชน์>ฝักอ่อนใช้แกง ใบต้มกินแก้ช้ำใน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="125"><ชื่อท้องถิ่น>กักจึย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Papaya, Pawpaw, Tree melon</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะละกอ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Carica papaya L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Carica </Genus><Family>Caricaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ต้องการน้ำค่อนข้างมาก เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย พบทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะละกอเป็นไม้ยืนต้นสูง 3-6 เมตร ไม่มีแก่นต้นอวบน้ำ มียางขาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ รอบต้นบริเวณยอดรูปฝ่ามือเว้าเป็นแฉกลึก 7 แฉก ขนาดใหญ่ ดอกมี 3 ประเภท คือ ดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกสมบูรณ์เพศ ดอกตัวผู้ออกเป็นช่อ ดอกตัวเมียและดอกสมบูรณ์เพศเป็น ดอกเดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก สีนวล ผลเป็นผลสด รูปยาวรี ทรงกระบอก หรือกลม เมล็ดสีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD/
http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_15_4.htm</URL><การใช้ประโยชน์>ผลดิบใช้แกง ส้มตำ ผลสุกกินเผ็นผลไม้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="126"><ชื่อท้องถิ่น>คะด้งอะต้าง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Plate brush egg plant</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะแว้ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum indicum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศ  ขึ้นได้เองตามธรรมชาติในบริเวณที่ราบ ชายป่าที่โล่งแจ้งและที่รกร้างริมทาง ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะแคว้งขมเป็นไม้พุ่ม แตกกิ่งก้าน สูงประมาณ 1 เมตร มีขนสีเทาปกคลุมทั้งต้น โคนต้นมีหนาม ใบเดี่ยวเรียงสลับ เป็นกระจุกปลายกิ่ง กว้าง 2-6 ซม. ยาว 3-10 ซม. ขอบใบเว้าตื้น โคนใบกว้าง ปลายใบแหลม มีหนามแหลมตามเส้นกลางใบ ผิวใบหนา ดอกเป็นช่อสั้นตามซอกใบ ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงโคนกลีบติดกัน ปลายแยกเป็น  5 แฉก และคงอยู่เมื่อเป็นผล กลีบดอกสีม่วง โคนติดกัน แผ่เป็นจาน แยกเป็น 5 แฉก ผลกลุ่มออกเป็นพวง ผิวขาวเทามีกระสีเขียว เมื่อแก่เป็นสีส้มไม่มีลาย มีเมล็ดจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=178</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ใบอ่อนและยอดอ่อนต้มน้ำดื่มช่วยขับปัสสาวะ  ใช้ทั้งต้นเข้าตำรับยาแก้นิ่ว แก้โรคเบาหวาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="127"><ชื่อท้องถิ่น>คะด้งปรก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bolo maka</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะอึก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum stramoniifolium Jacq.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าผลัดใบ ป่าละเมาะที่รกร้าง ตามสวนและข้างทาง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยในที่กลางแจ้ง ชอบน้ำปานกลาง ทนต่อแมลงโรค และทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะปู่เป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูง 1-2 เมตร ทุกส่วนมีขนละเอียดสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่กว้างหรือรูปโล่ ขอบใบหยักเว้าเป็นพู ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกว้างหรือตัด ขนาดใบกว้าง 15-25 ซม. ยาว 20-30 ซม.    ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน ช่อดอกออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกย่อยกลีบดอกสีขาว มี 5 กลีบ บานแผ่ออกเป็นรูปจาน ผลสด รูปทรงกลม เมื่อสุกสีเหลืองแกมน้ำตาล เมล็ดจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B6%E0%B8%81/
http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2907</URL><การใช้ประโยชน์>ผลใช้ทำน้ำพริกและแกงส้ม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="128"><ชื่อท้องถิ่น>วูน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sweet potato</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มันเทศ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ipomoea batatas (L.) Lam.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ipomoea</Genus><Family>Convolvulaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปบริเวณที่รกร้างในป่าละเมาะ  ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มันเทศเป็นพืชล้มลุกมีหัวใต้ดินสีม่วงแดง ส้ม นวลหรือขาว รูปกระสวยหรือหัวยาว ลำต้นเลื้อยบนดิน ตั้งตรง หรือเลื้อยพัน ยาว 1-5 เมตร แตกกิ่งก้านมาก   ที่ข้อมีราก ใบเดี่ยว เรียงรูปไข่กว้างหรือรูปกลม กว้าง 4-11 ซม. ยาว 4-14 ซม. ขอบเรียบหรือจักเป็นแฉกมี 3-5 แฉก โคนใบรูปหัวใจ ผิวใบทั้งสองด้านเกลี้ยงหรือมีขนกระจาย ก้านใบยาว 4-20 ซม. ช่อดอกออกตามซอกใบ ก้านช่อดอกแข็งยาว 3-18 ซม. เป็นสัน เกลี้ยงหรือมีขน กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูประฆังหรือรูปกรวย สีม่วงอ่อน ผลแห้ง รูปไข่มี 4 ช่อง หรือน้อยกว่า เมล็ดเกลี้ยงมีขนาดเล็ก
ในชุมชนมี 3 ชนิด คือ มันแกวขาว มันแกวแดง และมันแกวม่อนไข่ 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8/</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดสดลวกกินกับน้ำพริก และแกง หัวใช้นึ่งกิน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำหัว</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="129"><ชื่อท้องถิ่น>ชักโหล่ย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sensitive plant, sleepy plant, touch-me-not </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไมยราบ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Mimosa pudica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Mimosa</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>LC 2012</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบกระจายทั่วไป  ในที่โล่งเตียนทั่วไป  ชอบพื้นที่แห้งแล้ง แสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไมยราบเป็นไม้ล้มลุกกึ่งเลื้อย ทอดแผ่ไปตามพื้นดิน ลำต้นมีขนละเอียดและหนามโค้งงอ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ไวต่อการสัมผัส ยาว 10-13 ซม. ประกอบด้วย 4 ใบย่อย เรียงตัวแบบนิ้วมือ ยาว 4.5-8 ซม. ใบย่อย 17-22 คู่ รูปใบหอก กว้าง 2.5-3 มม. ยาว 10-14 มม. ผิวใบด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีม่วงอ่อน ช่อดอก รูปทรงกลม ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพู ผลเป็นฝักแบน เป็นข้อๆ อยู่รวมกันเป็นช่อ เมื่อสุกสีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1503</URL><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้นใช้ต้มกินแก้กระสัย ไตพิการ แก้ปวดหลังปวดเอว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="130"><ชื่อท้องถิ่น>นะปราช</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Indian mulberry, Great morinda, Beach mulberry, Tahitian noni</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ยอ ยอบ้าน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Morinda citrifolia L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Morinda </Genus><Family>Rubiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ชอบดินชุ่มชื้น  พบได้ทั่วไป นิยมปลูกบริเวณบ้านและสวนทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ยอเป็นไม้ยืนต้น สูง 2-6 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ ตั้งฉากกัน รูปวงรี โคนใบและปลายใบแหลม ผิวใบสีเขียวเป็นมันทั้งสองด้าน ขอบใบเรียบ หูใบอยู่ระหว่างโคนก้านใบ ช่อดอกออกที่ซอกใบ ฐานดอกอัดกันแน่นเป็นรูปทรงกลม ดอกย่อยขนาดเล็ก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด กลีบดอกสีขาว มี 5 แฉก ผลเป็นผลสด เชื่อมติดกันเป็นผลรวม ทรงกระบอก เนื้อผลฉ่ำน้ำ เมื่อแก่จัดเป็นสีขาวมีกลิ่นเหม็น ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้มจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2888</URL><การใช้ประโยชน์>ใบใช้ทำห่อหมก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด หรือปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="131"><ชื่อท้องถิ่น>อะก้อม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cathormion</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ระกำป่า มะขามแขก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cathormion umbellatum (Vahl) Kosterm.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cathormion</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบที่ศรีลังกา อินเดีย และภูมิภาคอินโดจีน ในไทยพบแทบทุกภาค ขึ้นตามที่ลุ่ม น้ำท่วมถึงหรือมีน้ำท่วมในหน้าฝน ความสูงไม่เกิน 100 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้พุ่มแตกกิ่งต่ำ สูง 4-5 ม. มีหนามทั่วไป กิ่งมีขนประปราย ใบประกอบ 2 ชั้น แกนกลางยาว 4-7 ซม. แกนกลางและระหว่างรอยต่อใบประกอบย่อยมีต่อมบุ๋มกลาง ใบประกอบย่อย 2-4 คู่ ยาว 3-6 ซม. ใบย่อย 5-13 คู่ รูปขอบขนาน ยาว 1-1.5 ซม. เบี้ยวเล็กน้อย ปลายกลมและมีติ่ง โคนตัด ไร้ก้าน ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่นเป็นกระจุกแน่นที่ปลายช่อ ดอกวงนอกยาวกว่าวงในเล็กน้อย กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 3 มม. แยกเป็น 5 แฉกรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก ดอกรูปกรวยยาวได้ถึง 7 มม. มี 5 กลีบ รูปใบหอก ยาวประมาณ 2 มม. ขอบมีขนครุย เกสรเพศผู้จำนวนมาก ก้านชูอับเรณูเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาว 4-5 ซม. รังไข่เกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียรูปเส้นด้าย ยอดเกสรเป็นตุ่ม ฝักโค้งงอ แบน คอดเว้าตามเมล็ด ยาวได้ถึง 20 ซม. เมล็ดแบน รูปไข่กลับ ยาว 1-1.2 ซม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=4363</URL><การใช้ประโยชน์>ผลสดใช้ตำน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="132"><ชื่อท้องถิ่น>จอยกาหลืด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Laurel clockvine, Blue trumpet vine</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>รางจืด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Thunbergia laurifolia Lindl.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Thunbergia</Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพืชที่ชอบอยู่ตามลุ่มน้ำ ลำห้วย ลำธาร ขึ้นในป่าชื้นจะงามมาก ชอบดินร่วนปนทราย และพบอยู่ตามชายป่าดิบทั่วไปในประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>รางจืดเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 ซม. ยาว 8-14 ซม. ขอบใบเว้าเล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ผิวใบเรียบมัน เนื้อใบหนา อวบน้ำเล็กน้อย ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ฐานดอกอัดกันแน่นเป็น รูปทรงกลม ดอกย่อยขนาดใหญ่ รูปดอกเข็ม โคนเชื่อมกัน ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน ใบประดับสีเขียวประสีน้ำตาลแดง ผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=714</URL><การใช้ประโยชน์>ใบคั้นน้ำกินเพื่อใช้ถอนพิษ และเอามาทาเพื่อลดอาการปวดจากแมลงสัตว์กัดต่อย เถาเอามาป่นผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนกินเพื่อถอนพิษ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำเถา</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="133"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Chamber bitter, Gripeweed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ลูกใต้ใบ หญ้าใต้ใบ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Phyllanthus urinaria L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Phyllanthus</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นทั่วไป ตามที่รกร้าง ริมทาง ชอบดินทรายระบายน้ำดี และร่มรำไร </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ลูกใต้ใบเป็นพืชล้มลุก ทุกส่วนมีรสขม ใบเดี่ยว เรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปขอบขนาน กว้าง 3-5 มม. ยาว 6-14 มม. ปลายใบแหลม โคนมนหรือเบี้ยว ขอบเรียบสีม่วงแกมน้ำตาล ผิวใบเรียบ ดอกออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน เพศเมียเป็นดอกเดี่ยว เพศผู้ออกเป็นกระจุก สีนวล ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ รูปกลม ผิวขรุขระขนาดใหญ่กว่าลูกใต้ใบ มีลักษณะเป็นพูตามผลบ้าง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2280</URL><การใช้ประโยชน์>ต้มกินเป็นยาขับปัสสาวะ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="134"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>สบู่เลือดดำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>แก้มะเร็ง เนื้องอก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="135"><ชื่อท้องถิ่น>ปู่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Soap pod, Shikakai</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ส้มป่อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์> Acacia concinna (Willd.) DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Acacia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ทั่วไป  พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ส้มป่อยเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย มีหนามตามลำต้น กิ่ง ก้านและใบ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ยาว 7-20 ซม. ใบย่อยรูปขอบขนาน ขนาดเล็ก ช่อดอก ออกที่ซอกใบ เป็นช่อกลม กลีบดอกเป็นหลอด สีนวล ผลเป็นฝัก สีน้ำตาลดำ ผิวย่นขรุขระ ขอบเป็นคลื่น
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ส้มป่อยธรรมดา และส้มป่อยหลวง ชุมชนใช้ประโยชน์จากส้มป่อยธรรมดามากกว่า เนื่องจากส้มป่อยหลวงพบไม่มาก
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1277</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดใช้ใส่แกง ฝักใช้ในพิธีกรรมต่างๆ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="136"><ชื่อท้องถิ่น>อะนาปร้าย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ส้มมะฮั่ว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบเอาใบยำกับหัวบุก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="137"><ชื่อท้องถิ่น>บ๊บตะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Arrow root, West indian arrow-root</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สาคู</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Maranta arundinacea L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Maranta</Genus><Family>Marantaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ในธรรมชาติขึ้นใต้ร่มไม้ใหญ่ในป่าเต็งรัง หรือป่ากึ่งป่าเต็งรัง ตามชายบึงหรือลำธาร ทุกภาคของประเทศไทย เจริญเติบโตได้ในดินทุกประเภท แต่ขึ้นได้ดีในดินร่วน ดินร่วนทราย มีความอุดมสมบูรณ์สูง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>สาคูเป็นพืชล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน มีกาบใบอ่อนซ้อนกัน เป็นลำต้นเทียมขึ้นมาเหนือดิน ความสูงทรงพุ่มประมาณ 50-80 ซม. เหง้าหน่ออ่อนใต้ดิน มีรูปยาวรีปลายยอดแหลมสีขาวมีข้อปล้อง ใบเดี่ยวรูปรี กว้าง 10-20 ซม. ยาว     20-25 ซม. ปลายใบแหลม  ขอบใบขนานม้วนเข้าหากันเล็กน้อย แผ่นใบเรียบสีเขียว รวงช่อดอกยืดยาวเหนือทรงพุ่ม ดอกสีขาวทรงระฆัง มันสาคู มี 2 ชนิดคือมันสาคูธรรมดา และมันสาคูใบลาย</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>พืชเกษตร</Author><URL>https://puechkaset.com/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B9/</URL><การใช้ประโยชน์>หัวใช้ต้มกิน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำหน่อ และปักชำเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="138"><ชื่อท้องถิ่น>โกรยเฒ่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Yellow Cotton Tree , Silk Cotton Tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สุพรรณิการ์</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cochlospermum religiosum Alston </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cochlospermum</Genus><Family>Bixaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ถิ่นกำเนิด อเมริกากลางและอเมริกาใต้ มีทั้งชนิดดอกซ้อน และดอกไม่ซ้อน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 7 - 15 เมตร เรือนยอดค่อนข้างกลม เปลือก  ต้นเรียบสีเทา กิ่งก้านคดงอ ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับใบทรงกลม หรือรูปหัวใจ  ใบจัก เป็นแฉกแหลมลึก 3 - 5 แฉก   ขอบใบเรียบหรือจักเล็กน้อย ดอกสีเหลืองสดหรือเหลืองทอง   ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง   ทยอยบาน   เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง  8 - 10 เซนติเมตร ผลทรงกลม ขนาด 8 - 10 เซนติเมตร สีเขียว  เมื่อแก่ เมล็ดสีน้ำตาล  แตกออกเป็น 3 - 5 พู   รูปไตสีน้ำตาลเข้ม   มีปุยสีขาวคล้ายสำลีหุ้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>พรรณไม้มงคลพระราชทาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/EPAC/province_plant/nayok.htm</URL><การใช้ประโยชน์>ดอกใช้สำหรับบูชาพระ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="139"><ชื่อท้องถิ่น>คั่ว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Blady grass</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าคา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Imperata cylindrica (L.) Raeusch.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Imperata </Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>มีถิ่นกำเนิดชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน แพร่กระจายบริเวณเขตร้อนทั่วโลก เป็นวัชพืชพบทั่วไปในที่โล่ง และมีความชื้นสูงทั่วประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าอายุหลายปี มี ลำต้นเป็นไหลใต้ดิน เส้นค่อนข้างกลมทอดยาวได้ไกล ลำต้นเหนือดิน เป็นกอตั้งตรง สูง 40-150 ซม. ใบ แตกจากโคนกอ รูปขอบขนาน เนื้อหยาบแข็ง กว้าง 0.5-1.5 ซม. ยาว 30-75 ซม. ลิ้นใบ เป็นแผ่นเนื้อแข็ง ยาวประมาณ 3 มม. ดอก สีขาวเป็นแบบช่อแกนแยกแขนงแคบ รูปรีหรือทรงกระบอก กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 6-15 ซม. ช่อดอกย่อยรูปหอก มีขนสีขาวคล้ายไหม กาบช่อย่อยรูปเรือ เนื้อบางคล้ายเยื่อ กาบคลุมล่างเนื้อโปร่งบาง กาบคลุมบนรูปหอก เนื้อบางสีชมพูอ่อน อับเรณู 2 อัน สีเหลืองหรือสีส้ม ยอดเกสรเพศเมียสีชมพูหรือสีม่วง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1597</URL><การใช้ประโยชน์>ทำแผงแฝก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="140"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Bamboo grass</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ย่านาง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tiliacora triandra Diels</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tiliacora</Genus><Family>Menispermaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ทุกฤดูกาล พบได้ทั่วไป โดยขึ้นเองตามธรรมชาติ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ย่านางเป็นไม้เถา ใบเดี่ยว สีเขียวเข้ม ออกเรียงสลับ รูปไข่แกมใบหอก กว้าง 2-4 ซม. ยาว 5-12 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบหนามัน ช่อดอก ออกตามเถาและที่ซอกใบ แยกเพศ อยู่คนละต้น ไม่มีกลีบดอก ผลเป็นผลกลุ่ม ผลย่อย รูปวงรี</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=456</URL><การใช้ประโยชน์>ใบใช้แกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะมล็ด และใช้หัว</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="141"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Cat's whisker, Java tea</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าหนวดแมว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Orthosiphon</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นได้ทั่วไป  ชอบดินร่วนชื้นเกือบแฉะ ต้องการน้ำมาก ชอบแดดร่มรำไร ปลูกกลางแจ้งได้</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าหนวดแมวเป็นไม้พุ่มสูง 0.5-1 เมตร กิ่งและก้านสี่เหลี่ยมสีม่วงแดง ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่แกมสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด กว้าง 2-4 ซม. ยาว         4-7 ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง มี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ดอกสีขาวและพันธุ์ดอกสีม่วงน้ำเงิน เกสรตัวผู้ยื่นพ้นกลีบดอกออกมายาวมาก ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก รูปรี ขนาดเล็ก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?Botanic_ID=2524</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ใบอ่อนและยอดอ่อนต้มน้ำดื่มช่วยขับปัสสาวะ  ใช้ทั้งต้นเข้าตำรับยาแก้นิ่ว แก้โรคเบาหวาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="142"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)> Umbrella Tree, Octopus tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หนวดปลาหมึก (มีรูปไม่มีข้อมูล)</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Schefflera actinophylla (Eudl.) Harms</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Schefflera</Genus><Family>Araliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>หนวดปลาหมึกมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศปาปัวนิวกินี ควีนแลนด์ และอินโดนีเซีย เป็นพืชที่ไม่ชอบแสงแดดโดยตรงจะต้องการเพียงปานกลาง ระดับอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 24-27 องศาเซลเซียส ต้องการน้ำ และความชื้นปานกลาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เป็นไม้ประดับทรงพุ่ม สูงประมาณ 2-3 เมตร มีทั้งชนิดใบเล็กและใบใหญ่ แต่ลักษณะใบจะแตกออกมาจากกิ่งเดียวเหมือนกัน มีประมาณ 7-15 ใบ จะแผ่กางออกมาจากกิ่งคล้ายฝ่ามือ ยาวประมาณ 10-15 ซม. สีเขียวสดเป็นมัน ลักษณะของดอกดูคล้ายหนวดปลาหมึก สีแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>วิชาเกษตร</Author><URL>https://www.vichakaset.com/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B6%E0%B8%81/</URL><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์>ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="143"><ชื่อท้องถิ่น>นาฮังกรูน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Ngai Camphor Tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หนาดใหญ่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Blumea balsamifera (L.) DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Blumea</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่มักพบขึ้นตามที่รกร้าง ทุ่งนา หรือหุบเขาทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หนาดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมคล้ายการบูร สูง 1-4 เมตร ลำต้นกลม กิ่งก้านมีขนนุ่มยาว เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา มีกลิ่นหอมของการบูร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนาน ผิวใบทั้งสองด้านมีขนละเอียดหนาแน่น คล้ายเส้นไหม และมีกลิ่นหอม กว้าง 2-20 เซนติเมตร ยาว 8-40 เซนติเมตร ปลายใบ และโคนใบแหลม ขอบใบหยักแบบซี่ฟัน หรือฟันเลื่อย ก้านใบมีรยางค์ 2-3 อัน ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ เป็นช่อกลม ช่อดอกมีขนาดโตไม่เท่ากัน กว้าง 6-30 เซนติเมตร ยาว 10-50 เซนติเมตร มีริ้วประดับหลายชั้น บางครั้งริ้วประดับอาจยาวกว่าดอก  รูปขอบขนาน แคบยาว 1-9 มิลลิเมตร ปลายแหลม ด้านหลังมีขนนุ่มหนาแน่น ดอกย่อยมีเป็นจำนวนมาก กลีบดอกสีเหลือง ฐานดอกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 มิลลิเมตร ดอกสมบูรณ์เพศมีหลอดดอกยาว 4-7 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นหลอด รูปไข่ ปลายแหลม มีขนนุ่ม ดอกตัวเมียมีหลอดดอกเล็กเรียว ยาวไม่เกิน 6 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 2-4 แฉก เกลี้ยง ผลแห้งไม่แตก รูปขอบขนาน ยาวราว 1 มิลลิเมตร สีน้ำตาล โค้งงอเล็กน้อย เป็นเส้น 5-10 เส้น มีขนสีขาว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=123
http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=678</URL><การใช้ประโยชน์>ใบต้มอาบแก้ผดผื่น คัน, กันผี</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="144"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Coral nut, Guatemala Rhubarb, Physic nut</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หนุมานนั่งแท่น, ฝิ่นเทพ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Jatropha podagrica Hook.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Jatropha</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดจากอเมริกากลาง พืชปลูกพบตั้งแต่ระดับน้ำทะเล ถึงระดับ 800 ม. จากระดับน้ำทะเล</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้พุ่มสูงถึง 2.5 ม. ผิวเกลี้ยง ลำต้นพองที่โคน หูใบแตกแขนง ยาวถึง 5 มม. ใบ รูปไข่กว้าง ถึงรูป ไข่กลับ ก้านใบยาว 10-20 ซม. ติดแผ่นใบแบบก้นปิด ขอบใบเว้า 3-5 แฉก ดอกแยกเพศ ออกเป็นช่อกึ่งช่อเชิงหลั่น ยาวถึง 26 ซม. แกนช่อดอกยาวถึง 20 ซม. มีใบประดับรูปสามเหลี่ยม ยาว 2 มม. ดอกเพศผู้ กลีบเลี้ยงรูปไข่กว้าง ยาว 0.6 มม. กลีบดอก รูปไข่กว้าง กว้าง 2 ยาว 5-6 มม. จานรองดอกรูปโถ เกสรเพศผู้ ยาว 6-8.5 มม. ก้านชูเกสรเชื่อมกันที่โคน ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงรูปรี ยาว 2 มม. กลีบดอกยาว 6-7 มม. ผล รูปรี มีลักษณะสามพู เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 ซม. ปลายมน แตกทั้งแนวตั้งและแนวนอน เมล็ด รูปรี กว้าง 6 ยาว 1.2 มม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2281</URL><การใช้ประโยชน์>ยางใช้ระงับอาการปวด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="145"><ชื่อท้องถิ่น>น้ำก้าว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>หมากผู้แดง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Dracaena angustifolia (Medik.) Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Dracaena</Genus><Family>Asparagaceae (Agavaceae)</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบต้มผสมน้ำผึ้งดื่มแก้ไอเป็นเลือด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="146"><ชื่อท้องถิ่น>น้าโบว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>หวายดำ หวายลำเดียว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Calamus oxleyanus Teijsm. &amp; Binn. ex Miq.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Calamus</Genus><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2013</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ป่าดิบชื้น ถึงระดับความสูง 600 เมตร จากระดับน้ำทะเล</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หวายดำเป็นหวายขนาดเล็กถึงขนาดกลางขึ้นเป็นกอ กาบหุ้มลำเมื่อสดมีสีเขียวเข้มและมีสีเหลืองออกน้ำตาลเมื่อแห้ง มีหนามรูปสามเหลี่ยมสีดำปลายหนามโค้งไปมา หนามเกิดเดี่ยวๆ กระจายห่างๆ กัน ความยาวของหนามลดลงจากบนลงล่างในปล้องเดียวกัน และมีหนามขนาดสั้นแทรกอยู่ทั่วไป ปากกาบหุ้มลำมีหนามลักษณะเดียวกับที่กาบหุ้มลำ ปลายหนามเฉียงขึ้นหรือตรง knee เห็นชัดมีหนามรูปสามเหลี่ยมอยู่ตอนล่างและด้านข้าง ปลอกหุ้มไม่ชัดเจนมีลักษณะเป็นเส้นใยสีน้ำตาลแกมดำ ก้านใบด้านบนนูนมีหนามแบบสั้นๆ ขึ้นกระจายห่างๆ ด้านล่างเกลี้ยง ทางใบด้านบนเกลี้ยง ที่ขอบมีหนามรูปเล็บเหยี่ยวห่างกันเป็นระยะ ด้านล่างมีหนามรูปเล็บเหยี่ยวสีดำบริเวณโคนสีเขียวอ่อนเรียงห่างกันเป็นระยะ จนถึงปลายใบ มือเกาะมีหนามรูปเล็บเหยี่ยวโคนสีเหลืองปลายสีดำขึ้นเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่ม ใบย่อยรูปยาวรี มีสีเขียวเข้มเมื่อสด เมื่อแห้งมีสีน้ำตาล โคนใบย่อยมีสีเขียวออกเหลือง ขอบมีหนามขนาดเล็ก ท้องใบเกลี้ยง หลังใบมีหนามรูปขนสีดำบนเส้นใบ ใบย่อยแต่ละข้างของทางใบเรียงตัวเป็นกลุ่มเยื้องกันไม่สม่ำเสมอ ช่อดอกเกิดที่กาบหุ้มลำเหนือก้านใบเล็กน้อย ผลรูปไข่หรือกลม มีสีเหลืองแกมเขียวเมื่อสด มีสีเหลืองเมื่อแห้ง ขอบเกล็ดหุ้มผลมีสีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1615</URL><การใช้ประโยชน์>กินผล (รสเปรี้ยว)</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกกอ แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="147"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN)>Asian pigeonwings, bluebellvine, blue pea, butterfly pea, cordofan pea, Darwin pea</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>อัญชัน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Clitoria ternatea L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Clitoria</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ขึ้นได้ดีทั่วไปในเขตร้อน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้เถา ลำต้นมีขนนุ่ม ใบ เป็นใบประกอบ ช่อใบยาว 6-12 ซม. มีใบย่อยรูปไข่ 5-7 ใบ ดอก มีหลายสี อาทิ สีน้ำเงินแก่ ฟ้า ม่วงแดง ม่วงอ่อน และดอกขาว ออกดอกเดี่ยว ๆ รูปทรงคล้ายฝาหอย ยาว 2.5-3.5 ซม. กลีบคลุมผิวย่น รูปมน กลม ปลายเว้าเป็นแอ่ง ตรงกลางมีสีเหลือง ผล เป็นฝักคล้ายฝักถั่ว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?Botanic_ID=866</URL><การใช้ประโยชน์>ดอกลวกจิ้มน้ำพริก, เอาสีมาผสมอาหาร ขนม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="148"><ชื่อท้องถิ่น>ผู่หวี</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ขาไก่ดำ (มีข้อมูลไม่มีรูป)</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="149"><ชื่อท้องถิ่น>คะด้ง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Indian ivy-rue</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะแขว่น (มีข้อมูลไม่มีรูป)</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zanthoxylum rhetsa DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zanthoxylum</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าดิบแล้ง หรือป่าดิบเขา พบมากในภาคเหนือ  ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในที่ชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะแขว่นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงถึง 20 เมตร มีหนามแหลมตามลำต้นและกิ่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเหลือง ใบดกหนาเขียวสด ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่หรือคู่ เรียงสลับ ก้านใบสีแดง ใบย่อยรูปไข่หรือรูปรี ปลายแหลม โคนแหลมและเบี้ยว ขอบเรียบหรือหยักห่างๆ ช่อดอกออกแยกแขนง ออกที่ยอดหรือตามง่ามใบ สีนวลหรือขาวอมเขียว รูปรีหรือรูปไข่ ผลเป็นผลกลุ่มออกเป็นช่อ    ผลค่อนข้างกลม ผิวขรุขระ สีเขียว มีกลิ่นหอม ผลแก่เปลือกหุ้มเมล็ดสีแดง แก่จัดสีดำ แตกอ้าเห็นเมล็ดในสีดำเล็กๆ </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=13</URL><การใช้ประโยชน์>ผลใช้แก้ไอ,กินกับลาบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="150"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="151"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="152"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="153"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="154"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="155"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="156"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="157"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="158"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="159"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="160"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="161"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="162"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="163"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="164"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="165"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="166"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="167"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="168"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="169"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="170"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="171"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="172"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="173"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="174"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="175"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="176"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="177"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="178"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="179"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="180"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="181"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="182"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="183"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="184"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="185"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="186"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="187"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="188"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="189"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="190"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="191"><ชื่อท้องถิ่น /><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์ /><การขยายพันธุ์ /></row>
</data>
