{
  "fields": [{"id":"_id","type":"int"},{"id":"ORDINAL","type":"text"},{"id":"TITLE","type":"text"},{"id":"YEAR","type":"text"},{"id":"PRODUCTION_COMPANY","type":"text"},{"id":"ASSOSIATE_PRODUCER","type":"text"},{"id":"DIRECTOR","type":"text"},{"id":"AUTHOR","type":"text"},{"id":"CAST","type":"text"},{"id":"GENRE","type":"text"},{"id":"FILM","type":"text"},{"id":"KEYWORD","type":"text"},{"id":"DESCRIPTION","type":"text"},{"id":"AWARD","type":"text"},{"id":"LINK","type":"text"}],
  "records": [
    [1,"ครั้งที่ 1","การต่อสู้ของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่า","2518.0","จอน อึ๊งภากรณ์ ","","","","","สารคดี ","ฟิล์ม 8 mm.","คนงาน กรรมกร แรงงาน โรงงาน ","ภาพยนตร์สารคดีที่เด่นที่สุดเรื่องหนึ่งของชาติ สร้างโดยผู้ที่ไม่เคยถ่ายทำภาพยนตร์มาก่อนโดยใช้กล้องถ่ายภาพยนตร์ขนาดเล็ก 8 มิลลิเมตร เนื้อหาภาพยนตร์ถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ของเหล่ากรรมกรหญิงในโรงงานผลิตกางเกงยีนส์ฮาร่า ที่เรียกร้องค่าแรงที่ไม่เป็นธรรมจากนายจ้าง","","https://youtu.be/XJYlTg2AlYA?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [2,"ครั้งที่ 1","คล้องช้าง ","2481.0","คณะผู้สร้างภาพยนตร์จากประเทศญี่ปุ่น","","","","","สารคดี ","","สารคดี 2481 คล้องช้าง กรุงเทพ ลพบุรี ชีวิตบนเรือ","ภาพยนตร์สารคดีถ่ายทำโดยคณะผู้สร้างภาพยนตร์จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางเข้ามาสยามในปี 2481 เพื่อบันทึกงานแสดงคล้องช้าง ที่จังหวัดลพบุรี เนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกเป็นเรื่องวิธีการเดินทางมาประเทศสยามและชีวิตบนเรือของคณะถ่ายทำ ช่วงสองเป็นภาพชีวิตและบ้านเมืองกรุงเทพ ช่วงสามเป็นเรื่องการคล้องช้างที่ลพบุรี","",""],
    [3,"ครั้งที่ 1","ทองปาน","2520.0","กลุ่มอีสานฟิล์ม นำโดย ไพจง ไหลสกุล","","","","","ภาพยนตร์นอกกระแส","","หนังนอกกระแส กลุ่มอีสานฟิล์ม เขื่อนผามอง ผลกระทบ","เป็นหนังนอกกระแสหรือนอกตลาด ซึ่งสร้างโดยนักกิจกรรมสังคม นักข่าวต่างชาติ นักวิชาการศิลปินเพลงเพื่อชีวิตในนามกลุ่มอีสานฟิล์ม นำโดย ไพจง ไหลสกุล ได้แรงดลใจจากการประชุมสัมมนาเรื่องเขื่อนผามอง ปัญหาการตั้งรกรากใหม่และการเคลื่อนย้ายประชากร หนังมีสองมิติ มิติหนึ่งแสดงให้เห็นการประชุมซึ่งเป็นเวทีทางความคิดของนักวิชาการ นักปกครองผู้เชี่ยวชาญและประชาชนจากพื้นที่ อีกมิติหนึ่ง ให้เห็นเวทีชีวิตจริงของประชาชนตัวเล็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเขื่อน","","https://youtu.be/5JuCbWWTne8?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [4,"ครั้งที่ 1","ทวิภพ","2547.0","สุรพงษ์ พินิจค้า ","","สุรพงษ์ พินิจค้า ","ทมยันตี ","","ภาพยนตร์","","นวนิยาย ทมยันตี ทวิภพ สุรพงษ์ พินิจค้า ","ทำจากนิยายดังของ ทมยันตีที่ใครๆ ก็รู้จัก และเคยเป็นภาพยนตร์มาแล้ว โดย เชิด ทรงศรี แต่สำหรับทวิภพ ฉบับสุรพงษ์ได้ตัดต่อพันธุกรรมทวิภพขึ้นใหม่ในแบบของเขาเอง ดังชื่อในภาษาอังกฤษว่า THE SIAM RENAISSANCE หรือเป็นคำไทยปนแขกว่า สยามปุณภพ สุรพงษ์ทำให้หนังมีสติปัญญาและลุ่มลึกขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อและกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกโฉลกกับสังคมไทยคือการวิพากษ์ตนเองการพูดความจริง หนังเรื่องนี้จึงมีทั้งคนเกลียดและคนชอบ","",""],
    [5,"ครั้งที่ 1","โทน","2513.0","เปี๊ยก โปสเตอร์","","เปี๊ยก โปสเตอร์","","","ภาพยนตร์","","เปี๊ยก โปสเตอร์  ","ภาพยนตร์ที่สร้างโดยช่างเขียนโปสเตอร์-หนัง ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นผู้กำกับหนัง เป็น\nภาพยนตร์ไทยที่ผู้สร้างตั้งใจจะหนีจากคำประณามที่ว่าหนังไทยน้ำเน่า เปี๊ยก โปสเตอร์\nกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ลูกแรกของหนังไทยสมัยใหม่ และกลายเป็นผู้สร้างหนังไทยที่มี\nบทบาทสำคัญที่สุดคนหนึ่งใน 2 ทศวรรษต่อมา ตัวหนังสามารถทำรายได้สูงถึง 6 ล้านบาทพลิกประวัติศาสตร์หนังไทยในยุคนั้น","",""],
    [6,"ครั้งที่ 1","นิ้วเพชร","2501.0","กรมศิลปากร","","รัตน์ เปสตันยี ","","","ภาพยนตร์","","โขน กรมศิลปากร ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรยาย ภาษาอังกฤษ","ภาพยนตร์ถ่ายทอดการแสดงนาฏศิลป์โขนสร้างโดย กรมศิลปากร ถ่ายทำโดย รัตน์ เปสตันยี เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดความงดงามของนาฏศิลป์ได้อย่างวิจิตรงดงาม ทั้งในฐานะศิลปะภาพยนตร์และศิลปะโขน มีการบรรยายเพื่ออธิบายเรื่องเป็นภาษาอังกฤษโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช","","https://youtu.be/-qA43HU8tEM?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [7,"ครั้งที่ 1","น้ำท่วมกรุงเทพ","2485.0","แท้ ประกาศวุฒิสาร","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","น้ำท่วม กรุงเทพ สงครามโลกครั้งที่ 2","ภาพยนตร์บันทึกชีวิตของชาวกรุงเทพในวันหนึ่งแห่งช่วงเวลาที่กรุงเทพถูกน้ำท่วมใหญ่ ในยามที่บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะภัย-แห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ่ายโดย แท้ ประกาศวุฒิสาร","","https://youtu.be/gHjTRDxvxZ4?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [8,"ครั้งที่ 1","บันทึกเหตุการณ์ 6 ตุลา","2519.0","ช่างภาพนิรนาม","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","6 ตุลาคม 2519","เป็นการบันทึกเหตุการณ์สังหารโหดกลางเมืองในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยช่างภาพนิรนาม ไม่ต้องมีคำบรรยายใด ๆ เพราะเหตุการณ์ได้เปิดเผยตัวของมันเองต่อหน้าต่อตา เป็นผลงานที่เผยแพร่เงียบ ๆ ไปทั่วโลก","",""],
    [9,"ครั้งที่ 1","ผีตองเหลือง","2505.0","คณะนักสำรวจชาวเยอรมันนีร่วมกับสยามสมาคม","","","","","ภาพยนตร์เชิงมานุษยวิทยา ","","ผีตองเหลือง น่าน","ภาพยนตร์เชิงมานุษยวิทยาโดยคณะนักสำรวจชาวเยอรมันนีร่วมกับสยามสมาคม เดินทางไปสำรวจและบันทึกภาพยนตร์ชีวิตความเป็นอยู่ของชนกลุ่มน้อยที่ถูกเรียกว่าผีตองเหลือง ณ เทือกเขาแถบจังหวัดน่าน","",""],
    [10,"ครั้งที่ 1","ผีเสื้อและดอกไม้","2528.0","ยุทธนา มุกดาสนิท","","ยุทธนา มุกดาสนิท ","นิพพาน ","","ภาพยนตร์ ","   ","มุสลิม อิสลาม จังหวัดชายแดน ภาคใต้","ผลงานภาพยนตร์ของ ยุทธนา มุกดาสนิท สร้างจากหนังสือนิยายเรื่องเดียวกันของ “นิพพาน” บอกเล่าเรื่องราวในวัยเรียนและการดำรงชีพของเด็กไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้","",""],
    [11,"ครั้งที่ 1","แผลเก่า","2520.0","เชิด ทรงศรี ","","เชิด ทรงศรี ","ไม้เมืองเดิม ","","ภาพยนตร์","","โศกนาฎกรรม ความรัก ขวัญ เรียม ","ภาพยนตร์ซึ่งสร้างจากนวนิยายของไม้เมืองเดิม เล่าเรื่องความรักของหนุ่มสาวชาวนาในชนบทไทยภาคกลางด้วยโครงเรื่องของความรักที่ไม่สมหวัง เป็นโศกนาฏกรรมที่ก่อความสะเทือนใจสูงภาพยนตร์ออกฉายในปี 2520 และได้รับความนิยมจากผู้ชมอย่างกว้างขวาง ในช่วงเวลาที่สังคมไทยเครียดจัดจากกระแสความขัดแย้งทางการเมือง","",""],
    [12,"ครั้งที่ 1","พระเจ้ากรุงสยามเสด็จฯ ถึงกรุงเบิร์น","2440.0","ช่างภาพยุโรป ","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ขาวดำ","รัชกาลที่ 5 ประพาส ยุโรป ","ภาพบันทึกเหตุการณ์เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนทวีปยุโรป ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2440 เป็นภาพยนตร์ม้วนแรกสุดที่ถ่ายทำเกี่ยวกับคนไทย และทำให้คนไทยได้เห็นภาพเคลื่อนไหว ของอดีตพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเราเป็นครั้งแรก แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่วินาทีก็ตาม","","https://youtu.be/q1dbLm01rpE?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [13,"ครั้งที่ 1","พระเจ้าช้างเผือก","2484.0","ปรีดี พนมยงค์","","ปรีดี พนมยงค์ ","","","ภาพยนตร์","","2483 การเมือง ชาตินิยม สงคราม สันติภาพ ","ภาพยนตร์ซึ่งสร้างโดยผู้นำทางความคิดและการเมืองของไทยเมื่อปี 2483 เพื่อทวนกระแสชาตินิยมจัด และกระหายสงครามและเพื่อให้สติแก่คนไทยและชาวโลกเรื่องสงครามและสันติภาพ","","https://youtu.be/uiu7-X0Kh_U?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [14,"ครั้งที่ 1","พระราชพิธีเฉลิมกรุงเทพมหานครและพระราชวงศ์จักรีอันประดิษฐานมาครบ 150 ปี ","2475.0","มานิต และเภา วสุวัต","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ พี่น้องวสุวัต เสียงในฟิล์ม ภาพยนตร์เสียง","ถ่ายทำโดยคณะพี่น้องสกุลวสุวัต ผู้บุกเบิกกิจการสร้างภาพยนตร์ไทย โดยได้รับพระราชทานเงินจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯให้ถ่ายทำขึ้นเพื่อบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์สำคัญครั้งหนึ่งของชาติ นับเป็นภาพยนตร์เสียงในฟิล์มเรื่องแรก ๆ เรื่องหนึ่งของไทย","",""],
    [15,"ครั้งที่ 1","พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว","2468.0","กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าวกรมรถไฟหลวง","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","กรมรถไฟ บรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 7","ภาพยนตร์ของกองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าวกรมรถไฟหลวง ทำขึ้นเพื่อจำหน่ายแก่ผู้สนใจเก็บไว้เป็นที่ระลึก บันทึกเหตุการณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกภาพยนตร์พระราชพิธีสำคัญ ตามโบราณราชประเพณีของไทย","","https://youtu.be/XYZIyKG2r_8?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [16,"ครั้งที่ 1","ไฟเย็น","2508.0","สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพ","","","","","สารคดี ","","สำนักข่าวสารอเมริกัน ยูซิส ต่อต้าน คอมมิวนิสต์","ภาพยนตร์ซึ่งสร้างขึ้นโดยการสนับสนุนจากสำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพ เพื่อเผยแพร่ให้ชาวไทยเห็นภัยร้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์จากต่างประเทศ ซึ่งแทรกซึมเข้ามาบ่อนทำลายความสงบสุขของชาติไทย","","https://youtu.be/T0NnwPL-7Dc?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [17,"ครั้งที่ 1","ประมวลภาพเห็นการณ์สูญเสียพระเอกผู้ยิ่งใหญ่ มิตร ชัยบัญชา","2513.0","ตัดต่อประกอบเสียงโดย หอภาพยนตร์","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","ข่าว เหตุการณ์ มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต","เป็นภาพยนตร์เชิงข่าวซึ่งผู้สร้างฉวยโอกาสหลังจากการเสียชีวิตของ มิตร ชัยบัญชา ถ่ายทำ\nขึ้นเพื่อออกฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ภาพที่สะเทือนใจที่สุดในภาพยนตร์นี้ มิใช่ภาพ\nตอนมิตรตกจากเฮลิคอปเตอร์ แต่เป็นภาพที่ศพมิตรถูกยกขึ้นตามช่องหน้าต่างรอบศาลาตั้งศพ\nเพื่อให้แฟน ๆ ประจักษ์ตาว่ามิตร เสียชีวิตจริงก่อนที่จะบรรจุศพลงโลง ตัดต่อประกอบเสียงโดย หอภาพยนตร์ เสียงสัมภาษณ์ คุณบำเทอง โชติชูตระกูล ผู้จัดการส่วนตัวของมิตร ชัยบัญชา เมื่อปี 2526","",""],
    [18,"ครั้งที่ 1","มนต์รักลูกทุ่ง","2513.0","รังสี ทัศนพยัคฆ์","","","","","ภาพยนตร์เพลง","","มิตร เพชรา","ภาพยนตร์เพลงแบบไทย ๆ เป็นผลงานความสำเร็จสูงสุดของวงการเพลงลูกทุ่งไทย และ\nหนังไทยยุค มิตร-เพชรา ผสมผสานกันระหว่างลูกทุ่งฮิตกับหนังไทยฮิต กลายเป็นหนังไทย\nที่ออกฉายโรงเดียวต่อเนื่องกันยาวนานกว่าหกเดือนในกรุงเทพ สร้างและกำกับโดย\nรังสี ทัศนพยัคฆ์","",""],
    [19,"ครั้งที่ 1","รัฐประหาร 2490 ","2490.0","แท้ ประกาศวุฒิสาร","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","ข่าว รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 เผด็จการ ทหาร ","ภาพยนตร์ข่าวบันทึกเหตุการณ์รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ถ่ายโดย แท้ ประกาศวุฒิสาร\nซึ่งเป็นการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลที่สืบทอดจากการปฏิวัติ 2475 ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุค\nเผด็จการทหาร","","https://youtu.be/mSUd0akmzto?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [20,"ครั้งที่ 1","โรงแรมนรก","2500.0","รัตน์ เปสตันยี ","","","","","ภาพยนตร์","ขาวดำ35 mm","โรงแรม ฉากเดียว ","ภาพยนตร์ไทยผลงานของรัตน์ เปสตันยี ซึ่งเล่าเรื่องเหตุการณ์หนึ่งวันหนึ่งคืนในโรงแรมสวรรค์ โรงแรมเล็ก ๆ ในชนบทแห่งหนึ่งถ่ายทำทั้งเรื่องด้วยการสร้างฉากเกือบจะฉากเดียวในโรงถ่ายภาพยนตร์ เป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย","","https://youtu.be/DhmDwTffuQY?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [21,"ครั้งที่ 1","ลุงบุญมีระลึกชาติ","2553.0","อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ","","อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ","","","ภาพยนตร์","","รางวัล ปาล์มทองคำ","ภาพยนตร์ไทยที่ได้รับรางวัลปาล์มทองคำ หรือรางวัลชนะเลิศจากเทศกาลภาพยนตร์เมือง\nคานส์ ครั้งที่ 63 เป็นการประกาศชัยชนะทางปัญญาของชาติ ด้วยสติปัญญาของการสร้าง\nสรรค์งานภาพยนตร์ ซึ่งร้อยปีอาจมีสักคน","",""],
    [22,"ครั้งที่ 1","ลูกอีสาน","2525.0","วิจิตร คุณาวุฒิ","","","คำพูน บุญทวี ","","ภาพยนตร์","","ลูกอีสาน","ภาพยนตร์โดยวิจิตร คุณาวุฒิ สร้างจากนิยายเรื่องลูกอีสานของคำพูน บุญทวี เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตประจำวันในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ของคนอีสาน เรื่องเล่าจากความ\nทรงจำซึ่งเป็นหนังที่ดีที่สุดของวิจิตร คุณาวุฒิ และของไทยเรื่องหนึ่ง","",""],
    [23,"ครั้งที่ 1","สุดสาคร","2522.0","ปยุต เงากระจ่าง","","","","","แอนิเมชัน ","","การ์ตูน  สุดสาคร ","ภาพยนตร์แอนิเมชันหรือการ์ตูนวาดด้วยมือขนาดยาวเรื่องแรกของไทยผลงานของปยุต เงากระจ่าง จิตรกรผู้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนไทยสำเร็จเป็นคนแรก สุดสาครเป็นภาพยนตร์\nเกียรติยศของชาติ เพราะทำให้ชาติไทยปรากฏอยู่ในโลกของหนังการ์ตูนเรื่องยาวแต่เบื้องหลัง การสร้างคือความทุกข์ทรมาน ป่วยเจ็บ และขมขื่น","",""],
    [24,"ครั้งที่ 1","อนุทินวีรชน 14 ตุลา","2517.0","ชิน คล้ายปาน","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","ประวัติศาสตร์ 14 ตุลาคม ","เป็นบันทึกภาพประวัติศาสตร์สำคัญของชาติไทย ซึ่งเขียนด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ โดยอาจารย์ชิน คล้ายปาน อาจารย์คณะวารสารศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเพื่อนช่างภาพสื่อมวลชนอีกบางคนภาพยนตร์นี้เป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตชีวาที่สุดชิ้นหนึ่งของชาติ","","https://youtu.be/msd3LoR8KUE?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [25,"ครั้งที่ 1","! อัศเจรีย์","2519.0","สุรพงษ์ พินิจค้า ","","","","","ภาพยนตร์สั้น ","","ความเท่าเทียม เด็ก ยากจน  ","ภาพยนตร์สั้นเล่าเรื่องอย่างกวีนิพนธ์เรียกร้องหาความเท่าเทียมกันแทนเด็กๆ ที่ขาดแคลนยากไร้ผลงานของ สุรพงษ์ พินิจค้า ส่งประกวดงานประกวดภาพยนตร์สารคดีของธนาคาร กรุงเทพ ในปี 2520 ล้ำหน้าขนบธรรมเนียมหนังสารคดีไทย จนกรรมการไม่กล้าให้รางวัล\nชนะเลิศแต่ก็ไม่กล้าไม่ให้รางวัลอะไรเลยจึงได้รางวัลพิเศษ เป็นหนังสารคดีที่สร้างสรรค์เรื่องหนึ่งของชาติ","","https://youtu.be/IaEDNWvsbsE?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [26,"ครั้งที่ 2","โชคสองชั้น ","2470.0","กรุงเทพภาพยนตร์บริษัท ","","","","","ภาพยนตร์ ","ขาวดำ","หนังไทย เรื่องแรก ","\"โชคสองชั้น\"เป็นหนังไทยแท้เรื่องแรกสร้างโดย กรุงเทพ ฯ ภาพยนตร์บริษัท ซึ่งต่อมาคือ บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุง แห่งพี่น้องตระกูล วสุวัต ผู้บุกเบิกกิจการสร้าง ภาพยนตร์ไทยซึ่งหอภาพยนตร์แห่งชาติ ค้นพบเศษฟิล์มเนกาติฟของภาพยนตร์ เรื่องนี้ เมื่อปี 2538 หรือ เมื่อ 68 ปีต่อมา และสามารถช่วยชีวิตไว้ได้เพียง 82 ฟุต ซึ่งกินเวลาฉายเพียงประมาณ 1 นาทีเศษ จึงเป็น ตัวอย่างอันหาได้ยากสุดแสนของ ภาพยนตร์ไทยยุคภาพยนตร์เงียบ","","https://youtu.be/MllxNllgnBY?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [27,"ครั้งที่ 2","ชีวิตก่อน 2475","2475.0","พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร","","","","","หนังบ้าน","","รังสิต รัชกาลที่ 7  ก่อน 2475","หนังบ้านถ่ายทำโดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ทรงเป็นนักถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่นสำคัญพระองค์หนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 7 ในจำนวนนี้ มีฟิล์มภาพยนตร์ ซึ่งหม่อมเจ้าปิยะรังสิต พระโอรสของพระองค์ทรงตัดต่อประมวลจากฟิล์มภาพยนตร์ ที่เสด็จพ่อของท่าน ทรงถ่ายบันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ประจำวันและ เทศกาลต่าง ๆ ของชีวิตในวัง และที่พิเศษคือ การบันทึกภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดลและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งทรงพระเยาว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือภาพบันทึกวินาทีประวัติศาสตร์เมื่อยุวกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ เข้าเฝ้าเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว","",""],
    [28,"ครั้งที่ 2","แห่รัฐธรรมนูญ","2476.0","พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน","","","","","หนังบ้าน","","บ้านดอกไม้ รัชกาลที่ 7  ","หนังบ้าน : พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงเป็นนักถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่นที่สำคัญที่สุดพระองค์หนึ่งในสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 7 ผลงานภาพยนตร์\nส่วนพระองค์ ซึ่งทรงใช้ชื่อเรียกว่า “บ้านดอกไม้ฟิล์ม”ความสำคัญของภาพยนตร์นี้ ซึ่งกล่าวได้\nว่าเป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวพันกับกรณีเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เพียงม้วนเดียวที่พบใน\nปัจจุบัน","",""],
    [29,"ครั้งที่ 2","พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัตพระนคร พ.ศ. 2481","2481.0","บริษัท ไทยฟิล์ม จำกัด","","","","","ภาพยนตร์ข่าว","","ไทยฟิล์ม ยุวกษัตริย์ รัชกาลที่ 8 นิวัติพระนคร 2476","อำนวยการสร้างโดย บริษัท ไทยฟิล์ม จำกัด ภาพยนตร์ม้วนนี้เป็นตัวอย่างอันหาได้ยาก ของ\nภาพยนตร์ข่าวที่สร้างโดยบริษัทภาพยนตร์สำหรับฉายตามโรงภาพยนตร์ ภาพยนตร์นี้ ได้บันทึก\nภาพเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์ของชาติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ยุวกษัตริย์\nพระชนมายุเพียง 13 พรรษา พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช\nสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา และสมเด็จพระราชชนนี ศรีสังวาลย์ เสด็จนิวัต\nพระนครหรือสยาม เป็นการชั่วคราวนับเป็นครั้งแรกที่แผ่นดินสยามมีกษัตริย์ประทับอยู่ใน\nประเทศ หลังจากว่างเว้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476","","https://youtu.be/VJeQt1Hdo7c?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [30,"ครั้งที่ 2","การสวนสนามของกองกำลังเสรีไทย","2487.0","ช่างถ่ายภาพยนตร์ของฝ่ายสัมพันธมิตร ","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","สัมพันธมิตร เสรีไทย ปรีดี พนมยงค์ ","เป็นภาพยนตร์ซึ่งถ่ายทำโดยช่างถ่ายภาพยนตร์ของฝ่ายสัมพันธมิตร บันทึกเหตุการณ์การสวน\nสนามของกองกำลังเสรีไทย ที่นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะหัวหน้าเสรีไทยในประเทศ\nไทย ซึ่งจัดรวมพลพรรคเสรีไทยทั่วประเทศ ประมาณแปดพันคน กระทำพิธีสวนสนามพร้อม\nอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายสัมพันธมิตร บนถนนราชดำเนินกลางใจ\nกลางพระนคร ในวันที่ 25 กันยายน 2487 นับเป็นการประกาศต่อโลกว่าประเทศไทยยังมี\nเอกราชเหนือแผ่นดินตนเองโดยสมบูรณ์ยังมีเกียรติศักดิ์ศรี มิได้ถูกยึดครองและถูกปลดอาวุธ\nอย่างผู้แพ้ ให้ถือว่าการประกาศสงครามของรัฐบาลไทยต่อสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นโมฆะ","",""],
    [31,"ครั้งที่ 2","ทิ้งระเบิดกรุงเทพในสงครามโลกครั้งที่ 2","2487.0","ช่างภาพสนามของกองทัพสัมพันธมิตร","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","เครื่องบิน ทิ้งระเบิด กรุงเทพ สงครามโลกครั้งที่ 2 ","ภาพยนตร์ม้วนนี้ บันทึกจากเครื่องบิน บี 29 ลำหนึ่งในฝูงบินที่ได้รับมอบภารกิจ บินมา ทิ้งระเบิดถล่มกรุงเทพ ในเวลากลางวัน ซึ่งคาดว่าคือปฏิบัติการของวันที่ 14 ธันวาคม 2487 ฝูงบินขึ้นบินจากสนามบิน ที่กัลกัตตาหลังจากที่ประเทศไทยประกาศ สงครามกับสหรัฐและอังกฤษ เมื่อ 25 มกราคม 2486 กองบินสัมพันธมิตรก็แห่มาทิ้งระเบิดกรุงเทพฯ ทำให้คนไทย โดยเฉพาะชาวเมืองหลวงได้สัมผัสอิทธิฤทธิ์ของสงครามโลกเป็นครั้งแรก ภาพยนตร์การทิ้งระเบิดกรุงเทพฯ นี้มีความสำคัญในฐานะเป็นหลักฐานที่จะเตือนให้คนไทย ในรุ่นต่อ ๆ ไปประจักษ์ถึงความน่าสะพึงกลัวความน่าสลดใจของการทำลายล้าง อย่างมหันต์ของมนุษย์ด้วยกัน","",""],
    [32,"ครั้งที่ 2","เหตุมหัศจรรย์","2498.0","ปยุต เงากระจ่าง","","","","","แอนิเมชัน ","","การ์ตูน เรื่องแรก ","ภาพยนตร์การ์ตูนไทยเรื่องแรก โดย ปยุต เงากระจ่าง ภาพยนตร์เรื่อง “เหตุมหัศจรรย์” เป็น\nหนังการ์ตูนหรือแอนนิเมชั่นเรื่องแรก ของประเทศไทย ที่ทำสำเร็จโดย ปยุต เงากระจ่าง\nและออกฉายสู่สาธารณะ เฉพาะกิจครั้งแรก ที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย เมื่อ\n5 กรกฎาคม 2498 ใช้วิธีพากย์และทำเสียงประกอบสดขณะฉายในโรง จึงเป็นบันทึกการ\nสานฝันและ ความฝันของจินตนาการไทย เป็นความทรงจำแห่งยุคสมัยเป็นจิตวิญญานแห่ง\nแรงบันดาลใจ ฉันทะและวิริยะในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของชาติ","","https://youtu.be/GhbpyfesrhQ?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [33,"ครั้งที่ 2","สวรรค์มืด","2501.0","คันจราภาพยนตร์","","รัตน์ เปสตันยี ","","สุเทพ วงศ์กำแหง สืบเนื่อง กันภัย ","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35mm./สี/เสียง","หนังรัก หนังเพลง เสียงในฟิล์ม "," “สวรรค์มืด” เป็นตัวอย่างหนึ่งในน้อยเรื่อง ของภาพยนตร์ไทย ที่ผู้สร้างต้องการถ่ายทำ ในระบบมาตรฐานอุตสาหกรรม คือ 35 มม. เสียงในฟิล์มโดยบันทึกเสียงจริงขณะถ่ายทำ ในยุคที่ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยส่วนใหญ่ถ่ายทำระบบ 16 มิลลิเมตร พากย์สดในโรง เป็นหนังรักหวานชื่นและขมขื่นที่เรียบง่าย ที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยเป็นภาพยนตร์รักและอุดมคติ ความรัก ระหว่างหนุ่มพนักงานเก็บขยะเทศบาลกรุงเทพฯ กับ สาวคนจรข้างถนน","","https://youtu.be/upr49vrlOiU?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [34,"ครั้งที่ 2","แม่นาคพระโขนง","2502.0","เสน่ห์ศิลปะภาพยนตร์ ","","เสน่ห์ โกมารชุน","","ปรียา รุ่งเรือง ","ภาพยนตร์","","แม่นาค ปรียา ","“แม่นาคพระโขนง” ฉบับที่สร้างโดย เสน่ห์ โกมารชุน และแสดงเป็นแม่นาคโดย ปรียา รุ่งเรืองซึ่งออกฉายเมื่อปี 2502 และได้รับการต้อนรับจากผู้ชมเป็นประวัติการณ์ ทำรายได้สูงถึงล้านบาท นับได้ว่าเป็นแม่นาคภาพยนตร์ฉบับที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุด เป็นบันทึกความทรงจำแห่งอารมณ์ ความรู้สึก รสนิยมความบันเทิงด้านภาพยนตร์ อิทธิพลความ เชื่อ ของสังคมไทยในยุคกึ่งพุทธกาลถ่ายทอดผ่านสื่อภาพยนตร์ ด้วยขนบ การแสดงอย่างนาฏลิเก และเทคนิคการถ่ายทำอย่างหนังบ้านจนตัวภาพยนตร์ ฉบับนี้กลายเป็นตำนานไปเสียเอง","",""],
    [35,"ครั้งที่ 2","การชกมวยชิงแชมเปี้ยนโลกระหว่าง โผน กิ่งเพชร-ปาสคาล เปเรส พ.ศ. 2503 เวทีมวยลุมพินี กรุงเทพฯ","2503.0","สำนักงานสรรพสิริ","","สรรพสิริ วิริยศิริ","","","บันทึกเหตุการณ์","","โผน กิ่งเพชร ชิงแชมป์ ลุมพินี ","การชกชิงตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกมวยสากลรุ่นฟลายเวธ ระหว่างโผน กิ่งเพชร กับ ปาสกาล เปเรซ เจ้าของแชมเปี้ยน ชาวอาเจนตินาเมื่อ วันที่ 16 เมษายน 2503 ที่เวทีลุมพินี กรุงเทพฯ ซึ่งการชกในวันนั้น ไม่มีการถ่ายทอดสด\nทาง วิทยุหรือโทรทัศน์ แต่มีการถ่ายภาพยนตร์บันทึกการชกไว้ตลอด ด้วยฟิล์ม-ขนาด 16 มิลลิเมตร ขาว-ดำ โดยสำนักงานสรรพสิริ ผลการชกปรากฏ โผนเป็นฝ่ายชนะคะแนน กลายเป็นนักชกแชมเปี้ยนโลกคนแรกของไทย ภาพยนตร์ เรื่องนี้จึงเป็นการบันทึกความทรงจำ ครั้งหนึ่งของชาติ","","https://youtu.be/VOEo2CKPY_k?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [36,"ครั้งที่ 2","มือโจร","2504.0","แหลมทองภาพยนตร์","","วิจิตร คุณาวุฒิ","","","ภาพยนตร์","ฟิล์ม16 mm.","วิจิตร คุณาวุฒิ เศรษฐีตุ๊กตาทอง ","ในบรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ไทย ในยุค ที่เรียกว่า16 มม.วิจิตร คุณาวุฒิ นับว่า เป็นผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ที่ ประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยเฉพาะ ในด้านความตั้งใจที่จะสร้างผลงานที่มี คุณภาพและคุณค่าทางศิลปะ \n“มือโจร” เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ “คุณาวุฒิ” ลงทุนสร้างด้วยตนเองและภาพยนตร์ เรื่องนี้\nยังได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในการประกวดตุ๊กตาทองเมื่อปี 2504 ถือเป็นรางวัลแรก\nของ  วิจิตร คุณาวุฒิ  ที่ภายหลังสามารถคว้ารางวัลนี้ได้อีกมากมายจนได้รับฉายาว่า \"เศรษฐีตุ๊กตาทอง\"","",""],
    [37,"ครั้งที่ 2","เรือนแพ","2504.0","อัศวินภาพยนตร์ ","","พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ ยุคล","","","ภาพยนตร์ ","","เสด็จพระองค์ชายใหญ่ ดาราฮ่องกง ดาราไทย ","ผลงานภาพยนตร์ของบริษัท อัศวินภาพยนตร์ ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ ยุคล หรือ “เสด็จพระองค์ชายใหญ่” เจ้านายนักสร้างภาพยนตร์ ซึ่งทรงมีบทบาทและผลงานสร้างภาพยนตร์มาตั้งแต่ยุคก่อนสงครามโลก สำหรับ\"เรือนแพ\"เป็นโครงการสร้างภาพยนตร์ที่นำดาราภาพยนตร์ฮ่องกง มาร่วมแสดงกับดาราภาพยนตร์ไทย เพื่อให้ภาพยนตร์ไทยมีช่องทางจำหน่ายออกต่างประเทศเรือนแพในหนังเรื่องนี้ทำหน้าที่เป็นรังที่พักพิงของชายหนุ่ม 3 ชีวิต ซึ่งมีความฝันและเป้าหมายในอนาคตไปคนละทางทั้งนักมวย นักเรียนกฎหมาย และนักร้อง ทั้งสามต่างหวังปองรักหญิงสาวคนเดียวกันนี่จึงเป็นเวทีของการชิงรัก การเสียสละ การเสียใจ และการสูญเสียทุกสิ่งในที่สุด","",""],
    [38,"ครั้งที่ 2","บันทึกรักของพิมพ์ฉวี","2505.0","จินดาวรรณภาพยนตร์","","","","","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 16 mm.","มิตร เพชรา เรื่องแรก ","ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกของ เพชรา เชาวราษฎร์ และเป็น เรื่องแรก ที่แสดงนำคู่กับ มิตร ชัยบัญชา ก่อนที่ทั้งคู่จะกลายเป็นดาราคู่ขวัญของวงการภาพยนตร์ไทย ในช่วงเวลาสิบปีเต็มต่อจากนั้น\nเพชรารับบทเป็นพิมพ์ฉวี สาวผู้ยึดมั่นในรักแล้วมีอันต้องใจแตกสลาย เมื่อรู้ว่านายอาทรคนรักที่เธอเฝ้าอุตส่าห์ส่งเสียให้ได้ร่ำเรียน ถึงเมืองนอกกลับหักหลังเธอด้วยการ ไปหมั้นหมายกับเต็มดวงลูกเศรษฐี ก่อนที่ อาทรจะสำนึกผิดในสิ่งเลวที่เขาทำลงไปจึงขอกลับมาคืนดีกับพิมพ์ฉวี และอยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข โครงเรื่องเหมือนเทพนิยาย แต่นี่คือตัวอย่าง\nของหนังไทย ซึ่งเจตจำนง ของเจ้าของหรือผู้สร้าง คือการทำสินค้าขาย ความบันเทิง","",""],
    [39,"ครั้งที่ 2","เงิน เงิน เงิน","2508.0","ละโว้ภาพยนตร์ ","","พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์\nเจ้าอนุสรมงคลการ","","","ภาพยนตร์ ","","เสด็จพระองค์ชายเล็ก มิตร เพชรา หนังเพลง ","อำนวยการสร้างโดย ละโว้ภาพยนตร์ ภาพยนตร์ที่สร้างโดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ หรือ “เสด็จพระองค์ชายเล็ก” ของวงการหนังไทย ในยุคนั้น นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชาและ เพชรา เชาวราษฏร์ คู่พระนางยอดนิยมสูงสุด ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย และผู้แสดง ประกอบเกือบทั้งวงการภาพยนตร์ไทย ใน ขณะนั้นด้วยการ\nรวมเหล่าดารานักแสดงไว้มากมาย ถึง 60 กว่าคนใช้คำโฆษณาว่า \"เพลงพราว ดาวพรูดูเพลิน\" และยังมี 14 เพลงไพเราะจาก 15 ยอดนักเพลง เป็นตัวอย่างของภาพยนตร์ที่สามารถเป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทยในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ชัดเจน ทำหน้าที่ปลอบประโลมใจคนยากคนจนให้มีความหวังที่จะฝันว่าจะมีพระเอกในฝัน หนุ่มหล่อ\nลูกมหาเศรษฐีมาช่วย มาหลงรัก และครองรักกับเราอย่างชื่นมื่นสุขใจ","","https://youtu.be/oIyMIRt4cPg?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [40,"ครั้งที่ 2","เสน่ห์บางกอก","2509.0","แหลมทองภาพยนตร์ ","","วิจิตร คุณาวุฒิ","อาจินต์ ปัญจพรรค์","","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 16 mm./พากย์ ","ลูกทุ่ง บ้านศาลาเกวียน บางกอก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ","ภาพยนตร์ในระบบ 16 มม. แบบพากย์สด จากบทประพันธ์ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ เล่าเรื่องของ แพร หนุ่มลูกทุ่ง บ้านศาลาเกวียนซึ่งหลงใหลใฝ่ฝันจะไปหา ความเจริญของเมืองบางกอก ถึงขนาดยอม หนีการบวชทดแทนพระคุณพ่อแม่\nและหนี การที่จะต้องแต่งงานกับ สไบ สาวลูกบ้านนาที่พ่อแม่เลือกไว้ให้เป็นภาพยนตร์ที่งดงามและซื่อตรง เป็นเอกสารบันทึกค่านิยมของ หนุ่มสาวบ้านนอกที่ใฝ่ฝันจะเข้าไปแสวงโชคหรือชุบตัวในเมืองกรุงซึ่งเกิดขึ้นเป็นกระแส สังคมไทย ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2","",""],
    [41,"ครั้งที่ 2","พยาธิตัวจี๊ด GNATHOSTOMA SPINIGERUM AND GNATHOSTOMIASIS IN THAILAND","2510.0","Faculty of Tropical MedicineUniversity of Medical Sciences","","","","","ภาพยนตร์ ","","การแพทย์ ปรสิตวิทยา พยาธิตัวจี๊ด ","ภาพยนตร์นี้เป็นบันทึกผลงานเกียรติประวัติสำคัญ ของวงการแพทย์ไทยและเป็นเกียรติภูมิของชาติเป็นเอกสาร วิชาการอันมีชีวิตชีวา และเหนืออื่นใดภาพยนตร์นี้อาจจะเป็นแรงดลใจให้อนุชนที่มีโอกาสสัมผัส เกิดพลังที่จะ มุ่งมั่นเรียนรู้ศึกษาคนไทยน้อยคนจะรู้ว่า ผู้ที่ค้นพบวงจรของพยาธิตัวจิ๊ด เป็นรายแรกของโลกคือนายแพทย์สวัสดิ์ แดงสว่าง (2447-2534) ซึ่งท่านได้ทำวิจัยร่วมกับ นายแพทย์เฉลิม พรหมมาศ(หลวงเฉลิมคัมภีร์เวชช์)และค้นพบเมื่อปี\nพ.ศ. 2480 นายแพทย์สวัสดิ์ยังเป็นผู้ตั้งชื่อว่า พยาธิตัวจี๊ดการค้นพบนี้ทำให้ท่าน และประเทศสยามมีชื่อเสียงไปทั่วโลกเพราะช่วยให้โลกสามารถหาทางป้องกันการติดต่อของโรคนี้ได้นายแพทย์สวัสดิ์ แดงสว่าง นับเป็น ปรมาจารย์ผู้สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่แก่วงวิชาการปรสิตวิทยาและวงการแพทย์ไทย","",""],
    [42,"ครั้งที่ 2","ยิงเป้านักโทษค้ายาเสพติด","2510.0","คณะรัฐมนตรีสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","ยิงเป้า ประหารชีวิต นักโทษ ยาเสพติด ช่อง 4 ","เมื่อปี 2510 คณะรัฐมนตรี สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายก รัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจคณะปฎิวัติให้ศาลทหารตัดสินประหารชีวิตผู้ต้องหาค้ายา เสพติด เฮโรอีน เป็นชายไทยเชื้อสายจีนสองคน โดยช่างถ่ายภาพยนตร์ข่าวของ สถานีไทยโทรทัศน์ ช่อง 4 ได้เข้าไปถ่าย ทำพิธีการประหารชีวิตอย่างละเอียด เพื่อ เสนอเป็นรายงานข่าวในค่ำวันนั้นเป็นเจตนาของทางการที่ต้องการแสดง ตัวอย่างให้นักค้ายาเสพติดเกรงกลัวอาญา บ้านเมืองภาพยนตร์นี้อาจไม่เหมาะที่จะ ฉายเผยแพร่สู่สาธารณะโดยเฉพาะใน สมัยที่รัฐธรรมนูญของไทยรับรองสิทธิ มนุษยชนและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์แต่เป็นภาพยนตร์ที่มีค่าในฐานะเอกสาร บันทึกกระบวนการประหารชีวิตของไทย ในยุคสมัยนั้น","",""],
    [43,"ครั้งที่ 2","อินทรีทอง","2513.0","สมนึกภาพยนตร์","","","","","ภาพยนตร์ไทย ","","มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต  ","ภาพยนตร์ไทยที่ก่อให้เกิดข่าวครึกโครม ตกใจ แก่คนไทยทั้งประเทศในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2513 เมื่อ มิตร ชัยบัญชาผู้กำกับ และผู้แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบเหตุ เสียชีวิต ตกจากการโหนบันได ที่โรยจาก เฮลิคอปเตอร์ ขณะกำลังถ่ายทำฉากจบของภาพยนตร์และเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย จึงก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์แก่แฟนภาพยนตร์ขณะนั้นภาพยนตร์อินทรีทองจึงกลายเป็นหนังประวัติศาสตร์หนังสยองขวัญ หนังโศกนาฏกรรมและ หนังแห่งความทรงจำร่วมของคนไทยและสังคมไทยในยุคสมัยปี 2513","",""],
    [44,"ครั้งที่ 2","ดาไลลามะในสวนโมกข์","2515.0","สวนโมกขพลาราม ไชยา สุราษฎร์ธานี ","","","","","หนังบ้าน","","พุทธทาสภิกขุ ดาไล ลามะ สวนโมกขพลาราม ไชยา ","หนังบ้านของสวนโมกขพลาราม เป็นภาพยนตร์ตัวอย่างที่เรียกว่า หนังบ้าน หรือให้ถูกชัดขึ้นก็ต้องว่าหนังวัดของวัดธารน้ำไหลสวนโมกขพลาราม ไชยา สุราษฎร์ธานี ซึ่งทางวัดได้มอบแก่หอภาพยนตร์แห่งชาติเป็นภาพบันทึกเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. 2515เมื่อองค์ดาไลลามะ ผู้นำทางด้านจิตวิญญาณสูงสุดของชาวทิเบตเดินทางมาเยี่ยมท่านพุทธทาสภิกขุ ณ สวนโมกขพลาราม ภาพยนตร์บันทึกภาพเหตุการณ์ตามลำดับอย่างเป็นธรรมชาติไม่มีการจัดแสดงตั้งแต่ท่านดาไลลามะเดินทางมาถึงสวนโมกข์จนกระทั่งท่านพุทธทาสและชาวบ้าน ข้าราชการพากันไปส่งเพื่อเดินทางกลับที่สถานีรถไฟไชยา","",""],
    [45,"ครั้งที่ 2","หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์","2517.0","บริษัทไชโยภาพยนตร์, สึบุรายะโปรดักชั่น ","","","","","ภาพยนตร์ ","","หนุมาน ยอดมนุษย์ อุลตร้าแมน","เด็กไทย โดยเฉพาะเด็กชายในยุค 2510 - 2520 ไม่ว่าอยู่ที่ใดในเมืองไทยไม่รอดพ้นจากอำนาจมนต์สนุกของภาพยนตร์ชุดทางทีวีจากญี่ปุ่น คือ ชุดยอดมนุษย์ อุลตร้าแมนยอดมนุษย์ที่คอยพิทักษ์โลก โดยการปราบเหล่าร้าย สัตว์ประหลาดสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ อุลตร้าแมน จากญี่ปุ่น มามีสายสัมพันธ์ทางใจกับหนุมานสมุนเอกของพระรามสร้างโดยสมโภธิ แสงเดือนฉาย ซึ่งเคยไปศึกษาวิชาทำหนัง\nในโรงถ่ายโตโฮจนเกิดเป็นปัญหาการฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์ข้ามชาติกับทายาทของผู้สร้างยอดมนุษย์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงมีค่าเป็นเครื่องมือ ในการสัมผัสอารมณ์ของเด็กไทยที่กำลังเติบโตอยู่ในช่วงทศวรรษของปี พ.ศ. 2510 เป็นบันทึกความทรงจำที่มิอาจเล่าด้วยสื่ออื่นใดได้นอกจากได้ดูบนจอภาพยนตร์","",""],
    [46,"ครั้งที่ 2","ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น","2520.0","พร้อมมิตรภาพยนตร์, ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น","","มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล","","","ภาพยนตร์ ","","สะท้อนสังคม คลื่นลูกใหม่ ท่านมุ้ย","หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาได้เกิดกระแส หนังไทยที่มีเนื้อหาสาระสะท้อนหรือตีแผ่ หรือเปิดโปงปัญหาสังคมอย่างที่ไม่เคยมีปรากฎมาก่อน “ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น” เป็นหนังของมจ.ชาตรีเฉลิม ยุคลหรือ ท่านมุ้ย ซึ่ง มีบทบาทเป็นหัวหอกคนหนึ่ง ในการนำกระแสหนังไทยก้าวหน้า หรือคลื่นลูกใหม่ในขณะนั้น เล่าเรื่องของคน ตัวเล็ก ๆ ในสังคมซึ่งมีปัญหาเล็ก ๆ แต่ ปัญหานั้นสะท้อนถึงปัญหาใหญ่ของทั้ง สังคม หนังนี้ยังสื่อสารถึงจิตวิญญาณ ของคนอีสานที่กระจายระหกระเหินจาก บ้านเกิด ไปหากินต่างถิ่นให้เห็นถึงความคิดถึงบ้าน และความเห็นอกเห็นใจกัน","",""],
    [47,"ครั้งที่ 2","ครูบ้านนอก","2521.0","ดวงกมลมหรสพภาพยนตร์","","สุรสีห์ ผาธรรม","คำหมาน คนไท","","ภาพยนตร์ ","","คนอีสาน จิตวิญญาณของครู","อำนวยการสร้างโดย ดวงกมลมหรสพภาพยนตร์ซึ่งสร้างจากนิยายชื่อเรื่องเดียวกัน โดยคำหมาน คนไค นักวิชาการด้านการศึกษาและคนอีสานเป็นภาพยนตร์ที่สร้างโดยคนอีสานและทีมงานคนอีสาน คือ กมล กุลตังวัฒนา อดีตนักพากย์หนังกำกับโดย สุรสีห์ ผาธรรม นักพากย์หนัง สายอีสานเช่นกัน เมื่อภาพยนตร์ออกฉาย ในปี 2521หลังจากเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งทำให้บ้านเมืองกลับไปสู่การปกครองแบบเผด็จการอีกครั้งประเด็นเด่น ของหนัง เริ่มต้นคือการยกครู หรือกล่าวถึงครู จิตวิญญาณของครู อุดมการณ์ของครูผู้ท้าทาย อำนาจ อันมิชอบธรรม และปรากฏว่าภาพยนตร์ ได้รับการต้อนรับจากผู้ชมอย่างมากเป็นประวัติการณ์จนเกิดกระแสภาพยนตร์อีสานและวงการภาพยนตร์อีสานขึ้นเป็นครั้งแรกใน\nประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย","",""],
    [48,"ครั้งที่ 2","เมืองในหมอก","2521.0","มูฟวิ่งพิกเจอร์ ","","เพิ่มพล เชยอรุณ","","","ภาพยนตร์ ","","ดัดแปลง บทละคร อัลแบร์ กามูส์","“เมืองในหมอก” ของ เพิ่มพล เชยอรุณ เป็นการดัดแปลงบทละครเรื่อง “ความเข้าใจผิด” ของ อัลแบร์ กามูส์ มาเป็นภาพยนตร์ไทย เพียงแต่ว่า แทนที่เพิ่มพลจะดัดแปลงเรื่องให้เกิดใประเทศไทยเขากลับทำฉากให้ดูเหมือนว่าเป็นเมืองกันดารแปร่ง ๆ ที่ใดที่หนึ่งในโลก ซึ่งดูเหมือนไม่ใช่ประเทศไทยเมื่อหนังออกฉายในปี 2521ไม่ได้รับการต้อนรับจากแฟนภาพยนตร์นัก ผู้กำกับหนังให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า เขาใช้หัวหรือสมองและตั้งใจทำหนังเรื่องนี้มาก แต่คนดูไม่ยอมรับความสำคัญของเมืองในหมอกก็คือความที่มันมลังมเลือง และน่าค้นหาว่าสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดรสนิยมของคนดูและคนสร้างศิลปะได้หรือไม่","",""],
    [49,"ครั้งที่ 2","คนจร","2542.0","ยูม่า ฟิล์ม","","อรรถพร ไทยหิรัญ","","","ภาพยนตร์นอกกระแส","","คนจร คนชายขอบ หนังอิสระ ","“คนจร ฯลฯ” ของ อรรถพร ไทยหิรัญ เป็นภาพยนตร์ไทยที่ พิเศษแปลก ประหลาดเป็นหนังที่นักดูหนังไม่ว่าที่ใดในโลก จะต้องรู้สึกว่าหนังนี้คนทำไม่ธรรมดาเพราะหนังได้รับการปรุงแต่งให้มองผ่านด้วยทัศนะของคติ การตีความและตีค่าเหตุการณ์ตัวละครหรือ ปรากฏการณ์ต่าง ๆโดยความเป็นตัวตนของผู้สร้างเองน่าเสียดายที่อรรถพร ไทยหิรัญ เกิดมาแล้วสามารถสร้างสรรค์งานภาพยนตร์ของเขาเองจริง ๆ ได้เพียงเรื่องเดียวนี้แต่คิดอีกทีหนึ่ง นี่ก็นับว่าเพียงพอแล้ว ที่จะเป็นเอกภาพยนตร์สำคัญเรื่องหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย","",""],
    [50,"ครั้งที่ 2","สวรรค์บ้านนา","2552.0","เอ็กซ์ตร้า เวอร์จิ้น ","","อุรุพงษ์ รัษาสัตย์","","","สารคดี","","วิถีชีวิต ชาวนา หนี้สิน","สำหรับภาพยนตร์ “สวรรค์บ้านนา” เป็นภาพยนตร์สารคดีดำเนินเรื่อง ขนาดยาวเรื่องแรกของอุรุพงษ์ รัษาสัตย์เขาเล่าเรื่องสวรรค์ของชาวนา เพื่อบอกว่าสวรรค์บ้านนามีอยู่จริง หรือว่าสวรรค์หาย กลายเป็นนรกภาพยนตร์ของเขาแสดงให้เห็นการซึมซับวิถีชีวิต ของชาวนา ทั้งลึกลงไปภายในหัวจิตหัวใจทั้งท่าทีอากัปกริยาอาการที่เป็นอยู่เทศะหรือธรรมชาติแวดล้อม กาละหรือวันเวลาฤดูกาลที่ผันเวียนเล่าเรื่องเก่าที่ใครก็เล่ากันและดูเหมือนไม่มีวันจบ คือเรื่องชาวนา ผู้ไม่มีที่นาของตนเองกลายเป็น กรรมกรนารับจ้างทำนาของคนอื่น ที่อาจไม่ใช่ชาวนา เรื่องของหนี้สิน นอกระบบ ที่รัดรึงชาวนาดุจโซ่ตรวนหรือเชือกผูกคอและเรื่องเล่าเก่า ที่ชาวนาสิ้นหนทางอื่น นอกจาก ถูกเครื่องจักรกลดูดเข้าสู่มหานครหลวงเป็นภาพยนตร์สารคดีที่มิได้พูดแทนแต่พูดโดยจิตวิญญาณของชาวนาใน พ.ศ. นี้ หรือยุคสมัยของเรา","",""],
    [51,"ครั้งที่ 3","VISIT OF THE PRINCE OF SIAM (1901) หรือ การมาเยือนของมกุฎราชกุมารแห่งสยาม","2444.0","สมาคมศิษย์เก่าวชิราวุธ ","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 โรงเรียนวชิราวุธ 100 ปี ","เมื่อปี พ.ศ. 2556 สมาคมศิษย์เก่าวชิราวุธ ได้สืบค้นหาภาพยนตร์บันทึกเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ในต่างประเทศ และพบว่ามีภาพยนตร์บันทึกภาพพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ในสมัยที่ยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ประทับศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษ จึงได้ติดต่อจัดซื้อสำเนาภาพดิจิทัลจากภาพยนตร์นี้เข้ามาประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ในโอกาสจัดงานฉลองโรงเรียนวชิราวุธ 100 ปี และได้กรุณาบริจาคภาพยนตร์ดิจิทัลนี้แก่หอภาพยนตร์ด้วย ซึ่งมีค่าในฐานะตัวอย่างอันหาได้ยากยิ่งของภาพยนตร์ที่บันทึกภาพพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เท่าที่มีเหลืออยู่ในโลก","",""],
    [52,"ครั้งที่ 3","ช้าง (Chang: A Drama of the Wilderness)","2470.0","บริษัทพาราเมาท์ ","","","","","ภาพยนตร์","","วิถีชีวิต ชาวสยาม สัตว์ป่า","พ.ศ. 2469 คณะถ่ายหนังจากฮอลลีวู้ด ในนามบริษัทพาราเมาท์ ได้เดินทางมาถ่ายทำภาพยนตร์“ช้าง” หรือ Chang: A Drama of the Wilderness ในสยาม เพื่อแสดงวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองสยามในบ้านป่า ซึ่งต้องผจญกับสัตว์ป่าต่าง ๆ เพื่อเอามาฝึกจนเชื่อง ให้ทำงานรับใช้คน  เมื่อออกฉายทั่วโลกในปี พ.ศ. 2470 ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง และได้เข้ามาฉายในสยามในปีถัดมาก็ประสบความสำเร็จมากเช่นกัน นับเป็นหนังที่บันทึกภาพชีวิตของชาวสยามในแบบของภาพยนตร์บันเทิง และภาพนั้นแผ่ไปสร้างความบันเทิงให้คนทั่วโลก","",""],
    [53,"ครั้งที่ 3","แหวนวิเศษ","2472.0","พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว","","","","","ภาพยนตร์ส่วนพระองค์","","หนังเงียบ ฝีพระหัตถ์ พระปกเกล้า รัชกาลที่ 7 ","แหวนวิเศษ เป็นภาพยนตร์ชนิดเดินเรื่อง ฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ที่หลงเหลืออยู่อย่างครบสมบูรณ์เพียงเรื่องเดียว และเป็นภาพยนตร์ตามขนบหนังเงียบ คือมีอินเตอร์ไตเติ้ลคั่นบอกความเป็นไปและบทเจรจาแต่ละฉาก เพียงเรื่องเดียวที่เหลือในประเทศไทยซึ่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด แหวนวิเศษ จึงเป็นหนังวิเศษ มหัศจรรย์เป็นมรดกหนังเงียบเรื่องเดียวที่สมบูรณ์ของชาติ","","https://youtu.be/hR7-HbftPVA?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [54,"ครั้งที่ 3","เสด็จทอดพระเนตรมอญรำผี ปากลัด 1 มีนาคม พ.ศ. 2473","2473.0","พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว","","","","","ภาพยนตร์ส่วนพระองค์","","ฝีพระหัตถ์ พระปกเกล้า รัชกาลที่ 7 ชนชาติมอญ","หนึ่งในผลงานภาพยนตร์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ยังคงหลงเหลือ และนับเป็นผลงานฝีพระหัตถ์ทรงถ่ายที่โดดเด่นที่สุดม้วนหนึ่ง ในฐานะภาพยนตร์บันทึกพิธีกรรมและวิถีความเชื่อของชนชาติมอญ ภาพยนตร์ม้วนนี้จึงมิได้สำคัญเพียงเพราะถ่ายโดยพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานทางชาติพันธุ์ ทางมานุษยวิทยา ทางขนบประเพณี และนอกจากนี้ ยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เพราะกาลเวลาผ่านไปถึงแปดสิบปีเศษแล้ว","",""],
    [55,"ครั้งที่ 3","พระราชพิธีโล้ชิงช้า","2474.0","สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","พิธีโล้ชิงช้า เสาชิงช้า วัดสุทัศน์","ฟิล์มภาพยนตร์นี้ ถ่ายทำโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร บันทึกเหตุการณ์โล้ชิงช้าประจำปี พ.ศ. 2474 นับเป็นภาพยนตร์บันทึกพระราชพิธีโล้ชิงช้าหนึ่งในจำนวนไม่มากนักที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เป็นหลักฐานให้คนไทยปัจจุบันและในอนาคตได้ประจักษ์ว่า พิธีโล้ชิงช้าที่เราเห็นแต่เสาชิงช้าใหญ่สีแดงกลางถนนหน้าวัดสุทัศน์หากมันเคลื่อนไหวแล้วจะเป็นเช่นไร จึงเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้พิธีโล้ชิงช้าอันหยุดนิ่งตาย กลับมามีชีวิตยืนยาวต่อไปทุกครั้งที่นำออกฉาย","",""],
    [56,"ครั้งที่ 3","การรับเรือตอร์ปิโด","2478.0","หลวงกลการเจนจิต เภา วสุวัต","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","กองทัพเรือ ราชนาวี เรือตอปิโด ประเทศอิตาลี","ภาพยนตร์ที่หลวงกลการเจนจิต (เภา วสุวัต)  ถ่ายไว้ในปี พ.ศ. 2478 เมื่อครั้งได้รับมอบหมายจากกองทัพเรือให้เป็นผู้ถ่ายทำภาพยนตร์บันทึกการรับเรือตอร์ปิโด ที่กองทัพเรือจ้างต่อที่ประเทศอิตาลี เป็นประจักษ์พยานถึงภารกิจหนึ่งอันเป็นประวัติการณ์ของราชนาวีไทยและเป็นประจักษ์พยานถึงความสามารถของช่างถ่ายภาพยนตร์ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของชาติ","","https://youtu.be/khw-cSev4kI?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [57,"ครั้งที่ 3","รวมไทย","2484.0","กรมสาธารณสุขและกรมรถไฟ","","ม.จ. ศุกรวรรณดิศ ดิศกุล","","","บันทึกเหตุการณ์","","กรณีพิพาท อินโดจีน ฝรั่งเศส ","ภาพยนตร์ที่บันทึกกรณีพิพาทไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2483 ซึ่งเมื่อได้\nศึกษาเปรียบเทียบกับหลักฐานทางเอกสารที่มีอยู่จึงลงความเห็นว่า น่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “รวมไทย” สร้างโดย กรมสาธารณสุขและกรมรถไฟ ถ่ายทำโดย ม.จ. ศุกรวรรณดิศ ดิศกุล นายช่างถ่ายหนัง แห่งกรมรถไฟ และนายฟื้น เพ็งเจริญ นายช่างถ่ายหนังของกรมสาธารณสุข  แต่ไม่ว่าที่สุดแล้ว จะเป็น “รวมไทย” จริงหรือไม่ก็ตาม ภาพยนตร์นี้ก็มีคุณค่ายิ่งในฐานะภาพยนตร์บันทึกกรณีพิพาท ไทยกับอินโดจีนของฝรั่งเศสเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่เป็นเอกสารประวัติศาสตร์สำคัญบทหนึ่งของชาติซึ่งไม่อาจทดแทนได้จากเอกสารอื่น ๆ ","",""],
    [58,"ครั้งที่ 3","ทรายมาเป็นแก้ว","2493-2494","กองสัญญาณทหารเรือ ","พลเรือตรีชลี สินธุโสภณ","ทัดทรง เสถียรสุต","","","บันทึกเหตุการณ์","","แก้ว กองสัญญาณ ทหารเรือ","ภาพยนตร์บันทึกโครงการทำแก้วขึ้นใช้เองของกองสัญญาณทหารเรือ ในระยะปี พ.ศ. 2493 – 2494 โดยพลเรือตรี ชลี สินธุโสภณ ผู้บังคับกองในเวลานั้น หวังว่าต่อไปจะสามารถผลิตหลอดวิทยุขึ้นใช้เองในประเทศ แต่ต้องล้มเลิกไปภายหลังเกิดกรณีกบฏแมนฮัตตัน แต่กระนั้นตัวภาพยนตร์ก็ยังคงมีคุณค่ามหาศาล ทั้งในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติและเป็นเกียรติประวัติของบรรดาบุคลากรในกองสัญญาณทหารเรือ ของนักวิทยาศาสตร์ไทยและนักปรัชญาอีกท่านหนึ่ง ซึ่งสร้างคุณูปการด้านปัญญาแก่สังคมไทยมาก คือพันเอกสมัคร บุราวาส นอกเหนือจากนั้นตัวงานภาพยนตร์เองได้แสดงให้เห็นว่ามีคุณค่าทางศิลปะการทำภาพยนตร์อย่าง","",""],
    [59,"ครั้งที่ 3","อาจารย์ศิลป์ พีระศรี","2494.0","ครอบครัววิญญรัตน์","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","ศิลป์ พีระศรี ศิลปากร  อนุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ศิลปะ ","ภาพยนตร์ที่บันทึกภาพอ.ศิลป์ พีระศรี ชาวอิตาเลียนสัญชาติไทยผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อ\nวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย ขณะทำงานปั้นพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี\nที่หอภาพยนตร์ได้ค้นพบโดยบังเอิญในหนังบ้านบันทึกพิธีศพบรรพบุรุษตามประเพณีจีนของ\nครอบครัววิญญรัตน์ นอกจากจะเป็นภาพเคลื่อนไหวของ อ.ศิลป์ พีระศรีกับงานศิลปะที่ได้รับ\nการค้นพบเป็นครั้งแรกแล้ว ยังนับเป็นภาพยนตร์ที่ได้บันทึกท่วงท่าแห่งการทำงานศิลปะชิ้น\nที่มีอิทธิพลต่อ \"บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย\" มากที่สุดชิ้นหนึ่งอีกด้วย","","https://youtu.be/ULzR45VNOB0?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [60,"ครั้งที่ 3","กรุงเทพเมืองหลวงของเรา","2500.0","สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพ","","","","","สารคดี ","","โลก เสรี สหรัฐอเมริกา ต่อต้าน คอมมิวนิสต์ ","ภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อ สนับสนุนการสร้างโดยสำนักข่าวสารอเมริกัน ออกเผยแพร่ในราว\nปีพ.ศ. 2500 เพื่อแสดงให้คนไทยรู้สึกว่า เรามีเมืองหลวงที่กำลังพัฒนาก้าวหน้า เพราะเรา\nอยู่ในโลกหรือค่ายเสรี มิติหนึ่ง จึงเป็นภาพยนตร์ที่บันทึกสภาพปรากฏของกรุงเทพฯเมื่อปี\nพ.ศ. 2500 ซึ่งนับว่าเป็นตัวอย่างที่หาได้ไม่ง่ายนัก อีกมิติหนึ่งกลับเป็นการบอกเล่าสภาพ\nของกรุงเทพฯ ผ่านอุดมการณ์และยุทธวิธีต่อต้านค่ายคอมมิวนิสต์ของสหรัฐอเมริกา จึงมีความ\nหมายระหว่างภาพให้ตีความทางประวัติศาสตร์มากกว่ากรุงเทพฯในตัวมันเอง","",""],
    [61,"ครั้งที่ 3","โฆษณาขี้ผึ้งบริบูรณ์บาล์ม ชุดหนูหล่อพ่อเขาพาไปดูหมี","2505.0","สำนักงานโฆษณาสรรพสิริ","สรรพสิริ วิรยศิริ","","","","ภาพยนตร์โฆษณา","","ประยุต เงากระจ่าง การ์ตูน หนูหล่อ โฆษณา โทรทัศน์ ","ภาพยนตร์โฆษณาแบบแอนิเมชั่น สร้างโดยสำนักงานโฆษณาสรรพสิริ ของ สรรพสิริ วิรยศิริ\nนักสื่อสารมวลชนคนสำคัญของไทย ฝีมือการวาดโดย ปยุต เงากระจ่าง สร้างตัวการ์ตูนหนู\nหล่อและพ่อ เนื้อหาล้อแบบเรียนภาษาไทยสำหรับนักเรียนประถมอย่างแนบเนียน และแฝง\nการโฆษณาสรรพคุณขี้ผึ้งบริบูรณ์บาล์มได้อย่างแยบยล เป็นที่ติดหูของคนที่เกิดทันภาพยนตร์\nโฆษณาชิ้นนี้ เป็นความทรงจำของยุคต้นแห่งสังคมออนไลน์ทางโทรทัศน์ และเป็นภาพยนตร์\nโฆษณาที่สร้างความเพลิดเพลินเจริญใจ ฝากรอยยิ้มมาถึงแม้อนุชนในปัจจุบันและสืบไป","",""],
    [62,"ครั้งที่ 3","หลุมศพที่ลือไซต์","2505.0","สมบูรณ์ วิรยศิริ","","","","","สารคดี","","โทรทัศน์ สารคดี มรดกของไทย แหล่งขุดค้น โบราณคดี บ้านเก่า กาญจนบุรี ","ตอนหนึ่งในภาพยนตร์สารคดีชุดมรดกของไทย รายการสารคดีทางโทรทัศน์รายการแรก ๆ\nที่คนไทยเป็นผู้สร้าง พาผู้ชมติดตามคณะนักโบราณคดีไทยที่ไปยังแหล่งขุดค้นสำคัญสอง\nแห่ง คือ “บางไซต์” และ “ลือไซต์” ตามชื่อของนายบาง เหลืองแตง และ นายลือ เหลืองแตง\nคนเก่าแก่ของตำบลบ้านเก่า จ.กาญจนบุรี  เสน่ห์ของรายการอยู่ที่การเก็บเกี่ยวภาพสิ่งละอัน\nพันละน้อยตลอดการเดินทาง ซึ่งกลายเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ร่วมสมัยด้วยลีลาการ\nเขียนบทอันเพลิดเพลินของผู้กำกับ คือ สมบูรณ์ วิรยศิริ ","","https://youtu.be/7OO512upp5o?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [63,"ครั้งที่ 3","เพชรตัดเพชร","2509.0","สหการภาพยนตร์ไทย","","วิจิตร คุณาวุฒิ ","เศก ดุสิต ","มิตร ชัยบัญชา ลือชัย นฤนาท ","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 mm.","อาชญนิยาย ส.เนาวราช สายลับ สงครามเย็น ","หนึ่งในภาพยนตร์ 35 มม. เพียงไม่กี่เรื่อง ในยุคที่วงการภาพยนตร์ไทยใช้ฟิล์มขนาด 16 มม.\nถ่ายทำภาพยนตร์ จนเป็นที่มาของคำว่า “ยุค 16” สร้างจากอาชญนิยายของ เศก ดุสิต\nนักประพันธ์ชื่อก้อง และ ส. เนาวราช การทุ่มทุนอย่างหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การประกบ\nคู่ของสองพระเอกใหญ่ มิตร ชัยบัญชา กับ ลือชัย นฤนาท นอกจากนี้ยังมีคุณค่าเป็นตัวแทน\nของยุคสมัยแห่งสงครามเย็น และภาพยนตร์สายลับ","",""],
    [64,"ครั้งที่ 3","ผู้ชนะสิบทิศ","2509-2510","เจ้าพระยาภาพยนตร์ ","","เนรมิต อำนวย กลัสนิมิ","ยาขอบ ","ไชยา สุริยัน, พิสมัย วิไลศักดิ์, กรุณา ยุวากร, ชนะ ศรีอุบล, แมน ธีระพล, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, เมตตา รุ่งรัตน์","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์","ไตรภาค ตองอู จะเด็ด พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ บุเรงนอง หงสาวดี","ภาพยนตร์ซึ่งสร้างมาจากวรรณกรรมยอดนิยมของ “ยาขอบ” นับเป็นตัวอย่างอันหายากของหนัง\nไทยไตรภาค และตัวหนังเองก็เป็นตัวอย่างอันดีเลิศของขนบการทำหนังอย่างนาฏลักษณ์หนัง\nไทย เป็นตัวอย่างอันดีเลิศของการแสดงแบบหนังไทย การออกแบบฉาก เครื่องแต่งกาย\nการถ่ายทำ การตัดต่อ และที่สุดการกำกับของบรมครู “เนรมิต”","",""],
    [65,"ครั้งที่ 3","เขาชื่อกานต์","2516.0","ละโว้ภาพยนตร์ ","","ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล","สุวรรณี สุคนธา ","สรพงศ์ ชาตรี, นัยนา ชีวานันท์, ภิญโญ ทองเจือ","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง /158 นาที  ","อุดมการณ์ หมอ แพทย์ โรงพยาบาล ","หมอกานต์ นายแพทย์ผู้รักความยุติธรรม เข้าฝึกงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง วันหนึ่งเขาได้พบรักกับหฤทัยคนไข้สาว แต่ติดที่เธอมีแฟนอยู่แล้ว แต่เพราะความรู้สึกที่มีให้กัน หฤทัยจึงเลิกกับคนรักแล้วหนีไปแต่งงานกับกานต์ จังหวะเดียวกับที่กานต์ต้องไปประจำอยู่โรงพยาบาลในจังหวัดพิษณุโลก ทั้งสองจึงตัดสินใจไปอยู่ด้วยกันเสียที่นั่น ครั้นกานต์ได้เข้าประจำที่โรงพยาบาล อุดมการณ์เรื่องความยุติธรรมของเขาก็เกิดไปขัดผลประโยชน์ของพวกข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง จนกานต์ต้องตกอยู่ในอันตราย อีกทั้งงานที่หนักจนไม่มีเวลาให้แก่ชีวิตสมรสก็ทำให้กานต์เริ่มระหองระแหงกับหฤทัยอยู่เป็นระยะ หฤทัยตัดสินหนีหมอกานต์กลับกรุงเทพฯ กระนั้นด้วยความรักของคนทั้งสองก็ทำให้กานต์และหฤทัยไม่อาจเลิกจากกัน หมอกานต์จึงเดินทางไปรับหฤทัยกลับ แต่ในระหว่างที่กำลังออกเดินทาง เสียงปืนจากมืออิทธิพลก็กระหน่ำขึ้น ปลิดชีพหมอกานต์นอนตายอยู่ข้างทาง หนังจบด้วยฉากตำรวจซึ่งผ่านมาเห็นเหตุการณ์วิ่งตามไปยิงสองมือปืน แต่แล้วกล้องก็หันมาจับใบหน้าของตำรวจที่แสยะยิ้มอย่างเยือกเย็นภาพยนตร์ซึ่งสร้างจากนิยายชื่อเดียวกันของ สุวรรณี สุคนธา ได้รับรางวัล ส.ป.อ.(องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เป็นภาพยนตร์ไทยที่สามารถพูดถึงเรื่องอุดมการณ์ของหนุ่มสาว ที่กล้าเปิดโปงข้าราชการฉ้อฉล เป็นภาพยนตร์ที่ดึงให้นิสิตนักศึกษาคนรุ่นใหม่ให้กลับมาดูหนังไทย","",""],
    [66,"ครั้งที่ 3","โนราขุนอุปถัมภ์นรากร","2516.0","","วิทยาลัยครูสงขลา","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / สี / เงียบ / 25 นาที ","ขุนอุปถัมภ์นรากร ไหว้ครู โนรา พัทลุง ","ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ในพิธีไหว้ครู ที่มีขุนอุปถัมภ์นรากร ครูโนราคนสำคัญชาวพัทลุง\nผู้เผยแพร่การแสดงพื้นเมืองทางภาคใต้ เป็นผู้ครอบครู โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า\nเฉลิมพลฑิฆัมพร ซึ่งได้เสด็จฯ มาร่วมในพิธี ได้ทรงให้ขุนอุปถัมภ์นรากรครอบครูให้พระองค์\nด้วย หลังพิธีเป็นการแสดงรำโนรา  นับเป็นการสื่อที่บันทึกพฤติปฏิบัติในฐานะครูใหญ่ของ\nโนราในพิธีครอบครู อันเป็นการสืบทอดศาสตร์และจิตวิญญาณของการแสดงพื้นบ้านพื้นเมือง\nจากรุ่นสู่รุ่น","",""],
    [67,"ครั้งที่ 3","วัยอลวน","2519.0","เอเพ็กซ์โปดักชั่น","","เปี๊ยก โปสเตอร์","","ไพโรจน์ สังวริบุตร, ลลนา สุลาวัลย์, จิรวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา, ศิริวรรณ ทองแสง, สมควร กระจ่างศาสตร์, สมจิตต์ ทรัพย์สำรวย, นัฐกานต์ เศรษฐบุตร","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 121 นาที","ตั้ม โอ๋ นักเรียน นักศึกษา ","ภาพยนตร์ที่ออกฉายในวันเวลาที่สังคมไทยกำลังตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งอย่าง\nรุนแรงทางการเมือง ระหว่างขวาและซ้าย และจบลงด้วยอุบัติการณ์ 6 ตุลา อันหฤโหด\nแต่ตัวภาพยนตร์กลับประสบความสำเร็จได้รับการต้อนรับจากผู้ชมทั่วประเทศอย่างสูง\nสามารถครองใจคนไทยทุกชั้นชน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่มีพื้นเพจากต่างจังหวัดที่เข้า\nมาร่ำเรียนและหางานทำในกรุงเทพฯ สามารถสะท้อนภาพของสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนถ่าย\nทั้งวัยของคนและของสังคม","",""],
    [68,"ครั้งที่ 3","คนภูเขา","2522.0","ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น","","วิจิตร คุณาวุฒิ","","มนตรี เจนอักษร, วลัยกร เนาวรัตน์, สุภาวดี เทียนสุวรรณ, พิสิษฐ์ อนุชิตชาญชัย, เพชรรัช อินทรกำแหง, โรเบิร์ต คีธ","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง /125 นาที","ชาวเขา เผ่า อีก้อ มูเซอ เย้า ชนกลุ่มน้อย ความเชื่อ ความเท่าเทียม","ด้วยความเชื่อแต่เดิมของชาวเขาเผ่าอีก้อ ที่ห้ามมิให้คนในเผ่ามีลูกแฝด อาโยะ จึงต้องพา อามิโยะ หญิงคนรัก รอนแรมออกจากเผ่าตามประเพณี ทั้งสองประสบเคราะห์กรรมต่าง ๆ ทั้งจากเหตุธรรมชาติและความป่าเถื่อนของชาวเขาเผ่าอื่น จนอามิโยะเสียชีวิตระหว่างทาง ดีที่อาโยะได้ชาวเขาเผ่ามูเซอช่วยไว้จึงเอาชีวิตรอดมาได้\nอาโยะอาศัยพักพิงกับมูเซอได้ไม่นานก็ขอออกเดินทางต่อไปที่อื่น และได้พบรักกับ เหมยฟิน สาวงามชาวเย้า แต่ติดตรงที่เย้ามีธรรมเนียมห้ามมิให้มีการแต่งงานข้ามชนเผ่า ทั้งสองจึงต้องระเหเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ อาโยะมีต้องออกจากเผ่าอีกครั้งเพราะความเชื่อที่ชาวเขายึดถือ บ่ายหน้ากลับไปพึ่งชาวเขาเผ่ามูเซอเพื่ออาศัยที่ทำกินและแหล่งพำนักแห่งสุดท้าย แต่ความวุ่นวายก็ยังมิได้จบลงแค่นั้น เพราะระหว่างที่ทั้งสองอยู่กินกันด้วยความผาสุก เหล่าคนเมืองได้เดินทางขึ้นภูเขามาทำการค้าฝิ่นกับอาโยะ แต่สิ่งที่คนเมืองเหล่านั้นนำติดตัวมาด้วยคือความโหดร้ายเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน วางแผนกันเพื่อจะเอาเปรียบอาโยะและหมายจะข่มขืนเหมยฟินในขณะที่อาโยะเผลอ ดีที่อาโยะกลับมาทันเวลาจึงฆ่าพวกคนเมืองเหล่านั้นตายหมด ในจังหวะเดียวกับที่ตำรวจเข้ามาในที่เกิดเหตุและจับกุมตัวทั้งสอง อาโยะจึงอธิบายความต่าง ๆ ให้นายตำรวจฟัง จนนายตำรวจรู้สึกได้ถึงจิตใจอันบริสุทธิ์ของคนภูเขาอย่างอาโยะ จึงแอบปล่อยอาโยะและเหมยฟิน ให้ทั้งสองได้เผชิญชะตาชีวิตที่ทั้งสองพร้อมจะลิขิตขึ้นบนภูเขาแห่งนี้อีกครั้ง\n\nคนภูเขา เป็นภาพยนตร์ไทยหนึ่งในร้อยที่หายาก ซึ่งเจตนาพูดแทนชนเผ่ากลุ่มน้อยในรัฐไทยผู้สร้างตั้งใจถ่ายทอดให้เห็นวิถีชีวิต ความคิด และจิตใจของชนเผ่าเหล่านั้นด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในความเป็นมนุษย์ ที่ถูกกระทำอย่างไม่เท่าเทียมกัน","",""],
    [69,"ครั้งที่ 3","น้ำพุ","2527.0","ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น","","ยุทธนา มุกดาสนิท ","สุวรรณี สุคนธา ","ภัทราวดี มีชูธน, อำพล ลำพูน, วรรษมน วัฒโรดม, เรวัต พุทธินันทน์, สุเชาว์ พงษ์วิไล","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 134 นาที","น้ำพุ หนังสือ วงษ์เมือง นันทขว้าง สุวรรณี สุคนธ์เที่ยง ยาเสพติด สะท้อนสังคม ","สร้างมาจากเรื่องจริงของ วงษ์เมือง นันทขว้าง หรือ น้ำพุ ลูกชายคนเดียวของ\nสุวรรณี สุคนธ์เที่ยง เจ้าของนามปากกา “สุวรรณี สุคนธา” ก่อนจะเป็นหนัง “น้ำพุ” เป็น\nหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการแนะนำให้นักเรียนอ่านนอกเวลา เพราะความตาย\nจากยาเสพติดของน้ำพุ สะเทือนใจสังคมไทยในเวลานั้น และเมื่อเป็นหนัง แม้ไม่มีหลักสูตร\nแนะนำหนังนอกโรงเรียน แต่หลายโรงเรียนได้นำนักเรียนไปดูชีวิต และชะตากรรมของเขา\nจึงฝังอยู่ในความทรงจำในยุคสมัยหนึ่งของสังคมไทย","",""],
    [70,"ครั้งที่ 3","บุญชูผู้น่ารัก","2531.0","ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น","","บัณฑิต ฤทธิ์ถกล","","สันติสุข พรหมศิริ, วัชระ ปานเอี่ยม, จินตหรา สุขพัฒน์, อรุณ ภาวิไล, เกียรติ กิจเจริญ,    นิรุตต์ ศิริจรรยา, ญาณีจงวิสุทธิ์","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 115 นาที ","บุญชู บ้านโข้ง สุพรรณ นักศึกษา มหาวิทยาลัย หนังวัยรุ่น ","ภาพยนตร์วัยรุ่นที่อบอวลกลิ่นอายของเด็กหนุ่มจากต่างจังหวัดที่พกความฝันบริสุทธิ์เดินทาง\nมาเข้ากรุงเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยตามค่านิยมของสังคม โดย สันติสุข พรหมศิริ รับบท\nเป็น บุญชู บ้านโข้ง เด็กสุพรรณคนซื่อได้อย่างสมจริงด้วยสำเนียงเหน่ออันเป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับมุกตลกของแก๊งซูโม่ซึ่งช่วยสร้างสีสัน  แต่ในขณะเดียวกันหนังก็พูดถึงระบอบการศึกษาของไทย ไว้ได้อย่างแนบเนียน บุญชูผู้น่ารักจึงเป็นหนังบันเทิงที่มีสาระและอยู่ในใจของผู้ชมชาวไทยเสมอมา","",""],
    [71,"ครั้งที่ 3","ปุกปุย","2533.0","ไท เอ็นเตอร์เทนเม้นต์","จรัญ พูลวรลักษณ์, วิสูตร พูลวรลักษณ์","อุดม อุดมโรจน์","","ด.ช. ณพัชร สุพัฒนกุล,ด.ญ. ปรางใส ณ นคร, เกรียงไกร อุณหะนันท์,ธิติมา สังขพิทักษ์, ญาณี จงวิสุทธิ์","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง /93 นาที","หนังเด็ก ว่าว สะท้อนสังคม","ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องการก้าวผ่านพ้นวัยที่งดงาม ละเมียดละไมฉาบด้วยรอยยิ้มและเจือความขมขื่น ในขณะเดียวกันก็วิพากษ์คนเป็นพ่อ-แม่ได้อย่างเจ็บแสบ เพลงประกอบที่ช่วยขับอารมณ์ ในหนังทำให้ได้รางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจากชมรมวิจารณ์บันเทิง และจากสมาคมผู้สื่อ\nข่าวบันเทิง นับว่าเป็นหนังเด็กที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของไทย","รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี (ตุ๊กตาทอง) ประจำปี พ.ศ. 2533\nเพลงประกอบยอดเยี่ยม (จำรัส เศวตาภรณ์)\nรางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 1\nนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (ธิติมา สังขพิทักษ์)\nดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (จำรัส เศวตาภรณ์)\nสมาคมสื่อมวลชนคาธอลิคแห่งประเทศไทย\nภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาขาส่งเสริมครอบครัว\nโครงการของหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)\n100 ภาพยนตร์ไทยที่คนไทยควรดู ประเภทภาพยนตร์ดำเนินเรื่อง (พ.ศ. 2548)\nมรดกภาพยนตร์ของชาติ ครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2556)\n70 สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 (พ.ศ. 2561) จัดโดย คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ",""],
    [72,"ครั้งที่ 3","2499 อันธพาลครองเมือง","2540.0","ไท เอ็นเตอร์เทนเม้นต์","","นนทรีย์ นิมิบุตร","","เจษฎาภรณ์ ผลดี, ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ, ชาติชาย งามสรรพ์, นพชัย มัททวีวงศ์, อรรถพร ธีมากร, แชมเปญ เอ็กซ์, อภิชาติ ชูสกุล, ปาริชาต บริสุทธิ์","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 105 นาที","2499 อันธพาล นักเลง พระนคร โก๋หลังวัง ","ภาพยนตร์ซึ่งสร้างจากนวนิยายที่ว่าด้วยแก๊งวัยรุ่นชื่อดัง ยุคจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์  เมื่อออกฉายปรากฏว่า ได้รับการตอบรับจากผู้ชมเป็นประวัติการณ์ ทั้งที่อยู่ในช่วงตลาดหนังไทยตกต่ำด้วยเพราะการผลิตที่ประณีตตื่นตาตื่นใจตามขนบของนักทำหนังโฆษณา และประเด็นการ\nถกเถียงกัน ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ จากสื่ออินเตอร์เน็ต ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในสังคมไทยในเวลานั้นพอดี จึงนับเป็นหลักหมายสำคัญอันหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย","",""],
    [73,"ครั้งที่ 3","ฟ้าทะลายโจร","2543.0","ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น ร่วมกับฟิล์มบางกอก","","วิศิษฐ์ ศาสนเที่ยง","","ชาติชาย งามสรรพ์, สเตลล่า มาลูกี้, ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ, เอราวัต เรืองวุฒิ, สมบัติ เมทะนี, ไพโรจน์ ใจสิงห์, นัยนา ชีวานันท์, ครรชิต ขวัญประชา, สุวินิจ ปัญจมะวัต","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง /110 นาที","หนัง รัก โศก บู๊ ย้อมสี เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เสือดำ ","ภาพยนตร์รัก โศก บู๊ เคล้าบทเพลงเสนาะหู ตามขนบหนังไทยยุคเก่า ย้อมฟิล์มให้สีวิจิตรตาแม้จะประสบความสำเร็จเฉพาะในหมู่นักดูหนังเฉพาะกลุ่มในประเทศไทย แต่ก็มีความโดดเด่น\nจนได้รับการคัดเลือกให้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ นับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่อง\nแรกที่ได้รับเกียรตินี้","",""],
    [74,"ครั้งที่ 3","โหมโรง","2547.0","สหมงคลฟิล์ม พร้อมมิตรโปรดักชั่น ภาพยนตร์หรรษา กิมมิคฟิล์ม","","อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์","","อนุชิต สพันธุ์พงษ์, อดุลย์ ดุลยรัตน์, อาระตี ตันมหาพราน, ณรงค์ฤทธิ์ โตสง่า, พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 101 นาที","ชีวประวัติ หลวงวิจิตรไพเราะ ศร ศิลป-บรรเลง ระนาดเอก ดนตรีไทย ","ภาพยนตร์ที่สร้างจากชีวิตของ “หลวงประดิษฐไพเราะ” ราชทินนามของ “ศร ศิลปบรรเลง”\nบรมครูดนตรีไทยในยุครัตนโกสินทร์ ก่อให้เกิดกระแสเชิดชูความเป็นไทยที่ห่างหายไปนาน\nจากจอภาพยนตร์ ภาพยนตร์ได้รับรางวัลมากมายจากในประเทศ และได้รับเลือกให้เข้าชิง\nรางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ","",""],
    [75,"ครั้งที่ 3","มหาลัยเหมืองแร่","2548.0","จีเอ็ม เอ็ม ไท หับ","","จิระ มะลิกุล","อาจินต์ ปัญจพรรค์","พิชญะ วัชจิตพันธ์, ดลยา หมัดชา, สนธยา ชิตมณี, นิรันต์ ชัตตาร์, แอนโทนี โฮวาร์ด กูลด์, จุมพล ทองตัน, จรัล เพ็ชรเจริญ","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง  / 105 นาที ","2492 เรื่องสั้น เหมืองแร่ กระโสม พังงา นักศึกษา คณะวิศวะ  มหาวิทยาลัย","ภาพยนตร์จากเรื่องสั้นชุด “เหมืองแร่” ผลงานของอาจินต์ ปัญจพรรค์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้\nคนหนุ่มสาวมาทุกยุคทุกสมัย เล่าถึงช่วงชีวิตหลังจากถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัยกลางคัน และ\nบ่ายหน้าแบกใบรับรองการเรียนสู่เหมืองแร่ จังหวัดพังงา  แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของ\nรายได้ แต่ก็กวาดหลายรางวัลจากรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 15","รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 15 รางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 14",""],
    [76,"ครั้งที่ 4","ร. 5 เสด็จประพาสกรุงสต็อกโฮล์ม","2440.0","","","Ernest Florman","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 35 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ / 1 นาที ","ร.5 รัชกาลที่ 5 ประพาสยุโรป สต็อกโฮล์ม สวีเดน พระราชหัตถเลขา","ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯ กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในคราว\nเสด็จฯ ประพาสยุโรป ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2440 ถ่ายโดย Ernest Florman\nช่างถ่ายหนังคนแรกของสวีเดน ตั้งกล้องคอยถ่ายเหตุการณ์รับเสด็จพระเจ้ากรุงสยาม ที่ท่าเรือ\nหน้าพระราชวังหลวงในกรุงสต็อกโฮล์ม คอยบันทึกภาพเรือพระที่นั่งเข้าเทียบท่า พระเจ้ากรุง\nสวีเดนกระโดดขึ้นบก คอยรับพระเจ้ากรุงสยาม ทรงจุมพิตกัน แล้วเห็นสมเด็จพระบรมโอรสา\nธิราชและเจ้านายพระองค์อื่น ๆ ตามเสด็จขึ้นมา พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชหัตถเลขาว่า “มีหนังฝรั่งมันถ่ายไว้ดีมาก” เพราะได้ทอดพระเนตรในวันต่อมา นับเป็นหนึ่งในสองภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับชนชาติไทย การค้นพบภาพยนตร์เรื่องนี้ในปี พ.ศ. 2526 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ราชการและรัฐบาลยอมรับการเรียกร้องให้มีการจัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติเพื่ออนุรักษ์และเก็บรักษาภาพยนตร์","","https://youtu.be/NdwgW28k1LU?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [77,"ครั้งที่ 4","เสด็จอินโดจีน","2473.0","","","พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ / 80 นาที ","รัชกาลที่่ 7 เสด็จเยี่ยมราษฎร เจริญสัมพันธไมตรี อินโดจีน 2473","ภาพยนตร์ส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ความยาวทั้งสิ้น 7 ม้วน\nบันทึกเรื่องราวระหว่างเสด็จฯไปยังอินโดจีน ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2473 รวม\nระยะเวลาการเดินทางกว่าหนึ่งเดือน โดยปรากฏให้เห็นเหตุการณ์และสถานที่สำคัญต่าง ๆ\nมากมาย อาทิเช่น การแข่งขันฟุตบอลระหว่างฟุตบอลเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่าทีมฟุตบอล\nสยาม กับทีมไซ่ง่อน (ทีมผสมญวน-ฝรั่งเศส) ณ เมืองไซ่ง่อน แคว้นอินโดจีน ในวันที่\n16 เมษายน 2473 ซึ่งนับเป็นการออกไปแข่งขันยังสนามต่างแดนอย่างเป็นทางการ\nครั้งแรกของทีมฟุตบอลสยาม","",""],
    [78,"ครั้งที่ 4","Siamese Society","2463.0","","","Richard Berton Holmes","","","สารคดี ","ฟิล์ม 35 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ / 10 นาที","สมัย รัชกาลที่ 5 ช่างภาพ อเมริกัน เบอร์ตัน โฮล์ม  สาธิต วัฒนธรรม สยาม ","ภาพยนตร์บันทึกภาพเมืองสยามของ ริชาร์ด เบอร์ตัน โฮล์ม นักถ่ายภาพยนตร์ชาวอเมริกัน \nผู้มีหลักฐานว่าเคยส่งคณะเข้ามาถ่ายทำในสยาม 2 ครั้ง คือ พ.ศ. 2453 และ พ.ศ. 2463\nจากข้อเขียนของ ต. ประทีปเสน ครูโรงเรียนสตรีวังหลัง พบว่าครั้งหนึ่ง เบอร์ตัน โฮล์ม\nได้เคยขอใช้สถานที่และครูนักเรียนเป็นตัวแสดงภาพยนตร์ เพื่อสาธิตวัฒนธรรม ขนบประเพณี\nของชาวสยาม ซึ่งหอภาพยนตร์ได้เคยพบฟิล์มภาพยนตร์ลักษณะนี้เพียงบางส่วน ก่อนจะมี\nผู้เผยแพร่ฉบับเต็มบนเว็บไซต์ยูทูบ ในชื่อ Thailand In Siamese Society circa 1925\nสันนิษฐานว่าเป็นภาพยนตร์ที่เขาและคณะเข้ามาถ่ายในครั้งที่ 2 ในประมาณปี 2463 ซึ่งมี\nเรื่องราวสอดคล้องกับที่ ต. ประทีปเสนเขียนเล่าไว้","",""],
    [79,"ครั้งที่ 4","Sound Patch Work","2473.0","","","พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร","","","สารคดี ","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง / 5.48 นาที","กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร ส่วนพระองค์  ห้องส่ง วิทยุ กระจายเสียง ","ภาพยนตร์ส่วนพระองค์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน เจ้านายนักถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่น ผู้ทรงเป็นบิดาแห่งการใช้เทคโนโลยีของประเทศ บันทึกภาพการแนะนำส่วนงานต่าง ๆ ของสถานีวิทยุกระจายเสียง วังพญาไท สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งแรกของไทย โดยให้ ร้อยโทเขียน ธีมากร โฆษกของสถานีฯ เป็นผู้นำชม บางส่วนนั้นทรงถ่ายทำอย่างภาพยนตร์ทดลอง นับเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีชีวิตชีวาของนักวิทยุรุ่นบุกเบิกของชาติ และเป็นประจักษ์พยานแห่งการพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวไปทันโลกด้วยวิสัยทัศน์ของสยามเอง","",""],
    [80,"ครั้งที่ 4","ปัตตานีในอดีต","2479.0","","","นิรนาม ","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 35 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ / 21.03 นาที","ปัตตานี  ในอดีต 2479 ท่องเที่ยว รองเง็ง มะโย่ง วัวชน นางงาม ชกมวย ขุนเจริญวรเวชช์","ภาพยนตร์นิรนามที่หอภาพยนตร์ได้รับมอบจากครอบครัวของเนย วรรณงาม เจ้าของสายหนัง\nและโรงหนังเฉลิมวัฒนาแห่งนครราชสีมา มีลักษณะเป็นภาพยนตร์แนะนำจังหวัดปัตตานี\nเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2479 โดยปรากฏให้เห็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจหลาย\nประการทั้งบุคคลสำคัญทางการเมือง ประเพณีและวัฒนธรรมของชาวปัตตานี ตลอดจน\nบรรยากาศงานวันรัฐธรรมนูญที่มีทั้งการประกวดนางงาม และการชกมวยไทยของ\n“สมานและสมพงษ์”","","https://youtu.be/BmUYZeo5aMs?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [81,"ครั้งที่ 4","ข้าวกำมือเดียว A Handful of Rice","2483.0","","","","","","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / ขาว-ดำ / เสียง / 69.20 นาที ","สวีเดน วิถีชีวิต สยาม ข้าว ข้าวมาจากไหน ขาวนา เชียงใหม่ ","ภาพยนตร์สวีเดนที่ได้รับคำเชิญชวนจากชาวสยามชั้นสูงทางภาคเหนือ ให้มาถ่ายทำที่จังหวัด\nเชียงใหม่ โดยใช้ผู้แสดงเป็นคนท้องถิ่น ผูกเรื่องให้เห็นถึงความสำคัญของข้าวไทย และนำ\nเสนอวิถีชีวิต ภูมิปัญญา ความเชื่อของชาวนาไทย ตลอดจนวิธีการทำนาข้าว มีคุณค่าเป็น\nเอกสารประวัติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา เชิงชาติพันธุ์ เชิงมานุษยวิทยา ภาษาศาสตร์ และเป็น\nบันทึกความทรงจำของยุคสมัย","",""],
    [82,"ครั้งที่ 4","พรายตะเคียน","2483.0","ศรีบูรพาภาพยนตร์","สดศรี ภักดีจิตต์","","","","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ / 8 นาที ","หนังผี เก่า พราย ตะเคียน  หมอผี สายสิญจน์  หนีผี  ตลก ","ภาพยนตร์ผีของไทยที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน และเป็นตัวอย่างที่ทำให้ได้\nเห็นถึงลักษณะของภาพยนตร์สั้นที่ใช้ฉายประกอบภาพยนตร์ขนาดยาวในอดีต สร้างโดยบริษัท\nศรีบูรพาภาพยนตร์ ของผู้สร้างหนังยุคบุกเบิก สดศรี ภักดีจิตต์ หรือชื่อจริงว่า สดศรี ภักดีวิจิตร\nเล่าเรื่องราวผีนางพรายตะเคียนที่มาหลอกชาวบ้าน ฉากตัวละครวิ่งหนีผีกระจัดกระจายในเรื่อง\nนั้นถือเป็นต้นแบบสำคัญของหนังผีไทยในยุคต่อ ๆ มา","","https://youtu.be/2mceKcKlpfU?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [83,"ครั้งที่ 4","งานวันชาตะ นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม","2484.0","","[กรมโฆษณาการ]","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 35 มม. / ขาว-ดำ / เสียง / 6 นาที  ","พลตรี หลวงพิบูลสงคราม สร้างชาติ ปืนใหญ่ รถถัง วันเกิด มาลานำไทย","ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์งานวันคล้ายวันเกิดของพลตรีหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งเป็นตำแหน่ง\nณ ขณะนั้น เป็นงานวันคล้ายวันเกิดในปีที่ท่านก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ เป็นตัวอย่าง\nของภาพยนตร์ข่าวสารของทางการ แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าผลิตโดยหน่วยงานใด อาจจะเป็น\nของกรมโฆษณาการ แต่ต้นเรื่องปรากฏภาพวาดตราไก่ ซึ่งเป็นปีเกิดของหลวงพิบูลสงคราม\nแต่รูปไก่นั้นเขียนให้สง่าดุจพญาอินทรี ในงานมีพระเจ้าคุณพหลซึ่งบวชอยู่ ได้มารับบาตรในงานเห็นสุภาพสตรีล้วนสวมหมวก และภาพของขวัญต่าง ๆ ที่ราษฎรมอบให้แด่ท่านผู้นำ ได้แก่ เครื่องบินรบ ปืนใหญ่ รถถัง เป็นต้น","",""],
    [84,"ครั้งที่ 4","พี่ชาย","2494.0","ลูกไทยภาพยนตร์","จันตรี สาริกบุตร","เนรมิต อำนวย กลัสนิมิ","","ส. อาสนจินดา, สมควร กระจ่างศาสตร์, ทักษิณ แจ่มผล, ม.ล. รุจิรา อิศรางกูร, ทัต เอกทัต, จำรูญ หนวดจิ๋ม, สมพงษ์ พงษ์มิตร, อธึก อรรถจินดา, ทองอ้อน กมเลศร์, มารศรี อิศรางกูร, จันตรี สาริกบุตร, รัชนี ชัยเสวต, สงวน รัตนทัศนีย์","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์ / 86 นาที","นักแสดง ละครเวที ศาลาเฉลิมไทย โจร  พี่ชาย นักประพันธ์ ","ภาพยนตร์ที่สร้างโดยการร่วมมือกันของนักแสดงละครเวที เพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว\nของจอก ดอกจัน หัวหน้าคณะลูกไทยที่เสียชีวิตขณะแสดงละครเวทีที่ศาลาเฉลิมไทย\nเล่าเรื่องราวชีวิตที่พลิกผันของโจรสามคนที่พ้นโทษออกจากคุกมาด้วยกัน นับเป็นภาพยนตร์\nที่รวมศิลปินแห่งชาติสาขาการแสดงเอาไว้มากมาย ตั้งแต่บทประพันธ์และการกำกับของครู\nเนรมิต (อำนวย กลัสนิมิ) ร่วมด้วยการแสดงของส. อาสนจินดา สมควร กระจ่างศาสตร์\nสมพงษ์ พงษ์มิตรและมารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ถ่ายทำที่โรงละครศาลาเฉลิมไทยเพื่อแสดง\nฉากการแสดงลคร จึงเป็นบันทึกของคนละครที่กำลังผันตนเองไปสู่โลกภาพยนตร์ในชีวิตจริง","",""],
    [85,"ครั้งที่ 4","จำเริญ – จิมมี่ ","2497.0","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ / 26 นาที","กีฬา มวยสากล ชิงแชมป์ สมาคม มวยโลก สนามศุภชลาศัย","ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์และบรรยากาศก่อนการแข่งขันชกมวยสากลครั้งประวัติศาสตร์ของ\nไทย ระหว่าง จำเริญ ทรงกิตรัตน์ นักมวยไทยคนแรกได้ขึ้นชกชิงตำแหน่งแชมเปี้ยนโลก กับ\nจิมมี่ คารัทเธอร์ แชมเปี้ยนโลกชาวออสเตรเลีย มวยสากลรุ่นแบนตัมเวธของสมาคมมวย\nนานาชาติ (สมาคมมวยโลกปัจจุบัน) มีคุณค่าเป็นบันทึกวันสำคัญวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติ\nไทย สามารถย้อนให้เราเห็นอารมณ์ความรู้สึกของคนไทยเมื่อ 60 ปีที่แล้ว และเป็นอนุสรณ์ของ\nจำเริญ ทรงกิตรัตน์ ขวัญใจชาวไทยและตำรวจไทย","",""],
    [86,"ครั้งที่ 4","สันติ-วีณา","2497.0","ฟาร์อีสต์ฟิล์ม หนุมานภาพยนตร์","โรเบิร์ต จี นอร์ธ รักษ์ ปัณยารชุน","มารุต (ทวี ณ บางช้าง) ","","พูนพันธ์ รังควร, เรวดี ศิริวิไล, วิชัย ภูติโยธิน, จมื่นมานพนริศร์, ร.ท. นูญ บุญรัตน์พันธ์, ด.ช. วีระชัย แนวบุญเนียร, ด.ญ. อนุฉัตร โตษยานนท์, ด.ช. พิบูล ทุมมานนท์","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 115 นาที","รัตน์ เปสตันยี รางวัล นานาชาติ บูรณะ เทศกาลภาพยนตร์ เมืองคานส์ ","ภาพยนตร์ 35 มม. เรื่องแรกของ รัตน์ เปสตันยี ผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ที่สำคัญที่สุด\nคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์ไทย และเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องยาวเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลระดับ\nนานาชาติ จากงานประกวดภาพยนตร์นานาชาติแห่งเอเชียอาคเนย์ ที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี\nพ.ศ.2497 อันประกอบไปด้วยรางวัล ถ่ายภาพยอดเยี่ยม (รัตน์ เปสตันยี) กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม (อุไร ศิริสมบัติ) และรางวัลพิเศษจากสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งอเมริกาในฐานะที่เป็นภาพยนตร์ที่แสดงวัฒนธรรมตะวันออกให้ชาวตะวันตกเข้าใจได้อย่างดีเยี่ยม หลังจากอยู่ในสถานะหายสาบสูญมาเนิ่นนาน ปัจจุบัน พบว่าฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่คลังฟิล์มภาพยนตร์ของ Gosfilmofond ของประเทศรัสเซีย และหอภาพยนตร์แห่งชาติของจีน ซึ่งหอภาพยนตร์กำลังประสานงานเพื่อบูรณะให้นำกลับมาฉายได้ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้","งานประกวดภาพยนตร์นานาชาติแห่งเอเชียอาคเนย์ ที่ประเทศญี่ปุ่น ในปีพ.ศ. 2497","https://youtu.be/VsDCxfSDgds?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [87,"ครั้งที่ 4","ชั่วฟ้าดินสลาย","2498.0","หนุมานภาพยนตร์","รัตน์ เปสตันยี","มารุต (ทวี ณ บางช้าง) ","เรียมเอง มาลัย ชูพินิจ","ชนะ ศรีอุบล, งามตา ศุภพงศ์, เฮมสุขเกษม, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, ล้อต๊อก,สมพงษ์ พงษ์มิตร\n\n","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 107 นาที ","พะโป้ ยุพดี ส่างหม่อง ป่าไม้ ","ภาพยนตร์ที่สร้างโดยบริษัทหนุภาพยนตร์ของรัตน์ เปสตันยี ดัดแปลงจากบทประพันธ์คลาสสิก\nของเรียมเอง (มาลัย ชูพินิจ) เล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมรักระหว่าง ส่างหม่อง หลานชายของ\nพะโป้ ราชาป่าไม้ท่ากระดานแห่งกำแพงเพชร กับ ยุพดี สาวสังคมวัย 20 ปี ผู้เป็นภรรยาใหม่\nของพะโป้ ได้รับ 3 รางวัลจากการประกวดภาพยนตร์รางวัลตุ๊กตาทอง ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2500 ได้แก่ รางวัลบทประพันธ์ยอดเยี่ยม (เรียมเอง) บันทึกเสียงยอดเยี่ยม (ปง อัศวินิกุล) และถ่ายภาพ 35 มม.ยอดเยี่ยม (รัตน์ เปสตันยี)","รางวัลการประกวดภาพยนตร์ตุ๊กตาทองครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2500 ได้แก่ รางวัลบทประพันธ์ยอดเยี่ยม (เรียมเอง) บันทึกเสียงยอดเยี่ย(ปง อัศวินิกุล) และถ่ายภาพ 35 มม. ยอดเยี่ยม (รัตน์ เปสตันยี)",""],
    [88,"ครั้งที่ 4","เศรษฐีอนาถา","2499.0","เอส. อาร์. ฟิล์ม","จำนงค์ ไรวา","วสันต์ สุนทรปักษิน","สันต์ เทวรักษ์","เสถียร ธรรมเจริญ, ระเบียบ อาชนะโยธิน, ประภาพรรณ นาคทอง, เจิม ปั้นอำไพ,\n\nจำนง คุณะดิลก, สมชาย สามิภักดิ์, สมศักดิ์ วีระเทวิน, ทัศนีย์ ชูวัสวัต, ดอกดิน กัญญามาลย์,\n\nเจริญ แสงสุวรรณ, จิตรกร สุนทรปักษิน, ศริณทิพย์ ศิริวรรณ, นวลจันทร์ วรรณวีรากร","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 16 มม. /สี / พากย์ / 117 นาที ","จอน บางคอแหลม รถไฟ มหาเศรษฐี  อกหัก  ช่างตัดเสื้อ ผู้ยากจน ","ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากการประกวดภาพยนตร์รางวัลตุ๊กตาทองเมื่อ\nพ.ศ. 2500 ซึ่งถือเป็นการประกวดภาพยนตร์ระดับชาติครั้งแรกของประเทศไทย สร้างจาก\nนิยายเรื่องเดียวกัน ของ สันต์ เทวรักษ์ เล่าเรื่องราวของพนักงานบำรุงรักษารถไฟขี้เมาที่ได้\nรับเงินสิบล้านบาทจากเศรษฐีผู้ไม่สมหวังในความรัก โดยมีข้อแม้ว่าต้องใช้เงินให้หมดภายใน\nหนึ่งปี","รางวัลการประกวดภาพยนตร์รางวัลตุ๊กตาทอง พ.ศ. 2500","https://youtu.be/TZIUiWrnmvE?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [89,"ครั้งที่ 4","รักริษยา","2500.0","กรรณสูตภาพยนตร์","เฑียรร์ กรรณสูต","มารุต (ทวี ณ บางช้าง) ","ถาวร สุวรรณ","ชนะ ศรีอุบล, อมรา อัศวนนท์,พงษ์ลดา พิมลพรรณ, ประจวบ ฤกษ์ยามดี,เยาวนารถ ปัญญะโชติ, ม.ร.ว. ประสิทธิ์ศักดิ์สิงหรา, สำราญจิต อมาตยกุล","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 96 นาที ","โศกนาฏกรรม รัก อมรา อัศวนันท์ โก๋หลังวัง ","ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของ ปัทมา หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ และพยายาม\nโหยหาความรักจนก่อให้เกิดโศกนาฏกรรม นับเป็นบทบาทการแสดงอันเข้มข้นของ\nอมรา อัศวนนท์ นักแสดงหญิงปูชนียบุคคลของไทย ซึ่งส่งผลให้เธอได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง\nในฐานะนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากการประกาศรางวัลตุ๊กตาทอง ในปี 2501 ในขณะที่\nตัวภาพยนตร์ยังมีความโดดเด่นในด้านสุนทรียศาสตร์ และแฟชั่นต่าง ๆ ในยุคที่แสดงให้เห็น\nอิทธิพลทางแฟชั่นจากตะวันตก","",""],
    [90,"ครั้งที่ 4","หาบข้าว นวดข้าว สีข้าว แต่งงานภาคใต้","2511-2512","","","ภิญโญ จิตต์ธรรม สุทธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ / 18 นาที ","ข้าว ภาคใต้  ไม้คาน  ยุ้ง นวดข้าว ตำข้าว วัวชน แต่งงาน ","ภาพยนตร์บันทึกกรรมวิธีเก็บข้าวทางภาคใต้อย่างละเอียด ตั้งแต่นำมัดข้าววางใส่บนไม้คาน\nหาบข้าวกลับบ้าน นำมัดข้าวใส่ในยุ้ง และวิธีนวดข้าวแบบทางภาคใต้โดยการใช้เท้าย่ำ ซึ่งเป็น\nวิธีการที่เห็นได้เฉพาะทางภาคใต้ ไปจนถึงการตำข้าวแล้วไปกวัดอีกครั้งหนึ่งเป็นอันแล้วเสร็จ\nนอกจากนี้ยังแสงให้เห็นถึงประเพณีท้องถิ่น ทั้งการแข่งชนวัว ซึ่งเป็นกีฬาพื้นบ้าน และพิธี\nแต่งงานของชาวภาคใต้","",""],
    [91,"ครั้งที่ 4","ตลาดพรหมจารีย์","2516.0","67 การละครและภาพยนตร์","","สักกะ จารุจินดา","เนื่องน้อย ศรัทธา","สายัณห์ จันทรวิบูลย์, ดวงดาว จารุจินดา, ราชันย์ กาญจนมาศ, เปียทิพย์ คุ้มวงศ์, พิภพ ภู่ภิญโญ, จำนงค์ บำเพ็ญทรัพย์,กุ้ย สร้อยคีรี, จำรัก ชำนาญประดิษฐ์, ประกอบ อ่อนนุ่ม, ด.ญ. อ้อย วงศ์สมเพชร, สุวรรณา วงศ์สมเพชร, พาส พรานนก","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 120 นาที"," คลื่นลูกใหม่ สะท้อน ชีวิตจริง สมจริง ครอบครัว แตกสลาย ","ภาพยนตร์ผลงานการกำกับของ สักกะ จารุจินดา หนึ่งในผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ของวงการ\nหนังไทยที่ตั้งใจสร้างหนังสะท้อนปัญหาสังคม ดัดแปลงจากผลงานการประพันธ์ของเนื่อง\nน้อย ศรัทธา ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวชาวประมงครอบครัวหนึ่งที่ผู้เป็นพ่อตัดสินใจขาย\nเด็กสาวที่ตนเก็บมาเลี้ยงเหมือนลูก เพื่อเอาเงินไปซื้อเครื่องยนต์ติดเรือประมงชายฝั่งของตน\nให้ออกไปจับปลานอกชายฝั่งได้ เพราะเรืออวนลากกวาดปลาเล็กปลาน้อยจนหมดชายฝั่ง\nได้รับคำชมว่าเป็นหนังที่สามารถตีแผ่ค่านิยมชายเป็นใหญ่ในสังคมไทย และสามารถทำให้\nหนังไทยไม่ใช่เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูกอีกต่อไป","รางวัลพระสุรัสวดีในปี พ.ศ. 2517 3 รางวัล คือ รางวัลนักแสดงประกอบหญิงยอดเยี่ยม (เปียทิพย์คุ้มวงศ์) รางวัลผู้ออกแบบและจัดเครื่องแต่งกาย และรางวัลพิเศษ ให้กับการแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างสมจริง",""],
    [92,"ครั้งที่ 4","สำเพ็ง CHINA TOWN MONTAGE","2525.0","","","สุรพงษ์ พินิจค้า","","","สารคดี  หนังทดลอง ","ฟิล์ม 16 มม. / สี / เสียง / 60  นาที","ภาพยนตร์ อิสระ  หนังทดลอง 200 ปี กรุงเทพ  สำเพ็ง เยาวราช ไชน่าทาวน์ กรุงเทพ","ผลงานของ สุรพงษ์ พินิจค้า นักสร้างภาพยนตร์อิสระ ที่ใช้วิธีการถือกล้องถ่ายภาพยนตร์\n16 มม. ออกไปบันทึกความเป็นไปทั่วทุกมุมของย่านสำเพ็ง เยาวราช เพื่อบอกเล่าเรื่องราว\nใน 1 วัน ใช้เทคนิคตัดต่อเพื่อเดินเรื่อง และประกอบเพลงบรรเลง โดยไม่มีคำพูดบรรยายใด ๆ\nได้เสียงตอบรับทั้งในแง่ที่ว่าเป็นภาพยนตร์ทดลองที่ดีที่สุดของไทย ไปจนถึงถูกวิจารณ์ว่า\nเป็นภาพยนตร์สารคดีที่ดูไม่รู้เรื่องที่สุด","",""],
    [93,"ครั้งที่ 4","คนทรงเจ้า","2532.0","ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น","เจริญ เอี่ยมพึ่งพร","แจ๊สสยาม","วิมล ไทรนิ่มนวล ","สันติสุข พรหมศิริ, จินตหรา สุขพัฒน์,จริยา สรณคมณ์, ปวีณา ชารีฟสกุล, อรชุน นินทลักษณ์, สมชาย โพธิ์ดี, สมจินต์ ธรรมทัต,“ถนิมนันท์”, เอี่ยม กนิษฐกะ","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 117 นาที ","เจ้าพ่อไทร  ร่างทรง คนทรง สันติสุข จินตหรา ","ผลงานของ “แจ๊สสยาม” อดีตช่างเขียนป้ายโฆษณาหนัง ผู้ผันตัวมาเป็นผู้กำกับ ดัดแปลงจาก\nนวนิยายชื่อเดียวกันของ วิมล ไทรนิ่มนวล เล่าเรื่องราวความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ที่ครอบงำ\nสังคมไทยมายาวนาน โดยผูกเรื่องให้ตัวละครเอกเป็นผู้ได้ประโยชน์จากความงมงายที่ตนเอง\nเคยต่อต้าน นับเป็นภาพยนตร์ไทยเพียงไม่กี่เรื่องที่มีความตั้งใจจะฉายไฟไปยังอวิชชาอันดำมืด\nให้เกิดเป็นแสงสว่างทางปัญญาแก่ผู้ชม และสามารถสื่อสารออกมาได้เป็นอย่างดี","",""],
    [94,"ครั้งที่ 4","คนเลี้ยงช้าง THE ELEPHANT KEEPER","2533.0","พร้อมมิตรภาพยนตร์","กมลา เศรษฐี","หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล","","สรพงศ์ ชาตรี, รณ ฤทธิชัย, ดวงเดือน จิไธสงค์, อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์, วิชุดา มงคลเขตร์, บู๊ วิบูลย์นันท์","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 136 นาที","ท่านมุ้ย สะท้อนสังคม ป่าไม้  ตัดไม้  ร้องกวาง จังหวัดแพร่ ควาญช้าง ช้าง ","ภาพยนตร์ที่หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล จับเอาเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าซึ่งกำลังเป็นประเด็น\nสำคัญในสังคมไทยเวลานั้นออกมาตีแผ่ ผ่านตัวละครหลักที่เป็นชาวบ้านป่าซึ่งยึดอาชีพเป็น\nควาญช้าง กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ผู้เคร่งครัดต่อหน้าที่ นับเป็นการบันทึกสภาพธรรมชาติและ\nปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา รวมทั้งยังเปิดเผยให้เห็นถึง\nรายละเอียดปลีกย่อยอันสลับซับซ้อนของกระบวนการตัดไม้เถื่อนที่ผูกพันเชื่อมโยงกันตั้งแต่\nระดับชาวบ้านไปจนถึงนักการเมืองใหญ่","",""],
    [95,"ครั้งที่ 4","กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้ ROLLING STONE","2534.0","ไท เอ็นเตอร์เทนเมนท์","จรัญ พูลวรลักษณ์, วิสูตร พูลวรลักษณ์","สมจริง ศรีสุภาพ","","ปฏิภาณ ปฐวีกานต,์ ศักดิ์สิทธิ ์ แท่งทอง, ณัฐสิมา คุปตะวาทิน, สะแกวัลย์ ยงใจยุทธ, ศักดิ์ศิลป์ สุวรรณเกต, ธีรวัฒน์ อรัณยะนาค, วิทิต แลต, ปราโมทย์ แสงศร, สุประวัติ ปัทมสูตร, ผอูน จันทรศิริ, ชาตรี ชมพู, วิสรรค์ ฉัตรรังสิกุล, ศิรินุช เพ็ชรอุไร, ณพัชร สุพัฒนกุล","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 102 นาที","แท่ง มอส หินกลิ้ง นักเรียน มัธยม แจ้งเกิด ดารา วัยรุ่น ","ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของกลุ่มเด็กนักเรียนชายมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่กำลังเปลี่ยน\nผ่านจากวัยรุ่นสู่วัยหนุ่มสาว รวมตัวกันทำแต่เรื่องเกเรก่อกวนคนอื่น ถือเป็นหนังไทย\nเรื่องแรก ๆ ที่นำเสนอภาพชีวิตของนักเรียนวัยมัธยมอย่างเข้าถึงหัวจิตหัวใจของวัย\nและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเมื่อออกฉาย จนได้รับการบันทึกว่าเป็นหนังไทย\nเรื่องแรกที่ทำรายได้มากเกินกว่า 25 ล้านบาท เป็นต้นแบบให้เกิดหนังไทยทำนอง\nเดียวกันขึ้นมาอีกมากมาย จนเกิดเป็นยุคทองของหนังวัยรุ่นไทยในช่วงเวลาต่อมา","",""],
    [96,"ครั้งที่ 4","กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้","2537.0","ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น","เจริญ เอี่ยมพึ่งพร","บัณฑิต ฤทธิ์ถกล","","สันติสุข พรหมศิริ, จินตหรา สุขพัฒน์,ภูมิ พัฒนายุทธ, พรทิพย์ หวุ่น, มาตัง จันทรานี, รณรงค์ บูรณัติ, ด.ช. ปรมัติ ธรรมมล, ด.ช. ชาลี ไตรรัตน์, ฤกษ์ดี ศิริเจริญชัยสกุล, พันฤทธิ์ บุษราคัม, ภาพ ธรรมชาติ, จอย ฟารียา,จตุรงค์ ระแหง, เอกพล สุทธิกาวงศ์, ณรงค์ฤทธิ์ สุกาจารีวัฒน์, ด.ช. นิจิโรจน์ คุมสติ","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 130 นาที","สะท้อนสังคม ครอบครัว เด็กจรจัด หนีออกจากบ้าน  เดินทาง เชียงใหม่ ยาเสพติด ","ภาพยนตร์ที่พูดถึงปัญหาของเด็ก ๆ ในสังคมไทย ทั้งเด็กชนชั้นกลางที่ครอบครัวแตกแยก และ\nเด็กเร่ร่อนที่เข้าไปพัวพันกับการทำผิดกฏหมาย ผลงานของ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้กำกับที่โด่งดัง\nมาจากหนังตลกชุด บุญชู ซึ่งพยายามหาโอกาสสร้างสรรค์งานที่มีบทที่หนักแน่น เนื้อหา\nวิพากษ์สังคม และปราศจากเสียงหัวเราะแบบที่ผู้ชมชาวไทยส่วนมากนิยม ความตั้งใจและความประณีต ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ของบัณฑิต ส่งผลให้ตัวภาพยนตร์ได้รับการยกย่องอย่างมากในด้านคุณภาพ และถือเป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของตัวเขาเอง","",""],
    [97,"ครั้งที่ 4","นางนาก","2542.0","ไท เอ็นเตอร์เทนเมนท์","วิสูตร พูลวรลักษณ์","นนทรีย์ นิมิบุตร","","วินัย ไกรบุตร, อินทิรา เจริญปุระ, โดม สิงห์โมฬี, ปราโมทย์ สุขสถิตย์, พัชริญา นาคบุญชัย, บุญส่ง อยู่ยั่งยืน, ประชา ถาวรเฟีย","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 100 นาที ","แม่นาค นางนาก ทราย เจริญปุระ เมฆ วินัย ไกรบุตร ","ภาพยนตร์ที่นำตำนานเรื่องเล่าของนางนาคพระโขนง ตำนานผีที่คนไทยคุ้นเคย มาสร้างใหม่\nในแบบทฤษฎีสมจริง กำกับโดย นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับที่ผันตัวมาจากงานโฆษณา สามารถ\nสร้างปรากฏการณ์เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ทำรายได้ถึงร้อยล้านบาท และได้รับการยอมรับว่า\nเป็นหนังผีแม่นาคฉบับที่สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจ คาดไม่ถึงและน่าเชื่อมากกว่าภาพยนตร์\nแม่นาคที่เคยสร้างกันมา","",""],
    [98,"ครั้งที่ 4","ดอกฟ้าในมือมาร MYSTRIOUS OBJECT AT NOON","2543.0","","กฤติยา กวีวงศ์, ม.ล. มิ่งมงคล โสณกุล","อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ","","","สารคดี หนังทดลอง ","ฟิล์ม 35 มม. /ขาว-ดำ / เสียง / 83 นาที ","หนังเรื่องยาว เรื่องแรก  อภิชาติพงศ์ ","ผลงานภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เป็นสารคดีแนว\nทดลองที่ใช้แนวคิดของศิลปะฝรั่งเศสที่เรียกว่า Exquisite corpse คือการวาดรูปแล้ว\nพับไว้แล้วส่งให้คนต่อไปวาดต่อไปเรื่อยๆ ภาพยนตร์ได้พาผู้ชมเดินทางไปพร้อมกับ\nเรื่องเล่าที่คาดไม่ถึงจากผู้คนอันหลากหลายจากเหนือจรดใต้ของประเทศไทย เริ่มต้น\nจากเรื่องของครูดอกฟ้า เด็กชายพิการ และมนุษย์ต่างดาว","",""],
    [99,"ครั้งที่ 4","มนต์รักทรานซิสเตอร์","2544.0","ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น","เจริญ เอี่ยมพึ่งพร","เป็นเอก รัตนเรือง","วัฒน์ วรรลยางกูร","ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ, สิริยากร พุกกะเวส, สมเล็ก ศักดิกุล, ประสิทธิ์ วงษ์รักไทย, บวรฤทธิ์ ฉันทศักดา, อำพล รัตน์วงศ์, ฉัตรชัย คำนวณศักดิ์, อรรฆรัตน์ นิติพน","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 120 นาที","แผน สะเดา วิทยุ ทรานซิสเตอร์ ประกวดร้องเพลง ตลกร้าย เสียดสีสังคม ","ภาพยนตร์ที่เป็นเอก รัตนเรือง ดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกันของวัฒน์ วรรลยางกูร เล่า\nเรื่องราวที่ดูเหมือนเป็นตำนานของหนุ่มสาวลูกทุ่งในท้องนา ซึ่งพกพาวิทยุทรานซิสเตอร์\nไปบนหลังควายทุย และใฝ่ฝันถึงการเป็นดารานักร้องในวงดนตรีลูกทุ่ง เป็นภาพฝันแทน\nอารมณ์ให้หวนหาอดีต แม้จะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้มากนัก แต่ก็ได้รับรางวัล\nจากการประกวดอย่างมากมาย ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ","",""],
    [100,"ครั้งที่ 4","แฟนฉัน MY GIRL","2546.0","จีเอ็มเอ็ม พิคเจอร์ส, ไท เอ็นเตอร์เทนเม้นท์, หับ โห้ หิ้น ฟิล์ม","ประเสริฐ วิวัฒนานนท์พงษ์, จิระ มะลิกุล, ยงยุทธ ทองกองทุน","คมกฤษ ตรีวิมล, ทรงยศ สุขมากอนันต์,นิธิวัฒน์ ธราธร, วิชชา โกจิ๋ว, วิทยา ทองอยู่ยง, อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม","","ชาลี ไตรรัตน์, โฟกัส จีระกุล, ชวิน จิตรสมบูรณ์, วงศกร รัศมิทัต, อนุสรา จันทรังษี, ปรีชา ชนะภัย, นิภาวรรณ ทวีพรสวรรค์,เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์, ธนา วิชยาสุรนันท์, เกตต์ พิทักษ์ติกุล, อภิชาญ เฉลิมชัยนุวงศ์, หยก ธีรนิตยาธาร, หัทยา รัตนานนท์, สุวารี วรศิลป์, มัธณา ใจเย็น, ภานุชนารถ สีหะอำไพ","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 100 นาที ","เจี๊ยบ น้อยหน่า ความทรงจำ วัยเด็ก  หนังเด็ก เล่น ","ภาพยนตร์ที่สร้างโดยกลุ่ม 365 ฟิล์ม กลุ่มของผู้กำกับหนุ่ม 6 คนที่เรียนจบด้านภาพยนตร์ จาก\nคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าเรื่องวัยเด็กในยุคทศวรรษ 2520 เสมือนบันทึกความทรงจำของผู้ทำหนังทั้งหกที่เคยผ่านวัยวานนั้นมา ทำให้คนหนุ่มสาววัยเดียวกับคนทำหนังตลอดจนคนที่กำลังแก่เกิดความรู้สึกหวนหาวันเวลาที่ไม่อาจหวนคืน ภาพยนตร์สามารถสร้างปรากฏการณ์ทลายกำแพงความเชื่อที่ว่าทำหนังเด็กมักจะไม่ได้เงินลงได้อย่างราบคาบ","",""],
    [101,"ครั้งที่ 5","ภารกิจทหารอาสาสยามในสงครามโลกครั้งที่ 1","2561.0","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 35 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ /63.26 นาที","สงครามโลก ครั้งที่ 1 สัมพันธมิตร ทหารไทย ทหารอาสา สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ","ภาพยนตร์บันทึกกิจวัตรของกองทหารอาสาสยามที่ไปร่วมรบในสงครามโลก ครั้งที่ 1 ที่ประเทศฝรั่งเศส นับตั้งแต่เดินทางไปเหยียบแผ่นดินฝรั่งเศส ไปจนถึงการเดินทางไปประจำการตามสถานที่ต่าง ๆ และการฝึกอบรมหน้าที่ตามภารกิจ นับเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ของกองทหารไทยในสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นภาพอันมีชีวิตชีวาแทนตัวทหารผ่านศึกผู้ล่วงลับทั้งหลายเหล่านั้นตลอดไป","",""],
    [102,"ครั้งที่ 5","เด็กซนสมัย ร.7","2470-2475","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม16 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ / 7 นาที ","การละเล่น มอญซ่อนผ้า เด็กไทย รัชกาลที่ 7 ","ภาพยนตร์นิรนามที่ถ่ายทำในราวปี 2470–2475 บันทึกภาพเด็ก ๆ ชายหญิง อายุราว 3-4 ขวบ ถึง 10 ขวบกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแสดงการละเล่น เช่น มอญซ่อนผ้า และท่าทางจากหนังฝรั่ง  ที่สะท้อนให้เห็นว่าภาพยนตร์มีอิทธิพลอย่างใดและเพียงไรต่อวิถีชีวิตของคนและสังคมในสมัยนั้น ทั้งเป็นตัวอย่างอันหาได้ยากยิ่งของภาพยนตร์ที่บันทึกให้เห็นพฤติกรรมการเล่นซนหรือการเล่นอวดของเด็กไทยในสมัยรัชกาลที่ 7 ที่ไม่อาจบรรยายให้เห็นได้เลยด้วยภาษาพูดเขียนหรือภาพนิ่ง","",""],
    [103,"ครั้งที่ 5","พันท้ายนรสิงห์","2493.0","อัศวินภาพยนตร์ ","พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ","มารุต ","พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ","ชูชัย พระขรรค์ชัย, สุพรรณ บูรณะพิมพ์, ถนอม อัครเศรณี, ช. แสงเพ็ญ, แชน เชิดพงษ์, อบ บุญติด, สิน, สมพงษ์ พงษ์มิตร, ทัต เอกทัต, อุดม ปิติวรรณ, ทวีสิน ถนอมทัพ, จุมพล ปัทมินทร์, มงคล จันทนบุปผา, อดิเรก จันทร์เรือง ","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์  / 98 นาที ","กรุงศรีอยุธยา พระเจ้าเสือ นายสิน พันท้าย นวล พระยาพิชัย  หัวเรือ โขนเรือ  ประหารชีวิต ","ภาพยนตร์ที่สร้างจากบทละครเวทีของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ซึ่งเป็นละครเวทีที่ได้รับความนิยมระหว่างสงครามและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ ๆ โดยเล่าเรื่องที่แต่งขึ้นจากเรื่องเกร็ดในพงศาวดารและประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลพระเจ้าเสือ กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เมื่อเป็นภาพยนตร์ก็ยังคงได้รับความนิยมจากประชาชนผู้ชมทั่วประเทศ นับเป็นภาพยนตร์ที่เป็นประวัติการณ์ และมีอิทธิพลต่ออารมณ์และความเชื่อของผู้คนทั่วไปในสังคมไทย ","",""],
    [104,"ครั้งที่ 5","ทหารไทยไปเกาหลี","2494-2495","สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพ","","","","","สารคดี ","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง / 7.42 นาที","สงครามเกาหลี  องค์การสหประชาชาติ  คอมมิวนิสต์ สงครามเย็น ","ภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อ ที่สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพ ให้ผลิตขึ้นสำหรับเผยแพร่สู่ประชาชนไทย เพื่อให้เห็นเหตุผลที่ประเทศไทยต้องส่งกองกำลังอาสาสมัครเข้าร่วมสงครามเกาหลี ซึ่งเป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2493-2496 และส่งผลให้เกิดการแบ่งประเทศเกาหลีเป็นสองประเทศ เป็นตัวอย่างของภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อในยุคสงครามเย็นของโลก และเป็นเอกสารหรือหลักฐานประวัติศาสตร์ไทยกับสงครามเกาหลีที่มีค่าในการศึกษาชิ้นหนึ่ง","",""],
    [105,"ครั้งที่ 5","มรดกพระจอมเกล้า (HERITAGE FROM KING MONGKUJ)","2497.0","ปรเมรุภาพยนตร์","สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพ","","","","สารคดี ","ฟิล์ม 16 มม. / สี / เสียง จำนวน 3 ม้วน / 60 นาที ","ความสัมพันธ์ ไทย สหรัฐอเมริกา ม.จ. ศุกรวรรณดิศ ดิศกุล แท้ ประกาศวุฒิสาร แดน แบรดลีย์  หมอปรัดเล พระจอมเกล้า พระจุลจอมเกล้า ","ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก ๆ ของสำนักข่าวสารอเมริกัน ที่เข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศไทย ในช่วงสงครามเย็นโดย ให้ม.จ. ศุกรวรรณดิศ ดิศกุล พระโอรสของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ซึ่งเป็นผู้กำกับไทยมืออาชีพเป็นผู้กำกับ เนื้อเรื่องว่าด้วยสัมพันธภาพระหว่างประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณกาล ย้อนไปจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ผ่านหมอสอนศาสนาชาวอเมริกันที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดีคือ หมอบรัดเล เพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนไทยเห็นถึงคุณงามความดีและความเป็นมิตรของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อประเทศไทยมาช้านาน ตั้งแต่ครั้งยังใช้ชื่อว่า “สยาม”","",""],
    [106,"ครั้งที่ 5","พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกผนวช","2499.0","พิฆเนศภาพยนตร์","สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพ","","","","สารคดี ","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง จำนวน 1 ม้วน / 13.42 นาที","รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงผนวช ภูมิพโล ภิกขุ ศาสนาพุทธ 2499","ภาพยนตร์สารคดีบันทึกเหตุการณ์เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกผนวช ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 จนกระทั่งลาผนวชในวันที่ 5 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน ถ่ายทำโดยสำนักข่าวสารอเมริกัน เพื่อเผยแพร่พระราชจริยวัตรในขณะที่ทรงผนวชให้ประชาชนชาวไทยได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมี และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเป็นตัวอย่างในการเป็นพุทธมามกะที่ดีให้แก่ปวงชนชาวไทย","","https://youtu.be/dAtHPlCEe6w?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [107,"ครั้งที่ 5","โฆษณาพระเครื่องฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ","2500.0","สำนักงานโฆษณาสรรพสิริ","[กระทรวงมหาดไทย]","","","","ภาพยนตร์โฆษณา","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง จำนวน 1 ม้วน / 4.52 นาที","พระเครื่อง ศาสนา 25 พุทธศตวรรษ กึ่งพุทธกาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม พุทธมณฑล","ภาพยนตร์โฆษณาที่กระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผลิตขึ้นเพื่อเชิญชวนให้ประชาชนเช่าพระเครื่องฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ที่จัดสร้างมาจำนวนมากหลายล้านองค์ เพื่อเรี่ยไรเงินรายได้ไปสมทบทุนสร้างพุทธมณฑล เป็นพุทธบูชาและเป็นถาวรสถานใหญ่ให้เป็นหลักหมายของกึ่งพุทธกาล ถ่ายทำโดยสำนักงานโฆษณาสรรพสิริ นับเป็นเอกสารหลักฐานชิ้นหนึ่งในการวัดระดับความเลื่อมใสศรัทธาและระดับการเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของสังคมไทย","","https://youtu.be/fphmKsPcocM?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [108,"ครั้งที่ 5","ทะโมนไพร ","2502.0","","ธำรง รุจนพันธุ์","บุญรัตน์ ชัยวิเศษ","","เชษฐ์ ภูธร            เป็น วิเชษฐ์\n\nโรส มารียา            เป็น ตันหยง\n\nรามิน รายา           เป็น รามิน\n\nลาเซ็ง อับดุลลา      เป็น อับดุล\n\nมะ จำปาเทศ          เป็น มะ\n\nยี จำปาเทศ           เป็น ยี\n\nยอด ชลวารี          เป็น กำนัน\n\nประพันธ์ กรแก้ว     เป็น คิงคอง","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์ / [ความยาวเหลือ 42 นาที]","นราธิวาส ธำรง รุจนพันธ์ ไทยอาร์ต คนท้องถิ่น ","ภาพยนตร์ไทยที่สร้างโดยคนท้องถิ่น จังหวัดนราธิวาส โดยใช้ฉากสถานที่ในท้องถิ่น และเพื่อนฝูงญาติมิตรเป็นผู้แสดง แล้วนำออกฉายตามโรงภาพยนตร์ในจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดใกล้เคียง นับเป็นตัวอย่างอันหาได้ยากยิ่งของภาพยนตร์ท้องถิ่นในประเทศไทย ซึ่งในอดีตแทบทุกจังหวัดมักมีผู้ที่รับถ่ายภาพยนตร์บันทึกงานพิธีกรรมต่าง ๆ คิดและจัดการถ่ายทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง แล้วนำออกฉายดูกันในจังหวัดตนและจังหวัดใกล้เคียงทำนองเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง ทะโมนไพร นี้","",""],
    [109,"ครั้งที่ 5","การปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติในตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลและผู้นำทางทหารจนถึงล้มป่วยและอสัญกรรมของ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์","2506.0","","กองอำนวยการกลางรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (กรป.กลาง)","","","","สารคดี ","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง / 25.15 นาที ","จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ป่วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเยี่ยม ก่อนอสัญกรรม ","ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นหลังจากการอสัญกรรมของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2506 ไม่นานนัก เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณงามความดีของ ฯพณฯ ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับเป็นงานบันทึกอารมณ์ที่มีกระแสสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติ และเป็นเอกสารแห่งความทรงจำที่ไม่อาจบันทึกด้วยสื่ออื่น ๆ ให้รู้สึกได้ดีเท่าภาพยนตร์","",""],
    [110,"ครั้งที่ 5","ยุทธนา-ศิริพร YUTHANA UND SIRIPON MONCH AUF ZEIT","2506.0","","Hans Berthel","","","","ภาพยนตร์กึ่งสารคดี ","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง จำนวน 1 ม้วน / 44.54 นาที","หนังไทย พูดภาษาเยอรมัน หนุ่มสาว ชนชั้นกลาง กรุงเทพ มอเตอร์ไซค์  วัดพระแก้ว ภูเขาทอง ตลาดน้ำ งานบวช วิถึชีวิต ","ภาพยนตร์ที่สร้างโดย ฮันส์ เบอร์เทล ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีชาวเยอรมัน บันทึกภาพสถานที่สำคัญ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในเมืองกรุงราวปี 2506 ผ่านตัวละครหนุ่มสาวคู่รักชื่อ ยุทธนา และ ศิริพร โดยมี แท้ ประกาศวุฒิสาร\nผู้สร้างภาพยนตร์ไทยที่มีชื่อเสียงเป็นผู้ช่วยประสานงาน เมื่อถ่ายทำเสร็จได้ออกฉายทางโทรทัศน์ของเยอรมนี โดยมีเสียงบรรยายภาษาเยอรมันตลอดทั้งเรื่อง นับเป็นบทบันทึกของยุคสมัยที่สื่อใดก็ไม่อาจฉายภาพได้เด่นชัดเท่ากับที่ปรากฏในภาพยนตร์\n ","","https://youtu.be/SJAUQBNVLU8?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [111,"ครั้งที่ 5","สายเลือดเดียวกัน  (THE SPREAD OF KINSHIP) ","2509-2501","เทพพนมภาพยนตร์ ","สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพ","","","พิศาล อัครเศรณี","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 16 มม. / สี / เสียง จำนวน 1 ม้วน / 103 นาที ","ต่อต้าน คอมมิวนิสต์ หมู่บ้าน ผู้ก่อการร้าย สงครามเย็น ","ภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อของสำนักข่าวสารอเมริกัน และเป็นผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของ พิศาล อัครเศรณี โดยเนื้อหาได้จำลองเหตุการณ์ให้เห็นถึงความโหดร้ายและวิธีการแทรกซึมเข้ามาในหมู่บ้านของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ รวมทั้งมีฉากซึ่งแสดงให้เห็นถึงยุทธวิธีที่รัฐนำการแสดงพื้นบ้านมาปรับใช้ในการสื่อสารกับชาวบ้านเพื่อให้เข้าถึงการชวนเชื่อได้ดียิ่งขึ้น นับเป็นตัวอย่างภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อที่สำคัญที่ทำให้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์สังคมไทยในยุคสมัยหนึ่งได้เป็นอย่างดี\n ","",""],
    [112,"ครั้งที่ 5","ชู้ ","2515.0","อัศวินภาพยนตร์","สุปราณี โพธิ์ชัยแสน","เปี๊ยก โปสเตอร์","","มานพ อัศวเทพ, กรุง ศรีวิไล, วันดี ศรีตรัง, ด.ญ. ไขนภา เจียรบุตร, นันทวัต, โชน บุนนาค","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง /","เรืออับปาง ติดเกาะ หนึ่งหญิง สองชาย ชู้ ","ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องที่มีตัวละครนำอยู่เพียง 3 ตัวละคร ที่ไม่ใช่เป็นแค่ตัวแทนความดีชั่วแบบพระเอกนางเอกและตัวร้าย ทั้งยังพยายามตั้งคำถามถึงศีลธรรมของมนุษย์ ซึ่งแตกต่างไปจากภาพยนตร์ไทยเรื่องอื่น โดยได้รับรางวัลพิเศษในฐานะภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาโดดเด่นแปลกแหวกแนว ในมหกรรมภาพยนตร์ เอเซีย - แปซิฟิก ครั้งที่ 19 นับเป็นตัวอย่างอันหายากของภาพยนตร์ไทย ที่ผู้สร้างมีเจตนาใช้ศิลปภาพยนตร์แสดงธรรม ว่าด้วยกิเลส ตัณหา ราคะ ความโลภ และความเห็นแก่ตัวของมนุษย์","",""],
    [113,"ครั้งที่ 5","วัยตกกระ","2521.0","นครพิงค์โปรดักชั่น","ชนะ คราประยูร","ชนะ คราประยูร","ศิริมาดา","สรพงศ์ ชาตรี, ทาริกา ธิดาทิตย์,นิรุตติ์ ศิริจรรยา, สมภพ เบญจาธิกุล, สมจินต์ ธรรมทัต, ชูศรี มีสมมนต์, วิไลวรรณ วัฒนพานิช, จุรี โอศิริ, ประพิศ แพรวพรรณ, ชินดิษฐ์ บุนนาค, สายพิณ จินดานุช, อุ่นเรือน ธรรมานนท์, ด.ช. อ๊อด จินดานุช, ด.ญ. จอย จินดานุช, วิเวียน สุขสม, หนู สุวรรณประกาศ, กุมารี โกมารกุล ณ นคร","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 122 นาที ","ผู้สูงอายุ อาวุโส คนแก่ ไม้ใกล้ฝั่ง นอกกระแส ","ภาพยนตร์ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่มีความกล้าหาญที่จะแสดงเรื่องของคนแก่หรือผู้สูงอายุ ให้เป็นตัวหลักของเรื่อง และเป็นครั้งแรกที่คนแก่มีพื้นที่ในการสื่อสารเรื่องของตัวเองบนจอหนังไทย โดยสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่มีการสร้างภาพยนตร์ไทยออกฉายเป็นจำนวนมากกว่าปกติ ทั้งยังมีเรื่องราวแปลกใหม่หลากหลายกว่าที่เคยสร้างกันมา","รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ทองคำ ครั้งที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2521 - 2522 รางวัลภาพยนตร์สร้างสรรค์สังคมยอดเยี่ยม และรางวัลพิเศษ ดาราอาวุโสยอดเยี่ยม หนู สุวรรณประกาศ",""],
    [114,"ครั้งที่ 5","เงาะป่า ","2523.0","","ปริม บุนนาค เกียรติ เอี่ยมพึ่งพร","ภานุพันธุ์  เปี๊ยก โปสเตอร์","พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว\t","จตุพล ภูอภิรมย์, ศศิธร ปิยกาญจน์, ภิญโญ ปานนุ้ย, ปู จินดานุช, สมคิด ","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 86.21 นาที","เงาะป่า พัทลุง บทละครร้อง โศกนาฎกรรม รัชกาลที่ 5 พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เปี๊ยก โปสเตอร์ ","ภาพยนตร์เรื่องแรกและเรื่องเดียวที่สร้างจากบทละครร้องพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง “เงาะป่า” โดยเป็นผลงานการกำกับร่วมกันระหว่างผู้กำกับคนสำคัญต่างยุคสมัย คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล และ เปี๊ยก โปสเตอร์ เพื่อถ่ายทอดบทละครร้องและรำซึ่งเป็นภาษานาฏศิลปะแบบประเพณี ให้ออกมาเป็นภาษาภาพยนตร์ไทยสมัยใหม่ จนเกิดเป็นภาพแทนอันมีชีวิตชีวาเสมือนมีตัวตนจริงของตัวละครที่เคยมีอยู่แต่ในจินตนาการจากบทพระราชนิพนธ์","",""],
    [115,"ครั้งที่ 5","ประชาชนนอก  (ON THE FRINGE OF SOCIETY) ","2524.0","สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา","","มานพ อุดมเดช","","","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 16 มม. / สี /เสียง จำนวน 3 ม้วน  /  90 นาที ","เอ็นจีโอ ทองปาน ภาคสอง ชาวนา เกษตรกร กรรมกร คอมมิวนิสต์ แรงงาน อีสาน ทองใบ ทองเปาว์","ภาพยนตร์ที่สร้างโดย สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจเศรษฐกิจและปัญหาทางสังคม โดยกลั่นกรองเรื่องราวจากประสบการณ์ของคนใกล้ตัว ทั้งจากชีวิตจริงของพ่อและแม่ของผู้กำกับ คือ มานพ อุดมเดช ฉายครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับความสนใจจากนักศึกษา นักวิชาการเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังได้รับเชิญไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศหลายแห่ง นับเป็นผลงานสะท้อนปัญหาสังคมเรื่องสำคัญที่ปรากฏในโลกภาพยนตร์ไทย","",""],
    [116,"ครั้งที่ 5","เพื่อน-แพง  (PUEN-PAENG) ","2526.0","เชิดไชยภาพยนตร์","จันทนา ทรงศรี","เชิด ทรงศรี","ยาขอบ ","สรพงศ์ ชาตรี, ชณุตพร วิศิษฏโสภณ, คนึงนิจ ฤกษะสาร, ปิยะ ตระกูลราษฎร์, วิโรจน์ ควันธรรม, โดม สิงห์โมฬี, สุรชาติ ไตรโภค, ม.ร.ว. สุดจัยยะ ชมพูนุท, เกษม มิลินทจินดา, วงจันทร์ ไพโรจน์, พิราวรรณ ประสพศาสตร์, ถนอม รุ่งพวงเงิน, สุรพล แก้วอำไพ","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 131 นาที ","เชิด ทรงศรี ยาขอบ โชติ แพร่พันธุ์ ลอ เพื่อน แพง ลูกทุ่ง รักสามเศร้า ","ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงขึ้นจากเรื่องสั้นแนวลูกทุ่งเรื่อง “เพื่อน-แพง” ของ ยาขอบ (โชติ แพร่พันธุ์) บอกเล่าตำนานรักสามเส้าแห่งท้องทุ่ง ระหว่าง ลอ ชายหนุ่มผู้ผิดคำสาบาน กับ เพื่อน และ แพง สองพี่น้องผู้มีใจรักชายคนเดียวกัน และได้สอดแทรกวิถีชีวิตชาวไทยในช่วงประมาณ พ.ศ. 2476 เอาไว้อย่างกลมกลืน โดยเฉพาะด้านการบันเทิงและมหรสพซึ่งหล่อเลี้ยงจิตใจของบรรพชนไทยมาก่อนหน้า นับเป็นผลงานอันมีเลือดเนื้อและตอกย้ำให้เห็นถึงความรักความชื่นชมและความเข้าใจในความเป็นไทยอย่างลึกซึ้งของ เชิด ทรงศรี ผู้กำกับผู้เป็น  “จ้าวแห่งหนังไทยลูกทุ่ง”","",""],
    [117,"ครั้งที่ 5","ด้วยเกล้า ","2530.0","ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น","เจริญ เอี่ยมพึ่งพร","บัณฑิต ฤทธิ์ถกล","","สันติสุข พรหมศิริ, จินตหรา สุขพัฒน์, จรัล มโนเพ็ชร, นฤมล นิลวรรณ, ไกรลาศ เกรียงไกร, โรม อิศรา, กฤษณ์ ศุกระมงคล, ต่อลาภ กำพุศิริ, มนตรี ตระหง่าน, ชาลี อินทรวิจิตร","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 107 นาที ","เทิดพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 เพลง พระราชนิพนธ์ สายฝน ลมหนาว ","ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 40 ปี โดยเชื่อมโยงเรื่องราวความยากลำบากของชาวนา ความเอารัดเอาเปรียบของนายทุน และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อชาวนาผ่านโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ได้อย่างประณีต พิถีพิถัน เป็นธรรมชาติ และเป็นเนื้อเดียวกันไปกับภาพยนตร์ นับเป็นตัวแทนของวงการภาพยนตร์ไทยที่ทำขึ้นเพื่อถวายความจงรักภักดีและบูชาน้ำพระราชหฤทัยของพระราชาผู้ทรงเป็นพลังของแผ่นดิน","",""],
    [118,"ครั้งที่ 5","บ้านผีปอบ 2 ","2533.0","กรุ๊ฟโฟร์โปรดักชั่น","สุรินทร์ ชอุ่มพานิช","ศรีสวัสดิ์","","ตรีรัก รักการดี, เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์, ธงชัย ประสงค์สันติ, มณีรัตน์ วัยวุฒิ, แก้ว มะละกอ, อิทธิฤทธิ์ สิงหรัตน์,ณัฐนี สิทธิสมาน, กลิ่นสีซานโตส, กลิ่นสีชลิต, กลิ่นสีกาลาแม, เฉลิมพล สีแสด, เอก กฤษณชัย, จิต แจ่มจันทร์, ประยูร แสงสีทิม, สงัด เหงือกงาม, สมศักดิ์ อ่อนวิมล, กุสุมา โมพันธ์","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 91 นาที","หนังผี ตลก วิ่งหนีผี ปอบหยิบ ","ภาพยนตร์ที่ผสมผสานระหว่างหนังผีกับหนังตลกไว้ด้วยกัน ซึ่งสร้างปรากฏการณ์การเป็นหนังระดับรอง ทุนสร้างไม่สูง เน้นฉายโรงภาพยนตร์ต่างจังหวัด แต่กลับประสบความสำเร็จอย่างสูงจนสามารถเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ชั้นนำในกรุงเทพได้ โดยบ้านผีปอบ ภาค 2 เป็นภาคแรกที่มีตัวละครปอบหยิบ ซึ่งเป็นตัวละครผีหลักในภาพยนตร์ชุดนี้ไปจนจบ รับบทโดย ณัฐนี สิทธิสมาน โดยท่าจีบมือของปอบหยิบ รวมทั้งฉากการวิ่งหนีด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อเรียกเสียงหัวเราะ ได้กลายเป็นภาพจำของผู้คน จนกระทั่งสามารถสร้างภาคต่อได้ถึง 13 ภาค ในช่วงเวลา 5 ปี","",""],
    [119,"ครั้งที่ 5","เรื่องตลก 69  (6ixtynin9) ","2542.0","ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น","เจริญ เอี่ยมพึ่งพร","เป็นเอก รัตนเรือง ","","ลลิตา ปัญโญภาส, สุรพล เมฆพงษ์สาธร, แบล็ค ผมทอง, อรุณ วรรณาดบดีวงศ์, ทัศนาวลัย องอาจอิทธิชัย, ศิริสิน ศิริพรสมาธิกุล, สีเทา ","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 115 นาที ","หมิว ลลิตา เศรษฐกิจ ฟองสบู่ กล่องใส่เงิน 69","ภาพยนตร์แนวตลกร้ายที่เล่าเหตุการณ์ในภาวะเศรษฐกิจไทยตกต่ำยุคฟองสบู่แตกหรือวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง เมื่อปี พ.ศ. 2540 ผ่านเรื่องราวของสาวออฟฟิศคนหนึ่งที่ถูกปลดออกจากงาน และเจอกล่องใส่เงินสดจำนวนมหาศาลมาวางไว้หน้าห้องพักโดยบังเอิญ นับเป็นผลงานแห่งยุคสมัยที่ช่วยปลุกวงการหนังไทยซึ่งขณะนั้นกำลังสลบไสลให้ฟื้นตื่นขึ้นมาพบเจอทิศทางใหม่ ๆ ในโลกภาพยนตร์ นับเป็นเอกสารบันทึกเรื่องราว ความรู้สึก หรืออารมณ์ของสังคมไทย ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจยุคฟองสบู่แตกและโรคต้มยำกุ้ง ที่มีชีวิตชีวาที่สุด ซึ่งไม่อาจรับรู้ได้จากสื่ออื่น ๆ","รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ครั้งที่ 23 ประจำปี พ.ศ. 2542 ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 9 ประจำปี พ.ศ. 2542 ดารานำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม ลลิตา ปัญโญภาส, ดาราประกอบหญิงยอดเยี่ยม ศิริสิน ศิริพรสมาธิกุล, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 8 ประจำปี พ.ศ. 2542 ผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม, ผู้แสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม ลลิตา ปัญโญภาส, ผู้แสดงสมทบชายยอดเยี่ยม แบล็ค ผมทอง, ผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ศิริสิน ศิริพรสมาธิกุล, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม รางวัล Don Quixote Award, Special Mention จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน รางวัล FIPRESCI Prize จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกง รางวัล Best Feature จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติบรู๊กลิน",""],
    [120,"ครั้งที่ 5","บางระจัน  (BANG-RAJAN The legend of the Village Warriors)","2543.0","ฟิล์มบางกอก","อังเคิล ","ธนิตย์ จิตนุกูล","","วินัย ไกรบุตร, บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, จรัญ งามดี, ชุมพร เทพพิทักษ์, อรรถกร สุวรรณราช, บงกช คงมาลัย, สุนทรี ใหม่ละออ, ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล, ธีรยุทธ ปรัชญาบำรุง, สุรเชษฐ์ เลาะสูงเนิน, ใจ พงษ์ศักดิ์, ภาสกร อักษรสุวรรณ, นิรุต สาวสุดชาติ, สมนึก แก้ววิจิตร, กฤษณ์ สุวรรณภาพ\t","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 118 นาที ","วีรกรรม ชาวบ้าน ค่าย บางระจัน ปกป้อง บ้านเมือง กรุงศรีอยุธยา ไทย พม่า ","ภาพยนตร์ที่บอกเล่าตำนานวีรกรรมของชาวบ้านบางระจันที่คนไทยรู้จักกันดีในฐานะภาพแทนของความสมัครสมานสามัคคีอุทิศตนต่อสู้กับศัตรูที่เข้ามารุกราน โดยเพิ่มอรรถรสให้ตัวละครนำซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาทั้ง 11 คนมีมิติมากยิ่งขึ้น และคัดเลือกนักแสดงให้ละม้ายคล้ายกับตัวละครนั้น ๆ มากที่สุด นับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งด้านรายได้และรางวัล","รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ครั้งที่ 24 ประจำปี พ.ศ. 2543 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ธนิตย์ จิตนุกูล, ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์, ผู้แสดงประกอบชายยอดเยี่ยม ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล, กำกับภาพยอดเยี่ยม วิเชียร เรืองวิชญกุล, ออกแบบและจัดเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, แต่งหน้าและทำผมยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์ยอดนิยม รางวัลพิเศษ ตุ๊กตาเงินดาวรุ่งฝ่ายหญิง บงกช คงมาลัย, ผู้กำกับคิวบู๊ยอดเยี่ยม ธนบดี เชื่อมชุนทด, พิชัย จันทิมาธร, แผงฤทธิ์ แสงชารางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 11 พ.ศ. 2544 ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม",""],
    [121,"ครั้งที่ 5","สุริโยไท  (THE LEGEND OF SURIYOTHAI) ","2544.0","พร้อมมิตรภาพยนตร์","หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ","ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ","","ม.ล. ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี, ศรัณยู วงษ์กระจ่าง, ฉัตรชัย เปล่งพานิช,พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, ใหม่ เจริญปุระ, จอนนี่ แอนโฟเน่, สรพงศ์ ชาตรี, วรรณษา ทองวิเศษ, สินจัย เปล่งพานิช, อำพล ลำพูน, ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ, เพ็ญพักตร์ ศิริกุล, ศุภกิจ ตังทัตสวัสดิ์, รณ ฤทธิชัย, สหรัถ สังคปรีชา, สมบัติ เมทะนี, วรุฒ วรธรรม, พิมลรัตน์ พิศลยบุตร, สุเชาว์ พงษ์วิไล, พิศาล อัครเศรณี","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 142 นาที ","ท่านมุ้ย กรุงศรีอยุธยา สุริโยไท มเหสี พระมหาจักรพรรดิ์ ยุทธหัตถี ช้าง พม่า ประวัติศาสตร์  ","ภาพยนตร์ระดับปรากฏการณ์ที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์พงศาวดารในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระสุริโยไท พระมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ตั้งแต่ขณะทรงพระเยาว์จนถึงวีรกรรมซึ่งยอมสละชีพแทนพระสวามีในสงครามยุทธหัตถีกับกองทัพพม่า นับเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่เคลื่อนไหวได้ในรูปแบบของภาพยนตร์ และช่วยกระตุ้นจิตสำนึกให้คนไทยเกิดความสนใจในประวัติศาสตร์ของชาติ จนได้รับการการขนานนามว่าเป็น ภาพยนตร์แห่งสยามประเทศ  ","รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ครั้งที่ 25 ประจำปี พ.ศ. 2544 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมรางวัลพิเศษ, ภาพยนตร์ยอดนิยม",""],
    [122,"ครั้งที่ 5","15 ค่ำ เดือน 11  (MEKHONG FULL MOON PARTY) ","2545.0","จีเอ็มเอ็ม พิคเจอร์ส, หับ โห้ หิ้น ฟิล์ม","ประเสริฐ วิวัฒนานนท์พงษ์, ยงยุทธ ทองกองทุน","จิระ มะลิกุล","","อนุชิต สพันธุ์พงษ์, ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ, นพดล ดวงพร, บุญชัย ใจลิ่ม, สมชาย ศักดิกุล, บุญศรี ยินดี, สุรสีห์ ผาธรรม, ยอดสน ลมพัดไผ่","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 120 นาที","บั้งไฟ พญานาค ออกพรรษา โพนพิสัย หนองคาย ความเชื่อ ","ภาพยนตร์ที่สร้างจากตำนานพื้นบ้านกับปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคที่เกิดขึ้นในคืนวันออกพรรษาของทุกปี และเป็นที่ขึ้นชื่อมากในอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย โดยหยิบเอาเรื่องราวของชุมชนพื้นบ้านมาเล่าในแง่ของความเชื่อบางประการ และตั้งคำถามระหว่างการทำสิ่งที่ถูกต้องกับทำสิ่งหลอกลวง เมื่อออกฉายได้กระตุ้นให้เกิดความสนใจใคร่รู้ถึงสาเหตุของการเกิดบั้งไฟพญานาค  จนเกิดการหาข้อพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงนับเป็นภาพยนตร์ที่ดีเรื่องหนึ่ง ที่สมควรส่งเสริมให้ผู้คนได้เรียนรู้ผ่านภาพยนตร์","รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ครั้งที่ 26 ประจำปี พ.ศ. 2545 บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์ส่งเสริมสังคม วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 12 ประจำปี พ.ศ. 2545 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม นพดล ดวงพร, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, การสร้างภาพยนตร์พิเศษยอดเยี่ยมรางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 11 ประจำปี พ.ศ. 2545 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม นพดล ดวงพร, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม เอก เอี่ยมชื่น, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม",""],
    [123,"ครั้งที่ 5","องค์บาก  (ONG-BAK) ","2546.0","สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล, บาแรมยู","สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ","ปรัชญา ปิ่นแก้ว","","เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา, พนม ยีรัมย์, ภุมวารี ยอดกมล, สุเชาว์ พงษ์วิไล, ชุมพร เทพพิทักษ์, เชษฐวุฒิ วัชรคุณ, วรรณกิตย์ ศิริพุฒ, รุ่งระวี บริจินดากุล, ฉัฏฐพงศ์ พันธนะอังกูร, ณัฐพล อัศวโภคิน, พรพิมล ชูขันทอง","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 104 นาที ","ศิลปะการต่อสู้ มวยไทย แอ๊กชั่น จา พนม เศียรพระ องค์บาก คิวบู๊ พันนา ฤทธิไกร ","ภาพยนตร์ประเภทศิลปะการต่อสู้แบบไทย ที่มีเอกลักษณ์และเป็นเอกภาพ รวมทั้งมีฉากแอ๊กชั่นที่น่าตื่นตาตื่นใจตลอดทั้งเรื่อง โดยเกิดจากการผสมผสานความสามารถเฉพาะทางของทีมงานสร้างและนักแสดงนำได้อย่างลงตัว นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์โลก และเป็นความตื่นตาตื่นใจของแฟนภาพยนตร์ทั่วโลก ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ประทับอยู่ในความทรงจำตลอดไป","รางวัลสตาร์เอนเตอร์เทนเมนต์อวอร์ดส นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม KUNGFUCINEMA AWARD นักแสดงนำฝ่ายชายที่เน้นศิลปะการต่อสู้ยอดเยี่ยม, ออกแบบฉากและศิลปะการต่อสู้ยอดเยี่ยม พนม ยีรัมย์ รางวัลทูตวัฒนธรรมด้านภาพยนตร์ครั้งที่ 1",""],
    [124,"ครั้งที่ 5","ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (SHUTTER) ","2547.0","จีเอ็มเอ็ม พิคเจอร์ส, จีเอ็มเอ็ม ไท หับ, ฟีโนมีนา โมชั่น พิคเจอร์ส","ยอดเพชร สุดสวาท","บรรจง ปิสัญธนะกูล, ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ","","อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม, ณัฐฐาวีรนุช ทองมี, อชิตะ สิกขมานา, อรรณพ ชั้นไพบูลย์, ฐิติการ ทองประเสริฐ, สิวากร มุตตามระ, ชัชชญา เจริญผล, ขจรศักดิ์ นฤภัทร, อภิชาติ ชูสกุล ","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง /  92 นาที","อนันดา กล้องถ่ายรูป วิญญาณ หนังผี ","ภาพยนตร์ไทยแนวสยองขวัญที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังผีไทยที่ดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่ง โดยนำเรื่องราวของรูปถ่ายติดภาพวิญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องลี้ลับยอดนิยมของผู้คนในสังคมมาเป็นประเด็นหลักของเรื่อง และซ่อนเงื่อนคลายปมอย่างชาญฉลาดด้วยบทภาพยนตร์ที่แข็งแรงกว่าหนังผีไทยเรื่องอื่น ๆ ที่เคยมีมา จนส่งผลให้ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นผลงานที่ปักธงหนังผีไทยให้เป็นที่รู้จักในแผนที่ภาพยนตร์โลกอย่างแท้จริง","รางวัล Best Asian Film จากเทศกาล Fantasia Film Festival รางวัลหนังแฟนตาซีที่ดีที่สุด จากเทศกาล Fantastic’s Arts Festival of Gerardmer",""],
    [125,"ครั้งที่ 5","รักแห่งสยาม  (THE LOVE OF SIAM) \n ","2550.0","สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล, บาแรมยู","สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ","ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล","","สินจัย เปล่งพานิช, ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, พิมพ์พรรณ บูรณะพิมพ์, มาริโอ้ เมาเร่อ, วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล, อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์, กัญญา รัตนเพชร์, ด.ช. จิรายุ ละอองมณี, ด.ช. อาทิตย์ นิยมกุล","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 171 นาที ","แจ้งเกิด มาริโอ้ เมาเร่อ หนังวัยรุ่น วงดนตรีออกัส สยาม กรุงเทพ ครอบครัว เพศวิถี Y ","ภาพยนตร์ที่ดูเหมือนเป็นภาพยนตร์รักวัยรุ่นใส ๆ แต่เนื้อหากลับพลิกความคาดหวังกลายเป็นเรื่องของครอบครัวที่มีบาดแผลจากการหายตัวไปของสมาชิกในบ้าน ทั้งยังนำเสนอความสับสนในเพศวิถีของตัวละคร แต่ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ กลับมีผู้ที่ชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องนี้จำนวนมากจนเกิดการรวมตัวเป็นแฟนคลับ นับเป็นภาพยนตร์ที่ทั้งสะท้อนอารมณ์ร่วมของยุคสมัยและสร้างกระแสความรู้สึกอย่างหนึ่งขึ้นในสังคมไทย ในระดับทั่วประเทศ รวมทั้งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากสถาบันต่าง ๆ ที่จัดประกวดในปีนั้น","รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 17 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ รางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม สินจัย เปล่งพานิช, ผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม รางวัลสตาร์พิคส์อวอร์ด ภาพยนตร์ยอดนิยม, ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม มาริโอ้ เมาเร่อ,นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม สินจัย เปล่งพานิช, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม รางวัลหนังแห่งปีของนิตยสารไบโอสโคป พ.ศ. 2550 รางวัลคมชัดลึกอวอร์ด ครั้งที่ 5 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม สินจัย เปล่งพานิช รางวัลสตาร์เอนเตอร์เทนเมนต์อวอร์ดส ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม สินจัย เปล่งพานิช, ผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, เพลงและดนตรีประกอบยอดเยี่ยมไนน์เอ็นเตอร์เทนอวอร์ดส นักแสดงนำหญิงแห่งปี สินจัย เปล่งพานิช",""],
    [126,"ครั้งที่ 6","รั้วใหม่ทางทะเล เรือดำน้ำ แห่งราชนาวีสยาม กิจวัตรของทหารเรือดำน้ำไทยในญี่ปุ่น\n(พิธีปล่อยเรืออันรุ่งเรืองสดใส)","2579-2580","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ / 45 นาที","2479 เรือดำน้ำ ตอปิโด ลำแรก ราชนาวี กรมยุทธศึกษา ทหารเรือไทย ต่อเรือ ปล่อยเรือ โกเบ ญี่ปุ่น ","เป็นภาพยนตร์ที่บันทึกเกี่ยวกับเรือดำน้ำของราชนาวีไทย ซึ่งรัฐบาลไทยสั่งต่อที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2479 จำนวน 4 ลำ คือ วิรุณ มัจฉาณุ สินสมุทร และ พลายชุมพล ประกอบด้วยภาพยนตร์ 3 เรื่อง คือ รั้วใหม่ทางทะเล เรือดำน้ำ แห่งราชนาวีสยาม (30 นาที) ภาพยนตร์ที่บันทึกการก่อสร้างเรือดำน้ำไทยลำแรก คือ วิรุณ กิจวัตรของทหารเรือดำน้ำไทยในญี่ปุ่น (10 นาที) ภาพยนตร์แสดงให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของคณะนักเรียนทหารเรือดำน้ำไทย (พิธีปล่อยเรืออันรุ่งเรืองสดใส) (5 นาที) ภาพยนตร์แสดงกิจวัตรประจำวันของเรือดำน้ำไทย รล. สินสมุทร","",""],
    [127,"ครั้งที่ 6","พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดชแข่งรถ ณ ถนนราชดำเนิน","2480","พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ / 2.16 นาที ","ดาราทอง แข่งรถ ราชดำเนิน Bangkok Grand Prix 2480 ","ภาพยนตร์ที่บันทึกภาพเหตุการณ์ การจัดแสดงการประลองความเร็วเป็นตัวอย่างเพื่อประโคมข่าว การแข่งรถ “การแข่งขันรถยนต์ระหว่างชาติ รางวัลใหญ่กรุงเทพ ฯ” (Bangkok Grand Prix) ที่ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สะพานผ่านพิภพลีลา จนถึงลานหน้าพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2480 โดยวันนั้น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือ “พ.พีระ เจ้าดาราทอง” วีรบุรุษของชาวไทย ทรงขับรถรอมิวลุสโลดแล่นผ่านถนนราชดำเนิน ประลองความเร็วกับรถอื่น ๆ ให้ประชาชนชมเป็นขวัญตา ก่อนที่การแข่งขันจริงจะถูกยกเลิกไปเพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ต่อมาจึงมีการขนานนามการแข่งขันที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงนี้ว่า The race that was never run","","https://youtu.be/MgZMxH20Irc?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [128,"ครั้งที่ 6","เสด็จประพาสภาคใต้","2502.0","เอราวัณภาพยนตร์","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง / 69 นาท่ ","รัชกาลที่ 9 ในหลวง ราชินี  เสด็จ ภาคใต้ ครั้งแรก รถไฟ สวนจิตรลดา ","ภาพยนตร์บันทึกประวัติศาสตร์การเสด็จ ฯ เยี่ยมราษฎรจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคใต้อย่างเป็นทางการครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เป็นการเสด็จ ฯ ที่อยู่ในความทรงจำของราษฎรจังหวัดต่าง ๆ ของภาคใต้ โดยเสด็จ ฯ ทางรถไฟจากสถานีสวนจิตรลดาสู่จังหวัดนครปฐม ต่อจากนั้นได้เสด็จไปยังจังหวัดชุมพร พังงา ภูเก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี","","https://youtu.be/EEGmN902AxE?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [129,"ครั้งที่ 6","พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ","2503.0","ธำรง รุจนพันธุ์","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง / 11.39 นาที ","รัชกาลที่ 9 พระราชพิธี พืชมงคล จรดพระนังคัล แรกนาขวัญ วัดพระแก้ว ท้องสนามหลวง ","ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ พระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เมื่อปี 2503 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และมณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพ ฯ ซึ่งได้รับการรื้อฟื้นคืนมาหลังจากห่างหายไป 23 ปี ผู้ถ่ายทำภาพยนตร์ได้บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของพระราชพิธีที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองในสมัยรัชกาลที่ 9 ทั้งสองพระราชพิธี คือพระราชพิธีพืชมงคล พิธีพุทธซึ่งจัดขึ้นในอุโบสถวัดพระแก้ว เย็นวันที่ 1 พฤษภาคม 2503 และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งจัดขึ้นในเช้าวันต่อมา ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพระราชพิธีทั้งสอง","","https://youtu.be/l3atNfCftps?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [130,"ครั้งที่ 6","แพรดำ","2504.0","หนุมานภาพยนตร์","รัตน์ เปสตันยี","รัตน์ เปสตันยี","","ตนาวดี รัตนาพันธ์, ทม วิศวชาติ, เสณี อุษณีษาณฑ์, ศรินทิพย์ ศิริวรรณ, จมื่นมานพนริศร์, พิชิพ สาลีพันธ์, จุรัย เกษมสุวรรณ, ชั้น พันธุวัต, ถวัลย์ วรวิบูล, เชาว์ นิ่มเจริญ, จรัญญา สว่างอัมพร, สมจิตต์ วิลเจริญ, ทัศนีย์ ชูวสุวัติ","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 119.46 นาที ","ฟิล์มนัวร์ Film Noir แพรดำ ชุดดำ ไว้ทุกข์ ฆาตกรรม อำพราง เสียงในฟิล์ม ","แพรดำ ผลงานที่แสดงวิสัยทัศน์ล้ำยุคของรัตน์ เปสตันยี ที่จะผสมผสานรูปแบบฟิล์มนัวร์ (Film Noir) หรือหนังที่นิยมแสดงด้านมืดของมนุษย์และสังคม กับคำสอนพุทธศาสนาว่าด้วยเรื่องของกรรม ที่มาพร้อมบทหนังผูกเรื่องได้อย่างฉลาดและซับซ้อน เทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์ที่นำสมัยกว่าภาพยนตร์ไทยในยุคเดียวกัน แพรดำ ถือเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องที่สองที่ได้รับเชิญให้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์กรุงเบอร์ลิน (Berlin Film Festival) ในปี 2504","รางวัลตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 5 ประจำปี พ.ศ. 2505 สาขาถ่ายภาพยอดเยี่ยม",""],
    [131,"ครั้งที่ 6","การเดินขบวนของประชาชน นักเรียน กรณีเขาพระวิหารในจังหวัดนราธิวาส","2505.0","ธำรง รุจนพันธุ์","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง / 1.37 นาที  ","เดินขบวน ประท้วง เขาพระวิหาร ไทย กัมพูชา รัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พุทธ มุสลิม  นราธิวาส ","ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์การเดินขบวนของประชาชน นักเรียน ในตัวเมือง จังหวัดนราธิวาสซึ่งอยู่ใต้สุดของสยาม หลังจากรู้ผลว่าประเทศไทยแพ้คดีกรณีเขาพระวิหาร ระหว่าง ไทย กับ กัมพูชา ในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือที่เรียกกันว่าศาลโลก เมื่อศาลโลกตัดสินเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ซึ่งแม้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาวเพียงไม่กี่นาทีแต่แสดงอารมณ์และความรู้สึกของคนนราธิวาส ที่อยู่ใต้สุดแดนสยามได้เป็นอย่างดี","","https://youtu.be/d_kYEto2sUg?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [132,"ครั้งที่ 6","ไม้สัก","2505.0","การรถไฟแห่งประเทศไทย","ประดิษฐ์ เทศประสิทธิ์","ณรงค์ นะหุตานนท์","","","สารคดี ","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / พากย์ / 31.25 นาที ","สารคดี โทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม สองข้างทางรถไฟ ท่องเที่ยว วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เด่นชัย แพร่ ","เป็นตอนหนึ่งของภาพยนตร์สารคดีทางโทรทัศน์ชุด “สองข้างทางรถไฟ” ผลิตโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นภาพการทำป่าไม้ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ภาพยนตร์เกริ่นด้วยภาพสถานีเด่นชัย จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นสถานีที่สำคัญในการขนส่งไม้สักจากป่าสูงของไทยไปไปยังกรุงเทพฯ และจุดที่มีไม้สักคุณภาพดีที่สุดของโลก พร้อมเล่าให้เห็นกระบวนการตัดโค่นไม้สัก และขั้นตอนการเตรียมช้างออกทำงานในป่าอย่างละเอียด","","https://youtu.be/IfaR2XZz7ls?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [133,"ครั้งที่ 6","พัฒนากร","2506.0","เอราวัณภาพยนตร์","สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพ","","","","สารคดี ","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง / 18.27 นาที ","พัฒนากร หมู่บ้าน ชนบท อีสาน วารินชำราบ อุบลราชธานี  ก้าวหน้า เพลงหมอลำ ","ภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อของสำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ สร้างขึ้นเพื่อเผยแพร่ภารกิจของข้าราชการไทยที่เรียกว่า พัฒนากร โดยใช้วิธีดำเนินเรื่องโดยเล่าถึงกิจกรรมของพัฒนากรหนุ่มนายหนึ่ง ซึ่งเดินทางเข้าไปสู่หมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่ง เพื่อเข้ามาบอกกล่าวเล่าความแก่ชาวบ้านถึงแนวทางของรัฐที่จะเข้ามาพัฒนาอีสานให้มีความก้าวหน้า ที่น่าสังเกตคือภาพยนตร์ใช้วิธีเล่าเรื่องด้วยเพลงหมอลำแทนการบรรยายด้วยเสียงพูดธรรมดา เพื่อการโน้มน้าวความคิดความเชื่อของสังคมชนบทไทยในยุคสมัยแห่งสงครามเย็นและการเร่งรัดพัฒนาชนบทของประเทศ","","https://youtu.be/-wV9PEtxe4s?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [134,"ครั้งที่ 6","เพลงเหย่อย","2507.0","บริษัท เอสโซ่ แสตนดาร์ด อีสเทอร์น","วิสิษฐ์ ตันสัจจา","สมบูรณ์ วิรยศิริ","","","สารคดี ","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง / 22.48 นาที  ","สารคดี โทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม มรดกของไทย เอสโซ่ เพลงพื้นบ้าน เพลงเหย่อย บ้านเก่า กาญจนบุรี กรมศิลปากร ","หนึ่งในภาพยนตร์สารคดีชุดมรดกของไทย นำเสนอการฝึกหัดเพลงเหย่อยซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านเก่าแก่ทางภาคกลางของประเทศไทย จากชาวบ้านบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ช่วยถ่ายทอดการรำเพลงเหย่อยแก่ศิลปินของศิลปากร โดยมีการบันทึกเสียงหรืออัดเทปการร้องและจังหวะดนตรีไว้ทุกขั้นตอน เพื่อเป็นการอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านไม่ให้สาบสูญ โดยหลังจากที่ศิลปินของกรมศิลปากรได้ไปฝึกหัดการรำเพลงเหย่อยแล้ว ก็ได้มีการนำไปปรับปรุงท่ารำ และมีการรำแสดงถวายในโอกาสต้อนรับเสด็จสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งประเทศมาเลเชีย ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2507","","https://youtu.be/3NGpq2JI_o8?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [135,"ครั้งที่ 6","MISS UNIVERSE BEAUTY PAGEANT (การประกวดนางสาวจักรวาล)","2508.0","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง / 28.02","ถ่ายทอดสด อาภัสรา หงสกุล นางงามจักรวาล 2508 MISS UNIVERSE BEAUTY PAGEANT 1965 ไมอามี่ มลรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ","ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์สำคัญของไทยกับการคว้ารางวัลผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกหรือรางวัลนางงามจักรวาลครั้งที่ 14 (MISS UNIVERSE BEAUTY PAGEANT 1965) ของ อาภัสรา หงสกุล ตัวแทนสาวไทย ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2508 ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองไมอามี่ มลรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีตัวแทนสาวงามได้รับรางวัลนี้","",""],
    [136,"ครั้งที่ 6","พิธีลงนามและคำประกาศในแถลงการณ์ร่วมการก่อตั้งสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้","2510.0","บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ / 3.53 นาที ","สถานีโทรทัศน์ ไทยทีวี ช่อง 4 รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ก่อตั้ง สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN Declaration)  ","ภาพยนตร์ข่าวบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การทูตและการเมืองระหว่างประเทศที่สำคัญเรื่องหนึ่งของไทย ซึ่งได้บันทึกเหตุการณ์พิธีลงนามปฏิญญาก่อตั้งสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN Declaration) ในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งริเริ่มโดยพันเอกพิเศษถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและชาติสมาชิกอีก 4 ชาติ คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ในวันที่ 8 สิงหาคม 2510 ณ กระทรวงการต่างประเทศ วังสราญรมย์","","https://youtu.be/CygtrfOEX2Q?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [137,"ครั้งที่ 6","มิตรเก่าผู้กลับมา","2512.0","เทพพนมภาพยนตร์ ","สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพ","","","","สารคดี ","ฟิล์ม 16 มม. / สี / เสียง / 31.40 นาที ","ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เยือนไทย ในหลวง รัชกาลที่ 9 ราชินี ต่อต้าน ลัทธิคอมมิวนิสต์ ","ภาพยนตร์สารคดีโดยสำนักข่าวสารอเมริกัน ที่ถ่ายทำขึ้นในวาระที่ริชาร์ด นิกสัน ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเดินทางมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2512 จนกระทั่งในวันที่ 28 กรกฎาคม 2512 เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีและย้ำถึงจุดยืนทางการเมืองที่สหรัฐอเมริกาและไทยมีร่วมกันในเวลานั้น ในเรื่องของการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์และการให้ความร่วมมือกันทางทหาร เศรษฐกิจและสังคม","",""],
    [138,"ครั้งที่ 6","จาริกานุสรณ์ King’s Activities","2514.0","เทพพนมภาพยนตร์ ","สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพ","","","","สารคดี ","ฟิล์ม 16 มม. / สี / เสียง / 28.15 นาที ","พระราชกรณียกิจ รัชกาลที่ 9 เสด็จเยือน เจริญพระราชไมตรี สหรัฐอเมริกา ","ภาพยนตร์สารคดีพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้รับการสร้างขึ้นในวาระที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 25 ปี ในปี พ.ศ. 2514 เป็นภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาเป็นทางการครั้งแรก หลังจากครองราชย์สมบัติ ที่นอกจากเพื่อเป็นการเจริญพระราชไมตรีกับสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จ ฯ ทอดพระเนตรกิจการและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนอเมริกัน และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการเสด็จ ฯ เยือนสถานที่พระราชสมภพของพระองค์","","https://youtu.be/2-z3JtzJK2E?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [139,"ครั้งที่ 6","เทพธิดาโรงแรม","2517.0","พร้อมมิตรภาพยนตร์","สุโรจนา","ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล","","วิยะดา อุมารินทร์, สรพงศ์ ชาตรี, สมภพ เบญจาทิกุล, คธา อภัยวงศ์, สุรศักดิ์ วรสิทธิกร, จริยา ศิริพิศ, สายพิณ จินดานุช, สิริโชค ชนะชนม์, ประภา สุวรรณฤทธิ์, น้ำผึ้ง ภุมรินทร์, ศรัทธา จินดาพร, ลำเจียก ขจรไกล, นที โรยริน, ชินดิศ บุนนาค, ธีระ เดชดำรงค์, กิตติ ดัสกร, เพิ่ม พรหมศาสตร์, เทียนชัย สมยาประเสริฐ, เพ็ญพิม จิตธร, ชวนพิศ เผ่าศิลปิน, ทิวา บุญบรรเทิง, อธิญา อยู่คงพันธ์, ไพริน จินดานุช, สมนึก ชมบริสุทธิ์, ลลิตา ณ เชียงใหม่, กรุง บางกอก, เรวัต สุริยะวงศ์, คำมูล ณ เชียงใหม่, ขวัญเรือน ตระกูลพุ่ม, เดือนแก้ว ตระกูลพุ่ม, บุญเลิศ ตระกูลพุ่ม, ถนอม นวลอนันต์, ณรงค์ จันทร์เรือง, แฉล้ม บัวเปลี่ยนสี, สปัน เธียรประสิทธิ์, ชัยศรี เอี่ยมบำรุง, สุภาพ คลี่ขจาย","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 90.16 นาที ","ท่านมุ้ย หญิงสาว ถูกหลอก ขายตัว โสเภณี แมงดา โรงแรม สิทธิ เสรีภาพ  ","ผลงานการกำกับของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ที่ออกฉายในปี 2517 เล่าเรื่องหญิงสาวจากเมืองเหนือที่ถูกชายหนุ่มล่อลวงมาขายตัวในกรุงเทพฯ เธอจึงจำใจรับสภาพการเป็น “เทพธิดาโรงแรม” โดยผู้กำกับได้ใช้การตัดต่อชักชวนให้คนดูตั้งคำถามกับชะตาชีวิตของตัวละครในเรื่อง ไม่ว่าการตัดต่อภาพมาลีกำลังขายตัวให้ลูกค้าสลับกับครอบครัวเธอกำลังทำบ้านใหม่ จนไปถึงการตัดสลับภาพมาลีกำลังถูกซ้อม กับภาพประชาชนรวมตัวประท้วง เป็นต้น โดยมีความเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างทั้งเนื้อหาและรูปแบบการนำเสนอจากภาพยนตร์ไทยในยุคเดียวกัน","",""],
    [140,"ครั้งที่ 6","นิรโทษกรรม จำเลยคดี 6 ตุลา","2521.0","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","วีดิทัศน์ / สี / เสียง / 53.39 นาที ","วิดีทัศน์ งานพระราชทานเพลิงศพ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรี  นิรโทษกรรม 6 ตุลาคม 2519","ภาพยนตร์บันทึกภารกิจของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในกรณีการเสนอพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมผู้กระทำความผิด เนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ให้เห็นว่าเป็นผลงานสำคัญชิ้นหนึ่งของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ นับเป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองเฉพาะกรณี เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่มีชีวิตชีวาและสามารถสื่อแสดงให้เห็นความรู้สึกและอารมณ์ต่อหน้าต่อตาโดยตรง","","https://youtu.be/zc4JWogjn7k?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [141,"ครั้งที่ 6","คนกลางแดด","2522.0","โมชั่นอาร์ตฟิล์มโปรดักชั่น","","คิด สุวรรณศร","","รณ ฤทธิชัย, เบญจวรรณ บุญญกาศ, นพดล ดวงพร, ด.ญ. ศศิธร พันธุ์รัตน์, แม้นมาศ เรืองอนันต์, มนัส บุณยเกียรติ, ต่อลาภ กำพุศิริ, ชินดิศ บุนนาค, สมศักดิ์ ชัยสงคราม, ขวัญ สุวรรณะ, ตาโป๋ เป่าปี่, วิทย์ วรนารถ, เดช เดชดำเกิง, ศักดิ์ชัย ปิยะวรรณ, ด.ญ. นฤมล ปลื้มจิตติกุล, ด.ช. วสันต์ โกศลจิตร, ด.ช. สมจิต มะตัง, ด.ช. สมนึก มะตัง, ด.ญ.สุภาพร มะตัง, ด.ช. สมคิด มะตัง, จรัสศรี กาญจนมาศ, จงรักษ์ สุริยจันทราทอง, อรุณ ชูรัตน์, บุรินทร์ ชัยยะ","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง /116 นาที  ","200 ปี กรุงเทพ เมืองฟ้า เมืองเทวดา เมืองสวรรค์ คนจนเมือง ขายพวงมาลัย แม่ค้า หาบเร่ หญิงบริการ ยาม ยาเสพติด สลัม เสื่อมโทรม ปัญหาสังคม ","ภาพยนตร์ผลงานเรื่องที่สองของคิด สุวรรณศร มีแรงดลใจสร้างเพื่อโอกาสที่กรุงเทพ ฯ จะมีอายุ 200 ปี ในปี 2525 ภาพยนตร์เรื่องนี้ บันทึกประวัติศาสตร์กายภาพและสังคมกรุงเทพ ผ่านสายตาและทัศนคติของนักทำหนังไทยโดยตั้งโจทย์ในวาระที่กรุงเทพ ฯ กำลังจะมีอายุยืนยาวถึง 200 ปี ประเทศกำลังจะเฉลิมฉลองความยั่งยืนของเมืองหลวง เป็นหนังไทยเรื่องเดียวที่สะท้อนวาระดังกล่าวและเป็นการสะท้อนในด้านขัดแย้งกับการฉลอง ภาพยนตร์เกี่ยวกับกรุงเทพ ฯ 200 ปีอื่น ๆ ล้วนเป็นประเภทข่าวและสารคดีบันทึกเหตุการณ์พระราชพิธีฉลองกรุงที่รัฐบาลจัดขึ้น","",""],
    [142,"ครั้งที่ 6","ไผ่แดง RED BAMBOO","2522.0","ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น","เกียรติ เอี่ยมพึ่งพร","เพิ่มพล เชยอรุณ","ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช","สรพงษ์ ชาตรี, ผศ. สุรพล วิรุฬห์รักษ์, ลลนา สุลาวัลย์, สุเชาว์ พงษ์วิไล, ปาริชาติ บริสุทธิ์, ไกรลาส เกรียงไกร, เชาว์ แคล่วคล่อง, สมพงษ์ พงษ์มิตร, สุรชัย ดิลกวิลาส, พนา ธรรมศรี, นัยนา คชแสง, พนม ตราชู, ลุงชาลี","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง /120.13 นาที ","ภัย คอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย ทุนนิยม สังคมนิยม วิพากษ์ ถกเถียง สังคม ชุมชน  หมู่บ้าน ไผ่แดง ","ภาพยนตร์ไทยที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายเสียดสีสังคมและการเมืองของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช สร้างขึ้นในช่วงเวลาที่บริบทของสังคมยังมีความหวาดระแวงในภัยคอมมิวนิสต์ ภาพยนตร์ได้นำเสนอการถกเถียง โน้มนำและวิพากย์ความคิด ทั้งคอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย สังคมนิยม ทุนนิยม และพุทธศาสนา ผ่านหมู่บ้านไผ่แดงเป็นเสมือนภาพจำลองเวทีแห่งการถกเถียงทางความคิดผ่านทางเหตุการณ์ต่าง เพื่อชี้ชวนให้ผู้ชมได้ขบคิดไม่แพ้ตัวนวนิยาย","",""],
    [143,"ครั้งที่ 6","สะพานรักสารสิน","2530.0","ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น","เจริญ เอี่ยมพึ่งพร","เปี๊ยก โปสเตอร์ ","","รอน บรรจงสร้าง, จินตหรา สุขพัฒน์, สะอาด เปี่ยมพงษ์ศานต์, เป็ด เชิญยิ้ม, โรม อิศรา, น้ำเงิน บุญหนัก, สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต, สุวิน สว่างรัตน์, มาเรีย เกตุเลขา, สุวิน สว่างรัตน์, รุ่งมณี ศิริฤทธิ์","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 121.46 นาที","ภูเก็ต สะพานสารสิน โศกนาฎกรรม หนุ่ม รถสองแถว สาว วิทยาลัยครู กีดกัน ความรัก ","สะพานรักสารสิน สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต โศกนาฏกรรมรักของหนุ่มสาว โดยผู้สร้างนำพาภาพยนตร์ให้ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจหรืออุทาหรณ์สอนให้สังคมได้เรียนรู้และเข้าใจปัญหาชีวิตที่นำไปสู่ความผิดพลาด นอกจากนั้นยังมีการสอดแทรกเรื่องราวของวิถีชีวิตของชาวเลทั้งการประกอบอาชีพ และวัฒนธรรมการแสดงรองเง็งโดยคนพื้นถิ่นซึ่งเป็นบันทึกทางมานุษยวิทยาที่หาดูได้ยากอีกด้วย\n\n ","",""],
    [144,"ครั้งที่ 6","สตรีเหล็ก","2543.0","ไท เอ็นเตอร์เท็นเมนท์","วิสูตร พูลวรลักษณ์","ยงยุทธ ทองกองทุน","","เจษฎาภรณ์ ผลดี, สหภาพ วีระฆามินทร์, เอกชัย บูรณผาณิต, กกกร เบญจาธิกูล, โจโจ้ ไมอ๊อคซิ, ชัยชาญ นิ่มพูลสวัสดิ์, พรหมสิทธิ์ สิทธิจำเริญคุณ, สุทธิพงศ์ สิทธิจำเริญคุณ, อนุชา ฉัตรแก้ว, สุรพันธ์ ชาวปากน้ำ, สิริธนา หงษ์โสภณ,","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 117.03 นาที","ติ๊ก เจษฎาภรณ์ วอลเล่ย์บอลชาย เขต 5 จังหวัดลำปาง กีฬาแห่งชาติ สาวประเภทสอง กระเทย  ","ภาพยนตร์ที่สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง ของทีมวอลเล่ย์บอลชาย เขต 5 จังหวัดลำปาง ที่เข้าร่วมแข่งกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 28 ปากน้ำโพเกม ที่จังหวัดนครสวรรค์และสามารถคว้าเหรียญทองมาได้ จนกลายเป็นข่าวโด่งดังเพราะผู้เล่นทั้งทีมเป็นกะเทย ภาพยนตร์สตรีเหล็กได้ฉีกกฎเกณฑ์ของการทำหนังในช่วงเวลานั้น ด้วยการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬาและเล่าเรื่องของเพศที่สาม ปกติการทำหนังไทยมักจะหลีกเลี่ยงการทำหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่อง เด็ก กีฬา และเพศที่สาม และประสบความสำเร็จด้านรายได้และการสร้างกระแสต่อสังคมในยุคนั้นเป็นอย่างดี","รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 11 ประจำปี พ.ศ. 2544 นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ชัยชาญ นิ่มพูลสวัสดิ์, เพลงยอดเยี่ยม, แต่งหน้ายอดเยี่ยม ชัยยุทธ เฟื่องฟูวณิช อาภาสิริ นิดแก้ว, Reader Jury of the \"Siegessäule\", Teddy - Special Mention - Berlin International Film Festival 2001, Discovery Award (IN-COMPETITION ) - Toronto International Film Festival 2000",""],
    [145,"ครั้งที่ 6","สุดเสน่หา BLISSFULLY YOURS","2546.0","บริษัท ละอองดาว &, คิก เดอะ แมชชีน ประเทศไทย, แอนนา แซนเดอร์ ฟิล์ม","อีริค ชาน, ชาร์ล เดอ มุกซ์","อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล","","มิน อู, กนกพร ทองอร่าม, เจนจิรา จันทร์สุดา, สงัด ชัยยะปัน, คณิตพัฒน์ เปรมกิจ, จารุวรรณ เตชาเสถียร, ดวงใจ หิรัญศรี, หมี หมัดแม่น","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 128 นาที","เทศกาลหนังเมืองคานส์ 2545 อภิชาติพงศ์ ","ภาพยนตร์เรื่อง สุดเสน่หา เป็นภาพยนตร์ที่พลิกสูตรในการเล่าหนังเรื่องที่ไม่ใช้มุมกล้อง หรือการตัดต่อ ลำดับภาพเพื่อให้เกิดอารมณ์ร่วมอย่าง ตื่นเต้น หรือ ตื่นตาตื่นใจ แต่ตั้งกล้องแช่ไว้นิ่ง ๆ แล้วบอกเล่าเรื่องราวบทบาทผู้มีอำนาจทางสังคมอย่างเพศชาย ให้ต่ำต้อยลง และเพิ่มอำนาจให้กับสตรีเพศเป็นหลัก ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จระดับโลกโดยได้รับรางวัล Un Certain Regard เทศกาลหนังเมืองคานส์ ในปี 2545 ซึ่งทำให้ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการภาพยนตร์ระดับโลก","รางวัล Un Certain Regard Prize - Festival de Cannes 2002 , รางวัล Golden Alexander - Thessaloniki Film Festival 2002, รางวัล Grand Prize - Tokyo FilmEx 2002, รางวัล Circle of Dutch Film Critics (KNF) Award - International Film Festival Rotterdam 2003,  Best director and FIPRESCI Prize - Buenos Aires International Festival of Independent Cinema 2003, Young Cinema Award - Singapore International Film Festival 2003",""],
    [146,"ครั้งที่ 6","หมานคร CITIZEN DOG","2547.0","ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น, เดอะ ฟิล์ม แฟคตอรี่","เจริญ เอี่ยมพึ่งพร","วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง","คอยนุช","มหาสมุทร บุณยรักษ์, แสงทอง เกตุอู่ทอง, สวัสดิ์วงศ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, ณัฎฐา วัฒนะไพบูลย์, เรือนคำ แสนอินทร์, ภคภัทร บุญสมธรรม, ด.ญ.ภัทรียา สนิทธิเวทย์, พาชื่น มาไลยพันธ์","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 94.58 นาที","ดัดแปลง วรรณกรรม เพ้อฝัน บิดเบี้ยว เกินจริง ฟิล์มสีรีเวอร์ซัล","ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมของ คอยนุช เรื่องราวที่สุดแสนจะแปลกแต่มีเสน่ห์เป็นของตัวเอง มีการเล่าเรื่องแบบจิกกัด เพ้อฝัน แบบเหนือจริงและจินตนาการ สร้างสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาจริงๆ และเล่าเรื่องที่เป็นความจริงที่ยิ่งกว่าตาเห็น ของมหานครที่หมุนเปลี่ยนไปตามกระแสอย่างรวดเร็วฉับไวยากแก่การเข้าใจ หนังได้สะท้อนให้เห็นความเป็นไทย แบบในยุค 16 มม. ที่ใช้ฟิล์มสีรีเวอร์ซัลถ่ายหนัง ทำให้สีออกมาดูสดเกินจริงจนออกจะบิดเบี้ยว และการเล่าเรื่องแบบเพ้อฝัน ลิเก ทำให้หมานครกลายเป็นหนังเก่าที่ดูใหม่และร่วมสมัย","",""],
    [147,"ครั้งที่ 6","FINAL SCORE 365 วัน-ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์","2550.0","จีเอ็มเอ็ม ไท หับ","จิระ มะลิกุล, ประเสริฐ วิวัตนานนท์พงษ์, ยงยุทธ ทองกองทุน, เช่นชนนี สุนทรศารทูล, สุวิมล เตชะสุปินัน","โสรยา นาคะสุวรรณ","","สุวิกรม อัมระนันทน์, วรภัทร จิตต์แก้ว, กิตติพงศ์ วิจิตรจรัสสกุล, สราวุฒิ ปัญญาธีระ, ชินดนัย ศิริสมฤทัย, อัยย์ริน ตั้งพูลเจริญ","ภาพยนตร์ ","สื่อดิจิทัล / สี / เสียง / 165.17 นาที","เด็กนักเรียน วัยรุ่น มัธยมปลาย สอบเข้า มหาวิทยาลัย กวดวิชา เรียนพิเศษ ","ภาพยนตร์ FINAL SCORE 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ เป็นเสมือนภาพบันทึกชีวิตวัยรุ่นชนชั้นกลางในเมืองในช่วงปลายทศวรรษ 2540 ที่ผู้ชมได้เห็นวิถีชีวิตของตัวละครที่วนเวียนอยู่ในพื้นที่บ้าน โรงเรียน สถานกวดวิชา สยามสแควร์ และ คอนเสิร์ตนักร้องอินดี้ ในยุคก่อนที่เทคโนโลยีโชเซียลมีเดียและสมาร์ทโฟนจะเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตวัยรุ่น อีกหนึ่งความสำคัญของภาพยนตร์ FINAL SCORE 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ คือ เป็นภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวของไทยเรื่องแรกที่ฉายในโรงภาพยนตร์ในวงกว้าง (ก่อนหน้านี้มีภาพยนตร์สารคดีไทยที่ฉายโรงภาพยนตร์แต่แบบจำกัดโรง คือ เสือร้องไห้ และ เด็กโต๋) และได้รับเสียงตอบรับทั้งในแง่รายได้ และ คำวิจารณ์ อย่างดี ถือเป็นจุดหมายสำคัญหนึ่งของวงการภาพยนตร์ไทย","รางวัลภาพยนตร์ไทย สาขาลำดับภาพยอดเยี่ยม ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 16 ประจำปี พ.ศ. 2550",""],
    [148,"ครั้งที่ 6","MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY.","2556.0","ป๊อป พิคเจอร์","อาทิตย์ อัสสรัตน์","นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์","","พัชชา พูนพิริยะ, ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย, วสุพล เกรียงประภากิจ, อุดมพร หงษ์ลัดดาพร, รสริน อนันต์ชนะชัย, ธนภพ ลีรัตนขจร, อวัช รัตนปิณฑะ, วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย, นริศรา ธนปรีชากุล, กมล สุโกศล แคลปป์, กฤษดา สุโกศล แคลปป์, ปราบดา หยุ่น, ปิยะมาศ หมื่นประเสริฐดี, คงเดช จาตุรันต์รัศมี, อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร, เกณิกา พลนิกร, ศาลวัต บุญศรี, นัดดา ศรีทองดี, ภีม อุมารี, นนทัช พรหมศรี, พิมพกา โตวิระ, บุญส่ง นาคภู่, โสฬส สุขุม, ขจรศักดิ์ มังอนุ, เซบาสเตียน คราทเซอร์, ธัญ เปลวเทียนยิ่งทวี, ศิวโรจน์ คงสกุล, อิทธิศักดิ์ ตรีสง่า, ธนพล พงษ์พรหม, ชลิดา เอื้อบำรุงจิต, ชั้น ทองอร่าม, พิชย จรัสบุญประชา, กริช ลิมวิเศษ, นนทัช พรหมศรี, บดีภัทท์ อัศวมานะศักดิ์","ภาพยนตร์สารคดี ","สื่อดิจิทัล / สี / เสียง / 100.57 นาที","","Mary is Happy, Mary is Happy เป็นภาพยนตร์ที่ปลุกกระแสหนังนอกกระแสของวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเป็นหนังทดลองใช้สื่อโซเชี่ยลมีเดียมาเป็นวัตถุดิบในการเล่าเรื่อง เขาใช้ข้อความทวีตเตอร์ของแอคเคาท์หนึ่งที่ใช้ชื่อว่า แมรี่ มาโลนี่ @marylony จำนวน 410 ทวีตโดยไม่ข้ามหรือตัดออกไปซักทวีตเดียวมาเป็นเส้นเรื่อง นับได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เราเข้าใจวิถีชีวิตของยุคสมัยนี้ และมีความผูกพันของกลุ่มคนที่ใช้ทวิตเตอร์นี้เป็นสื่อเครื่องมือในการสื่อสารเช่นกัน","รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 23 ประจำปี พ.ศ. 2556 ผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม พัชชา พูนพิริยะ, ผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย, ถ่ายภาพยอดเยี่ยม ไพรัช คุ้มวัน, ลำดับภาพยอดเยี่ยม ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต, รางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 22 ประจำปี พ.ศ. 2556 ผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม พัชชา พูนพิริยะ, ลำดับภาพยอดเยี่ยม ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม ราสิเกติ์ สุขกาล, รางวัลสตาร์พิคส์ ครั้งที่ 11 ประจำปี พ.ศ. 2556 ผู้กำกับยอดเยี่ยม นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม ราสิเกติ์ สุขกาล, รางวัลคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 11 ประจำปี พ.ศ. 2556 ผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม พัชชา พูนพิริยะ, ผู้กำกับยอดเยี่ยม นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, Special Mention award - Buenos Aires International Independent Film Festival 2014, Young Talent award - Filmfest Hamburg 2014",""],
    [149,"ครั้งที่ 6","วังพิกุล VILLAGE OF HOPE","2557.0","แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ปลาเป็นว่ายทวนน้ำ สตูดิโอ","ปิยะฉัตร นาคภู่  ","บุญส่ง นาคภู่","","ไกรสร นาคภู่, ธูป นาคภู่, สิริมงคล วันพุธ, บุญชุบ นาคภู่, จอมประสาน นาคภู่, ประจวบ นาคภู่, อำนวย นาคภู่, เทียน นาคภู่, มีนา เกตุขาว, ทุเรียน นาคภู่, สมหมาย นาคภู่, กษิดิ์เดช นาคภู่, ภูริพภัทร์ นาคภู่, เหลือ นาคภู่, แสงทอง นาคภู่, อำนวย จินา, ศิลาลักษณ์ จ๊อกถึง, แก้ว จันทร์ฟอง, มนตรี จ๊อกถึง, สิรินทรา อาทร, สุน สายสุรินทร์, น้อย รอดพู","ภาพยนตร์ ","สื่อดิจิทัล / ขาว-ดำ / เสียง / 66.52 นาที","หนังอิสระ แม่เฒ่า คนแก่ ชาวนา วังพิกุล สุโขทัย ครอบครัว หมู่บ้าน ชนบท รับจ้าง ทำมาหากิน ","ภาพยนตร์ที่ทำขึ้นจากเรื่องราวในชีวิตบุคคลและวิถีชีวิตในครอบครัวของผู้กำกับ บุญส่ง นาคภู่ ณ หมู่บ้านวังพิกุล ตำบลนาขุนไกร อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีแม่ที่แก่เฒ่าและลูก ๆ 8 คน กับอาชีพทำนาซึ่งสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ ภาพยนตร์เรื่องนี้เหมือนเป็นบันทึกสังคมร่วมสมัย ไม่เพียงสภาพทางกายภาพของหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งในประเทศไทย แต่ยังสามารถบันทึกบุคลิกภาพ อารมณ์ความรู้สึก ของผู้คนในวิถีชีวิตของหมู่บ้านไว้ได้ด้วยโดยใช้พลังความงามผ่านภาพถ่ายที่สื่อออกมาด้วยสีขาว-ดำ","",""],
    [150,"ครั้งที่ 6","เพลงของข้าว THE SONGS OF RICE","2558.0","เอ็กซ์ตร้า เวอร์จิ้น","พิมพกา โตวิระ","อุรุพงศ์ รักษาสัตย์","","ประหยัด พรมมา","ภาพยนตร์ ","สื่อดิจิทัล / สี / เสียง / 75.15 นาที","ไตรภาค เมืองเหนือ สวรรค์บ้าน เพลงของข้าว อุรุพงศ์ วิถีชีวิต ประเพณี ข้าว วิ่งควาย บุญคูณลาน กวนข้าวทิพย์ บุญบั้งไฟตะไลล้าน บุญข้าวจี่ ศิลปะ ภาพยนตร์ ","ด้วยการไม่มีโครงสร้างที่แน่นอนปล่อยให้เหตุการณ์จากสถานที่ต่างๆร้อยเรียงกันอย่างอิสระ โดยใช้บทเพลงและภาพเล่าเรื่องราววิถีของข้าวที่มีต่อวิถีของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทยยุคสมัยปัจจุบัน ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีคุณค่าอย่างกวีนิพนธ์ บรรยายวิถีชีวิตของชาวนาในประเทศไทยใน โดยใช้ภาพเคลื่อนไหวและเสียงจากเหตุการณ์นั้น ๆ โดยไม่อาศัยคำบรรยายใดเลย สามารถบันทึกกิจกรรมต่าง ๆของประเพณีและวิถีชีวิตชาวนาทั่วทุกภาคในประเทศไทยให้เห็นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ","รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 25 ประจำปี พ.ศ. 2558 ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม อุรุพงศ์ รักษาสัตย์, รางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 24 ประจำปี พ.ศ. 2558 ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม อุรุพงศ์ รักษาสัตย์, รางวัลสตาร์พิคส์ ครั้งที่ 13 ประจำปี พ.ศ. 2558 ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม, Best Documentary - Minneapolis St. Paul International Film Festival 2015, FIPRESCI Prize - Rotterdam International Film Festival 2014",""],
    [151,"ครั้งที่ 7","พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว","2469.0","การรถไฟแห่งประเทศไทย","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 35 มม. / ขาว-ดำ / เงียบ / ความยาว 10.29 นาที","พระราชพิธี ถวายพระเพลิง พระบรมศพ รัชกาลที่ 6 ","ภาพยนตร์บันทึกงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ บันทึกที่แสดงให้เห็นเหตุการณ์สำคัญในพระราชพิธีโดยตลอด ได้แก่ การก่อสร้างพระเมรุ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ เสด็จ ฯ ทรงยกพระบรมมหาเศวตฉัตรประดับยอดเมรุ พระราชพิธีกงเต๊ก การอันเชิญพระโกศพระบรมศพจากพระยานมาศสามลำคานขึ้นเกรินบันไดนาคเพื่อเชิญขึ้นประดิษฐานบนบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ ณ พลับพลาหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ก่อนจะแห่ริ้วกระบวนสู่พระเมรุมาศท้องสนามหลวงโดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับพระราชยานกง เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนราบจากพระบรมมหาราชวังมาในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและภาพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับพระวอสีวิกากาญจน์ เสด็จโดยกระบวนราบมาในพลับพลาพระราชพิธี ภาพการอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิลงจากพระเมรุมาศไปยังพระที่นั่งทรงธรรมและอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นสู่พระที่นั่งราเชนทรยาน ตั้งกระบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่อัญเชิญจากพระเมรุมาศเข้าสู่พระบรมมหาราชวังเพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลในลำดับต่อไป\nแม้ความยาวรวมกันเพียง 10 นาที และส่วนที่เหลือจากการตัดต่อกับการถ่ายเก็บ ไม่พบเนกาติฟที่ตัดต่อสำเร็จสำหรับเป็นแม่พิมพ์  ก็นับว่ามีค่ายิ่ง ","","https://youtu.be/ccwuphWlor8?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [152,"ครั้งที่ 7","การเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นของคณะทูตไทยในการไปเจรจาตกลง การเรียกร้องดินแดนคืนจากรัฐบาล อินโด-จีน ของฝรั่งเศส ถึงกรุงเทพพระมหานคร","2484.0","หนังสือพิมพ์โตกิโอ นิจินิจิ และโอซากา ไมนิจิ","","ภาพยนต์เสียงศรีกรุง","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เงียบและเสียง / ความยาว 09.54 นาที","สุรินทร์-ประณีต เฉลิมวัฒนาโคราช สงคราม อินโดจีน ไทย ฝรั่งเศส คณะทูต เจรจาสันติภาพ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร พระยาพหลพลพยุหเสนา นายปรีดี พนมยงค์ ","กรณีสงครามที่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการระหว่าง ไทย กับ อินโดจีนของฝรั่งเศส เมื่อปี 2483 จากการที่รัฐบาลไทยขณะนั้นได้สนับสนุนให้มีการเรียกร้องดินแดนที่เสียไปให้ฝรั่งเศสในรัชกาลที่ 5 คืน นำไปสู่การรบกันตามแนวชายแดน สงครามดำเนินไปราวสามเดือน ก็ยุติลงเมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นยื่นมือเข้ามาเป็นคนกลาง นำไปสู่การเจรจาที่กรุงโตเกียว\nภาพยนตร์นี้มี 2 ม้วน บันทึกเหตุการณ์เดียวกัน คือ วันที่คณะทูตเจรจาสันติภาพของไทย เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นมาถึงท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร  หัวหน้าคณะทูตไทยได้กล่าวปราศรัยสั้น ๆ ใจความอยู่ที่แสดงความขอบคุณประเทศญี่ปุ่นและยืนยันถึงมิตรไมตรีกับญี่ปุ่นจะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น คำกล่าวนั้นเป็นการขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างใหญ่\nซึ่งเมื่อเราได้ยินในปัจจุบัน จะสามารถบอกเล่าสำเนียงแห่งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในยุคก่อนและยามสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ นับเป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ในรูปของภาพยนตร์ ที่ฉายให้เห็นอารมณ์ของกระแสสังคมไทยในยุคชาตินิยมกำลังทวีความแข็งแรงขึ้น ในขณะที่เป็นผลงานการถ่ายทำของบริษัทภาพยนต์เสียงศรีกรุงซึ่งหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด\n ","","https://youtu.be/NiXcmWYcPfE?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [153,"ครั้งที่ 7","ทะเลรัก","2496.0","ภาพนิมิต","เสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์","ขุนวิจิตรมาตรา","กาญจนานาคพันธุ์","พิชัย วาศนาส่ง, ไขศรี ชุมะศารทูล, ประจวบ กาญจนลาภ, อาจศรี บุนนาค, ประภัสสร์ มัณฑุสินธุ์","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 16 มม. / สี / เสียง / ความยาว 67 นาที","ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) หนังชีวิต สงครามโลก ครั้งที่ 2 ชาวประมง จังหวัดระยอง ทะเล หมึก ไข่มุก ดำน้ำ ","ภาพยนตร์แนวชีวิต ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของขุนวิจิตรมาตราที่สร้างในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยดัดแปลงจากบทประพันธ์ที่ท่านได้ประพันธ์เอาไว้ในปี 2469  โดยเป็นผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก และเรื่องเดียวของพิชัย วาศนาส่ง นักจัดรายการและพิธีกรโทรทัศน์ยุคบุกเบิกคนหนึ่งของประเทศไทย ถ่ายภาพยนตร์โดย ประสาท สุขุม ช่างถ่ายภาพยนตร์ไทยเพียงคนเดียวที่เป็นสมาชิกของ American Society of Cinematographer ภาพยนตร์นี้บันทึกทัศนียภาพชายหาดและท้องทะเลแถบบ้านเพ จังหวัดระยองในอดีตออกมาได้อย่างงดงาม และบันทึกวิถีชีวิตของชาวบ้านแห่งหมู่บ้านประมง มีฉากใต้ทะเลแสดงการงมหอยมุก ภาพยนตร์นี้สร้างโดย นายเสวต เปี่ยมพงศ์สานต์ นักการเมือง ผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ซึ่งภายหลังได้เป็นรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวอย่างของการที่นักการเมืองไทยสมัยหนึ่ง ใช้ภาพยนตร์หรือลงทุนสร้างภาพยนตร์อง เพื่อเป็นเครื่องมือในการหาเสียงทางการเมือง","","https://youtu.be/YRRVTg3sBGE?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [154,"ครั้งที่ 7","พิธีเปิดป้าย พรรคเสรีมนังคศิลา 2 กุมภาพันธ์ 2499","2499.0","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 6 มม. / ขาว-ดำ / เสียงและเงียบ / ความยาว 36.04 นาที","พิศมัยฟิล์ม จังหวัดนครสวรรค์ พรรคการเมือง พรรคเสรีมนังคศิลา พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี  หัวหน้าพรรค เปิดผ้าแพรคลุมป้าย พล.ท หม่อมหลวงขาบ กุญชร ","ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์งานพิธีเปิดที่ป้าย “พรรคเสรีมนังคศิลา” เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2499  โดยมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรค พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจและรองหัวหน้าพรรค พร้อมสมาชิกสำคัญของพรรคที่ได้เดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก โดยเสียงผู้บรรยายได้เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น รวมทั้งพูดถึงอุดมคติและแนวนโยบายของพรรคอย่างละเอียด  \nนอกจากนี้ ภาพยนตร์ยังได้บันทึกรายละเอียดจนถึงการประชุมพรรคในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2499 เห็นบรรยากาศการประชุม การอภิปรายของสมาชิก การยกมือลงมติ ณ ห้องประชุมของพรรค\nภาพยนตร์เรื่องนี้ ถือเป็นบันทึกกิจกรรมของพรรคการเมืองสำคัญพรรคหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าพรรคการเมืองนี้จะยังไม่ทันมีบทบาทอะไรในประวัติศาสตร์  เพราะจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูก พล.อ. สฤษดิ์ ธนะรัชต์ รองหัวหน้าพรรคทำรัฐประหาร ล้มล้างรัฐบาลของจอมพล ป. หัวหน้าพรรคไปเสียก่อนก็ตาม","","https://youtu.be/dJxoiQKCupY?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [155,"ครั้งที่ 7","ไทยไดมารู","2507.0","ปยุต เงากระจ่าง","","","","","ภาพยนตร์โฆษณา","ฟิล์ม 16 มม. / ขาว-ดำ / เสียง / ความยาว 01.55 นาที","ประยุต เงากระจ่างโฆษณา โทรทัศน์ห้างสรรพสินค้า  ไดมารู สินค้า ญี่ปุ่น บันไดเลื่อน  ","ภาพยนตร์โฆษณา ที่สร้างโดยบริษัทผลิตภาพยนตร์โฆษณาของ ปยุต เงากระจ่าง บิดาหนังการ์ตูนไทย  ทำให้ห้างสรรพสินค้าไทยไดมารู ห้างสรรพสินค้าไทยสัญชาติญี่ปุ่นที่เข้ามาเปิดกิจการสาขาแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2507 ภาพยนตร์โฆษณาไทยไดมารูนี้มี 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นการเน้นที่ตัวบันไดเลื่อนแห่งแรกของประเทศไทย แล้วจาระไนว่าในห้างมีแผนกอะไรบ้าง เช่น ร้านขายเสื้อผ้าสตรี เครื่องแก้วและบริการบรรจุหีบห่อ  ส่วนอีกฉบับหนึ่งจะเน้นการเดินทางมาสู่อาคารของห้าง และไม่พ้นที่จะโชว์ว่าจะได้พบกับบันไดเลื่อนแห่งแรก ร้านขายสินค้าญี่ปุ่นต่าง ๆ และร้านอาหารญี่ปุ่นแท้ ๆภาพยนตร์โฆษณาไทยไดมารูนี้ นับเป็นโฆษณาที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ในปี 2507 และมีอิทธิพลสร้างความตื่นเต้นแก่ชาวกรุงเทพฯให้เดินทางไปที่ห้าง เพื่อสัมผัสบันไดเลื่อนตัวแรกของประเทศไทย ทำให้เกิดความรู้สึกทันสมัย เจริญรุ่งเรือง ภาพยนตร์นี้ยังเป็นการบันทึกอารมณ์ของยุคสมัยหนึ่งของกรุงเทพฯซึ่งไม่อาจรับรู้ได้จากสื่ออื่น ๆ","","https://youtu.be/FxE7rjQ9Tkc?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [156,"ครั้งที่ 7","ศึกบางระจัน","2509.0","ภาพยนตร์สหะนาวีไทย","สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์","อนุมาศ บุนนาค  ","ไม้เมืองเดิม","พิศมัย วิไลศักดิ์, สมบัติ เมทะนี, ทักษิณ แจ่มผล, ขวัญใจ สอาดรักษ์, อนุชา รัตนมาลย์, ชนินทร์ นฤปกรณ์, ปรียา รุ่งเรือง, รุจน์ รณภพ, สุวิน สว่างรัตน์, ชุมพร เทพพิทักษ์, สมศรี อรรถจินดา, อบ บุญติด, ประสาน จูงวงศ์, เมศร์ แมนสรวง, จมื่นมานพนริศ, นวลศรี อุรารักษ์, เอิบ สายแสงแก้ว, สกล นิลศรี, พันคำ, อดุลย์ ดุลยรัตน์, สาหัส บุญหลง, วงศ์ ศรีสวัสดิ์, หม่อมประสิทธิศักดิ์ สิงหรา, อธึก อรรถจินดา, เชษ ฉิมม่วง, ปฐมชัย ชมศรีเมฆ, ชาย มีคุณสุต, ฟุ้ง สุนทร, รุ่ง เมืองราช, ประเสริฐ ภัทรประภา, ชาญ สงวนวงศ์","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 16 มม. / สี / เสียง / ความยาว 73 นาที","นักรบ ค่าย บางระจัน ไทย พม่า  ไม้เมืองเดิม ดัดแปลง ส.เนาวราช สมบัติ พิสมัย","ต้นฉบับของภาพยนตร์บางระจัน ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาปลุกใจให้คนไทยลุกขึ้นมาปกป้องชาติจากการรุกรานของศัตรูชาวพม่า ผ่านทางวีรกรรมความเสียสละของชาวบ้านบางระจัน ที่นอกจากจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงแล้ว ยังเป็นฉบับที่มีผู้จดจำมากที่สุด ภาพยนตร์ถ่ายทำด้วยฟิล์มสี 16 มม.  พากย์สด ถือภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ของบริษัท ภาพยนตร์สหะนาวีไทย  ดัดแปลงเรื่องดั้งเดิมจากนิยาย บางระจัน ของไม้ เมืองเดิม โดย ส. เนาวราช และเขียนบทภาพยนตร์โดย ประสิทธิ ศิริบรรเทิง  เป็นภาพยนตร์ที่พยายามทำแบบมหากาพย์ เต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ รวมดาราใหญ่ของวงการหนังไทย ได้แก่ สมบัติ เมทะนี  พิศมัย วิไลศักดิ์,  ทักษิณ แจ่มผล, ขวัญใจ สอาดรักษ์, ปรียา รุ่งเรือง, รุจน์ รณภพ, สุวิน สว่างรัตน์, ชุมพร เทพพิทักษ์ และ นักแสดงสมทบอีกมากมาย สมบัติ เมทะนี ทุ่มเทการแสดงในภาพยนตร์นี้อย่างเห็นได้ชัด และทำให้สมบัติได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับพระราชทานรางวัลจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้าย ที่ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานรางวัลตุ๊กตาทองแก่ผู้ได้รับรางวัลด้วยพระองค์เอง","ตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 8 ประจำปี พ.ศ. 2508 บทประพันธ์ยอดเยี่ยม ไม้เมืองเดิม, ผู้แสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยม สมบัติ เมทะนี",""],
    [157,"ครั้งที่ 7","กองพันจงอางศึก","2510.0","กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม","","","","","สารคดี ","ฟิล์ม16 มม. / สี / เสียง / ความยาว 14 นาที","จงอางศึก (Queen Cobra) กองพัน คอมมิวนิสต์ เวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ สหรัฐอเมริกา จอมพลถนอม กิตติขจร พิธีมอบเหรียญกล้าหาญ","ผู้สร้าง  กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม เป็นภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อของกองทัพไทย เพื่อเผยแพร่เรื่องการที่ประเทศไทยส่งทหารไปร่วมรบกับคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือในประเทศเวียดนามใต้ โดยไทยได้จัดตั้งกรมทหารอาสาสมัคร เป็นหน่วยเฉพาะกิจขึ้น เพื่อรับสมัครชายไทย ไปร่วมรบในสงครามเวียดนาม เมื่อ ปี 2510 มีชื่อเรียกหน่วยว่า จงอางศึก (Queen Cobra) ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่การรับสมัคร จนถึงพิธีส่งตัวไปยังประเทศเวียดนามใต้ พร้อมกับบันทึกเหตุการณ์ที่ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้เดินทางไปเยือนเวียดนามใต้ 3 วัน ได้รับการต้อนรับจากรองประธานาธิบดี เหงียน เกากี ได้เดินทางไปยังที่ตั้งของกองทหารไทย แสดงผลงานทหารได้ประสพชัยชนะ สามารถฆ่าศัตรูจำนวนมากและยึดอาวุธและธงของศัตรูได้ จึงมีพิธีมอบเหรียญกล้าหาญแด่ทหารไทยโดยกองทัพสหรัฐ\nภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำหน้าที่เป็นสื่อของรัฐที่ประสงค์จะเผยแพร่ให้ประชาชนไทยในขณะนั้นเข้าใจและเห็นดีงามไปกับการที่เราส่งกองทหารไปร่วมรบต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ที่กำลังรุกรานเพื่อนบ้าน โลกเสรี เพราะคอมมิวนิสต์มีเป้าหมายจะมารุกรานประเทศไทยอยู่แล้ว  แต่ปัจจุบันภาพยนตร์นี้เป็นเอกสารบันทึกอารมณ์ความรู้สึกช่วงสมัยหนึ่งของประเทศไทย","",""],
    [158,"ครั้งที่ 7","ชุมแพ ","2519.0","สันติสุชาภาพยนตร์","วิสันต์ สันติสุชา","จรัล พรหมรังษี","ศักดิ์ สุริยา","สมบัติ เมทะนี, นาท ภูวนัย, ปิยะมาศ โมนยะกุล, ธัญญรัตน์ โลหะนันท์, มานพ อัศวเทพ, ครรชิต ขวัญประชา, อุมา ไอยทิพย์, อนันต์ สัมมาทรัพย์, ภูมิ พัฒนายุทธ, เกชา เปลี่ยนวิถี, ดามพ์ ดัสกร, กฤษณะ อำนวยพร, ไกร ครรชิต, ลักษณ์ อภิชาติ, โดม สิงห์โมฬี, ชุมพร เทพพิทักษ์, พิภพ ภู่ภิญโญ, อดินันท์ สิงห์หิรัญ, ไสล พูนชัย, ชาย มีคุณสุต, เชิด ราชันย์, เทอด ดาวไท, แพน บรเพ็ด, หมี หมัดแม่น, เมฆ เมืองกรุง, พรชัย วิศาลกุล, สป็อก โคลีเซี่ยม, เบิ้ม พรานนก, ไทย น้ำจันทร์, พิศ อินทร์คล้าย, มารศรี ณ บางช้าง, วิน วันชัย","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 142 นาที","หนังบู๊ นิยายบู๊ นิตยสารบางกอก เพิก ชุมแพ เจ้าพ่อ สมบัติ เกชา เปลี่ยนวิถี ดามพ์ ดัสกร","ชุมแพ เป็นผลงานการสร้างของสันติสุชาภาพยนตร์ในปี 2519 ที่นำบทประพันธ์ของศักดิ์ สุริยา (ฉัตร บุญยศิริชัย) นักประพันธ์ชาวจังหวัดสุรินทร์ ที่เขียนให้กับนิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ภาพยนตร์ มาสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยเนื้อเรื่องของชุมแพ มีความซับซ้อนด้วยตัวละครที่มากมาย ทั้งตัวดี ตัวร้าย หรือฝั่งตัวร้ายที่กลับใจมาอยู่ฝั่งตัวดี มีการเล่าเรื่องที่ชวนให้ผู้ชมลุ้นไปกับการที่เพิก ชุมแพ ต้องถูกใส่ร้ายว่าเป็นโจรและถูกตามล่า ก่อนที่หนังจะเฉลยทุกอย่างออกมาในท้ายที่สุด โดยสะท้อนถึงภาพของการคอร์รัปชั่นและผู้มีอิทธิพลในสังคมชนบท ที่เป็นปัญหาที่ยังคงปรากฏให้เห็นจนปัจจุบันนี้\nชุมแพประสบความสำเร็จในการสร้างฉากบู๊ที่น่าจดจำ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และกลายเป็นต้นแบบของหนังบู๊ภูธร ซึ่งฉากที่สำคัญที่สุดฉากหนึ่ง คือฉากการต่อสู้ระหว่างดอนและภู น้ำพอง บนหลังคารถบัสโดยที่ไม่ใช้ตัวแสดงแทน ซึ่งฉากดังกล่าวเป็นฉากที่ไม่มีในบทประพันธ์เดิมของศักดิ์ สุริยา แต่จรัล พรหมรังษี ผู้กำกับ ได้คิดขึ้นและเติมเข้ามาในภาพยนตร์ จนกลายเป็นฉากที่ยังคงเป็นที่กล่าวขานมาจนถึงทุกวันนี้","",""],
    [159,"ครั้งที่ 7","เพลงรักเพื่อเธอ","2521.0","เริงศิริ โปรดักชั่น","ศรีประภา ลิมอักษร","เริงศิริ ","เริงศิริ ","พิศมัย วิไลศักดิ์, สรพงษ์ ชาตรี, มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช, อุเทน บุญยงค์, อัศวิน รัตนประชา, เศรษฐา ศิระฉายา, ดวงใจ หทัยกาญจน์, ทาริกา ธิดาทิตย์, ศรีไศล สุชาตวุฒิ, ชูศรี มีสมมนต์, ชัยรัตน์ เทียบเทียม","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 124.23 นาที","ธุรกิจ ดนตรี นักร้อง วงการบันเทิง หนังชีวิต  ทะเลไม่เคยหลับ ม่านบังตา ใจเอ๋ย ","ผลงานการสร้างและกำกับภาพยนตร์ชิ้นที่ 4 ของเริงศิริ ลิมอักษร ออกฉายในปี 2521 ซึ่งภาพยนตร์ ได้สะท้อนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแวดวงธุรกิจดนตรีในช่วงนั้น โดยเพลงรักเพื่อเธอไม่ใช่หนังทุนสร้างสูง แต่ก็เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความปราณีตในงานสร้างและการกำกับของเริงศิริ ทั้งการกำกับภาพของโสภณ เจนพานิช องค์ประกอบศิลป์และเสื้อผ้าที่มีรสนิยม หัวใจอีกอย่างของหนัง ก็คือ เพลง ซึ่งนักแสดงอย่าง เศรษฐา ศิระฉายา ศรีไศล สุชาตวุฒิ และ ทาริกา ธิดาทิตย์ ได้ใช้เสียงของตนเองจริง ๆ ในการขับร้อง ไม่ว่าจะเป็นเพลง  ทะเลไม่เคยหลับ ม่านบังตา หรือใจเอ๋ย\nในปี 2521 ภาพยนตร์ในแนวนี้อาจไม่ใช่กระแสหลักของวงการภาพยนตร์ไทย งานของเริงศิริ ไม่ได้เพียงแต่เล่าถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของผู้คน แต่สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาที่สวยงามในยุค 70 ทั้งสถานที่ เครื่องแต่งกาย และวัฒนธรรมของผู้คนในยุคนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นเสมือนบันทึกของกาลเวลา ที่คงเหลือเพียงความทรงจำอันไม่มีวันหวนคืนมาอีก และเป็นตัวอย่างผลงานเพียงไม่กี่ชิ้นของเริงศิริ ที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือของเขาในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ที่สมควรได้รับการนำมาประเมินค่าใหม่อีกครั้ง","",""],
    [160,"ครั้งที่ 7","บ้านทรายทอง","2523.0","รณภพฟิล์ม","เกียรติ เอี่ยมพึ่งพร, ประชา มาลีนนท์","รุจน์ รณภพ","ก. สุรางคนางค์","จารุณี สุขสวัสดิ์, พอเจตน์ แก่นเพชร, มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช, ทาริกา ธิดาทิตย์, ศรินทิพย์ ศิริวรรณ, ด.ช.สมคิด หงษ์สกุล, สุลาลีวัลย์ สุวรรณฑัต,  สุปราณี ยุวกนิษฐ์, มารศรี ณ บางช้าง, สุพรรณี จิตต์เที่ยง, นราธิป พงษ์พิทักษ์, เจริญ อากานนท์, อัมรินทร์ พรประทาน, ผจญ ดวงขจร, มาเรีย เกตุเลขา, สอาด เกษะปิน, วงศ์ ศรีสวัสดิ์, ประวิทย์ สุจริตจันทร์, น้อย เฉยสวัสดิ์","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 137 นาที","นวนิยาย พาฝัน บ้านทรายทอง บ้านพิษณุโลก พจมาน พินิตนันท์ สว่างวงศ์ ","นวนิยายเรื่อง บ้านทรายทอง ของ ก. สุรางคนางค์ เป็นนวนิยายที่ได้รับการนำมาดัดแปลงหลายครั้งเป็นทั้งละครเวที ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ เล่าเรื่องราวของ พจมาน พินิจนันต์ ก้าวเข้ามาอยู่ในบ้านทรายทอง ตามคำสั่งเสียสุดท้ายของพ่อเพื่อเรียนต่อในกรุงเทพฯ หากเธอกลับถูกกลั่นแกล้งสารพัดโดยหม่อมแม่และหญิงเล็ก ด้วยกลัวว่าพจมานจะพรากบ้านหลังนี้ไปครอง แต่เธอก็ได้รับการช่วยเหลือจาก หญิงใหญ่ และชายกลาง รวมทั้ง ชายเล็ก ผู้พิกลพิการที่รักเธอเหมือนพี่สาว\nแม้จะเป็นเรื่องราวที่ถูกนำมาสร้างหลายต่อครั้ง แต่บ้านทรายทอง ฉบับภาพยนตร์ในปี  2523 ที่ รุจน์ รณภพ ผู้กำกับ และเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์เองด้วยนามปากกา \"ภรณ์รวี\" ถือเป็นภาพยนตร์ประสบความสำเร็จ สามารถทำรายได้ถึง 6 ล้านบาท ในการออกฉายครั้งแรก  และถือเป็นบ้านทรายทองฉบับที่ได้รับการจดจำจากผู้ชมมากที่สุด โดยเฉพาะฉากที่ จารุณี สุขสวัสดิ์ ที่แสดงบทบาทเป็น พจมานเดินหิ้วชะลอมเข้ามายังบ้านทรายทอง แม้ไม่ได้ถูกระบุในหนังสือ  แต่กลับกลายเป็นฉากที่สังคมไทยจดจำได้เป็นอย่างดี","สุพรรณหงส์ทองคำ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2523 เพลงยอดเยี่ยม ชาลี อินทรวิจิตร, ภาณุพันธุ์\n\n",""],
    [161,"ครั้งที่ 7","หลวงตา","2523.0","ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น","เกียรติ เอี่ยมพึ่งพร","เพิ่มพล เชยอรุณ","แพร เยื่อไม้","ล้อต๊อก, จตุพล ภูอภิรมย์, สุพรรษา เนื่องภิรมย์, รอง เค้ามูลคดี,  ปาริชาติ บริสุทธิ์, ลุงชาลี, ด.ช. ปู จินดานุช, ด.ช. เอ๋, ด.ช. อวบ, ด.ช. พิบูลย์, ด.ช. เบญจพล เชยอรุณ, ด.ช. น้องหนู, จุรี โอศิริ, มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช, ทาริกา ธิดาทิตย์, ไกรลาศ เกรียงไกร, สุรชัย ดิลกวิลาศ","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 125.35 นาที","ล้อต๊อก หลวงตา เด็กวัด โสเภณี คุณธรรม พุทธศาสนา อารมณ์ขัน ","แม้สังคมไทย จะเป็นสังคมพุทธที่วัดและพระสงฆ์ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของชุมชน แต่ภาพยนตร์ที่มีพระสงฆ์เป็นตัวดำเนินเรื่องกลับไม่ได้มีมากนักด้วยหลาย ๆ ปัจจัย ภาพยนตร์เรื่องหลวงตาเป็นภาพยนตร์ที่เพิ่มพล เชยอรุณ ได้หยิบบทประพันธ์ของ แพร เยื่อไม้ มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ และเป็นงานที่เพิ่มพลสร้างโดยคำนึงถึงตลาดมากกว่างานชิ้นก่อน ๆ ของเขา แต่งานของเขาก็ยังคงแฝงแง่มุมทางสังคมผ่านทางตัวละคร โดยนำเอาศิลปินตลกชื่อดังอย่างล้อต๊อกมานำแสดง แต่เพิ่มพลก็พลิกภาพของล้อต๊อกจากการเป็นตลก ให้มารับบทเป็นพระสงฆ์เป็นครั้งแรก ภาพยนตร์ถ่ายทอด ด้วยเนื้อหาของหลวงตา ที่สอนเรื่องคุณธรรม ผ่านทางอารมณ์ขันที่เกิดจากตัวละครของหลวงตา\nหลวงตา เป็นผลงานซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยภาพยนตร์ได้รับการตอบรับจากผู้ชมอย่างอบอุ่น ด้วยรายได้จากการฉายครั้งแรก เป็นเงินสูงถึง 6,500,000 บาท จวบจนปัจจุบัน หลวงตา เป็นภาพยนตร์ไทยเพียงสามเรื่องในประวัติศาสตร์ ที่ได้รับเลือกให้เข้าสายประกวดหลักในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน และเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ 24 เรื่องจากทั่วทุกมุมโลก ที่ได้ถูกคัดเลือกให้เข้าชิงรางวัลหมีทองคำ ซึ่งเป็นรางวัลที่สำคัญที่สุดรางวัลหนึ่งของโลกภาพยนตร์ รวมทั้งเป็นภาพยนตร์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับรุ่นหลังได้สร้างภาพยนตร์ตลกที่สอดแทรกหลักธรรมทางพุทธศาสนาอีกหลากหลายเรื่อง","ตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2524 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เจริญ เอี่ยมพึ่งพร, ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม ล้อต๊อก สุพรรณหงส์ทองคำ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2523 ภาพยนตร์สร้างสรรค์สังคมยอดเยี่ยม ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น",""],
    [162,"ครั้งที่ 7","มือปืน","2526.0","บริษัท ซี.เอส.พี. โปรดักชั่น จำกัด, นิว พร้อมมิตรภาพยนตร์","บริษัท ซี.เอส.พี. โปรดักชั่น จำกัด","ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล","","สรพงศ์ ชาตรี, รณ ฤทธิชัย, ชาลิตา ปัทมพันธุ์, สมศักดิ์ ชัยสงคราม, จินดา ทินกร, ศักดิ์สิทธิ์ มิ่งประยูร, จรัญ ชิมะโน, จอห์น อิสรัมย์, กมลา เศรษฐี, ศิริ ศิริจินดา, อำนวย ศิริจันทร์, วสันต์ บูรณะพิมพ์, ผจญ ดวงขจร, กอบ อรุณ,  จันทนา ศิริผล, อำนวย รุ่งเรือง, พร้อม จอมปลวก, พุทธพงศ์ สิงหเสนีย์, พิเศษ สังข์สุวรรณ, สิทธิ์ ทานก, ไชยสิทธิ์ บุญมา, กอบ นัมเบอร์ไนท์, ชื่นนิจ พิศวิไล, หนึ่ง มือแดง, สมชาย สามิภักดิ์, ไกร ครรชิต, โยธิน เทวราช, ด.ช.สุรชัย จำนงค์เวศ","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 140.13 นาที","สะท้อนสังคม มือปืนรับจ้าง ทหารผ่านศึก ตำรวจ โจร อำนาจ กฎหมาย ","มือปืน ถือเป็นภาพยนตร์อิสระที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือในการกำกับภาพยนตร์ ของ  ม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้กำกับนิวเวฟคนสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทยในช่วงเวลานั้น โดยเป็นภาพยนตร์ที่ฉีกจากภาพยนตร์ในท้องตลาดในเวลานั้น ด้วยการเล่าถึงชีวิตของมือปืน ที่มักเป็นตัวร้ายในภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ มือปืนอย่างจ่าสมหมาย คือคนตัวเล็กๆคนหนึ่งในสังคมที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับโชคชะตาและความอยุติธรรมที่ได้รับ แม้ว่าสิ่งที่เขาทำคือการฆ่า ขณะที่ตัวละครสารวัตรธนู สะท้อนถึงผู้ใช้กฎหมายที่กลายเป็นฝั่งตรงข้ามกับผู้คนตัวเล็กๆในสังคม ที่ต้องถูกเบียดบังจากการไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำให้ต้องเลือกเส้นทางเดินชีวิตที่สวนทางกับกระบวนการยุติธรรม\nงานสร้างของมือปืน เป็นงานที่ได้มาตรฐานสูง ด้วยการเป็นภาพยนตร์เสียงในฟิล์มที่บันทึกเสียงจริงของนักแสดง ซึ่งในปี  2526 เป็นสิ่งที่ผู้สร้างรายอื่นๆมองว่าฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็น เช่นเดียวกับดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่ ม.จ. ชาตรีเฉลิม ได้ให้พิเศษ สังข์สุวรรณ ทำดนตรีประกอบขึ้นมา ซึ่งงานดนตรีของเขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนทำให้พิเศษได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ขณะที่สรพงศ์ ก็พลิกบทบาทและภาพลักษณ์ของความเป็นพระเอก มารับบทเป็นมือปืนขาพิการ ที่ต้องใช้ชีวิตด้วยการอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับกฎหมาย ซึ่งก็เป็นบทบาทพิเศษ ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สาขาดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่องนี้","รางวัล ตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 15 พ.ศ. 2526 ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม สรพงศ์ ชาตรี, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล, ลำดับภาพยอดเยี่ยม ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม ดุลยวิทย์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, สุพรรณหงส์ทองคำครั้งที่ 5 พ.ศ. 2526 ดารานำชายยอดเยี่ยม สรพงศ์ ชาตรี, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล, ถ่ายภาพยอดเยี่ยม ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล, เสียงยอดเยี่ยม นิวัติ สำเนียงเสนาะ",""],
    [163,"ครั้งที่ 7","ข้างหลังภาพ","2528.0","ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น","เจริญ เอี่ยมพึ่งพร","เปี๊ยก โปสเตอร์","ศรีบูรพา","อำพล ลำพูน, นาถยา แดงบุหงา, จุรี โอศิริ, มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา, อำนวย ศิริจันทร์, สุรีย์พร เริงอารมณ์, สุรชัย แก้วชูศิลป, ญาณี จงวิสุทธิ์","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 123.17 นาที","คุณหญิงกีรติ นพพร  นาถยา หนุ่ย อำพล มิตาเกะ ญี่ปุ่น ","ข้างหลังภาพ ฉบับปี 2528 กำกับภาพยนตร์โดย สมบูรณ์สุข นิยมศิริ หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม เปี๊ยก โปสเตอร์ ได้หยิบเอานวนิยายเรื่องนี้ของศรีบูรพามาสร้างเป็นภาพยนตร์ร่วมกับบริษัทไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น โดยเปี๊ยก  โปสเตอร์ ได้เลือกอำพล ลำพูน ซึ่งกำลังโด่งดังอยู่ในขณะนั้น จากภาพยนตร์เรื่อง วัยระเริง และ น้ำพุ มาแสดงคู่กับนางเอกใหม่ที่ก้าวมาจากละครโทรทัศน์ และ การเป็นพิธีกร คือ นาถยา แดงบุหงา\nภาพยนตร์เล่าเรื่องราวความรักของ กีรติ หม่อมราชวงศ์หญิงสาวผู้สูงส่ง ที่พึงพอใจในนพพร เด็กหนุ่มที่คอยดูแลในยามที่เธอไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นกับสามีผู้ชราของเธอ แต่ด้วยสถานะทางสังคมหญิงสาวเลือกที่จะเก็บความปรารถนาไว้ในใจ รอจนกว่าเธอจะมีโอกาสแสดงออก แต่เมื่อถึงตอนนั้นก็ดูทุกอย่างจะสายไปเสียหมด\nสิ่งที่เป็นจุดโดดเด่นของข้างหลังภาพ ฉบับของ เปี๊ยก โปสเตอร์ อยู่ที่การดำเนินเรื่องราวอย่างซื่อสัตย์ต่อบทประพันธ์ โดยถ่ายทอดตัวอักษรของศรีบูรพาให้กลายมาเป็นคำพูดของตัวละครได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน แม้ว่าอาจมีการสอดแทรกบทบาทบางตอนเพิ่มเติมเข้าไป แต่ก็ไม่ได้ดูขัดกับความเป็นข้างหลังภาพตามบทประพันธ์        แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องเดินทางไปถ่ายทำที่ญี่ปุ่นตามนวนิยาย แต่ด้วยความที่เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นก่อนหน้าราว 50 ปี ซึ่งสถานที่ต่าง ๆ ในนวนิยายได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเกือบทั้งหมดแล้ว อีกทั้งธารน้ำตกมิตาเกะ ก็เป็นเพียงสถานที่ในจินตนาการของศรีบูรพา แต่ภาพยนตร์สามารถถ่ายทอดออกมาดูสมจินตนาการ ","รางวัล ตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 17 ประจำปี พ.ศ. 2528 ออกแบบจัดเครื่องแต่งกายและแต่งหน้ายอดเยี่ยม ไข่บูติค, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม ซีเนซาวด์",""],
    [164,"ครั้งที่ 7","ฉลุย","2531.0","ไท เอ็นเตอร์เทนเมนท์","จรัญ พูลวรลักษณ์, วิสูตร พูลวรลักษณ์","อังเคิล","","บิลลี่ โอแกน, สุรศักดิ์ วงษ์ไทย, รัชนา ธิดาทิตย์, ท้วม ทรนง, สุเชาว์ พงษ์วิไล, อรุณ ภาวิไล","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 103.22 นาที","อังเคิล อดิเรก วัฏลีลา ฉลุย ซึมน้อยหน่อยกะล่อนมากหน่อย ปลื้ม หนังวัยรุ่น โต้ง ป๋อง ตามความฝัน นักร้อง ฉลุย โครงการ 2 ฉลุยหิน คนไข่สุดขอบโลก วาไรตี้ผีฉลุย ฉลุย แตะขอบฟ้า","ฉลุย เป็นภาพยนตร์ตลกวัยรุ่น ที่เป็นสไตล์เฉพาะตัวของไท เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ในเวลานั้น ออกฉายในช่วงปลายปี 2531 ในเวลาที่พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัน เพิ่งก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เวลาที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคใหม่ที่ฝันกันว่าไทยจะกลายเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย\nเรื่องราวของฉลุยไม่มีอะไรซับซ้อน หนังเล่าถึงชีวิตของโต้งและป๋อง สองชายหนุ่มแสนซื่อ ที่มักต้องพบกับเหตุการณ์ตลก ๆ กับตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งหลายต่อหลายมุกตลกในหนังเรื่องนี้ ยังเป็นที่จดจำและพูดถึงกันจนถึงทุกวันนี้ เช่นฉากที่โต้งกับป๋องตัดสินใจเปิดร้านขายขนมครกเจ็ดสี แต่เมื่อถูกวิจารณ์ว่าขนมครกของพวกเขายังขาดสาระ โต้งกับป๋องจึงทำขนมครกที่ใส่วิตามินต่าง ๆ ลงไป แม้จะมีคนชมว่าขนมครกใส่วิตามินที่เขาขายนั้นมีสาระ แต่ปรากฏว่า มันกลับขายไม่ออกเลย ซึ่งมุกนี้เป็นมุกที่สะท้อนถึงความรู้สึกนึกถึงของอังเคิล ผู้กำกับ ที่ก่อนหน้านี้ภาพยนตร์เรื่อง \"ดีแตก” ของเขา แม้จะได้รับคำวิจารณ์ที่ดี แต่กลับไม่ทำเงิน ซึ่งทำให้เขา ตัดสินใจที่จะกลับมาทำหนังตลกวัยรุ่นอย่างฉลุยอันเป็นหนังแนวที่มักถูกตราหน้าว่าไร้สาระ\nกระนั้น ภาพยนตร์เรื่องฉลุย ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เราพูดได้ว่ามันเป็นสิ่ง \"ไร้สาระ\" เพราะหนังได้เล่าเรื่องเสมือนตัวแทนของวัยรุ่นธรรมดา ๆ จำนวนไม่น้อยในยุคนั้น และจากการประสบความสำเร็จ ฉลุย ทำให้วงการภาพยนตร์ไทยเปลี่ยนจากยุคสมัยของภาพยนตร์บู๊ หรือภาพยนตร์ชีวิต มาเป็นยุคของภาพยนตร์วัยรุ่นอย่างเต็มตัวจนสิ้นสุดทศวรรษที่ 2540","รางวัล  งานมหกรรมหนังเอเชีย – แปซิฟิก ครั้งที่ 33 ลำดับภาพยอดเยี่ยม อังเคิล",""],
    [165,"ครั้งที่ 7","เกรซแลนด์ GRACELAND","2549.0","เจตนิพิฐ ธีระกุลชาญยุทธ, โสฬส สุขุม","","อโนชา สุวิชากรพงศ์","","สราวุธ มาตรทอง, เจลฬาริน ชาญเชิงรบ","ภาพยนตร์สั้น ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / ความยาว 17.49 นาที","ผู้กำกับหญิง หนังสั้น เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์  Cinefondation เอลวิส เพรสลีย์ ลี ชาตะเมธีกุล ตัดต่อ ","เกรซแลนด์ ถือเป็นภาพยนตร์ที่อโนชา สุวิชากรพงศ์ ทำในขณะที่ยังศึกษาด้านภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในสหรัฐอเมริกา โดยเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 35 มม. ได้อย่างสวยงาม ด้วยการกำกับภาพของหมิง ไค่ เหลียง เพื่อนร่วมชั้นเรียนของอโนชา ที่ในเวลาต่อมา จะกลายมาเป็นผู้กำกับภาพคู่บุญของเธอ ขณะที่งานตัดต่อของลี ชาตะเมธีกุล ก็เพิ่มมิติให้กับเกรซแลนด์ได้อย่างน่าสนใจ\nเกรซแลนด์ เล่าเรื่องราวของ จ้อน (สราวุธ มาตรทอง) เด็กบาร์ที่แต่งกายเลียนแบบเอลวิส เพรสลีย์ นั่งรถไปกับหญิงสาวลึกลับคนหนึ่ง  (เจลฬาริน ชาญเชิงรบ)  ในคืนวันหนึ่งทั้งสองคนนั่งรถเข้าไปในบริเวณป่า เมื่อรถจอดลง ณ สถานที่แห่งหนึ่ง เขาลงจากรถ  ก่อนที่หญิงสาวจะเดินทางเข้าป่าไป โดยที่จ้อนได้ตามเข้าไปในป่าด้วย และที่ในป่านั้นเอง ที่ทั้งคู่ได้รับรู้ซึ่งบาดแผลในชีวิตของกันและกัน\nความสำเร็จของเกรซแลนด์นั้นถือเป็นความสำเร็จอย่างสูง เพราะเป็น","",""],
    [166,"ครั้งที่ 8","งานพระบรมศพพระพุทธเจ้าหลวง","2453","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","","ผู้สร้าง  Pathé Frères - The Japanese Film (Japan)\n\n ภาพยนตร์ข่าวบันทึกพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ ระบุชื่อบริษัทผู้สร้างว่า The Japanese Film และมีคำบรรยายเป็นภาษาเยอรมัน สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “ขบวนแห่พระบรมศพพระพุทธเจ้าหลวง (The funeral procession of the late King of Siam)” ของโรงหนังญี่ปุ่นหลวง (The Royal Japanese Cinematograph) ซึ่งเป็นโรงหนังถาวรโรงแรกของสยาม ทางโรงมีช่างถ่ายหนังของตนเอง มีหลักฐานแจ้งความในหนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์ว่า โรงหนังญี่ปุ่นหลวงได้ถ่ายหนังข่าวเรื่องดังกล่าวและนำออกฉายที่โรงของตน ในเดือนมิถุนายน 2454 และคงจะมีการจำหน่ายให้บริษัทหนังในต่างประเทศด้วย โดย ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ในขณะดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ได้ไปศึกษาค้นคว้าและพบภาพยนตร์นี้ในห้องสมุดภาพยนตร์ของพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ EYE ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อพ.ศ. 2560 จึงได้ขอทำสำเนาเพื่อมาจัดเก็บที่ไว้หอภาพยนตร์\n สิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังข่าวเรื่องนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การก่อสร้างพระเมรุ ซึ่งออกแบบและสร้างโดยกรมโยธาธิการ โดยมีพระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นผู้กำกับดูแล มีเจ้าหน้าที่สำนักช่างสิบหมู่เป็นช่างเขียนและช่างสลัก นับเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างพระเมรุแบบใหม่ของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยสร้างเป็นพระเมรุน้อยทรงบุษบก ล้อมด้วยเมรุรายสี่ทิศ ค่อยๆ ลดรูปเป็นคดซ่างระเบียง ทับเกษตร ซึ่งแต่เดิมในสมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 4 จะเป็นแบบพระเมรุทรงปราสาท คือมีโครงสร้างใหญ่โตอย่างปราสาท และสร้างเรือนบุษบกบัลลังก์หรือเมรุทองซ้อนอยู่ภายใน การเปลี่ยนแปลงการสร้างพระเมรุมาศนี้เกิดจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปรับเปลี่ยนนโยบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในห้วงเวลานั้น รวมถึงแนวคิดเรื่องพระราชพิธีพระบรมศพที่มีพระราชประสงค์ให้ก่อสร้างพระเมรุไม่ยิ่งใหญ่อย่างแต่ก่อน   \n ถัดมาคือวันที่ 16 มีนาคม 2453 เป็นภาพพระราชพิธีอันเชิญพระบรมศพขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิไชยราชรถ หลังจากอันเชิญพระบรมศพออกจากพระบรมมหาราชวังมายังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร โดยมีพระยาโกษา พระยาเทพาภรณ์ เจ้าพนักงานภูษามาลาทั้ง 2 ขึ้นประคองพระบรมโกษฐ ตั้งริ้วขบวนเป็นพยุหยาตรา ประกอบด้วยเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ขึ้นราชรถทรงอ่านพระอภิธรรม ตั้งริ้วเป็นขบวนพยุหยาตราแห่ขบวนพระบรมศพสู่พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ดำเนินตามพระบรมศพในขบวนตอนที่ 1 และอัครราชทูตผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ ผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศ เสนาบดี เจ้าพระยาเจ้าประเทศราช ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตามพระบรมศพในขบวนตอนที่ 2 และขบวนข้าราชการกระทรวงอื่นๆ รวม 13 ตอน \n และเหตุการณ์สุดท้าย เป็นภาพพระราชพิธีการอัญเชิญพระบรมศพขึ้นสู่พระเมรุมาศ หลังจากเวียนพระเมรุอุตราวัฏ 3 รอบแล้ว และเมื่อพระมหาพิชัยราชรถประทับหน้าพลับพลา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นประทับบนชาลาฐานพระเมรุมาศ พระยาเทพาภรณ์ได้อัญเชิญพระบรมศพสู่พระเมรุมาศเกรินขึ้นบันไดนาคสู่พระเมรุทอง เมื่อถึงชั้นพระเมรุแล้วจึงปิดพระวิสูตร จากนั้นภาพตัดมาที่พสกนิกรนุ่งขาวห่มขาวมาเข้าเฝ้าสักการะพระบรมศพและน้อมส่งเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง\n แม้ภาพยนตร์นี้จะบันทึกเหตุการณ์พระราชพิธีไว้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ  แต่ก็เป็นบทบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าและความสำคัญยิ่งต่อคนไทย เพราะนับเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่บันทึกเหตุการณ์พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระเจ้าแผ่นดินสยาม การบันทึกภาพเคลื่อนไหวนี้ ได้เปลี่ยนกระบวนการการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ เป็นการยืนยันเหตุการณ์อันสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการที่ภาพยนตร์ชุดนี้ได้บอกเล่ารายละเอียดแวดล้อมเหตุการณ์ดังกล่าว อันเป็นประโยชน์ในการต่อยอดทางการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ให้กับสังคมสืบไป\n","","https://youtu.be/HlSVKCge7iM?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [167,"ครั้งที่ 8","การถ่ายภาพยนตร์เสียงในฟิล์มครั้งแรกในสยาม","2472","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","","ผู้สร้าง  บริษัท ฟอกซ์ มูวี่โทน นิวส์ \n\n หนังสือพิมพ์ ศรีกรุง รายวัน ฉบับต่าง ๆ ในเดือนมีนาคม 2472 มีรายงานว่า บริษัท ฟอกซ์ มูวี่โทน นิวส์ ซึ่งเป็นบริษัทถ่ายทำหนังข่าวมีเสียง ที่เพิ่งเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกเพียงสองปีนั้น  ได้เข้ามาสยามตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม โดยนำอุปกรณ์ถ่ายหนังเสียงและรถยนต์สำหรับถ่ายทำเข้ามาด้วย มีการถ่ายทำหนังเสียงในสยามหลายแห่ง ได้แก่ 18 มีนาคม สัมภาษณ์กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ที่วังบ้านดอกไม้ ย่านวรจักร และทรงประทานสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ, การแสดงหุ่นกระบอกคณะนายเปียก ที่สนามในบ้านสะพานขาวของนายมานิต วสุวัต, 20 มีนาคม งานเมรุ พระวิมาดาเธอ ที่ท้องสนามหลวง, 30 มีนาคม ถ่ายการแข่งขันชกมวยชิงแชมป์ ระหว่างนายหวัง อาหะหมัด กับ นายชุ่ม ดีจรรญ์ ที่สนามมวยท่าช้าง \n การเข้ามาถ่ายหนังเสียงของฟอกซ์ในครั้งนั้นนับเป็นความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายหนังเสียงในสยาม และยังมีผลให้คนสยามคิดทำและสามารถดัดแปลงกล้องถ่ายหนังเงียบให้ถ่ายหนังเสียงได้เป็นรายแรกของชาติ ก็คือคณะของนายมานิต วสุวัต และพี่น้อง โดยบริษัทฟอกซ์ได้ให้พี่น้องวสุวัตยืมกล้องและให้ฟิล์มมาทดลองถ่าย ซึ่งพี่น้องวสุวัตได้ถ่าย การแสดงจำอวดของนายทิ้ง มาฬมงคล นายอบ บุญติด และคณะ, การแสดงเดี่ยวซอสามสายของพระยาภูมิเสวิน และการเดี่ยวจะเข้ของนางสนิทบรรเลงการ พี่น้องวสุวัตได้นำหนังเสียงนี้ออกฉายแก่สาธารณชนตามโรงหนังด้วยความตื่นเต้นและภาคภูมิใจว่า “ชาวสยามก็ทำได้”\n ภาพยนตร์ทั้ง 4 เรื่องที่คัดมานี้ เป็นหนังเสียงที่ฟอกซ์ได้เข้ามาถ่ายในเดือนมีนาคม 2472 คือ 1. Puppet show sponsored by wife of King Rama VII. การแสดงหุ่นกระบอกคณะนายเปียกที่สนามบ้านนายมานิต วสุวัต 2. Royal Siamese musicians.1 การแสดงดนตรีตลกของสองนักดนตรีหลวงและนางนักระบำ ออกลีลาแกตสบี้ ถ่ายที่หน้าเรือนแถวแห่งหนึ่ง 3. Royal Siamese musicians.2 การแสดงดนตรีวงมโหรี มีนักร้องหญิง มีเดี่ยวซอสามสาย และเดี่ยวจะเข้ ถ่ายบนเรือนไทยแห่งหนึ่ง และ 4. Venice of the Orient. การบันทึกการสวดมนต์ของพระภิกษุสงฆ์ การอาบน้ำเด็กในกะละมัง และการเต้นรำแบบฝรั่งของหนุ่มสาวสยามการจีบกันด้วยภาษาไทยน้ำเสียงสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองภาพยนตร์ชุดนี้คือหนังเสียงชุดแรกที่มีขึ้นในประเทศ โดยทั้งภาพและเสียงยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเสียงสนทนาที่ปรากฏมีสำเนียงและน้ำเสียงของผู้คนที่แตกต่างจากผู้คนในปัจจุบันอย่างชัดเจน \n","",""],
    [168,"ครั้งที่ 8","แข่งขันกอล์ฟ 2474","2474","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","","ผู้สร้าง   บ้านดอกไม้ฟิล์ม, กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน\nผู้บริจาค หม่อมราชวงศ์พรรธนภณ สวัสดิวัตน์\n\n แข่งขันกอล์ฟ 2474 เป็นภาพยนตร์บันทึกการแข่งขันกอล์ฟอาชีพรายการแรกในเมืองไทย ซึ่งเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับการแข่งขันกีฬาอาชีพในเมืองไทยที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่หอภาพยนตร์ค้นพบในตอนนี้ ซึ่งพาเราย้อนชมบรรยากาศการแข่งขันกอล์ฟในบรรยากาศที่หาชมได้ยากยิ่ง แต่นอกเหนือไปจากนั้นภาพยนตร์ยังทำให้เราได้พบกับนายทิม ทัพพวิบูล โปรกอล์ฟและครูกอล์ฟคนแรกแห่งสยามด้วย\n  นี่เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ชุดของบ้านดอกไม้ฟิล์ม ภาพยนตร์สมัครเล่นส่วนพระองค์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน พระบิดาแห่งการรถไฟไทย หรือในอีกบทบาทหนึ่งท่านคือเจ้านายผู้ทรงโปรดปรานการถ่ายภาพยนตร์ ซึ่งหอภาพยนตร์ได้รับมอบจากทายาทของพระองค์ จำนวนกว่า 300 ม้วน ส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์ที่พระองค์ทรงถ่ายเอง ระหว่างปี 2470 – 2476  บันทึกพระกรณียกิจส่วนพระองค์ต่าง ๆ ในขณะที่ทรงเป็นเสนาบดีเจ้ากระทรวงพาณิชย์และคมนาคม การเสด็จฯ ประพาสต่างประเทศ รวมถึงเหตุการณ์และพระราชพิธีสำคัญ  เนื้อหาในภาพยนตร์ แข่งขันกอล์ฟ 2474 บันทึกการแข่งขันกอลล์ฟอาชีพระดับนานาชาติ รายการ Open Championship ครั้งที่ 2 (ครั้งแรกจัดในปี พ.ศ. 2473) ที่จัดขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 กษัตริย์ผู้ทรงโปรดปรานกีฬากอล์ฟ แข่งขันกัน 3 สนาม คือสนามกอล์ฟราชกรีฑาสโมสร สนามกอล์ฟราชตฤณมัย และสนามกอล์ฟสวนจิตรลดา ซึ่งเป็นสนามกอล์ฟระดับชาติในพระนครสมัยนั้น ภาพยนตร์แสดงให้เห็นถึงบรรยากาศการออกรอบในแต่ละสนามของนักกอล์ฟนานาชาติรวมถึงผู้ชม และการถ่ายภาพสโลว์โมชั่นเพื่ออวดวงสวิงของนักกอล์ฟเฉกเช่นที่เห็นโดยทั่วไปในการถ่ายทอดกีฬาปัจจุบันนี้ ก่อนจะจบลงด้วยภาพของกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินเสด็จแทนพระองค์มาพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศรายการนี้ นั่นคือนายทิม ทัพพวิบูล \n  ทิม ทัพพวิบูล เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2452 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ครอบครัวได้ย้ายมาประกอบอาชีพในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้นายทิมได้เข้ามาทำงานรับจ้างที่สนามกอล์ฟหัวหิน ทั้งงานขุดหญ้าในสนามกอล์ฟ งานรับจ้างถือถุงกอล์ฟ รวมถึงงานซ่อมแซมทางรถไฟในอำเภอหัวหิน และในเวลานี้เองที่นายทิมหลงเสน่ห์กีฬากอล์ฟ ถึงขั้นทำไม้กอล์ฟด้วยตนเอง ฝึกหัดการตีกอล์ฟแบบครูพักลักจำจากนักกอล์ฟที่มาเล่นในสนาม จนความใฝ่รู้ของเขาเดินทางไปถึง\nนายดิษ บุนนาค ผู้แปลกฎกติกาการแข่งขันกอล์ฟฉบับภาษาไทยเป็นคนแรก นายดิษจึงได้ฝากฝังนายทิมให้ได้งานประจำแก่คุณหลวงไกรฤกษ์ นายช่างบำรุงทางฯ เพื่อนำนายทิมไปถวายตัวกับกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวงในขณะนั้น\n  เมื่อกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินได้พบนายทิมก็จึงทดสอบฝีมือการเล่นและการซ่อมไม้กอล์ฟของเขา จนเป็นที่พอพระทัย จึงแต่งตั้งให้นายทิมเป็นหัวหน้าแคดดี้ของสนามกอล์ฟและได้ถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 \n ในระหว่างที่นายทิมได้ถวายงานตามเสด็จถือถุงกอล์ฟให้แก่รัชกาลที่ 7 เมื่อทรงพระราชดำเนินมายังสนามกอล์ฟหัวหิน พระองค์ได้ทรงตรัสให้นายทิมตีกอล์ฟถวายเพื่อทอดพระเนตร เมื่อนั้นพรสวรรค์ของนายทิมจึงได้เป็นที่ประจักษ์ต่อพระเนตรของรัชกาลที่ 7 พระองค์ทรงพอพระราชหฤทัยในความสามารถของนายทิมเป็นอย่างมากและตรัสให้กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธินช่วยดูแลและสนับสนุนนายทิมให้เป็นนักกีฬากอล์ฟ\n  ในปี 2473 รัชกาลที่ 7 ทรงจัดการแข่งขันกอล์ฟระดับนานาชาติรายการแรกของไทยขึ้นในชื่อว่า Open Championship นายทิมจึงได้โอกาสแสดงฝีมือแก่สาธารณชนเป็นครั้งแรก และสามารถคว้าแชมป์พร้อมเงินรางวัล 80 บาท จึงได้รับยกย่องว่าเป็นนักกอล์ฟอาชีพคนแรกของสยาม จากนั้นมานายทิมยังสามารถครองแชมป์ในรายการเดียวกันได้อีก 9 สมัยติดต่อกัน (ในภาพยนตร์คือสมัยที่ 2) มีโอกาสไปแข่งขันในต่างประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนเป็นที่ยอมรับและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนักกอล์ฟไทยรุ่นต่อๆ มา อย่างโปรชะลอ จุลกะ, โปรสุกรี อ่อนฉ่ำ รวมถึงบุตรชายของท่านอย่างโปรมานพ ทัพพวิบูล โปรกอล์ฟคนที่สองของไทย ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นครูกอล์ฟให้แก่บุคคลสำคัญไทยหลายต่อหลายท่าน ทั้งทำงานด้านการออกแบบและปรับปรุงให้สนามกอล์ฟหลายแห่งในประเทศไทย และอุทิศตนเพื่อวงการกอล์ฟไทยจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตในปี พ.ศ. 2520 รวมอายุได้ 68 ปี \n  การค้นพบในครั้งนี้จึงนับเป็นหมุดหมายที่สำคัญครั้งหนึ่งในภาพยนตร์ เพราะหากปราศจากนายทิมหรือครูทิม จุดเริ่มต้นของกีฬากอล์ฟอาชีพในประเทศไทยจะเป็นเช่นใดไม่อาจทราบได้และหากปราศจากภาพยนตร์เรื่องนี้เราก็คงไม่ได้เห็นจุดเริ่มต้นดังกล่าว\n","","https://youtu.be/Y5vgy2wV6cY?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [169,"ครั้งที่ 8","ขนมเปี๊ยะของอากง","2496","","","","","","หนังบ้าน","","","ผู้สร้าง  ยุงจัง แซ่อื๊อ \nผู้บริจาค อุดม ศรีเมลืองกุล\n\n เหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้เกิดขึ้น ณ ร้านขนมเปี๊ยะ อื้อเล่งเฮง บนถนนแปลงนาม เจ้าของร้าน เถ้าแก่ยุงจัง แซ่อื๊อ ได้พาเข้าไปดูขั้นตอนการทำขนม โดยจะเห็นคนงานกำลังปอกเปลือกฟักเขียว (ตังกวย) หั่นเป็นแผ่น เตรียมทำ ขนมตังกวยแฉะ (ฟักเชื่อมแห้งอย่างแผ่น) ซึ่งปัจจุบันไม่พบเห็นแล้ว พบเพียง ขนมกวยเต็ง (หั่นเป็นแท่ง) เถ้าแก่ยุจังกำลังทำเชื่อมฟักแผ่น และคุมเครื่องจักรในการกวน ขนมเหม่งทึ้ง หรือ หนึงทึ้ง ซึ่งคนไทยจะเรียก ขนมงาอ่อน ต้องใช้เวลากวนประมาณ 5-6 ชั่วโมง ต่อมาคนงานกำลังคั่ว ฉามั้ว (งาขาว) และกวน แปเต่าซา (ไส้ถั่วเหลือง) อีกทั้งเตรียมไส้ขนม ประกอบด้วยฟักเชื่อม มันหมูสับ และหอมซอย ต่อมาได้ทำ ขนมโงวหยิ่งเปี้ย (ขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ไส้เมล็ดผลไม้) มีส่วนประกอบ 5 ชนิด คือ เห่งยิ้ง (อัลมอนด์จีน), เมล็ดมะม่วงหิมพานต์, วอลนัท, กวยจี้ (เมล็ดแตงโม), งาขาว, ไข่เค็ม และอื่นๆ  ส่วนแผ่นเปลือกที่ใช้ห่อขนม ประกอบด้วย\nน้ำเชื่อมปรุงแต่ง ผสมกับแป้งสาลี นวดคลึงให้เข้ากัน ขนมตั่วหล่าเปี้ย จะห่อด้วยกระดาษแก้ว เพราะเป็นขนมที่ราคาสูง ต้องรอให้เย็นตัวก่อนถึงจะห่อได้ มิฉะนั้น จะเกิดราขึ้นบนก้อนขนมเพราะไอน้ำคายตัวจากด้านใน และรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายในการทำขนมที่เป็นการให้ข้อมูลครบครันที่สุด โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ขายดีของร้าน เถ้าแก่จะเกณฑ์ลูกหลานและเครือญาติมาช่วยขายของที่ โพ๊วโจ้ย (หน้าร้าน) และงานหลังร้าน นอกเหนือไปจากการจ้างคนงาน ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก\n ฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับบริจาคจาก อุดม ศรีเมลืองกุล หลานของเถ้าแก่ยุจัง ซึ่งได้ว่าจ้างบริษัท เวลลิงตัน ให้มาถ่ายทำไว้สำหรับโฆษณาประชาสัมพันธ์ร้าน ซึ่งแม้เป็นเพียงการถ่ายทำขั้นตอนการทำขนมเปี๊ยะธรรมดาๆ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นหลักฐานเพียงน้อยชิ้นที่เป็นภาพเคลื่อนไหว อันแสดงให้เห็นสภาพบ้านเมือง วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม การแต่งตัว ของชาวจีน-แต้จิ๋ว และชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว ในพระนครก่อนปี 2500\nสารคดีนี้แม้จะเป็นเพียงผลงานที่เกิดจากการผลิตในครอบครัว ทว่าเป็นการถ่ายทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันหาชมได้ยากสมควรได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชนสืบไป\n","",""],
    [170,"ครั้งที่ 8","หนุมานเผชิญภัยครั้งใหม่ ","2500","","","","","","แอนิเมชัน ","","","ผู้สร้าง  สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ\nผู้บริจาค ปยุต เงากระจ่าง\n\n ผลงานของ ปยุต เงากระจ่าง ผู้บุกเบิกงานภาพยนตร์การ์ตูนในไทย ซึ่งเขาเคยกล่าวว่าเป็นภาพยนตร์การ์ตูนชุดแรกของตนที่ทำได้ตามมาตรฐานสากล เนื่องจากได้รับการสนับสนุนทั้งทางการเงินและเทคโนโลยีจากสำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ (United United States Information Service- USIS) และไปผลิตที่ญี่ปุ่น อันสืบเนื่องจากการที่เขาสร้าง “เหตุมหัศจรรย์” ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องแรกของไทยได้สำเร็จ เมื่อ พ.ศ. 2498 และสำนักข่าวสารอเมริกันเห็นผลงานและความตั้งใจของปยุตจึงส่งเสริมให้ทำงานนี้ \n ด้วยความที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักข่าวสารอเมริกัน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายชัดเจนในการใช้สื่อต่างๆ เพื่อถ่ายทอดอุดมการณ์ทางการเมืองและต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น หนุมานเผชิญภัยครั้งใหม่ จึงเป็นการ์ตูนต่อต้านคอมมิวนิสต์ โดยปยุตได้นำตัวละครหลักในรามเกียรติ์ มาแบ่งเป็น 2 ค่ายตามโลกในยุคสงครามเย็น คือ หนุมาน เป็นตัวแทนค่ายเสรีประชาธิปไตย  ซึ่งเต็มไปด้วยความสุขและแสนยานุภาพทางอาวุธ ในขณะที่ ทศกัณฐ์ เป็นผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่มอมเมาและกวาดต้อนประชากรลิงให้ทำงานหนักเพื่อความสุขสบายของเหล่ายักษ์\n จากรายงานของหน่วยประเมินผลการศึกษาเคลื่อนที่ของสำนักข่าวสารอเมริกัน (Evaluation office mobile film unit study) เมื่อ พ.ศ. 2501 พบว่า เมื่อ หนุมานเผชิญภัยครั้งใหม่ สร้างเสร็จและนำออกฉาย ได้มีคณะวิจัยประเมินผลเชิงจิตวิทยาของภาพยนตร์แล้วระบุว่าภาพยนตร์อาจเหมาะกับผู้ชมในชนบทหรือเด็กๆ แต่ไม่เหมาะกับผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ หรือเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้นำ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเหตุให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้รับการนำออกเผยแพร่ในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่ ปยุต เงากระจ่าง เคยให้ข้อมูลว่า ภาพยนตร์สร้างเมื่อ พ.ศ. 2500 ใช้เวลาทำ 9 เดือน แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองในยุคการปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเกิดปีวอกและมีตราประจำตัวเป็นหนุมาน ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกสั่งห้ามฉาย ก่อนจะได้รับการเผยแพร่ใน ปี พ.ศ. 2503 อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ทราบปีที่ออกฉายอย่างแน่ชัด แต่ปัจจุบันยังพบว่ามี\nผู้ชมชาวไทยในอดีตจำนวนหนึ่งที่จดจำภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี อันเป็นผลมาจากการฉายเผยแพร่ของสำนักข่าวสารอเมริกันตามพื้นที่ชนบท\n หนุมานเผชิญภัยครั้งใหม่ จึงนับเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนประวัติศาสตร์ในช่วงที่ไทยเป็นสมรภูมิของสงครามเย็น และได้เข้าร่วมกับฝ่ายสหรัฐอเมริกา รวมทั้งแสดงอำนาจของภาพยนตร์ที่ผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตยเลือกใช้เป็นอาวุธโจมตีระบอบคอมมิวนิสต์ด้วยความหวาดกลัว โดยเฉพาะการเลือกใช้ภาพยนตร์การ์ตูนที่จับใจผู้คนได้ง่าย และหากมองพ้นไปจากบริบททางการเมืองแล้ว หนุมานเผชิญภัยครั้งใหม่ ยังเป็น\nผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นถึงฝีมืออันยอดเยี่ยมของ ปยุต เงากระจ่าง เจ้าของฉายา “วอลท์ ดิสนีย์ เมืองไทย” เมื่อคราวที่ได้มีโอกาสแสดงความสามารถอย่างเต็มที่ โดยไม่มีอุปสรรคด้านเงินทุนหรือเทคโนโลยีมาขว้างกั้น\n","",""],
    [171,"ครั้งที่ 8","ภาพยนตร์โฆษณาสี่คิงส์","2502","","","","","","ภาพยนตร์โฆษณา","","","ผู้สร้าง  แท้ ประกาศวุฒิสาร \nผู้บริจาค แท้ ประกาศวุฒิสาร\n\n ภาพยนตร์โฆษณาหนังไทยในยุค 16 มม. เรื่อง สี่คิงส์ ออกฉายเมื่อปี 2502 ภาพยนตร์ไทยยุคนี้ มีการแข่งขันทางการตลาดสูงมาก แต่ละเดือนมีหนังไทยออกมาฉายจำนวนมาก จึงต้องโฆษณาแข่งกันดุเดือดในทุกสื่อเท่าที่มี และภาพยนตร์โฆษณาในโรงคือหนึ่งในช่องทางนั้น แท้ ประกาศวุฒิสาร นับเป็นผู้สร้างหนังไทยที่มีบทบาทนำในการทำโฆษณา โดยเฉพาะการทำสปอตทางวิทยุ เป็นผู้ริเริ่มจ้างคนแต่งเพลงโฆษณาหนัง โดยนำทำนองเพลงสากลที่กำลังโด่งดังมาแปลงและใส่เนื้อหาประชาสัมพันธ์หนังเรื่องแรกที่ทำออกมาและประสบความสำเร็จ ติดหูติดปากคนไทยไปทั่วประเทศ คือโฆษณาภาพยนตร์เรื่อง “เห่าดง” ซึ่ง แท้ ประกาศวุฒิสาร สร้างขึ้นเมื่อ 2501 ซึ่งเพลงโฆษณาเห่าดงนี้ได้นำทำนองเพลง Wear My Ring Around Your Neck ของ เอลวิส เพรสลีย์ ซึ่งกำลังโด่งดังทั่วโลกในเวลานั้นมาใส่เนื้อไทย กลายเป็นเพลงโฆษณาหนังไทยที่ฮิตติดใจและปากคนไทยทั่วประเทศ และหลังจากนั้นผู้สร้างหนังไทยรายอื่นๆ ดำเนินรอยตามการประชาสัมพันธ์เช่นนี้จนเป็นขนบไปอีกนับสิบปี\n ภาพยนตร์โฆษณาสี่คิงส์ นี้ เป็นหนังโฆษณาซึ่งคุณแท้ในฐานะผู้อำนวยการสร้างซึ่งเป็นตากล้องเอง ได้คิดและทำโฆษณาด้วยตัวเอง เริ่มต้นได้ถ่ายให้เห็นสภาพของโรงภาพยนตร์เอ็มไพร์ในคืนรอบปฐมทัศน์ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งของหนังไทยยุค 16 มม. คือต้องจัดรอบปฐมทัศน์ มีการจัดรายการแสดงต่างๆ เช่น ละครย่อย ตลกจำอวด ดนตรี การโชว์ตัวของดารา และปิดท้ายด้วยการฉายหนังขายบัตร 20 บาททุกที่นั่ง และมักจัดเป็นรอบการกุศล มอบเงินให้กิจการสาธารณะกุศลต่างๆ หนังแสดงให้เห็นว่ารอบปฐมทัศน์ของ สี่คิงส์ มีคนดูหลั่งไหลไปชมกันคับคั่งจนเต็มทุกที่นั่ง เห็นบรรยากาศการแสดงบนเวที และบรรดาผู้ชมทั้งชาวบ้านแฟนหนังไทยทั่วไปและแขกเกียรติยศ จากนั้นจึงเข้าสู่ตัวอย่างหนัง สี่คิงส์ ซึ่งคุณแท้คิดทำขึ้นเป็นพิเศษ ตัดต่อสลับระหว่างฉากในเรื่องและฉากที่ให้ตัวแสดงพูดเชิญชวนกับผู้ชม หนังโฆษณานี้ไม่ได้บันทึกเสียงในฟิล์ม แต่สันนิษฐานว่าในเวลาฉายโฆษณาในโรงจะแผ่นเสียงเพลงและสปอตวิทยุ หรืออาจใช้การพากย์หรือบรรยายสดประกอบ\n หนังเรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างอันดีและหายาก ของแบบฉบับการโฆษณาหนังไทยยุค 16 มม. ซึ่งทำให้เราเห็นทั้งบรรยากาศความคึกคักของโรงหนังในยุคนั้น เห็นวิถีชีวิตการดูหนังในฐานะมหรสพมวลชนของสังคมไทย และเห็นรสนิยมของหนังไทยแท้ๆ\n","","https://youtu.be/bgMK6CKG9Ko?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [172,"ครั้งที่ 8","งานศพนายอ๋องซิมผ่าย ถาวรว่องวงศ์","2512","","","","","","หนังบ้าน","","","ผู้สร้าง  ครอบครัวถาวรว่องวงศ์ \nผู้บริจาค ครอบครัวถาวรว่องวงศ์\n\n หนังบ้านของครอบครัวถาวรว่องวงศ์ บันทึกภาพงานศพของอ๋องซิมผ่าย หรือนายผ่าย แซ่อ๋อง ต้นตระกูลถาวรว่องวงศ์ บุคคลซึ่งมีความสำคัญต่อชาวเมืองภูเก็ตถึงขนาดมีถนนให้ชื่อว่า อ๋องซิมผ่าย โดยเขาเกิดที่ประเทศจีนแต่ดั้นด้นมาตามหาบิดาที่ภูเก็ต ในขณะที่อายุ 12 ปี และเริ่มตั้งรกรากในประเทศไทย โดยอาศัยเป็นกรรมกรในเหมืองและเก็บหอมรอมริบจนสามารถมีธุรกิจเหมืองแร่เป็นของตัวเอง ก่อนจะหันมาทำธุรกิจโรงแรมแห่งแรกในจังหวัดภูเก็ต ชื่อว่า “โรงแรมถาวรภูเก็ต” และได้ทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคมและสาธารณะประโยชน์ต่อชาวภูเก็ต อาทิ ร่วมก่อตั้งโรงทาน บริจาคที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียน จึงเป็นบุคคลที่ชาวภูเก็ตยกย่องเป็นอันมากไม่บ่อยนักที่เราจะได้ชมภาพบันทึกงานศพของบุคคลธรรมดา การเก็บภาพเป็นประวัติศาสตร์ส่วนตัวของครอบครัวอ๋องซิมผ่าย กลายเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นความทรงจำที่ทับซ้อนระหว่างหนังบ้านส่วนตัวกับความทรงจำของพื้นที่ ผู้คน และจังหวัดภูเก็ต ภาพบันทึกงานศพของนายอ๋องซิมผ่าย ซึ่งมีความยาวถึง 132 นาที ปรากฏรายละเอียดทางประเพณี วัฒนธรรม และสังคมในยุคสมัยนั้นอย่างครบถ้วน\n หนังงานศพนี้มีความยาวทั้งสิ้น 9 ม้วน บันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 4-14 กันยายน 2512  ตั้งแต่นายอ๋องซิมผ่ายสิ้นใจด้วยโรคชราบนเตียง การนำศพลงโลง เหตุการณ์ในงานศพซึ่งมีทั้งพิธีแบบไทยและจีน จนถึงการเคลื่อนศพของนายอ๋องซิมผ่ายไปยังสุสานสีเต็กหลังสนามกีฬาสุระกุล ท่ามกลางชาวเมืองภูเก็ตมากมายทั้งคนไทยและจีน เพื่อทำพิธีฝังศพ แสดงให้เห็นถึงความรักและเคารพต่อบุคคลที่ทำประโยชน์ให้แก่ท้องถิ่นชุมชนการขึ้นทะเบียนหนังเรื่องนี้เป็นการให้เกียรติและตอกย้ำความสำคัญของภาพเคลื่อนไหวในเชิงมานุษวิทยาและประวัติศาสตร์สังคม บันทึกความทรงจำของท้องถิ่น เป็นบันทึกทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ที่แสดงให้เราเห็นในเชิงประจักษ์\n","",""],
    [173,"ครั้งที่ 8","ไอ้ทุย","2514","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง กัญญามาลย์ภาพยนตร์\nผู้อำนวยการสร้าง บรรจง กัญญามาลย์\nผู้กำกับ   ดอกดิน กัญญามาลย์\nผู้กำกับภาพ ศานิต รุจิรัตน์ตระกูล\nผู้แสดง   สมบัติ เมทะนี, เพชรา เชาวราษฎร์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, แมน,\nชฎาพร, พัลลภ, ชุมพร เทพพิทักษ์, สิงห์, โขมพัสตร์ อรรถยา, สุวิน สว่างรัตน์, พงษ์ลดา พิมลพรรณ, ธัญญา, มาลาริน, เปี๊ยก, น้อย, อรสา, ดอกดิน กัญญามาลย์\nผู้บริจาค  ดอกดิน กัญญามาลย์ โครงการหนังไทยกลับบ้าน\n\n ปี 2513 มนต์รักลูกทุ่ง ได้สร้างปรากฏการณ์ เป็นภาพยนตร์เพลงในระบบมาตรฐาน 35 มม. ฉายเต็มจอใหญ่ สามารถทำรายได้ถล่มทลายทั้งประเทศ จนทำให้ผู้สร้างหนังไทยต้องหันมาทำหนังในระบบ 35 มม. ในปี 2514 ดอกดิน กัญญามาลย์ ผู้สร้างหนังที่ต้องรสนิยมคนไทยจนประสบความสำเร็จโดยตลอด จึงได้สร้างหนังเรื่อง ไอ้ทุย ในระบบ 35 มม. เป็นเรื่องแรกของ แต่เค้าโครงการเดินเรื่องยังมีร่องรอยหนัง 16 มม. ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์ของหนัง, มุมกล้อง และวิธีการแสดง ส่วนเนื้อหาของหนัง ก็ยังคงแนวทางหนังแบบดอกดินที่มีครบทุกรสชาติดังเช่นเรื่องก่อนหน้าที่ประสบความสำเร็จทั้งหลาย อันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์มาตั้งแต่การแสดงจำอวด และอยู่กับคณะละครเร่ จึงสามารถรู้วิธีที่จะทำหนังให้ชนะใจ\nผู้ชม จนเป็นเจ้าของวลี “ล้านแล้วจ้า” \n ไอ้ทุย เล่าเรื่องของ คุณเพรียว ผู้ได้รับมรดกจากคนรักเก่าของแม่ เธอจึงยินยอมมอบที่ดินให้ชาวบ้านได้ใช้ทำมาหากินโดยไม่คิดค่าเช่า กระทั่งวันหนึ่งที่เธอถูกคนร้ายบุกมาที่หมู่บ้านเพื่อลักพาตัวคุณเพรียว ทุย ลูกชายกำนันจึงเป็นแกนนำชาวบ้านในการต่อสู้เพื่อคุ้มครองคุณเพรียว ผลงานชิ้นนี้ของดอกดินจึงยังเต็มไปด้วยองค์ประกอบแห่งความสำเร็จทั้งมุกตลก ความรัก เพลงเพราะ และบู๊ เติมเต็มอรรถรสให้ครบครับสำหรับคนดูหนัง \n หอภาพยนตร์ได้รับภาพยนตร์ ไอ้ทุย กลับจากฮ่องกง ในโครงการหนังไทยกลับบ้าน สำหรับหนังเรื่องนี้นับเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์สำหรับการศึกษาหนังไทย จากผู้สร้างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่หนังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากหนังยุค 16 มม. มาสู่ยุคหนัง 35 มม. ไอ้ทุย จึงสามารถบันทึกประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของหนังไทย และแสดงหลักฐานนั้นอันสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตและค่านิยมแห่งยุคสมัย ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปแล้วตามกาลเวลา \n","","https://youtu.be/CpYc4QAZzgo?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [174,"ครั้งที่ 8","พิธีพระราชทานเพลิงศพวีรชนผู้เสียชีวิต ณ บริเวณท้องสนามหลวง 13-15 ตุลาคม 2517","2517","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","","ผู้สร้าง  กรมประชาสัมพันธ์ \n\n ภายหลังการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษาและประชาชนหลายแสนคน เมื่อกลางเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516  หรือ “เหตุการณ์ 14 ตุลา” สิ้นสุดลงด้วยการเดินทางออกนอกประเทศของคณะเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร, จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร บรรดาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวต่างได้รับการยกย่องจากประชาชนและสื่อมวลชนว่าเป็น “วีรชน”นำไปสู่การเรียกร้องให้มีการจัดงานพระราชทานเพลิงศพแก่ผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติแม้กระบวนการจะล่าช้ารวมทั้งมีข้อขัดแย้งหลายประการโดยเฉพาะเรื่องสถานที่จัดงาน แต่สุดท้ายแล้ว “พิธีพระราชทานเพลิงศพวีรชนผู้เสียชีวิตระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 ตลุาคม 2516” ก็ได้รับการจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ เมรุท้องสนามหลวง ในวันที่ 13-15 ตุลาคม พ.ศ. 2517  ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์ดังกล่าว  \n แต่เดิมนั้น สนามหลวง หรือที่เคยเรียกกันว่า “ทุ่งพระเมรุ” เป็นพื้นที่สำหรับใช้ปลูกสร้างพระเมรุมาศในงานพระบรมศพของกษัตริย์และเจ้านายระดับสูงเท่านั้นอันเป็นคติสืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาที่ ก่อนที่ปี พ.ศ. 2477  สนามหลวงจะได้ใช้เป็นพื้นที่จัดพิธีศพสำหรับสามัญชนเป็นครั้งแรก ด้วยการจัดพิธีปลงศพทหารฝ่ายรัฐบาลที่เสียชีวิตจากกรณีกบฎบวรเดช และไม่เคยจัดพิธีศพสามัญชนอีกเลย จนกระทั่งได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์ให้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพวีรชนผู้เสียชีวิตฯ ในอีก 40 ปีต่อมา \n กรมประชาสัมพันธ์ได้บันทึกพิธีสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งนี้ไว้ในรูปแบบภาพยนตร์ 16 มม. และจัดทำเสียงบรรยายประกอบตลอดเรื่อง ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ถ่ายทอดให้เห็นบรรยากาศและเหตุการณ์สำคัญต่างๆ อย่างละเอียด ตั้งแต่ภาพประชาชนมากมายที่ออกมายืนชมริ้วขบวนเชิญศพวีรชนผู้เสียชีวิตจากวัดโสมนัสวิหารไปยังบริเวณพิธี ณ เมรุท้องสนามหลวง ในวันที่ 13 ตุลาคม, ภาพเหตุการณ์ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาพร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อทรงจุดชนวนฝักแคพระราชทานเพลิงศพ ท่ามกลางบุคคลสำคัญในบ้านเมืองและประชาชนที่มาเข้าร่วมพิธีกันอย่างเนืองแน่นจนมีผู้เป็นลมหมดสติอยู่เป็นระยะ  ไปจนถึงภาพการนำเถ้าอังคารผู้เสียชีวิตขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปทำพิธีลอยอังคาร ในวันที่ 15 ตุลาคม \n ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงนับเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชาติอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และเป็นเครื่องยืนยันสถานะที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงสุดของผู้เรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2516 ซึ่งมีนักศึกษาเป็นแกนนำ ก่อนที่สถานะดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีต่อมา นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นความสำคัญของ “เหตุการณ์ 14 ตุลา” ที่มีต่อสังคมไทยในขณะนั้น ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่มีผู้เข้าร่วมพิธีกรรมรำลึกเหตุการณ์นี้น้อยลงไปมาก ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ปรากฏในภาพยนตร์ยังเป็นเสมือนเครื่องเตือนสติให้อนุชนได้ระลึกถึงช่วงเวลาที่สังคมไทยยังคงพร้อมใจกันยกให้วิถีประชาธิปไตยเป็นอุดมคติสูงสุดของชาติ ดังบทสรุปของคำประกาศสดุดีและไว้อาลัย ที่นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการจัดงานในครั้งนั้น ได้กล่าวไว้ในพิธีว่า “ขอให้ชาวไทยทั้งหลายตั้งปณิธานว่า เราจะร่วมใจกันดำรงคงไว้ซึ่งวิถีประชาธิปไตย รักษาอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย พร้อมที่จะเสียสละประโยชน์สุขส่วนตน เพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม สืบต่อไปชั่วนิรันดร”\n","","https://youtu.be/28k6En-xc6A?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [175,"ครั้งที่ 8","เพื่อนรัก","2520","","","","","","ภาพยนตร์","","","บทประพันธ์    สีฟ้า\nบริษัทผู้สร้าง ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น\nผู้อำนวยการสร้าง เกียรติ เอี่ยมพึ่งพร    \nผู้กำกับการแสดง สักกะ จารุจินดา     \nผู้แสดง    สมบัติ เมทะนี, ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา, ปัฐม์ ปัทมจิตร, Dana Myers, พอหทัย พุกกะณะสุต, อรสา พรหมประทาน, โขมพัสตร์ อรรถยา, โฉมฉาย ฉัตรวิไล, ขอใจ ฤทัยประชา, ระจิต ภิญโญวนิช, สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต, เฉลิมศักดิ์ เทียมมณี, Brad Bryant, Tony Antonio, อวบ สมชาติ \n\n ภาพยนตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ หม่อมหลวงศรีฟ้า มหาวรรณ ในนามปากกาว่า “สีฟ้า” ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดย สุภาว์ เทวกุล ณ อยุธยา ซึ่งต่างเป็นนักเขียนหญิงคนสำคัญของวงการวรรณกรรมไทย กำกับโดย สักกะ จารุจินดา หนึ่งในผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ ผู้มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์สะท้อนสังคมเรื่อง ตลาดพรหมจารีย์ เมื่อ พ.ศ. 2516   \n เพื่อนรัก เล่ามิตรภาพและการผจญภัยของเด็กต่างเชื้อชาติ 3 คนที่อาศัยในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ประกอบด้วย ภุชงค์ เด็กชายชาวไทย ที่ถือกำเนิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจของพ่อผู้รับราชการกับแม่ซึ่งเป็นนักร้องกลางคืนในกรุงเทพฯ จิมมี่ เด็กชายลูกครึ่งอเมริกัน-เกาหลี ที่พ่อผู้เป็นทหารอเมริกันฝากเลี้ยงไว้กับบรรดาเมียเช่าคนไทย และ หมวย เด็กหญิงเชื้อสายจีน ผู้ถูกซื้อมาเลี้ยงเพื่อทำงานในร้านค้า วันหนึ่งพวกเขาตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพื่อตามหาแม่ของภุชงค์ แต่กลับต้องระหกระเหินจนได้ไปอาศัยอยู่ในบ้านของกลุ่มโสเภณีใจบุญ และเข้าไปพัวพันกับการสืบคดีของตำรวจที่กำลังตามหาเด็กสาว ซึ่งสันนิษฐานว่าถูกกักขังไว้ในบ้านหลังนี้\n ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงสะท้อนสังคมเช่นเดียวกับผลงานเรื่องก่อนหน้าของสักกะ แตกต่างที่สะท้อนผ่านสายตาของเด็ก ๆ ต่อปัญหาในสังคมทั้งเรื่องครอบครัว, การค้าประเวณี, การกดขี่ทางเพศ รวมไปถึงผลกระทบจากสงคราม โดยมีเพลงประกอบอันอ่อนโยนจากการประพันธ์ของ สุรพล โทณะวณิก ช่วยขับเน้นให้เห็นมุมมองแสนไร้เดียงสาของเด็ก ๆ  ที่นำแสดงโดยนักแสดงเด็กหน้าใหม่ คือ ปัฐม์ ปัทมจิตร, Dana Myers และ พอหทัย พุกกะณะสุต  โดยในการประกวดรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ประจำปี พ.ศ. 2520 เด็กหญิงพอหทัย พุกณะสุต ผู้รับบทเป็นหมวย ได้รับรางวัลตุ๊กตาเงิน นักแสดงรุ่นเยาว์ ในขณะที่ตัวภาพยนตร์นั้นได้รางวัลพิเศษ ประเภทภาพยนตร์ส่งเสริมศีลธรรม-ประเพณี\n เพื่อนรัก จึงเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของภาพยนตร์ไทยที่ใช้นักแสดงเด็กเป็นตัวละครหลักและถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังบันทึกสภาพสังคมไทยในช่วงปลายสงครามเวียดนามที่ “มหามิตร” อย่างสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพ และยังกระตุ้นเตือนให้ผู้ใหญ่หวนนึกถึงมิตรภาพที่แท้จริงของมนุษย์ในวัยที่ยังไม่มีเงื่อนไขใดมาแบ่งแยก เพศ เชื้อชาติ พรมแดน หรืออุดมการณ์ทางการเมือง นอกเหนือไปจากนั้น  เพื่อนรัก\nยังมีคุณค่าในฐานะผลงานศิลปะที่เชิดชูความเป็นเด็กอย่างบริสุทธิ์ ดังคำอุทิศของผู้ประพันธ์ที่ปรากฏอยู่ในตอนต้นของภาพยนตร์ว่า “ภาพยนตร์เรื่องนี้ หากจะมีความดีอยู่บ้าง ผู้ประพันธ์ขออุทิศให้เด็กที่น่ารัก ซึ่งเกิดมาด้วยความบริสุทธิ์ เหมือน ๆ กันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กภาษาใดในโลก... โลกซึ่งกำลังคับแคบ และซึ่งมนุษย์ผู้ใหญ่มีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดระแวงมากขึ้นทุกที” \n","",""],
    [176,"ครั้งที่ 8","มนต์รักแม่น้ำมูล","2520","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง ดวงกมลมหรสพ\nผู้อำนวยการสร้าง  กมล กุลตังวัฒนา\nผู้กำกับ   พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา\nผู้เขียนบท   ธนวัฒน์, ดาราพร\nผู้กำกับภาพ นิวัติ ศิลปสมศักดิ์\nผู้กำกับศิลป์  สุพงษ์ ผาธรรม, วินิจ ปัญญาไว, สุมิตร ปทุมชาติ\nผู้ลำดับภาพ นิวัติ ศิลปสมศักดิ์\nผู้แสดง   สมบัติ เมทะนี, นัยนา ชีวานันท์, เปียทิพย์ คุ้มวงศ์, เนาวรัตน์\nยุกตะนันท์,  สุริยา ชินพันธ์, เศรษฐา ศิระฉายา, ศรีไพร ใจพระ, วิชชุตา เธียรโสภณ,\nปิยะ ตระกูลราษฏร์\nผู้บริจาค  กมล กุลตังวัฒนา\n\n หอภาพยนตร์ได้รับฟิล์มภาพยนตร์เนกาทีฟ เรื่อง มนต์รักแม่น้ำมูล มาจากโครงการหนังไทยกลับบ้าน ซึ่งเล่าเรื่องความรัก ความฝัน ของหนุ่มสาวลุ่มแม่น้ำมูล 3 คู่ ได้แก่ ครูตะวัน (สมบัติ) กับ สายไหม (นัยนา) ผดุงครรภ์สาว ขณะที่ ครูพิณ (ปิยะ) ครูช่วยสอนก็รัก เดือน (เนาวรัตน์) สาวบ้านนาที่ต่อมาเป็นลูกบุญธรรมของคนกรุงเทพฯ และ แคน (สุริยา) นักร้องหนุ่มที่เข้ากรุงสร้างฝัน ปล่อยให้ คำหล้า (วิชชุตา) สาวคนรักรอการ\nกลับไปอย่างทุกข์ทน คำแปง (เปียทิพย์) หัวหน้าวงหมอลำสาว ได้แอบรักแคนเพียงข้างเดียวจนเป็นแรงฮึดให้เธอดิ้นรนสู่การเป็นหมอลำชื่อดัง\n ผลงานการกำกับของครูเพลง พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา และอำนวยการสร้างโดย ดวงกมลมหรสพ ของ กมล กุลตังวัฒนา นักพากย์หนังจากภาคอีสาน ที่ได้ดูหนังเรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง ในปี 2513 จึงเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์ในแนวทางเดียวกัน แต่ถ่ายทอดผ่านวิถีชีวิตของคนอีสานแทน \n กมลเลือกพงษ์ศักดิ์มากำกับจากการแนะนำของ สุรสีห์ ผาธรรม โดยให้เหตุผลว่าพงษ์ศักดิ์เป็นนักแต่งเพลง ซึ่งเคยเรียนรู้เรื่องภาพยนตร์จากประสบการณ์ในกองถ่ายกับ รังสี ทัศนพยัคฆ์ และสิ่งที่ยืนยันความแม่นยำในการเลือกผู้กำกับและการมองตลาดของกมล คือเมื่อหนัง มนต์รักแม่น้ำมูล ออกฉาย คนอีสานในกรุงเทพฯ ต่างตีตั๋วเข้ามาชม ถึงแม้ตอนเข้าฉายจะอยู่ในช่วงรัฐประหารมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเคอร์ฟิวห้ามออกนอกเคหะสถานหลังเวลา 22.00 น. แต่บัตรชมภาพยนตร์ทั้งรอบเช้าและค่ำเต็มจนชาวอีสานไม่มีทางเลือก ก็ต้องเสี่ยงกับการติดเคอร์ฟิวไปชมรอบดึก ทำให้ต้องพักค้างคืนที่หน้าโรงจนล้นหน้าโรงภาพยนตร์\n ที่น่าสนใจคือความสำเร็จของหนัง เป็นการจุดกระแสขึ้น ณ ใจกลางเมือง จากการตั้งใจสื่อสารกับชาวอีสานที่เข้ามาแสวงโชคในกรุงเทพฯ ดังเช่นสปอตโฆษณาที่ว่า “เยอะเฮ่ยเยอะ เอ๊ย เยอะเฮ่ยเยอะ...ไปเบิ่งมนต์รักแม่น้ำมูล เหมือนได้ไปเอาบุญบ้านเฮา” กับ “คึดฮอดบ้านไปเบิ่งมนต์รักแม่น้ำมูลเด้อหมู่เฮา”\n นอกจากนี้ สิ่งที่ยืนยันความสำเร็จคือความนิยมของเพลงประกอบภาพยนตร์ ซึ่งมีทั้งหมด 10 เพลง มีเพลงที่โด่งดัง เช่น  “แต่งงานกันเด้อ” แต่งโดย สนิท มโนรัตน์ ขับร้องโดยสนธิ สมมาตร และ “เพลงแห่พระเวสฯ” แต่งโดย พงษ์ศักดิ์ ขับร้องโดย ดาว บ้านดอน \n มนต์รักแม่น้ำมูล จึงเป็นหนังสะท้อนชีวิตของคนอีสาน ที่เข้ามาเสี่ยงโชคในเมืองกรุง ซึ่งในตอนนั้น คนอีสานยังถูกดูถูกดูแคลนจากคนเมือง ทำให้พวกเขาที่กำลังถูกกดทับจากโครงสร้างทางสังคม ตอบรับกับการนำเสนอของหนังในทันทีในวันแรกที่ภาพยนตร์เข้าฉาย ในวันแม่แห่งชาติประจำปี 2520 และเป็นการแสดงให้เห็นพลังคนอีสานที่เปรียบเสมือนชายขอบของเมืองหลวง ทว่ามีพลังมากพอที่จะทำให้ภาพยนตร์เป็นที่นิยมในระดับปรากฏการณ์\n","",""],
    [177,"ครั้งที่ 8","เมียหลวง","2521","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น\nผู้อำนวยการสร้าง  เกียรติ เอี่ยมพึ่งพร\nผู้กำกับ   คุณาวุฒิ\nผู้เขียนบท  วิจิตร คุณาวุฒิ\nผู้ประพันธ์ กฤษณา อโศกสิน \nผู้กำกับภาพ มาซาฮิโร ทานากา, ปรีชา ทรัพย์พระวงศ์\nผู้กำกับศิลป์  วุฒิ\nผู้ลำดับภาพ วิจิตร คุณาวุฒิ\nผู้ทำดนตรีประกอบ  มนตรี อ่องเอี่ยม, ประสิทธิ์ พยอมยงค์\nผู้แสดง   วงเดือน อินทราวุธ, จตุพล ภูอภิรมย์, วิยะดา อุมารินทร์, สมเกียรติ ไสยานนท์, วิชัย ไลละวิทย์มงคล, สันทนา สาตร์เพชร,  ศรินทิพย์ ศิริวรรณ\nผู้บริจาค  1. ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น โครงการหนังไทยกลับบ้าน \n  2. พิศมัยฟิล์ม จังหวัดนครสวรรค์ \n  3. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย\n\n เมียหลวง เป็นผลงานการกำกับของเศรษฐีตุ๊กตาทอง วิจิตร คุณวุฒิ ซึ่งสร้างจากบทประพันธ์ชื่อดังของ กฤษณา อโศกสิน ซึ่งก่อนหน้านี้ วิจิตร คุณาวุฒิเคยสร้างภาพยนตร์จากบทประพันธ์ของเธอมาแล้ว อย่าง น้ำเซาะทราย และ ป่ากามเทพ สำหรับแฟนหนังไทย เมียหลวงถือเป็นการปิด “ไตรภาค” ของหนังชีวิตครอบครัวเข้มข้นของวิจิตร คุณาวุฒิ\n บทประพันธ์ต้นฉบับถือเป็นต้นแบบของนิยายที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาชีวิตครอบครัวอันเกิดจากความเจ้าชู้ของผู้ชาย ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากเมื่อตอนตีพิมพ์เป็นตอนๆ และได้รับการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ครั้งแรกเมื่อปี 2512 จนถึงฉบับล่าสุดเมื่อปี 2560 รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง และถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ 1 ครั้ง แสดงให้เห็นความนิยมที่อยู่เหนือกาลเวลาของบทประพันธ์นี้  \n เมียหลวง เล่าเรื่องราวของ ดร.วิกันดา (วงเดือน อินทราวุธ) หญิงที่มีหน้ามีตาในสังคม ต้องผจญกับความเจ้าชู้ของสามี ดร.อนิรุทธิ์ (จตุพล ภูอภิรมย์) ผ่านการรับมือกับผู้หญิงมากมายที่เข้ามาพัวพันสามีของเธอ ไม่เว้นแม้แต่คนรับใช้ในบ้าน เธอรับมือผู้หญิงเหล่านั้นด้วยความอดทน ใจเย็น จนกระทั่งเธอต้องมาปะทะกับ อรอินทร์ (วิยะดา อุมารินทร์) ม่ายสาวสวยที่มาพร้อมเล่ห์เหลี่ยม และพร้อมจะแสดงความรักต่อดร.อนิรุทธิ์ในที่สาธารณะ อรอินทร์ใช้ลูกเล่นสารพัดเพื่อเล่นสงครามจิตวิทยากับวิกันดา จนวิกันดาทะเลาะกับอนิรุทธิ์อย่างรุนแรง \n ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นความสามารถของวิจิตร คุณาวุฒิ ที่สามารถผสมผสานบทภาพยนตร์ที่มาพร้อมบทพูดที่เชือดเฉือน และการแสดงของนักแสดงที่สมบทบาท เพื่อเล่าเรื่องราวของผู้หญิงที่พยายามปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง ท่ามกลางสถานการณ์อันหมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม และเพื่อความสมจริงกับเนื้อหา วิจิตร คุณาวุฒิ ลงทุนนำกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องไปถ่ายทำที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการถ่ายทำภาพยนตร์ในต่างประเทศในสมัยนั้นเต็มไปด้วยข้อจำกัดและความยากลำบากก็ตาม\n ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง เมื่อครั้งออกฉาย และเป็นการแจ้งเกิดให้กับ วงเดือน อินทราวุธ ในบท “เมียหลวง” ได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้น เธอได้รับบทเมียหลวงอีกครั้งในละครโทรทัศน์เรื่อง “น้ำเซาะทราย” และถึงแม้ว่าวงเดือนจะมีผลงานการแสดงไม่กี่เรื่อง ในระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่เธอจะเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ บทของเธอในเรื่องเมียหลวงก็ยังเป็นที่จดจำให้แก่แฟนหนังไทยเสมอมา  \n","",""],
    [178,"ครั้งที่ 8","เลือดสุพรรณ","2522","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง เชิดไชยภาพยนตร์\nผู้อำนวยการสร้าง  เชิด ทรงศรี\nผู้กำกับ   เชิด ทรงศรี\nผู้เขียนบท   ธม ธาตรี\nผู้ประพันธ์ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ \nผู้กำกับภาพ กวี เกียรตินันท์\nผู้กำกับศิลป์  อุไร ศิริสมบัติ\nผู้ลำดับภาพ คชา ราชประทาน, จันนิภา เจตสมมา\nผู้ทำดนตรีประกอบ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง, ลัดดา สารตายน \nผู้แสดง   ไพโรจน์ สังวริบุตร, ลลนา สุลาวัลย์, ส. อาสนจินดา, สุพรรณ\nบูรณพิมพ์, จุฑารัตน์ จินรัตน์, ราชันย์ กาญจนมาศ, สุรชาติ ไตรโภค, ไสล พูนชัย, อุมา ไอยทิพย์, ขวัญ สุวรรณะ, ก. เก่งทุกทาง, ประสาท ทองอร่าม, มรว. สุดจัยยะ ชมพูนุท, หมี หมัดแม่น\nผู้บริจาค  เชิด ทรงศรี\n\n ภาพยนตร์ที่ เชิด ทรงศรี สร้างต่อจากความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ของ\nแผลเก่า เมื่อ พ.ศ. 2520 โดยไม่เพียงแต่ยังคง “สำแดงความเป็นไทยต่อโลก”\nเช่นเดียวกับเรื่องก่อนหน้า เชิด ทรงศรี ยังได้เพิ่มประเด็นเรื่องความรักชาติและความสามัคคีเข้าไป ด้วยการประกาศว่าเป็น “งานสืบทอดวีรกรรมของปู่ ย่า ตา ยายไทย ที่เคยพลีชีพเพื่อชาติ” รวมทั้งทุ่มทุนสร้างสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในขณะนั้น \n เลือดสุพรรณ เป็นบทประพันธ์ของ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ขณะดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมศิลปากร สำหรับใช้แสดงละคร เมื่อ พ.ศ. 2479 โดยมีจุดประสงค์เพื่อปลุกใจประชาชนให้รักชาติ ผ่านเรื่องราวความรักของทหารพม่ากับสาวไทย และวีรกรรมของคนไทยกลุ่มเล็กๆ ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับกองทัพพม่าที่มีไพร่พลนับหมื่นคน ละครเรื่องนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายและยืนนานจนสามารถหาทุนสร้างโรงละครถาวรของกรมศิลปากรได้ ทั้งได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปีเดียวกัน เมื่อ เชิด ทรงศรี\nนำกลับมาสร้างใหม่ เขาได้เพิ่มเติมเนื้อหาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการกำหนดยุคสมัยของเรื่องว่าเกิดขึ้นในปลายปี พ.ศ. 2308 จากเดิมที่ไม่ได้ระบุไว้ และยังลงทุนค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับไทยและพม่าในช่วงเวลานั้นอย่างจริงจัง สำหรับนำมาอ้างอิงในการสร้าง เพื่อขับเน้นความสมจริงยิ่งขึ้น \n นอกจากอุดมการณ์เรื่องความรักและสามัคคีของคนในชาติ เชิด ทรงศรี ยังได้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะการละเล่นและเพลงพื้นบ้านของทั้งไทยและพม่าโดยจงใจสอดแทรกเอาไว้ให้เห็นอย่างเด่นชัด แต่ในขณะเดียวกัน เลือดสุพรรณ ยังมีความก้าวหน้าและล้ำสมัยในแง่ดนตรีประกอบด้วยการใช้เครื่องดนตรีไทยบรรเลงประกอบด้วยวิธีใหม่ ไม่ได้ประสมวงและบรรเลงเพลงไทยเดิมเช่นที่ผ่านมา แต่เลือกใช้เครื่องดนตรี\nบางประเภทมาสร้างทำนองใหม่ เพื่อสนับสนุนการเล่าเรื่องทั้งสำเนียงไทยและพม่า \n ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่เพียงแต่แสดงถึงความทะเยอทะยานของผู้กำกับคนสำคัญของไทย ทั้งในแง่ความพิถีพิถันทางศิลปภาพยนตร์ การเคร่งครัดกับความสมจริง และความกล้าหาญในการลงทุนโดยไม่หวังถึงผลกำไร เพื่อยกระดับวงการภาพยนตร์ไทยซึ่งกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำ หากแต่ยังเป็นตัวอย่างอันหายากของภาพยนตร์ที่ตั้งใจเผยแพร่อุดมคติแห่งความเป็นไทยอย่างถึงราก และเป็นสื่อที่แสดงให้เห็นถึงบทประพันธ์ซึ่งมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อความคิดเรื่องการรักชาติของผู้คนในสังคมไทยมายาวนาน \n","",""],
    [179,"ครั้งที่ 8","รุ่งอรุณวันใหม่ในป่า","2523 ","","","","","","สารคดี ","","","ผู้สร้าง  กลุ่มประสานงานศิลปวรรณคดีและโฆษณาการภูพาน โดย “สหายรัศมี” \nผู้บริจาค รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท\n\n หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ซึ่งนักศึกษาและประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร นำไปสู่การใช้กำลังทหารเข้าปราบปราม จนมีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตและสูญหาย หลังเหตุการณ์นั้น จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ต้องเดินทางออกนอกประเทศ และมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ นำไปสู่การเลือกตั้งใน พ.ศ. 2518  ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงสมัยที่เรียกกันว่า ประชาธิปไตยเบ่งบาน มีการชุมนุมการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องต่าง ๆ ของแทบจะทุกกลุ่มทุกหมู่เหล่า และแทบทุกวัน อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่เบ่งบานอยู่ได้เพียงปีเศษ ได้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคมไทยอันนำไปสู่เหตุการณ์ที่ปิดล้อมฆ่าและจับกุมนักศึกษาในกรณี 6 ตุลาคม 2519 และกองทัพได้ทำรัฐประหาร ตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร นักต่อต้านคอมมิวนิสต์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการกวาดล้างฝ่ายซ้ายซึ่งรัฐถือว่าเป็นคอมมิวนิสต์และคนขายชาติอย่างรุนแรง คนหนุ่มสาวเหล่านี้จำนวนมากได้หนีเข้าไปร่วมกับกองทัพปลดแอกประชาชนไทยของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในเขตจัดตั้งในป่าเขาของพรรคทั่วประเทศ อาจกล่าวได้ว่านโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างแข็งกร้าวของรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียรได้สร้างแนวร่วมให้กับทางพคท.เป็นจำนวนมาก และทำให้ในความรู้สึกนึกคิดของผู้ร่วม\nขบวนการฯ ขณะนั้น ความหวังที่จะรบชนะของพคท.อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมดังที่ปรากฏในบทเพลงสหายที่บอกว่าจะกลับมา “ปักธงแดงกลางนคร”\n อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาของการต่อสู้ดำเนินไปนั้น การเปิดเผยตัวตนของผู้ปฏิบัติงาน พคท.เป็นเรื่องไม่ปกติ เพราะการที่เป็นขบวนการปฏิวัติใต้ดินนั้นจำเป็นจะต้องปิดลับ เพื่อความปลอดภัยทั้งของตัวเองและองค์กร แต่ภาพยนตร์ขนาด 8 มิลลิเมตรซึ่งมีชื่อว่า รุ่งอรุณวันใหม่ในป่า ถ่ายทำโดย “สหายรัศมี” คนเชื้อสายเวียดนามในไทยซึ่งเป็นทหารพิทักษ์ของสหายเจริญผู้มีตำแหน่งเป็นกรรมการภาคของพรรคคอมมิวนิสต์ ได้บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ของพรรค โดยเฉพาะกิจกรรมสำคัญในฐานที่มั่นบนเทือกเขาภูพาน ในวันที่มีกิจกรรมสำคัญของค่าย เมื่อมีสหายจากเขตงานอื่นมาเยือน สหายเข้าแถวจับมือส่งและต้อนรับผู้มาเยือนเขตงาน เห็นการรับประทานอาหารร่วมกัน การร้องรำทำเพลง การทำงานของหน่วยเภสัช กิจกรรมการเรียนการสอนและออกกำลังกายในโรงเรียนเยาวชนอนุชนปฏิวัติ เราได้เห็นเครื่องแต่งกายที่ต่างกันของปัญญาชนแนวร่วมกับสหายชาวนา และได้เห็นกิจกรรมในวาระพิเศษ คือ การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ชุดที่ 3 ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 25 ก.พ. – 3 มี.ค. 2523 ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมเหล่านี้เป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมอยู่แต่เดิม และได้เข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ  โดยกระจัดกระจายไปอยู่ตามเขตงานต่าง ๆ ต่อมาได้มารวมตัวกันที่เขตภูพานและจัดการประชุมพรรคสังคมนิยมครั้งนี้ขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมดังปรากฏราว 20 คน  ภาพยนตร์บันทึกให้เห็นบุคคลสำคัญและมีบทบาทในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เช่น ชัยวัฒน์ สุรวิชัย, อุดร ทองน้อย, วัฒน์ วรรลยางกูร และเหวง โตจิราการ เป็นต้น \n ภาพยนตร์ที่อาจเรียกเฉพาะกิจได้ว่า“หนังป่า”เรื่องนี้ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์ ได้รับสำเนาที่มีการถ่ายลงเป็นตลับวีดิโอ 8  และได้มอบให้หอภาพยนตร์ ส่วนฟิล์ม 8 มิลลิเมตรต้นฉบับนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะถูกขายให้หน่วยงานความมั่นคงแห่งหนึ่งไปตั้งแต่ในอดีต จากข้อมูลเหล่านี้ทำให้เข้าใจได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะยังไม่เคยมีการนำออกเผยแพร่สู่สาธารณะมาก่อน จึงนับเป็นเอกสารภาพเคลื่อนไหวที่สำคัญชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์แห่งสงครามกลางเมืองหรือสงครามประชาชนไทย  ซึ่งบันทึกและบอกเล่าโดยประชาชนที่ร่วมอยู่ในกองทัพประชาชนไทย\n","","https://youtu.be/ZEqUKP_NcLU?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [180,"ครั้งที่ 8","แก้ว","2523","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น\nผู้อำนวยการสร้าง  เกียรติ เอี่ยมพึ่งพร\nผู้กำกับ   เปี๊ยก โปสเตอร์\nผู้เขียนบท   วิศณุศิษย์\nผู้กำกับภาพ สมบูรณ์สุข\nผู้กำกับศิลป์  นิยมศิลป์\nผู้ลำดับภาพ ประลอง แก้วประเสริฐ\nผู้แสดง   ทูน หิรัญทรัพย์, ลินดา ค้าธัญเจริญ, ศรีไศล สุชาตวุฒิ, ครรชิต ทิมกุล, \nมรกต จรรยาดี, มาตา ภูรพันธ์, บุญส่ง คงล้อมญาติ, ด.ญ.เชอรี่ จันทรพฤกษา, ด.ญ.อุ๋ย จินดานุช, จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา\nผู้บริจาค  1.  ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น โครงการหนังไทยกลับบ้าน \n  2.  สมบูรณ์สุข นิยมศิริ\n\n ผลงานของ เปี๊ยก โปสเตอร์ เรื่องนี้ เล่าเรื่องรักสี่เส้าโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ แก้ว หญิงสาวสวย น่ารัก แต่ฐานะยากจน และไร้ที่พึ่งจึงต้องยอมเป็นเมียน้อยของ ทวีศักดิ์ เศรษฐีใหญ่ที่ได้ครอบครองแก้วทว่าเงินมิอาจซื้อความรักจากเธอได้สำเร็จ กระทั่งวันหนึ่งเธอเก็บข้าวของออกจากบ้านจนมาพบกับ นที นักแต่งเพลงหนุ่มที่มองโลกสดใส ทั้งคู่ไปเที่ยวและเต้นรำบนฟลอร์ดิสโก้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม แก้วจำต้องกลับไปสู่อ้อมกอดของทวีศักดิ์เพื่อให้แม่ได้อยู่สุขสบาย แต่แล้วนทีกับแก้วประสบอุบัติเหตุจากความประมาทของ นิด ภรรยาของทวีศักดิ์ นิดจึงอาสาดูแลนทีต่อ เกิดเป็นการร่วมมือกันสร้างสรรค์บทเพลงประกอบภาพยนตร์ที่นิดเป็นผู้อำนวยการสร้างนั่นเอง \n เปี๊ยก โปสเตอร์ ได้ชื่อว่าเป็นนักทำหนังหัวก้าวหน้าคนหนึ่งในยุค 70 และเมื่อเข้าสู่ยุค 80 เขาหันมาทำหนังรักเนื้อหาเข้มข้น ซึ่ง แก้ว คือหนึ่งในผลงานเหล่านั้นทว่ายังดำรงสถานะหนังเรื่องสำคัญแห่งยุคสมัย ด้วยการถ่ายทอดวิถีชีวิตของผู้คนโดยเฉพาะตัวละคร แก้ว สาวสมัยใหม่ รักอิสระ ส่วนลึกแล้วต้องการยืนด้วยลำแข้งตัวเอง ส่วน นที เป็นนักดนตรีกลางคืน พักอาศัยในแฟลต ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างแบบใหม่ในยุคนั้น มีฉากที่นางเอกสระผมให้พระเอกสองต่อสองในห้องน้ำแฟลต ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับขนบของนางเอกไทยในยุคสมัยเดียวกัน จนคนดูบางส่วนรับไม่ได้ แต่สุดท้ายก็เป็นผลงานแจ้งเกิดกับพระนางอย่าง ทูน หิรัญทรัพย์ และ ลินดา ค้าธัญเจริญ  \n จุดเด่นของหนังคือการใช้ดนตรีดิสโก้ช่วยเล่าเรื่องอย่างจริงจัง อันถือเป็นแนวเพลงที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก นอกจากนี้ เพลง “ความรักเพรียกหา” ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์และเป็นเพลงที่นทีแต่งนั้น ยังเป็นตัวแทนความนิยมที่นักฟังเพลงไทยเริ่มให้ความสนใจนักร้องนักดนตรีไทยที่แต่งเพลง ร้องเพลง และเล่นดนตรีเองด้วย ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนทางค่านิยมจากทศวรรษที่ 50 และ 60 ที่คนในวงการเพลงมักจะทำหน้าที่แยกกัน แก้ว จึงเป็นบทบันทึกของหนุ่มสาวสมัยใหม่ในศักราชที่ออกฉาย อันสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางค่านิยมและวัฒนธรรมที่ชัดเจน\n","",""],
    [181,"ครั้งที่ 8","อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป","2535","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น\nผู้อำนวยการสร้าง  เจริญ เอี่ยมพึ่งพร\nผู้กำกับ   บัณฑิต ฤทธิ์ถกล\nผู้เขียนบท   บัณฑิต ฤทธิ์ถกล, แสงเพชร เสนีย์บดินทร์\nผู้กำกับภาพ วันชัย เล่งอิ้ว\nผู้กำกับศิลป์  เจดีย์ ศุภกาญจน์, ประดิษฐ์ นิลสนธิ\nผู้ลำดับภาพ พูนศักดิ์ อุทัยพันธุ์\nผู้ทำดนตรีประกอบ ดำรงค์ ธรรมพิทักษ์\nผู้แสดง   จักรกฤษณ์ อำมรัตน์, แอน ทองประสม, โมนิก้า แมคคลอรี่ย์, สายฟ้า เศรษฐบุตร, เจตน์ จารุพิจารณ์, บุสรินทร์ สุขสามัคคี, ปรีชา สุขสุวรรณ\nผู้บริจาค  1. ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น \n  2. บริษัท เทคนิคคัลเลอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด\n\n ภาพยนตร์ที่มีฉากหลังเป็นโรงเรียนมัธยม และการเติบโตของวัยรุ่น มักถูกค่อนขอดว่าเป็นหนังที่ตื้นเขินและมุ่งตอบสนองการตลาดในหมู่เด็กวัยรุ่นเป็นสำคัญ อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป ของผู้กำกับ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล มีปัจจัยในการ “ขาย” อย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องราวความสัมพันธ์ของกลุ่มเด็กนักเรียน ดารานำที่หน้าตาดี (และต่อมากลายเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงหลายคน เช่น แอน ทองประสม, แคทลียา อิงลิช, สายธาร นิยมการณ์, กลุ่มนักร้องวงบอยสเก๊าท์, จักรกฤษณ์ อำมรัตน์) แต่ด้วยความสามารถของบัณฑิต ทำให้ภาพยนตร์วัยรุ่นเรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งในแง่รายได้ เสียงวิจารณ์ และรางวัล เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่น่าจดจำของบัณฑิต และยังได้รับการพูดถึงมาจนปัจจุบัน\n อนึ่ง คิดถึงพอสังเขป เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ เมื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิทย์และสายศิลป์ไม่ถูกกัน มักจะหาเรื่องแกล้งกันเสมอ จนครูในโรงเรียนต่างพากันเอือมระอา \n นอกจากนี้ โรงเรียนได้รับครูฝึกสอนเข้ามาใหม่ หนึ่งในนั้นคือทองเอก\n(จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์) ซึ่ง แต้ว (สายธาร นิยมการณ์) นักเรียนสาวสายศิลป์แอบชื่นชม ความสัมพันธ์ระหว่างครูฝึกสอนกับนักเรียน กลายเป็นบทเรียนชีวิตสำคัญให้นักเรียนทั้งรุ่นได้เติบโตขึ้น \n การใช้ความตลกขบขันเป็นรสชาตินำ แต่กลายเป็นว่า ยิ่งเวลาผ่านไป ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับยิ่งทวีความหนักแน่นในความทรงจำ และพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นภาพยนตร์ที่บันทึกความรู้สึกแห่งช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตมนุษย์ ท่ามกลางมุขตลกคือความแยบยลในการนำเสนอเรื่องราวของมิตรภาพ และการเติบโตทางอารมณ์และความคิดของกลุ่มเด็กนักเรียน  นี่เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่แสดงให้เห็นว่า เรื่องราวของ\nวัยรุ่นเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการแสดงออกถึงการเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึก และจับจ้องมองความสุขและความทุกข์อันเป็นส่วนประกอบในการก้าวผ่านวัยสู่การเป็นผู้ใหญ่ \n ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการสร้างภาพยนตร์ที่มีจุดศูนย์กลางเป็นชีวิตของเด็กมัธยมอีกมากมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นยุคสมัยหนึ่งของภาพยนตร์ไทยที่เป็นความเฟื่องฟูของภาพยนตร์กลุ่มนี้อย่างชัดเจน \n","",""],
    [182,"ครั้งที่ 8","กล่อง","2541","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง สหมงคลฟิล์ม\nผู้อำนวยการสร้าง  สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ\nผู้กำกับ   หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล\nผู้เขียนบท  หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล\nผู้กำกับภาพ อานุภาพ บัวจันทร์, ณัฐวุฒิ กิตติคุณ \nผู้ช่วยกล้อง ปาฏิหาริย์ ปิ่นคำ, ชัช ขำเจริญ, วินัย บัวจันทร์\nผู้กำกับศิลป์  วนิดา กลิ่นแก้ว, กรณ์พจน์ เชื้อวิวัฒน์, วรชัย จิตตะรุทธะ, ประกาศิต พ่วงนาค, สาทิส บัวจันทร์, สุพัฒน์ วงษ์เวช\nผู้ลำดับภาพ สุนิตย์ อัศวินิกุล\nผู้ทำดนตรีประกอบ พิเศษ สังข์สุวรรณ\nผู้แสดง  อุดม แต้พานิช, เมทินี กิ่งโพยม, อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา, อภิชาติ ชูสกุล, มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา, จุรี โอศิริ, เขาทราย แกแล็คซี่, จอนห์ อิสรัมย์,\nอาเม้ง ป.ปลา, จรัล ยิตซิงห์, หม่อมเหยิน\nผู้บริจาค  สหมงคลฟิล์ม \n\n จืด ชายหนุ่มผู้ฝันอยากจะมีชื่อเสียงและร่ำรวยจากการแต่งเพลง แต่ในชีวิตจริงแล้วกลับเป็นคนที่ล้มเหลว ขี้ขลาด และตกเป็นเป้าให้คนรอบข้างรังแกไม่เว้นวัน  แม้แต่ น้อย เมียปากจัดของจืดเอง จนวันหนึ่งเมื่อชีวิตถึงจุดแตกหัก จืดจึงคิดฆ่าตัวตายแต่ระหว่างนั้น จืดกลับได้พบ “กล่อง” ลึกลับใบหนึ่งที่ไม่สามารถเปิดออกได้ จนคนรอบตัวอาสาเข้ามาเปิดและเกิดเสียงร่ำลือว่าอาจมีเงินจำนวนมากอยู่ในนั้น \n นี่คืองานกำกับของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้มักเล่าเรื่องสะท้อนและตีแผ่ปัญหาของสังคมในแง่มุมต่างๆ อย่าง ทองพูนโคกโพ ราษฎรเต็มขั้น เสียดาย และ มือปืนเรื่องนี้ท่านมุ้ยทรงเขียนบทและกำกับโดยใช้ “กล่อง” เป็นสัญลักษณ์ตีแผ่ความเป็นมนุษย์ปุถุชน ที่ยังวนเวียนอยู่ในรัก โลภ โกรธ หลง อันเป็นการหยิบยกประเด็นที่เป็นนามธรรมมาปรากฏเป็นรูปธรรม อันแตกต่างจากผลงานสมจริงของคนตัวเล็กๆ ในสังคมที่ผ่านมา  นอกจากนี้ท่านมุ้ยได้ทรงคัดเลือกนักแสดงหน้าใหม่อย่าง อุดม แต้พานิช นักเดี่ยวไมโครโฟนชื่อดังของเมืองไทย ที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่นิยมของสังคมในเวลานั้น มาประกบคู่กับ เมทินี กิ่งโพยม นางแบบแนวหน้า ในภาพลักษณ์ของคนธรรมดาที่ต้องดิ้นรนในสังคม อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากภาพจำที่ผู้คนมีต่อพวกเขาในขณะนั้น \n กล่อง จึงไม่เพียงเป็นผลงานที่แตกต่างของท่านมุ้ยเท่านั้น แต่ยังนับเป็นความแตกต่างของหนังไทยในยุคสมัยดังกล่าวที่หยิบยกความเหนือจริงมาใช้เป็นเครื่องมือในการตีแผ่ชีวิตสามัญชน ด้วยท่าทีและภาษาเชิงจิกกัด เสียดเย้ย ให้เกิดอารมณ์ขันไปกับชะตากรรมอันโหดร้ายที่คนตัวเล็กๆ ต้องเผชิญในสังคม \n","",""],
    [183,"ครั้งที่ 8","สัตว์ประหลาด !","2547","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง Anna Sanders Films, GMM Grammy PCL, Kick the Machine,  Thoke+Moebius Film, Downtown Pictures\nผู้อำนวยการสร้าง  ชาร์ล เดอ โมช์ (Charles de Meaux)\nผู้กำกับ   อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล\nผู้เขียนบท   อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล\nผู้กำกับภาพ วิชิต ธนาพาณิชย์, จรินทร์ เพ็งพานิช\nผู้ออกแบบงานสร้าง เอกรัฐ หอมลออ\nผู้ลำดับภาพ ลี ชาตะเมธีกุล\nผู้แสดง   ศักดิ์ดา แก้วบัวดี, บัลลพ ล้อมน้อย, สิริเวช เจริญชนม์, อุดม พรหมมา, ฮวย ดีสม, สฤษฏิ์พงศ์ บุญยาติสนท์, อาณา รัตพันธ์, ดลฤดี ชะนะ,  มัณฑนา วรรณรส\nผู้บริจาค  อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล\n\n สัตว์ประหลาด ! โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ถือเป็นหนึ่งในการปักธงชัยของภาพยนตร์ไทยในกระแสสำนึกของผู้ชมและนักวิจารณ์ทั่วโลก ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างทั้งความตื่นเต้น ความภูมิใจ ความประหวั่นจิต และความฉงนฉงายให้กับผู้ชมไปทั่วโลก  \n สัตว์ประหลาด ! แบ่งการเล่าเรื่องออกเป็นสองส่วน เรื่องราวตอนแรกเป็นเรื่องรักหวานละมุนของ เก่ง (บัลลพ ล้อมน้อย) ทหารหนุ่มวัย 35 ปี มีหน้าที่พิทักษ์ป่า และ โต้ง (ศักดิ์ดา แก้วบัวดี) ชาวบ้านวัย 20 ปี ลูกจ้างโรงงานน้ำแข็ง ส่วนเรื่องราวตอนที่สองนำเสนอความลึกลับในป่า ผีสางนางไม้ รวมไปถึงเวทมนตร์คาถาอันน่าสะพรึงกลัว การตามล่าเสือที่กินวัวตัวหนึ่งไป ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นเสือสมิงอันมีสัญชาตญาณ\nความเป็นมนุษย์และสัตว์ป่าอยู่ในร่างเดียวกัน มีกลิ่นอายของความแปลกประหลาดในบรรยากาศ หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความสุข สู่ตำนานโบราณที่ว่าด้วยสัตว์ลึกลับและการหายตัวไปของทหารหนุ่ม\n สัตว์ประหลาด ! ออกฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ พ.ศ. 2547 ในสายประกวดหลัก ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้รับคัดเลือกให้ฉายในสายนี้ และเมื่อ สัตว์ประหลาด ! ได้รับรางวัล Jury Prize (หรือรางวัลที่ 3) จึงนับเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของภาพยนตร์ไทย ที่สามารถคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกได้ในที่สุด\n สัตว์ประหลาด ! เป็นภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องที่ 3 ของอภิชาติพงศ์ หลังจากที่เรื่องก่อนหน้านี้ของเขา สุดเสน่หา ได้รับรางวัล Un Certain Regard (รางวัลชนะเลิศในสายประกวดรองของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์) ประกอบกับการที่เขามีเอกลักษณ์ชัดเจนในผลงาน สัตว์ประหลาด ! จึงส่งให้ชื่อของเขาขึ้นทำเนียบเป็นผู้กำกับในระดับโลกอย่างยากที่จะปฏิเสธ\n พลังของภาพยนตร์เรื่องนี้ชัดเจนในทุกอณู และเมื่อเวลาผ่านไปกลับยิ่งซึมลึก แผ่ซ่าน และคงกระพันในเชิงโครงสร้าง ความคิด และความกล้าหาญทางศิลปะของผู้สร้าง  นี่คือภาพยนตร์ที่เปิดขอบฟ้าของภาพยนตร์ไทยในยุคใหม่ให้กว้างกว่าเดิม และเป็นภาพยนตร์ไทยที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของประเทศนี้\n","",""],
    [184,"ครั้งที่ 8","ก้านกล้วย","2549","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง กันตนา แอนิเมชั่น, สหมงคลฟิล์ม\nผู้อำนวยการสร้าง จาฤก กัลย์จาฤก, เอ็กซัน บินหะซัน, นิรัตติศัย กัลย์จาฤก\nผู้กำกับ   คมภิญญ์ เข็มกำเนิด\nผู้เขียนบท   อมราพร แผ่นดินทอง\nผู้กำกับศิลป์  พัชนุ โนรี, ทวีลาภ ศรีวุฒิวงศ์\nผู้ลำดับภาพ พรสวรรค์ ศรีบุญวงษ์\nผู้ทำดนตรีประกอบ ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์\n\n ก้านกล้วย เป็นแอนิเมชั่นสามมิติฝีมือคนไทย กำกับโดย คมภิญญ์ เข็มกำเนิด พร้อมทีมงานนักแอนิเมชั่นทั้งไทยและต่างชาติ โดยนำเกร็ดพงศวดารไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยามาเล่าผ่านตัวละครหลัก “ก้านกล้วย” หรือชื่อตามพงศาวดารคือ เจ้าพระยาปราบหงสาวดี ช้างวีรบุรุษร่วมกู้ชาติซึ่งมีลักษณะคล้ายคชลักษณ์ของช้างทรงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ร่วมรบเคียงคู่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจนสามารถเอาชนะในศึกยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งเมืองหงสาวดีได้สำเร็จ\n การเล่าเรื่องในพงศาวดารให้ผู้ชมได้เข้าใจทั่วถึงทั้งครอบครัวคือจุดเด่นที่ทำให้ ก้านกล้วย สามารถถ่ายทอดกุศโลบายเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกต่อสถาบันชาติและพระมหากษัตริย์ ผ่านแอนิเมชั่นที่ทำหน้าที่สร้างความบันเทิงให้ผู้ชมทุกเพศทุกวัย ศูนย์กลางของเรื่องจึงเป็นสิ่งที่ผู้ชมสัมผัสได้โดยง่ายคือเรื่องความรักที่ตัวละครมีต่อสิ่งรอบตัวก่อนจะขยายความสู่เรื่องหน้าที่และประเทศชาติ \n ในด้านงานสร้าง ก้านกล้วย เป็นแอนิเมชั่นไทยที่มีคุณภาพงานสร้างระดับสากลที่สุดในช่วงเวลานั้น มีการใช้โครงเรื่องที่คงเอกลักษณ์และถ่ายทอดความเป็นไทยด้วยการสอดแทรกวัฒนธรรมและประเพณีไทย แม้ไม่ใช่การ์ตูนไทยเรื่องแรกสร้างขึ้นแต่ก็เป็นการ์ตูนไทยเรื่องแรกที่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ โดยได้รับการบันทึกให้เป็นหนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดในพ.ศ. 2549  ด้วยรายได้ 98  ล้านบาท ทั้งยังได้รับกระแสตอบรับ\nจากที่ดีผู้ชมในวงกว้าง และจากกระแสความนิยมนั้นเอง ทำให้ ก้านกล้วย ได้ถูกดัดแปลงเป็นการ์ตูนสำหรับออกฉายทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 โดยใช้ชื่อว่า ก้านกล้วย ผจญภัย และสร้างเป็นภาพยนตร์ภาคต่อใน ก้านกล้วย 2 ออกฉายใน พ.ศ. 2552 \n ก้านกล้วย ยังได้รับรางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนมาก เช่น รางวัล Best Feature Film จากการประกวดแอนิเมชัน Animadrid  2006 ที่ประเทศสเปน และรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 16 จากความสำเร็จดังกล่าวมานั้น ก้านกล้วย จึงส่งผลต่อให้วงการแอนิเมชั่นไทยได้สร้างแอนิเมชั่นไทยเพิ่มมากขึ้นในเวลาต่อมา นำไปสู่การต่อยอดเพื่อพัฒนาวงการแอนิเมชั่นไทยในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน\n","",""],
    [185,"ครั้งที่ 8","ฉลาดเกมส์โกง ","2560","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง  GDH 559\nผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร จินา โอสถศิลป์, บุษบา ดาวเรือง, ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม\nผู้อำนวยการสร้าง   จิระ มะลิกุล, วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์, สุวิมล เตชะสุปินัน, เช่นชนนี สุนทรศารทูล, วีรชัย ใหญ่กว่าวงศ์\nผู้กำกับ   นัฐวุฒิ พูนพิริยะ\nผู้เขียนบท    นัฐวุฒิ พูนพิริยะ, ธนีดา หาญทวีวัฒนา, วสุธร ปิยรมณ์\nผู้กำกับภาพ  ภาเกล้า จิระอังกูรกุล\nผู้ออกแบบงานสร้าง  พัชร เลิศไกร\nผู้ลำดับภาพ  ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต\nผู้ทำดนตรีประกอบ   หัวลำโพงริดดิม\nผู้แสดง   ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง, ชานน สันตินธรกุล, อิษยา\nฮอสุวรรณ, ธีรดนย์ ศุภพันธ์ุภิญโญ, ธเนศ วรากุลนุเคราะห์\n\n ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยใน พ.ศ. 2560 ฉลาดเกมส์โกง สามารถทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งของภาพยนตร์ไทยในปี ด้วยรายได้เฉพาะในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 112 ล้านบาท ทว่าหลังจากนั้น ฉลาดเกมส์โกง สามารถสร้างชื่อในต่างประเทศ ด้วยการเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในหลายประเทศที่ออกฉาย โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งทำรายได้มากกว่าพันล้านบาท ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักที่ภาพยนตร์ต่างประเทศนอกเหนือจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด จะประสบความสำเร็จระดับนี้ \n ฉลาดเกมส์โกง เล่าเรื่องราวของ ลิน (ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง) นักเรียนหญิงผู้มีความเฉลียวฉลาดรอบด้าน ที่ช่วยเหลือเพื่อนสนิท เกรซ (อิษยา ฮอสุวรรณ) ด้วยการให้เธอลอกข้อสอบ หลังจากนั้น พัฒน์ (ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ) แฟนหนุ่มของเกรซ ลูกชายเศรษฐี จึงขอลอกข้อสอบลินบ้าง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจจากการลอกข้อสอบ และได้รับการตอบรับที่งดงามจากเพื่อนร่วมชั้นภายใต้ระบบการศึกษาไทยซึ่งประเมินความเก่งของนักเรียนจากคะแนนในห้องสอบ แต่ธุรกิจดังกล่าวหาได้สิ้นสุดลงที่ห้องสอบเมืองไทย เมื่อลินได้รับข้อเสนอสำคัญเพื่อโกงข้อสอบ STIC ซึ่งเป็นการสอบเพื่อใช้ยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก แต่เธอต้องการความช่วยเหลือจาก แบงค์ (ชานน สันตินธรกุล) นักเรียนทุนคู่แข่งของเธอ ผู้มาจากบ้านฐานะยากจน และเชื่อในความซื่อสัตย์เป็นอย่างยิ่ง \n ความสำเร็จอย่างสูงของภาพยนตร์เรื่องนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แสดงให้เห็นศักยภาพของทีมผู้สร้างภาพยนตร์ไทยในยุคปัจจุบันที่สามารถนำเสนอประเด็นร่วมสมัยและร่วมวัฒนธรรม อย่างการโกงการข้อสอบ มานำเสนอ ผ่านเทคนิคด้านภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความเร้าใจ อันสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้ในระดับสากลอย่างแท้จริง\n นอกเหนือจากการเล่าเรื่องชวนติดตามจนนำมาซึ่งความสำเร็จในระดับโลกแล้ว นี่ยังเป็นภาพยนตร์ที่สามารถเข้าถึงผู้ชมด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ร่วมเรื่องการสอบ อันเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จในระบบการศึกษาไทย จนนำไปสู่แรงกดดันที่เกิดขึ้นของเยาวชนเพื่อการแข่งขันอันดุเดือดในสนามสอบ และนี่ไม่เพียงเป็นปัญหาระดับชาติในเมืองไทย แต่ยังเรื้องรังมานานในอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จ \n นอกจากการเป็นหมุดหมายสำคัญของภาพยนตร์ไทยในตลาดต่างประเทศแล้ว ฉลาดเกมส์โกง จึงน่าจะเป็นภาพยนตร์ไทยที่บันทึกเรื่องราวร่วมสมัยที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคปัจจุบันอีกด้วย\n","",""],
    [186,"ครั้งที่ 9","พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พ.ศ. 2469","2469","","","","","","ภาพยนตร์ส่วนพระองค์","","","ผู้สร้าง  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว \n\n พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่โปรดภาพยนตร์มาก ทรงเป็นทั้งแฟนภาพยนตร์หรือนักดูภาพยนตร์ และยังโปรดถ่ายและสร้างภาพยนตร์ด้วยฟิล์ม 16 มม. ในฐานะนักสร้างภาพยนตร์สมัครเล่นด้วย ทรงถ่ายภาพยนตร์ด้วยพระองค์เองและโปรดให้ข้าราชบริพารถ่ายถวาย โดยทรงจัดทำขึ้นเป็นภาพยนตร์ส่วนพระองค์ เรียกชื่อในระยะแรกที่ทรงถ่ายเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ว่า “ภาพยนตร์ทรงถ่าย” แต่ต่อมาทรงเปลี่ยนชื่อเป็น “ภาพยนตร์อัมพร”  \n ภาพยนตร์ส่วนพระองค์ชุดเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ เป็นผลงาน “ภาพยนตร์ทรงถ่าย” ชุดแรกหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ราวปีเศษ โดยพระองค์เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม ถึง 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469  ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในราชวงศ์จักรี ที่เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือถึงนครเชียงใหม่ ภายหลังจากทางรถไฟที่เชื่อมถึงเชียงใหม่ได้แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2464 ด้วยทรงมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรถิ่นฐานบ้านเมือง และชีวิตความเป็นอยู่ของไพร่ฟ้ายังขอบขัณฑสีมาแห่งราชอาณาจักร เพื่อเป็นเครื่องทรงพระราชดำริในการปกครองแผ่นดินของพระองค์ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นรัชสมัย\n ภาพยนตร์ 16 มม. ชุดนี้ มีจำนวน 11 ม้วน กินเวลาฉายรวม 120 นาที โดยทรงถ่ายเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยพระองค์เองเป็นส่วนใหญ่ ตามระยะทางที่เสด็จฯ ตั้งแต่ออกจากพระนครทางรถไฟพระที่นั่ง และรถยนต์พระที่นั่ง ไปยังเมืองต่าง ๆ คือ พิษณุโลก แพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ และลำพูน จนเสด็จฯ นิวัตราชธานี ภาพยนตร์ถ่ายทอดให้เห็นภาพการรับเสด็จอย่างเป็นทางการตามแต่ละเมือง ด้วยบรรดาข้าราชการ คณะลูกเสือ ตลอดจนกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่มาร่วมรับเสด็จและแสดงนาฏกรรมถวาย โดยเฉพาะที่นครเชียงใหม่ ซึ่งจัดพิธียิ่งใหญ่สมพระเกียรติยศตามประเพณีของเจ้านายฝ่ายเหนือ รวมทั้งปรากฏภาพเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญ เช่น เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย นอกจากนี้ ยังทรงบันทึกสิ่งที่ทรงสนพระราชหฤทัย ซึ่งได้ทอดพระเนตรระหว่างเสด็จพระราชดำเนิน ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ภูมิประเทศที่แปลกตา บ้านเมืองของราษฎร วิถีการดำรงชีวิต การลากซุงโดยช้าง กีฬาพื้นบ้านและกีฬาสากล ไปจนถึงจุดสำคัญระหว่างการเสด็จฯ เช่น ช่วงที่รถไฟแล่นผ่านเหว โดยทรงนำมาตัดต่อลำดับเหตุการณ์เป็นตอน ๆ และจัดทำคำบรรยายเป็นข้อความระบุแต่ละเหตุการณ์สำคัญตลอดเรื่อง\n ภาพยนตร์ทรงถ่ายชุดแรกในรัชสมัยของพระราชาผู้ทรงเป็นหนึ่งในนักถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นี้ จึงมีคุณค่าเปรียบดั่งนิราศส่วนพระองค์ที่พระเจ้าแผ่นดินได้พระราชนิพนธ์ไว้ด้วยกล้องถ่ายหนัง  และตกทอดมาให้พสกนิกรรุ่นหลังได้ศึกษา ในฐานะจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ศิลปวัฒนธรรม รัฐประศาสโนบาย ตลอดจนสรรพความรู้มากมายที่ไม่อาจหาได้จากสื่ออื่นใด\n","",""],
    [187,"ครั้งที่ 9","การเสด็จเลียบเมืองเหนือ ROYAL TOUR IN NORTHERN SIAM","2470","","","","","","สารคดี","","","ผู้สร้าง กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง\n\n กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง เป็นศูนย์ผลิตและเผยแพร่ภาพยนตร์อย่างเป็นทางการแห่งแรกของสยาม และเป็นหน่วยงานภาพยนตร์ของรัฐแห่งแรกแห่งหนึ่งในโลก จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2465 สมัยรัชกาลที่ 6 โดย พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวงในขณะนั้น ทำหน้าที่ผลิตภาพยนตร์ข่าวและสารคดีเผยแพร่กิจการของกรมรถไฟ พระราชกรณียกิจและพระราชพิธีต่าง ๆ รวมถึงภาพยนตร์โฆษณาประชาสัมพันธ์กิจการของหน่วยงานราชการอื่น ๆ ของสยาม โดยให้โรงภาพยนตร์ต่าง ๆ เช่าไปฉายในโปรแกรม และนำออกฉายด้วยหน่วยฉายภาพยนตร์เคลื่อนที่ของตนเอง รวมทั้งมีการทำสำเนาเผยแพร่และขายให้ต่างประเทศด้วย\n หอภาพยนตร์ได้อนุรักษ์ผลงานภาพยนตร์ของกองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว ชุดที่ถ่ายทำในสมัยรัชกาลที่ 7 ไว้จำนวนหนึ่ง หลังจากมีการค้นพบภาพยนตร์เหล่านี้ในตู้ที่อาคารเก่าย่านสถานีหัวลำโพงของการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2524 แต่ภาพยนตร์เกือบทั้งหมดในชุดนี้ ล้วนเป็นเศษฟิล์มเนกาติฟ 35 มม. ขาวดำ ที่เหลือจากการตัดต่อหรือที่เรียกกันว่า Outtake หนึ่งในนั้นคือฟิล์มส่วนที่ไม่ได้ใช้ในภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ ระหว่างวันที่ 6 มกราคม ถึง 6 กุมภาพันธ์ 2469  ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ ในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของราชวงศ์จักรีที่เสด็จฯ หัวเมืองฝ่ายเหนือไปถึงนครเชียงใหม่ \n จากข้อมูลแจ้งความของหนังสือพิมพ์ศรีกรุงฉบับต่าง ๆ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2470 พบว่าภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์นี้ ออกฉายตามโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ ในชื่อ การเสด็จเลียบเมืองเหนือ Royal Tour in Northern Siam ตั้งแต่วันที่ 9-26 เมษายน 2470 โดยถ่ายทอดให้ประชาชนได้เห็นเหตุการณ์และพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ตลอดระยะทางเสด็จพระราชดำเนิน แบ่งออกเป็น 3 ภาค ภาคละ 3 ม้วน รวม 9 ม้วน  ม้วนละราว 15 นาที ดังนั้น คาดว่าทั้งเรื่องยาวประมาณ 2 ชั่วโมง แต่เศษฟิล์มซึ่งถูกตัดแยกออกมาที่หอภาพยนตร์อนุรักษ์ไว้ได้นี้ มีอยู่ราว 20 ม้วน ม้วนละ 2-3 นาที รวมความยาวทั้งสิ้นประมาณ 50 นาที  \n แม้จะเป็นเพียงเศษที่เหลือใช้ แต่ภาพยนตร์ได้ทำให้เห็นถึงเค้าโครงและมุมมองของการนำเสนอข่าวเหตุการณ์สำคัญครั้งนั้นแก่ประชาชน จากฝีมือการถ่ายทำของหลวงกลการเจนจิต (เภา วสุวัต) หัวหน้าช่างถ่ายภาพและภาพยนตร์ของกองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าวในขณะนั้น โดยเฉพาะการถ่ายขบวนแห่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเข้าประตูเมืองเชียงใหม่โดยประทับบนหลังช้าง ท่ามกลางขบวนช้างหลายสิบเชือก นอกจากนี้ยังปรากฏภาพพระองค์ในพระอิริยาบถต่าง ๆ ทั้งในการประกอบพระราชกรณียกิจและในวันที่เว้นว่างจากพระราชภารกิจ ซึ่งเป็นมุมที่ไม่อาจพบได้ในภาพยนตร์สมัครเล่นของเหตุการณ์เดียวกันนี้ ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงถ่ายไว้ด้วยฟิล์ม 16 มม.   \n ปัจจุบัน เศษภาพยนตร์ที่เคยถูกมองว่าไม่จำเป็นจนไม่ได้ปรากฏสู่สายตาประชาชนเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน จึงแปรสถานะกลายเป็นสิ่งจำเป็นของชาติ เมื่อส่วนที่ถูกตัดออกไปนี้กลับมีคุณค่าในการเติมเต็มบันทึกส่วนพระองค์ด้วยภาพยนตร์ของพระเจ้าแผ่นดิน เพื่ออธิบายเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมืองให้ผู้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และทำความเข้าใจ เป็นการยืนยันบทบาทหน้าที่ของภาพยนตร์ในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่ยังคงคุณูปการแม้จะเหลือเพียงเศษเสี้ยวที่กระจัดกระจายซึ่งผู้บันทึกไม่ได้นำมาเรียบเรียง\n","",""],
    [188,"ครั้งที่ 9","ชมสยาม SEE SIAM (ไม่สมบูรณ์) ","2473","","","","","","สารคดี","","","ผู้สร้าง กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง\n ภาพยนตร์ที่กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2473 โดยนำภาพบ้านเมืองที่เคยถ่ายไว้ในคราวต่าง ๆ มาเรียบเรียงใหม่ สันนิษฐานว่า พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ผู้ทรงก่อตั้งกองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว และทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ได้โปรดให้สร้างภาพยนตร์นี้ขึ้น เพื่อส่งไปฉายยังต่างประเทศเป็นการเชิญชวนชาวต่างชาติมาเที่ยวสยาม เนื่องจากเวลานั้น เริ่มมีชาวยุโรปและอเมริกานิยมเดินทางมาท่องเที่ยวทางเอเชีย ในขณะเดียวกับที่สยามได้สร้างทางรถไฟเชื่อมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสายใต้ที่เชื่อมกับทางรถไฟของมลายู และสายตะวันออกที่เชื่อมกับทางรถไฟอินโดจีนของฝรั่งเศสที่อรัญประเทศ รวมถึงสายเหนือซึ่งขึ้นไปถึงเชียงใหม่  \n หอภาพยนตร์ค้นพบฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้เพียง 2 ม้วน โดยแต่ละม้วน ต่างปรากฏชื่อภาพยนตร์และคำบรรยายในตอนต้นให้ทราบว่า สร้างโดย กองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง และถ่ายโดย หลวงกลการเจนจิต หรือ เภา วสุวัต หัวหน้าช่างถ่ายภาพและภาพยนตร์ของกองภาพยนตร์ฯ แต่ในม้วนที่ 1 ทั้งชื่อภาพยนตร์และคำบรรยายดังกล่าวล้วนเป็นภาษาอังกฤษ  ในขณะที่ม้วนที่ 2 มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ลักษณะการจัดทำคำบรรยายที่ต้องเริ่มแนะนำชื่อและผู้สร้างใหม่ในม้วนที่ 2 รวมถึงภาษาที่ใช้แตกต่างกันนี้ ทำให้สันนิษฐานว่า ฟิล์ม 2 ม้วนที่พบ อาจไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อฉายต่อกันในคราวเดียว  หากแต่เป็นภาพยนตร์ชุดที่มีลำดับเรื่องกำกับ และฉายแยกกัน รวมทั้งอาจมีมากกว่า 2 ม้วนที่พบ \n ภาพยนตร์ม้วนแรก ซึ่งปรากฏชื่อภาษาอังกฤษว่า “SEE SIAM NO. 1” บนฉากหลังที่เป็นภาพวัดพระแก้ว เริ่มเล่าเรื่องด้วยอารัมภบทประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยแสดงแผนที่และข้อความอักษรภาษาอังกฤษบรรยายอย่างยาวเหยียดให้เห็นว่า \nสยามเป็นประเทศที่ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีความทันสมัยและวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่ยาวนาน ไม่มีปัญหาการเมือง และเป็นดินแดนสมควรที่จะมาเยือน  จากนั้นแสดงภาพการเดินทางของนักท่องเที่ยวเข้าสู่สยามโดยทางรถไฟสายใต้ ซึ่งสามารถเดินทางจากสิงคโปร์มากรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกสบาย ให้เห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกำลังรับประทานอาหารในรถเสบียงที่สะอาดและดูดีเหมือนในภัตตาคาร เห็นทิวทัศน์สองข้างทางรถไฟ  ถัดไปเป็นภาพนักท่องเที่ยวชมพระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว และโบราณสถานที่ลพบุรี จากนั้นจึงนำไปชมวิถีชีวิตสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีเรือนแพริมน้ำ และเรือยนต์สัญจรขวักไขว่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นงานชักพระวัดนางชี และปรากฏให้เห็นพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตราชมารค เห็นขบวนแห่เรือ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับบนเรือสุพรรณหงส์ รวมทั้งยังถ่ายทอดประเพณีบวชนาคของชายชาวสยาม ก่อนที่ภาพยนตร์ฉบับที่พบจะจบลงอย่างไม่สมบูรณ์ ด้วยภาพบันทึกการแข่งขันชกมวยที่สนามมวยกลางแจ้งแห่งหนึ่ง \n อีกม้วนหนึ่ง ชื่อ “ชมสยาม ม้วนที่ 2 SEE SIAM NO. 2” เริ่มด้วยตัวอักษรบรรยายภาษาอังกฤษเกี่ยวกับสยาม ว่าเป็นประเทศเอกราชหนึ่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัยทั่วทุกแห่งในสยาม เพราะมีกฎหมายที่เจริญแล้ว มีประชากร 10 ล้านคน สินค้าส่งออกคือ ข้าว ไม้สัก และดีบุก สินค้าเข้าคือ ของใช้สอย เครื่องเหล็ก น้ำมันและเครื่องจักร จากนั้นจึงนำชมภาพพาโนรามาทางอากาศของพระนคร ถ่ายจากเครนที่กำลังใช้ก่อสร้างสะพานพุทธ ถัดไปเป็นพิธีโล้ชิงช้าซึ่งจัดในเดือนมกราคมทุกปี โดยมีพระเจ้าแผ่นดินเสด็จฯ ทอดพระเนตร จากนั้นจึงเป็นงานไหว้พระที่เขางู ราชบุรี การจับปลาด้วยเครื่องมือพื้นบ้านที่สวรรคโลก โบราณวัตถุที่สวรรคโลก ตามลำดับ ปิดท้ายด้วยพระราชพิธีสมโภชช้างเผือก ซึ่งภาพยนตร์บรรยายว่า มีช้างเผือกเกิดขึ้นในต้นรัชกาลที่ 7 ช้างเผือกเป็นช้างสำคัญคู่พระเจ้าแผ่นดินและบ้านเมือง เป็นสัตว์ประจำชาติ ประชาชนจึงยินดีดังที่ผู้ชมจะเห็น ภาพยนตร์แสดงให้เห็นงานแห่ต้อนรับช้างเผือกที่เดินทางจากภาคเหนือทางรถไฟมากรุงเทพฯ ประชาชนหมู่เหล่าต่าง ๆ แต่งขบวนแห่สมโภชช้าง แห่ไปตามถนน และจบลงด้วยคำบรรยาย “ชมสยาม อวสาน SEE SIAM THE END”\n แม้จะยังไม่ครบสมบูรณ์ และฟิล์มภาพยนตร์หลายส่วนได้ชำรุดเสียหาย แต่ ชมสยาม หรือ SEE SIAM ที่เหลืออยู่นี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของกองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง ในการส่งเสริมภาพลักษณ์และพัฒนาประเทศ รวมทั้งทำให้ได้ประจักษ์กับฝีมือของหลวงกลการเจนจิต ที่ทำให้ผู้คนในยุคนั้นต่างเรียกขานหนังของกรมรถไฟว่า “หนังหลวงกล” นอกจากนี้ ยังมีคุณค่าในฐานะภาพยนตร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุดแรกของสยาม ยุคก่อนที่นักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลกันเข้ามา และกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยในปัจจุบัน\n","","https://youtu.be/YTsD3VxI7xo?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [189,"ครั้งที่ 9","เลือดชาวนา (เศษที่เหลืออยู่)","2479","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง ภาพยนตร์เสียงศรีกรุง\nผู้อำนวยการสร้าง มานิต วสุวัต\nผู้ประพันธ์ เชื้อ อินทรทูต\nผู้กำกับ    ศรีสุข วสุวัต, เชื้อ อินทรทูต\nผู้ถ่ายภาพ หลวงกลการเจนจิต, ศรีศุข วสุวัต\nผู้บันทึกเสียง กระเศียร วสุวัต\nผู้แสดง  ราศรี เพ็ญงาม, ปลอบ ผลาชีวะ, จำรัส สุวคนธ์, โกศล วสุวัต, \nฉวี จุลรัตน์, หลวงภรตกรรมโกศล, เลื่อน กมลรัตน์, แนม สุวรรณแพทย์ \n\n พี่น้องตระกูลวสุวัต เป็นกลุ่มบุคคลที่สำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่งในหน้าในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย พวกเขาเป็นผู้เริ่มต้นนับหนึ่งให้แก่วงการหนังไทย ด้วยการสร้างภาพยนตร์เงียบเรื่อง โชคสองชั้น ในนาม “กรุงเทพ ภาพยนต์บริษัท” เมื่อ พ.ศ. 2470 ซึ่งได้รับการจารึกว่าเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรก ต่อมา ปี พ.ศ. 2473 พวกเขาได้ริเริ่มบันทึกเสียงลงในภาพยนตร์ได้เป็นเจ้าแรก และพัฒนาจนสามารถสร้าง หลงทาง ภาพยนตร์เสียงเรื่องแรกของไทย ออกฉายเป็นการฉลอง 150 ปี กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2475 ได้สำเร็จ จากนั้นจึงตัดสินใจบุกเบิกสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงมาตรฐานแห่งแรกของประเทศ ที่ทุ่งบางกะปิ ถนนอโศก แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2478 ตั้งชื่อโรงถ่ายว่า “ภาพยนต์เสียงศรีกรุง” ผลิตภาพยนตร์ข่าวและสารคดีราว 40-50 เรื่อง และภาพยนตร์เรื่องปีละ 3-4 เรื่อง ก่อนจะต้องยุติกิจการถ่ายทำภาพยนตร์ลง เพราะผลกระทบที่ได้รับจากภาวะสงครามโลก ครั้งที่ 2 ผนวกกับมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อปลายปี พ.ศ. 2485 พร้อม ๆ กับการเข้าสู่ยุคตกต่ำของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยทั่วประเทศ\n อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยในยุคเริ่มต้น แต่ผลงานภาพยนตร์ของพี่น้องวสุวัตกลับสูญหายไปเกือบหมดสิ้น โดยเฉพาะในยุคโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น “ฮอลลีวูดแห่งสยาม” และสามารถผลิตภาพยนตร์ออกมาได้เกือบ 20 เรื่อง ปัจจุบัน ผลงานเหล่านี้กลับเหลือรอดมาแค่เศษฟิล์มจากภาพยนตร์ปี พ.ศ. 2479 เรื่อง เลือดชาวนา ซึ่งสามารถนำมาฉายให้คนรุ่นหลังดูได้เพียง 15 นาทีเท่านั้น\n หอภาพยนตร์ได้ค้นพบเศษฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้ในกรุภาพยนตร์ของ เนย วรรณงาม เจ้าของสายหนังเฉลิมวัฒนา และโรงภาพยนตร์หลายแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทายาทของเนยได้มอบให้ เมื่อ พ.ศ. 2528 พร้อมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโรงภาพยนตร์ โดยเศษฟิล์มภาพยนตร์ เลือดชาวนา ที่เหลืออยู่ประมาณ 1,300 ฟุตนี้ ถูกเก็บปะปนอยู่กับบรรดาฟิล์มภาพยนตร์ยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งภาพยนตร์ข่าว สารคดี และภาพยนตร์เรื่อง ซึ่งเนยได้เก็บรักษาไว้บนห้องนอนโดยไม่มีใครทราบ จนครอบครัวค้นพบเมื่อเขาเสียชีวิต \n จากข้อมูลในสูจิบัตรของภาพยนตร์ เนื้อหาของ เลือดชาวนา ว่าด้วยความรักระหว่าง เปรม ปลอดภัย ลูกชาวนาเมืองอยุธยา กับ น้อย นาสวน ลูกสาวของ เนย เศรษฐีผู้กีดกันไม่ให้ทั้งคู่รักกันเพราะรังเกียจในความจนของเปรม และพยายามยกน้อยให้แต่งงานกับ เจือ จิตต์อารี หนุ่มชาวกรุงผู้ประทับใจในความงามของน้อย  ในเศษฟิล์มที่หลงเหลือมานี้ ทำให้เห็นฉากเด่น ๆ เช่น ฉากพรรคพวกของเปรมทะเลาะวิวาทกับเนยและเจือ ซึ่งเปรมเข้ามาห้ามแต่กลับถูกตำรวจจับ และฉากเตรียมงานแต่งของน้อยกับเจือ ซึ่งน้อยได้รำพันความทุกข์จากการถูกพ่อจับคลุมถุงชน และที่สำคัญ ยังปรากฏให้เห็นนักแสดงหลักของเรื่องครบทุกคน ทั้งพระเอก ปลอบ ผลาชีวะ นางเอก ราศรี \nเพ็ญงาม ผู้ร้าย หลวงภรตกรรมโกศล และพระรอง จำรัส สุวคนธ์ ซึ่งเริ่มแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ก่อนจะได้รับบทพระเอกในภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ของโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุงในเวลาต่อมา และกลายเป็นดาราชายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 2 คู่กับ มานี สุมนนัฏ นางเอกคู่ขวัญ นอกจากนี้ยังมี แนม สุวรรณแพทย์ หัวหน้าแผนกฉากของโรงถ่าย ที่มารับบทตัวประกอบเป็นนายแพทย์ผู้รักษาแม่ของเปรม\n เศษภาพยนตร์เรื่อง เลือดชาวนา จึงมีคุณค่าในฐานะตัวแทนผลงานของทีมงานผู้บุกเบิกการสร้างภาพยนตร์ไทยที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด และเป็นตัวอย่างของภาพยนตร์ไทยประเภทภาพยนตร์เรื่อง 35 มม. เสียงในฟิล์มตามแบบมาตรฐานสากลที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบ รวมทั้งเป็นหลักฐานอันหาได้ยากยิ่ง ต่อการศึกษาเรื่องราวที่ยังคงพร่าเลือน ในช่วงเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย\n","",""],
    [190,"ครั้งที่ 9","ปิดทองหลังพระ (เศษที่เหลืออยู่) ","2482","","","","","","ภาพยนตร์","","","ผู้สร้าง         บริษัท ภาพยนตร์ไทย จำกัด\nบริษัทสร้าง บริษัท ภาพยนตร์ไทย จำกัด\nผู้อำนวยการสร้าง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล\nผู้ประพันธ์ พระยาโกมารกุลมนตรี\nผู้กำกับ  พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล\nผู้ถ่ายภาพ ม.ร.ว. อนุศักดิ์หัสดินทร์, ประสาท สุขุม A.S.C.\nผู้ลำดับภาพ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล\nผู้กำกับศิลป์ เฉลิม พันธุ์นิล\nผู้บันทึกเสียง น้อย บุนนาค\nผู้ประพันธ์คำร้อง  ม.ล. พวงร้อย อภัยวงศ์\nวงดนตรี   บริษัท ภาพยนตร์ไทย จำกัด\nผู้แสดง  ลิขิต สารสนอง, สุภาพ สง่าเมือง, พนม สุทธาศิริ, อบ บุญติด, \nรวมพันธุ์, ป้าสุ่น   \n\n ปี พ.ศ. 2480 เมื่อกลุ่มคนหนุ่มซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนนอก นำโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล, พจน์ สารสิน และ ประสาท สุขุม ช่างถ่ายภาพยนตร์ไทยคนแรกที่ไปเรียนถ่ายทำภาพยนตร์ที่ฮอลลีวูด และเป็นสมาชิกสมาคมช่างถ่ายภาพยนตร์อเมริกัน (American Society of Cinematographer - A.S.C.)  ได้รวมตัวกันก่อตั้ง บริษัท ภาพยนตร์ไทย จำกัด และสร้างโรงถ่าย “ไทยฟิล์ม” โรงถ่ายภาพยนตร์เสียงมาตรฐานสากลแห่งที่สองของประเทศ ที่บริเวณทุ่งมหาเมฆ  พวกเขาได้กลายมาเป็นคู่แข่งในการผลิตภาพยนตร์ 35 มม. เสียงในฟิล์มรายสำคัญของโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุง ซึ่งเปิดดำเนินการเป็นรายแรก ในขณะที่ภาพยนตร์ของผู้สร้างรายอื่น ๆ ล้วนไม่ได้บันทึกเสียงในฟิล์ม แต่ใช้นักพากย์มาพากย์สดขณะฉาย   \n โรงถ่ายไทยฟิล์มเริ่มผลิตภาพยนตร์เสียงออกฉายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2481 โดยมีผลงานมากถึง 3 เรื่องในปีแรก ได้แก่ ถ่านไฟเก่า แม่สื่อสาว และ วันเพ็ญ ก่อนจะเงียบหายไปเกือบ 1 ปี และกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี พ.ศ. 2483 (นับแบบปีปฏิทินปัจจุบัน) ด้วยเรื่อง ปิดทองหลังพระ และ ลูกทุ่ง  แต่หลังจากนั้น บริษัทภาพยนตร์ไทยได้หมดทุนและจำต้องหยุดกิจการลง อย่างไรก็ตาม โรงถ่ายไทยฟิล์มยังมีบทบาทสำคัญต่อเนื่อง เมื่อ ปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ใช้โรงถ่ายที่ว่างอยู่และบุคลากรของไทยฟิล์มสร้างภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก ออกฉายใน พ.ศ. 2484 ต่อมา รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ซื้อกิจการโรงถ่าย ให้กองทัพอากาศดำเนินการภายใต้ชื่อ “กองภาพยนตร์ทหารอากาศ” ทำหน้าที่ผลิตภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อให้รัฐบาล  และได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง บ้านไร่นาเรา ออกฉายในปี พ.ศ. 2485 ช่วงที่ประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามโลก ครั้งที่ 2 จากนั้นไม่นาน ได้เกิดเหตุไฟไหม้อาคารแล็บล้างฟิล์มและที่เก็บฟิล์มของโรงถ่าย จนต้องยุติการดำเนินงาน ส่งผลให้ฟิล์มต้นฉบับภาพยนตร์ของไทยฟิล์มและกองภาพยนตร์ทหารอากาศสูญเสียไปหมดสิ้น\n ปี พ.ศ. 2534 หอภาพยนตร์ได้ค้นพบฟิล์มสำเนาฉายของภาพยนตร์จากโรงถ่ายไทยฟิล์ม เรื่อง ปิดทองหลังพระ จำนวน 1 ม้วน ความยาวประมาณ 1,000 ฟุต  ปะปนอยู่กับเศษฟิล์มอื่น ๆ ในโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง เมื่อตรวจสอบกับเรื่องย่อในสูจิบัตรของภาพยนตร์ พบว่าเป็นม้วนที่อยู่ในช่วงท้ายเรื่อง ประกอบด้วยสามฉาก ฉากแรกถ่ายนอกโรงถ่าย เป็นฉากสวนอาหารมะริดรมณีย์ ปรากฏให้เห็น ยม ผู้ร้ายของเรื่อง บังคับให้ มะริด เจ้าของสวนเรียกนางเอกคือ วัฒนา ซึ่งยมหมายปองอยู่ มาร้องเพลงบำเรอแก่เขา โดยมีวงดนตรีที่มี เอื้อ สุนทรสนาน เป็นนายวงบรรเลงจนจบเพลง  ฉากนี้ตัดสลับกับฉากห้องพักนางบำเรอ ที่วัฒนาผู้มาทำงานใช้หนี้แทนชายคนรัก ใช้เป็นที่นั่งรอแขกเรียกอยู่กับเพื่อนนางบำเรอ และฉากสุดท้ายเป็นฉากในบ้าน ซึ่งมะริดกับ เถ้าแก่ฮั่วหยง คู่รักที่เพิ่งแต่งงานกัน ได้พบกับ อาจารย์สุก หมอดูและสามีเก่าของมะริด ที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น ทั้ง ๆ ที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าเขาตายแล้ว  โดยในบรรดานักแสดงตามบทบาทเหล่านี้ มีแค่ อบ บุญติด ผู้รับบท เถ้าแก่ฮั่วหยง ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของแฟนภาพยนตร์ยุคหลัง เพราะมีผลงานยืนนานไปจนถึงยุคภาพยนตร์ 16 มม. ซึ่งเริ่มต้นขึ้นหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2  \n เศษภาพยนตร์เรื่อง ปิดทองหลังพระ เป็นตัวอย่างผลงานประเภทภาพยนตร์เรื่องเพียงเรื่องเดียวของโรงถ่ายไทยฟิล์ม ในยุคบริษัท ภาพยนตร์ไทย จำกัด  ที่ยังหลงเหลืออยู่ เมื่อนำมาเทียบกับเศษภาพยนตร์เรื่อง เลือดชาวนา ซึ่งเป็นผลงานของโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงศรีกรุงที่เหลือรอดมาเพียงเรื่องเดียวเช่นกัน ได้ทำให้เห็นถึงลักษณะภาพยนตร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนของสองโรงถ่ายคู่แข่งสำคัญ รวมทั้งยังปรากฏให้เห็นฉากร้องเพลง ซึ่งเป็นจุดขายอย่างหนึ่งของหนังเสียงไทยในยุคแรก และไม่อาจหาดูได้จากเศษภาพยนตร์ เลือดชาวนา  \n ความยาวเพียง 10 นาทีของภาพยนตร์เรื่อง ปิดทองหลังพระ ที่ตกทอดมาสู่คนรุ่นหลัง จึงมีคุณค่าทั้งในแง่การเป็นบทบันทึกของโรงถ่ายภาพยนตร์ที่เคยยิ่งใหญ่ และเป็นซากดึกดำบรรพ์ชิ้นสำคัญ ที่ทำให้นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์สามารถปะติดปะต่อภาพรวมในช่วงยุคทองของหนังเสียงไทย จากร่องรอยที่หลงเหลืออยู่แค่เศษเสี้ยว\n","","https://youtu.be/AWsE6g609mo?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [191,"ครั้งที่ 9","กะเทยเป็นเหตุ ","2497","","","","","","ภาพยนตร์","","","ผู้สร้าง คณะ LEDGER ธนาคารมณฑล\n\n กะเทยเป็นเหตุ เป็นภาพยนตร์สมัครเล่นแนวตลก ถ่ายทำด้วยฟิล์มรีเวอร์ซัลขาวดำ 16 มม. ความยาวประมาณ 12 นาที โดยใช้กลวิธีการเล่าแบบหนังเงียบ คือมีตัวอักษรบรรยายเหตุการณ์และบอกบทเจรจาขึ้นแทรกตลอดทั้งเรื่อง เริ่มต้นด้วยชื่อผู้สร้างคือ “คณะ LEDGER ธณาคารมณฑล” ที่ปัจจุบันไม่มีแล้ว เพราะถูกควบรวมกิจการเข้ากับธนาคารเกษตร ภายใต้ชื่อ “ธนาคารกรุงไทย” เมื่อ พ.ศ. 2509 จากนั้นจึงปรากฏภาพชายหนุ่มแต่งกายและทำท่าทางล้อตราสัญลักษณ์ “เทวดาถือรวงข้าว” ของธนาคารมณฑล ตามมาด้วยข้อความต่อเนื่องกันว่า “เสนอโศรกนาฏกรรมชิ้นโบว์แดง เรื่อง” และ “กะเทยเป็นเหตุ” แล้วจึงเริ่มดำเนินเรื่อง\n ภาพยนตร์เปิดเรื่องขึ้นในเวลาเย็นภายในสโมสรแห่งหนึ่ง ที่มีชายหนุ่มกลุ่มใหญ่กำลังสันทนาการทั้งดื่มกิน ดีดกีตาร์ และเล่นบิลเลียด ได้มีหญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น ความงามของเธอทำให้ชายที่เดินสวนกันด้านนอกต้องสะดุดล้มเพราะมัวแต่เหลียวมอง เธอเข้ามาในสโมสรเพื่อตามตัวคู่หมั้นที่กำลังติดพันกับบิลเลียด ระหว่างนั่งรอให้เขาเลิกเล่น ชายหนุ่มมือกีตาร์ได้มาเล่นเพลงเกี้ยวและแอบชวนเธอไปเที่ยวข้างนอก ทั้งคู่ไปยังทุ่งร้างแห่งหนึ่ง และนั่งลงพลอดรักกันใต้ต้นไม้ กระทั่งคู่หมั้นของหญิงสาวได้ตามมาพบ สองหนุ่มจึงเกิดวิวาทกันอุตลุต จนนายตำรวจที่กำลังนั่งปลดทุกข์อยู่บริเวณนั้นต้องไประงับเหตุ เมื่อเหตุการณ์สงบลง สาวงามกับนักดนตรีได้กลับไปพลอดรักต่อที่เดิม แต่นายตำรวจยังตามมาไล่หนุ่มนักดนตรีออกไป เพื่อหวังจะพลอดรักกับหญิงสาวเสียเอง แต่คราวนี้เธอไม่ยินยอม ทั้งคู่จึงยื้อยุดกันจนฝ่ายชายเผลอคว้าวิกผมของหญิงสาวหลุดออกมา เรื่องจึงเฉลยว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นกะเทย และจบลงด้วยภาพนายตำรวจนอนกอดวิกผมด้วยความผิดหวัง \n หอภาพยนตร์ได้รับมอบฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้ เมื่อ พ.ศ. 2536 จาก มานพ ศิลปี พร้อมด้วยหนังบ้านอีกจำนวนหนึ่ง มานพให้ข้อมูลว่าทั้งหมดเป็นผลงานการถ่ายทำของคุณอาคือ ชาลี ศิลปี นักถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่นผู้เป็นลูกชายของพระยาวิศุกรรมศิลปประสิทธิ์ (น้อย ศิลปี) นายช่างใหญ่สมัยรัชกาลที่ 6 โดยสันนิษฐานว่า \nชาลีซึ่งเคยทำงานเป็นพนักงานธนาคารมณฑล น่าจะถ่ายทำ กะเทยเป็นเหตุ ในช่วงปี พ.ศ. 2497 เนื่องจากฉากทุ่งร้างในเรื่องนั้น เป็นพื้นที่ในซอยเศรษฐบุตร ถนนสุขุมวิท ที่ชาลีกำลังปรับปรุงเพื่อเตรียมสร้างบ้าน และบ้านหลังนี้ได้ทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ใน พ.ศ. 2498 \n กะเทยเป็นเหตุ จึงเป็นภาพยนตร์ไทยที่นำเสนอเรื่องกะเทยและใช้เป็นตัวละครหลักที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบ แม้จะทำออกมาให้ดูตลกขบขันอย่างที่พบกันได้กลาดเกลื่อนจากสื่อบันเทิงไทยทั่วไปมายาวนาน แต่การมีอยู่ของภาพยนตร์สมัครเล่นเรื่องนี้ได้ทำให้เห็นว่า กะเทยได้รับการยอมรับในสังคมไทยว่า “สวยเหมือน” หรือ “สวยกว่า” ผู้หญิงมาแล้วไม่น้อยกว่า 60 ปี จนกลายเป็นศึกชิงนางอันชุลมุนในเรื่อง และที่สำคัญ ความสัมพันธ์ของชายหนุ่มกับกะเทยที่มีสถานะเป็นถึง “คู่หมั้น” นั้น ยังเป็นการนำเสนอที่ “ก้าวหน้า” อย่างที่แม้แต่ภาพยนตร์ไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังไม่สามารถไปถึง\n นอกจากจะเป็นหนึ่งใน “หนังสั้น” ของคนไทยยุคก่อน พ.ศ. 2500 เพียงไม่กี่เรื่องที่ยังคงหลงเหลืออยู่ กะเทยเป็นเหตุ จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่คนรุ่นหลังไม่อาจละเลย ในการสำรวจความเข้าใจและทัศนคติของสังคมไทยที่มีต่อความหลากหลายทางเพศ \n","","https://youtu.be/WQWGBdXtXVI?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [192,"ครั้งที่ 9","BANGKOK METROPOLITAN BUSES AND TRUCKS ","2501","","","","","","หนังบ้าน","","","ผู้สร้าง สุพจน์ ธวัชชัยนันท์ \n\n พ.ศ. 2542 พิทักษ์ ธวัชชัยนันท์ ทายาทของ สุพจน์ ธวัชชัยนันท์ นักธุรกิจและนักถ่ายภาพยนตร์สมัครเล่น ได้นำผลงานภาพยนตร์ของบิดามามอบให้หอภาพยนตร์อนุรักษ์  โดยนอกจากหนังบ้านที่ถ่ายกิจกรรมต่าง ๆ ของครอบครัวไว้เป็นที่ระลึก ยังมีหนังอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งสันนิษฐานว่าสุพจน์ถ่ายขึ้นเพื่อใช้ประกอบกับกิจการธุรกิจของตน หนึ่งในนั้นคือภาพยนตร์ 16 มม. เรื่อง BANGKOK METROPOLITAN BUSES AND TRUCKS \n เนื้อหาของ BANGKOK METROPOLITAN BUSES AND TRUCKS แบ่งได้เป็นสองส่วน ส่วนแรกประมาณ 2 นาที เริ่มต้นถ่ายให้เห็นรถบรรทุก “ดีเซล-เฮนเชิล” ของบริษัท Henschel & Son จากประเทศเยอรมนี ตั้งแต่ภายนอกจนถึงเครื่องยนต์ภายใน ก่อนจะตัดไปเป็นภาพรถโดยสารคันหนึ่งกำลังวิ่งอยู่บนถนนนอกเมือง จากนั้นจึงขึ้นชื่อเรื่องว่า BANGKOK METROPOLITAN BUSES AND TRUCKS เป็นการเปิดเนื้อหาในส่วนที่สอง ซึ่งถ่ายให้เห็นถึงยานพาหนะประเภทต่าง ๆ ที่วิ่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร กินเวลาประมาณ 5 นาที \n แม้จะไม่ปรากฏปีที่แน่ชัด แต่จากรหัสบนฟิล์มภาพยนตร์ซึ่งเป็นตัวระบุปีที่ผลิตฟิล์มจากโรงงาน และพิจารณาจากสภาพรถราบนท้องถนน สันนิษฐานว่าภาพยนตร์น่าจะถ่ายทำในช่วงปี พ.ศ. 2501 จากข้อมูลของพิทักษ์ ทำให้ทราบว่าในช่วงดังกล่าวสุพจน์เคยประกอบกิจการรถเมล์ ชื่อบริษัท ส. ธวัชชัยนันท์ โดยนำเครื่องยนต์เฮนเชิลที่ซื้อจากเยอรมนี มาใส่ในโครงรถที่ทำด้วยไม้ ออกวิ่งรับส่งผู้โดยสารช่วงตลาดพลู-พาหุรัด และมีที่ทำการอยู่ตรงบริเวณที่เป็นห้างสรรพสินค้าไนติงเกล-โอลิมปิคในปัจจุบัน เมื่อเลิกกิจการ สุพจน์ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องจักรการเกษตรด้วย ยังได้นำเครื่องยนต์นี้ไปใช้ประกอบกับรถไถนา \n ความโดดเด่นของ BANGKOK METROPOLITAN BUSES AND TRUCKS อยู่ที่การแสดงภาพรถเมล์ของบริษัทต่าง ๆ มากมาย ซึ่งสุพจน์ได้ออกตระเวนบันทึกไว้ตามย่านต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยในขณะนั้น มีบริษัทได้รับสัมปทานเดินรถเมล์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่ายี่สิบสาย ทั้งเอกชนและหน่วยงานรัฐ แต่ละบริษัทจะมีรถเมล์ในรูปลักษณ์ต่าง ๆ กัน โดยแบ่งแยกตามสีของแต่ละบริษัท เช่น บริษัทนายเลิศสีขาว บริษัทปากน้ำสีเขียว บริษัทบุญผ่องสีน้ำตาล รถเมล์ของทหารอากาศสีเทา รถเมล์ของบริษัทขนส่งจำกัดสีส้ม ฯลฯ ดังนั้น ชาวกรุงเทพฯ จะเรียกรถเมล์บริษัทต่าง ๆ ตามสีแทนชื่อ เช่น เมล์ขาว เมล์เขียว เมล์แดง เมล์ชมพู เมล์เหลือง ซึ่งได้เห็นเกือบครบทั้งหมดในภาพยนตร์เรื่องนี้ ในขณะที่รูปลักษณ์ของรถ จะมีทั้งที่นำเข้าจากต่างประเทศ และที่นำหัวรถบรรทุกมาต่อกับตัวถังโดยสารที่เป็นไม้ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่ค่อยพบในประเทศอื่น ๆ นอกจากตัวรถเมล์แล้ว ภาพยนตร์ยังพลอยบันทึกให้เห็นสภาพของการจราจร และรถรายานพาหนะอื่น ๆ เช่น รถโดยสารขนส่งกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด รถลาก รถเข็น รถสามล้อถีบ รถจักรยาน รถราง รถแท็กซี่ และรถยนต์ส่วนบุคคลหลากหลายแบบ รวมไปถึงวิถีชีวิตของชาวเมืองที่สัญจรในท้องถนนของยุคสมัยนั้น\n ปัจจุบัน การเดินทางด้วยรถเมล์หรือรถยนต์ ถือเป็นส่วนสำคัญของชีวิตคนกรุงเทพฯ จำนวนหลายล้านคน ที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในหนึ่งวันบนท้องถนน ภาพรถโดยสารสาธารณะหลากสีสันเหมือนสีลูกกวาดบนถนน ที่เคยโลดแล่นรับส่งผู้คนเมื่อหลายทศวรรษก่อนใน BANGKOK METROPOLITAN BUSES AND TRUCKS นี้ จึงเชื้อเชิญให้เราได้ย้อนรำลึกถึงการเจริญเติบโตของระบบขนส่งมวลชน และระบบการคมนาคมในยุคที่เมืองกำลังเริ่มขยายตัว ในขณะเดียวกัน เมื่อวันเวลาผ่านไป ภาพยนตร์ที่สันนิษฐานว่าเริ่มต้นด้วยจุดประสงค์ทางธุรกิจเรื่องนี้ ยังได้แปรสถานะเป็นบทบันทึกสภาพบ้านเมือง โดยเฉพาะพระเอกของเรื่องคือ รถเมล์ไทย ที่ช่วยให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเปรียบเทียบว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใดในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา  \n","","https://youtu.be/d8SjIlORF-A?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [193,"ครั้งที่ 9","มวยไทย ","2506","","","","","","สารคดี","","","ผู้สร้าง    บริษัท เอสโซ่ แสตนดาร์ด อีสเทอร์น จำกัด\n \n มวยไทย เป็นหนึ่งในผลงานชุด “มรดกของไทย” ซึ่งเป็นภาพยนตร์สารคดีทางโทรทัศน์ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ของบริษัท เอสโซ่ แสตนดาร์ด อีสเทอร์น จำกัด (ปัจจุบันคือ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ) ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม. กำกับและจัดทำบทโดย สมบูรณ์ วิรยศิริ ประสิทธิ์ สิงหนาวิก ถ่ายและลำดับภาพ โดยมีวิสิษฐ์ ตันสัจจา เป็นผู้อำนวยการสร้าง เพื่อออกอากาศทางสถานีไทยโทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม ทุกคืนวันพุธเว้นพุธ ความยาวครั้งละประมาณ 30 นาที ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 มาจนถึงราวปี พ.ศ. 2516 โดยมี มานิตย์ รักษ์สุวรรณ ผู้ประกาศประจำสถานี เป็นผู้บรรยายสดขณะออกอากาศ นับเป็นรายการที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างยาวนานมากที่สุดรายการหนึ่ง \n หอภาพยนตร์ได้รับมอบฟิล์มภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มวยไทย จากบริษัท เอสโซ่ เมื่อ พ.ศ. 2547 พร้อมกับสารคดีอีกหลายเรื่องในชุดเดียวกัน จากฉลากข้างกล่องฟิล์มระบุว่า มวยไทย ออกอากาศ เมื่อ พ.ศ. 2506 แต่ปัจจุบันยังไม่พบบทบรรยายของภาพยนตร์เรื่องนี้\n อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสถานะเป็นภาพยนตร์สารคดีเงียบ แต่ภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่ปรากฏใน มวยไทย ยังสามารถสื่อสารแก่ผู้ชมและเห็นถึงเจตนารมณ์ของผู้สร้าง ในการรวบรวมองค์ความรู้และบรรยากาศต่าง ๆ ของวงการกีฬามวยไทยขณะนั้นเอาไว้ ภาพยนตร์เริ่มต้นด้วยการสอนมวยไทยของร้อยโท บัว นิลอาชา หรือ บัว วัดอิ่ม อดีตนักมวยจากนครราชสีมา ที่ตระเวนชกมวยจนโด่งดังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 และเป็นครูฝึกมวยไทยในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ระหว่าง พ.ศ. 2473–2501 รวมทั้งได้เปิดค่ายมวยที่ซอยโซดาในกรุงเทพฯ จนมีลูกศิษย์มากมาย และกลายเป็นครูมวยไทยสายโคราชที่สำคัญที่สุดคนหนึ่ง โดยในภาพยนตร์ซึ่งเข้าใจว่าไปถ่ายทำในค่ายมวยที่ซอยโซดา ครูบัวได้ถ่ายทอดวิชาให้เห็นตั้งแต่การไหว้ครู การสาธิตแม่ไม้มวยไทยกับบรรดาลูกศิษย์ในค่าย ทั้งการออกอาวุธและการแก้ทางมวยแบบต่าง ๆ การฝึกซ้อมกับธรรมชาติ การแต่งตัวสำหรับนักมวยทั้งการใส่กระจับ คาดเชือก และสวมมงคล ไปจนถึงการซ้อมชกของนักมวยรุ่นเยาว์ \n ถัดจากความรู้พื้นฐาน ภาพยนตร์ได้ถ่ายทอดให้เห็นการฝึกซ้อมของนักมวยไทยชื่อดังในขณะนั้น คือ อภิเดช ศิษย์หิรัญ เจ้าของฉายาจอมเตะแห่งบางนกแขวก โดยมี องุ่น เอี่ยมภิญโญ ผู้จัดการหญิงคู่บารมีนั่งคุมอยู่ในค่าย จากนั้นจึงพาผู้ชมไปยังสนามมวยเวทีลุมพินี เพื่อชมบรรยากาศจริงในวันแข่งขัน ตั้งแต่การเตรียมตัวของนักมวยในห้องพัก การก้าวขึ้นสู่เวที ไหว้ครู และเริ่มชกจนพักยก ท่ามกลางบรรดาแฟนมวยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังปรากฏให้เห็นนักพากย์มวยคนสำคัญในเวลานั้น คือ มานิตย์ รักษ์สุวรรณ ผู้บรรยายสารคดีเรื่องนี้ ซึ่งกำลังพากย์ในรายการถ่ายทอดสดของการชกวันนั้นของสถานีไทยโทรทัศน์ ช่อง 4 และยังได้เห็น ธาดา เต็มบุญเกียรติ โฆษกและนักพากย์มวยประจำสถานีวิทยุ ททท. ของบริษัทไทยโทรทัศน์ \n แม้ก่อนหน้านี้จะมีการบันทึกภาพกีฬามวยไทยเป็นภาพยนตร์มาก่อนแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่พบว่าเคยมีเรื่องใดที่รวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ ของศิลปะการต่อสู้ประจำชาติไทยแขนงนี้ไว้ เพื่อถ่ายทอดให้สาธารณชนได้ศึกษาอย่างในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มวยไทย โดยเฉพาะภาพการฝึกสอนของครูบัว วัดอิ่ม ที่ได้รับการนำมาตัดต่อแทรกอยู่ในสารคดีเกี่ยวกับมวยไทยเรื่องอื่น ๆ ในเวลาต่อมา เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญในฐานะ “ตำรามวยไทย” ที่จัดทำขึ้นในรูปแบบภาพยนตร์เรื่องแรกเท่าที่มีการค้นพบ ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ซึ่งเต็มไปด้วยภาพบุคคลสำคัญของวงการมวยไทยในอดีตเรื่องนี้ ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องย้อนเวลากลับไปสู่ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของกีฬาอันเป็นเอกลักษณ์และมรดกของไทย ซึ่งเคยอยู่ในความฝันและลมหายใจของเด็กหนุ่มน้อยใหญ่ทั่วประเทศเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว\n","","https://youtu.be/NGB0-ZWt7f8?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [194,"ครั้งที่ 9","นางสาวโพระดก ","2508 ","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง          แหลมทองภาพยนตร์\nผู้อำนวยการสร้าง ทองปอนด์ คุณาวุฒิ\nผู้กำกับ          คุณาวุฒิ\nผู้เขียนบท   วิจิตร คุณาวุฒิ\nผู้กำกับภาพ    ไพรัช สังวริบุตร\nผู้ลำดับภาพ       สัตตบุษป์\nผู้กำกับศิลป์      ทนง วีระกุล\nผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ชโลธร\nผู้แสดง      มิตร ชัยบัญชา, พิศมัย วิไลศักดิ์, วิไลวรรณ วัฒนพานิช, อดุลย์ ดุลยรัตน์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, โสภา สถาพร, ศรินทิพย์ ศิริวรรณ, น้ำเงิน บุญหนัก, เยาวเรศ นิสากร, สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต, ทรงวุฒิ สุทธิเมธี, ล้อต๊อก, บังเละ\n\n นางสาวโพระดก เป็นผลงานภาพยนตร์ปี พ.ศ. 2508 ของ วิจิตร คุณาวุฒิ หรือ “คุณาวุฒิ”  ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยคนสำคัญและศิลปินแห่งชาติด้านภาพยนตร์คนแรกของประเทศ สร้างจากบทประพันธ์ของ สุวัฒน์ วรดิลก หรือ “รพีพร” นักเขียนผู้เพิ่งประสบความสำเร็จจากนวนิยายเรื่อง “ลูกทาส” ที่นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ เมื่อ พ.ศ. 2507 โดยรพีพรได้ลองเขียนนวนิยายเรื่อง “นางสาวโพระดก” เพื่อให้เป็น “เรื่องสำหรับผู้หญิงอ่าน” เนื่องจากในเวลานั้น เรื่องแนวนี้กำลังได้รับความนิยมจากนักอ่านหญิงที่มีจำนวนมาก และเพียงแค่ตีพิมพ์ตอนแรกลงในหนังสือพิมพ์เดลิเมล์วันจันทร์ \nคุณาวุฒิก็ได้ติดต่อขอจองเรื่องมาสร้างเป็นภาพยนตร์ \n นางสาวโพระดก นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา และ พิศมัย วิไลศักดิ์ เล่าเรื่องราวของ โพระดก สกุณา สาวน้อยผู้ต้องผจญกับกิเลสตัณหาของมนุษย์ ทั้งจากน้องสาวของพ่อเลี้ยง ผู้ริษยาที่เธอมีส่วนในมรดก จึงคบคิดให้หลานชายจับเธอมาเป็นภรรยา ทั้ง ๆ ที่เขามีเมียลับอยู่แล้ว ในขณะเดียวกัน คุณหญิงพิณ แม่ของเธอ ยังลักลอบมีสัมพันธ์กับทนายความประจำครอบครัว ต่อมา โพระดกได้ไปยังไร่กระต่ายเต้นของเพื่อนรักชื่อ สายสมร ที่ฉะเชิงเทรา และได้พบกับ ศล ทองปราย ทนายหนุ่มรูปงาม ผู้ได้รับการอุปการะจาก สายใจ แม่ของสายสมร ทั้งคู่มีความประทับใจต่อกัน เมื่อโพระดกกลับมายังกรุงเทพฯ สายใจซึ่งตรอมใจจากการที่ศลไม่รับรัก ได้สิ้นชีวิตลง ในพินัยกรรม เธอได้กำหนดให้ศลต้องแต่งงานกับสายสมร ศลจึงหนีมาสารภาพรักกับโพระดก สองสาวเพื่อนรักจึงผิดใจกัน พร้อม ๆ กับสถานการณ์ในบ้านของโพระดกที่กำลังตึงเครียด \n ท่ามกลางความสัมพันธ์ของตัวละครมากมาย คุณาวุฒิได้แสดงฝีมือในการเล่าเรื่องราวอันซับซ้อนให้กระชับและเพลิดเพลิน ด้วยการรับหน้าที่ทั้งเขียนบท กำกับ และตัดต่อ และแม้จะถ่ายทำเป็นภาพยนตร์พากย์ 16 มม. ตามขนบหนังไทยในยุคนั้น แต่ นางสาวโพระดก กลับมีความแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ อย่างเด่นชัด ทั้งการไม่ใช้ดาราตลกเป็นตัวชูโรง งานสร้างที่เต็มไปด้วยความประณีตพิถีพิถัน และเทคนิคการถ่ายทำที่มุ่งเน้นการใช้ศิลปะภาพยนตร์ชั้นสูงเพื่อสื่อความหมาย อย่างเช่นในฉากที่คุณหญิงพิณกำลังจะสิ้นใจ คุณาวุฒิเลือกตัดภาพจากภายในห้องที่นางเอกกำลังร้องเพลง “โพระดก” กล่อมแม่ ออกมาเป็นภาพด้านนอก ให้ผู้ชมเห็นเพียงบ้านทั้งหลังตั้งอยู่ในความมืดท่ามกลางท้องฟ้าที่กำลังคะนอง ทันใดนั้นไฟในบ้านก็สว่างขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ ดับลงอย่างช้า ๆ คลอไปกับเสียงเพลงโพระดกที่แม่เคยร้องกล่อมลูกเมื่อยังเด็ก ฉากการตายที่ไม่เห็นแม้แต่ภาพตัวละครร้องไห้นี้ ได้เรียกน้ำตาจากทั้งผู้ชมและผู้พากย์จนกลายเป็นที่เลื่องลือ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่า ภายใต้เนื้อหาที่เป็นหนังรักกระจุ๋มกระจิ๋ม คุณาวุฒิกลับสามารถสอดแทรกความเป็นนักมนุษยนิยมที่เขามีอยู่เต็มเปี่ยม ออกมาได้อย่างลุ่มลึกและลงตัว   \n ในขณะนั้น คุณาวุฒิมีฉายาว่า “เศรษฐีตุ๊กตาทอง” จากการคว้ารางวัลพระสุรัสวดี หรือตุ๊กตาทองมาแล้วถึง 7 รางวัล ในหลากหลายสาขา ภายในเวลาเพียง 4 ปี แต่กลับยังไม่เคยเป็นเศรษฐีเงินล้าน เพราะหนังที่เขาลงทุนสร้างเอง ไม่เคยประสบความสำเร็จด้านรายได้เหมือนประสบความสำเร็จด้านรางวัล ในขณะที่เวลารับจ้างกำกับให้ผู้อื่น ภาพยนตร์นั้นกลับทำเงินล้านได้เป็นประจำ จนกระทั่ง นางสาวโพระดก ได้กลายเป็นผลงานเรื่องแรกที่เขาและครอบครัวลงทุนสร้างในนามบริษัทแหลมทองภาพยนตร์ และได้เงินล้านกลับคืนให้ชื่นใจ รวมทั้งทำให้เขาสามารถคว้ารางวัลตุ๊กตาทอง สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และกำกับการแสดงยอดเยี่ยมมาครองได้ ในขณะที่ภาพยนตร์ยังได้รับอีก 2 รางวัล คือ ตุ๊กตาทอง สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม โดย ชโลทร และตุ๊กตาเงิน สาขาบทเสริมยอดเด่น โดย น้ำเงิน บุญหนัก นางสาวโพระดก จึงเป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีทั้งสองทางอย่างแท้จริง\n วิจิตร คุณาวุฒิ ไม่เคยปิดบังความใฝ่ฝันที่จะสร้างภาพยนตร์อันถึงพร้อมด้วยวิจิตรศิลป์และคุณค่าแห่งชีวิตธรรมดาสามัญ นอกเหนือไปจากงานพาณิชยศิลป์ที่ต้องทำเพื่อเลี้ยงครอบครัว อย่างที่ปรากฏในสูจิบัตรภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า มีบทความถึง 2 ชิ้น ที่กล่าวเทียบตัวเขากับ สัตยาจิต เรย์ ผู้กำกับชั้นครูของอินเดีย ที่มุ่งเน้นถ่ายทอดสัจธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ แม้ นางสาวโพระดก จะยังไกลห่างจากอุดมคติที่เขาวาดหวังด้วยปัจจัยต่าง ๆ ที่ต้องรออีกเกือบถึง 20 ปี เขาจึงจะทำได้สำเร็จใน คนภูเขา (2522) และ ลูกอีสาน (2525) แต่ภาพยนตร์ 16 มม. เรื่องนี้ ได้เป็นหลักหมายและยาชูใจสำคัญ ที่ผู้กำกับภาพยนตร์ผู้มีศักยภาพและอุดมการณ์สูงส่งที่สุดคนหนึ่งของไทย ลงทุนลงแรงสร้างไว้ด้วยความรัก ในช่วงที่เขากำลังรุ่งโรจน์ไปพร้อม ๆ กับดิ้นรนต่อสู้กับอุปสรรคขวากหนาม และมายาคติมากมายในวงการภาพยนตร์ไทย\n","",""],
    [195,"ครั้งที่ 9","“ฟ้าเมืองไทย” ฉลองขึ้นปีที่ 8 พุธ 7 เมษา 19 ","2519 ","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","","ผู้สร้าง อาจินต์ ปัญจพรรค์\n \n หลังจากประสบความสำเร็จควบคู่กันจากผลงานเรื่องสั้นชุดเหมืองแร่อันโด่งดัง และงานโทรทัศน์ที่สถานีไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม อาจินต์ ปัญจพรรค์ ได้ตัดสินใจจัดทำนิตยสารของตนเอง ตั้งชื่อว่า “ฟ้าเมืองไทย” ออกวางจำหน่ายฉบับปฐมฤกษ์ในวันจักรี 6 เมษายน พ.ศ. 2512 โดยเขารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการ ซึ่งสามารถปลุกปั้นนิตยสารรายสัปดาห์ฉบับนี้ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และกลายเป็นแหล่งชุมนุมของนักเขียนรุ่นใหญ่ รวมทั้งเป็นบ่อเกิดนักเขียนหน้าใหม่ทั่วประเทศ \n เดือนเมษายน พ.ศ. 2519 ในช่วงที่นิตยสารฟ้าเมืองไทยกำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนต้องเปิดนิตยสารรายเดือนอีกฉบับชื่อ “ฟ้าเมืองทอง” เพราะมีต้นฉบับหลั่งไหลเข้ามามากจนไม่สามารถพิมพ์ลงฟ้าเมืองไทยได้หมด  อาจินต์ได้จัดงานครบรอบการก่อตั้งนิตยสารเหมือนที่เคยทำมาเป็นประจำ แต่คราวนี้ต่างออกไป เมื่ออาจินต์ซึ่งกำลังสนใจถ่ายหนังบ้านเป็นงานอดิเรก ได้เกิดความคิดที่จะบันทึกงานสังสรรค์ครั้งนี้ไว้ในรูปแบบภาพยนตร์ และมอบหมายให้ ธาดา เกิดมงคล ช่างภาพ นักข่าว และนักเขียนสารคดีของนิตยสาร เป็นผู้ถ่ายทำและตัดต่อ\n งานสังสรรค์นิตยสารฟ้าเมืองไทย ฉลองขึ้นปีที่ 8 มีขึ้นในเย็นวันที่ 7 เมษายน 2519 ที่โรงแรมราชศุภมิตร ย่านนางเลิ้ง โดยธาดาได้ถ่ายทำเหตุการณ์ในงานทั้งหมดด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ 8 มิลลิเมตร ยี่ห้อ Canon รุ่น Auto Zoom 1014 ของเขา ซึ่งมีลูกเล่นมากมายเสมือนมีห้องแล็บอยู่ในตัว สามารถถ่ายทำพลิกแพลงหรือสเปเชียลเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ได้ เช่น การซ้อนภาพ ดังที่ปรากฏให้เห็นลายมือของ อาจินต์ ปัญจพรรค์  ซ้อนขึ้นมาตลอดเรื่องเพื่อบอกฉากทีละชั่วโมง ตั้งแต่หกโมงเย็นไปจนถึงเที่ยงคืน รวมทั้งธาดายังให้นักเขียนที่มาร่วมงานเซ็นชื่อลงบนกระดาษสีดำ และนำลายเซ็นนี้ขึ้นไปซ้อนกับภาพนักเขียนคนนั้น ๆ ได้โดยทันที \n ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ยังได้บันทึกภาพนักเขียนชื่อดังของวงการวรรณกรรม รวมทั้งศิลปินแขนงต่าง ๆ ในช่วงนั้น ที่เดินทางมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ทั้ง อรวรรณ, \nช. แสงเพ็ญ, นพพร บุญยฤทธิ์, สุวรรณี สุคนธา, อมรา จรรยงค์, อิงอร, ชอุ่ม ปัญจพรรค์, คำพูน บุญทวี, หยก บูรพา, ช่วง มูลพินิจ, สง่า อารัมภีร, ตุ้มทอง โชคชนะ, สุรัตน์ \nพุกกะเวส, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร (องค์ชายกลาง) ฯลฯ \nรวมไปถึงถ่ายทอดให้เห็นบรรยากาศการพบปะพูดคุย ร้องเพลง และเต้นรำของบรรดาผู้ร่วมงานที่ค่อย ๆ เป็นไปตามดีกรีของอารมณ์จากการกินดื่มอย่างรื่นรมย์และสนุกสนาน เมื่อเวลาผ่านไปทีละชั่วโมง ๆ  โดยมี อาจินต์ ปัญจพรรค์ เป็นศูนย์กลาง แม้จะจบงานในห้องรับรอง ด้วยภาพลายมือของอาจินต์ว่า “ปีหน้าพบกันใหม่นะครับ” แต่คณะที่เหลือบางส่วนยังได้ไปนั่งสังสรรค์ต่อที่ร้านกาแฟของโรงแรมจนรุ่งสาง \n พ.ศ. 2553 อาจินต์ ปัญจพรรค์ ได้มอบภาพยนตร์เรื่องนี้และหนังบ้านทั้งหมดที่เขาถ่ายสะสมเอาไว้ให้หอภาพยนตร์อนุรักษ์  และหอภาพยนตร์ได้เชิญอาจินต์มาร่วมงานวันหนังบ้านในปีดังกล่าว โดยจัดฉายหนังบ้านของเขา ซึ่งมีงานสังสรรค์นิตยสารฟ้าเมืองไทยนี้รวมอยู่ด้วย เมื่อได้ชมภาพเพื่อนพี่น้องนักเขียนเหล่านี้อีกครั้ง หลังจากเวลาผ่านไปเกือบ 40 ปี และเกือบทั้งหมดได้ล่วงลับไปแล้ว อาจินต์ได้กล่าวขอบคุณ\nหอภาพยนตร์ด้วยความประทับใจที่ทำให้ได้ดู “คนตายแล้วฟื้นขึ้นมา” ซึ่งบังเอิญสอดคล้องกับที่นักข่าวหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส Le Radical เขียนข่าวเมื่อได้ดูการฉายภาพยนตร์สู่สาธารณะครั้งแรกในโลกเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2438 ที่กรุงปารีสว่า  “บัดนี้เราสามารถบันทึกชีวิตและเปิดกลับมาได้อีก เราสามารถที่จะเห็นคนในครอบครัวของเราได้อีกหลังจากที่พวกเขาตายไปนานแล้ว”\n ภาพยนตร์สมัครเล่นเรื่องนี้ จึงมีคุณค่าเปรียบเสมือนมรดกความทรงจำสำคัญของวงการวรรณกรรมไทย เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นหนังบ้านที่เกี่ยวข้องกับการงานของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ นักเขียนและบรรณาธิการผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยมีมา หากแต่ยังเป็นสื่อที่บันทึกภาพเคลื่อนไหวของนักเขียนทั่วฟ้าเมืองไทย ในยุคที่วงการหนังสือเฟื่องฟูมากที่สุดยุคหนึ่งเอาไว้ได้อย่างมีชีวิตชีวา และสามารถปลุกให้พวกเขาฟื้นขึ้นมาได้สมดังคำกล่าวของอาจินต์ ราวกับภาพยนตร์นั้นเป็นตัวแทนเจตนารมณ์ของบรรณาธิการ ผู้สร้างนักประพันธ์ขึ้นในฟ้าเมืองไทย และประสงค์จะบันทึกความมีชีวิตของนักประพันธ์นั้นไว้ให้เป็นอมตะ\n","",""],
    [196,"ครั้งที่ 9","ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด CRAZY ME","2536","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง     ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น\nผู้อำนวยการสร้าง เจริญ เอี่ยมพึ่งพร\nผู้กำกับ            อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์\nผู้เขียนบท อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์, ดลกมล ศรัทธาทิพย์, สรพงษ์ เอื้อชูชัย\nผู้กำกับภาพ    วินัย ปฐมบูรณ์, สมชัย กิตติคุณ\nผู้ลำดับภาพ    พูนศักดิ์ อุทัยพันธ์\nผู้กำกับศิลป์     สมชัย คินธรักษ์\nผู้ทำดนตรีประกอบ เพชร มาร์\nผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย กุลกัญญา ทัดเทียมรมย์\nผู้แสดง  สัญญา คุณากร, อังคณา ทิมดี, ชไมพร สิทธิวรนันท์, อรุณ ภาวิไล, จรัสพงษ์ สุรัสวดี, ญานี ตราโมท, กลศ อัทธเสรี, วิสรร ฉัตรรังสิกุล, ศรัทธา ศรัทธาทิพย์, ภาณุ น้อยอารีย์, วิทวัส ปักษานนท์, พูลสวัสดิ์ ธีมากร, อำนวย ศิริจันทร์, สมชาย \nพงษ์ปรีชา, อัคนี พันธุ์สว่าง, เกรียงไกร อมาตยกุล, สุธีรัชย์ ชาญนุกูล, ธัชชัย ปาละกูล, ดวงหทัย ดารา, กรุง ศรีวิไล\n\n การผสมภาพความจริงของชีวิตคนเมืองในยุคที่เศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟู เข้ากับคติความเชื่อแบบไทยเรื่องความตายและเวรกรรม แต่งเติมด้วยมุกตลกเฉพาะตัวอันเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มนักแสดง ถือเป็นความโดดเด่นอย่างมีนัยสำคัญของ ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด ผลงานภาพยนตร์ปี พ.ศ. 2536 โดยผู้กำกับหน้าใหม่ อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ และทำให้แม้จะผ่านไปเกือบ 30 ปี หนังของ “คนกรุง” หลากรสชาติเรื่องนี้ยังคงมีความสดใหม่ในเนื้อหาอยู่เช่นเดิม \n ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด เล่าเรื่องราวของ มานพ หนุ่มออฟฟิศผู้สุภาพเรียบร้อยแต่มักโดนเจ้านายโยนความผิดในการทำงานให้ วันหนึ่ง นพหมดสติลงในลิฟต์ ในภาวะกึ่งตื่นกึ่งฝันนั้น เขาเห็นยมทูตปรากฏขึ้นเพื่อมารับตัวเขา แต่ก่อนเหตุการณ์จะล่วงเลย นายทะเบียนจากนรกแจ้งข่าวดีว่านพยังไม่ถึงฆาต แต่มีเวลาใช้ชีวิตอยู่จนถึงบ่ายสองโมงของวันรุ่งขึ้น  เมื่อตื่นขึ้นอีกครั้ง ความรับรู้เกี่ยวกับชีวิตตัวเองของนพจึงเปลี่ยนไป เพราะเชื่อว่าตัวเองจะอยู่บนโลกนี้ได้อีกเพียงวันเดียว ความตายที่รออยู่ตรงหน้าทำให้นพเกิด “ลูกบ้า” ที่จะออกนอกกรอบที่เคยจองจำตัวเองและเห็นโลกรอบข้างแตกต่างไปจากเดิม จนกระทั่งเรื่องราวได้บานปลาย ทำให้เขาใช้ลูกบ้านี้ฮึดสู้เพื่อเอาชนะระบบและพฤติกรรมความเห็นแก่ตัวของผู้คนในสังคมก่อนที่เขาจะลาโลก \n นักแสดงหลักเกือบทุกคนในเรื่องทั้ง จรัสพงษ์ สุรัสวดี, ญานี ตราโมท, อรุณ ภาวิไล รวมไปถึง สัญญา คุณากร ผู้รับบท นพ และ อิทธิสุนทร ผู้กำกับ ล้วนเคยอยู่ในกลุ่ม “ซูโม่สำอาง” ของรายการโทรทัศน์เพชฌฆาตความเครียด ซึ่งเป็นกลุ่มตลกปัญญาชน ที่ฝึกฝนฝีมือกันมาจากละครเวทีของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาพยนตร์จึงมีอารมณ์ขันแบบ “ละคอนถาปัด” ด้วยการผสมผสานเหตุการณ์ปัจจุบันเข้ากับมุกเสียดสีและตลกหน้าตาย ในอารมณ์และบริบทที่แตกต่างจากตลกแบบจำอวดหรือตลกตีหัวซึ่งอยู่คู่หนังไทยมาช้านาน เมื่อผนวกกับสไตล์ที่หวือหวาและความกล้าทดลองแนวทางใหม่ ๆ ของอิทธิสุนทร ทำให้ ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด กลายเป็นขวัญใจแห่งปีของนักวิจารณ์ และกวาดรางวัลทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และลำดับภาพยอดเยี่ยม จากการประกวดภาพยนตร์ไทยของชมรมวิจารณ์บันเทิงประจำปีดังกล่าว ในขณะที่ตัวอิทธิสุนทรได้แจ้งเกิดกลายเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ที่วงการหนังไทยจับตามอง ก่อนจะประสบความสำเร็จอย่างสูงจากผลงานการกำกับเรื่อง โหมโรง ในเวลาต่อมา \n ภายใต้เรื่องราวสมมติที่ว่าด้วยแรงฮึดของชายหนุ่มผู้ได้รับโอกาสอย่างที่มนุษย์คนใดไม่เคยได้มาก่อน ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด ยังเป็นบทบันทึกอารมณ์และชีวิตพนักงานออฟฟิศซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับการเติบโตทางธุรกิจของประเทศ อีกทั้งแสดงให้เห็นว่าท่ามกลางความเจริญทางวัตถุ แต่ความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติและกรรมยังคงอยู่ในสำนึกของคนไทยทุกยุค ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ยังวิพากษ์ระบบทุนนิยมที่ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรืองแต่คนกลับกลายเป็นเครื่องจักรไร้หัวใจ ตามเนื้อเพลงประกอบที่ใช้เปิดและปิดเรื่องที่ว่า “เมืองมันใหญ่โต แต่คนไม่ใหญ่ตาม” ซึ่งอิทธิสุนทรเป็นผู้แต่งเนื้อร้อง  ราวกับล่วงรู้จุดจบของตนเองเช่นเดียวกับตัวเอกของเรื่อง เพราะสารสำคัญของหนังนี้ ได้กลายเป็นคำพยากรณ์ดวงชะตาที่กำลังง่อนแง่นของสภาพสังคมไทยในช่วงเวลานั้น  ก่อนที่ชะตานี้จะขาดลงเมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในอีก 4 ปีต่อมา \n","",""],
    [197,"ครั้งที่ 9","ฝัน บ้า คาราโอเกะ FUN BAR KARAOKE","2540","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง           ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น\nผู้อำนวยการสร้าง เจริญ เอี่ยมพึ่งพร\nผู้กำกับ           เป็นเอก รัตนเรือง\nผู้เขียนบท     เป็นเอก รัตนเรือง\nผู้กำกับภาพ        ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์\nผู้ลำดับภาพ     ม.ร.ว. ปัทมนัดดา ยุคล, เอเดรียน เบรดี\nผู้ทำดนตรีประกอบ อมรพงศ์ เมธาคุณวุฒิ, ไพศาล จำนง, เบเกอรี่ มิวสิค\nผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย คงยศ มะโนน้อม\nผู้แสดง          เร แม๊คโดแนลด์, เฟย์ อัศเวศน์, ณัฐณิชา ครองลาภยศ, ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว, แชมเปญ เอ็กซ์, พูลสวัสดิ์ ธีมากร, วีรดิษ วิญญรัตน์, สุธีรัชต์ ชาญนุกูล, \nวิทิตนันท์ โรจนพานิช, ยงยุทธ ทองกองทุน\n\n พ.ศ. 2540 เป็นปีที่เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทย เมื่อมีจำนวนหนังไทยออกฉายไม่ถึงยี่สิบเรื่องเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ในขณะเดียวกัน ยังเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มคนทำหนังโฆษณาเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพาวงการไปสู่ยุคสมัยใหม่ ด้วยรูปแบบและเนื้อหาของภาพยนตร์ที่ต่างออกไปจากเดิม หนึ่งในนั้นคือ \nเป็นเอก รัตนเรือง จากผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกที่ชื่อ ฝัน บ้า คาราโอเกะ \n ฝัน บ้า คาราโอเกะ เล่าเรื่องราวของ ปู หญิงสาวผู้มักฝันเห็นแม่ผู้เสียชีวิตไปตั้งแต่เธอยังเล็ก กำลังสร้างโมเดลบ้านหลังเล็ก ๆ ซึ่งค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เธอฝันถึง เมื่อเธอนำไปปรึกษาหมอดูผู้เป็นพ่อของเพื่อนสนิท เขาได้ตีความความฝันอันต่อเนื่องของเธอว่า เมื่อใดแม่เธอสร้างโมเดลบ้านในความฝันสำเร็จ พ่อของเธอจะเสียชีวิตลง ปูจึงพยายามแก้เคล็ดทุกวิถีทาง เพื่อต่อดวงชะตาของพ่อผู้เอาแต่กินเงินจากกองมรดก โทรศัพท์เล่นหุ้น และจมอยู่กับความสำราญในร้านคาราโอเกะ\nเจ้าประจำตั้งแต่ค่ำยันเช้า ซ้ำยังแอบไปมีสัมพันธ์กับภรรยาลับของมาเฟียเจ้าของร้าน ที่กำลังส่ง น้อย มือปืนวัยรุ่นมาตามเก็บเขา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ปูกลับรู้จักน้อยเพราะเขาชอบมาขลุกอยู่ในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งกำลังเป็นสิ่งเกิดใหม่ในสังคมไทยที่เพื่อนเธอทำงานอยู่ ทั้งคู่ต่างมีใจให้กัน โดยไม่รู้ว่าพ่อของปูกำลังเป็นเป้าหมายที่น้อยต้องจัดการ\n ก่อนเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เป็นเอกเป็นที่รู้จักในฐานะผู้กำกับโฆษณาที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงควบคู่กับความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่ เมื่อคิดอยากทำหนัง เขาได้นำสองสิ่งนี้มาผสมผสานกับภาพจำจากบรรดาหนังต่างชาติที่เขาหลงใหล และทดลองทำออกมาด้วยแรงดลใจอันห้าวหาญ โดยไม่เคยมีความรู้และประสบการณ์ใด ๆ เกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์เรื่องมาก่อน จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นหนังที่ฉีกกฎเกณฑ์การเล่าเรื่องและขนบหนังไทย โดยเฉพาะหนังแนววัยรุ่นที่กำลังได้รับความนิยมก่อนหน้านั้นอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่การคัดเลือกนักแสดง บทสนทนา สรรพนามที่ตัวละครใช้ งานออกแบบ \nมุมกล้อง การตัดต่อ และการผสมผสานหนังแนวฟิล์มนัวร์เข้ากับบรรยากาศแบบไทย ๆ เมื่อพิจารณาว่าเอกลักษณ์ต่าง ๆ ทั้งตัวละครที่มีสีสันและความเสียดสียียวนแบบหน้าตายเหล่านี้ ได้ปรากฏอยู่ในผลงานอีกหลายเรื่อง จนเกิดศัพท์ที่คนดูใช้เรียกหนังของเขาว่า “หนังเป็นเอก” ในเวลาต่อมา   \n แม้ความหวือหวาแปลกใหม่ที่เป็นเอกใส่มาอย่างไม่ยั้งมือ จะทำให้ผู้ชมหนังไทยในเวลานั้นยังตั้งตัวกันไม่ทัน จนไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ในเมืองไทย แต่ ฝัน บ้า คาราโอเกะ ได้เดินทางออกนอกประเทศไปตระเวนฉายตามเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงเทศกาลใหญ่อย่างเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี อีกทั้งยังสามารถคว้ารางวัลพิเศษขวัญใจกรรมการ (Special Jury Prize) จากเทศกาลภาพยนตร์สามทวีป (Festival des 3 Continents) ที่เมืองน็องต์ ประเทศฝรั่งเศส มาครอง นับเป็นการเปิดตัวหนังไทยยุคใหม่ให้เป็นที่รู้จักของผู้ชมต่างชาติในเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลก ก่อนที่เทศกาลเหล่านี้จะได้ต้อนรับภาพยนตร์ของคนไทยอีกมากมายหลายเรื่องนับจากนั้น \n ฝัน บ้า คาราโอเกะ จึงมีคุณค่าในฐานะคลื่นลูกใหม่ที่ซัดเข้ามาอย่างถูกที่ถูกเวลา ในยามที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกำลังตกอยู่ในความซ้ำซาก ซบเซา และสุ่มเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ โดยพัดพาเอาสิ่งใหม่ ๆ มาให้คนทำและคนดูหนังไทยได้มองเห็นความเป็นไปได้ในการก้าวเดินออกจากกรอบอันคุ้นเคย รวมถึงมีส่วนช่วยขยายพื้นที่ภาพยนตร์ไทยออกไปยังแผนที่โลก นอกจากนั้น ผลงานที่เป็นเอกกล่าวว่าเป็น “จดหมายรักถึงกรุงเทพ” ฉบับนี้ ยังจดบันทึกให้เห็นถึงสภาพชีวิตคนกรุง ที่แวดล้อมไปด้วยอาชญากรรม แหล่งอบายมุข และความเชื่องมงายที่ฝังแน่นในจิตสำนึก ซึ่งสวนทางกับความเจริญทางวัตถุ ในช่วงเวลาอันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของสังคมไทย\n","",""],
    [198,"ครั้งที่ 9","พี่มาก..พระโขนง PEE MAK","2556","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง     GTH\nผู้อำนวยการสร้าง วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์, เช่นชนนี สุนทรศารทูล, สุวิมล เตชะสุปินัน\nผู้กำกับ     บรรจง ปิสัญธนะกูล\nผู้เขียนบท    นนตรา คุ้มวงศ์, ฉันทวิชช์ ธนะเสวี, บรรจง ปิสัญธนะกูล\nผู้กำกับภาพ     นฤพล โชคคณาพิทักษ์\nผู้ลำดับภาพ     ธรรมรัตน์ สุเมธศุภโชค\nผู้ออกแบบงานสร้าง อรรคเดช แก้วโคตร\nผู้ทำดนตรีประกอบ ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์, หัวลำโพงริดดิม\nผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย สุธี เหมือนวาจา\nผู้แสดง   มาริโอ้ เมาเร่อ, ดาวิกา โฮร์เน่, พงศธร จงวิลาส, ณัฏฐพงษ์ ชาติพงศ์, อัฒรุต คงราศรี, กันตพัฒน์ เพิ่มพูนพัชรสุข\n\n “แม่นาค” หรือ “อีนาก” แห่งท้องทุ่งพระโขนง เป็นตำนานผีไทยที่ได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์บ่อยครั้งที่สุด แต่ในบรรดา “หนังแม่นาค” กว่า 30 เรื่องที่สร้างกันมา ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 จนถึงปัจจุบัน มีเพียง 3 เรื่องเท่านั้น ที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทย หนึ่งคือ แม่นาคพระโขนง ฉบับ ปรียา รุ่งเรือง พ.ศ. 2502 ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้แก่แฟนหนังไทยยุค 16 มม. และทำรายได้สูงถึงล้านบาท สองคือ นางนาก พ.ศ. 2542 ที่หลอกหลอนผู้ชมด้วยบรรยากาศโบราณแบบสมจริง จนทำสถิติเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ทำรายได้เกินร้อยล้าน และสุดท้ายคือ \nพี่มาก..พระโขนง ผลงานปี พ.ศ. 2556 ที่สร้างประวัติการณ์ทำรายได้ทั่วประเทศทะลุไปถึงพันล้าน\n พี่มาก..พระโขนง เป็นผลงานการกำกับของ บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้เคยกำกับหนังสั้นผีแนวตลกเรื่อง คนกลาง ใน สี่แพร่ง (2551) และ คนกอง ใน ห้าแพร่ง (2552) โดยมีตัวละครหลักเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทสี่คนชื่อ เผือก เต๋อ ชิน และ เอ ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะให้แก่ผู้ชมจนกลายเป็นที่จดจำ เป็นจุดเริ่มต้นให้บรรจงคิดต่อยอดตัวละครกลุ่มนี้ให้เป็นภาพยนตร์เรื่องยาว โดยจับพวกเขามาใส่ไว้ในตำนานผีแม่นาคที่คนไทยคุ้นเคย และตีความออกมาในรูปแบบที่ไม่เคยมีหนังแม่นาคเรื่องใดนำเสนอมาก่อน\n ท่ามกลางโครงเรื่องเดิม ว่าด้วยความน่ากลัวของ นาค ผีสาวในย่านพระโขนง ซึ่งพยายามปกปิดไม่ให้ มาก สามีที่เพิ่งกลับมาจากการรบล่วงรู้ว่าเธอตายไปแล้วพร้อมกับลูกในท้อง พี่มาก..พระโขนง ได้พลิกความคาดหมายของผู้ชมตั้งแต่ชื่อเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า เรื่องราวจะเล่าจากฝั่งมากเป็นหลัก พร้อมกับนำนักแสดงวัยรุ่นลูกครึ่ง ทั้ง มาริโอ้ เมาเร่อ และ ดาวิกา โฮร์เน่ มารับบทเป็นมากกับนาค ที่มีภาพจำเป็นคนไทยโบราณ ผนวกรวมกับกลุ่มตัวละคร เผือก เต๋อ ชิน เอ ในบทเพื่อนของมาก ซึ่งนำอารมณ์ขัน\nร่วมสมัยเข้ามายั่วล้อกับภาษาและบรรยากาศแบบย้อนยุคในลักษณะทีเล่นทีจริง และจบเรื่องลงอย่างฉีกขนบของเนื้อหาและกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ด้วยการให้คนกับผีได้ครองรักกันอย่างมีความสุข \n ความแตกต่างเหล่านี้ ทำให้ พี่มาก..พระโขนง ที่เริ่มต้นจากการรับรู้ว่าเป็นหนังรักตลกวัยรุ่น ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางกลายเป็นกระแสปากต่อปาก จนขยายฐานผู้ชมไปสู่วัยอื่น ๆ และที่สุดแล้วคือทั้งครอบครัว เมื่อภาพยนตร์ผีที่มีครบทุกรสชาติเรื่องนี้ ได้แสดงความขลังด้วยการสร้างปรากฏการณ์ดึงดูดให้ผู้คนต่างพากันจูงลูกหลานและคนเฒ่าคนแก่ ไปชมจนแน่นขนัดแทบทุกรอบและทุกโรงในช่วงแรกที่เข้าฉาย จนต้องเพิ่มรอบแทนที่หนังต่างชาติ และเสกความคึกคักแก่โรงภาพยนตร์รวมไปถึงจอหนังกลางแปลงทั่วฟ้าเมืองไทย ให้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของผู้ชม พร้อมกับสร้างสถิติทำรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่เข้าฉายในประเทศไทย ด้วยยอดรวมทั้งหมดทั่วประเทศที่ประเมินกันว่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งยังตอกย้ำความมีอิทธิพลของหนังไทยในย่านอาเซียน ด้วยการแผ่ความนิยมไปทุกประเทศทั่วภูมิภาค\n นอกจากจะเป็นการสร้างมิติอันแปลกใหม่ให้แก่เรื่องผีไทย ที่ได้รับการเล่าขานอยู่ในภาพยนตร์ซ้ำไปซ้ำมาเกือบศตวรรษ พี่มาก..พระโขนง จึงมีความสำคัญในฐานะที่มีอิทธิฤทธิ์ปลุกชีพมหรสพโรงภาพยนตร์ของไทย ให้ฟื้นตื่นขึ้นมามีชีวิตชีวาอย่างที่หนังไทยน้อยเรื่องจะเคยทำได้ในอดีต จนภาพยนตร์กลายเป็นความทรงจำร่วมของผู้คนในสมัยปัจจุบัน และบางทีอาจจะอยู่ยงคงกระพันเป็นตำนานของแฟนภาพยนตร์ในอนาคต อย่างเดียวกับที่ผีแม่นาคแห่งท้องทุ่งพระโขนง ได้สิงสถิตในความรับรู้ของคนไทยและอยู่คู่กรุงรัตนโกสินทร์มานานนับร้อย ๆ ปี \n","",""],
    [199,"ครั้งที่ 9","อาปัติ KARMA","2558","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง       สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล\nผู้อำนวยการสร้าง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ\nผู้กำกับ           ขนิษฐา ขวัญอยู่\nผู้เขียนบท         ขนิษฐา ขวัญอยู่\nผู้กำกับภาพ         กิตติพัฒน์ จินะทอง\nผู้ลำดับภาพ      ฐิติพันธ์ มหากิจกำพล\nผู้ออกแบบงานสร้าง ฐิติพันธ์ มหากิจกำพล\nผู้ทำดนตรีประกอบ อิทธิเชษฐ์ ฉวาง, พยนต์ เพิ่มสิทธิ์\nผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ศิริวรรณ ก้านชูช่อ\nผู้แสดง   ชาลี ปอทเจส, พลอย ศรนรินทร์, ดนัย จารุจินดา, อรรถพร ธีมากร, พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์, สรพงศ์ ชาตรี\n\n อาปัติ เป็นภาพยนตร์ไทยแนวสยองขวัญ เล่าเรื่องราวของ ซัน เด็กหนุ่มจากกรุงเทพฯ ผู้คึกคะนองและเคยถูกจองจำในสถานพินิจเพราะความผิดที่เคยก่อไว้ในอดีต เขาถูกบังคับให้มาบวชเป็นสามเณรยังวัดชนบทแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด จนทำให้ได้พบผู้คนมากมาย ตั้งแต่สาววัยรุ่นท้องถิ่นผู้ศรัทธาในความรักมากกว่าความเชื่อทางศาสนาและแอบมีใจให้เขา หลวงพี่ที่คอยดูแลเขาไม่ห่าง หลวงพ่อผู้เงียบขรึมและเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน ชายเฒ่าวิกลจริตที่ชอบมาปลงอาบัติใต้กุฏิที่เขาอยู่ ไปจนถึงเรื่องราวลึกลับดำมืดที่ถูกปกปิดไว้ภายในวัด ทั้งเรื่องชู้สาวระหว่างสีกากับพระ เหตุฆาตกรรมรวมทั้งผีเปรตที่ตามมาขอส่วนบุญและทวงคืนชีวิต  \n ผลงานเรื่องแรกของผู้กำกับหญิง ขนิษฐา ขวัญอยู่ นี้ เดิมมีชื่อว่า อาบัติ แต่ด้วยแก่นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระธรรมวินัยและความเชื่อเรื่องบาปกรรม ทำให้ อาบัติ ถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นศาสนา” ตั้งแต่ยังไม่ทันออกฉาย ก่อนที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์จะมีมติสั่งห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2558 ด้วยเหตุผลสี่ประการคือ ภาพยนตร์ปรากฏภาพสามเณรเสพของมึนเมา ภาพสามเณรใช้ความรุนแรง การพูดถึงความสัมพันธ์และใช้คำพูดเชิงชู้สาวที่ไม่เหมาะสม และการแสดงความไม่เคารพต่อพระพุทธรูป ในขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งได้ร่วมพิจารณาภาพยนตร์ด้วย ได้กล่าวว่า ภาพยนตร์แสดงออกถึงภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อศาสนาพุทธ หากนำออกฉาย ชาวพุทธอาจรับไม่ได้และเกิดความวุ่นวายตามมา ทำให้ อาบัติ ต้องเลื่อนการฉายรอบสื่อมวลชนในวันรุ่งขึ้น และรอบปฐมทัศน์ที่วางไว้ในวันที่ 15 ตุลาคมออกไป จนกว่าภาพยนตร์จะผ่านการพิจารณา\n การ “แบน” อาบัติ จุดชนวนให้ประเด็นเรื่องพระพุทธศาสนาและกระบวนการพิจารณาภาพยนตร์ที่เปิดโอกาสให้งานศิลปะพูดถึงแต่ด้านดีเพียงด้านเดียว กลับมาเป็นหัวข้อถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทยอีกครั้ง ทั้งในโลกออนไลน์และชีวิตจริง จนกระทั่งทีมผู้สร้างได้ตัดสินใจตัดทอนเนื้อหาบางฉากออกไป และเปลี่ยนชื่อจาก อาบัติ เป็น อาปัติ เพื่อส่งให้พิจารณาใหม่ในวันที่ 16 ตุลาคม 2558 ซึ่งคณะกรรมการฯ และพระสงฆ์ที่เคยได้ร่วมพิจารณาเมื่อคราวแรก ได้ใช้เวลาพิจารณากว่า 3 ชั่วโมง ก่อนจะมีมติให้ อาปัติ ออกฉายได้ในเรต “น18+” หรือเหมาะสมสำหรับผู้ชม\nที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และภาพยนตร์ได้ออกฉายทันทีในวันดังกล่าว \n แม้จะถูกพิพากษาจนต้องผ่าตัดตกแต่งและแจ้งชื่อใหม่ จึงจะได้รับโอกาสให้คลอดหลังกำหนด แต่ อาปัติ ซึ่งในขณะนั้นไม่มีพิษภัยต่อพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ยังได้เสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชม จนสามารถประสบความสำเร็จทางรายได้ และได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ต่อมา ขนิษฐาได้นำฉากต่าง ๆ ทั้งที่ไม่ได้ใช้ตั้งแต่ใน อาบัติ และถูกตัดออกไปใน อาปัติ มาตัดต่อเพื่อขยายเนื้อเรื่องใหม่ในชื่อว่า เปรต อาบัติ เมื่อส่งให้พิจารณาปรากฏว่า ฉากที่เคยตัดออกไปแล้วใน อาปัติ นั้น ก็ยังถูกขอให้ตัดออกไปเช่นเดิม แต่ฉากที่เพิ่มมาใหม่ยังสามารถคงไว้ได้ อาปัติ ฉบับที่เธอเรียกว่าเป็นฉบับ Director’s Cut นี้ จึงได้ออกฉายในโรงภาพยนตร์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 \n ปรากฏการณ์เหล่านี้ จึงส่งผลให้ อาปัติ หรือ อาบัติ เป็นเสมือนปรอทวัดอุณหภูมิความอ่อนไหวของสังคมไทยที่มีต่องานศิลปะว่าด้วยพระพุทธศาสนา ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่ายังคงมีจุดเดือดต่ำและอันตรายเกินกว่าจะแตะต้อง อย่างไรก็ตาม ผลงานซึ่งกำกับโดยเพศที่ยังคงไม่ได้รับโอกาสให้บวชเป็นบรรพชิตในเมืองไทยเรื่องนี้  ยังกล้าหาญที่จะถ่ายทอดให้เห็นถึงพระแท้และพระเทียมที่ปะปนกันอยู่ในสังคม รวมไปถึงประเด็นการตั้งคำถามของวัยรุ่นที่มีต่อความเชื่อและหลักปฏิบัติต่าง ๆ ของสงฆ์ นอกจากนั้น การที่ภาพยนตร์ได้หลอมรวมความเป็นหนัง “พระ” และหนัง “ผี” เข้าด้วยกันอย่างไม่อาจแยกขาด จึงทำให้ อาปัติ กลายเป็นภาพอุปมาที่ดีของศาสนาพุทธแบบไทยในปัจจุบัน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเอกสารบันทึกความคิดและอารมณ์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ของสังคมไทยที่มีต่อศาสนาและความเชื่อในยุคสมัยของพวกเขา\n","",""],
    [200,"ครั้งที่ 9","INSECTS IN THE BACKYARD แมลงรักในสวนหลังบ้าน ","2560","","","","","","ภาพยนตร์","","","ผู้อำนวยการสร้าง วริทธิ์พล จิวะสุรัตน์, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์, สุทธิเขตต์ คงถาวร, ทรงพล อินทเศียร\nผู้กำกับ   ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์\nผู้เขียนบท ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์\nผู้กำกับภาพ ภูมินทร์ ชินารดี\nผู้ลำดับภาพ ชาคร ไชยปรีชา, ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์, มานุสส วรสิงห์\nผู้ทำดนตรีประกอบ เอก โอตรวรรณะ, ชาคร ไชยปรีชา, ชาติชาย เกษนัส, สมภพ ใบแบเณ \nผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์, กฤษดา รัตนางกูร\nผู้แสดง   ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์, สุชาดา โรจน์มโนธรรม, นนท์ปวิธ \nด่านศรีบูรณ์, อนุพงษ์ สกุลมงคลลาภ, สตีเว่น ฟูเรอร์\n \n INSECTS IN THE BACKYARD เป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกที่ตั้งใจสร้างเพื่อออกฉายตามโรงภาพยนตร์ของ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ อดีตครูสอนภาษาอังกฤษ ผู้เคยมีผลงานภาพยนตร์อิสระทั้งสั้นและยาวก่อนหน้านี้จำนวนมาก แต่เมื่อธัญญ์วารินได้ยื่นคำขออนุญาตฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ต่อคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 ภายหลังจากที่ได้นำภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา และเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ มาแล้ว INSECTS IN THE BACKYARD กลับได้รับคำสั่ง\nไม่อนุญาตให้ฉาย เนื่องจาก “มีเนื้อหาขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” \n ภาพยนตร์อิสระที่ว่าด้วยเรื่องราวของกะเทย ผู้พยายามมอบความสุขในครอบครัวให้แก่น้องสาวและน้องชายวัยเรียนเรื่องนี้ จึงกลายเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ถูก “แบน” จากพระราชบัญญัติพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 หรือ “กฎหมายเรตติ้ง” ซึ่งเพิ่งมีผลบังคับใช้ก่อนหน้านั้นเพียง 1 ปี ส่งผลให้เกิดการถกเถียงและเรียกร้องถึงเสรีภาพในการแสดงออกของผู้สร้างงานในวงการภาพยนตร์ไทยอย่างกว้างขวาง เพราะแม้พระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีขึ้นเพื่อจัดแบ่งประเภทภาพยนตร์ให้เหมาะสมแต่ละช่วงวัย แต่ยังคงอำนาจให้คณะกรรมการพิจารณาในการสั่งห้ามฉายหรือตัดทอนเนื้อหาได้ ซึ่งไม่พัฒนาให้ก้าวพ้นไปจากพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. 2473 หรือ “กฎหมายเซนเซอร์” ฉบับเดิมที่ล้าหลังและใช้มายาวนานเกือบ 80 ปี \n เมื่ออุทธรณ์ไม่สำเร็จ ธัญญ์วารินจึงตัดสินใจฟ้องศาลปกครอง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554 โดยขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฉายภาพยนตร์เรื่อง INSECTS IN THE BACKYARD นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยที่คนทำหนังใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ\n แม้ศาลปกครองจะพิพากษายกฟ้องคำร้องของธัญญ์วาริน ในวันที่ 25 ธันวาคม 2558 แต่ศาลได้ชี้ว่า หากตัดฉากเพศสัมพันธ์ที่เห็นอวัยวะเพศนาน 3 วินาที ซึ่งถือเป็นสื่อลามกอนาจารผิดกฎหมายอาญาออก ภาพยนตร์ก็จะสามารถจัดฉายได้ในประเภท “ฉ20-” หรือห้ามผู้ชมที่อายุต่ำกว่า 20 ปีดู ธัญญ์วารินจึงยอมจำนนต่อคำแนะนำของศาลโดยยอมตัดภาพที่ถูกตัดสินว่าลามกอนาจาร 3 วินาทีนั้นออกไป เพื่อเป็นมนต์เสก แมลงรักในสวนหลังบ้าน ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ และออกฉายแบบจำกัดโรง เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 \n การต่อสู้ในศาลปกครองของภาพยนตร์ที่ถูกห้ามฉายซึ่งเท่ากับถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้วเรื่องนี้ จึงไม่เพียงแต่จะเป็นประวัติการณ์แห่งการไม่ยอมแพ้ต่อการถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพของผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์ไทยเท่านั้น แต่ แมลงรักในสวนหลังบ้าน ซึ่งเคยตายไปแล้ว 7 ปี ยังเป็นผีดิบที่ได้ก่อผลสะเทือนสำคัญครั้งหนึ่งต่อการพิจารณาภาพยนตร์ในประเทศไทย  \n นอกจากมิติเรื่องการห้ามฉาย INSECTS IN THE BACKYARD ยังถือเป็นหนังไทยอิสระขนาดยาวเรื่องแรก ๆ ที่เปิดประเด็นปะทะกับขนบธรรมเนียมของสังคมที่ไม่กล้าพูดความจริงซึ่งหน้า สังคมที่ถูกครอบงำด้วยมายาคติและอคติ ภาพยนตร์ของธัญญ์วารินนำเสนอเนื้อหาอย่างตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องเพศสภาพของพ่อแม่ผู้ปกครอง และการแสวงหาตัวตนของวัยรุ่นในสังคมปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยสถานะทางเพศอันมีทางเลือกได้หลากหลายกว่าชายหญิง ปัจจุบัน ธัญญ์วารินได้เพิ่มสถานะของตนเองด้วยการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นกะเทยแต่งหญิงคนแรกในรัฐสภาไทย และยังคงบทบาทนักรณรงค์ต่อสู้ให้สังคมไทยหันมาเรียนรู้และเข้าใจในประเด็นเรื่องสิทธิความหลากหลายและเท่าเทียมกันทางเพศอย่างต่อเนื่อง\n","",""],
    [201,"ครั้งที่ 10","VISIT OF SIAMESE BOY SCOUT TO JAPAN","2472","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","","ผู้สร้าง  The Osaka Mainichi, The Tokyo Nichi Nichi\n ภาพยนตร์บันทึกภาพเหตุการณ์การเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น ของคณะลูกเสือสยาม เมื่อ พ.ศ. 2472 ถ่ายทำโดยช่างถ่ายภาพยนตร์ของหนังสือพิมพ์ The Osaka Mainichi กับ The Tokyo Nichi Nichi และส่งมาถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ต่อมา ฟิล์มภาพยนตร์ 35 มม. นี้ ได้รับการเก็บรักษาไว้โดย รองสนิท โชติกเสถียร อดีตข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิดกับพระองค์ ก่อนที่ทายาทคือ สมสวาท โชติกเสถียร จะนำมามอบให้หอภาพยนตร์อนุรักษ์\n จากข้อมูลของหนังสือพิมพ์ในยุคนั้น พบว่าการเดินทางครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากองค์กรลูกเสือแห่งประเทศญี่ปุ่นได้เชิญให้รัฐบาลสยามส่งคณะลูกเสือจำนวน 20 คนไปเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างลูกเสือสองประเทศ โดยฝ่ายญี่ปุ่นออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ทางกระทรวงธรรมการจึงได้คัดเลือกลูกเสือชาวไทย ที่มีอายุระหว่าง 12 - 17 ปี มีความประพฤติเรียบร้อย กำลังร่างกายสมบูรณ์  รู้ภาษาอังกฤษดี และถ้าได้ภาษาญี่ปุ่นจะดีเลิศ รวมทั้งผู้ปกครองต้องยินยอม จนได้เป็นรายชื่อคณะลูกเสือสยาม ดังต่อไปนี้\n1. รองผู้ตรวจการ หลวงเสนอพจน์พากย์ ผู้ควบคุม\n2. รองผู้ตรวจการ หลวงสิทธิวุฒิ ผู้ควบคุม\n3. รองผู้กำกับเอก สนิท จูฑะรพ ผู้ช่วยผู้ควบคุม\n4. ส.อ. ม.ล. เอกชัย กำภู กองที่ 2 อายุ 16 ปี ร.ร.เทพศิรินทร์\n5. ส.อ. สง่า ชาตยานนท์ กองที่ 30 อายุ 16 ปี ร.ร.สวนกุหลาบ (แต่ต่อมาเป็นโรค\nตาแดง หายไม่ทัน  นายหมู่ลูกเสือโท พล สุขบัติ ร.ร.สวนกุหลาบ จึงไปแทน)\n6. ส.อ. วงศ์ บุนนาค กองที่ 81 อายุ 16 ปี 7 เดือน ร.ร. วชิราวุธวิทยาลัย\n7. ว่าที่รองผู้กำกับหมู่ พลับ ภาสบุตร กองที่ 4 อายุ 16 ปี ร.ร.บ้านสมเด็จ\n8. ส.อ. วิเชียร ดารายน กองที่ 69 อายุ 12 ปี 3 เดือน ร.ร.วัดสามพระยา\n9. นายหมู่ลูกเสือโท สงวน เผ่าทองสุข กองที่ 38 อายุ 14 ปี 5 เดือน ร.ร.วัดสุทธิฯ\n10. ส.อ. สมศรี ศรีวรรธนะ กองที่ 20 อายุ 16 ปี 1 เดือน ร.ร.โฆษิต\n11. ส.อ. เหลียน มัลลิกะมาลย์  กองที่ 13 อายุ 16 ปี ร.ร.วัดนวลนรดิศ\n12. นายหมู่ลูกเสือโท ศิริ โก๊วเจริญ กองที่ 34 อายุ 16ปี 4 เดือน ร.ร.ราชบพิธ\n13. ส.อ. ถวิล คุปตบุตร กองที่ 23 อายุ 15 ปี 11 เดือน ร.ร.บพิตรพิมุข\n14. ส.อ. สมัย บูรณ กองที่ 17 อายุ 13 ปี 4 เดือน ร.ร.ราชาธิวาส\n15. นายหมู่ลูกเสือตรี สิงห์ สืบแสง กอง 66 อายุ 16 ปี ร.ร.คริสเตียน\n16. ส.อ. บุญลือ กมลดิลก กองที่ 1 อายุ 16 ปี ร.ร.ประจำมณฑลพายัพ\n17. ส.อ. อินตุ้ม ธรรมไชย กองที่ 3 อายุ 16 ปี ร.ร.ปรินซ์รอแยล\n18. ส.อ. หยวก สุพานิตย์ กองที่ 15 อายุ 36 ปี ร.ร.ประจำมณฑลนครศรีฯ\n19. นายหมู่ลูกเสือโท ประดิษฐ์ ตันสุรัต กองที่ 74 อายุ 16 ปี 3 เดือน ร.ร.ปทุม\nคงคา\n20. ส.อ. ประยูร เนียมสกุล กองที่ 22 อายุ 15 ปี 11 เดือน ร.ร.พาณิชยการ\n21. นายหมู่ลูกเสือตรี ม.ล. ตุ๊ นวรัตน์ กองที่ 5 อายุ 14 ปี ร.ร.บวรนิเวศ\n\n คณะลูกเสือสยามออกเดินทางปลายสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกรกฎาคม 2472 โดยรถไฟสายใต้ ไปต่อเรือที่สิงคโปร์ ถึงท่าเรือโกเบวันที่ 9 กรกฎาคม แล้วเดินทางไปโอซากา ได้เข้าพบบุคคลสำคัญของเมือง เยี่ยมชมพระราชวังโอซากา และเล่นน้ำที่ชายหาดฮามาเดระ จากนั้นจึงเดินทางไปยังเมืองนารา ชมสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ภูเขามิกาสะ และวัดโทไดจิ ซึ่งมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงประดิษฐานอยู่ ต่อด้วยเมืองเกียวโต ซึ่งได้ทำกิจกรรมกับคณะลูกเสือของเมือง และเข้าชมสวนสัตว์เกียวโตร่วมกัน ก่อนจะเดินทางไปยังกรุงโตเกียว ทัศนศึกษาสถานที่สำคัญ เช่น พระราชวังหลวง  องค์กรลูกเสือแห่งประเทศญี่ปุ่น อาคารสำนักงานของหนังสือพิมพ์ The Tokyo Nichi Nichi ศาลเจ้าเมจิ เคารพหลุมศพของผู้ก่อตั้งลูกเสือญี่ปุ่น รวมทั้งชมการแข่งขันเบสบอล กีฬายอดนิยมของประเทศ \n ในช่วงท้ายของการเดินทาง ภาพยนตร์ถ่ายทอดให้เห็นภาพคณะลูกเสือสยามและญี่ปุ่นแลกเปลี่ยนสัมพันธไมตรี จับมือและเกี่ยวแขนร้องเพลงร่วมกันอย่างมีความสุข นอกจากนี้คณะลูกเสือสยาม ยังได้ถวายการต้อนรับเจ้าชายชิจิบุพระอนุชาของสมเด็จพระจักรพรรดิ ซึ่งได้เสด็จทอดพระเนตร ขณะที่คณะพักแรมอยู่ที่ค่ายลูกเสือคุสะคะเบะ รวมทั้งปรากฏให้เห็นภาพคณะลูกเสือสยามทำการแสดงการต่อสู้ประกอบดนตรีภายในค่ายอย่างคึกคักสนุกสนาน ก่อนที่จะเดินทางกลับ โดยออกจากท่าเรือเมืองโยโกฮามาเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ถึงสิงคโปร์วันที่ 29 สิงหาคม และขึ้นรถไฟกลับพระนคร\n\n ภาพยนตร์นี้จึงมีคุณค่าเป็นหน้าหนึ่งของประวัติลูกเสือไทยในยุคแรก ๆ ที่ได้รับการส่งเสริมกิจการให้ออกไปร่วมชุมนุมและศึกษาดูงานต่างประเทศ ทั้งยังแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับสยามในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2  ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ได้บันทึกความมีชีวิตชีวา ร่าเริงปราดเปรียว สามัคคีและเข้าระเบียบวินัยของเด็กหนุ่มสยามในวัยเรียน ที่ได้รับโอกาสให้ไปเรียนรู้และเชื่อมสัมพันธ์กับโลกภายนอก\n","","https://youtu.be/sGrt5oGs9f8?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [202,"ครั้งที่ 10","คำสั่งคำสาป DEAD MAN’S VOICE\nฉบับที่ 1","2494","เซานด์ม๊าสเตอร์","","เบอร์เน๊ท ลาม๊อนท์","กุมุท จันทร์เรือง","อารี โทณะวณิก, สวลี ผกาพันธุ์, วสันต์ สุนทรปักษิน, มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา, สุคนธ์ แก้วอำไพ, อมร เศวตนันท์, อมฤต ตันกุลรัตน์, เฉลิม เศวตนันท์, อุโฆษ จันทร์เรือง, ประหยัด ศ. นาคะนาท, พจนา สาคริก","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาวดำ / เสียง / 138 นาที","สงครามเย็น สำนักข่าวสารอเมริกัน สหรัฐอเมริกา  ยูซิส United States Information Service – USIS เสรีนิยม คอมมิวนิสต์ ","ในยุคเริ่มต้นของสงครามเย็น ช่วงทศวรรษ 2490 เมื่อสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาจัดตั้งสำนักข่าวสารอเมริกัน หรือที่เรียกกันว่า “ยูซิส” (United States Information Service – USIS) ขึ้นในเมืองไทย เพื่อเผยแพร่ลัทธิเสรีนิยมและต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ “ภาพยนตร์” ได้กลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่ทรงพลังที่สุดของการโฆษณาชวนเชื่อที่ยูซิสนำมาใช้ครอบงำความคิดผู้คนทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์สารคดี การ์ตูน และที่สำคัญที่สุดคือภาพยนตร์ดำเนินเรื่อง \nภาพยนตร์เหล่านี้มีทั้งที่สำนักข่าวสารอเมริกันสร้างขึ้นเอง และสนับสนุนทุนให้แก่ผู้สร้างหนังในเมืองไทย แม้จะมีการทำสำเนาขึ้นมาหลายชุด เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ นำออกไปเผยแพร่แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง แต่เมื่อสำนักข่าวสารอเมริกันหมดบทบาทลงหลังสิ้นสุดสงครามเย็น “หนังยูซิส” ได้ถูกทำลายลงไปจำนวนมาก โดยมีเพียงบางส่วนที่เหลือรอดมาให้หอภาพยนตร์ได้อนุรักษ์ไว้ แม้จะอยู่ในสภาพที่ร่อแร่ แต่ก็กลายเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์\nกระทั่ง ปี พ.ศ. 2562 หอภาพยนตร์จึงพบว่ามีหนังยูซิสที่เคยสร้างเพื่อจัดฉายในเมืองไทย ได้รับการเก็บรักษาไว้ในสภาพสมบูรณ์ ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐอเมริกา \n(National Archives and Records Administration - NARA) และบางเรื่องนั้นไม่มีอยู่ในคลังอนุรักษ์ของหอภาพยนตร์ หนึ่งในนั้นคือภาพยนตร์เรื่อง คำสั่งคำสาป ซึ่งมีทั้งหมด 2 ฉบับ คือ ฉบับที่แปลงสัญญาณมาจากฟิล์ม 16 มม. มีความยาว 138 นาที และฉบับที่มาจากฟิล์ม 35 มม. มีความยาว 102 นาที\nก่อนหน้านี้ หอภาพยนตร์ทราบข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้จาก วสันต์ สุนทรปักษินซึ่งเป็นผู้แสดงหลักของเรื่องว่าภาพยนตร์มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Dead Man’s Voice สร้างในปี พ.ศ. 2494 ต่อมา เมื่อจัดทำภาพยนตรานุกรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 จึงได้พบข้อมูลเรื่องย่อจากนิตยสารตุ๊กตาทอง พ.ศ. 2497 ซึ่งระบุว่า คำสั่งคำสาป ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ปีดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีบทสัมภาษณ์ของ สวลี ผกาพันธุ์ ที่ให้ข้อมูลว่าภาพยนตร์ถ่ายทำที่โรงถ่ายไทยฟิล์ม โรงถ่ายสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย\nเมื่อค้นพบภาพยนตร์ซึ่งมีทั้งหมด 2 ฉบับในความยาวที่แตกต่างกัน หอภาพยนตร์จึงได้หาข้อมูลเพิ่มเติมและพบข้อเขียนของ ประหยัด ศ. นาคะนาท ที่กล่าวถึงการถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ในหนังสืองานศพของ อุโฆษ จันทร์เรือง เมื่อนำมาประกอบกับข้อมูลเดิม ทำให้สันนิษฐานได้ว่า คำสั่งคำสาป หรือ Dead Man’s Voice สร้างในปี พ.ศ. 2494 และตัดต่อออกมาในความยาวตามฉบับของฟิล์ม 16 มม. ซึ่งขึ้นชื่อผู้สร้างว่า “บริษัทเซานด์ม๊าสเตอร์” ตรงกับที่ประหยัดระบุไว้ แต่เกิดปัญหาเรื่องการจัดจำหน่าย จึงไม่ได้จัดฉาย \nต่อมาปี 2497 จึงมีผู้นำมาจัดฉายในโรงภาพยนตร์ของไทย โดยตัดต่อใหม่ให้สั้นลงกว่าเดิม เป็นความยาวตามฉบับของฟิล์ม 35 มม. ซึ่งขึ้นชื่อผู้สร้างว่า “บริษัทภาพยนตร์อิสรภาพ” อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐฯ ได้ระบุชัดเจนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดย U.S. Information Agency (USIA) สำนักงานใหญ่ที่สหรัฐอเมริกา ของสำนักข่าวสารอเมริกันที่จัดตั้งไว้ตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยมีชื่อภาษาอังกฤษของภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า The Command That Dooms \nคำสั่งคำสาป จึงนับได้ว่าเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์เรื่องแรกสุดในเมืองไทย เท่าที่มีการค้นพบ และเนื้อหาของภาพยนตร์ยังแตกต่างจากหนังยูซิสในยุคหลังปี 2500 ที่มักแสดงภาพความเลวร้ายของกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีต่อชาวบ้านในชนบทห่างไกลเป็นหลัก แต่ใน คำสั่งคำสาป ภาพยนตร์มีฉากหลังอยู่ในกรุงเทพฯ โดยดำเนินเรื่องผ่านกลุ่มคนหนุ่มที่มีทั้งนักสืบและนักวิชาการ ซึ่งร่วมกันสืบหาเบื้องหลังของเหตุการณ์ลึกลับ เมื่อรูปปั้นของ ดร.ทองคำ นักวิทยาศาสตร์ผู้มีใจรักในประชาธิปไตยและมีผู้คนศรัทธาเป็นจำนวนมาก กลับเปล่งเสียงเชิญชวนให้ผู้คนเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์ ซ้ำยังเกิดเหตุฆาตกรรมปริศนาภายในบ้าน\nจุดเด่นที่สำคัญของ คำสั่งคำสาป คือการที่ทีมงานสร้างภาพยนตร์มาจากสหรัฐอเมริกา ภาพยนตร์จึงถ่ายทำและดำเนินเรื่องแบบเดียวกับหนังฮอลลีวูดคลาสสิกในยุคนั้น ทั้งบรรยากาศ การจัดแสง มุมกล้อง เทคนิคการบันทึกเสียง รวมไปถึงการแสดง ซึ่งดูแตกต่างอย่างชัดเจนจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ  จนน่าทึ่ง โดยในปี พ.ศ. 2494 ที่มีการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ วงการภาพยนตร์ไทยเพิ่งตั้งต้นขึ้นใหม่จากพิษภัยของสงครามโลกครั้งที่ 2 และนักแสดงหลักหลายคนของเรื่องล้วนโด่งดังมาก่อนจากละครเวทีที่เฟื่องฟูในระหว่างช่วงสงคราม ทั้ง วสันต์ สุนทรปักษิน, สวลี ผกาพันธุ์, มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา, อารี โทณะวณิก, อุโฆษ จันทร์เรือง, สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม, เฉลิม เศวตนันท์ โดยผู้ประพันธ์เรื่องคือ กุมุท จันทร์เรือง ก็เป็นหนึ่งในนักเขียนบทละครเวทีที่มีชื่อเสียงที่สุดในเวลานั้น นอกจากนี้ยังมี ประหยัด ศ. นาคะนาท นักเขียน นักหนังสือพิมพ์นามปากกา “นายรำคาญ” ซึ่งต่อมาเป็นผู้มีบทบาทในฐานะนักต่อต้านคอมมิวนิสต์คนสำคัญด้านสังคมและการเมืองไทย มารับบทบาทร่วมกับนักแสดงคนอื่น ๆ ที่มีรายชื่อปรากฏในเครดิต คือ อมร เศวตนันท์, อมฤต ตันกุลรัตน์ และ พจนา สาคริก \nการค้นพบ คำสั่งคำสาป ทั้ง 2 ฉบับ จึงมีความสำคัญในหลายมิติ ทั้งในแง่หลักฐานชิ้นแรก ๆ ของการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ผ่านสื่อภาพยนตร์ในเมืองไทย ที่สร้างออกมาในรูปแบบหนังฮอลลีวูดคลาสสิก และในแง่บทบันทึกทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยในช่วงที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านมาจากละครเวที รวมถึงเป็นประจักษ์พยานให้แก่ฝีมือการแสดงของดาราชื่อดังในอดีตที่มีผลงานหลงเหลือมาในปัจจุบันเพียงน้อยนิด\n","",""],
    [203,"ครั้งที่ 10","คำสั่งคำสาป DEAD MAN’S VOICE\nฉบับที่ 2","2497","ภาพยนตร์อิสรภาพ","","","กุมุท จันทร์เรือง","อารี โทณะวณิก, สวลี ผกาพันธุ์, วสันต์ สุนทรปักษิน, มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา, สุคนธ์ แก้วอำไพ, อมร เศวตนันท์, อมฤต ตันกุลรัตน์, เฉลิม เศวตนันท์, อุโฆษ จันทร์เรือง, ประหยัด ศ. นาคะนาท, พจนา สาคริก","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 มม. / ขาวดำ / เสียง / 102 นาที","สงครามเย็น สำนักข่าวสารอเมริกัน สหรัฐอเมริกา  ยูซิส United States Information Service – USIS เสรีนิยม คอมมิวนิสต์ ","ในยุคเริ่มต้นของสงครามเย็น ช่วงทศวรรษ 2490 เมื่อสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาจัดตั้งสำนักข่าวสารอเมริกัน หรือที่เรียกกันว่า “ยูซิส” (United States Information Service – USIS) ขึ้นในเมืองไทย เพื่อเผยแพร่ลัทธิเสรีนิยมและต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ “ภาพยนตร์” ได้กลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่ทรงพลังที่สุดของการโฆษณาชวนเชื่อที่ยูซิสนำมาใช้ครอบงำความคิดผู้คนทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์สารคดี การ์ตูน และที่สำคัญที่สุดคือภาพยนตร์ดำเนินเรื่อง \nภาพยนตร์เหล่านี้มีทั้งที่สำนักข่าวสารอเมริกันสร้างขึ้นเอง และสนับสนุนทุนให้แก่ผู้สร้างหนังในเมืองไทย แม้จะมีการทำสำเนาขึ้นมาหลายชุด เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ นำออกไปเผยแพร่แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง แต่เมื่อสำนักข่าวสารอเมริกันหมดบทบาทลงหลังสิ้นสุดสงครามเย็น “หนังยูซิส” ได้ถูกทำลายลงไปจำนวนมาก โดยมีเพียงบางส่วนที่เหลือรอดมาให้หอภาพยนตร์ได้อนุรักษ์ไว้ แม้จะอยู่ในสภาพที่ร่อแร่ แต่ก็กลายเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์\nกระทั่ง ปี พ.ศ. 2562 หอภาพยนตร์จึงพบว่ามีหนังยูซิสที่เคยสร้างเพื่อจัดฉายในเมืองไทย ได้รับการเก็บรักษาไว้ในสภาพสมบูรณ์ ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐอเมริกา \n(National Archives and Records Administration - NARA) และบางเรื่องนั้นไม่มีอยู่ในคลังอนุรักษ์ของหอภาพยนตร์ หนึ่งในนั้นคือภาพยนตร์เรื่อง คำสั่งคำสาป ซึ่งมีทั้งหมด 2 ฉบับ คือ ฉบับที่แปลงสัญญาณมาจากฟิล์ม 16 มม. มีความยาว 138 นาที และฉบับที่มาจากฟิล์ม 35 มม. มีความยาว 102 นาที\nก่อนหน้านี้ หอภาพยนตร์ทราบข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้จาก วสันต์ สุนทรปักษินซึ่งเป็นผู้แสดงหลักของเรื่องว่าภาพยนตร์มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Dead Man’s Voice สร้างในปี พ.ศ. 2494 ต่อมา เมื่อจัดทำภาพยนตรานุกรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 จึงได้พบข้อมูลเรื่องย่อจากนิตยสารตุ๊กตาทอง พ.ศ. 2497 ซึ่งระบุว่า คำสั่งคำสาป ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ปีดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีบทสัมภาษณ์ของ สวลี ผกาพันธุ์ ที่ให้ข้อมูลว่าภาพยนตร์ถ่ายทำที่โรงถ่ายไทยฟิล์ม โรงถ่ายสำคัญในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย\nเมื่อค้นพบภาพยนตร์ซึ่งมีทั้งหมด 2 ฉบับในความยาวที่แตกต่างกัน หอภาพยนตร์จึงได้หาข้อมูลเพิ่มเติมและพบข้อเขียนของ ประหยัด ศ. นาคะนาท ที่กล่าวถึงการถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ในหนังสืองานศพของ อุโฆษ จันทร์เรือง เมื่อนำมาประกอบกับข้อมูลเดิม ทำให้สันนิษฐานได้ว่า คำสั่งคำสาป หรือ Dead Man’s Voice สร้างในปี พ.ศ. 2494 และตัดต่อออกมาในความยาวตามฉบับของฟิล์ม 16 มม. ซึ่งขึ้นชื่อผู้สร้างว่า “บริษัทเซานด์ม๊าสเตอร์” ตรงกับที่ประหยัดระบุไว้ แต่เกิดปัญหาเรื่องการจัดจำหน่าย จึงไม่ได้จัดฉาย \nต่อมาปี 2497 จึงมีผู้นำมาจัดฉายในโรงภาพยนตร์ของไทย โดยตัดต่อใหม่ให้สั้นลงกว่าเดิม เป็นความยาวตามฉบับของฟิล์ม 35 มม. ซึ่งขึ้นชื่อผู้สร้างว่า “บริษัทภาพยนตร์อิสรภาพ” อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐฯ ได้ระบุชัดเจนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดย U.S. Information Agency (USIA) สำนักงานใหญ่ที่สหรัฐอเมริกา ของสำนักข่าวสารอเมริกันที่จัดตั้งไว้ตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยมีชื่อภาษาอังกฤษของภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า The Command That Dooms \nคำสั่งคำสาป จึงนับได้ว่าเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์เรื่องแรกสุดในเมืองไทย เท่าที่มีการค้นพบ และเนื้อหาของภาพยนตร์ยังแตกต่างจากหนังยูซิสในยุคหลังปี 2500 ที่มักแสดงภาพความเลวร้ายของกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีต่อชาวบ้านในชนบทห่างไกลเป็นหลัก แต่ใน คำสั่งคำสาป ภาพยนตร์มีฉากหลังอยู่ในกรุงเทพฯ โดยดำเนินเรื่องผ่านกลุ่มคนหนุ่มที่มีทั้งนักสืบและนักวิชาการ ซึ่งร่วมกันสืบหาเบื้องหลังของเหตุการณ์ลึกลับ เมื่อรูปปั้นของ ดร.ทองคำ นักวิทยาศาสตร์ผู้มีใจรักในประชาธิปไตยและมีผู้คนศรัทธาเป็นจำนวนมาก กลับเปล่งเสียงเชิญชวนให้ผู้คนเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์ ซ้ำยังเกิดเหตุฆาตกรรมปริศนาภายในบ้าน\nจุดเด่นที่สำคัญของ คำสั่งคำสาป คือการที่ทีมงานสร้างภาพยนตร์มาจากสหรัฐอเมริกา ภาพยนตร์จึงถ่ายทำและดำเนินเรื่องแบบเดียวกับหนังฮอลลีวูดคลาสสิกในยุคนั้น ทั้งบรรยากาศ การจัดแสง มุมกล้อง เทคนิคการบันทึกเสียง รวมไปถึงการแสดง ซึ่งดูแตกต่างอย่างชัดเจนจากหนังไทยเรื่องอื่น ๆ  จนน่าทึ่ง โดยในปี พ.ศ. 2494 ที่มีการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ วงการภาพยนตร์ไทยเพิ่งตั้งต้นขึ้นใหม่จากพิษภัยของสงครามโลกครั้งที่ 2 และนักแสดงหลักหลายคนของเรื่องล้วนโด่งดังมาก่อนจากละครเวทีที่เฟื่องฟูในระหว่างช่วงสงคราม ทั้ง วสันต์ สุนทรปักษิน, สวลี ผกาพันธุ์, มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา, อารี โทณะวณิก, อุโฆษ จันทร์เรือง, สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม, เฉลิม เศวตนันท์ โดยผู้ประพันธ์เรื่องคือ กุมุท จันทร์เรือง ก็เป็นหนึ่งในนักเขียนบทละครเวทีที่มีชื่อเสียงที่สุดในเวลานั้น นอกจากนี้ยังมี ประหยัด ศ. นาคะนาท นักเขียน นักหนังสือพิมพ์นามปากกา “นายรำคาญ” ซึ่งต่อมาเป็นผู้มีบทบาทในฐานะนักต่อต้านคอมมิวนิสต์คนสำคัญด้านสังคมและการเมืองไทย มารับบทบาทร่วมกับนักแสดงคนอื่น ๆ ที่มีรายชื่อปรากฏในเครดิต คือ อมร เศวตนันท์, อมฤต ตันกุลรัตน์ และ พจนา สาคริก \nการค้นพบ คำสั่งคำสาป ทั้ง 2 ฉบับ จึงมีความสำคัญในหลายมิติ ทั้งในแง่หลักฐานชิ้นแรก ๆ ของการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ผ่านสื่อภาพยนตร์ในเมืองไทย ที่สร้างออกมาในรูปแบบหนังฮอลลีวูดคลาสสิก และในแง่บทบันทึกทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยในช่วงที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านมาจากละครเวที รวมถึงเป็นประจักษ์พยานให้แก่ฝีมือการแสดงของดาราชื่อดังในอดีตที่มีผลงานหลงเหลือมาในปัจจุบันเพียงน้อยนิด\n","",""],
    [204,"ครั้งที่ 10","ภาพยนตร์บริการข่าวสารไทย","2497","บริการข่าวสารไทย จำกัด ","","","","","ภาพยนตร์ข่าว","ฟิล์ม 16 มม. / ขาวดำ / เสียง / 9.05 นาที","","ผู้สร้าง   บริษัท บริการข่าวสารไทย จำกัด \n\n ภาพยนตร์ข่าวสำหรับฉายตามโรงภาพยนตร์ ในสมัยที่โรงภาพยนตร์ยังมีความจำเป็นต้องฉายหนังข่าว หนังสารคดี  ประกอบไปกับหนังเรื่องทั่วไป  ภาพยนตร์นี้ผลิตโดย บริษัท บริการข่าวสารไทย (Thai Information Service) ซึ่งสันนิษฐานว่าได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2  ดำเนินการโดย ตระกูลวิทยาพานิช ซึ่งนอกจากผลิตภาพยนตร์ข่าว ยังพบหลักฐานว่า ในปี 2500 ได้ไปลงทุนสร้างภาพยนตร์เรื่อง องคุลีมาล ที่ประเทศอินเดีย เพื่อฉลองกึ่งพุทธกาล แต่ภาพยนตร์ได้ออกฉายจริงในปี พ.ศ. 2503\n ปัจจุบัน มีการค้นพบภาพยนตร์ข่าวของบริษัท บริการข่าวสารไทย นี้ เพียงม้วนเดียว เป็นฟิล์มภาพยนตร์ 16 มม. ขาวดำ ซึ่งหอภาพยนตร์ได้รับมอบรวมอยู่ในภาพยนตร์ต่าง ๆ ที่ เรืองยศ พิบูลสงคราม ลูกสะใภ้ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นำมามอบให้หอภาพยนตร์ เมื่อราวสิบปีก่อน \n ลักษณะของภาพยนตร์ข่าวนี้ เป็นการประมวลข่าวเหตุการณ์สำคัญและเรื่องน่าสนใจที่เกิดขึ้นในประเทศและต่างประเทศในรอบเวลา ซึ่งสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นรอบสองสัปดาห์หรือรายปักษ์ โดยมีเสียงผู้บรรยายข่าวและเสียงดนตรีประกอบทั้งม้วน  \n ภาพยนตร์ประกอบด้วยข่าวทั้งหมด 8 ข่าว เริ่มต้นด้วยข่าวพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินจากวังไกลกังวล หัวหิน ไปทรงประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระปรางค์ วัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2497  โดยมีประชาชนเฝ้ารับเสด็จอย่างเนืองแน่น  จากนั้นจึงเป็นข่าวศาสนา ว่าด้วยคณะผู้แทนพุทธศาสนิกชนแห่งประเทศเนปาล ได้มานมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม  หลังกลับจากการไปร่วมพิธีสังคายนาที่ย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยมีการประทักษิณาวัตรหรือเดินเวียนขวาเพื่อแสดงการเคารพบูชารอบพระศรีมหาโพธิ์ และนมัสการพระร่วงโรจนฤทธิ์\n ถัดมาเป็นข่าวเกี่ยวกับการทหาร ประกอบด้วย ข่าววันที่ 18 มิถุนายน 2497 เมื่อทหารไทยซึ่งไปร่วมรบในสงครามเกาหลี ได้เดินทางกลับพระนครโดยทางเรือ เข้าจอดที่ท่าเรือกรุงเทพฯ คลองเตย ท่ามกลางการต้อนรับอย่างเอิกเกริกของทางราชการและประชาชน และข่าวพิธีสวนสนามของกองอาสารักษาดินแดน เมื่อวันที่  24 มิถุนายน 2497 ซึ่งเป็นวันชาติในขณะนั้น โดยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานธงประจำกอง กองอาสารักษาดินแดน ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า \n ข่าวที่ 5 เป็นข่าว วิลเลียม โฮลเดน พระเอกฮอลลีวูดซึ่งเพิ่งได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเรื่อง Stalag 17 เดินทางมาเยือนประเทศไทย ในวันที่ 27 มิถุนายน 2497  ต่อด้วยข่าว สวนสัตว์ดุสิต ที่เขาดินวนา กรุงเทพฯ สวนสัตว์ในความทรงจำของคนไทยซึ่งปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว แต่ในขณะนั้น สวนสัตว์แห่งนี้เพิ่งได้รับการโอนกิจการมาอยู่ในการดูแลขององค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์ พ.ศ. 2497 ข่าวจึงแสดงให้เห็นการบูรณะสวนสัตว์ให้เป็นที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ อีกทั้งยังมีสัตว์ต่าง ๆ เพิ่มเข้ามา ทั้งฮิปโปโปเตมัส  ช้างไทยซึ่งรอรับประชาชนเที่ยวชม รวมถึงหมีและสัตว์อื่น ๆ ซึ่งอยู่มากมายในสวนสัตว์\n สองข่าวสุดท้าย เป็นข่าวต่างประเทศ เริ่มด้วยประเทศกัมพูชา (ในภาพยนตร์สะกดว่า กำพูชา)  ประเทศเพื่อนบ้านที่เพิ่งได้รับเอกราชในปี 2496 ข่าวถ่ายทอดให้เห็นแม่น้ำและเมืองพระตะบอง รวมทั้งบรรยายให้ทราบว่า กัมพูชากำลังอยู่ในสภาพเตรียมสงครามอย่างเต็มที่ มีภาพกองอาสารักษาดินแดน สวนสนามเฉพาะพระพักตร์พระเจ้านโรดมสีหนุ และมีดำเนินการฝึกกองอาสารักษาดินแดนตามหมู่บ้านต่าง ๆ  ก่อนจะจบลงด้วยข่าวสุดท้าย เป็นข่าวเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น  พาไปชมบรรยากาศยามราตรีในกรุงโตเกียว ซึ่งกำลังฟื้นจากความพินาศในสงครามโลก ครั้งที่ 2  ถ่ายทอดให้เห็นคนแต่งกายเป็นชาลี แชปปลิน เดินตามถนนเพื่อโฆษณาสินค้า และเมืองที่กำลังก้าวหน้าไปสู่โลกทุนนิยม  \n ภาพยนตร์บริการข่าวสารไทย เพียงม้วนเดียวที่เหลืออยู่นี้ จึงนับเป็นตัวอย่างอันหายากของภาพยนตร์ข่าวของไทย ก่อนที่กิจการโทรทัศน์จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานต่อมาและแย่งบทบาทของการเสนอภาพยนตร์ข่าวไปจากโรงภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังเป็นจดหมายเหตุ\n ที่แม้จะจดบันทึกเรื่องราวในช่วงสั้น ๆ  ของปี พ.ศ. 2497 หากแต่มีคุณค่าให้อนุชนได้เห็นทั้งสิ่งที่เป็นความทรงจำของสังคมและไม่หลงเหลืออยู่แล้วในปัจจุบัน รวมถึงสภาพบ้านเมืองไทยและต่างประเทศ ที่กำลังดำเนินไปท่ามกลางรอยต่อระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ 2 และสงครามเย็น\n","",""],
    [205,"ครั้งที่ 10","เบื้องหลังหนังไทย เหนือเกล้า","2510","สำนักงาน วิช วัชรา ","","","","","เบื้องหลัง ภาพยนตร์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาวดำ / เงียบ / 40.11 นาที","","ผู้สร้าง สำนักงาน วิช วัชรา \n\nภาพยนตร์ ปี 2510 เรื่องนี้ เป็นหนึ่งในผลงานที่สำนักงาน วิช วัชรา ของ วิเชียร สงวนไทย อดีตนักข่าวบันเทิงชื่อดัง ผลิตขึ้นเป็นรายการโทรทัศน์ เพื่อนำเสนอเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยเรื่องต่าง ๆ ที่กำลังสร้าง โดยออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 ในช่วงกลางวันของวันหยุดเสาร์ - อาทิตย์\nแม้ว่าในขณะนั้นโทรทัศน์ยังไม่แพร่หลาย และไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ แต่การนำเสนอภาพยนตร์ในรายการเบื้องหลังหนังไทยนี้ ย่อมมีผลต่อการส่งเสริมการตลาด ให้ผู้ชมที่เป็นแฟนหนังไทยคอยติดตามไปชมเมื่อภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ เข้าโรงฉาย  เจ้าของหรือผู้สร้างภาพยนตร์จึงน่าจะมีส่วนสนับสนุนในการผลิตรายการ และเมื่อออกอากาศแล้วผู้ผลิตจึงมอบฟิล์มให้แก่เจ้าของภาพยนตร์ อย่างเช่นกรณีเบื้องหลังหนังไทยเรื่อง เหนือเกล้า นี้ หอภาพยนตร์ได้รับบริจาคฟิล์มจาก บำเทอง โชติชูตระกูล ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง เหนือเกล้า ซึ่งคงได้รับมาจากผู้ผลิตรายการ  \nเหนือเกล้า ออกฉายในปี พ.ศ. 2510 นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา และ เพชรา เชาวราษฎร์ ถ่ายทำในรูปแบบฟิล์ม 16 มม. พากย์ ซึ่งเป็นวิธีการถ่ายทำที่ผู้สร้างหนังไทยในขณะนั้นนิยม ภาพยนตร์เบื้องหลังหนังไทยเรื่องนี้ จึงได้ถ่ายทอดให้เห็นการทำงานในรูปแบบดังกล่าวอันเป็นเอกลักษณ์ของหนังไทยยุคหนึ่ง ทั้งอุปกรณ์การถ่ายทำ ฉากในโรงถ่ายและนอกสถานที่ ทีมงาน โดยเฉพาะผู้กำกับบท ซึ่งสามารถบอกบทสด ๆ ให้แก่นักแสดงขณะถ่ายทำได้ เนื่องจากไม่มีการบันทึกเสียง แต่ใช้วิธีการพากย์สดในโรงภาพยนตร์\nนอกจาก มิตร – เพชรา ดาราคู่ขวัญอันดับหนึ่งในตอนนั้น ภาพยนตร์ยังปรากฏให้เห็นนักแสดงคนสำคัญที่ร่วมแสดง เช่น สมจิตต์ ทรัพย์สำรวย, ล้อต๊อก, สมพงษ์ พงษ์มิตร, ชุมพร เทพพิทักษ์ ฯลฯ รวมถึงผู้กำกับคือ รังสี ทัศนพยัคฆ์ เจ้าของฉายา “เสือปืนไว” จากความสามารถในการถ่ายภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ๆ ได้เร็วกว่าผู้กำกับทั่วไป โดยเฉพาะการใช้เทคนิคถ่ายเจาะ หมายถึง การถ่ายดาราที่ได้คิวมาให้ได้มากฉากที่สุด แล้วค่อยไปตัดต่อกับดาราคนอื่น ซึ่งอยู่ร่วมฉากแต่ไม่ได้มาถ่ายทำด้วยกัน ทำให้ประหยัดทั้งเวลาและคิวดารา รวมทั้งตัวเขาเองสามารถกำกับภาพยนตร์พร้อม ๆ กันได้ถึง 2 - 3 เรื่องในเวลาเดียวกัน นอกจากบรรยากาศในกองถ่าย ยังมีภาพเหตุการณ์ที่ดูเหมือนเป็นชีวิตที่บ้านพักของ “ครูรังสี” เห็นภรรยาและลูกชาย เด็กชายตุ๊ดติ่ง ทัศนพยัคฆ์ ซึ่งมีผลงานแสดงเป็นตัวละครเด็กในภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง \nบำเทอง โชติชูตระกูล ผู้อำนวยการสร้าง เหนือเกล้า ก็ได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์เบื้องหลังนี้ด้วย เมื่อเขาได้ขึ้นมอบซองแก่บุคคลผู้หนึ่งบนเวทีมวย ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเวทีมวยที่มีการแข่งขันชกมวยการกุศล และทางผู้สร้างภาพยนตร์ได้ขอเข้าไปถ่ายภาพยนตร์ ในฉากแข่งขันชกมวยของ มิตร ชัยบัญชา นอกจากเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ บำเทองยังเป็นที่รู้จักในฐานะเพื่อนสนิทของ มิตร ชัยบัญชา ที่คลุกคลีกันมาตั้งแต่สมัยเรียน โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า เหนือเกล้า เป็นหนึ่งในผลงานที่มิตรรักมากที่สุด เพราะส่วนหนึ่งอ้างอิงมาจากชีวิตจริงของเขาที่เคยเป็นนักมวย และมิตรได้ขึ้นไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ที่โรงภาพยนตร์คาร์เธย์หลายสิบครั้ง \nอีกส่วนที่สำคัญของภาพยนตร์ชุดนี้ คือ การได้เห็นสภาพของผู้คนในท้องถิ่นเดินทางมาดูการถ่ายทำนอกสถานที่ อย่างที่เรียกกันว่าไทยมุง ซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาลและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา รวมถึงเห็นบุคลิกการวางตัวของนักแสดงภาพยนตร์กับประชาชน โดยเฉพาะ มิตร และ เพชรา ผู้เป็นดารายอดนิยม และไม่ได้มีโอกาสพบปะแฟน ๆ ในต่างจังหวัดบ่อยครั้งเหมือนนักแสดงในทุกวันนี้ การมาถึงของพวกเขาในกองถ่ายหนังจึงถือเป็นวาระสำคัญที่ชาวบ้านที่จะได้สัมผัสตัวจริงของดาราขวัญใจ\nฟิล์มภาพยนตร์บันทึกเบื้องหลังหนังไทยเรื่อง เหนือเกล้า นี้ เป็นฉบับก่อนที่จะตัดต่อใช้จริง และมิได้บันทึกเสียงในฟิล์ม เนื่องจากใช้การบรรยายสดในสถานีขณะออกอากาศ อีกทั้งหอภาพยนตร์ไม่ได้รับบทบรรยายมาด้วย รวมถึงเป็นฟิล์มขาวดำ แตกต่างจากภาพยนตร์จริงที่เป็นฟิล์มสี อย่างไรก็ตาม ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏเป็นเวลาประมาณ 40 นาที ยังมีคุณค่าอย่างยิ่งในการนำเสนอให้เห็นทั้งวิธีการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยยุคหนัง 16 มม. ซึ่งหาชมได้ยาก เห็นเบื้องหลังของดาราผู้ยิ่งใหญ่ที่ผู้ชมเคยพบแต่เบื้องหน้าบนจอภาพยนตร์ และเห็นถึงอิทธิพลของภาพยนตร์ไทยในยุคที่เฟื่องฟูที่สุดยุคหนึ่ง ซึ่งสามารถครองใจประชาชนได้อย่างที่ไม่อาจหาสื่อบันเทิงอื่นใดมาเทียบเคียง\n","",""],
    [206,"ครั้งที่ 10","อีแตน","2511","ละโว้ภาพยนตร์ ","","","","","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 207 นาที","","บริษัทสร้าง          ละโว้ภาพยนตร์\nผู้อำนวยการสร้าง  อุบล ยุคล ณ อยุธยา\nผู้กำกับ         พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ\nผู้เขียนบท  บุษบง นารถสุดา\nผู้กำกับภาพ  โสภณ จงเสถียร\nผู้ลำดับภาพ  อนุสร\nผู้กำกับศิลป์  ทวีศักดิ์ เสนาณรงค์\nผู้ทำดนตรีประกอบ  Ading Dila\nผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ทองอินทร ดาวเรือง\nผู้แสดง       มิตร ชัยบัญชา, อรัญญา นามวงศ์, วิไลวรรณ วัฒนพานิช, \nกัณฑรีย์ นาคประภา, เยาวเรศ นิสากร, มาลี เวชประเสริฐ, แมน ธีรพล, ชฎาพร วชิรปราณี, สมพล กงสุวรรณ, เสน่ห์ โกมารชุน, ชูศรี โรจนประดิษฐ์, สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม, ชาลี อินทรวิจิตร, ล้อต๊อก, วัชราภรณ์ พึ่งสังข์, วิชิต ไวงาน, สุวิน สว่างรัตน์, สุมาลี ทองหล่อ, ปราณีต คุ้มเดช, สิงห์ มิลินทราศัย, ชูศรี มีสมมนต์, กำจร อรรถไกวัลวาที, จันตรี สาริกบุตร, สุรชาติ ไตรโภค, มาเรีย เกตุเลขา, บุญศักดิ์ ดวงดารา, เทิ่ง สติเฟื่อง, สมโภชน์ เสลากุล, ยรรยง โปร่งน้ำใจ, ประสาน ปัทมวานุ, ผาสุก คงสถิตย์, ชื้นแฉะ, นิตย์, พลโท ม.ล. ขาบ กุญชร\n\nภาพยนตร์ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ หรือ “เสด็จพระองค์ชายเล็ก” แห่งวงการภาพยนตร์ไทย ผู้สร้างหนังมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 2 และเป็นหนึ่งในผู้นำของบรรดาคนทำหนังไทยในช่วงหลังสงคราม ที่ส่วนมากนิยมถ่ายทำด้วยระบบฟิล์ม 16 มม. พากย์สดในโรง แต่พระองค์ทรงเป็นเพียงผู้สร้างไม่กี่ราย ที่ลงทุนสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์ และถ่ายทำในระบบฟิล์ม 35 มม. เสียงในฟิล์ม อันเป็นมาตรฐานสากล ในนามบริษัทละโว้ภาพยนตร์  \nอีแตน เป็นผลงานที่ทั้งครบรสและชวนฝันราวกับเทพนิยาย ซึ่งต่อยอดมาจากความสำเร็จของ เงิน เงิน เงิน หนังรวมดาราที่ละโว้ภาพยนตร์สร้างขึ้นในปี 2508 ภายหลังจากหยุดผลิตภาพยนตร์ไประยะหนึ่ง เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าของโรงภาพยนตร์ทั่วไปในตอนนั้น \nภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของ แตน หลานสาวพระยาภูมินทร์พิทักษ์ ที่ถูกคนรับใช้ของบุพการีพาไปเลี้ยงดูอยู่ในสลัมตั้งแต่แบเบาะ เพื่อให้รอดพ้นจากการปองร้ายของคนที่หวังจะฮุบสมบัติของเธอ แตนจึงเติบโตขึ้นท่ามกลางความยากจนและแก่นแก้วไม่ต่างจากเด็กผู้ชาย แต่วันหนึ่ง โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อผู้ที่เคยจะปองร้ายเธอ ได้มาว่าจ้างให้เธอปลอมตัวไปเป็นหลานของพระยาภูมินทร์ฯ ที่สูญหายไปเมื่อหลายปีก่อน ด้วยหวังจะหลอกลวงเพื่อยึดครองทรัพย์สมบัติ โดยหารู้ไม่ว่ากลับเป็นการพาเจ้าของที่แท้จริงกลับคืนสู่ชาติตระกูลและสิ่งที่เธอควรจะได้รับอีกครั้ง \n\nหมุดหมายสำคัญอย่างหนึ่งของ อีแตน คือการเป็นผลงานการแสดงภาพยนตร์อย่างเต็มตัวเรื่องแรกของ อรัญญา นามวงศ์ อดีตรองนางสาวไทยปี 2508 ก่อนที่เธอจะกลายเป็นนางเอกขาประจำของละโว้ภาพยนตร์และเป็นนักแสดงหญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์ไทยในเวลาต่อมา ในขณะที่พระเอกนั้นคือ มิตร ชัยบัญชา ดาราชายอันดับหนึ่งในตอนนั้น ซึ่งเคยร่วมงานกับละโว้ฯ มาใน เงิน เงิน เงิน และ ทรชนคนสวย นอกจากนี้ภาพยนตร์ยังเต็มไปด้วยนักแสดงชื่อดังทั้ง วิไลวรรณ วัฒนพานิช, เยาวเรศ นิสากร, มาลี เวชประเสริฐ, แมน ธีระพล,เสน่ห์ โกมารชุน, ชูศรี โรจนประดิษฐ์ ฯลฯ\nแม้จะมีสถานะเป็นเจ้า แต่เสด็จพระองค์ชายเล็กก็ทรงเข้าพระทัยในรสนิยมของแฟนหนังไทยซึ่งส่วนมากเป็นประชาชนชาวบ้าน และสามารถจับหัวใจของพวกเขาได้อยู่หมัด ในขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดบรรยากาศของสังคมตัวละครสองกลุ่มทั้งในสลัมและคฤหาสถ์ ออกมาได้อย่างแสบสันและมีชีวิตชีวา อย่างเช่นในฉากตบตีกันอย่างยาวนานระหว่างนางเอกกับตัวอิจฉา ซึ่งเป็นดั่งสงครามทางชนชั้นที่ดุเดือด และชวนให้ผู้ชมเอาใจช่วยอีแตนอย่างเต็มที่\nหนึ่งในจุดเด่นสำคัญอีกประการของพระองค์ คือการสร้างสรรค์ฉากเพลงที่สนุกสนานเพลิดเพลิน  เช่น เพลงอาบน้ำ นำร้องโดย สมพล กงสุวรรณ ท่ามกลางเด็ก ๆ ร่วมฉากมากมาย ที่ทั้งรื่นไหล น่ารัก น่าเอ็นดู จนทำให้ได้หัวเราะไปกับความรันทดของชีวิต รวมถึงฉากเพลงระบำไก่ ที่เรียกรอยยิ้มผู้ชมด้วยการให้ มิตร ชัยบัญชา ออกมาร่ายรำในชุดไก่ แม้จะเป็นแฟนตาซีแบบวาบหวามและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขัน แต่ยังสามารถทำให้เสน่ห์ของมิตรได้ออกมาเปล่งประกาย จนติดตรึงเป็นฉากหนึ่งในความทรงจำของแฟนหนังไทยที่มีต่อพระเอกผู้เป็นที่รักคนนี้\nอีแตน จึงมีคุณค่าเป็นตัวอย่างสำคัญของผลงานที่ทั้งครบเครื่อง ถึงพร้อมด้วยความบันเทิง จากฝีมือของคนทำหนังผู้ยิ่งใหญ่และแม่นยำในการปรุงแต่งรสชาติแบบหนังไทยแท้ ๆ มากที่สุดคนหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นมาตรวัดรสนิยมและค่านิยมของสังคมไทยที่สร้างภาพจำอันแตกต่างให้แก่คนรวยคนจน และเชื่อมั่นในกฏแห่งกรรม ในยุคที่ภาพยนตร์ยังมีสถานะเป็นยาชูใจและเครื่องหล่อเลี้ยงความฝันของผู้ชมทั่วประเทศ\n","",""],
    [207,"ครั้งที่ 10","ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ เยือนจีน","2518","","","","","","บันทึกเหตุการณ์","","","ผู้สร้าง บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด \n\n ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ระหว่างที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมชนายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมด้วยคณะข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำระดับสูง เดินทางเยือนผู้นำของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 30 มิถุนายน ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2518 ซึ่งนับเป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของหัวหน้าคณะรัฐบาลไทย และเป็นการเปิดสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีน ประเทศมหาอำนาจแห่งโลกคอมมิวนิสต์ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปรับฐานอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศปลายยุคสงครามเย็น\n ภาพยนตร์นี้ถ่ายโดยช่างภาพของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9  ด้วยฟิล์มสี 16 มม. โดยมีทั้งภาพจากกล้องที่ยังไม่ได้ตัดต่อ ปะปนอยู่กับภาพที่ตัดต่อแล้วเพื่อออกอากาศ ซึ่งมีเสียงของ อาคม มกรานนท์ ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรนักจัดรายการชื่อดัง บรรยายประกอบเหตุการณ์ ทำให้ช่วงเวลาในหนังมีการสลับวันไปมา อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏให้เห็นภาพเคลื่อนไหวที่มีคุณค่า เริ่มต้นจากภาพการต้อนรับคณะผู้นำไทยที่สนามบินกรุงปักกิ่ง โดยผู้นำระดับสูงของจีนที่นำโดย เติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี และได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี โจวเอินไหล ให้เป็นผู้ต้อนรับคณะจากไทย\n เหตุการณ์สำคัญถัดมา คือการนั่งโต๊ะเจรจาและลงนาม ระหว่างคณะผู้นำของทั้งสองประเทศ แสดงภาพบุคคลสำคัญในวงการการต่างประเทศของไทยในสมัยนั้นที่ร่วมเดินทางไปกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ เช่น พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ, อานันท์ ปันยารชุน เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน, พล.อ.อ. สิทธิ์ เศวตศิลา และยังมีนักการทูตคนอื่น ๆ อีกเช่น นิสสัย เวชชาชีวะ ส่วนทางฝั่งจีน นอกเหนือจาก เติ้งเสี่ยวผิงและ โจวเอินไหล ยังปรากฏให้เห็นผู้นำคนอื่น ๆ อีกเช่น เฉียวกงหัว รัฐมนตรีต่างประเทศ และนายพลจูเต๋อ ขุนพลคนสำคัญของกองทัพจีน และประธานสภาประชาชนจีน\n ถัดจากนั้น ภาพยนตร์จึงพาไปสู่เหตุการณ์ที่บ่งชี้ให้เห็นถึงพลังของความเป็นสื่อที่สามารถบันทึกภาพและเสียงอันเป็นประวัติศาสตร์โลกอย่างที่สื่ออื่นมิอาจกระทำได้ คือ งานเลี้ยงรับรองที่รัฐบาลจีนจัดให้คณะของไทย ซึ่งมีการกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีโดยผู้นำทั้งสองชาติ เริ่มต้นจาก เติ้งเสี่ยวผิง ที่ใช้เวลาอย่างเต็มที่ ด้วยการเท้าความตั้งแต่ถึงความสัมพันธ์อันเก่าแก่ระหว่างสองประเทศ ก่อนจะเริ่มพูดถึงประเด็นการเมือง ว่าด้วยการขยายอำนาจของชาติ “จักรวรรดินิยม” ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อออกมาตรง ๆ แต่เป็นที่เข้าใจได้ว่าหมายถึงชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา คู่ปรับทางอุดมการณ์ของจีนในขณะนั้น แต่เมื่อถึงคราวที่นายกรัฐมนตรีของไทยขึ้นกล่าว ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  กลับกล่าวเพียงสั้น ๆ เพื่อขอบคุณการต้อนรับของจีน โดยไม่พูดถึงประเด็นการเมืองระหว่างประเทศใด ๆ  \n นอกจากนี้ หอภาพยนตร์ยังอนุรักษ์ภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์สำคัญนี้ไว้อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งถ่ายโดยช่างภาพของสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นฟิล์มขาวดำ ไม่มีเสียง ซึ่งส่วนมากเป็นภาพเหตุการณ์เดียวกับฉบับนี้ แตกต่างตรงที่มีภาพประวัติศาสตร์ที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ เข้าคารวะประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตง ซึ่งสันนิษฐานว่าไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนต่างชาติเก็บภาพ ช่างภาพไทยจึงใช้ปฏิภาณบันทึกภาพเคลื่อนไหวจากหน้าจอโทรทัศน์ของจีนที่กำลังเผยแพร่เหตุการณ์ดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์ฉบับของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9  มีความละเอียด ครบถ้วน และบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบันทึกอารมณ์ความรู้สึกของบุคคลสำคัญทั้งสองฝ่ายซึ่งไม่อาจประจักษ์ได้จากสื่อบันทึกอื่น ๆ\n ภาพยนตร์ชุดนี้จึงเป็นภาพบันทึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงของบริบทการเมืองโลก และการเมืองในภูมิภาค ซึ่งแสดงให้เห็นสถานะของประเทศไทยในยุคปลายสงครามเย็น ที่เป็นประเทศข้อต่อสำคัญเชิงภูมิรัฐศาสตร์ต่อทั้งสองขั้วอำนาจในโลก ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ยังถ่ายทอดให้เห็นรายละเอียด สีหน้า ท่าทาง รวมถึงสภาพบ้านเมืองและวิถีชีวิตผู้คนในกรุงปักกิ่ง ตั้งแต่ในสถานที่ราชการ ไปจนถึงตามท้องถนนและตรอกซอกซอยต่าง ๆ  อันเป็นภาพหายากจากโลกหลังม่านไม้ไผ่ ที่คนไทยในสมัยหนึ่งมองว่าเป็นดินแดนแห่งความลึกลับและน่ากลัว\n","","https://youtu.be/Vm2KeMg9BQs?list=PLvc284hzb2J9oN16zx4iZR16M-W6Mysf7"],
    [208,"ครั้งที่ 10","วัยระเริง ","2527","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง          ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น\nผู้อำนวยการสร้าง  เจริญ เอี่ยมพึ่งพร\nผู้กำกับ         เปี๊ยก โปสเตอร์ (สมบูรณ์สุข นิยมศิริ)\nผู้เขียนบท  วิศณุศิษย์, ประภาส ชลศรานนท์\nผู้กำกับภาพ  ปัญญา นิ่มเจริญพงศ์, โชน บุนนาค\nผู้ลำดับภาพ  บึกบึน\nผู้กำกับศิลป์  นิยมศิลป์\nผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย อิศระ\nผู้แสดง       อำพล ลำพูน, วรรษมน วัฒโรดม, สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต, \nสุริวิภา กุลตังวัฒนา, ลัดดา โตมร, สุรีย์พร ตัณฑวิบูลย์วงศ์, นภาพร สกุลศิริสัจจะ, ไพรินทร์ สุทธิเจริญชนม์, นุสรากร ไทรนิ่มนวล, ลัดดา แซ่ลี้, เกสรสิริ โรจน์เสรี, นุสรา พิศดาร, น้ำอ้อย เชื้อทอง, สุรีย์พร เริงอารมณ์, ณัศราทิพย์ ทองธรรมชาติ, นภาพร ไทรนิ่มนวล, วิภาวดี ช่อสังข์, วงไมโคร\n\nผลงานภาพยนตร์ของ เปี๊ยก โปสเตอร์ หรือ สมบูรณ์สุข นิยมศิริ อดีตช่างเขียนใบปิดหนังชื่อดังที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 และได้รับการยกย่องว่าเป็น “นิวเวฟ” หรือ “คลื่นลูกใหม่” รุ่นแรก จากการพยายามสร้างสรรค์เนื้อหาหรือแนวทางใหม่ ๆ ให้แก่วงการหนังไทย ที่ในขณะนั้นล้วนแต่วนเวียนซ้ำซากอยู่ในขนบเดิม ๆ มายาวนาน\nแม้ วัยระเริง จะเป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์ลำดับที่ 18 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เขาอยู่ในวงการมาแล้วสิบกว่าปี แต่ความคิดนอกกรอบของเขากลับไม่เพียงแต่จะไม่เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา หากยังก้าวทะลุไปไกลยิ่งกว่าแค่กรอบของงานภาพยนตร์  เมื่อประเด็นสำคัญที่เขาสร้าง วัยระเริง คือเพื่อนำเสนอมุมมองและแนวคิดใหม่ ๆ ให้แก่ระบบการศึกษาไทย ที่เขาไม่แน่ใจว่ากำลังเดินมาถูกทางหรือไม่ อันเป็นคำถามที่ครุ่นคิดและเก็บไว้ในใจมานับสิบปี ตั้งแต่ช่วงที่เพิ่งเริ่มเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ได้ไม่นาน\nวัยระเริง เปิดฉากด้วยการประชุมครูของโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่ง ซึ่งมีหัวข้อประชุมอยู่สองเรื่อง คือ การจัดการกับกลุ่มนักเรียนหญิงมัธยมปลายที่สร้างแต่ปัญหา กับการตัดสินใจว่า ครูศรีนวล ครูเก่าแก่ชราภาพของโรงเรียนยังสมควรจะทำหน้าที่เป็นครูต่อไปหรือไม่ บทสนทนาในการประชุมนั้นเต็มไปด้วยความเห็นด้านลบต่อคนทั้งสองวัย ก่อนที่หนังจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมดไปกับการโต้แย้งอคติในใจของบรรดาคุณครูในห้องประชุม \nแม้จะเป็นหนังวัยรุ่น แต่จุดศูนย์กลางของ วัยระเริง นั้นอยู่ที่ครูศรีนวล ซึ่งเอาชนะคำสบประมาทว่าแก่เกินไปที่จะสอนนักเรียน ด้วยการสามารถหาทางออกที่ลงตัวให้แก่วัยรุ่นที่ต่างถูกผู้ใหญ่มองว่าไม่มีอนาคต โดยให้หลานชายผู้รักในการเล่นดนตรีกับเพื่อนและไม่ชอบไปโรงเรียน มาแต่งเพลงจากเนื้อหาในตำราเรียนให้เข้ากับกระแสนิยมของวัยรุ่น เพื่อดึงดูดให้กลุ่มนักเรียนหญิงตัวแสบของครูในโรงเรียน หันมาสนใจในวิชาความรู้แและทำข้อสอบได้ดี \nผู้ที่รับบทครูศรีนวลคือ สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต นักแสดงอาวุโสผู้คร่ำหวอดในวงการมายาวนาน ส่วนบทตัวละครวัยรุ่นนั้น เปี๊ยก โปสเตอร์ ได้เลือกใช้นักแสดงหน้าใหม่ อันเป็นแนวทางการทำงานของเขามาตั้งแต่ยุคแรก ๆ บทนำของกลุ่มวัยรุ่นหญิงคือ วรรษมน\nวัฒโรดม และกลุ่มวัยรุ่นชายคือ อำพล ลำพูน กับผองเพื่อนร่วมวงดนตรี ที่ใช้ชื่อในหนังว่าวง “ไมโคร” ก่อนที่พวกเขาจะได้ออกอัลบั้มเพลงในชื่อวงนี้จริง ๆ และกลายเป็นตำนานวงร็อกวงสำคัญของไทย\nเปี๊ยก โปสเตอร์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีรสนิยมฟังเพลงหลากหลาย และมักจะกำหนดแนวเพลงให้สอดคล้องไปกับภาพยนตร์ที่เขากำกับอยู่เสมอ ซึ่งใน วัยระเริง เขาได้เลือกแนวฮาร์ดร็อก ที่ยิ่งขับให้หนังมีความเป็นขบถแตกต่างไปจากหนังวัยรุ่นเรื่องอื่น ๆ ในยุคนั้น และได้วงบัตเตอร์ฟลายมาเป็นผู้ทำดนตรีประกอบให้  โดยหนึ่งในเพลงสำคัญคือ เพลงยุโรป ที่นำเนื้อร้องซึ่งเป็นความรู้รอบตัวเกี่ยวกับทวีปยุโรปจากวิชาสังคมศึกษา มาผสมกลมกลืนกับดนตรีฮาร์ดร็อก จนกลายเป็นสื่อการสอนที่ทั้งชาญฉลาดและเร้าใจวัยรุ่นจนน่าทึ่ง\nในแง่หนึ่ง วัยระเริง ถือเป็นภาพยนตร์ถ่ายทอดบรรยากาศและสภาพสังคมวัยรุ่นไทย ในทศวรรษ 1980 ได้อย่างเพลิดเพลินและลงตัวไปด้วยองค์ประกอบทางศิลปะภาพยนตร์  แต่ในขณะเดียวกัน การวิพากษ์ระบอบการศึกษาไทย ด้วยการเชื้อเชิญให้ผู้ใหญ่หันมามองวัยรุ่นด้วยสายตาที่เข้าอกเข้าใจ และกล้าที่จะให้พวกเขาได้แสดงออกตามกระแสสังคมที่เปลี่ยนไป ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เคยล้าสมัย โดยเฉพาะในยุคที่นักเรียนกำลังลุกฮือขึ้นมาจากการตั้งคำถามเดียวกับที่ เปี๊ยก โปสเตอร์ เคยครุ่นคิดเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว \n","",""],
    [209,"ครั้งที่ 10","ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด ","2528 ","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง          ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น\nผู้อำนวยการสร้าง  เจริญ เอี่ยมพึ่งพร\nผู้กำกับ         คุณาวุฒิ (วิจิตร คุณาวุฒิ)\nผู้เขียนบท  วิจิตร คุณาวุฒิ\nผู้กำกับภาพ  สมชัย ลีลานุรักษ์\nผู้ลำดับภาพ  วิจิตร คุณาวุฒิ\nผู้กำกับศิลป์  เพิ่มศักดิ์ อาบทิพย์\nผู้ทำดนตรีประกอบ  วิรัช อยู่ถาวร\nผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ทองปอนด์ คุณาวุฒิ\nผู้แสดง       ลินดา ค้าธัญเจริญ, วิลเลี่ยม เมลเชอรส์, \nชนาภา นุตาคม, ศรินทิพย์ ศิริวรรณ, ธงชัย ประสงค์สันติ, อัญชลี ชัยศิริ, ศศิธร ปิยะกาญจน์, ชัชวาลย์ หาลำเจียก, ชัยวัฒน์ ทวีวงศ์แสงทอง, กฤษณ์ ศุกระมงคล\n\nผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด สร้างจากบทประพันธ์ของ โบตั๋น หรือ สุภา สิริสิงห ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2542  ผู้เคยให้สัมภาษณ์ว่า ในวัยเด็ก ช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2  เธอชอบฟังละครวิทยุ และพบว่า ชีวิตนางเอกในละครนั้น ล้วนแต่เจ้าน้ำตา น่าสงสาร จากการถูกกดขี่รังแก จนกลายเป็นแรงขับดันให้เธอเขียนนวนิยาย โดยให้ตัวเอกเป็นผู้หญิงที่มีบุคลิกเด็ดเดี่ยว แตกต่างจากตัวละครที่เธอเคยได้ฟัง  ซึ่งหนึ่งในตัวละครของโบตั๋น ที่แสดงให้เห็นเจตจำนงนี้ได้เป็นอย่างดีคือ บุญรอด หญิงสาวผู้ยืนหยัดไม่ยอมเป็นเมียเช่าให้แก่ทหารอเมริกัน ที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพ ในช่วงสงครามเวียดนาม แม้เธอจะประสบกับความยากลำบากและคำสบประมาทต่าง ๆ นานา \nนวนิยาย “ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด” พิมพ์ครั้งแรกในปี 2524 และได้รับรางวัลชมเชยจากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ประจำปีดังกล่าว นอกจากนี้ ยังกลายเป็นหนังสือนอกเวลาสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในหลายๆ โรงเรียน รวมทั้งได้รับการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ถึง 3 ครั้ง และเป็นภาพยนตร์ 1 ครั้ง\nละครโทรทัศน์ฉบับแรก ออกฉายภายหลังนวนิยายตีพิมพ์ครั้งแรกเพียง 2 ปี และได้รับความนิยมอย่างสูง จนทำให้ตัวละครบุญรอดเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง  ก่อนที่ วิจิตร คุณาวุฒิ ผู้กำกับระดับศิลปินแห่งชาติ ด้านภาพยนตร์คนแรกของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จในการสร้างภาพยนตร์จากนวนิยายชื่อดัง เช่น น้ำเซาะทราย (2516) ป่ากามเทพ (2519) เมียหลวง (2521) ลูกอีสาน (2525)  จะนำ “ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด” มาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ ออกฉายในปี 2528 \nแม้ความโด่งดังของละครโทรทัศน์ จะมีส่วนให้ฉบับภาพยนตร์จะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ ตามที่ วิจิตร คุณาวุฒิ ยอมรับว่า “คนดูอิ่มจากหนังโทรทัศน์แล้ว” รวมถึงไม่ได้รับรางวัลใด ๆ เลย เนื่องจาก “คุณาวุฒิ” ผู้ได้รับฉายา “เศรษฐีตุ๊กตาทอง” ได้ประกาศขอไม่ร่วมประกวดภาพยนตร์และไม่รับรางวัลอีก หลังจากความสำเร็จของเรื่อง ลูกอีสาน  แต่ ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด ยังถือเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่แสดงให้เห็นถึงความจัดเจนในการดัดแปลงนิยายมาเป็นภาพยนตร์ รวมถึงมุมมองแบบมนุษยนิยมของคนทำหนังชั้นครูผู้นี้ เมื่อเขาเลือกตัดทอนเนื้อหาจากนวนิยายออกไปเกือบครึ่ง เพื่อให้เล่าออกมาเป็นภาพยนตร์ได้อย่างกระชับ ชัดเจน แต่ยังสามารถคงประเด็นหลักของเรื่องเอาไว้ได้ นอกจากนี้ ยังได้ปรับแนวเรื่อง ด้วยการขับเน้นตัวละครบุญรอดให้เป็นฮีโร่ และเพิ่มบทให้บุญรอดได้แต่งงาน ซึ่งเขามองว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอ หลังจากถูกใคร ๆ ดูถูกมาตลอดว่าต้องเป็นเมียเช่า \n\nความเป็นผู้หญิงสู้ชีวิต ไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างของคนอื่น และพยายามดิ้นรนสู่หนทางที่ดีกว่า ด้วยความสามารถของตัวเอง พร้อมทั้งสอนให้สมาชิกในครอบครัวรู้จักขยันอดทนเพื่อประสบความสำเร็จ ทั้งหมดนี้ทำให้บุญรอดเป็นตัวละครหญิงที่เข้มแข็งและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้หญิงที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา อย่างที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนักในภาพยนตร์ไทย \nนอกจากนี้ การที่ผู้ประพันธ์สร้างตัวละครบุญรอดให้เป็นผู้หญิงที่ไม่ได้สวยตามแบบฉบับนางเอกนิยายไทยทั่วไป แต่กลับมั่นใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง จนสามารถก้าวข้ามคำวิพากษ์วิจารณ์ด้านรูปลักษณ์แบบที่สังคมไทยคุ้นเคย ยิ่งทำให้บุญรอด เป็นหนึ่งในตัวละครนางเอกของไทยที่ยังสามารถได้รับการนำเสนอในยุคปัจจุบันที่สังคมพยายามสลัดตัวออกจากค่านิยมเดิม ๆ ได้อย่างไม่ขัดเขิน ผ่านบทบาทการแสดงที่น่าจดจำของ ลินดา ค้าธัญเจริญ\nแต่กระนั้นก็ตาม ในภาพยนตร์ก็ยังคงปรากฏตัวละครผู้หญิงที่สังคมตราหน้าว่าไม่ดี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อขับเน้นให้เห็นถึงการต่อสู้ของบุญรอด และในบางช่วงของภาพยนตร์ก็ยังมีทัศนคติ หรือการใช้ภาษาที่สามารถก่อเกิดความรู้สึกเหยียดเชื้อชาติ เพศ สติปัญญา และความบกพร่องของร่างกาย ซึ่งทำให้เห็นทัศนคติของสังคมไทยโดยรวมในช่วงที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เผยแพร่ได้อีกเช่นกัน\nผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด จึงเป็นทั้งบทบันทึกเรื่องราวในช่วงที่ประเทศไทยเปิดให้กองทัพอเมริกันเข้ามาตั้งฐานทัพ จนเกิดธุรกิจคลับบาร์ และสถานที่ผ่อนคลายให้แก่ทหารเหล่านี้ อันกลายเป็นที่มาของ “เมียเช่า” ซึ่งมักไม่ค่อยถูกถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์ไทย และยังสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์รวมทั้งค่านิยมของผู้คนในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ยังเป็นเสมือนคำประกาศในศักดิ์ศรีของผู้หญิงไทย ที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อและไม่เคยล้าสมัย อันเกิดจากการสร้างสรรค์และโลกทัศน์ของศิลปินแห่งชาติคนสำคัญทั้งสองคน\n","",""],
    [210,"ครั้งที่ 10","ช่างมัน..ฉันไม่แคร์","2529","","","","","","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง          พูนทรัพย์ โปรดักชั่น\nผู้อำนวยการสร้าง  วิศิษฐ์ มิ่งวัฒนบุญ\nผู้กำกับ         ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล\nผู้เขียนบท  ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล\nผู้กำกับภาพ  พิพัฒน์ พยัคฆะ\nผู้ลำดับภาพ  ปิยกุล เลาวรรณศิริ\nผู้กำกับศิลป์  กิตติพงศ์ จันทรสุริยศักดิ์\nผู้ทำดนตรีประกอบ  สุรชัย จันทิมาธร\nผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย สุวรรณดี จักราวรวุธ (ควบคุมเครื่องแต่งกาย)\nผู้แสดง       ลิขิต เอกมงคล, สินจัย หงษ์ไทย, สหัสชัย ชุมรุม, ชนาภา \nนุตาคม, ธิติมา สังขพิทักษ์, วสันต์ อุตตะมะโยธิน, กฤษดา ยะอนันต์, ศลินทร วัสสานุกูล, ชาคริต หลิ่มสุวรรณ, สมชายโพธิ์ดี, ชนประคัลภ์ จันทร์เรือง, วิยะดา อุมารินทร์, สุรชัย จันทิมาธร, มารุต สาโรวาท, สุรศักดิ์ วงษ์ไทย, อัครมณี วรรณประไพ, ดนัย ศรีภิญโญ, สำราญ สมบัตินันท์, เมธี กายบริบูรณ์, แมรี่ ปิติวงศ์, สุจิตรา นิลหุต, กฤษณพงษ์ นาคธน, สมปอง จุลละทรัพย์, บริสุทธิ์ บูรณสัมฤทธิ์, \nBernard Drugere \n\nผลงานลำดับที่ 2 ของ ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล หรือ “หม่อมน้อย” ผู้กำกับภาพยนตร์และละครที่มีชื่อเสียงมายาวนานจนถึงปัจจุบัน และเป็นครูของนักแสดงคนสำคัญหลายคน ภาพยนตร์ออกฉายในปี  2529 ปีครบรอบหนึ่งทศวรรษกรณีสังหารหมู่นักศึกษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อันเป็นแรงบันดาลใจให้หม่อมน้อยเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา ในช่วงเวลาที่ปัญญาชนจากยุคนั้นบางส่วนได้หันไปทุ่มเทสติปัญญาให้แก่วงการโฆษณาซึ่งกำลังมีบทบาทมากขึ้นตามเศรษฐกิจและกระแสบริโภคนิยม\nช่างมัน..ฉันไม่แคร์ นำแสดงโดย สินจัย เปล่งพานิช (นามสกุลเดิม หงษ์ไทย) และ ลิขิต เอกมงคล ซึ่งเคยร่วมงานกับหม่อมน้อยมาด้วยกันตั้งแต่ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก เพลิงพิศวาส  ใน ช่างมัน..ฉันไม่แคร์ สินจัยรับบทเป็น พิมภรณี สาวทันสมัย ผู้มีสถานะเป็นเจ้าแม่แห่งวงการโฆษณา และลิขิตรับบทเป็น สมหวัง หนุ่มต่างจังหวัดแสนซื่อ ซึ่งพิมภรณีถูกชะตาจนชักชวนให้มาเป็นนายแบบโฆษณา โดยไม่รู้ว่าเขามีชีวิตอีกด้านหนึ่งเป็นชายขายบริการในบาร์\nภาพยนตร์เปิดเรื่องให้ผู้ชมเห็นถึงกิจวัตรตั้งแต่ตื่นนอน อาบน้ำ จนเดินทางออกไปทำงานของตัวละครหลักทั้งสองคน โดยตัดสลับให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่แตกต่างทั้งฐานะและสถานะทางสังคม แต่กลับดำเนินล้อกันไปราวกับเป็นกระจกส่องสะท้อนซึ่งกันและกัน ไม่เพียงเท่านั้น ในฉากสำคัญฉากหนึ่ง เมื่อพิมภรณีได้รับคำชมจากรุ่นพี่สมัยเป็นนักศึกษา ถึงเรื่องงานโฆษณาที่เธอทำ เธอกลับกล่าวตัดพ้อว่าตัวเองเป็นเหมือน “กะหรี่ขายตัวทางปัญญา” อันมีนัยยะเปรียบเทียบกับอาชีพขายบริการของสมหวัง ก่อนที่หนังจะเปิดเผยให้เห็นว่า อดีตนั้นเธอเคยเป็นนักศึกษาผู้เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ซึ่งรอดชีวิตจากเหตุฆาตกรรมทางการเมืองในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ด้วยการช่วยเหลือของแฟนหนุ่มนักศึกษา แต่อดีตที่ยังคงตามมาหลอกหลอน ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดกับงานโฆษณาที่กลายมาเป็นตัวตนของเธอในปัจจุบัน รวมทั้งผิดหวังในคนรักซึ่งผันตัวไปเป็นนักธุรกิจที่หมกมุ่นอยู่กับความสำเร็จทางตัวเลข ความซื่อและจริงใจของสมหวังจึงกลายเป็นสิ่งที่เข้ามาเติมเต็มคุณค่าบางอย่างในชีวิตที่พิมภรณีโหยหา\nไม่เพียงแต่ชั้นเชิงทางภาษาภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และเทคนิคการนำเสนอรวมถึงบทที่คมคาย ช่างมัน..ฉันไม่แคร์ ยังโดดเด่นด้วยเพลงประกอบภาพยนตร์ โดยเฉพาะเพลงที่มีชื่อเดียวกับหนัง ซึ่งแต่งและขับร้องโดย สุรชัย จันทิมาธร นักร้องเพื่อชีวิตผู้เป็นหนึ่งใน “คนเดือนตุลา” และรับเชิญมาร่วมแสดงในภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังมีเพลง “สุดขอบสายรุ้ง” ที่ใช้ทำนองเพลง Over the Rainbow จากภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง The Wizard of Oz (2482) ซึ่งหม่อมน้อยเป็นผู้แต่งเนื้อร้องไทย ให้สินจัยขับร้องในเรื่องเพื่อรำพึงถึงอุดมคติที่เคยไขว่คว้า และ “แดนที่เราเคยฝันไป อยู่ในใจเสรี”\n ช่างมัน..ฉันไม่แคร์ ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. 2529  ทั้งยังเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ ม.ล. พันธุ์เทวนพ เทวกุล ที่ได้รับคำชมมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ยังมีคุณค่าเป็นตัวอย่างอันหายากของภาพยนตร์ไทยที่มีบริบทเกี่ยวข้องกับกรณี 6 ตุลาคม 2519 โดยเฉพาะในแง่การวิพากษ์วิจารณ์สถานะและอุดมการณ์ของปัญญาชนที่เปลี่ยนไป ควบคู่ไปกับการจดบันทึกสภาพชีวิต สภาพสังคม และค่านิยมของกรุงเทพฯ ในช่วงที่วัฒนธรรมการบริโภคกำลังเริ่มเฟื่องฟู\n","",""],
    [211,"ครั้งที่ 10","เวลาในขวดแก้ว","2534","","","","","นฤเบศร์ จินปิ่นเพชร, วาสนา พูนผล, ปวีณา ชารีฟสกุล, \nจิตโสภิณ ลิมปิสวัสดิ์, วรสิทธิ์ ชีพสาธิต, อภิชาต ติ๋วตระกูล, \nมยุรา ธนะบุตร, จรัล มโนเพ็ชร, สืบ บุณยรัตพันธุ์, สาลินี ภักดีผล","ภาพยนตร์","","","บริษัทสร้าง         วี.เอ็น. โปรดักชั่น\nผู้อำนวยการสร้าง ประยูร วงษ์ชื่น\nผู้กำกับ         ประยูร วงษ์ชื่น, อมรศรี เย็นสำราญ, อนุกูล จาโรทก\nผู้เขียนบท  อมรศรี เย็นสำราญ\nผู้กำกับภาพ  วิเชียร เรืองวิชาญกุล\nผู้ลำดับภาพ  ประลอง แก้วประเสริฐ\nผู้กำกับศิลป์  กวี เจริญภาศรี, ชินวิทย์ รุจิโกไศย, วีระนิติ์ ศรีสุข\nผู้ทำดนตรีประกอบ บัตเตอร์ฟลาย\nผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย รัชตะ สุพาสนาภิวัฒน์, จีราภรณ์ หลงเจริญลาภ\n\n\n ภาพยนตร์หมุดหมายสำคัญของยุคสมัย สร้างจากนวนิยายเรื่องสำคัญในชื่อเดียวกันของ ประภัสสร เสวิกุล แสดงภาพวัยรุ่นไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ที่ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคทั้งจากแรงผลักดันภายในของตน จากครอบครัวที่ล่มสลาย และจากภาวะสังคมการเมืองระดับชาติที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง บังคับให้พวกเขาต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไปพร้อม ๆ กับบาดแผลทางร่างกายและจิตวิญญาณ ขณะที่ยังคงเฝ้าฝันถึงอนาคตอันสวยงาม \nในขณะที่หนังวัยรุ่นไทยในยุคนั้นมักเน้นขายความสนุกสนานบันเทิง เวลาในขวดแก้ว (ซึ่งได้ชื่อมาจากเพลงดังของจิม โครเช่ Time in the Bottle) กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม ด้วยการเป็นหนังวัยรุ่นที่ย้อนไปเล่าเหตุการณ์ในช่วงปีก่อนปี 2520 ตามบทประพันธ์ และเสนอภาพอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความลึกซึ้งในอารมณ์ เลือกประเด็นปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม โยงไปถึงการตื่นตัวทางอุดมการณ์ นำเสนออย่างละเมียดละไม โดยไม่เร่งรีบหรือฉาบฉวย และให้เวลากับการพัฒนาตัวละครหลายตัวในเรื่อง เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจและร่วมรับรู้ประสบการณ์ของพวกเขา อีกทั้งยังเป็นหนังที่พิถีพิถันในงานสร้าง การสร้างบรรยากาศ และการกำกับศิลป์ \nเวลาในขวดแก้ว เป็นผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของ นฤเบศร์ จินปิ่นเพชร ซึ่งรับบทนำเป็น นัต วัยรุ่นชายที่พ่อแม่ (แสดงโดยจรัล มโนเพ็ชร และมยุรา ธนะบุตร) แยกทางกัน และ วาสนา พูนผล ในบท จ๋อม เพื่อนผู้หญิงที่นัตแอบมีใจให้ นอกจากนี้ยังมี จิตโสภิณ ลิมปิสวัสดิ์ แสดงเป็น หนิง น้องสาวนัต และ ปวีณา ชารีฟสกุล ในบทสำคัญคือ ป้อมเพื่อนสนิทของนัต เด็กวัยรุ่นเหล่านี้ รวมทั้งเพื่อนคนอื่น ๆ ต่างประสบมรสุมในชีวิตแบบต่าง ๆ ความไม่ลงรอยกันของพ่อและแม่ ทำให้นัตและหนิงรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง ส่วน จ๋อมแม้มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้รับความอบอุ่น ในขณะที่ ป้อม เกิดความตื่นตัวทางการเมืองและกลายเป็นแกนนำการประท้วงเรียกร้องความเท่าเทียมให้แรงงาน อันเป็นกระแสความเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญในช่วงยุคประชาธิปไตยเบ่งบานระหว่างปี 2516-2519 แต่สุดท้าย เหตุการณ์นองเลือดวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กลายเป็นหลุมดำอันโหดร้ายที่บดบังความฝันเรืองรองของวัยรุ่นเหล่านี้ และอาจจะหมายถึงวัยรุ่นไทยโดยรวมไปพร้อม ๆ กัน\nการแสดงภาพการนองเลือดวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ในหนังเรื่องนี้ ถือเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เพราะถึงแม้หนังจะไม่ได้พาเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง ๆ แต่ใช้ภาพข่าวจากโทรทัศน์ในการเล่า และแสดงภาพเพื่อนของนัตที่ถูกทำร้ายจนเลือดเปรอะเต็มเสื้อ ถึงกระนั้นหนังทำให้เห็นว่า นี่คือเหตุการณ์สำคัญ เมื่อการเคลื่อนไหวในประวัติศาสตร์ของชาติ ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตคน โดยเฉพาะคนที่กำลังเติบโตและแสวงหาความหมายในชีวิต\nเวลาในขวดแก้ว จึงมีนัยยะแห่งประวัติศาสตร์ที่ร่วมสมัยในช่วงเวลาที่สังคมไทยเกิดความตื่นตัวทางการเมืองอีกครั้ง โดยเฉพาะการที่วัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา ต่างเปล่งเสียงแสดงออกถึงความต้องการเป็นผู้มีส่วนร่วมในการเขียนประวัติศาสตร์ของตนเอง ไม่ต่างจากในยุคที่เกิดเหตุการณ์ในหนัง อีกทั้งกรณี 6 ตุลา ก็ยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อเป็นตัวอย่างของความโหดร้ายและบาดแผลของความทรงจำที่ยังคงไม่ลบเลือน\nนอกเหนือจากบทประพันธ์ของ ประภัสสร เสวิกุล  ผู้กำกับสามคนของหนังสมควรได้รับคำชมในทุกด้าน ทั้ง อมรศรี เย็นสำราญ อนุกูล จาโรทก และที่สำคัญที่สุดคือ ประยูร วงษ์ชื่น ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างด้วย ก่อนหน้านี้ ผู้ชมคุ้นเคยเขาในฐานะผู้กำกับหนังตลกและหนังผี (เช่น กองพันทหารเกณฑ์ และ ตะเคียนคะนอง) แต่การพลิกอารมณ์มาทำหนังชีวิตหนัก ๆ กลับประสบความสำเร็จเกินคาด ถึงขนาดที่คนที่เคยปรามาสตัวเขาและหนัง ต้องยอมรับในฝีมือและคุณภาพ  เวลาในขวดแก้ว ได้รับรางวัลสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ดารานำหญิงยอดเยี่ยม (ปวีณา ชารีฟสกุล) บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม (อมรศรี เย็นสำราญ) และเพลงประกอบยอดเยี่ยม (วงบัตเตอร์ฟลาย) \nเวลาในขวดแก้ว จึงไม่เพียงแต่จะมีสถานะเป็นเครื่องเก็บวันเวลาของกลุ่มวัยรุ่นไทยในช่วงก่อนและหลังเดือนตุลาคม 2519 ตามคำประกาศของหนังที่ปรากฏในตอนต้น หากแต่ยังเป็นตัวอย่างความกล้าหาญของคนทำหนังไทย ที่ลุกขึ้นมาสร้างภาพยนตร์ที่ในแนวทางที่แตกต่างจากความคุ้นเคยหรือกระแสนิยม และประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์ จนสามารถสื่อสารออกมาได้อย่างลึกซึ้งและละเมียดละไม\n","",""],
    [212,"ครั้งที่ 11","Goal Club เกมล้มโต๊ะ","2544.0","บริษัท ฟิล์มบางกอก ","อดิเรก วัฏลีลา","กิตติกร เลียวศิริกุล","","ธีรดนัย สุวรรณหอม, บริวัตร อยู่โต, สุรัตนาวี สุวิพร, วงศ์วรุตม์ ตันตระกูล, เคนทร์สมุทร ฮัมเมอร์ลิงค์, ปริญญา งามวงศ์วาน, กติกา ธีรกิจ, โกวิท วัฒนกุล, จีระศักดิ์ ปิ่นสุวรรณ     ","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 35 mm./ สี /เสียง / 98 นาที","วัยรุ่น ยูโร 2000 การพนัน ฟุตบอล แทงบอล โต๊ะบอล เด็กเดินโพย ","Goal Club เกมล้มโต๊ะ สร้างในปี พ.ศ. 2543 หรือ ค.ศ. 2000  และออกฉายในปีถัดมา ภาพยนตร์จึงได้จับภาพช่วงเวลายุค \"มิลเลนเนียม\" ของวัยรุ่นชนชั้นกลางระดับล่างในกรุงเทพฯ ซึ่งกำลังคึกคะนองต่อชีวิตที่เพิ่งพ้นออกมาจากระบบโรงเรียน ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจทั้งวัตถุนิยม การพนัน รวมไปเรื่องทางเพศ การเล่าเรื่องอย่างฉับไว คึกคัก เต็มไปด้วยความกระปรี้กระเปร่า และไม่ประนีประนอมกับคนดูจนเกินไป ส่งผลให้ภาพยนตร์วางตัวอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มตัวละครที่เห็นชีวิตเป็นทั้งความท้าทายและการผจญภัย และทำให้ Goal Club เกมล้มโต๊ะ เป็นหนังวัยรุ่นไทยที่มีทั้งความสด ดิบ และห่าม และมีพลังงานแตกต่างจากผลงานในตระกูลเดียวกันเรื่องอื่น ๆ ที่เคยได้รับความนิยมมาก่อนหน้านี้ \n\nภาพยนตร์เล่าเรื่องผ่านวัยรุ่นชายที่เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหลงใหลในกีฬาฟุตบอล จนทำให้เข้าไปพัวพันกับกระแสการพนันฟุตบอลผิดกฎหมาย ด้วยการเป็น “เด็กเดินโพย” หรือคนรับพนันจากลูกค้ารายย่อย เพื่อส่งต่อให้โต๊ะพนันรายใหญ่ และรับรายได้เป็นการหักส่วนแบ่ง นานวันเข้า พวกเขาจึงตัดสินใจโกงเงินโต๊ะพนัน เพื่อนำเงินไปใช้ตามรอยความฝันของแต่ละคน นอกจากโลกแห่งการ “แทงบอล” ที่กำลังแพร่หลาย กิตติกรยังได้เพิ่มอารมณ์ร่วมให้แก่ผู้ชมที่เป็นแฟนบอล ด้วยการสอดแทรกภาพการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญในความทรงจำหลายนัด ไว้ในเส้นเรื่องที่เล่าอยู่ระหว่างฟุตบอลโลก ค.ศ. 1998 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี ค.ศ. 2000 รวมทั้งนำบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการฟุตบอลไทยมาร่วมเป็นนักแสดงรับเชิญ \n\nGoal Club เกมล้มโต๊ะ ออกฉายในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมหนังไทยเพิ่งประสบปัญหาความซบเซาในด้านจำนวนการผลิต แต่กลับมีความคึกคักในแง่ของเนื้อหาและแนวทางการเล่าเรื่อง ที่ทำให้เกิดผู้กำกับ “คลื่นลูกใหม่” ขึ้นมามากมาย รวมทั้งบริษัทผู้สร้างมีความใจกว้างและเชื่อมั่นในคนดูมากพอที่จะลงทุนให้เกิดหนังที่มีความหลากหลาย แม้ดารานำของภาพยนตร์จะเต็มไปด้วยนักแสดงหน้าใหม่ แต่ภาพยนตร์ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชม ทั้งยังคว้ารางวัลมากมายภายในประเทศ รวมถึงได้ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศ เช่น เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หรือ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ \nแม้เวลาจะผ่านไปยี่สิบปี และรูปแบบการพนันฟุตบอลได้เปลี่ยนไปอยู่ในโลกออนไลน์ จนแทบไม่มีอาชีพเด็กเดินโพยให้เห็นอีกแล้ว แต่ Goal Club เกมล้มโต๊ะ ยังคงมีน้ำหนักและเชื่อมต่อได้กับผู้ชมในปัจจุบัน ทั้งในแง่การเป็นเอกสารบันทึกทั้งด้านมืดและด้านสว่างของกระแสความคลั่งไคล้กีฬาฟุตบอลในเมืองไทย ที่นับวันยิ่งเพิ่มระดับสูงขึ้นไปทุกที  และเป็นคำพยากรณ์ของสหัสวรรษใหม่ต่อชีวิตวัยรุ่นที่ต้องเผชิญหน้ากับสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ยังถือเป็นหลักหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของคนทำหนัง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สุดช่วงหนึ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย","รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ครั้งที่ 25 ประจำปี พ.ศ. 2544 ตัดต่อและลำดับภาพยอดเยี่ยม - กิตติกร เลียวศิริกุล และ สุทธิพร ทับทิม / รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 11 ประจำปี พ.ศ. 2544 ผู้กำกับยอดเยี่ยม - กิตติกร เลียวศิริกุล ลำดับภาพยอดเยี่ยม - กิตติกร เลียวศิริกุล และ สุทธิพร ทับทิม / รางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 10 ประจำปี พ.ศ. 2544 ผู้แสดงสมทบชายยอดเยี่ยม - โกวิท วัฒนกุล",""],
    [213,"ครั้งที่ 11","สาย สีมา นักสู้สามัญชน","2524","บริษัท พิฆเณศภาพยนตร์ เจน จำรัสศิลป์","","หนุ่ม ’22","เสนีย์ เสาวพงศ์ ","","ภาพยนตร์ ","35 mm. / สี / พากย์ / 100 นาที","","บริษัทสร้าง พิฆเณศภาพยนตร์ ผู้อำนวยการสร้าง เจน จำรัสศิลป์ ผู้กำกับ หนุ่ม ’22 ผู้ประพันธ์ เสนีย์ เสาวพงศ์  ผู้เขียนบท สมาน คำพิมาน, เวทย์ บูรณะ ผู้แสดง โปรยชัย ชโลมเวียง, ศรอนงค์ นวศิลป์, บัญญัติ สุรการวิทย์, เซอิจิ อุโดะ, ทาดาชิ โอโนซากิภาพยนตร์ที่สร้างจากนวนิยายเรื่อง “ปีศาจ” ของเสนีย์ เสาวพงศ์ นามปากกาของ ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2533  ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของวงการวรรณกรรมไทย \n\n\n“ปีศาจ” เล่าเรื่องของ สาย สีมา ทนายความหนุ่มผู้ตัดสินใจหันหลังให้ความร่ำรวยและอาชีพการงานที่ก้าวหน้า เพื่อมาช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกโกงจากความไม่รู้กฎหมาย ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเผชิญกับคำดูถูกเหยียดหยามจากตระกูลผู้ดีสูงศักดิ์ของ รัชนี หญิงสาวที่เขารัก เพียงเพราะเขามีพื้นเพมาจากครอบครัวชาวนา  \n\n\nเสนีย์ เสาวพงศ์ เขียนนวนิยายเรื่องนี้ในช่วงทศวรรษ 2490 และจัดพิมพ์รวมเล่มครั้งแรก ใน พ.ศ. 2500 แต่ระบอบเผด็จการทำให้ “ปีศาจ” ต้องเงียบหายไปนานนับสิบปี ก่อนจะกลับมาตีพิมพ์ใหม่ในช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งทำให้การต่อสู้ของ สาย สีมา และวาทะอมตะที่เขากล่าวแทงใจดำบรรดาศักดินาเก่าบนโต๊ะอาหารอันหรูหรา ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้แก่หนุ่มสาวจำนวนมากที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม ในขณะที่ตัวนวนิยายก็ได้รับความนิยมขึ้นมาอย่างกว้างขวางหลังเหตุการณ์นั้น จากการที่มีผู้นำมาจัดพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง เช่นเดียวกับวรรณกรรมก้าวหน้ายุคก่อน 2500 อีกหลายเล่ม\n\n\nเมื่อเข้าสู่ช่วงต้นทศวรรษ 2520 ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวแทนจำหน่ายหนังฮอลลีวูดงดส่งหนังเข้ามาฉายในเมืองไทย เพื่อประท้วงรัฐบาลไทยที่ขึ้นอัตราภาษีศุลกากรนำเข้าหนังต่างประเทศสูงมากจากเมตรละ 2.20 บาทเป็น 30 บาท จนทำให้การสร้างหนังไทยเฟื่องฟู  และเกิดผู้สร้าง “เฉพาะกิจ” จำนวนมาก นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์กลุ่มหนึ่งนำโดย เจญ เจตนธรรม หรือ เจน จำรัสศิลป์ และ ขรรค์ชัย บุนปาน  เจ้าของโรงพิมพ์พิฆเณศ ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์มติชน ได้คิดจะนำนวนิยายเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากปรากฏการณ์ความสำเร็จของเรื่อง ครูบ้านนอก (2521) ซึ่งส่งผลให้ภาพยนตร์แนวสะท้อนสังคมเบ่งบานในวงการภาพยนตร์ ไม่เพียงแต่จะเป็นผู้สร้างภาพยนตร์หน้าใหม่ พวกเขายังตัดสินใจใช้นักแสดงนำหน้าใหม่ทั้งหมด บท สาย สีมา นำแสดงโดย ประจวบ มงคลศิริ นักศึกษาแพทย์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในนามแฝงว่า “โปรยชัย ชโลมเวียง” ส่วนบท รัชนี ซึ่งใช้นามแฝงว่า “ศรอนงค์ นวศิลป์” รับบทโดย สมรศรี มานิกพันธุ์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เช่นเดียวกับนักแสดงคู่รองอีกสองคน ภาพยนตร์เขียนบทโดย สมาน คำพิมาน และ เวทย์ บูรณะ นายกสมาคมนักข่าวในตอนนั้น และมี ทศพร นาคธน ผู้เคยเป็นหนึ่งในทีมงานของ ครูบ้านนอก เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ในขณะที่ผู้กำกับที่ใช้นามแฝงว่า “หนุ่ม’22”  แม้ข้อมูลหลายแหล่งจะระบุว่าเป็น สุพรรณ บูรณะพิมพ์ นักแสดงหญิงคนสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทย แต่เสนีย์ เสาวพงศ์ ได้เขียนไว้ในหนังสืออนุสรณ์งานศพของสุพรรณว่า สุพรรณถอนตัวจากการเป็นผู้กำกับก่อนที่ภาพยนตร์จะสร้างเสร็จ \n\n\nภาพยนตร์ถ่ายทำราวปี 2522 และออกฉายใน ปี 2524 แต่ไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีนัก จนทำให้ขรรค์ชัยหยุดสร้างภาพยนตร์ในนาม “พิฆเณศภาพยนตร์” ไว้เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว โดย ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ นักวิชาการวรรณกรรมได้เคยเขียนถึงเรื่องนี้ว่า “เมื่อครั้งที่การนำนวนิยายเล่มนี้มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ มีเรื่องเล่าขานกันว่า ในการจัดฉายหนังเรื่องนี้ให้ตัวแทนสายหนังต่างจังหวัดดูก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ เถ้าแก่สายหนังท่านหนึ่งได้เปรยขึ้นหลังจากดูจบว่า “เป็นหนังผีที่ไม่สนุกเอาเสียเลย”” ซึ่งสิ่งนี้เป็นปรากฏการณ์เดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับตัวนิยาย ที่ชื่อเรื่องทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องผี อย่างไรก็ตาม ชื่อของภาพยนตร์ก็ยังเป็นที่สับสน เมื่อโปสเตอร์และโชว์การ์ด รวมทั้งความทรงจำของผู้สร้างและผู้ชมบางรายยืนยันว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในชื่อ ปีศาจ  แต่ในฟิล์มภาพยนตร์ที่หอภาพยนตร์ได้รับมอบมาจาก บุญยงค์ สุขทวี เจ้าของหน่วยบริการหนังพยงค์พรภาพยนตร์ เมื่อปี 2541 นั้น ระบุชื่อในไตเติลว่า สาย สีมา นักสู้สามัญชน ซึ่งตรงกันกับข้อมูลบางแห่งที่ค้นพบ \n\n\nแม้จะไม่ประสบความสำเร็จเมื่อตอนออกฉาย ทั้งยังสร้างความบอบช้ำให้แก่ผู้สร้าง แต่ผลงานเรื่องนี้ก็ถือเป็นมรดกจากความกล้าหาญของนักหนังสือพิมพ์ไทยกลุ่มหนึ่งที่ลุกขึ้นมาสร้างภาพยนตร์อันเต็มไปด้วยอุดมคติอันแรงกล้า ในขณะเดียวกันยังเป็นตัวแทนในโลกภาพยนตร์เพียงหนึ่งเดียวของวรรณกรรมอมตะที่ทรงอิทธิพลต่อบรรดานักคิดนักเขียนไทย และสิงสถิตอยู่ในความคิดอ่านของหนุ่มสาวผู้รักความเป็นธรรมมาทุกยุค รวมทั้งแฝงไปด้วยบรรยากาศและจิตวิญญาณแห่งการเป็น “ปีศาจของกาลเวลา” ไม่ต่างไปจากบทประพันธ์","",""],
    [214,"ครั้งที่ 11","วิมานดารา","2517","บริษัท เทพชัยภาพยนตร์","","ชุติมา สุวรรณรัต","รพีพร สุวัฒน์ วรดิลก","สมบัติ เมทะนี, มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช, สุเทพ วงศ์กำแหง, เทพ เทียนชัย, ธานินทร์ อินทรเทพ, ทัศนวรรณ เสนียวงศ์ ณ อยุธยา, ปรีดา จุลละมณฑล, โผน กิ่งเพชร, นฤพนธ์ ดุริยะพันธ์, เมตตา รุ่งรัตน์, เสริมพันธ์ สุทธิเนตร, ผุสดี อนัฆมนตรี, ปฐมชัย ชมศรีเมฆ, โขน ศักดิ์สิทธิ์, ผุดผาดน้อย วรวุฒิ, คงเดชน้อย ลูกบางปลาสร้อย","ภาพยนตร์ ","35 มม. / สี / เสียง /  141 นาที","นักร้องคู่ขวัญ สุเทพ สวลี รวมดารา","วิมานดารา เป็นภาพยนตร์ที่ร่วมสร้างโดยตำนานนักร้องคู่ขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคู่หนึ่งของไทยคือ สุเทพ วงศ์กำแหง และ สวลี ผกาพันธุ์ ร่วมด้วย ธงชัย วงษ์ประเสริฐ ซึ่งขณะนั้นทั้งสามคนร่วมหุ้นกันเปิดภัตตาคาร วี.ไอ.พี. สถานบันเทิงชื่อดังของกรุงเทพฯ บริเวณถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และสุเทพกับธงชัยเกิดมีความคิดอยากสร้างภาพยนตร์ขึ้น สวลี ในฐานะหุ้นส่วนทางธุรกิจจึงได้ร่วมลงทุนด้วย โดยภาพยนตร์ได้รับความสนใจตั้งแต่งานแถลงข่าวเปิดตัว ที่ผู้สร้างเลือกจัดขึ้นบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มล่องจากท่าเรือโรงแรมโอเรียนเต็ล อันเป็นการเปิดตัวที่แปลกใหม่อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน \n\n\nวิมานดารา กำกับโดย ชุติมา สุวรรณรัต ผู้กำกับภาพยนตร์แนวชีวิตที่กำลังมีชื่อเสียงในขณะนั้น แต่งเรื่องและเขียนบทโดย รพีพร หรือ สุวัฒน์ วรดิลก นักประพันธ์ชื่อดัง ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของบัณฑิตสาวผู้ทดลองทฤษฎีเพื่อทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ด้วยการเสาะหาผู้ที่เคยมีอดีตโด่งดังในด้านต่าง ๆ มาอยู่รวมกันในบ้าน ประกอบด้วย นักร้องรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานที่ชีวิตกำลังย่ำแย่ อดีตพระเอกรางวัลตุ๊กตาทองชื่อดัง นักแข่งรถผู้เคยได้แชมป์ระดับเมืองไทย อดีตนักมวยแชมป์โลก และดาวตลกผู้เคยอยู่แถวหน้าของวงการ โดยเธอต้องการพิสูจน์ว่า ยุคสมัยเป็นสิ่งที่ต่อต้านได้ หากบุคคลที่มีฝีมืออย่างแท้จริงแต่กำลังตกอับ ได้รับโอกาสให้แสดงความสามารถ พวกเขาจะกลับมาประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง แต่เมื่อทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างที่เธอตั้งใจ หญิงใบ้คนรับใช้ประจำบ้านที่ทำหน้าที่ดูแลชายหนุ่มทั้ง 5 คน กลับเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา โดยที่ไม่มีใครยอมรับว่าเป็นพ่อของเด็กในท้อง \n\n\nความพิเศษของ วิมานดารา คือการที่ผู้สร้างได้นำบุคคลจริงที่มีชื่อเสียงในด้านนั้น ๆ มาร่วมแสดง ไม่ว่าจะเป็น สมบัติ เมทะนี พระเอกภาพยนตร์อันดับหนึ่งในตอนนั้น ปรีดา จุลละมณฑล อดีตนักกีฬาจักรยานทีมชาติ ซึ่งผันตัวมาเป็นนักแข่งรถยนต์และจักรยานยนต์  โผน กิ่งเพชร นักมวยแชมป์โลกคนแรกของไทย  เทพ เทียนชัย ดาราตลกที่กำลังมีผลงานแสดงภาพยนตร์เป็นจำนวนมาก รวมตัวถึงผู้สร้างคือ สุเทพ วงศ์กำแหง ที่ร่วมแสดงด้วยในฐานะนักร้อง อย่างไรก็ตามเมื่อภาพยนตร์ออกฉายเมื่อต้นปี 2517 กลับไม่ประสบความสำเร็จทางรายได้ จนสร้างความบอบช้ำให้แก่ผู้สร้าง จนทำให้ทั้งสุเทพกับสวลีหยุดการสร้างภาพยนตร์ไว้เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว \n\n\nปี พ.ศ. 2533 ขณะที่ สุเทพ วงศ์กำแหง กำลังปฏิบัติหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอยู่ในคณะกรรมาธิการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เขาและคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้เดินทางไปเจรจากับผู้บริหารแมนดารินแล็บ ที่ฮ่องกง เพื่อรับมอบฟิล์มภาพยนตร์ไทยที่เคยส่งไปล้างที่นั่นกลับมาให้หอภาพยนตร์อนุรักษ์ โดยหนึ่งในนั้น คือเรื่อง วิมานดารา  ซึ่งสุเทพได้ลงนามขอรับฟิล์มภาพยนตร์ในฐานะเจ้าของ และมอบให้แก่หอภาพยนตร์ประเดิมเป็นเรื่องแรก ก่อนที่จะมีภาพยนตร์ไทยเรื่องอื่น ๆ ตามมาอีกมากมายในชื่อโครงการ “หนังไทยกลับบ้าน”   \n\n\nวิมานดารา จึงไม่เพียงแต่จะเป็นภาพยนตร์ที่กล้าหาญในการนำเสนอเนื้อหาที่แปลกแตกต่างจากผลงานเรื่องอื่น ๆ ในยุคสมัยเดียวกัน และได้บันทึกบรรยากาศและค่านิยมของสังคมไทยในยุคสมัยนั้นไว้ในหลายแง่มุม รวมถึงเป็นผลงานการแสดงภาพยนตร์ของตำนานนักกีฬาชื่อดังของประเทศ อย่าง ปรีดา จุลละมณฑล และ โผน กิ่งเพชร หากแต่ผลงานที่เคยถูกมองข้ามเรื่องนี้ ยังมีความสำคัญในแง่ของประวัติศาสตร์การอนุรักษ์ภาพยนตร์ไทย ในฐานะที่เป็นใบเบิกทางให้โครงการที่สำคัญที่สุดโครงการหนึ่งของหอภาพยนตร์ได้เกิดขึ้นจนสำเร็จ และทำให้ วิมานดารา ได้กลายเป็นตัวแทนที่รวมเอาบทบาทอันหลากหลายของ สุเทพ วงศ์กำแหง ในโลกภาพยนตร์เอาไว้ด้วยกัน ทั้งการเป็นนักร้อง นักแสดง ผู้สร้าง และผู้สนับสนุนการอนุรักษ์ภาพยนตร์ไทย","",""],
    [215,"ครั้งที่ 11","ทอง","2516","บางกอกการภาพยนตร์ ","สุมน ภักดีวิจิตร","ฉลอง ภักดีวิจิตร"," พ.ต.ต. ประชา พูนวิวัฒน์","สมบัติ เมทะนี, กรุง ศรีวิไล, อโนมา ผลารักษ์, เกร็ก มอร์ริส (Greg Morris), ถ่ำ ถุย หั่ง, กฤษณะ อำนวยพร, ดามพ์ ดัสกร, ดลนภา โสภี, สมชาย สามิภักดิ์, พิภพ ภู่ภิญโญ","ภาพยนตร์ ","ฟิล์ม 35 มม. / สี / เสียง / 113 นาที","สมบัติ เมทะนี กรุง ศรีวิไล ฉลอง ภักดีวิจิตร ","บริษัทสร้าง บางกอกการภาพยนตร์\n\nผู้อำนวยการสร้าง สุมน ภักดีวิจิตร\n\nผู้กำกับ ฉลอง ภักดีวิจิตร\n\nผู้ประพันธ์ พ.ต.ต. ประชา พูนวิวัฒน์\n\nผู้เขียนบท ส. อาสนจินดา\n\nผู้ถ่ายภาพ วิสิทธิ์ แสนทวี\n\nผู้ลำดับภาพ ดรรชนี\n\nผู้กำกับศิลป์ สักรินทร์ ปุญญฤทธิ์\n\nผู้ทำดนตรีประกอบ ประเสริฐ จุลเกตุ\n\nผู้บันทึกเสียง สนั่น อรุณรัตน์\n\n\n\n\nฉลอง ภักดีวิจิตร เป็นผู้สร้างภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ที่อยู่ในวงการมายาวนานจนถึงปัจจุบัน เขาเริ่มต้นจากการเป็นช่างถ่ายภาพยนตร์ในบริษัท ศรีบูรพาภาพยนตร์ ของครอบครัว ตั้งแต่วัย 19 ปี ในช่วงทศวรรษ 2490 ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ และพัฒนาขึ้นมาสร้างภาพยนตร์ด้วยตนเองในช่วงกลางทศวรรษ 2510 ซึ่งเป็นช่วงที่วงการภาพยนตร์ไทยเริ่มเปลี่ยนผ่านจากการสร้างภาพยนตร์ 16 มม. พากย์สด มาเป็น 35 มม. เสียงในฟิล์ม แบบมาตรฐานสากล โดยผลงานในระยะแรกที่ฉลองสร้างเองในนาม บางกอกการภาพยนตร์ นั้น ยังมีลักษณะเป็นหนังเพลงตามกระแสนิยม ไม่ว่าจะเป็น ฝนใต้ (2513) ฝนเหนือ (2513) และ ระเริงชล (2515) แต่ถัดมา เมื่อประสบความสำเร็จจากการร่วมงานกับบริษัทฮ่องกงในการสร้างภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่อง 2 สิงห์ 2 แผ่นดิน (2515) ซึ่งได้ออกฉายทั่วเอเชียและอเมริกา ฉลองได้ทุ่มทุนสร้างภาพยนตร์แนวนี้เป็นเรื่องต่อไปคือ ทอง ด้วยความตั้งใจที่จะนำภาพยนตร์ไทยออกไปบุกเบิกในตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว\n\n\nทอง สร้างจากบทประพันธ์ของ พ.ต.ต.ประชา พูนวิวัฒน์ ซึ่งระบุว่าดัดแปลงมาจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง  ในระหว่างสงครามเวียดนาม เมื่อรัฐบาลอเมริกากับรัฐบาลไทยจับมือกันส่งทองคำมูลค่ามหาศาลไปช่วยเวียดนามใต้ แต่ระหว่างขนส่งทองคำทางอากาศ เครื่องบินกลับถูกจี้เพื่อนำทองนั้นส่งให้เกาหลีเหนือ อเมริกาจึงตัดสินใจว่าจ้างนายทหารรับจ้างตามทองกลับมา โดยรวบรวมทีมงานทั้งไทย ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเวียดนาม เพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจ\n\n\nจุดเด่นสำคัญที่ทำให้ ทอง มีความเป็นสากลแตกต่างจากหนังไทยในเวลานั้น คือการที่ฉลองได้ทาบทามนักแสดงอเมริกัน เกร็ก มอริส ซึ่งโด่งดังจากทีวีซีรีส์ “ขบวนการพยัคฆ์ร้าย” (Mission Impossible) ที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้ชม รวมถึง ถ่ำ ถุย หั่ง นางเอกจากเวียดนาม มาประกบกับดาราดังของไทยทั้ง สมบัติ เมทะนี และ กรุง ศรีวิไล นอกจากนี้ภาพยนตร์ยังเต็มไปด้วยฉากบู๊แอ็คชั่นที่ทั้งลุ้นระทึกและน่าหวาดเสียว จากความคิดสร้างสรรค์ของฉลอง ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนกลายเป็นลายเซ็นของเขาในเวลาต่อมา เมื่อออกฉายในปี พ.ศ. 2516 ทอง ประสบความสำเร็จในไทยทั้งด้านรายได้มหาศาล รวมถึงได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี สาขาลำดับภาพยอดเยี่ยม ถ่ายภาพยอดเยี่ยม และบันทึกเสียงยอดเยี่ยม ที่สำคัญคือสามารถสร้างปรากฏการณ์ในตลาดต่างประเทศได้สมความตั้งใจ โดยได้ไปประกวดที่ไต้หวัน ในปี 2517 และได้รับรางวัลภาพยนตร์ที่ให้ความบันเทิงสูงสุด (Best Entertaining Film) ในขณะที่ กรุง ศรีวิไล ได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยม จนทำให้บริษัทชื่อดังของไต้หวัน Golden Harvest ขอซื้อไปจัดจำหน่ายทั่วโลก  และต่อมา ฉลองยังได้สร้าง ทอง ออกตามมาอีกหลายภาคไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำตัวของเขาเอง\n\n\nทอง จึงมีบทบาททั้งในฐานะจุดเปลี่ยนแห่งอาชีพของผู้กำกับภาพยนตร์ไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง เป็นภาพยนตร์ไทยแอ็คชั่นที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นความทะเยอทะยานของคนทำหนังไทยซึ่งต้องการก้าวออกไปสู่ตลาดสากล ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ยังเป็นผลงานร่วมสมัยในยุคสงครามเวียดนาม ซึ่งได้ฉายภาพปฏิบัติการความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นในเวลานั้นได้อย่างมีสีสันมากและเป็นที่จดจำ\n\n\nก่อนหน้านี้  หอภาพยนตร์ได้อนุรักษ์ภาพยนตร์เรื่อง ทอง ในรูปแบบวีดิทัศน์ที่มีการทำออกจัดจำหน่าย แต่ผู้ผลิตได้ตัดขอบด้านข้างซ้ายขวาของภาพออกไป ทำให้ภาพไม่ได้เป็นจอกว้างแบบซีเนมาสโคปตรงตามต้นฉบับ จนกระทั่งเมื่อ ปี 2560  จึงได้รับมอบฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้ จากกลุ่มผู้ชมในนาม “วัยหวานวันวาน” โดยเป็นฟิล์มที่พิมพ์ขึ้นมาจัดฉายในปี พ.ศ. 2525 ของอดีตเจ้าอาวาส ที่วัดใหญ่สูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมรณภาพแล้วและเคยทำธุรกิจหนังกลางแปลง  ทำให้หอภาพยนตร์มีภาพยนตร์เรื่องนี้ฉบับที่ภาพถูกสัดส่วนอนุรักษ์ไว้ด้วย แต่ฟิล์มภาพยนตร์ชุดนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์นัก และถูกตัดทอนออกไปหลายฉาก สันนิษฐานว่าเกิดจากการฉายแบบต่อฟิล์มในการฉายกลางแปลง ทำให้ผู้ฉายตัดฉากที่อยู่หัวและท้ายม้วนออกไปเรื่อย ๆ\n\n ","รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ครั้งที่ 1 ประจำปี 2517 รางวัลการลำดับภาพยอดเยี่ยม ดรรชนี รางวัลการถ่ายภาพยอดเยี่ยม วิสิทธิ์ แสนทวี รางวัลการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม สนั่น อรุณรัตน์ \n",""],
    [216,"ครั้งที่ 11","นิสิตพัฒนา (ไม่สมบูรณ์)","2505","สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ, ","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาวดำ / เสียง / 17 นาที","นิสิต นักศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ค่ายอาสา","ความคิดในการอาสาช่วยสังคมชนบท โดยนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีจุดเริ่มต้นมามากกว่า 60 ปี เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีบันทึกว่า นิสิตของมหาวิทยาลัยเคยทำกิจกรรมที่เรียกว่า “เกษตรชมรม” หรือ “เกษตรฟอรั่ม” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของค่ายอาสาพัฒนาของชาวนิสิต มาตั้งแต่ปี 2498 ในขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าจุฬาฯ เป็นมหาวิทยาลัยแรกที่บุกเบิกงานค่ายอาสา โดยในปี 2500 วิจิตร ศรีสอ้าน นิสิตจุฬาฯ ได้สมัครเข้าร่วมโครงการฝึกผู้นำค่ายอาสาสมัครนานาชาติขององค์การยูเนสโก ที่ประเทศอินเดีย จนเขาได้แรงบันดาลใจกลับมาจัดตั้งค่ายอาสาของจุฬาฯ ขึ้นครั้งแรกในเดือนตุลาคม ปี 2502 นอกจากนี้ ในช่วงต้นทศวรรษ 2500 ยังมีข้อมูลระบุว่า ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับกลุ่มนิสิตนักศึกษาจัดตั้งค่ายอาสาสมัครขึ้นมาในหลายจังหวัด ","",""],
    [217,"ครั้งที่ 11","โฆษณาเพียว","2506","ผู้สร้าง สำนักโฆษณาสรรพสิริ","สรรพสิริ วิริยสิริ","","","","ภาพยนตร์โฆษณา","ฟิล์ม 16 มม. / ขาวดำ / เสียง / 2 นาที","เครื่องดื่มเพียว ประยุต เงากระจ่าง หนูนิด หนูไก่ หนูหน่อย หนูแจ๋ว ","ภาพยนตร์โฆษณาเครื่องดื่มยี่ห้อ เพียว สำหรับเผยแพร่ทางโทรทัศน์และโรงภาพยนตร์ ราวปี พ.ศ. 2506-2508 ผลงานสร้างสรรค์ของ ปยุต เงากระจ่าง ผู้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนสำเร็จเป็นรายแรกของประเทศไทย มาตั้งแต่ พ.ศ. 2498  ผลิตโดย “สำนักโฆษณาสรรพสิริ” ของ สรรพสิริ วิรยศิริ ผู้บุกเบิกการผลิตภาพยนตร์โฆษณาการ์ตูนรายแรกของไทย\n\n\nภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้ ถ่ายทำด้วยเทคนิคแอนิเมชันวาดมือ มีทั้งสิ้น 18 คัท ในความยาวประมาณ 1 นาที โดยใช้ตัวละครเป็นตัวการ์ตูนชุด “ตุ๊กตา” ของ พิมน กาฬสีห์  (ชื่อเดิมคือ พิมล) ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการ์ตูนสำหรับเด็กในเมืองไทย พิมนเริ่มต้นจากการวาดการ์ตูนประกอบลงนิตยสารต่าง ๆ ในนามปากกว่า “ตุ๊กตา” ก่อนจะเริ่มทำนิตยสาร “ตุ๊กตา” เป็นของตนเอง ราว พ.ศ. 2495 นับเป็นนิตยสารการ์ตูนตลกสำหรับเด็กเล่มแรกของไทย และได้รับความนิยมเป็นที่ชื่นชอบของผู้อ่าน จนเป็นต้นแบบให้มีนิตยสารแนวนี้ออกมาอีกหลายเล่ม \n\n\nตัวละครของการ์ตูนชุด “ตุ๊กตา” ประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก ๆ คือ “หนูนิด” พี่ชายคนโต ผู้พกหนังสติ๊กติดตัวเสมอ “หนูไก่” เด็กหญิงที่มีโบขนาดใหญ่ที่ผมเป็นเอกลักษณ์ “หนูหน่อย” เด็กหญิงที่นุ่งกางเกงยีนส์และไว้ผมทรงน้ำพุ “หนูแจ๋ว” น้องสาวคนสุดท้อง สวมชุดกระโปรงลายจุด และมักเริ่มต้นประโยคคำพูดว่า “ฮึ” ทุกครั้ง  โดยในโฆษณาเครื่องดื่มยี่ห้อ เพียว นี้ ปยุตได้นำตัวละครทั้งหกจากครอบครัวตุ๊กตาของพิมน มาร้องเพลงและเต้นระบำกับขวดน้ำส้มและนมสดเพียวอย่างสนุกสนานและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขัน\n\n\nจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของโฆษณา คือเพลงประกอบที่ขึ้นต้นว่า “เพียว เพียว เพียว ...” และมีเนื้อหาเชิญชวนให้ดื่ม รวมทั้งบรรยายสรรพคุณของน้ำส้มและนมสด เพียว ตามลำดับ เพลงดังกล่าวใช้ทำนองของเพลง In a Persian Market เพลงคลาสสิกปี ค.ศ. 1920 ของ อัลเบิร์ต เคเทลบีย์ (Albert Ketèlbey) คีตกวีชาวอังกฤษ ซึ่งส่งผลให้เพลงโฆษณา เพียว ถือเป็นเพลงโฆษณาสินค้าชิ้นแรก ๆ ที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของคนไทยมาแสนนานแม้กระทั่งปัจจุบัน ผู้คนร่วมรุ่นดังกล่าวหลายคนยังคงร้องเพลงนี้ได้อยู่เสมอ โดยกลเม็ดการนำเนื้อเพลงโฆษณามาใส่ทำนองเพลงสากลที่คุ้นหูเช่นนี้ ถือเป็นกระแสที่คนทำโฆษณาในเมืองไทยช่วงนั้นกำลังนิยม เริ่มจากเพลงโฆษณาภาพยนตร์เรื่อง เห่าดง ปี พ.ศ. 2501 ของ แท้ ประกาศวุฒิสาร \n\n\nภาพยนตร์โฆษณาแม้เพียงสั้น ๆ นี้ จึงมีคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ในฐานะการเป็นอนุสรณ์ถึงผลงานของนักวาดการ์ตูนไทยคนสำคัญถึงสองคน ในขณะเดียวกันยังเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์แอนิเมชันโฆษณาสินค้าโดยคนไทยรุ่นแรก รวมทั้งเป็นตัวอย่างของภาพยนตร์โฆษณาที่มีอิทธิพลต่อผู้คนมายาวนาน จนกลายเป็นมรดกความทรงจำที่ยังคงติดหู ติดตา และติดใจ แม้เวลาจะผ่านมานานกว่าครึ่งศตวรรษ","",""],
    [218,"ครั้งที่ 11","การเดินทางอันแสนไกล\n","2512","สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ, เทพพนมภาพยนตร์","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / สี / เสียง / 20 นาที","สงครามเย็น สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศ เหยียบดวงจันทร์ เยือนประเทศไทย","ในยุคสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ต่างแข่งขันกันแผ่อำนาจและอิทธิพลทุกด้าน ด้านหนึ่งที่แข่งกันอย่างแข็งขัน คือ การพิชิตอวกาศ แม้สหภาพโซเวียตจะสามารถส่งมนุษย์ไปท่องอวกาศได้เป็นรายแรก แต่ สหรัฐอเมริกาก็ชนะด้วยการส่งมนุษย์ไปเหยียบพื้นดวงจันทร์สำเร็จ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 หลังจากนั้นคณะนักบินอวกาศทั้งสามนาย นำโดย นีล อาร์มสตรอง มนุษย์คนแรกที่เหยียบดวงจันทร์ ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตพิเศษของสหรัฐฯ เดินทางไปเยี่ยมมิตรประเทศทั่วโลก เพื่อย้ำชัยชนะของโลกเสรีที่เหนือกว่าโลกคอมมิวนิสต์ และประเทศไทยซึ่งเป็นมหามิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ ก็ได้ต้อนรับการมาเยือนของคณะนักบินอวกาศนี้ เมื่อเดือนตุลาคม 2512 \n\n\nภาพยนตร์เรื่อง การเดินทางอันแสนไกล ซึ่งสร้างโดยสำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ เล่าเรื่องผ่านเด็กนักเรียนหญิง อรนุช ภาชื่น โรงเรียนสิรินธร จังหวัดสุรินทร์ ที่ได้เขียนจดหมายเชิญชวนนักบินอวกาศให้ไปเยี่ยมโรงเรียนของเธอ แม้จะได้รับคำตอบว่า ไม่สามารถทำตามคำร้องขอได้ แต่อรนุชและเพื่อน ๆ ก็ได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมต้อนรับและพบปะกับคณะนักบินอวกาศที่กรุงเทพฯ โดยอรนุช ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สื่อข่าวและช่างภาพของสำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ เพื่อรายงานข่าวให้แก่ทางโรงเรียนด้วย\n\n\nอรนุชเล่าเรื่องราวตั้งแต่พิธีการต้อนรับของเทศบาลนครกรุงเทพ ในวันที่ 28 ตุลาคม 2512 ที่ศาลารับรอง บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า โดย พลเรือตรี ชลิต กุลกำม์ธร นายกเทศมนตรีนครกรุงเทพ ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดี พร้อมทั้งมอบกุญแจเมืองให้แก่คณะนักบินอวกาศ และของที่ระลึกแก่ภรรยา ในขณะที่นักบินอวกาศทั้งสามได้กล่าวแสดงความดีใจที่ได้มาเยือนกรุงเทพฯ และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยเสียใจที่ไม่สามารถเดินทางไปชมการแสดงช้างที่จังหวัดสุรินทร์ได้  และกล่าวว่าภารกิจในการเยือนดวงจันทร์เป็นการเดินทางในการสร้างสันติภาพอันถาวรแด่มวลมนุษย์ นอกจากนี้ จะเห็น เพทาย อมาตยกุล นายกสโมสรลูกเสือแห่งประเทศไทย มอบพระเครื่องสมเด็จให้เป็นที่ระลึกแก่คณะนักบินอวกาศด้วย ","",""],
    [219,"ครั้งที่ 11","สุรีรัตน์ล่องหน\n","2504","บริการสากลภาพยนตร์ ","สกุล เกตุพันธ์","ส. อาสนจินดา","ประดิษฐ์ กัลย์จาฤก (สมสุข กัลย์จาฤก)","","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์ /  147 นาที","สุรีย์รัตน์ล่องหน ละครวิทยุ กันตนา ล่องหน หายตัว การทดลองวิทยาศาสตร์ ภาวนา ชนะจิต เทคนิคพิเศษ","*สุรีรัตน์ล่องหน เป็นภาพยนตร์ 16 มม. พากย์ ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ สมสุข กัลย์จาฤก ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2561 สาขาศิลปะการแสดง  (ละครวิทยุ – ละครโทรทัศน์)  ผู้มีผลงานที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านสื่อบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ มากมายมายาวนาน ทั้งละครวิทยุ ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ \n\n\nสมสุขได้เขียนเรื่อง “สุรีย์รัตน์ล่องหน” ขึ้นเป็นบทละครวิทยุสำหรับคณะละครวิทยุ “กันตนา” ที่เธอก่อตั้งร่วมกับสามี คือ ประดิษฐ์ กัลย์จาฤก และใช้ชื่อเขาเป็นผู้ประพันธ์เรื่อง ออกอากาศราวปี พ.ศ. 2503 โดยเธอได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่อง The Invisible Man นิยายวิทยาศาสตร์ของ เอช จี เวลส์ นักประพันธ์ชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี พ.ศ. 2476  มาผนวกกับเรื่องราวของสาวน้อยที่มีชีวิตอาภัพราวกับซินเดอเรลลา และการอิจฉาริษยาแย่งชิงมรดกในตระกูลใหญ่ จนส่งผลให้บทละครวิทยุเรื่องนี้สะกดจิตใจแฟน ๆ ให้ต้องจดจ่อรอฟังอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 เดือน ก่อนที่คณะละครวิทยุกันตนาจะมอบลิขสิทธิ์การสร้างเป็นภาพยนตร์ให้แก่บริษัท บริการสากลภาพยนตร์ ของ สกุล เกตุพันธ์ ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยที่มีผลงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2490 และเพิ่งนำบทละครวิทยุเรื่อง “ตุ๊กตาผี” ของสมสุข ไปสร้างเป็นภาพยนตร์มาก่อนหน้านี้ ในปี พ.ศ. 2503 \n\n\nภาพยนตร์เรื่อง สุรีรัตน์ล่องหน เล่าเรื่องราวของหญิงสาวนามว่า สุรีรัตน์ กับน้องสาว สราญรัตน์ ที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ของญาติฝ่ายพ่อ และถูกเหยียดหยามจาก ผ่องพักตร์ ภรรยาหลวงของพ่อ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นคนจับ สายบัว แม่ของเธอไปขังไว้ใต้ดินในบริเวณบ้านมานานกว่า 10 ปี แต่กลับใส่ร้ายว่าสายบัวหนีตามชายชู้ไป  แต่เมื่อ สุรีรัตน์ ได้มรดกเป็นเครื่องเพชรเก่าแก่จากคุณย่า ผ่องพักตร์จึงวางแผนขโมยเครื่องเพชรและหาทางใส่ร้ายสุรีรัตน์ จนสุดท้ายได้ลวงเธอไปยังตึกเก่าของตระกูลที่คุณย่าให้ ดร.ริชาร์ด นักวิทยาศาสตร์เช่าทำการทดลอง เพื่อให้คนสวนข่มขืน แต่สุรีรัตน์ได้หลบเข้าไปในห้องทดลองและเผลอดื่มน้ำยาพร้อมกับถูกฉายแสงจนกลายเป็นมนุษย์ล่องหน และได้ใช้ความพิเศษนี้ เป็นส่วนช่วยในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ผ่องพักตร์ได้ก่อขึ้น \n\n\nสุรีรัตน์ล่องหน กำกับโดย  ส. อาสนจินดา บทสุรีรัตน์นำแสดงโดย ภาวนา ชนะจิต นางเอกเจ้าของฉายา “ไข่มุกแห่งเอเชีย” ที่เพิ่งเข้าวงการมาได้ไม่นาน แม้ก่อนหน้านี้จะมีตัวละครที่ล่องหนได้มาก่อนแล้วในภาพยนตร์ไทย แต่ก็มักจะมาจากทางไสยศาสตร์หรือพลังพิเศษ จากข้อมูลที่ค้นพบ สุรีรัตน์ล่องหน จึงน่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ตัวละครหลักล่องหนได้โดยการทดลองวิทยาศาสตร์ เมื่อออกฉายในปี พ.ศ. 2504 ภาพยนตร์ได้รับความนิยมอย่างสูงต่อเนื่องมาจากเมื่อครั้งเป็นละครวิทยุ ในขณะที่ฉากการล่องหน รวมถึงเทคนิคพิเศษด้านภาพต่าง ๆ ทำให้วิจารณ์ ภักดีวิจิตร ได้รับรางวัลตุ๊กตาเงิน สาขาผู้ถ่ายภาพเทคนิคยอดเยี่ยม นอกจากนี้ สุพรรณ บูรณะพิมพ์ ซึ่งรับบท ผ่องพักตร์ ยังได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สาขาผู้แสดงประกอบหญิงยอดเยี่ยม และความนิยมของบทประพันธ์เรื่องนี้ ทำให้ภาพยนตร์ได้รับการฉายซ้ำในปี พ.ศ. 2506 รวมทั้งได้รับการนำมาสร้างใหม่เป็นภาพยนตร์ในปี พ.ศ. 2524 และละครโทรทัศน์ ปี พ.ศ. 2532  \n\n\nหอภาพยนตร์ได้รับมอบฟิล์มภาพยนตร์ 16 มม. เรื่อง สุรีรัตน์ล่องหน  มาจาก บริษัท เอส เอฟ ซีเนม่า ซิตี้ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2553 ภาพยนตร์นี้มีคุณค่าในฐานะเป็นสื่อบันทึกงานประพันธ์เรื่องสำคัญของนักเขียนบทละครวิทยุที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของไทย และยังเป็นหลักฐานแห่งความเฟื่องฟูของละครวิทยุที่ยุคหนึ่งได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์จำนวนมาก ในขณะเดียวกัน ตัวภาพยนตร์ยังได้รับการกล่าวถึงในฐานะผลงานแนวนิยายวิทยาศาสตร์แบบกึ่งแฟนตาซี (Soft Sci-Fi) ยุคแรก ๆ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ท่ามกลางท้องเรื่องและค่านิยมต่าง ๆ ที่จับใจผู้ชมชาวไทย รวมถึงการดำเนินเรื่องด้วยตัวละครหญิงเป็นหลัก ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างสะท้อนให้เห็นถึงขนบของภาพยนตร์ไทยในช่วงต้นทศวรรษ 2500 \n\n\nหมายเหตุ: ชื่อเรื่อง สุรีรัตน์ล่องหน สะกดตามที่ปรากฏในไตเติลภาพยนตร์ ขณะที่ข้อมูลแวดล้อมอื่น ๆ เช่น ข้อมูลของบริษัท กันตนา เจ้าของบทประพันธ์ จะสะกดชื่อบทประพันธ์เรื่องนี้ว่า “สุรีย์รัตน์ล่องหน”\n\n","รางวัลพระสุรัสวดี ครั้งที่ 5 ประจำปี พ.ศ. 2505 ผู้แสดงประกอบหญิงยอดเยี่ยม สุพรรณ บูรณะพิมพ์, ตุ๊กตาเงิน รางวัลพิเศษสำหรับผู้ถ่ายภาพเทคนิคยอดเยี่ยม วิจารณ์ ภักดีวิจิตร",""],
    [220,"ครั้งที่ 11","ห้วงรักเหวลึก","2498","บริพัตร์ภาพยนตร์ ","ชอุ่ม วิสุทธิผล","สมควร กระจ่างศาสตร์","หลวงวิจิตรวาทการ ","สมควร กระจ่างศาสตร์, สุพรรณ บูรณะพิมพ์, ม.ล.รุจิรา อิศรางกูร, เติม โมรากุล, จันตรี สาริกบุตร, สำราญ เหมือนประสิทธิเวช, มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา, สาหัส บุญหลง, ล้อต๊อก, สมพงษ์ พงษ์มิตร, ชูศรี มีสมมนต์","ภาพยนตร์","ฟิล์ม 16 มม. / สี / พากย์ / 80 นาที","นวนิยาย วรรณกรรม หลวงวิจิตรวาทการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่านผู้หญิงละเอียด สิทธิสตรี สุพรรณ บูรณะพิมพ์ ราชินีแห่งการละคร","ห้วงรักเหวลึก เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากนวนิยายเรื่อง “ห้วงรัก-เหวลึก” ของหลวงวิจิตรวาทการ บุคคลผู้มีบทบาทสำคัญต่อการเมืองและสังคมไทย โดยเฉพาะในช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ระหว่างปี 2481 – 2487 ที่เขามีสถานะเป็นเสมือน “ขุนพลทางความคิด” ข้างกายของจอมพล ป. และเป็นผู้นำความคิดของท่านผู้นำไปถ่ายทอดเป็นงานวรรณกรรมและบทละคร\n\n\nเมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลก ครั้งที่ 2 หลวงวิจิตรวาทการ และ จอมพล ป. ได้ตกเป็นผู้ต้องหาในฐานะอาชญากรสงคราม จากการมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนกองทัพญี่ปุ่น ต่อมาเมื่อถูกยกฟ้อง ใน พ.ศ. 2488  หลวงวิจิตรวาทการได้ใช้เวลาในช่วงที่ต้องว่างเว้นจากราชการ หันไปเขียนนวนิยายนับสิบเรื่องและเรื่องสั้นอีกจำนวนมาก ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองอีกครั้ง ในปี 2493 เมื่อจอมพล ป. กลับมามีอำนาจ “ห้วงรัก-เหวลึก” ถือเป็นนวนิยายที่สำคัญที่สุดที่หลวงวิจิตรวาทการประพันธ์ขึ้นในช่วงดังกล่าว ทั้งเป็นเรื่องที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และมีขนาดยาวที่สุด รวมทั้งได้รับการวิเคราะห์วิจารณ์ถึงมากที่สุด \n\n\n“ห้วงรัก-เหวลึก” พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน พ.ศ. 2492 โดยมีความยาวถึง 5 เล่ม เล่าเรื่องราวของหญิงแกร่งที่ชื่อว่า ประพิมพรรณ ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน ซึ่งต้องผจญกับผู้คนมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ และพบชะตากรรมอันเลวร้ายทั้งชีวิตและความรักจนบีบให้เธอต้องลุกขึ้นสู้อย่างไม่ปราณี แม้จะถูกวิสามัญฆาตกรรม แต่วีรกรรมของเธอก็ยังได้รับการยกย่องจากผู้คนทั่วไป การได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้อ่าน ทำให้ ประพิมพรรณ เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของผู้หญิงนักสู้ ในช่วงที่กระแสความคิดเรื่องสิทธิสตรีกำลังได้รับการพูดถึงในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2485 โดยมีแกนนำคือ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภริยาของจอมพล ป. ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้ก่อตั้งสภาสตรีแห่งชาติ ใน พ.ศ. 2499\n\n\nปี พ.ศ. 2498 บริษัท บริพัตร์ภาพยนตร์ ได้นำบทประพันธ์ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของสังคมเรื่องนี้มาสร้างภาพยนตร์ 16 มม. พากย์ เรื่อง ห้วงรักเหวลึก โดยตัดตอนชีวิตของประพิมพรรณมาจากช่วงต้นของนวนิยาย ราว 10 ตอนแรก จากความยาวทั้งหมด 50 ตอน เป็นช่วงที่เธอได้กระทำการฆาตกรรมถึงสองครั้งทั้งกับ มาโนช คนรักคนแรก และ พรเพิ่ม อดีตสามี รวมทั้งเข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมเพื่อนรักของเธอเอง ก่อนจะจบลงด้วยการเดินทางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างจังหวัด \n\n\nนักแสดงเกือบทั้งหมดของ ห้วงรักเหวลึก เช่น สุพรรณ บูรณะพิมพ์, ม.ล.รุจิรา อิศรางกูร, จันตรี สาริกบุตร, มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ฯลฯ รวมถึง สมควร กระจ่างศาสตร์ ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้กำกับด้วย ล้วนแล้วแต่เป็นนักแสดงมีชื่อในยุคเฟื่องฟูของละครเวทีในช่วงปลายสงครามโลก ครั้งที่ 2 ก่อนที่กลุ่มคนละครเวทีจะกลายมาเป็นผู้ขับเคลื่อนวงการภาพยนตร์ ให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งหลังจบสงคราม และนอกจาก ห้วงรักเหวลึก ในช่วงทศวรรษ 2490 นี้ วรรณกรรมยุคหลังสงครามของหลวงวิจิตรวาทการยังได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เหล็กล้างแค้น (2494) คลุมถุงชน (2499) หนีเมีย (2499)  รวมถึง พระเจ้ากรุงธนบุรี (2495) ที่สร้างจากบทประพันธ์ในช่วง 2480\n\n\nห้วงรักเหวลึก จึงมีคุณค่าในฐานะภาพยนตร์ที่สร้างมาจากนวนิยายที่โด่งดังที่สุดของบุคคลที่เคยมีอิทธิพลทางความคิดต่อสังคมไทยมากที่สุดคนหนึ่ง และเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมเรื่องสิทธิสตรีในสังคมไทยยุคแรกเริ่ม ทั้งการตอบโต้การกดขี่ทางเพศ และการเดินเรื่องโดยผู้หญิงซึ่งไม่ได้เป็นกุลสตรีตามขนบ ในขณะเดียวกันยังเป็นบทบันทึกซึ่งเหลืออยู่น้อยนิดของวงการภาพยนตร์ไทย ช่วงก่อน พ.ศ. 2500 ที่นักแสดงที่มีชื่อเสียงจากละครเวทีกำลังมีบทบาทสำคัญ รวมถึงเป็นประจักษ์พยานในฝีมือการแสดงภาพยนตร์ยุคแรกของ สุพรรณ บูรณะพิมพ์ นักแสดงหญิงผู้ได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะ “ราชินีแห่งการละคร” \n\n\nปี 2526 ช่วงที่ โดม สุขวงศ์ กำลังทำหอภาพยนตร์ทดลอง ที่วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ ประยุกต์ บุนนาค หนึ่งในอาสาสมัครของโครงการได้ซื้อฟิล์มภาพยนตร์เรื่องนี้มาจากตลาดของเก่าคลองถม แต่พบว่ามีเพียงม้วน 1 และม้วน 3 ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งหอภาพยนตร์แห่งชาติแล้ว ปี 2529 โดม สุขวงศ์ ได้ซื้อฟิล์มภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งมาจากตลาดคลองถม และพบโดยบังเอิญว่ามีฟิล์ม ห้วงรักเหวลึก ม้วน 2 ติดมาในกระเป๋า จึงนับว่าเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการอนุรักษ์มาตั้งแต่ยุคบุกเบิกเริ่มต้นประวัติศาสตร์หอภาพยนตร์","",""],
    [221,"ครั้งที่ 11","[คำปราศรัยในวันครบรอบปีที่ 2 แห่งการปฏิวัติ 20 ตุลาคม 2503] (ไม่สมบูรณ์)","2503","สถานีโทรทัศน์กองทัพบก","","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาวดำ / เสียง / ความยาว 36 นาที","จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติทำการรัฐประหารรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ ปราศรัย สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5","จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติทำการรัฐประหารรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม มาตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 และต่อมาได้รัฐประหารรัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจร อีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 เพื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้เริ่มเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2502 และประกาศตัวว่าเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติและหัวหน้ารัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว\n\nขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จอมพล สฤษดิ์ มักจะปรากฏตัวทางโทรทัศน์และวิทยุเพื่อแถลงการณ์หรือกล่าวรายงาน กล่าวคำปราศรัย ในโอกาสต่าง ๆ แก่ประชาชนเสมอ และด้วยบุคลิกท่าทีแข็งกร้าว เอาจริงเอาจัง ขึงขัง พูดเสียงดัง และเรียกตัวเองว่าข้าพเจ้า เรียกผู้ฟังว่าเพื่อนร่วมชาติและมิตรร่วมชีวิต ทำให้ประชาชนจดจำได้ทันที โดยเฉพาะวลีที่กลายเป็นคำพูดประจำตัว คือ “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว” ซึ่งมีผู้ที่ประทับใจ เห็นว่าจอมพล สฤษดิ์ เป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาปราบทุกข์เข็ญและภัยของบ้านเมือง\nหอภาพยนตร์ได้รับมอบภาพยนตร์บันทึกคำปราศรัยหรือแถลงการณ์ของจอมพล สฤษดิ์ จำนวนหนึ่ง จากสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 โดยเป็นภาพยนตร์ที่สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ซึ่งขณะนั้นคือ ช่อง 7 อันเป็นสถานีที่รัฐบาลของคณะปฏิวัติของจอมพล สฤษดิ์ จัดตั้งขึ้น เป็นผู้ถ่ายทำ และออกอากาศทางสถานีนั้น ในบรรดาภาพยนตร์ชุดดังกล่าวเท่าที่มีหลงเหลืออยู่ เรื่องที่โดดเด่นที่สุดคือ ภาพยนตร์บันทึกคำปราศรัยในวันครบรอบปีที่ 2 แห่งการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2503 อันเป็นการสรุปผลการทำงานในช่วง 2 ปีที่จอมพล สฤษดิ์ได้ดำเนินการวางแผนโครงการเศรษฐกิจและการศึกษา ซึ่งเตรียมปฏิบัติใช้จริงในปี 2504\n\nภาพยนตร์จัดฉากถ่ายทำในห้องทำงานของนายกรัฐมนตรี สันนิษฐานว่าเป็นที่ทำเนียบรัฐบาล จอมพล สฤษดิ์นั่งที่โต๊ะทำงาน หันหน้าตรงมาทางกล้องหรือผู้ชม ด้านหลังโต๊ะเป็นตู้หนังสือ มีธงชาติตั้งประดับสองข้างโต๊ะ หลังตู้มีโล่ตราสำนักนายกรัฐมนตรี เหนือขึ้นไปบนผนังประดับพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 9  โดยนายกรัฐมนตรีถือปึกกระดาษในมือเพื่ออ่านปราศรัย ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับภาพยนตร์บันทึกคำปราศรัยหรือแถลงการณ์ของจอมพล สฤษดิ์ เรื่องอื่น ๆ ที่หอภาพยนตร์พบ กล่าวเฉพาะเรื่องนี้ ภาพยนตร์ได้ถ่ายทอดให้เห็นภาพและเสียงของจอมพล สฤษดิ์ อ่านรายงานผลงานของรัฐบาลสมัยปฏิวัติในรอบสองปีที่ผ่านมาให้ประชาชนทราบ ไปทีละกระทรวง ว่าได้ทำอะไรสำเร็จบ้าง มีการตัดไปที่ภาพยนตร์และภาพนิ่งประกอบเนื้อหาตามเสียงรายงานของนายก สลับไปมากับภาพนายกรัฐมนตรีอ่านรายงาน อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์ที่หอภาพยนตร์ได้รับมานี้ เปิดเรื่องมาด้วยภาพจอมพล สฤษดิ์ กล่าวไปพอสมควรแล้ว เมื่อตรวจสอบจากเอกสารประมวลสุนทรพจน์ของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.ศ. 2502 – 2504 พบว่าคำปราศรัยนี้ยาวถึง 13 หน้ากระดาษ และส่วนที่ขาดหายไปจากภาพยนตร์นั้น กินความยาวไปประมาณเกือบ 5 หน้า\n\nนอกจากผลงานต่าง ๆ ของรัฐบาล เนื้อหาสำคัญคือการที่ จอมพล สฤษดิ์ ได้กล่าวถึงว่า ข้าพเจ้ามารับงานของประเทศชาติในเวลาที่เหลือแต่กระดูก เนื้อหนังได้หมดไปเสียแล้ว จึงต้องมาสร้างเนื้อสร้างตัวกันใหม่ ซึ่งการจะสร้างตัวขึ้นมาได้นั้นต้องใช้เวลานาน ไม่สามารถเอาเงินมาหว่านแจกเพื่อหาเสียงหาคะแนนนิยมได้ เพราะเงินนั้นหมดไปนานแล้ว และจะไม่ยอมให้มีใครร่ำรวยขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีด้วยการให้อภิสิทธิ์ การโกงกิน การที่จะสร้างเนื้อหนังขึ้นมาใหม่จึงต้องมีการจัดตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นการเริ่มมีแผนพัฒนาฉบับแรกของประเทศ นอกจากนี้ยังย้ำว่ารัฐบาลสมัยปฏิวัติต้องการสร้างชนชั้นกลางให้เป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ และสุดท้ายได้กล่าวให้คำขวัญ “ที่พูดจากดวงใจของข้าพเจ้าฝากไว้กับดวงใจของท่านทั้งหลาย” ว่า “งานปฏิวัติจะพัฒนาการประเทศไทยได้สำเร็จ ก็เมื่อคนไทยทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในสมัยปฏิวัตินี้ ร่วมกันทำงานเพื่อบรรลุผลที่มุ่งหมาย”\n\nภาพยนตร์นี้นอกจากจะเป็นตัวอย่างของการกล่าวรายงานประชาชนของนายกรัฐมนตรีไทยทางสื่อโทรทัศน์ในกาลสมัยนั้น  ยังมีคุณค่าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตชีวา มีบุคลิกภาพ มีอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งนักประวัติศาสตร์ไม่อาจศึกษาได้จากเอกสารอื่นใดเกี่ยวกับสมัยปฏิวัติของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยเฉพาะในแง่ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงความสามารถในการเป็นนักปราศรัยของจอมพล สฤษดิ์ ที่คนไทยยุคหนึ่งเคยติดใจ และยังเป็นอนุสรณ์ถึงผลพวงของการรัฐประหารครั้งที่กล่าวกันว่า เป็นการล้างระบบทางการเมืองของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ออกไปอย่างเด็ดขาด และสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบ “ไทย ๆ” ขึ้นมาใหม่ ซึ่งดูเหมือนยังคงฝังรากมาจนถึงปัจจุบัน","",""],
    [222,"ครั้งที่ 11","[โสกันต์พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต]","2471","","พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว","","","","บันทึกเหตุการณ์","ฟิล์ม 16 มม. / ขาวดำ / เงียบ / 14 นาที","พระราชพิธีโสกันต์ พิธีการโกนจุก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ภาพยนตร์ส่วนพระองค์ รัชกาลที่ 7","พระราชพิธีโสกันต์ เป็นพิธีการโกนจุกของพระโอรสธิดาและพระนัดดาหรือหลานของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ถ้าเป็นเจ้านายผู้ชายจะทำเมื่ออายุย่างเข้า 11 - 13 พรรษา ถ้าเป็นเจ้านายผู้หญิงเมื่อครบ 11 พรรษา โสกันต์ใช้เรียกสำหรับเจ้านายชั้นเจ้าฟ้าและพระองค์เจ้า หากต่ำกว่าคือหม่อมเจ้าลงมาใช้เกษากันต์  ถ้าเป็นสามัญชนเรียกว่าพิธีตัดจุก พิธีการนี้เป็นเครื่องหมายที่ทำให้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญในช่วงเจริญวัยของเด็ก และเตรียมตัวเตรียมใจเข้าสู่การเริ่มเป็นผู้ใหญ่ต่อไป\n\n\nแม้เชื่อว่าน่าจะมีการถ่ายภาพยนตร์พระราชพิธีโสกันต์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ภาพยนตร์เริ่มเข้ามาในสยาม แต่หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุด คือการแจ้งความฉายภาพยนตร์พระราชพิธีโสกันต์และเกษากันต์ สมัยรัชกาลที่ 7 ปี 2470 ที่โรงภาพยนตร์พัฒนากร กรุงเทพฯ ซึ่งสันนิษฐานว่าถ่ายทำโดยกองภาพยนตร์เผยแผ่ข่าว กรมรถไฟหลวง แต่ทว่า ในกรุภาพยนตร์ของกรมรถไฟหลวง ที่หอภาพยนตร์ได้อนุรักษ์ไว้นั้น มีเพียงเศษฟิล์มภาพยนตร์ที่ระบุว่า แห่โสกันต์ เหลืออยู่เพียงเล็กน้อย\n\n\nอย่างไรก็ตาม หอภาพยนตร์ยังอนุรักษ์ภาพยนตร์บันทึกพระราชพิธีโสกันต์และเกษากันต์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดไว้ได้อีกจำนวนหนึ่ง หนึ่งในนั้นคือ พระราชพิธีโสกันต์พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต พระโอรสบุญธรรม และ เกษากันต์ หม่อมเจ้ายุธิษเฐียร สวัสดิวัตน์ พระอนุชาร่วมพระมารดาในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2471 (นับตามปีปฏิทินแบบเก่า 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่) ที่อยู่ในกรุภาพยนตร์ส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว \n\n\nภาพยนตร์บันทึกพระราชพิธีโสกันต์และเกษากันต์ เป็นฟิล์ม 16 มม. ขาวดำ เงียบ 1 ม้วน ซึ่งกินเวลาฉายประมาณ 12 นาที เป็นภาพยนตร์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงถ่ายด้วยฝีพระหัตถ์และโปรดให้ข้าราชบริพารถ่ายด้วย และคงเป็นการบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมไว้ทำนองเป็นที่ระลึกอย่างหนังบ้าน ซึ่งเป็นหนังที่ถ่ายเก็บไว้ดูภายในครอบครัว มิได้มีการตัดต่อเพื่อเล่าเรื่องตามลำดับเหตุการณ์ และมิได้ตั้งชื่อเรื่อง (หอภาพยนตร์จึงได้ตั้งชื่ออย่างลำลองในลักษณะของหนังบ้าน) แต่ข้อเด่นของภาพยนตร์ คือการบันทึกให้เห็นอิริยาบถและกิริยาอาการที่อาจจะสนุกสนานและตื่นเต้นของเจ้านายเล็ก ๆ ที่จะเข้าพิธีโสกันต์และเกษากันต์ ซึ่งได้รับการปรนนิบัติจากพระญาติผู้ใหญ่หรือข้าราชบริพาร มีการตัดแต่งพระเกษาและแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างเต็มพระยศก่อนจะเสด็จไปเข้าพิธี การเข้าฉากเพื่อตั้งท่าถ่ายรูปเป็นที่ระลึกตามธรรมเนียม ซึ่งเหล่านี้เป็นหลังฉากของพิธีการ และน่าจะทรงถ่ายโดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  \n\n\nในขณะที่ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในพระราชพิธี ได้แก่ การเข้าขบวนแห่ไปตามถนนในพระบรมมหาราชวัง เห็นริ้วขบวนต่าง ๆ ตามแบบแผนของพระราชพิธี ผ่านบรรดาชาววังและข้าราชสำนักที่เฝ้าชมขบวนแห่ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกทรงรับพระกรเจ้านายเล็ก ๆ ที่เข้าพิธีโสกันต์และเกษากันต์ จากพระเสลี่ยงคานหาม เข้าไปในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อทำพิธีพราหมณ์และพุทธ พระสงฆ์สวดมนต์ถวายพระพร พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระกรรไกรกรรบิด เริ่มตัดปอยผมพระเกษาของเจ้านายเล็ก ๆ  แล้วพระญาติผู้ใหญ่และพระบิดาของเจ้านายน้อย ๆ ตัดพระเกษาที่เหลือ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาส่งพระกรเจ้านายเล็กที่โสกันต์แล้วขึ้นพระเสลี่ยงคานหามแห่ออกไป ในช่วงท้ายของภาพยนตร์ ทรงถ่ายให้เห็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิ์วัตนวิศิษฏ์และพระองค์เจ้าอาภาพรรณี พระบิดาและพระมารดาของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ในขณะที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี กำลังทรงกล้องถ่ายรูปนิ่งบันทึกภาพเหตุการณ์นี้เป็นการส่วนพระองค์ และนอกจากจะเป็นงานโสกันต์และเกษากันต์ของพระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต และ หม่อมเจ้ายุธิษเฐียร สวัสดิวัตน์ แล้ว ยังปรากฏว่ามีเจ้านายหญิงอีกอย่างน้อยสามพระองค์ได้รับพิธีโสกันต์และเกษากันต์ปรากฏในภาพยนตร์นี้ด้วย\n\n\nแม้ว่าภาพยนตร์นี้ มิอาจแสดงถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของพระราชพิธีโสกันต์และเกษากันต์ได้อย่างครบถ้วน และไม่แน่ชัดว่าเหตุการณ์ในภาพยนตร์ดำเนินไปตามลำดับเวลาที่ถูกต้องตามจริงหรือไม่ แต่บันทึกความทรงจำของครอบครัวที่พระเจ้าแผ่นดินได้พระราชนิพนธ์ไว้ด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์นี้ ยังถือเป็นตัวอย่างอันมีค่าและหายาก ที่ได้แสดงให้เราในปัจจุบันเห็นประจักษ์ถึงพระราชพิธีเก่าแก่อย่างหนึ่งที่สืบทอดมายาวนานในราชสำนักสยามซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะไม่มีการจัดขึ้นอีกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475","",""]
]}
