<data xmlns:xsi="http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance">
<row _id="1"><ชื่อท้องถิ่น>ซิ เก่ พอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ลิงลาว เอื้องแลว นางแลว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Aspidistra sutepensis K.Larsen </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Aspidistra</Genus><Family>‎Asparagaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นในป่าดิบแล้งและป่าดิบเขาของภาคเหนือและภาคอีสาน โดยเฉพาะบริเวณริมลำธารที่มีความชื้นสูง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ลิงลาวเป็นพืชล้มลุก แตกกอมีเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบเดี่ยวออกเวียนจากลำต้นใต้ดิน รูปขอบขนาน ปลายใบแหลม  แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกออกจากลำต้นใต้ดิน ตั้งตรงชูก้านดอกขึ้นคล้ายดอกกล้วยไม้ ดอกย่อยสีขาวอมม่วง บานจากล่างขึ้นบน ผลแบบแคปซูล  สีเขียวเข้ม </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?words=%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3&amp;typeword=group</URL><การใช้ประโยชน์>ดอก-นำมาแกง
ใบและราก –นำมาทุบแล้วลนไฟบริเวณที่ปวดเมื่อย หรือกระดูกหัก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="2"><ชื่อท้องถิ่น>โหม่ โห่ ลอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ยาง-ทาแผลเมื่อโดนน้ำร้อนลวกหรือโดนไฟ
ทั้งลำต้น –นำมาปลูกทำรั่วบ้านหรือสวน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="3"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ มี เค</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sensitive plant, sleepy plant, touch-me-not </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไมยราบ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Mimosa pudica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Mimosa</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>LC 2012</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบกระจายทั่วไป  ในที่โล่งเตียนทั่วไป  ชอบพื้นที่แห้งแล้ง แสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไมยราบเป็นไม้ล้มลุกกึ่งเลื้อย ทอดแผ่ไปตามพื้นดิน ลำต้นมีขนละเอียดและหนามโค้งงอ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ไวต่อการสัมผัส ยาว 10-13 ซม. ประกอบด้วย 4 ใบย่อย เรียงตัวแบบนิ้วมือ ยาว 4.5-8 ซม. ใบย่อย 17-22 คู่ รูปใบหอก กว้าง 2.5-3 มม. ยาว 10-14 มม. ผิวใบด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีม่วงอ่อน ช่อดอก รูปทรงกลม ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพู ผลเป็นฝักแบน เป็นข้อๆ อยู่รวมกันเป็นช่อ เมื่อสุกสีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1503</URL><การใช้ประโยชน์>ราก-นำมาต้นกินเป็นยาแก้ไอ หรือ ขับเสมหะ
และเป็นยาบำรุงกระเพราะอาหาร
ทั้งต้น –รักษาอาการปัสสาวะขัด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="4"><ชื่อท้องถิ่น>เชะ โพ เกว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bitter bush, Siam weed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สาบเสือ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Chromolaena odorata (L.) R.M.King &amp; H.Rob.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Chromolaena</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ตามที่รกร้างทั่วไป ชอบพื้นที่แห้งแล้ง แสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>สาบเสือเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้าน สูงได้ถึง 1.5 เมตร ทุกส่วนของต้นขณะที่ยังอ่อนมีขน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ ผิวใบมีขน กว้าง 2-6.5 ซม. ยาว 5.5-11.5 ซม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวหรือขาวแกมม่วง ผลแห้ง ไม่แตก ลักษณะเป็นเส้นยาวแบน มีขน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/211</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ- ขยี้แล้วกดบริเวณแผลช่วยห้ามเลือด
ราก-ต้มน้ำดื่มแก้ปวดเมื่อย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="5"><ชื่อท้องถิ่น>ต่า พอ หล่ะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบ-ขยี้แล้วทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="6"><ชื่อท้องถิ่น>แปล่ โค่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cussumuna ginger</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไพล </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zingiber montanum (J.Koenig) Link ex A.Dietr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zingiber </Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายทั่วไป ในที่ดินร่วนซุยระบายน้ำได้ดี  ชอบอากาศค่อนข้างร้อน และมีความชุ่มชื้นในเวลากลางคืน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุก สูง 0.7-1.5 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีเหลืองแกมเขียว มีกลิ่นเฉพาะ แทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอประกอบด้วยกาบหรือโคนใบหุ้มซ้อนกัน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานแกมใบหอก ขนาดใบกว้าง 3.5-5.5 ซม. และยาว 18-35 ซม. ช่อดอก แทงจากเหง้าใต้ดิน กลีบดอกสีนวล ใบประดับสีม่วง ผลเป็นผลแห้ง รูปทรงกลม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2914</URL><การใช้ประโยชน์>เหง้า-ต้มกินแก้ท้องอึด ท้องเฟ้อ รักษาแผลในกระเพาะช่วยขับลมหรือแก้ปวดท้อง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="7"><ชื่อท้องถิ่น>ป่อ เก่อ  รอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Fingerroot, Chinese ginger, Chinese keys, Galingale</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระชาย กระชายขาว กระชายเหลือง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Boesenbergia</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2013</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักพบขึ้นในป่าดิบร้อนชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุก มีเหง้าสั้น แตกหน่อได้ มีรากอวบ เป็นรูปทรงกระบอกหรือรูปทรงไข่ค่อนข้างยาว ปลายเรียว มีความยาวประมาณ 4-10 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร ออกเป็นกระจุก ผิวมีสีน้ำตาลอ่อน ส่วนเนื้อในมีสีเหลืองและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีประมาณ 2-7 ใบ ลักษณะของใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ลักษณะเป็นรูปรี ใบยาวประมาณ 12-50 เซนติเมตรและกว้างประมาณ 5-12 เซนติเมตร โคนใบมนหรือแหลม ส่วนปลายใบเรียวแหลม มีขอบเรียบ เส้นกลางใบ ด้านใบ และกาบใบด้านบนจะเป็นร่อง ส่วนด้านล่างจะนูนเป็นสัน ด้านใบเรียบมีความยาวประมาณ 7-25 เซนติเมตร ส่วนกาบใบเป็นสีชมพูยาวประมาณ 7-25 เซนติเมตร ระหว่างก้านใบและกาบใบจะมีลิ้นใบ ออกดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงลด โดยจะออกที่ยอดระหว่างกาบใบคู่ในสุด มีความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร แต่ละดอกจะมีใบประดับ 2 ใบ มีสีขาวหรือสีขาวอมชมพูอ่อน ๆ เป็นรูปใบหอกกว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3.5-4.5 เซนติเมตร ที่กลีบเลี้ยงมีสีขาวหรือสีขาวอมชมพูอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 1.7 เซนติเมตร ปลายจะแยกเป็น 3 แฉก ส่วนกลีบดอกมีสีขาวหรือสีขาวอมชมพูอ่อน โคนติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 6 เซนติเมตร และปลายแยกเป็น 3 กลีบ เป็นรูปใบหอก มีขนาดไม่เท่ากัน กลีบใหญ่มี 1 กลีบ กว้างประมาณ 7 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 1.8 เซนติเมตร ส่วนอีก 2 กลีบจะมีขนาดเท่ากัน กว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร มีเกสรตัวผู้อยู่ 6 อัน แต่มี 5 อันที่เปลี่ยนไปมีลักษณะเหมือนกลีบดอก โดย 2 กลีบบนมีสีชมพู รูปไข่กลับขนาดเท่ากัน มีความกว้างประมาณ 1.2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.7 เซนติเมตร ส่วนอีก 3 กลีบล่างมีสีชมพูติดกันเป็นกระพุ้ง มีความกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.7 เซนติเมตร และที่ปลายจะแผ่กว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร มีสีชมพูหรือสีม่วงแดงเป็นเส้นอยู่เกือบทั้งกลีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงกระเปาะและปลายกลีบ จะมีเกสรตัวผู้ที่สมบูรณ์อยู่ 1 อัน ก้านชูอับเรณูหุ้มก้านเกสรตัวเมีย </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2/</URL><การใช้ประโยชน์>เหง้า-ใช้บรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอึด ท้องเฟ้อและยังรักษาริดสีดวง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="8"><ชื่อท้องถิ่น>ซ่ะ บอ ลอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Guava</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ฝรั่งขี้นก ฝรั่ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Psidium guajava L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Psidium</Genus><Family>Myrtaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไป  เจริญเติบโตได้ในทุกสภาพพื้นที่ แต่ชอบดินปนทรายที่ระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้น สูง 3-10 เมตร เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลแดงสลับเทา ลอกหลุดเป็นแผ่นบางๆ ได้ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรี หรือรูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 3-8 ซม. ยาว 6-14 ซม. ดอกเดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว ร่วงง่าย เกสรตัวผู้จำนวนมาก ผลเป็นผลสด เมล็ดกลม มีจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2511</URL><การใช้ประโยชน์>ผลไม้
ใบ-ทุบแล้วนำมาดื่ม รักษาอาการแก้ปวดท้อง
หรือ นำมาสระผม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="9"><ชื่อท้องถิ่น>หละ กา หล่ะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Chinese chives, Chinese onion, Chinese scallion, Japanese scallion, Oriental onion</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หอมปรัง หอมซู เกียวซัง เซาะโกซวย กระเทียมจีน คิว ชิงฉ้อย ลกเกี๋ย หอมแป้นหยวก  หัวคิว หัวซู </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Allium chinense G. Don</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Allium</Genus><Family>Amaryllidaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2013</IUCN Red List><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mplant/word.aspx?linkback=genus&amp;genus=Allium&amp;keyback=</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ,ราก-ใช้ทำอาหารยับยั้งการเกิดเชื้อรา
ต้านอนุมูลอิสระ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="10"><ชื่อท้องถิ่น>ผงะ หจี่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Vietnamese mint, Vietnamese cilantro, hot mint, laksa leaf</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักไผ่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Polygonum odoratum Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Polygonum</Genus><Family>Polygonaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าทั่วไป  โดยเฉพาะบริเวณริมลำธาร  ที่มีความชื้นสูง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักไผ่เป็นพืชล้มลุก สูง 30-35 ซม. ลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน มีรากงอกออกตามข้อที่สัมผัสดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปหอก ขนาดใบกว้าง 2-3 ซม. ยาว 5-8 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ หูใบเชื่อมติดกันเป็นหลอดหุ้มลำต้นเหนือข้อ มีกลิ่นเฉพาะ ช่อดอกกระจะออกที่ปลายยอด ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวนวลหรือสีชมพูม่วง ผลขนาดเล็ก เมล็ดจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2899</URL><การใช้ประโยชน์>ทำอาหารจิ้มกับลาบ
ใบ-ใช้รับประทานช่วยทำให้เจริญอาหาร
ทั้งต้น-ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="11"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ เอ เช</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Galangal, Greater Galangal, Chinese Ginger</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ข่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Alpinia galanga (L.) Willd.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Alpinia</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป ขึ้นได้ดีในที่ดอน ชอบดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ ชุ่มชื้น แต่ไม่ชอบน้ำขัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ข่าเป็นไม้ล้มลุกสูง 1.5-2 เมตร เหง้ามีข้อปล้องชัดเจน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอก วงรี หรือเกือบขอบขนาน กว้าง 7-9 ซม. ยาว 20-40 ซม. ช่อดอกออกที่ยอด ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายแยกเป็น 3 กลีบ กลีบใหญ่ที่สุด มีริ้วสีแดง ใบประดับรูปไข่ ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ รูปกลม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1413</URL><การใช้ประโยชน์>เหง้า-นำมาต้มดื่มช่วยในการย่อยอาหารแก้อาการเป็นหวัดในช่วงหน้าหนาว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="12"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ เอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Ginger</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขิง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zingiber officinale Roscoe</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zingiber</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป ขึ้นได้ดีในที่ดอน ชอบดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ ชุ่มชื้น ระบายน้ำดี ไม่ชอบน้ำขัง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขิงเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เปลือกเหง้ามีสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวลมีกลิ่นหอมเฉพาะ ลำต้นเทียมแทงขึ้นเป็นกอ มีกาบใบหุ้มซ้อนกัน ใบเดี่ยวเรียงสลับถี่ รูปหอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 12-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนสอบ ขอบเรียบ ผิวใบเรียบและมัน ช่อดอกรูปกระบองโบราณ แทงขึ้นจากเหง้า ดอกย่อยสีขาว ทุกๆ ดอกมีกาบสีเขียวปนแดงรูปโค้งห่อรองรับ กลีบดอกและกลีบเลี้ยง มีอย่างละ 3 กลีบ หลุดร่วงเร็ว โคนกลีบดอกม้วนห่อ ปลายกลีบแผ่กว้าง เกสรผู้มี 6 อัน  ผลรูปทรงกลม และแข็ง </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8%87/</URL><การใช้ประโยชน์>เหง้า-นำมาต้มดื่มแก้อาการจุกเสียดช่วยบรรเทาอาการโรคภูมิแพ้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="13"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ ว่อ เซ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>American basil, hoary basil</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>แมงลัก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ocimum americanum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ocimum</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ชอบที่ราบโล่งแจ้ง ปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ควรปลูกช่วงต้นฤดูฝน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุก ลำต้นตรง โคนต้นแข็ง สูงประมาณ 40-65 ซม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมสีขาวและสีม่วง ใบสีเขียวอ่อน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามแบบตั้งฉาก รูปไข่ ปลายใบแหลมหรือเรียวยาว โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบมีขนนุ่มปกคลุม ออกดอกเป็นช่อฉัตรที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาว เมล็ดรูปรีขนาดเล็กสีดำ เมื่อละลายน้ำจะพองตัว เป็นพืชที่มีขนนุ่มปกคลุมทั้งต้น และมีกลิ่นหอมฉุน  
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ กอมก้อส้มสีแหล้ ลำต้นสีม่วง และกอมก้อแคสีขาว ลำต้นสีขาว รสชาติเฝื่อนและมีกลิ่นฉุนกว่า  มีกลิ่นเฉพาะที่แตกต่างกัน ชาวบ้านนิยมรับประทานทั้ง 2 ชนิด
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/162</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ-แก้หวัดแก้อาการคัดจมูก
เม็ดแมงลัก-แก้อาการท้องผูกไม่ถ่ายขับ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="14"><ชื่อท้องถิ่น>พอ เซ หมื้อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Kitchen mint, Menthe kitchen mint</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สะระแหน่ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Mentha × villosa Huds.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Mentha </Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป  ชอบขึ้นตามที่ลุ่มชื้นแฉะ ชอบดินร่วงซุย </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุก เลื้อยแผ่ไปตามดิน ลำต้นสี่เหลี่ยม สีเขียวแกมม่วงน้ำตาล แตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีค่อนข้างกว้าง กว้าง       1.5-2.5 ซม. ยาว 2-3 ซม. ผิวใบย่น ขอบใบหยักฟันเลื่อย มีกลิ่นเฉพาะ ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ หอมด่วนใหญ่ ก้านสีม่วง และหอมด่วนน้อย ก้านสีเขียว ใบมน
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88/</URL><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-ช่วยแก้อาการหน้ามืดตาลายด้วยการต้มดื่มกับขิงสด ช่วยบรรเทาอาการแก้หวัด น้ำมูกไหล แก้ไอ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="15"><ชื่อท้องถิ่น>ป่า หน่า ค่อ เมะ เดาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Asiatic pennywort, Tiger herbal, Gotu kola</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>บัวบก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Centella asiatica (L.) Urb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Centella</Genus><Family>Apiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นบริเวณดินที่มีความชุ่มชื้นสูงมาก และชอบร่มเงา  พบขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุก อายุหลายปี เลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน แตกรากฝอยตามข้อ ไหลที่แผ่ไปจะงอกใบจากข้อชูขึ้น 3-5 ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไต เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-5 ซม. ขอบใบหยักก้านใบยาว ช่อดอกออกที่ซอกใบ ขนาดเล็ก 2-3 ดอก กลีบดอกสีม่วง ผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=155</URL><การใช้ประโยชน์>ลำต้น ใบ-รับประทาน เพื่อบำรุงสายตา
ใบ-ตำพอกแก้โรคผิวหนัง ต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="16"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ ก่อ หล่า ซู</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Licorice weed, Scoparia-weed </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กรดน้ำ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Scoparia dulcis L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Scoparia</Genus><Family>Plantaginaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไปเป็นกลุ่มบริเวณชายฝั่ง ชายน้ำ ริมบึงที่ชื้น </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุก มีใบเดี่ยวออกรอบข้อ 3 ใบ รูปหอก กว้าง        0.4-0.5 ซม. ยาว 1.2-1.4 ซม. ปลายใบแหลม โคนสอบ ขอบจักซี่ฟันลึกและห่าง ลำต้นเป็นเหลี่ยม ช่อดอกขนาดเล็กออกตามซอกใบเป็นกระจุก ดอกย่อยสีขาว มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ มีผลเดี่ยวทรงกลมสีเขียวตามซอกใบ ผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1105</URL><การใช้ประโยชน์>ราก-แก้ไอ,ขับเสมหะหรือกินสดลดไข้
ใบและลำต้น-ต้นเป็นยาบำรุงร่างกาย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="17"><ชื่อท้องถิ่น>ช่อ โต่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เปลือก-มัดของ(ใช้แทนเชือก)</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="18"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ บรึ หล่ะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Betel Vine</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>พลู</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Piper betle L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Piper</Genus><Family>Piperaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย แอฟริกา พบขึ้นอยู่ในบริเวณที่มีความชื้นสูง ชอบอากาศร้อน แต่ไม่ชอบแสงแดดจัดหรืออุณหภูมิสูงเกินไป นิยมปลูกในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พลูเป็นไม้เลื้อย เกาะโดยใช้รากฝอยที่แตกตามข้อใบ เป็นใบเดี่ยวรูปหัวใจ ปลายใบแหลม หน้าใบมัน ใบมีกลิ่นเฉพาะตัว ดอกออกรวมกันเป็นช่อแน่น ขนาดเล็ก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ไทยเกษตรศาสตร์
ประโยชน์ดอทคอม</Author><URL>http://www.thaikasetsart.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B9/
https://prayod.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B9/</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ-ช่วยให้ฟันและเหงือกแข็งแรง ช่วยดับกลิ่นปาก ต้มน้ำกินแก้อาการปวดท้อง แก้ลมพิษ  นำนำไปอังไฟให้ร้อนประคบบริเวณที่บวมช้ำ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="19"><ชื่อท้องถิ่น>นัวะ หม่อ เคอะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เหง้า-ต้มกินและสามารถนำมาทำขนมหวาน หรือนำมาแกงก็ได้
ใบ-นำมาผัดกิน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="20"><ชื่อท้องถิ่น>นัวะเบาะ เก้</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cassava, Manioc, Tapioca </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มันสำปะหลัง สำโรง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Manihot esculenta Crantz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Manihot</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ชอบดินปนทรายร่วนซุย ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พืชล้มลุก มีหัวสะสมอาหารใต้ดิน ใบประกอบแบบนิ้วมือ 3 ใบ เรียงสลับ รูปหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนแหลม ขอบเรียบ ผิวใบเรียบมัน ก้านใบยาว 8-15 ซม. มีหูใบ 2 ข้าง ลำต้นมียางใส ช่อดอกกระจะออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ผลกลุ่มทรงกลม ลักษณะมีปีกบางเป็นซีก เมล็ดสีน้ำตาล
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ มันต้างขาว และมันต้างแดง 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/204</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ ยอดอ่อนและผลอ่อน-ลวกจิ้มน้ำพริก
หัวมันสำปะหลัง-นำมาต้มกิน ทอดหรือทำขนมก็ได้
ลำต้น-สามารถนำมาใช้เป็นท่อนพันธุ์ได้ โดยนำมาตัดเป็นท่อนๆแล้วนำไปปลูก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ชำหัว ชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="21"><ชื่อท้องถิ่น>คึ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Elephant ear, Taro, Japanese taro, Wild taro</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>บอน เผือก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Colocasia esculenta (L.) Schott</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Colocasia</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป ชอบขึ้นตามหนองน้ำ พื้นที่น้ำขัง ริมลำธาร.</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บอนเป็น พืชล้มลุกหลายฤดู มีหัวใต้ดิน ไหลเลื้อยไปเป็นต้นใหม่ ใบและลำต้นสีเขียวสดหรือสีเขียวอมน้ำตาล ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ ก้านใบอวบน้ำ ขนาดใหญ่ยาว สีเขียวแกมม่วงโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ มีน้ำยางเหนียวสีขุ่น หากสัมผัสโดนผิวหนังจะคัน ดอกออกเป็นช่อ สีขาวนวล มีกาบยาวรีสีเหลืองนวลหุ้มช่อดอก โคนป่องมีช่องเปิดมองเห็นช่อดอกเป็นกระเปาะตรงกลาง มีกลิ่นหอม ส่วนปลายของช่อดอกเป็นดอกตัวผู้ ส่วนโคนเป็นดอกตัวเมีย ก้านช่อดอกสั้นกว่าก้านใบ 
ในชุมชนมี 4 ชนิด คือ บอนหวาน จุดกลางใบสีขาว  บอนคันหรือบอนแท้ จุดกลางใบสีแดงม่วง  บอนผา ผิวใบเป็นมันและหนา  และบอนดำ 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%99/</URL><การใช้ประโยชน์>หัวเผือก-นำมาทำอาหารหรือขนมก็ได้
ลำต้นใบอ่อน-นำมาแกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ชำหัว แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="22"><ชื่อท้องถิ่น>วะกลึ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ไผ่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ลำต้น -ทำฟาก
-ทำตอก
-ทำรั้ว
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="23"><ชื่อท้องถิ่น>ต่อ ปล่า สะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล  -กิน
ลำต้น  - นำมาทำเสาบ้าน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="24"><ชื่อท้องถิ่น>แบ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>สำลี</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>นำมา-ทำด้ายสำหรับทอผ้าและหมัดมือในพิธีกรรมของชาวกะเหรี่ยง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="25"><ชื่อท้องถิ่น>ผะ แขะ เดาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Gentleman’s toes, Ivy gourd, Little gourd, Scarlet-fruited gourd</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตำลึง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Coccinia grandis (L.) Voigt</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Coccinia</Genus><Family>Cucurbitaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ตั้งแต่ป่าชายหาด ที่รกร้าง ข้างถนน และชายป่าต่างๆ ทั่วประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ตำลึงเป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ใบเดี่ยว เรียงสลับ มีมือเกาะเป็นเส้นยาวออกตรงข้ามใบ รูปค่อนข้างกลม หักเป็นห้ามุมหรือเว้าลึกเป็นแฉก 3 หรือ 5 แฉก กว้างและยาว 5-8 ซม. โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ดอกเดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก ออกที่ซอกใบ แยกเพศ อยู่คนละต้น กลีบดอกสีขาว รูประฆัง ผลเป็นผลสด รูปทรงกระบอก ผลสุกสีแดง เนื้อเละ มีเมล็ดมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=3661</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ-นำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำแล้วคั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่ถูกแมลง สัตว์กัดต่อย 
ยอดอ่อน-นำมาทำแกงหรือผัดก็ได้  
ผลอ่อน-นำมาลวกกินกับน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="26"><ชื่อท้องถิ่น>คี่ เหต่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ละหุ่ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ricinus communis L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ricinus</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกา ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้พุ่ม สูงได้ถึง 5 ม. แยกเพศร่วมต้น มีต่อมน้ำต้อยกระจายตามขอบหูใบ โคนก้านใบ โคนแผ่นใบ และโคนใบประดับ หูใบเชื่อมติดกันรูปสามเหลี่ยม ยาวได้ถึง 1.5 ซม. โอบรอบกิ่ง ร่วงเร็ว ใบเรียงเวียน รูปฝ่ามือ 6-11 แฉก เส้นผ่านศูนย์กลาง 10-20 ซม. โคนแบบก้นปิด ขอบจักฟันเลื่อยไม่เท่ากัน ปลายจักเป็นต่อม ช่อดอกแบบช่อกระจะ หรือแยกแขนงสั้น ๆ ดอกเพศผู้อยู่ช่วงล่าง ดอกเพศเมียอยู่ช่วงบน ไม่มีกลีบดอกและจานฐานดอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ แยกจรดโคน รูปสามเหลี่ยม ยาวได้ถึง 1 ซม. ในดอกเพศเมียคล้ายเกล็ด เกสรเพศผู้เชื่อมติดกันเป็นมัด แยกสองแฉกหลายหน รังไข่ 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุลเม็ดเดียว มีเกล็ดคล้ายหนาม ก้านเกสร 3 อัน ยาวเท่า ๆ กลีบเลี้ยง ปลายแฉกลึก ติดทน ผลแห้งแตก รูปรี ยาวประมาณ 1.5 ซม. จัก 3 พู มีขนคล้ายหนาม เมล็ดผิวมีปื้นสีน้ำตาล จุกขั้วจัก 2 พู</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=5080</URL><การใช้ประโยชน์>ก้านใบ-ใช้เป่าใส่หู แก้หูอื้อ
ผลออ่น –ทำอาหาร
ใบ-ช่วยแก้เลือดลมพิการ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="27"><ชื่อท้องถิ่น>เซะ ชอ เอะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบ-นอนทับหรือนั่งทับหลังคลอดเพื่อไม่ให้วิงเวียนศรีษะ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="28"><ชื่อท้องถิ่น>เซะ ชิ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-ตำกินเป็นของทานเล่นหรือเป็นอาหาร
ลำต้น-นำมาทำฟืนนติดไฟได้ดี</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="29"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ ฮี</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Blady grass</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าคา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Imperata cylindrica (L.) Raeusch.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Imperata </Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>มีถิ่นกำเนิดชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน แพร่กระจายบริเวณเขตร้อนทั่วโลก เป็นวัชพืชพบทั่วไปในที่โล่ง และมีความชื้นสูงทั่วประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าอายุหลายปี มี ลำต้นเป็นไหลใต้ดิน เส้นค่อนข้างกลมทอดยาวได้ไกล ลำต้นเหนือดิน เป็นกอตั้งตรง สูง 40-150 ซม. ใบ แตกจากโคนกอ รูปขอบขนาน เนื้อหยาบแข็ง กว้าง 0.5-1.5 ซม. ยาว 30-75 ซม. ลิ้นใบ เป็นแผ่นเนื้อแข็ง ยาวประมาณ 3 มม. ดอก สีขาวเป็นแบบช่อแกนแยกแขนงแคบ รูปรีหรือทรงกระบอก กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 6-15 ซม. ช่อดอกย่อยรูปหอก มีขนสีขาวคล้ายไหม กาบช่อย่อยรูปเรือ เนื้อบางคล้ายเยื่อ กาบคลุมล่างเนื้อโปร่งบาง กาบคลุมบนรูปหอก เนื้อบางสีชมพูอ่อน อับเรณู 2 อัน สีเหลืองหรือสีส้ม ยอดเกสรเพศเมียสีชมพูหรือสีม่วง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1597</URL><การใช้ประโยชน์>ราก-เป็นยาแก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร แก้ขัดเบา กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เหง้าหรือราก-เป็นยาขับปัสสาวะ
ใบ-ต้มอาบแก้ลมพิษ หรือนำมาสานทำหลังคา
ทั้งต้น-เป็นยาแก้ไขพิษและไขวาฬ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="30"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ ข้อ เดาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ยอดออ่น-หลวกจิ้มน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="31"><ชื่อท้องถิ่น>ป่อ ดะ บอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>tapeworm plant, ribbonbush</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตะขาบหิน ว่านตะขาบ ตะขาบบิน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Homalocladium platycladum (F.Muell.) L.H.Bailey</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Homalocladium</Genus><Family>Polygonaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปทุกภาคของประเทศ ชอบความชื้นปานกลาง ได้รับแสงแดดเต็มวัน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ตะขาบหินเป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูง 1-2 เมตร ลำต้นแบน แตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยว เรียงสลับ ร่วงง่าย รูปใบหอกแกมเส้นตรง กว้าง 0.5-1.5 ซม. ยาว  2-5 ซม. ช่อดอกออกเป็นกระจุกที่บริเวณข้อ แยกเพศอยู่คนละต้น กลีบรวมสีขาวแกมเขียว ผลสด รูปค่อนข้างกลม เมื่อสุกสีแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1743</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ-นำมาขยี้ใส่แผลที่โดนตะขาบกัดถือ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="32"><ชื่อท้องถิ่น>ต่า ค่า เดอะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เพี้ยกระทิง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบยอดอ่อน-กินกับลาบดอก-ลวกกินกัน้ำพริก
ใบ-นำมาย่างไฟอ่อนแล้วขยี้เป็นแผ่นเล็กๆเพื่อเพิ่มรสขม ยอดอ่อนและดอก-รับประทานสดหรือนำไปผึ่งแดดให้แห้งและใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="33"><ชื่อท้องถิ่น>โกล โบ เส่ ละ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Culantro, Long coriander, Sawtooth coriander</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักชีฝรั่ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Eryngium foetidum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Eryngium</Genus><Family>Apiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ปัจจุบันมีการเพาะปลูกทั่วโลก ชอบดินร่วนปนทราย ชอบอยู่ในร่ม ชอบพื้นที่ไม่แฉะเกินไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เหง้าใต้ดินและอาจอยู่เหนือดินเล็กน้อย เป็นกระเปราะกลมรีอยู่เหนือราก ใบแทงออกจากเหง้าที่เป็นลำต้นเรียงเวียนรอบเหง้าแน่นเป็นกระจุกรูปไข่ขอบขนวน ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย และ
มีหนามเล็กที่ปลายฟันเลื่อย ใบแข็งกระด้าง ใบอ่อนมีสีเขียวสด เมื่อแก่มีสีเขียวเข้ม ดอกช่อแทงออกตรงกลางของลำต้น ใบประดับที่ก้านดอกรูปหอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปขนานแกมรูปไข่ สีเขียว กลีบดอก 5-7 กลีบ สีขาว ดอกย่อยจำนวนมาก เกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านชูอับเรณูสีขาว เกสรเพศเมียเป็นเส้นด้าย 2 เส้น ไม่มีฐานเกสร ผลแห้งจะปริแตกออกเป็น 2 ซีก แต่ละซีก เมล็ดจำนวนมาก
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>Unknown
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)</Author><URL>http://biodiversity.crru.ac.th/public/bio2018/File%20PDF/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87.pdf
http://sathai.org/2020/03/10/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b-%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87/
</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ-ใช้ทำอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="34"><ชื่อท้องถิ่น>ก่อ หล่า โพ ซะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Pea eggplant, Turkey berry, prickly nightshade</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะเขือพวง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum torvum Sw.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นในพื้นที่รกร้าง บนไหล่เขาหรือกลางแจ้ง เป็นไม้ที่ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บ่าแคว้งกุลาเป็นไม้พุ่มเตี้ย ลำต้นและกิ่งก้านมีขนนุ่มปกคลุม ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปรี ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเว้าตื้น มีหนามเล็ก ๆ กระจายทั่วไปตามลำต้นและใบ ดอกเป็นช่อออกตามซอกใบและปลายกิ่ง สีขาว ผลทรงกลม ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม ภายในมีเมล็ดแบนสีน้ำตาล จำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=3055</URL><การใช้ประโยชน์>ผล-ใช้ทำอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="35"><ชื่อท้องถิ่น>ซะ หม่อ จื้อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Burmese grape</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะไฟ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Baccaurea ramiflora  Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Baccaurea</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบมากในป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะไฟเป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูงถึง 15 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อนเทา แตกเป็นร่องตื้น ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปหอกแกมรูปขอบขนาน ขอบใบเรียบหรือหยักเป็นติ่งแหลม ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเกลี้ยง ท้องใบสีอ่อนกว่าหลังใบ ช่อดอกสั้นๆ ออกตามลำต้นและกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีเหลืองหรือชมพูอมเหลือง กลิ่นหอมเล็กน้อย ผลกลุ่มออกเป็นช่อยาวห้อยลง ผลย่อยรูปทรงกลม เนื้อผลอวบน้ำ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลืองหรือชมพูอมแดง เมล็ดค่อนข้างแบน มีเยื่อสีชมพูห่อหุ้ม หนึ่งผลมี 1–3 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=989</URL><การใช้ประโยชน์>ผล-นำมากิน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="36"><ชื่อท้องถิ่น>หม่อ  โพล</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>หมากเขียว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ยวก-ใช้ทำอาหาร
ผล-ทานเล่นหรือบางคนทานกับหมาก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="37"><ชื่อท้องถิ่น>คื้อ ที โบ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Elephant ear, Taro, Japanese taro, Wild taro</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>บอน เผือก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Colocasia esculenta (L.) Schott</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Colocasia</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป ชอบขึ้นตามหนองน้ำ พื้นที่น้ำขัง ริมลำธาร.</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บอนเป็น พืชล้มลุกหลายฤดู มีหัวใต้ดิน ไหลเลื้อยไปเป็นต้นใหม่ ใบและลำต้นสีเขียวสดหรือสีเขียวอมน้ำตาล ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ ก้านใบอวบน้ำ ขนาดใหญ่ยาว สีเขียวแกมม่วงโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ มีน้ำยางเหนียวสีขุ่น หากสัมผัสโดนผิวหนังจะคัน ดอกออกเป็นช่อ สีขาวนวล มีกาบยาวรีสีเหลืองนวลหุ้มช่อดอก โคนป่องมีช่องเปิดมองเห็นช่อดอกเป็นกระเปาะตรงกลาง มีกลิ่นหอม ส่วนปลายของช่อดอกเป็นดอกตัวผู้ ส่วนโคนเป็นดอกตัวเมีย ก้านช่อดอกสั้นกว่าก้านใบ 
ในชุมชนมี 4 ชนิด คือ บอนหวาน จุดกลางใบสีขาว  บอนคันหรือบอนแท้ จุดกลางใบสีแดงม่วง  บอนผา ผิวใบเป็นมันและหนา  และบอนดำ 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%99/</URL><การใช้ประโยชน์>น้ำจากกั้นใบ-ใช้เป็นยาห้ามเลือด
น้ำจากลำต้นใต้ดิน-ใช้รักษาพิษ
    ลำต้น-ใช้พอกแผลรวมทั้งแผลที่เกิดจากงูกัด
หัว-ใช้เป็นยาระบาย ขับถ่ายปัสสาวะ 
ทั้งต้น-ต้มเป็นอาหารให้หมูกิน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ชำหัว แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="38"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ ยอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Turmeric</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขมิ้น</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Curcuma longa L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Curcuma</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป ขึ้นได้ดีในที่ดอน ชอบดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ อากาศค่อนข้างร้อนและมีความชุ่มชื้นในเวลากลางคืน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขมิ้นเป็นพืชล้มลุก สูง 30-90 ซม.เหง้าใต้ดินรูปไข่ มีแขนง รูปทรงกระบอก เนื้อในเหง้าสีเหลืองส้ม มีกลิ่นเฉพาะ ใบเดี่ยว แทงออกจากเหง้า รูปใบหอก กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. ช่อดอกแทงจากเหง้า แทรกระหว่างก้านใบ รูปทรงกระบอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ใบประดับสีเขียวอ่อน บานครั้งละ 3-4 ดอก ผล รูปกลมมี 3 พู</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1264</URL><การใช้ประโยชน์>ใช้ยารักษาโรคกะเพาะ ใช้ทาเวลาแมงกัด ต่อย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="39"><ชื่อท้องถิ่น>พอเจ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ต้นลีลาวดี</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Plumeria sp.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ยางใช้ทาแผล</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="40"><ชื่อท้องถิ่น>ซ่ะ เล่ หงอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ยอดอ่อน-นำมาทำเป็นแกงหรือต้มจิ้มกับน้ำพริกก็ได้
ต้น-สามารถทำเป็นเสาบ้านได้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="41"><ชื่อท้องถิ่น>แคแม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bamboo grass, Tiger grass</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตองกง, ก๋ง, เค้ยหลา, เลาแล้ง,  หญ้ากาบไผ่ใหญ่, หญ้าไม้กวาด, หญ้ายูง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Thysanolaena latifolia (Roxb. ex Hornem.) Honda</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Thysanolaena</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในทุกภาคของประเทศที่มีพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 45 เมตร ขึ้นไป ขึ้นทั่วไปบริเวณเนินเขา พื้นที่ลาดเขา ริมธารน้ำ และริมถนน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พืชกลุ่มหญ้าอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรงและแข็งมาก สูง 3-4 เมตร ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปหอก กว้าง 4.7-9.1 ซม. ยาว 41.0-76.7 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ มีกาบใบเรียบหุ้มลำต้น หูใบเป็นแผ่นเยื่อบางๆ สีน้ำตาลอ่อน ช่อดอกแยกแขนงขนาดใหญ่ออกที่ปลายยอด มีขนนุ่มละเอียดปกคลุม ช่อดอกย่อยขนาดเล็ก มีดอกย่อย 2 ดอก ดอกล่างลดรูปเป็นเยื่อบาง ดอกเป็นหมัน ดอกบนเป็นดอกสมบูรณ์เพศ เมล็ดมีขนาดเล็ก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=1171&amp;view=showone&amp;Itemid=132</URL><การใช้ประโยชน์>ต้น-ใช้ทำไม้กวาด
ใบ-ทำขนม( เหม่ต่อ ใช้ในการทำพิธีมัดมือ)</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="42"><ชื่อท้องถิ่น>ซะ เก่อ เป่อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ลิ้นจี่ป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Nephelium hypoleucum Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Nephelium</Genus><Family>Sapindaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นเองทุกภาคของประเทศไทย ในป่าดิบแล้ง  เจริญเติบโตได้ในดินทุกประเภท</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ลิ้นจี่ป่าเป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูงถึง 20 เมตร เปลือกต้นสีเทาแตกสะเก็ด ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 3–5 คู่ ใบรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ดอกออกเป็นช่อ แบบแยกแขนง ตามปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาว ผลรูปไข่กลับ ออกเป็นพวงใหญ่ ผิวคล้ายลิ้นจี่ ผลสุกสีแดงเข้ม มีเนื้อผลสีขาวติดกับเมล็ด หนึ่งผล มี      1 เมล็ด ผลมีรสเปรี้ยว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=988&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>ผล-นำมากิน
ลำต้น-สามารถใช้เป็นเสาบ้าน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="43"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ ดุย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-สามารถนำมากินเล่นๆถือเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่อยู่ในป่า
ใบ-นำมาล้างจานสำหรับคนสมัยก่อน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="44"><ชื่อท้องถิ่น>สะ สุ เปล</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เอนอ้า เอนอ้าขน จุกนารี โคลงเคลง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Osbeckia stellata Buch.-Ham. ex Ker Gawl.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Osbeckia</Genus><Family>Melastomataceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นตามที่โล่ง ทุ่งหญ้า และสันเขาที่ชื้นแฉะ สามารถพบได้จนถึงระดับความสูง 2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เอนอ้าเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก กิ่งก้านเป็นเหลี่ยม มีขนปกคลุม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปรีหรือรูปไข่แกมรูปใบหอก โคนใบมน ปลายใบแหลม แผ่นใบมีขนแข็งปกคลุมทั้งสองด้าน ดอกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงออกตามปลายกิ่ง กลีบดอกและกลีบเลี้ยงมีอย่างละ 4 กลีบ อับเรณูเรียวยาวปลายเป็นจะงอยรูปตัวเอส (S) ผลแบบแคปซูล รูปคนโฑ มีเมล็ดเป็นจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/257</URL><การใช้ประโยชน์>ผล-นำมากินเล่นๆเป็นผลไม้ในป่า</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="45"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ ที</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sugar cane</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>อ้อย </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Saccharum officinarum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Saccharum</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกในสวน และบริเวณบ้านเรือน ทั่วไป ชอบดินร่วนที่มีอินทรียวัตถุสูง น้ำไม่ท่วมและมีการระบายน้ำดี ชอบแสงมาก</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เป็นไม้ล้มลุก สูง 2-5 เมตร ลำต้นสีม่วงแดง มีไขสีขาวปกคลุม ไม่แตกกิ่งก้าน ใบเดี่ยว เรียงสลับ กว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 0.5-1 เมตร ช่อดอก ออกที่ปลายยอด สีขาว ผลเป็นผลแห้ง ขนาดเล็กอ้อยมีหลายพันธุ์ แตกต่างกันที่ความสูงความยาวของข้อและสีของลำต้น</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2410</URL><การใช้ประโยชน์>ช่วยแก้อาการช้ำใน
ช่วยแก้อากการเจ็บคอ
ช่วยให้เจริญอาหาร
ช่วยแก้อาการเมาค้าง อ่อนเพลีย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="46"><ชื่อท้องถิ่น>พอ เต่อ กอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sunflower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ทานตะวัน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Helianthus annuus L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Helianthus</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2016</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาตะวันตก นิยมปลูกเป็นแปลง เป็นไม้ที่ปลูกง่ายและโตเร็ว</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ลักษณะของลำต้นจะตรง สูงประมาณ 3-4 ฟุต แต่ถ้าปลูกในถิ่นที่มีอากาศเย็นอาจสูงได้ถึง 6 ฟุต ใบจะออกสลับกัน ลักษณะของใบกลมรีกว้างประมาณ 4-8 นิ้ว ยาว 1 ฟุต ขอบใบจะเป็นรอยจักฟันเลื่อย ปลายใบแหลม ดอกนั้นจะมีขนาดใหญ่ ดอกบานเต็มที่โตประมาณ 5-10 นิ้ว มีสีเหลืองสด ตรงกลางดอกจะมีเกสรเป็นวงเกือบเท่าตัวดอก กลีบดอกจะบานแผ่เป็นวงกลมทำให้เกสรดอกเด่นชัดขึ้น</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ภาควิชาพืชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</Author><URL>http://natres.psu.ac.th/Department/PlantScience/510-111web/510-482web/510-482web-1-10-46/Common%20Sunflower.htm</URL><การใช้ประโยชน์>เม็ด-เป็นของทานเล่น
ทั้งต้น-ปลูกประดับบ้านให้สวยงาม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="47"><ชื่อท้องถิ่น>ต่า เหงาะ ละ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ผักแพวแดง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Iresine herbstii Hook. </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Iresine</Genus><Family>Amaranthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ต้น ไม้ล้มลุก สูง 50 ซม.  ใบ เดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปโล่แกมรูปไข่ รูปวงรีหรือรูปไข่กลับ กว้าง 2-4 ซม. ยาว 3-6 ซม. ปลายเว้า สีแดง และมีแถบขวางสีชมพู  ดอก ช่อ ออกที่ปลายก่ิง สีขาวแกมเหลือง มีท้งดอกสมบูรณ์และแยกเพศ  ผล แห้ง ไม่แตก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เมดไทย (Medthai)</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=743
https://medthai.com/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87/</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ-ใช้ทาแผลเวลาโดนมีดบาดหรือห้ามเลือดต่างๆ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="48"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ หว่อ โป่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Lapine, Lemon grass</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตะไคร้</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cymbopogon citratus (DC.) Stapf</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cymbopogon </Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป  เจริญได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนซุย  ชอบน้ำ ชอบแดด น้ำไม่ขัง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ตะไคร้เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปีสูง 0.75-1.2 เมตร แตกเป็นกอ เหง้าใต้ดินมีกลิ่นเฉพาะ ข้อและปล้องสั้นมากกาบใบสีขาวนวลหรือขาวปนม่วง ยาวและหนาหุ้มข้อและปล้องไว้แน่น ใบเดี่ยว เรียงสลับ กว้าง 1-2 ซม. ยาว 70-100 ซม. แผ่นใบและขอบใบสากและคม ออกดอกยาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี</Author><URL>http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_25.htm</URL><การใช้ประโยชน์>ใบและลำต้น-นำมาทุบไล่ยุง
ลำต้น-นำมาประกอบอาหารต่างๆ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ชำเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="49"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ เต่อ มี่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Para cress, Toothache plant, Spot flower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักคราด ผักคราดหัวแหวน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Acmella oleracea (L.) R.K.Jansen</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Acmella</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปตามดินที่ชื้นแฉะ  ชอบขึ้นบริเวณกลางแจ้ง  ทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักเผ็ดเป็นไม้ล้มลุก สูง 30-40 ซม. ลำต้นค่อนข้างกลม อวบน้ำ อาจมีสีม่วงแดง ต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปสามเหลี่ยม กว้าง 3-4 ซม. ยาว 3-6 ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย ช่อดอกออกที่ซอกใบ รูปกรวยคว่ำสีเหลืองอ่อน ผลเป็นผลแห้ง รูปไข่
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ผักเผ็ดใหญ่ ดอกขาว และผักเผ็ดน้อย ดอกสีเหลือง มีรสชาติเผ็ดกว่า และนิยมกินมากกว่า 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1185</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดออ่อน-ทำอาหาร
ทั้งต้น -เป็นอาหารสุกร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="50"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ เซอ แบย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ยอดอ่อน-ผักจิ้ม
ทั้งต้น-ต้มให้สุกรกินเป็นอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="51"><ชื่อท้องถิ่น>หม่อ เถาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Yard long bean</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ถั่วฝักยาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Vigna unguiculata subsp. sesquipedalis (L.) Verdc.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Vigna</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและอินเดีย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้เลื้อยพัน มีมือเกาะ ใบประกอบแบบสามใบ เกิดสลับบนต้นหรือกิ่ง ใบจริงคู่แรกเกิดด้านบนใบเลี้ยง
และใบที่เกิดต่อ ๆ ไป ขนาดเล็ก ค่อนข้างแหลมถึงกลมรี รูปร่างของใบเป็นรูปไข่หรือรูปหอก สีเขียวถึงเขียว
เข้ม ที่โคนใบมีหูใบ 2 อัน ดอกช่อกระจะ รูปดอกถั่ว ออกตามซอกมุมใบ แต่ละช่อมี 1-6 ดอก เกสรเพศผู้มี 10
อัน เกสรเพศผู้ 9 อัน ล้อมรอบรังไข่ ส่วนอีก 1 อัน อยู่ตัวแยกเป็นอิสระ เกสรเพศเมีย มีรังไข่ยาว สีเขียว มีก้าน
ชูเกสร และยอดเกสรมีขนฟูสีขาว ผลเป็นฝัก ทรงกลม มีสีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้ม ปลายฝักมีสีเขียวหรือสีม่วง
ผิวขรุขระ สีเขียว ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ มีร่องแบ่งสีเขียวเข้มตรงกลางผล 2 เส้น อยู่คนละฝั่งตลอดแนวความยาว
ผล เมล็ดมีรูปร่างคล้ายไต มีหลายสี เช่น สีขาว น้้าตาล ด้า และสีสลับน้้าตาล-ขาว ด้า-ขาว และแดง-ขาว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>Unknown
เมดไทย (Medthai)</Author><URL>http://biodiversity.crru.ac.th/public/bio2018/File%20PDF/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7.pdf
https://medthai.com/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7/</URL><การใช้ประโยชน์>ผล-นำมาผัดกิน
ยอดอ่อน-นำมาต้มกินจิ้มน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="52"><ชื่อท้องถิ่น>กี่  โก่มื่อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-ต้มน้ำดื่มแก้อาการเจ็บคอ อาการเวียนหัว หน้ามืดตามัว ปวดหลัง ปวดท้อง
ต้นและใบ-นำมาต้มจิ้มน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="53"><ชื่อท้องถิ่น>แหนะ ซ่ะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Pineapple</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สับปะรด </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ananas comosus (L.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ananas</Genus><Family>Bromeliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ชอบอากาศร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสมราว 24-29 องศาเซลเซียส </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พืชล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นแก่ค่อนข้างแข็ง และออกหน่อใหม่ด้านข้าง ใบเรียงสลับถี่รอบต้น ก้านใบกางโอบลำต้น รูปขอบขนาน เรียวคล้ายดาบโค้ง กว้าง 2-6 ซม. ยาว 50-150 ซม. ขอบใบมีหนามขนาดเล็ก เนื้อใบแข็ง ผิวใบด้านหลังสีขาวนวล ช่อดอก ออกปลายยอด ก้านช่อดอกยาว มีใบประดับอยู่ส่วนบนและล่างของช่อดอก ผลขนาดใหญ่รูปไข่หรือทรงกระบอก กว้าง 8–20 ซม. ไม่มีเมล็ดสมบูรณ์</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/Herbarium/Archives/PlantFile/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%94.html</URL><การใช้ประโยชน์>เปลือก-นำมาทำเป็นปุ๋ยหมัก
ผล-นำมากิน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ ปักชำจุกหรือใบประดับส่วนบน</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="54"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ โน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ยาง-ผสมน้ำแก้เปวดเมื่อยตามตัว 
เปลือก-ต้ม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="55"><ชื่อท้องถิ่น>โน้ เดาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Arrowleaf Monochoria, False pickerelweed, Leaf pondweed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักเขียด, ผักฮิ้นน้ำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Monochoria hastata (L.) Solms</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Monochoria</Genus><Family>Pontederiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบที่อินเดีย เนปาล ศรีลังกา จีน พม่า ภูมิภาคอินโดจีน และภูมิภาคมาเลเซีย ขึ้นตามที่ชื้นแฉะ หนองน้ำ ทะเลสาบ และท้องนา</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้น้ำล้มลุก สูงได้ถึง 2 ม. เหง้ายาว มีกาบใบแก่หุ้ม ใบรูปสามเหลี่ยม ยาว 5-25 ซม. โคนรูปเงี่ยงใบหอก ก้านใบยาว 30-90 ซม. ช่อมีกาบหุ้ม ออกตามซอกกาบ ก้านใบช่วงที่มีช่อดอกยาว 7-10 ซม. ช่อดอกแบบช่อกระจุกคล้ายช่อซี่ร่ม ยาว 2-6 ซม. ก้านช่อสั้น ดอกจำนวนมาก ก้านดอกยาว 1-3 ซม. กลีบรวมสีม่วงอ่อน มี 6 กลีบ แยกจรดโคน วงนอก 3 กลีบ วงใน 3 กลีบ รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ยาว 1-1.6 ซม. บิดม้วนงอในผล เกสรเพศผู้ 6 อัน ติดที่โคนกลีบรวม อันใหญ่ 1 อัน ก้านชูอับเรณูหนา ยาวกว่าอันเล็ก อับเรณูยาว 5-6 มม. สีม่วง อันเล็ก 5 อัน อับเรณูยาว 3-4 มม. สีเหลือง รังไข่มี 3 ช่อง เกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียรูปเส้นด้าย ปลายมีขนสั้น ผลแห้งแตกเป็น 3 ซีก รูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1 ซม. เมล็ดขนาดเล็กมีปีก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci=Monochoria0hastata0(L.)0Solms</URL><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-นำมาทำเป็นอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="56"><ชื่อท้องถิ่น>ผะ แหวะ เดาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Water clover</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักแว่น</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Marsilea crenata C. Presl</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Marsilea</Genus><Family>Marsileaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ขึ้นตามหนองน้ำที่โล่ง ความสูงต่ำกว่า 1000 เมตร </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เฟินน้ำล้มลุก สูงได้ถึงประมาณ 20 ซม. เหง้ายาวทอดเลื้อย มีเกล็ดรูปเส้นด้ายบาง ๆ รากออกตามโคนใบ ใบอ่อนม้วนงอ ใบประกอบมี 4 ใบย่อย ขนาดเท่า ๆ กัน ติดที่ปลายก้านคล้ายกังหัน รูปไข่กลับ ยาวประมาณ 0.5-2 ซม. ก้านใบยาว 2-3 ซม. หรือยาวได้ถึง 15 ซม. ในใบที่อยู่ใต้น้ำ สปอโรคาร์ปออกที่โคนก้านใบมีหลายอัน ก้านยาวประมาณ 5 มม. สปอโรคาร์ปรูปขอบขนาน ยาว 2-5 มม. สีเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ภายในมีสปอร์จำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=3721</URL><การใช้ประโยชน์>ดอก-นำมาจิ้มกับน้ำพริกแบบสดๆ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ไหล สปอร์</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="57"><ชื่อท้องถิ่น>เหม่ พอ  ที</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-สามารถนำมากินได้เป็นผลไม้ในป่า</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="58"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ ถะ ชิ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบ-ดองจิ้มน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="59"><ชื่อท้องถิ่น>หล้า คลึ บอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบ-ใช้ห่อข้าวหรือเอาไปทำหลังคาบ้าน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="60"><ชื่อท้องถิ่น>ป่อ เหงือ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-นำมาต้มจิ้มน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="61"><ชื่อท้องถิ่น>เซวโบ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ยอดอ่อน-ลวกจิ้มกับน้ำพริก
ทั้งต้น-ต้มเป็นอาหารสุกร
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="62"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ เพ้</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Hog plum</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะกอก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Spondias pinnata (L. f.) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Spondias</Genus><Family>Anacardiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าทั่วไป ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ชอบแสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะกอกเป็นไม้ต้น ผลัดใบสูง 15-25 เมตร เปลือกต้นสีเทา ค่อนข้างเรียบ กิ่งก้านมีช่องอากาศ กระจัดกระจาย ใบประกอบ แบบขนนก ปลายใบคี่ เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนานหรือรูปรี กว้าง 3-4 ซม. ยาว 7-12 ซม. ช่อดอกแยกแขนงออกที่ปลายกิ่ง และซอกใบ ดอกขนาดเล็กสีขาวครีม มีจำนวนมาก ผลสดรูปไข่ มีเนื้อฉ่ำน้ำ สีเหลืองอมเขียว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1790</URL><การใช้ประโยชน์>ผล-ไว้ทำอาหาร
ใบ-กินกับลาบ หรือ จิ้มน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="63"><ชื่อท้องถิ่น>ที ลู่ โพ ซ่ะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-กิน ราก-ต้มยาแก้ปวดเมื่อยตามตัว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="64"><ชื่อท้องถิ่น>โล่ ละ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ปาล์มเจ้าเมืองถลาง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบ-ใช้ทำหลังคาบ้าน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="65"><ชื่อท้องถิ่น>แหนะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบ-ใช้ทำเสื่อ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="66"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ เน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>คะเนียง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Archidendron jiringa (Jack) I.C.Nielsen</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Archidendron</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ป่าดิบ ป่าเบญจพรรณบริเวณหุบเขาลาดชัน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>คะเนียงเป็นไม้ต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมใหญ่แน่นทึบ คลุมลำต้นไว้เป็นส่วนใหญ่ เปลือก เรียบสีเทาหรือน้ำตาลอ่อนปนเทา ใบเป็นช่อแบบขนนกสองชั้น ก้านช่อยาว 1.5-8 ซม. ที่ปลายก้านช่อมีช่อใบแขนงด้านข้าง 1 คู่ ติดตรงกันข้ามช่อใบแขนงยาว 8-29 ซม. แต่ละช่อมีใบย่อย 2-4 คู่ ขึ้นตรงกันข้าม ใบย่อยรูปมนแกมรูปขอบขนาน ขนาดแตกต่างกัน กว้าง 3-9 ซม.ยาว 3-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลมฐานใบมนและเบี้ยวเล็กน้อย แผ่นใบเกลี้ยงไม่ มีขน ดอก สีขาว ขนาดเล็กจำนวน 3-6 ดอก ออกบนช่อกลมเล็กๆ ซึ่งแตกแขนงมาจากช่อใหญ่ ยาว 7-18 ซม. ช่อดอกโปร่งออกตามง่ามใบของใบแก่ที่หลุดร่วงไปแล้วกลีบรองกลีบดอกเล็กมาก มี 5 กลีบ โคนกลีบติดกัน กลีบดอกมี 5 กลีบ ผลแบนยาว รูปบรรทัด มีส่วนคอดเว้าระหว่างเมล็ด กว้างประมาณ 3-5 ซม.ตัวฝักบิดเวียนเป็นเกลียวไปทางเดียวกัน ผิวสีน้ำตาลคล้ำหรือสีน้ำตาลอมม่วง ฝักแก่ผนังจะแตกอ้าออก ผนังหนาคล้ายแผ่นหนัง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษ บรมราชินีนาถ สถายันวิจัยและพัฒนาชายแดนภาคใต้ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2244
http://srdi.yru.ac.th/bcqy/page/322/%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87.html</URL><การใช้ประโยชน์>เปลือก-รักษาเจ็บทรวงอก อมแก้ปวดฟัน 
ใบ-รักษาโรคผิวหนัง รักษาหิด
เมล็ด-ขับปัสสาวะ แก้เบาหวาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="67"><ชื่อท้องถิ่น>เป่อ นัว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Jack fruit tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขนุน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Artocarpus heterophyllus Lam.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Artocarpus</Genus><Family>Moraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ปลูกได้ทั่วไป  ชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี และแสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขนุนไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 15-30 เมตร ลำต้นและกิ่งเมื่อมีบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนมไหล ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ แผ่นใบรูปรี ขนาดกว้าง 5-8 ซม. ยาว 10-15 ซม. ปลายใบทู่ถึงแหลม โคนใบมน ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบหนาผิวด้านล่างสากมือ ช่อดอกแบบช่อเชิงลดแยกเพศอยู่รวมกัน ดอกเพศผู้เรียกว่า "ส่า" ออกตามปลายกิ่ง ดอกเพศเมียจะออกตามกิ่งใหญ่และตามลำต้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นหนามแหลม ผลเป็นผลรวมขนาดใหญ่ ส่วนของเนื้อที่รับประทานเจริญมาจากกลีบดอก ส่วนซังคือกลีบเลี้ยง </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ไม้มงคล 9 ชนิด สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://www.dnp.go.th/EPAC/9/02kanun.htm</URL><การใช้ประโยชน์>ผลสุก-กินเป็นผลไม้
ผลดิบ-ทำแกง
ใบอ่อน-สามารถนำมาจิ้มน้ำพริกได้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="68"><ชื่อท้องถิ่น>ซะ หม่อ เกล่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Tamarind</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะขาม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tamarindus indica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tamarindus</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2017</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>มีถิ่นกำเนิดที่เกาะมาดากัสกาแพร่กระจายแอฟริกาตะวันออกและอินเดีย พบได้ทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ยืนต้น สูง 15-30 เมตร เปลือกสีเทาหรือสีน้ำตาลเข้ม ใบ แบบใบประกอบแบบขนนก ยาว 5-10 ซม. กว้าง 2-4 ซม. ใบย่อย รูปขอบขนาน จำนวน 10-20 คู่ ออกตรงข้าม ยาว 1.2-2 ซม. กว้าง 3-5 มม. ขอบใบเรียบ ปลายเป็นติ่งแหลม ช่อดอก แบบช่อเชิงลดห้อยลง ก้านช่อดอก ยาว 5-10 มม. กลีบเลี้ยง เป็นแผ่นรูปช้อน 2 แผ่น ยาว1-1.2 ซม. กลีบดอก มี 5 กลีบ กลีบเจริญ 3 กลีบ สีเหลืองอ่อนมีเส้นภายในสีแดง กลีบดอก 2 กลีบ ลดรูป เกสรเพศผู้ มีก้านเกสรเชื่อมติดกัน เกสรที่สมบูรณ์ 3 อัน อีก 2 อัน เป็นเส้นเรียว เกสรเพศเมีย เหนือกลีบเลี้ยง ปลายเกสร เป็นก้อนรูปรี ผล แบบฝัก โค้ง ค่อนข้างแบน ยาว 7-15 ซม. กว้าง 2-3 ซม. เปลือกเมื่อแก่สีน้ำตาลเข้ม เมล็ด สีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2075</URL><การใช้ประโยชน์>ราก-นำมาต้มแก้อาการท้องร่วง
ใบสด-ใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขับลมในลำไส้
ผล-นำมาพอกหน้าเพื่อให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="69"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ เนอ แกล</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Common lime, Lime</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะนาว </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Citrus aurantiifolia (Christm.) Swingle</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Citrus</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไป ขึ้นได้ในดินทุกชนิด โดยเฉพาะดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะนาวเป็นไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร กิ่งอ่อนมีหนาม ใบประกอบชนิดมีใบย่อยใบเดียว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปรี กว้าง 3-5 ซม. ยาว 4-8 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบสีเขียวสดแข็งและหนา เนื้อใบมีจุดน้ำมันกระจาย ก้านใบมีครีบเล็กๆ ดอกเดี่ยวหรือช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง มี 4 กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก กลิ่นหอม ร่วงง่าย ผลเป็นผลสด กลมเกลี้ยงและผิวมัน เนื้อผลฉ่ำน้ำ มะนาวที่ชาวบ้านใช้มีผลรูปร่าง 2 แบบ คือ ผลรูปทรงกลม เรียกว่า มะนาว ส่วนผลรูปรีหรือรูปไข่ เรียก มะนาวเมือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=738</URL><การใช้ประโยชน์>น้ำมะนาวนำมาผสมกับน้ำผึ้ง-แก้อาการเจ็บคอ
ใบ-นำมาต้มแก้อาการปัสสาวะกะปริดกะปรอย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="70"><ชื่อท้องถิ่น>หมะ โอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Pomelo, Shaddock</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ส้มโอ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Citrus maxima (Burm.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Citrus</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นในที่โล่ง ดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ยืนต้นวงศ์เดียวกับส้มและมะนาว ตามกิ่งมีหนามกระจายอยู่ห่างๆ ใบเดี่ยวเวียนสลับ แผ่นใบแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงบนจะมีขนาดใหญ่กว่าช่วงล่างมาก ดอกเดี่ยวออกเป็นกลุ่มตามซอกใบ สีขาวหรือสีเขียวอมเหลือง ผลรูปร่างกลมโต ตามผิวของผลมีต่อมน้ำมันกลิ่นหอมกระจายอยู่ทั่วไป เนื้อในแบ่งเป็นกลีบๆ สีสันแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/198</URL><การใช้ประโยชน์>ช่วยป้องการอาการท้องผูกได้ดี และมีส่วนช่วยลดคว่ามเสี่ยงของโรคมะเร็ง </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="71"><ชื่อท้องถิ่น>ซุ เล่ โบ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Crape ginger, Malay ginger, Spiral flag</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เอื้องหมายนา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cheilocostus speciosus (J.Koenig) C.D.Specht</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cheilocostus</Genus><Family>Costaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ชอบขึ้นตามที่ชื้นแฉะ ใต้ต้นไม้ใหญ่ บริเวณเชิงเขา ริมน้ำตก และริมทางน้ำ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน ชอบขึ้นบริเวณที่ชุ่มชื้น สูง 1.5-3 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนานหรือรูปใบหอก กว้าง 5-8 ซม. ยาว 15-40 ซม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว ตรงกลางดอกมีแต้มสีเหลืองหรือชมพู ผลแห้ง แตกได้ รูปขอบขนานแกมสามเหลี่ยม เมื่อสุกสีแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=12269</URL><การใช้ประโยชน์>ลำต้น-ทุบให้สุนัขกินเวลาเจ็บป่วย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="72"><ชื่อท้องถิ่น>ผะ ออ เดาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Water dropwort, Oenanthe</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักชีล้อม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Oenanthe javanica (Blume) DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Oenanthe</Genus><Family>Apiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นในน้ำและที่ชื้นแฉะ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พืชล้มลุกที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำหรือทอดเลื้อยไปตามพื้นผิวดิน มีความสูงของต้นตั้งแต่ 10-100 เซนติเมตร และมีความสูงโดยประมาณอยู่ที่ 60 เซนติเมตร ลำต้นกลวงอวบน้ำ ผิวภายนอกเป็นร่อง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มี 1-3 ชั้นเรียงสลับ ใบย่อยมีลักษณะเป็นรูปรีแคบหรือรูปไข่ มีความกว้างประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว ขอบใบเป็นจักคล้ายฟันเลื่อย ดอกมีขนาดเล็กสีขาวออกเป็นช่อซี่ร่ม ดอกย่อยขนาดเล็ก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 5 ก้าน ผลเป็นผลเดี่ยว ผลแห้งแก่แล้วแตกเป็นสองส่วน ลักษณะของผลค่อนข้างกลมเป็นสัน มีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร และมีก้านเกสรตัวเมียที่ไม่หลุดร่วง มีความยาวประมาณ 1-3 มิลลิเมตร</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1/</URL><การใช้ประโยชน์>ยอด-กินกับน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกไหล ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="73"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ โม่ เหง่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ยอดอ่อน-ต้มหรือผัดกิน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="74"><ชื่อท้องถิ่น>เส่ ที</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-นำมากินเล่นๆเป็นผลไม้ในป่า</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="75"><ชื่อท้องถิ่น>เดาะ ก้า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เพกา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Oroxylum indicum (L.) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Oroxylum</Genus><Family>Bignoniaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพืชที่ขึ้นได้ง่ายตามธรรมชาติ ในที่โล่งชายป่าดิบและไร่ร้างทั่วไป  เจริญเติบโตในดินเกือบทุกชนิด แต่ชอบดินโปร่งร่วนซุย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เพกาเป็นไม้ยืนต้น สูง 3-12 เมตร แตกกิ่งก้านน้อย ใบประกอบแบบขนนกสามชั้น ขนาดใหญ่ เรียงตรงข้ามรวมกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-12 ซม. ช่อดอกออกที่ปลายยอด ก้านช่อดอกยาว ดอกย่อยขนาดใหญ่กลีบดอกสีนวลแกมเขียว โคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หนาย่น บานกลางคืน ผลเป็นฝักขนาดใหญ่ รูปดาบ เมื่อแก่จะแตก ภายในมีเมล็ดแบน สีขาว มีปีกบางโปร่งแสง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=145&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เปลือก-ต้มให้หญิงมีครรค์ดื่มเพื่องให้คลอดบุตรง่าย
ฝักหรือยอดอ่อน-รับประช่วยบำรุงเลือด
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ชำราก</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="76"><ชื่อท้องถิ่น>พอ ปงา ละ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>หนาดหลวง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ราก-ต้มกินเป็นยา
ใบ-นำไปอังไฟให้ร้อนไปประคบแผลฟกช้ำหรือแขนขาที่หัก
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="77"><ชื่อท้องถิ่น>โก้</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เปลือก-ต้มกินแก้อาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="78"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ ตื่อ โปล่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ผักหนาม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Lasia spinosa (L.) Thwaites</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Lasia</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นตามที่ชื้น เช่น ดินเลนตามชายน้ำ หนองน้ำ หรือริมแม่น้ำในป่า</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พืชล้มลุกมีเหง้าทอดเลื้อยไปตามผิวดิน ทุกส่วนมีหนามแหลมล้อมรอบ ใบเดี่ยวรูปลูกศร มีรอยหยักเป็นแฉก ๆ ปลายใบแหลม โคนใบยาวยื่น ใบอ่อนม้วนเป็นแท่งกลม ดอกออกเป็นช่ออัดแน่นบนปลายก้านดอก สีเหลือง มีกาบรองช่อดอกเรียวแหลมสีน้ำตาลแดง บิดเป็นเกลียวห่อหุ้มดอกจนติดผล ผลกลมอัดแน่นเป็นแท่งรูป ทรงกระบอกคล้ายฝักข้าวโพด ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีเหลืองอมแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/261</URL><การใช้ประโยชน์>ราก-ต้มอาบแก้ตุ่ม  ผื่นตามตัว
ยอดอ่อน-ลวกเป็นผักจิ้ม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="79"><ชื่อท้องถิ่น>กี่ โก่ เดาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Paco</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักกูด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Diplazium esculentum (Retz.) Sw.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Diplazium</Genus><Family>Athyriaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นบริเวณที่มีความชื้นสูง หรือตามลำห้วยที่มีน้ำไหลผ่าน มีแสงแดดรำไร ปลูกได้ตามชายคลอง และห้วยหนอง  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พืชไม่มีดอกจำพวกเฟิร์นที่มีต้นขนาดใหญ  มีเหงาทอดเลื้อยตามผิวดิน ใบเปนใบประกอบแบบขนนก 2-3 ชั้น ใบยอยบาง โคนใบมน ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบหยัก ยอดใบอ่อนม้วนงอ ใต้ใบมีอับสปอร์สีน้ำตาลเรียงตามแนวเส้นใบ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1840</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดอ่อน-นำมาทำอาหารจะแกง จะต้ม หรือจะผัดก็ได้ ช่วยบำรุงเลือด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>สปอร์ แยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="80"><ชื่อท้องถิ่น>พอ เด้ ญา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ลำต้นอ่อน-ผักจิ้ม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="81"><ชื่อท้องถิ่น>เป่อ ดะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ตองแตบ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Macaranga denticulata (Blume) Müll.Arg.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Macaranga</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบที่อินเดีย เนปาล ภูฏาน ศรีลังกา จีนตอนใต้ ลาว คาบสมุทรมลายู สุมาตรา และชวา ในไทยพบทุกภาค ขึ้นตามที่โล่งในป่าเสื่อมโทรม ความสูงถึงประมาณ 1200 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ต้น สูงได้ถึง 15 ม. แยกเพศต่างต้น กิ่งเป็นเหลี่ยม มีขนเป็นขุยหนาแน่น ตามกิ่ง หูใบ แผ่นใบด้านล่าง และใบประดับ ร่วงเร็ว หูใบรูปขอบขนาน ยาว 0.3-1 ซม. ใบเรียงเวียน รูปไข่กว้างหรือแกมรูปสามเหลี่ยม ยาว 10-24 ซม. โคนแบบก้นปิด เส้นแขนงใบย่อยเรียงขนานกัน ก้านใบยาว 5-11 ซม. มีต่อมน้ำต้อยขนาดเล็กกระจายใกล้โคน ใบประดับและใบประดับย่อยขนาดเล็ก ติดทน ขอบมีต่อม ไม่มีกลีบดอก ช่อดอกเพศผู้แบบแยกแขนง ยาวได้ถึง 10 ซม. ดอกออกเป็นกระจุก 3-7 ดอก กลีบเลี้ยง 2-3 กลีบ ยาวประมาณ 1 มม. เกสรเพศผู้มีประมาณ 15 อัน อับเรณูมี 4 ช่อง ช่อดอกเพศเมียแบบช่อกระจะ ยาวได้ถึง 7 ซม. ดอกออกเป็นกระจุก 1-3 ดอก กลีบเลี้ยง 2 กลีบ ยาวประมาณ 1.5 มม. ก้านเกสรเพศเมีย 2-3 อัน ยาวประมาณ 1 มม. ผลแห้งแตก จัก 2 พู กว้างประมาณ 5 มม. ผิวมีเกล็ดต่อมขนาดเล็กหนาแน่น ก้านยาวประมาณ 1 ซม. แต่ละช่องมีเมล็ดเดียว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=2144</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ-ห่อข้าว
ลำต้น-ใช้สร้างบ้านหรือเอามาทำฟืน
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="82"><ชื่อท้องถิ่น>กื่อ ต่า ลู่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เห็ด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์> นำมาแกง  ตำน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="83"><ชื่อท้องถิ่น>พอ เก่อ มี่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Malabar plum, Java plum, Black plum</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หว้า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Syzygium cumini (L.) Skeels</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Syzygium</Genus><Family>Myrtaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ถิ่นกำเนิด เอเชียเขตร้อน จากอินเดียถึงมาเลเซีย ชอบดินชื้นที่อุดมสมบูรณ์ ขึ้นตามป่าดิบและป่าผลัดใบทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ต้น สูง 10-25 เมตร ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม แผ่นใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ กว้าง 5-9 เซนติเมตร ยาว 9-15 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนมน ดอกสีขาวออกเป็นช่อตามง่ามใบ ผลรี กว้างประมาณ 0.8 เซนติเมตร ยาว 1.5-3 เซนติเมตร ออกดอก ธันวาคม- มกราคม ผลแก่ พฤษภาคม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1136
http://www.dnp.go.th/EPAC/province_plant/petburi.htm</URL><การใช้ประโยชน์>ผล-สามารถนำมากินเล่นๆเป็นผลไม้ในป่า
ลำต้น-นำมาสร้างบ้านได้
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="84"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ เจาะ ปลิ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์> ทั้งต้น-ต้ม-รักษาไข้เลือดออก แก้อาการปัสสะวะอักเสบ หรือมีพยาธิ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="85"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ ซิ ขละ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ต้ม-รักษาอาการปัสสาวะอับเสบแก้ขัดเบา</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="86"><ชื่อท้องถิ่น>ต่า หย่า สะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Emblic myrabolan, Malacca tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะขามป้อม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Phyllanthus emblica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Phyllanthus</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบประปรายในป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าแดงทั่วไป มีมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคกลาง ชอบดินที่มีการระบายน้ำได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขามป้อมเป็นไม้ยืนต้น สูง 8-20 เมตร เปลือกเรียบเกลี้ยง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 0.25-0.5 ซม. ยาว 0.8-1.2 ซม. ช่อดอกออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกแยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกย่อยสีนวล ผลเดี่ยว ออกตามกิ่งและซอกใบจำนวนมาก เป็นผลสด รูปทรงกลม ผิวเรียบ เนื้อหนา มีเส้นพาดตามยาว 6 เส้น เมล็ดกลม สีเขียวเข้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1768</URL><การใช้ประโยชน์>ผล-แก้ไอ
และนำมาดอง ขาย
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="87"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ ชงะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-นำมาต้มยาแก้ปวดท้อง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="88"><ชื่อท้องถิ่น>เม โม่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบ-นำมาต้ม  แก้อาการปวดท้อง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="89"><ชื่อท้องถิ่น>จอ ลอ ดิ เดอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Laurel clockvine, Blue trumpet vine</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>รางจืด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Thunbergia laurifolia Lindl.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Thunbergia</Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพืชที่ชอบอยู่ตามลุ่มน้ำ ลำห้วย ลำธาร ขึ้นในป่าชื้นจะงามมาก ชอบดินร่วนปนทราย และพบอยู่ตามชายป่าดิบทั่วไปในประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>รางจืดเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 ซม. ยาว 8-14 ซม. ขอบใบเว้าเล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ผิวใบเรียบมัน เนื้อใบหนา อวบน้ำเล็กน้อย ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ฐานดอกอัดกันแน่นเป็น รูปทรงกลม ดอกย่อยขนาดใหญ่ รูปดอกเข็ม โคนเชื่อมกัน ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน ใบประดับสีเขียวประสีน้ำตาลแดง ผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=714</URL><การใช้ประโยชน์>ใบ – แก้อาการเจ็บตา</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="90"><ชื่อท้องถิ่น>ต่า ชิ โประ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใช้ทำต้มแซ่บ(มีรสเปรี้ยว)</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="91"><ชื่อท้องถิ่น>ชุ้ย แอ่ นอ มือ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="92"><ชื่อท้องถิ่น>ซ่อ คา เดาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะระขี้นก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Momordica charantia  L. </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Momordica </Genus><Family>Cucurbitaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าบริเวณลุ่มน้ำ และป่าละเมาะ ทั่วไป  ชอบขึ้นตามที่ลุ่มชื้นแฉะ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะระขี้นกเป็นไม้เถา มีมือเกาะ ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนปกคลุม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปฝ่ามือ กว้างและยาวประมาณ 4-7 ซม. ขอบใบเว้าเป็นแฉกลึก 5-7 แฉก ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ แยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลือง รูประฆัง ผลสด รูปกระสวย ผิวขรุขระ มีรสขม เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมแดงและผลจะแตกอ้าออก เมล็ดเป็นรูปกลมแบน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1208</URL><การใช้ประโยชน์>รักษาโรคเบาหวาน
ผล-นำมาจิ้มกับน้ำพริก
ใบ-นำมาแกง
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="93"><ชื่อท้องถิ่น>ป่อ นอ มู</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ลำต้น,ดอก-จิ้มน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="94"><ชื่อท้องถิ่น>หม่อ คลึ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>น้ำผึงขาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เปลือก-เคี้ยวกับเกลือแก้ปวดท้อง 
เนื้อไม้-นำมาบดแล้วสูบ หรือ ใส่ปนกับยาสูบ
ผลสุก-รับประทานเป็นผลไม้ในป่า
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="95"><ชื่อท้องถิ่น>เต่อ ยอ คะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Turmeric</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขมิ้น</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Curcuma longa L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Curcuma</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป ขึ้นได้ดีในที่ดอน ชอบดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ อากาศค่อนข้างร้อนและมีความชุ่มชื้นในเวลากลางคืน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขมิ้นเป็นพืชล้มลุก สูง 30-90 ซม.เหง้าใต้ดินรูปไข่ มีแขนง รูปทรงกระบอก เนื้อในเหง้าสีเหลืองส้ม มีกลิ่นเฉพาะ ใบเดี่ยว แทงออกจากเหง้า รูปใบหอก กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. ช่อดอกแทงจากเหง้า แทรกระหว่างก้านใบ รูปทรงกระบอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ใบประดับสีเขียวอ่อน บานครั้งละ 3-4 ดอก ผล รูปกลมมี 3 พู</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1264</URL><การใช้ประโยชน์>เหง้า-ทาแก้คันเมื่อโดนแมลงกัด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="96"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ ด้อ เด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-ใช้กินกับลาบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="97"><ชื่อท้องถิ่น>ต่า เนอ ชิ เดาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Fish mint, Chameleon plant, Fish wort</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักคาวทอง พลูแก พลูคาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Houttuynia cordata Thunb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Houttuynia</Genus><Family>Saururaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เจริญได้ดีในที่ลุ่มที่มีความชื้นสูง ขึ้นเองตามธรรมชาติ พบทั่วไปบริเวณริมห้วย ลำธาร และที่ชื้นแฉะริมน้ำหรือตามโคนต้นไม้ใหญ่ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักคาวตองเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปีสูง 15-30 ซม. ทั้งต้นมีกลิ่นคาว ลำต้นเลื้อยทอดตามผิวดิน แตกรากตามข้อ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจกว้าง 4-6 ซม. ยาว 6-10 ซม. ก้านใบยาว ส่วนโคนแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ช่อดอก ออกตรงปลายยอด มีใบประดับสีขาว 4 ใบที่โคนช่อ ดอกย่อยขนาดเล็ก ไม่มีกลีบดอกและก้านดอก ผลเป็นผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1188</URL><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-ผักกินกับน้ำพริกหรือลาบก็ได้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำ แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="98"><ชื่อท้องถิ่น>พอ เส่ เก่อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ลำต้น-กินกับลาบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="99"><ชื่อท้องถิ่น>ลู เค</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Pumpkin</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ฟักทอง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cucurbita moschata Duchesne</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cucurbita</Genus><Family>Cucurbitaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>นิยมปลูกทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์> เป็นพืชล้มลุก มีเถายาวเลื้อยปกคลุมดิน ลำต้นมีลักษณะกลมหรือเป็นเหลี่ยมมน ผิวเป็นร่องตามความยาว มีขนอ่อน ๆ มีหนวดสำหรับยึด เกาะยึดบริเวณข้อ ใบเป็นใบเดี่ยว มีขนาดใหญ่ ออกเรียงสลับกัน โคนใบเว้าคล้ายรูปหัวใจ ขอบใบหยักเป็นเหลี่ยม 5 เหลี่ยม มีขนทั้ง 2 ด้านของตัวใบดอกเป็นดอกเดี่ยวสีเหลืองมีขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายระฆังหรือกระดิ่งออกบริเวณง่ามใบผลมีขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นพูเล็ก ๆ โดยรอบเปลือกนอกขรุขระและแข็ง มีสีเขียวและจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนและ สีเหลืองเข้ม และสีเหลืองตามลำดับ เนื้อภายในมีสีเหลืองอมเขียว สีเหลือง และสีส้ม เมล็ดมีจำนวนมากซึ่งอยู่ตรงกลางผลระหว่างเนื้อฟู ๆ มีรูปร่างคล้ายไข่ แบน มีขอบนูนอยู่โดยรอบ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี</Author><URL>http://www.rspg.or.th/plants_data/use/herbs10-1.htm</URL><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-ผล,ยอดอ่อน-ทำอาหารลวกจิ้มน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="100"><ชื่อท้องถิ่น>หม่อ เถอ ปล่อ ปลึ่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ถั่ว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-นำไปรับประทาน จิ้มน้ำพริก ผัดกิน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="101"><ชื่อท้องถิ่น>จี่ โป่ ตระ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-นำมารับประทานเป็นผลไม้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="102"><ชื่อท้องถิ่น>บะ เดอะ ฆะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Black Mustard Seed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักกาดดอย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Brassica juncea (L.) Czern.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Brassica</Genus><Family>Brassicaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พืชล้มลุก ลำต้นตั้งตรง สูงได้ถึง 1 ม. เกลี้ยง แตกกิ่งด้านสาขามาก ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน ไม่มีหูใบ ใบที่โคนต้นรูปขอบขนานแกมรูปหอก ขอบหยักเป็นแฉก ยาวได้ถึง 20 ซม มีก้านใบ ส่วนใบที่อยู่ตอนบนรูปหอกแคบ ๆ ก้านใบสั้นมาก หรือ ไม่มีเลย ดอกออกเป็นช่อตั้งตรงที่ปลายยอด มีทั้งเพศผู้ และเพศเมียในดอกเดียวกัน กลีบรองกลีบดอก 4 กลีบ รูปไข่แกมขอบขนาน เรียงเป็นสองชั้น กลีบดอก 4 กลีบ สีเหลือสด โคนกลีบสอบแคบคล้ายก้าน เกสรผู้ 6 อัน สี่อันยาวเรียงอยู่วงใน สองอันสั้นเรียงอยู่วงนอก อับเรณูรูปหัวลูกศร เมื่อแก่จะแตกตามยาว รังไข่รูปยาว มี 2 ช่อง เชื่อมติดกัน ท่อรับไข่เรียวเล็ก ปลายท่อเป็นหัวกลม ผลเป็นฝัก รูปยาวแคบแกมรูปหอก, ยาว 1.2 – 3.5 ซม. มีจงอยยาวประมาณ 1.2 ซม ตรง และค่อนข้างแบน เมล็ดเล็ก สีดำ ผิวขรุขระ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>Unknown</Author><URL>http://mdu16.rtarf.mi.th/www_new/images/work/2/19.Brassica%20juncea.pdf</URL><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-นำมารับประทาน จิ้ม ผัด  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="103"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ เก่อ ว่อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-ทำอาหารใส่ในแกง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="104"><ชื่อท้องถิ่น>บือ เค</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Corn</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ข้าวโพด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zea mays L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zea</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ในปัจจุบันมีการปลูกทั่วไปในเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วโลก</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุกจำพวกหญ้า มีความสูงของต้นประมาณ 1-4 เมตร ผิวต้นเรียบ เนื้อภายในฟ่ามคล้ายกับฟองน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ใบมีลักษณะเรียวยาวเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ส่วนขอบใบมนและมีขนอ่อน ๆ สีขาว เส้นกลางใบมองเห็นได้ชัดเจน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-10 เซนติเมตรและยาวประมาณ 30-100 เซนติเมตร ส่วนก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ออกดอกเป็นช่อ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียจะอยู่ในต้นเดียวกัน โดยดอกเพศผู้จะออกดอกเป็นช่อและออกที่ปลายยอด ส่วนดอกเพศเมียจะอยู่ต่ำถัดลงมา ออกระหว่างกาบของใบและลำต้น เรียงเป็น 2 แถว มีประมาณ 8-18 ดอก ดอกย่อยจะมีก้านเกสรเพศผู้จำนวน 9-10 ก้าน และมีอับเรณูสีเหลืองส้ม ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ส่วนยอดเกสรเพศเมียเป็นเส้นบาง ๆ ยื่นออกมาเป็นจำนวนมาก คล้ายกับเส้นไหมจำนวนมาก (บ้างก็เรียกว่าหนวดข้าวโพด) โดยจะอยู่ระหว่างกาบใบและลำต้น และดอกเพศเมียเมื่อเจริญเติบโตแล้วก็จะออกเป็นฝักหรือเรียกว่าผล ออกผลเป็นฝัก ผลถูกหุ้มไปด้วยกาบบาง ๆ หลายชั้น ฝักอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีนวล เรียกว่าเปลือกข้าวโพด ฝักมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก ในหนึ่งฝักจะมีเมล็ดอยู่รอบฝักเรียงเป็นระเบียบรอบแกนกลางของฝัก เมล็ดจะเกาะอยู่เป็นแถวประมาณ 8 แถว แต่ละแถวจะมีประมาณ 30 เมล็ดและมีสีต่าง ๆ กัน เช่น สีนวล เหลือง ขาว หรือสีม่วงดำ </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%94/</URL><การใช้ประโยชน์>ผล-รับประทาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="105"><ชื่อท้องถิ่น>หม่อ กลุ่ย ละ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bengal almond, Indian almond, Olive-bark tree, Sea almond, Singapore almond, Tropical Almond, Umbrella Tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หูกวาง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Terminalia catappa L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Terminalia</Genus><Family>Combretaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>หูกวางเป็นพันธุ์ไม้ในป่าชายหาดที่พบขึ้นกระจายตามชายฝั่งทะเล พบปลูกทั่วตั้งแต่ประเทศอินเดียจนถึงตอนเหนือของทวีปออสเตรเลียทางตอนเหนือ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง ที่มีความสูงของต้นประมาณ 10-15 เมตร บางครั้งอาจสูงได้ถึง 30-35 เมตร (แต่ไม่ค่อยพบต้นที่ใหญ่มากในประเทศไทย) มีเรือนยอดหนาแน่น แตกกิ่งก้านแผ่ออกในแนวราบเป็นชั้น ๆ คล้ายฉัตร ลำต้นเปลาตรง ต้นที่มีอายุมากและมีขนาดใหญ่จะเป็นพูพอนที่โคนต้น เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลปนเทาเกือบเรียบ แตกเป็นร่องแบบตื้น ๆ ตามแนวนอนและแนวตั้ง และลอกออกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ ทั่วไป กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล ส่วนเนื้อไม้เป็นสีแดง เป็นกลีบเล็กน้อย มีเสี้ยนไม้ละเอียดสามารถขัดชักเงาได้ดี ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับกันเป็นกระจุกหนาแน่นบริเวณปลายกิ่ง ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับ ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้น ๆ (ปลายใบกว้างกว่าโคนใบ) โคนใบมนเว้าหรืแสอบแคบเป็นรูปลิ่ม และมีต่อมเล็ก ๆ หนึ่งคู่อยู่ที่โคนใบบริเวณท้องใบ ส่วนขอบใบเรียบเป็นคลื่นหยักเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 12-25 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบมีขน เนื้อใบหนา ใบอ่อนเป็นสีเขียวอ่อน เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นเขียวเข้ม แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงเมื่อใกล้ร่วงหรือผลัดใบ มีก้านใบยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร มีขน มักผลัดใบในช่วงฤดูหนาวในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ออกดอกเป็นช่อยาวแบบติดดอกสลับ โดยจะออกตามซอกใบ ลักษณะเป็นแท่งยาวประมาณ 8-12 เซนติเมตร มีดอกย่อยเป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ดอกมีขนาดเล็กและไม่มีกลิ่นหอม (บางข้อมูลว่ามีกลิ่นฉุนด้วยเล็กน้อย) ดอกเป็นแบบแยกเพศแต่อยู่ในช่อเดียวกัน ดอกเพศผู้จะอยู่บริเวณปลายช่อ ส่วนดอกเพศเมียจะอยู่บริเวณโคนช่อ (อีกข้อมูลระบุว่าดอกแบบสมบูรณ์จะอยู่โคนช่อ) ไม่มีกลีบดอก มีแต่กลีบเลี้ยงดอก 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกรูปสามเหลี่ยม 5 แฉก มีขนด้านนอก ดอกเกสรเพศผู้มี 10 ชั้น ดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 0.4-0.6 เซนติเมตร โดยดอกจะออกดอกสองครั้งรอบ 1 ปี คือ ในช่วงฤดูหนาวหลังจากแตกใบใหม่ (เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม) และอีกครั้งในช่วงฤดูฝน (เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม) ผลเป็นผลเดี่ยวในแต่ละผลมีเมล็ด 1 เมล็ด ลักษณะของผลเป็นรูปทรงรีค่อนข้างแบนเล็กน้อย ผลแข็ง มีขนาดกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร ผลด้านข้างเป็นแผ่นหรือเป็นสันบาง ๆ นูนออกรอบผล ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองอมเขียว และมีกลิ่นหอม ผิวผลเรียบ ผลเมื่อแห้งจะเป็นสีดำคล้ำ เปลือกผลมีเส้นใย ภายในมีเมล็ดเดี่ยว เมล็ดมีขนาดใหญ่ เหนียว และเปลือกในแข็ง โดยผลจะแก่ในช่วงในช่วงแรกประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน และอีกช่วงหนึ่งประมาณพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่หรือรูปรี แบนป้อมเล็กน้อยคล้ายกับผล เมื่อเมล็ดแห้งจะเป็นสีน้ำตาล แข็ง ภายในมีเนื้อมาก </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบแก่-นำมาม้วนบุหรี่
ยอดอ่อน-นำมารับประทานกับลาบ
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="106"><ชื่อท้องถิ่น>เถาะ คี โซ มิ่ ตี่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>หัว-ไว้ต้มกิน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="107"><ชื่อท้องถิ่น>ต่า กุย ต่อ ล่อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>กล้วยหอม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Musa × paradisiaca L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Musa</Genus><Family>Musaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>นิยมปลูกทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>รากกล้วยหอมทอง เป็นแบบ adventitious root ที่แตกออกจากหน่อ ซึ่งหน่อจะแตกออกจากเหง้า รากมีความยาวได้มากกว่า 5 เมตร แทงลึกลงดินได้ถึง 5-7.5 เมตร กล้วยหอมทองมีลำต้นจริงที่เป็นหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน มีลำต้นเทียมที่อยู่เหนือดินสูงประมาณ 2.5-3.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 20 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียว และมีแถบประสีดำ ด้านในสีเขียวอ่อน และมีเส้นลายสีชมพู ใบกล้วยหอมทองเป็นใบเดี่ยว เป็นแบบขนาน มีก้านใบที่มีร่องค่อนข้างกว้าง และมีปีก เส้นกลางใบมีสีเขียว ใบยาวได้มากถึง 3 เมตร ดอก หรือ ปลี จะแทงออกจากหยวกตรงกลางปลายยอด เมื่อแทงออกช่วงแรกจะตั้งตรง และค่อยๆโค้งงอลงด้านล่าง ก้านเครือมีขนอ่อนปกคลุม ปลีมีรูปไข่ ค่อนข้างแหลมยาว และมีปลายแหลม มีกาบหุ้มด้านนอกสีแดงอมม่วง ด้านในสีแดงซีด ปลีกล้วยหอมทองมีความยาวประมาณ 1-1.5 เมตร กล้วยหอมทองเครือหนึ่งมีประมาณ 6 –10 หวี แต่ละหวีมี 10 – 16 ผล หรือมากกว่าหากดินมีความสมบูรณ์ ผลกว้าง 3 – 4 เซนติเมตร และยาว 21 – 25 เซนติเมตร ปลายผลมีจุก เปลือกบางแต่หนากว่ากล้วยไข่ ผลดิบมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลืองทอง แต่จุกที่ปลายผลยังเป็นสีเขียว แล้วค่อยเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองเมื่อสุกมาก เนื้อสีเหลืองเข้ม มีรสหวาน และมีกลิ่นหอมแรง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>พืชเกษตร</Author><URL>https://puechkaset.com/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1/</URL><การใช้ประโยชน์>ผล-นำมาทำขนม
ใบ-นำมาห่อข้าว
ลำต้น-ทำข้าวหมู หรือใช้ในการทำพิธีกรรมในการมัดมือของชาวกะเหรี่ยง
ยอดอ่อน-สามารถทำเป็นยาแก้อาการปัสสาวะอักเสบ
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="108"><ชื่อท้องถิ่น>ต่า กุย วา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Banana, Cultivated banana   </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กล้วยน้ำว้า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Musa × paradisiaca L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Musa </Genus><Family>Musaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไปทุกภาคของประเทศ เจริญเติบโตได้ดีในที่มีอากาศร้อนชื้น และมีสภาพอากาศคงที่ ชอบดินร่วนซุย มีน้ำและอากาศถ่ายเทได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กล้วยอ่องเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูง 2-4.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 ซม. กาบต้นด้านนอกสีเขียวอ่อน มีประดำบ้าง ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ เส้นกลางใบสีเขียว ก้านช่อดอกไม่มีขน ปลีรูปไข่ค่อนข้างป้อม ปลายป้าน ด้านนอกสีแดงอมม่วงมีนวลหนา ด้านในมีสีแดงเข้ม เครือหนึ่งมีประมาณ 7-10 หวี หวีหนึ่ง มี 10-16 ผล ก้านผลยาว เปลือกหนา สุกมีสีเหลืองเนื้อสีขาว รสหวาน ไส้กลางมีสีเหลือง </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>พืชเกษตร</Author><URL>https://puechkaset.com/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2/</URL><การใช้ประโยชน์>ผลดิบ-ช่วยรักษาโรคกระเพาะ
ผลสุก-ช่วยให้ขับถ่ายปัสสาวะได้ดี
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="109"><ชื่อท้องถิ่น>หงิ ค่า โป่ล</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Common rattan</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หวายขม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Calamus rotang L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Calamus</Genus><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ในป่าทั่วไป เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง หรือป่าดิบชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>รากแบบระบบรากฝอย (fibrous root system) รากเป็นรากเกิดใหม่ที่โคนต้น ลำต้นเป็นลำต้นเกี่ยวพันหรือเลื้อยเกาะ เป็นลำต้นแตกกอ (multiple trunk) ลำต้นสามารถแตกหน่อด้านข้างในตำแหน่งใต้ดินหรือใกล้ผิวดินเป็นกอ เป็นกอขนาดเล็ก มีหนามบริเวณลำต้น ลำต้นมีสีเขียวปนน้ำตาล ใบเป็นรูปขนนกเป็นพวง (plumose) รูปใบเรียวแหลม ฐานใบแหลม ใบมีสีเขียวทั้งหลังใบและใต้ใบ ช่อดอกแบบแตกแขนงเป็นช่อดอกเล็กๆ ช่อดอกจะผลิดอกย่อยออกมาจากภายใต้ก้าน ช่อดอกประกอบด้วย ดอกเพศผู้สีเหลืองนวล ดอกเพศเมียสีเหลือง ผลมีลักษณะรูปร่างกลม ขนาด 1-2 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>suwit </Author><URL>http://thaiherb-tip108.blogspot.com/2011/03/blog-post_7337.html</URL><การใช้ประโยชน์>ลำต้น-ทำอาหารเพื่อให้มีรสชาติขม
ยอดอ่อน-นำมาเคี้ยวกินเป็นยา
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="110"><ชื่อท้องถิ่น>เต่อ ทู</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>สลอดเถา มะหลอด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Elaeagnus latifolia L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Elaeagnus </Genus><Family>Elaeagnaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามชายป่าที่ชื้น ป่าเบญจพรรณ และชอบขึ้นอยู่ตามเนินเขาทั่วไปในที่โล่ง ที่ระดับ 200-1,600 เมตร  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้เถาเนื้อแข็ง ลำต้นและกิ่งมีเกล็ดสีเทาหรือสีเงินละเอียดทั่วไป ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปรีแกมหอก กว้าง 3.5-4.5 ซม. ยาว 6-12 ซม. โคนใบสอบ ปลายแหลม ขอบเรียบ ท้องใบสีเขียวอมน้ำเงิน เกลี้ยง หลังใบมีเกล็ดเล็กสีเงิน ก้านใบยาว 0.8-1.2 ซม. ดอกออกเป็นกระจุกตามซอกใบ ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ลักษณะเป็นสามเหลี่ยม ปลายแยกเป็น       5 กลีบ ผลรูปรี ยาว 1-2 ซม. สีแดงหรือแดงปนส้ม
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ผลขนาดเล็ก มีรสหวาน  และผลขนาดใหญ่ มีรสออกเปรี้ยว 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=841</URL><การใช้ประโยชน์>ผล-นำมารับประทานเป็นผลไม้
-ตำน้ำพริก
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="111"><ชื่อท้องถิ่น>เต่อ โก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Dish-cloth, Sponge gourd </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>บวบ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Luffa cylindrica (L.) M.Roem.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Luffa</Genus><Family>Cucurbitaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบดินร่วน มีการระบายน้ำดี แสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บวบเป็นไม้เลื้อยวงศ์เดียวกับแตง ทุกส่วนของต้นมีขนปกคลุม และมีมือเลื้อยเกาะออกตามซอกใบ ใบเดี่ยวเวียนสลับ หยักเว้าเป็นพู 5-7 พู ดอกเดี่ยวสีเหลืองออกตามซอกใบ ผลทรงกระบอกหรือทรงกลม ลักษณะแตกต่างกันหลายรูปแบบ เช่น เป็นเหลี่ยม ผิวเรียบ หรือบิดงอคล้ายงู ภายในบรรจุเมล็ดจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=333</URL><การใช้ประโยชน์>ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย
ใบ,-ช่วยทำให้เลือดเย็น
ผล-นำมาทำเป็นอาหาร
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="112"><ชื่อท้องถิ่น>หม่อ หนะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-กินแก้ไอ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="113"><ชื่อท้องถิ่น>เส่ หงิ ตะ แคว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-ต้มกินเวลาท้องเสีย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="114"><ชื่อท้องถิ่น>โพ สุย เดาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Thorny tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ชะอม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Acacia pennata subsp. insuavis (Lace) I.C.Nielsen</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Acacia </Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายทั่วไป  ชอบพื้นที่ค่อนข้างชื้น ทนน้ำขังได้</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ชะอมเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง หรือไม้เถายืนต้น ลำต้นสีขาวมีหนามแหลมคม ใบประกอบขนาดเล็กเป็นฝอย มีก้านใบแยกเป็นใบอยู่ 2 ทาง ลักษณะคล้ายใบกระถินหรือใบส้มป่อย ใบมีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นลูกสะตอ ใบเรียงสลับ ใบย่อยออกตรงข้ามกัน ใบย่อยรูปรีมี 13-28 คู่ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ดอกออกตามซอกใบ สีขาวหรือขาวนวล ขนาดเล็ก เห็นชัดเฉพาะเกสรตัวผู้ที่เป็นฝอยๆ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=2542</URL><การใช้ประโยชน์>ยอดอ่อน-นำมาประกอบอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="115"><ชื่อท้องถิ่น>เซะ โท้ เล</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-รับประทานเป็นผลไม้กินแล้วหวาน </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="116"><ชื่อท้องถิ่น>ชุ้ย เหล่ ดิ เจาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ยอดอ่อน-ลวกกินกับน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="117"><ชื่อท้องถิ่น>บะ เดาะ มิ่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ดอก-ลวกจิ้มน้ำพริก </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="118"><ชื่อท้องถิ่น>เบอะ คะ เปย เดาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-ต้มจิ้มน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="119"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ ซิ ญ่อ เด ชา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-ยาแก้ปวดเมื่อยตามตัว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="120"><ชื่อท้องถิ่น>ปื่อ ชิ ละ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Soap pod, Shikakai</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ส้มป่อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Acacia concinna (Willd.) DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Acacia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ทั่วไป  พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ส้มป่อยเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย มีหนามตามลำต้น กิ่ง ก้านและใบ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ยาว 7-20 ซม. ใบย่อยรูปขอบขนาน ขนาดเล็ก ช่อดอก ออกที่ซอกใบ เป็นช่อกลม กลีบดอกเป็นหลอด สีนวล ผลเป็นฝัก สีน้ำตาลดำ ผิวย่นขรุขระ ขอบเป็นคลื่น
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ส้มป่อยธรรมดา และส้มป่อยหลวง ชุมชนใช้ประโยชน์จากส้มป่อยธรรมดามากกว่า เนื่องจากส้มป่อยหลวงพบไม่มาก
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1277</URL><การใช้ประโยชน์>ราก- ใช้แก้ไขและโรคลำไส้ 
เปลือก-เป็นยาระบายถ่ายเสมหะ
ลำต้น-แก้น้ำตาพิการ
ใบ-รักษาเส้นเอ็นพิการ
ยอดอ่อน-แก้อาการไข้
ดอก-บำรุงธาตุ
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="121"><ชื่อท้องถิ่น>เฉะ โพ เกว หง่อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Crofton weed, Sticky snakeroot</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สาบหมา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ageratina adenophora (Spreng.) R.M.King &amp; H.Rob.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ageratina</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบมากในพื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500-600 เมตรขึ้นไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พืชล้มลุกสูง ๐.๖ - ๑ เมตร ลำต้นสีม่วงแดง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปไข่ หรือรูปสามเหลี่ยม ขนาด ๓ - ๕ x ๔ - ๘ เซนติเมตร ขอบใบหยัก ปลายใบแหลม ดอกเป็นช่อกลมเกิดที่ปลายยอด ดอกย่อยสีขาว อัดกันแน่นเป็นกระจุกกลม ผลแห้ง ไม่แตกมีขนสีขาวจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)</Author><URL>http://www.biogang.net/plant_view.php?uid=33608&amp;id=159201</URL><การใช้ประโยชน์>ทั้งต้น-เป็นยาสปาเมื่อไม่สบาย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="122"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ ลึ ซะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>may chang, Aromatic Litsea</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตะไคร้ต้น</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Litsea cubeba (Lour.) Pers.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Litsea</Genus><Family>Lauraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามพื้นที่โล่งแจ้ง  หรือป่ากำลังฟื้นตัวที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>จะไค้ต้นเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ทุกส่วนของต้นและใบมีกลิ่นหอมคล้ายตะไคร้ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปหอกแคบ โคนใบและปลายใบแหลม ดอกเป็นช่อสีเหลือง มีดอกย่อย 4-6 ดอก ออกตามปลายกิ่ง ผลกลมฉ่ำน้ำ สีเขียวอมเหลือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=658</URL><การใช้ประโยชน์>ผล-ใช้ในการทำอาหารเวลาแกงน่อไม้หรือแกงอย่างอื่น ช่วยให้รสชาติมีความหอมน่ารับประทาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="123"><ชื่อท้องถิ่น>เซ  ซะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Papua New Guinea Oak</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ก่อเดือย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Castanopsis acuminatissima (Blume) A. DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Castanopsis</Genus><Family>Fagaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบขึ้นตามป่าดิบเขาและป่าเบญจพรรณ ความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 800-1,400 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บ่าก่อเดือยเป็นไม้ไม่ผลัดใบขนาดกลาง กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม เปลือกแตกเป็นร่องหรือเป็นสะเก็ดตามยาว ใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน โคนใบเบี้ยวเล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบจักห่างๆ ดอกเป็นช่อดอกตามปลายกิ่งหรือง่ามใบ สีเหลืองและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลทรงกลมรวมอยู่บนช่อผล กาบหุ้มผลปกคลุมด้วยหนามสั้นและแข็ง จะแตกเมื่อผลแก่จัด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-รับประทาน ต้น-ทำเสาบ้าน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="124"><ชื่อท้องถิ่น>ก่อ ฮอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cockroach berry, Soda-appla nightshade, yellow-fruit nightshade, yellow-berried nightshade, Thai green eggplant, Thai striped eggplant</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะเขือขื่น </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum virginianum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum </Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไป  ชอบดินที่มีการระบายน้ำดี และทนแล้งได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้พุ่มขนาดย่อม สูง 0.14-1 เมตร ต้น ใบ กิ่งก้าน มีหนามแหลมสีม่วงดำ มีขนสั้นปกคลุมทั้งต้น ใบเดี่ยว เรียงสลับ มีหนามแหลมคมตั้งฉากตามเส้นกลางใบรูปไข่ กว้าง 4-12 ซม. ยาว 4.5-18 ซม. โคนใบรูปหัวใจ ขอบใบเว้าเข้าเป็นพูตื้นๆ ก้านใบยาว 1-10 ซม. ดอกช่อกระจุกสั้น ออกที่ซอกใบ ดอกย่อย 4-6 ดอก กลีบดอกสีม่วง เชื่อมติดกันเป็นรูปกรวยสั้น ผลกลมโตขนาดผลหมากดิบ ภายในมีวุ้นสีเขียวข้น รสขื่น</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=259</URL><การใช้ประโยชน์>ผล-ใช้ในการทำอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="125"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ เพ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Flacourtia, Batoko plum, Govenor's plum, Madagascar plum</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตะขบป่า มะเกว๋น</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Flacourtia indica (Burm.f.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Flacourtia</Genus><Family>Salicaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าโปร่งทั่วไป ชอบพื้นที่กลางแจ้ง ทนแล้งและน้ำท่วมขังได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ยืนต้น ขนาดกลาง สูง 7-10 เมตร ลำต้นมีเปลือกสีน้ำตาล กิ่งก้านอ่อนห้อยลู่ลง ใบเดี่ยวออกสลับ ใบมีรูปร่างหลายแบบ ทั้งรูปขอบขนานรี รูปไข่ หรือไข่กลับ ช่อดอกแบบกระจะที่ปลายยอด มีดอกย่อย 4-6 ดอก ดอกเพศผู้และเพศเมียแยกกันอยู่คนละต้น เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก ดอกเพศเมียมีกลีบเลี้ยงคล้ายดอกเพศผู้ ผลรูปกลมรี เนื้อเละ เมล็ดจำนวนมาก ผลสุกมีสีดำหรือแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=111&amp;view=showone</URL><การใช้ประโยชน์>ราก-แก้โรคผิวหนัง
ใบ-แก้งูกัดสัตว์ มีพิษกัดต่อย
ผล-รับประทานเป็นผลไม้
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="126"><ชื่อท้องถิ่น>เก่อ เหย่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Nypa Palm</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>จาก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Nypa fruticans Wurmb</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Nypa</Genus><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2010</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียว มีอินทรียวัตถุสูง และมีน้ำท่วมขัง ชอบแสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>จัดเป็นปาล์มแตกกอจากลำต้นใต้ดินหรือลำต้นที่เลื้อยไปบนดิน โดยโผล่ก้านใบและตัวใบขึ้นมาอยู่เหนือดิน ลำต้นจะแตกแขนงอยู่ใต้ดินทำให้ขึ้นเป็นกอ ๆ และหลายทอด ต้นจากมีความสูงประมาณ 3 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงตรงข้ามกัน มีใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน มีความกว้างประมาณ 5-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 90-120 เซนติเมตร แผ่นใบหนา ปลายใบมีลักษณะเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม (ลักษณะคล้ายใบมะพร้าว) และเป็นรูปรางน้ำคว่ำ ที่ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนผิวใบด้านล่างมีสีนวล ส่วนกาบใบใหญ่ห่อโคนต้น ก้านใบที่แตกใหม่จะเป็นสีม่วงแดง ส่วนโคนใบจะมีกะเปาะอากาศเป็นตัวช่วยพยุงให้ใบชูขึ้นเหมือนชูชีพ ส่วนกาบใบนี้บางครั้งจะเรียกว่า "พอนใบ" ส่วนช่อดอกที่แทงออกมาเรียกว่า "นกจาก" ดอกมีสีเหลือง ออกดอกเป็นช่อแบบกระจุกแน่นระหว่างกาบใบ ดอกเป็นรูปกลม ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน ช่อดอกจะชูตั้งขึ้นและโค้งลง มีความยาวประมาณ 25-65 เซนติเมตร ออกดอกได้ตลอดทั้งปี ผลอยู่รวมกันเป็นช่อ มีผลย่อยอยู่เป็นจำนวนมากเป็นกระจุกเรียกว่า "โหม่งจาก" ลักษณะของผลเป็นรูปทรงไข่กลับ (คล้ายกับผลระกำแต่ไม่มีหนาม) แบนและนูนตรงกลาง ผลมีสีน้ำตาลเรียบเป็นมัน มีความกว้างประมาณ 3-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6.5-7.5 เซนติเมตร ผลมีสันแหลมหรือมีร่องผลประมาณ 9-10 ร่อง ข้างในมีเนื้อเมล็ดสีขาว มีปริมาณของเนื้อไม่มากนัก และใช้รับประทานได้ มีรสชาติคล้ายกับลูกตาลสด ภายในผลมีเมล็ดลักษณะเป็นรูปไข่ มีสีขาว </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81/</URL><การใช้ประโยชน์>หยวก-ต้มจิ้มน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="127"><ชื่อท้องถิ่น>ป่อ เหม่ ชุย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ดอก-รับประทาน จิ้มน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="128"><ชื่อท้องถิ่น>เส่ แกว โจ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Yellow cow wood</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ติ้วเกลี้ยง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cratoxylum cochinchinense (Lour.) Blume</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cratoxylum</Genus><Family>Hypericaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 1998</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบที่จีนตอนใต้ พม่า ภูมิภาคอินโดจีน คาบสมุทรมลายู สุมาตรา และฟิลิปปินส์ ในไทยพบทุกภาค ขึ้นในป่าผลัดใบและไม่ผลัดใบ ความสูงถึงประมาณ 1200 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้พุ่มหรือไม้ต้น ผลัดใบ สูงได้ถึง 25 ม. ลำต้นและกิ่งเรียบ เกลี้ยง มักมีหนาม ใบรูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 3-12 ซม. แผ่นใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน ก้านใบยาว 2-5 มม. ปลายมน แหลม หรือแหลมยาว โคนรูปลิ่ม ช่อดอกมี 1-5 ดอก ออกสั้น ๆ ตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ก้านดอกยาว 1-3 มม. กลีบเลี้ยงรูปไข่ ยาว 5-7 มม. ปลายมน มีต่อมเป็นริ้วกระจาย ดอกสีชมพูอมแดงหรือส้ม กลีบรูปไข่กลับ ยาว 0.5-1 ซม. มีต่อมกระจาย ปลายกลม ไม่มีเกล็ด มัดเกสรเพศผู้ยาว 4-8 มม. ระหว่างมัดมีเกล็ดหนารูปลิ้นสีเหลือง ยาวประมาณ 3 มม. ก้านชูอับเรณูสั้น รังไข่เกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 2 มม. ผลรูปรี ยาว 0.8-1.2 ซม. กลีบเลี้ยงหุ้มเกินกึ่งหนึ่ง เมล็ดยาว 6-8 มม. รวมปีก
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=2465</URL><การใช้ประโยชน์>ลำต้น-ใช้กั้นรั้ว  ทำรั้ว ใช้บรรเทาโรคหิดตามง่ามนิ้วมือ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="129"><ชื่อท้องถิ่น>หมะ  โคะ หละ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)> kaffir lime, Leech lime, Makrut lime, Mauritius papeda</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะกรูด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Citrus hystrix DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Citrus</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ปลูกได้ดีในดินทุกชนิด </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะกรูดเป็นไม้ยืนต้น สูง 2-8 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม ลำต้นแก่สีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเขียว ใบเดี่ยวรูปค่อนข้างกลม กว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 3-8 ซม. ใบและดอกคล้ายมะนาว ก้านใบมีครีบขนาดใหญ่เท่าตัวใบ มีลักษณะคล้ายใบไม้ 2 ใบต่อกัน ส่วนล่างที่ติดต่อกับก้านใบคือหูใบ ใบมีสีเขียวแก่ ผิวใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน มีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไป มีกลิ่นฉุน ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อสั้น ผลชาวบ้านเรียก “มะกรูด” มีรูปร่างค่อนข้างกลม ผิวขรุขระ ผิวมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่ว ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่สีเหลือง ภายในมีเมล็ดที่มีเยื่อเมือกหุ้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>คณะทรัพยากรธรรมชาติ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</Author><URL>http://www.natres.psu.ac.th/FNR/vfsouthern/index.php/2013-10-26-10-11-55/9-uncategorised/135-2014-01-19-10-34-00</URL><การใช้ประโยชน์>นำเปลือกของมะกรูดมาตากจนแห้งไว้ไล่ยุง
ผล-นำมาสระผมแก้รังแค
ใบ-เอาไว้ทำอาหารเพื่อให้เกิดกลิ่นหอม
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง เสียบยอด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="130"><ชื่อท้องถิ่น>หน้อ จอ ลอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ราก-นำมาต้มกับน้ำ ดื่มและอาบแก้อาการปวดเมื่อย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="131"><ชื่อท้องถิ่น>เต่อ คู</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-เป็นอาหารของกวาง
ลำต้น-สร้างบ้าน
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="132"><ชื่อท้องถิ่น>โหม่  โพล</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-รับบประทานใช้แทนหมากไว้กินเล่นๆอยู่ในป่า</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="133"><ชื่อท้องถิ่น>เหงื่อ มิ่ วา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Konjac</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>บุก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Amorphophallus konjac K.Koch</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Amorphophallus</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>จากอินเดีย เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงอินโดนีเซียในที่ชื้นบริเวณชายป่าดงดิบ งอกงามดีในฤดูฝนและยุบตัวในฤดูแล้งเหลือแต่หัวใต้ดิน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน ลำต้นอวบน้ำ มีหัวมต้ดินเป็นก้อนใหญ่ สีน้ำตาล ขนาด 15-30 ซม. ใบ เป็นใบเดี่ยว แผ่คล้ายร่ม ขอบใบหยักเว้าเป็นแฉก ก้านใบกลม สีเขียวด่าง ยาว 150-180 ซม. ดอก เป็นช่อแกน มีใบประดับใหญ่ขอบหยักเป็นลอนคลื่นแผ่หุ้มช่อดอก กว้าง 30-45 ซม. ยาว 30 ซม. ปลายช่อเป็นรูปกรวยคว่ำ ผิวยับเป็นร่อง ดอกเพศผู้อยู่ตอนบน ดอกเพศเมียอยู่ตอนล่าง ดอกมีกลิ่นเหม็นเอียน ผล เป็นผลสด เนื้อนุ่มสีแดง ค่อนข้างกลม ขนาดประมาณ 1.2 ซม. มีจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=965</URL><การใช้ประโยชน์>ลำต้น-นำมาทำอาหาร
หัว-ไว้ทำอาหารเจ
ใช้เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ใช้เป็นยารักษาโรคมะเร็ง
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด เพาะหัว</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="134"><ชื่อท้องถิ่น>หนะ โต เจ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ราก-นำมาต้มกินเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องอืดแก้โรคกระเพาะ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="135"><ชื่อท้องถิ่น>ที เต่อ เบย โค้ะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ใบ-นำมาต้มกินแก้ปวดท้อง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="136"><ชื่อท้องถิ่น>เกาะ ซ่ะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-รับประทานเป็นผลไม้ในป่ามีสรเปรี้ยว
เปลือก-เป็นยาถ่ายพยาธิในหมู
กลีบดอก-รับประทานได้
</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
<row _id="137"><ชื่อท้องถิ่น>เกาะ ที</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์ /><Genus /><Family /><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ /><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ /><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ผล-รับประทานเป็นผลไม้ที่อยู่ในป่า มีรสเปรี้ยว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์ /></row>
</data>
