{
  "fields": [{"id":"_id","type":"int"},{"id":"NewsTitle","type":"text"},{"id":"Detail","type":"text"},{"id":"NewsDate","type":"text"},{"id":"Region","type":"text"},{"id":"Province","type":"text"},{"id":"Department","type":"text"},{"id":"Link_News","type":"text"}],
  "records": [
    [1,"ย้อนรอยหมู มาถึงจุดนี้ (ได้อย่างไร)","<p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;เป็นปีที่อุตสาหกรรมสุกรไทยต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย&nbsp;ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติ&nbsp;ร้อน&nbsp;แล้ง&nbsp;และอุทกภัยครั้งใหญ่&nbsp;ที่กระทบต่อตัวสุกรทำให้อ่อนแอและไวต่อการเกิดโรค&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;สถานการณ์น้ำท่วมทำให้เชื้อโรคมากับน้ำ&nbsp;ทำให้เกษตรกรรายย่อยได้รับความเสียหายอย่างมาก&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โดยเฉพาะสถานการณ์โรคในสุกร&nbsp;ทั้ง&nbsp;PRRS&nbsp;PED&nbsp;ฯลฯ&nbsp;ทำให้สุกรแม่พันธุ์เสียหายมากถึง&nbsp;40%&nbsp;จากจำนวน&nbsp;1.1&nbsp;ล้านตัว&nbsp;เหลือเพียง&nbsp;6.6&nbsp;แสนตัว&nbsp;ส่งผลต่อเนื่องถึงปริมาณผลผลิตสุกรขุนปรับลดลงถึง&nbsp;30%&nbsp;จากปี&nbsp;2563&nbsp;จากที่เคยมีจำนวนสุกรประมาณ&nbsp;18-19&nbsp;ล้านตัวต่อปี&nbsp;เหลือเพียง&nbsp;14.7&nbsp;ล้านตัวต่อปีเท่านั้น&nbsp;ความเสียหายของสุกรถือเป็นอีกภาระหนักที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น&nbsp;อัตราเสียหายยิ่งมากเท่าใด&nbsp;ย่อมกระทบกับต้นทุนการเลี้ยงต่อตัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ก็ปรับตัวสูงขึ้นทุกประเภท&nbsp;จากปริมาณผลผลิตที่ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้&nbsp;ซึ่งเป็นปัญหาที่ภาคปศุสัตว์ทั่วโลกกำลังประสบอยู่&nbsp;ยกตัวอย่างเช่น&nbsp;ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของประเทศเพื่อนบ้าน&nbsp;ทั้งกัมพูชา&nbsp;ลาว&nbsp;เวียดนาม&nbsp;ที่ปรับขึ้นไปอยู่ในระดับ&nbsp;11.20-12.20&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เป็นราคาสูงสุดในรอบ&nbsp;10&nbsp;กว่าปี&nbsp;ส่วนจีนราคาสูงถึง&nbsp;12.80&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;สำหรับประเทศไทยเคยมีราคาสูงถึง&nbsp;12.50&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;โดยวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นต้นทุนหลัก&nbsp;60-70%&nbsp;ของการเลี้ยงสัตว์&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;เกษตรกรต้องเพิ่มความเข้มงวดด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ&nbsp;(Biosecurity)&nbsp;เนื่องจากกลุ่มสุกรมีโรคประจำถิ่นจำนวนมาก&nbsp;จึงสร้างภาระการดูแลมากขึ้น&nbsp;ส่งผลให้มีค่าแรงงานในการดำเนินการเพิ่ม&nbsp;การใช้เงินลงทุนไปกับค่าน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่จำเป็น&nbsp;กลายเป็นต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น&nbsp;พบว่าเกษตรกรมีต้นทุนส่วนนี้มากถึง&nbsp;400-500&nbsp;บาทต่อตัว&nbsp;และหลังจากนี้ผู้เลี้ยงจะต้องปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานทั้ง&nbsp;GFM-สำหรับฟาร์มขนาดเล็ก&nbsp;GMP-สำหรับฟาร์มขนาดใหญ่&nbsp;และ&nbsp;GAP&nbsp;ที่กรมปศุสัตว์กำหนดเป็นมาตรฐานบังคับ&nbsp;ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินทุนอีกเป็นจำนวนมาก</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทั้งความเสียหายของสุกร&nbsp;ต้นทุนวัตถุดิบ&nbsp;การยกระดับป้องกันโรค&nbsp;และผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมหนักในช่วงที่ผ่านมา&nbsp;สร้างความเสียหายในหลายพื้นที่&nbsp;ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนที่ต้องแบกรับสูงถึงกิโลกรัมละ&nbsp;90&nbsp;บาท&nbsp;โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีปัญหาโรคสุกร&nbsp;อัตราเสียหายยิ่งสูงขึ้นอีก&nbsp;โดยเฉพาะฟาร์มเกษตรกรรายย่อย&nbsp;ต้นทุนพุ่งขึ้นไป&nbsp;100-120&nbsp;บาทต่อกิโลกรัมแล้ว&nbsp;และพื้นที่ที่พบภาวะโรคส่วนใหญ่เกษตรกรมักตัดสินใจขายสุกรก่อนกำหนด&nbsp;เพื่อลดความเสี่ยง&nbsp;แม้รู้ว่าต้องขาดทุน&nbsp;ส่วนเกษตรกรรายอื่นๆก็ไม่กล้าเข้าเลี้ยงสุกรอีก&nbsp;รวมถึงผู้เลี้ยงทั้งประเทศที่แม้ภาวะราคาจะดีขึ้นกว่าเมื่อต้นปี&nbsp;แต่ทั้งต้นทุนที่สูงต่อเนื่อง&nbsp;ความเสียหายที่ไม่อาจคาดเดา&nbsp;รวมถึงสถานการณ์โควิด&nbsp;กลายเป็นปัจจัยในการพิจารณาเลี้ยงสุกรรอบใหม่&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ยิ่งก่อนนี้เกษตรกรถูกพ่อค้ารับซื้อสุกร&nbsp;กุเรื่องโรคระบาดสุกรมาทุบราคา&nbsp;ถึงขนาดเคยขายสุกราคาถูกกิโลกรัมละ&nbsp;50&nbsp;กว่าบาท&nbsp;ทั้งที่ต้นทุนขณะนั้นสูงกว่า&nbsp;70-80&nbsp;บาท&nbsp;ประมาณการความเสียหายทั่วประเทศ&nbsp;จากการขายสุกรขุนต่ำกว่าทุนสูงถึง&nbsp;8,000-10,000&nbsp;ล้านบาท&nbsp;ก็ยิ่งซ้ำเติมภาระขาดทุนที่เกษตรกรต้องแบกรับมากว่า&nbsp;3&nbsp;ปี&nbsp;อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p><p><br></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วันนี้จำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงทั้งประเทศที่เคยมีถึง&nbsp;2&nbsp;แสนราย&nbsp;เหลือเพียง&nbsp;8&nbsp;หมื่นรายเท่านั้น&nbsp;โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ต้องเลิกเลี้ยงจากปัญหาด้านเงินลงทุน&nbsp;บางรายชะลอการเลี้ยงไว้ก่อน&nbsp;แต่การป้องกันโรคยังคงต้องดำเนินการต่อไป&nbsp;โดยผู้เลี้ยงต้องบริหารจัดการ&nbsp;ทั้งเรื่องความสะอาดและการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างต่อเนื่อง&nbsp;ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า&nbsp;6-12&nbsp;เดือน&nbsp;จึงจะสามารถกลับเข้าเลี้ยงสุกรได้&nbsp;เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับมาสร้างความเสียหายให้กับฝูงสุกรที่จะเข้าเลี้ยงใหม่&nbsp;เท่ากับว่าเกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตต่อไป&nbsp;แม้ฟาร์มจะไม่มีผลผลิตแล้วก็ตาม&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ&nbsp;การขาดเงินทุนเพื่อการประกอบอาชีพ&nbsp;จากภาระหนี้สินสะสมตลอด&nbsp;3&nbsp;ปีที่ผ่านมา&nbsp;และผลกระทบหนักที่สุดในช่วงปี&nbsp;2564&nbsp;นี้&nbsp;ที่การเลี้ยงสุกรต้องหยุดชะงัก&nbsp;เกษตรกรจึงไม่สามารถขอกู้เงินในระบบได้&nbsp;เพราะสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อ&nbsp;เนื่องจากขาดรายได้&nbsp;และไม่มีหลักประกันในอาชีพ&nbsp;เกษตรกรจึงขาดที่พึ่ง&nbsp;และไม่มีแรงสู้ต่อกับอาชีพเลี้ยงสุกร&nbsp;หากยังไม่ได้รับความช่วยเหลือด้านสินเชื่อเช่นนี้&nbsp;ก็จะกระทบให้ปริมาณสุกรลดลงยิ่งขึ้น&nbsp;ย่อมส่งผลกับความมั่นคงทางอาหารโปรตีนของประเทศอย่างแน่นอน</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนการบริโภคในช่วง&nbsp;8-9&nbsp;เดือนก่อนก็ลดลงอย่างมาก&nbsp;จากเดิม&nbsp;22&nbsp;กิโลกรัม/คน/ปี&nbsp;เหลือเพียง&nbsp;16&nbsp;กิโลกรัม/คน/ปี&nbsp;หรือลดลงเกือบ&nbsp;40%&nbsp;จากการปิดประเทศ&nbsp;งดการเรียนการสอนในโรงเรียน&nbsp;และการจับจ่ายชะลอตัว&nbsp;โดยการบริโภคกลับมาเป็นบวกอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่&nbsp;4&nbsp;ของปี&nbsp;2564&nbsp;จากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว&nbsp;รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการและปลดล็อกดาวน์&nbsp;และนักเรียนกลับเข้าเรียนในระบบ&nbsp;ผนวกกับใกล้ช่วงเทศกาลวันหยุด&nbsp;ส่งผลในเชิงจิตวิทยาทำให้คนเริ่มออกมาจับจ่ายมากขึ้น&nbsp;สวนทางกับผลผลิตสุกรขุนที่เข้าสู่ตลาดลดลงกว่า&nbsp;30%&nbsp;สิ่งที่เกิดขึ้นคือ&nbsp;การแย่งซื้อสุกรของพ่อค้า&nbsp;กลไกตลาดที่แท้จริงจึงเริ่มทำงาน&nbsp;ตามหลักอุปสงค์-อุปทาน&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ภาวะเช่นนี้&nbsp;ใช่ว่าเกษตรกรจะมีกำไรงาม&nbsp;รายได้ที่มีวันนี้แค่พอต่อลมหายใจ&nbsp;ลดความบอบช้ำจากภาวะขาดทุนในช่วง&nbsp;3&nbsp;ปีมา&nbsp;เงินที่ขายสุกรได้แค่พอจะลืมตาอ้าปากเท่านั้น&nbsp;และต้องไม่ลืมว่าเกษตรกรมีเพียงการเลี้ยงสุกรอาชีพเดียวที่เลี้ยงตัวเอง&nbsp;ไม่ได้มีทางเลือกอาชีพหลากหลาย&nbsp;ขณะที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย&nbsp;สามารถเลือกซื้อเนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้ตามต้องการ&nbsp;ทั้งไก่&nbsp;ไข่&nbsp;ปลา&nbsp;ฯลฯ&nbsp;เพื่อทดแทนการบริโภคเนื้อสุกร&nbsp;ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วันนี้เกษตรกรขอเพียงผู้บริโภค&nbsp;และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เข้าใจและปล่อยให้กลไกตลาดได้ทำงาน&nbsp;เมื่อผู้เลี้ยงที่ยังไม่ลงเลี้ยงรอบใหม่&nbsp;เห็นว่าสถานการณ์เป็นภาวะที่พอลงทุนได้&nbsp;พอคุ้มทุนบ้างก็จะทยอยกลับเข้ามาในระบบ&nbsp;ปริมาณสุกรก็จะเพิ่มขึ้น&nbsp;สู่สมดุล&nbsp;และราคาก็จะกลับสู่ภาวะปกติได้เอง&nbsp;โดยจำเป็นต้องมีการเข้าไปแทรกแซง&nbsp;ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้./</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผู้เขียน&nbsp;:&nbsp;ปฏิภาณ&nbsp;กิจสุนทร&nbsp;นักวิชาการอิสระ&nbsp;</p><p><br></p>","1/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220101181001309"],
    [2,"รายงานพิเศษ : สรุปข่าวสิ่งแวดล้อมรอบปี 2564","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;สรุปข่าวสิ่งแวดล้อมรอบปี&nbsp;2564</u></strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp;ตลอดปี&nbsp;2564&nbsp;ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าทั่วโลก&nbsp;ได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนอย่างจริงจังมากขึ้น</strong>&nbsp;ดูได้จากการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&nbsp;ครั้งที่&nbsp;26&nbsp;(COP26)&nbsp;ช่วงวันที่&nbsp;31&nbsp;ตุลาคม&nbsp;-&nbsp;12&nbsp;พฤศจิกายนที่ผ่านมา&nbsp;ณ&nbsp;เมืองกลาสโกว์&nbsp;สก็อตแลนด์&nbsp;สหราชอาณาจักร&nbsp;ค่อนข้างร้อนแรงหลายประเทศตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด&nbsp;ส่วนหนึ่งเกิดจากการได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนและเกิดภัยพิบัติรุนแรงหลายประเทศในปีนี้&nbsp;ส่งผลให้ผู้นำแต่ละประเทศได้แสดงความจริงที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมากับปัญหาโลกร้อน&nbsp;โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วต้องแสดงความรับผิดชอบ&nbsp;ซึ่งถูกจับจ้องและถูกกดดันเป็นพิเศษกับท่าทีในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์&nbsp;(Net&nbsp;Zero&nbsp;Emission&nbsp;Target)&nbsp;ช่วงกลางศตวรรษที่อาจยังไม่เพียงพอ&nbsp;เพราะตามความตกลงปารีส&nbsp;(NDCs)&nbsp;วางเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้&nbsp;53&nbsp;พันล้านตันในปี&nbsp;2030&nbsp;โดยโลกมีเป้าหมายร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลง&nbsp;25&nbsp;พันล้านตัน&nbsp;เพื่อให้สามารถควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงเกินกว่า&nbsp;1.5&nbsp;-&nbsp;2&nbsp;องศาเซลเซียส&nbsp;สิ่งสำคัญยังได้มีการลงนามปฎิญญากลาสโกว์ของผู้นําด้านป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน&nbsp;เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของผู้นําที่จะร่วมกันหยุดยั้งการสูญเสียป่าไม้และความเสื่อมโทรมของที่ดินภายในปี&nbsp;2030&nbsp;และหลายประเทศเห็นด้วยกับแผนการยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่และยุติการจัดหาเงินทุนสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน&nbsp;พร้อมพิจารณาการใช้พลังงานสะอาดมาใช้ทดแทนในอนาคตด้วย</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp;ในส่วนของประเทศไทยอยู่ระหว่างดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายของเจตนารมณ์ความตกลงปารีส&nbsp;(NDCs)&nbsp;เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ&nbsp;ภายใต้แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ&nbsp;ปี&nbsp;2564&nbsp;-&nbsp;2573</strong>&nbsp;จึงได้ปรับเป้าใหม่ในแผนระยะกลางปี&nbsp;2593&nbsp;-&nbsp;2608&nbsp;จากแผนเดิมวางเป้าที่ร้อยละ&nbsp;20&nbsp;-&nbsp;25&nbsp;เพิ่มเป้าเป็นร้อยละ&nbsp;40&nbsp;ด้วยการยกเพดานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยเพิ่มขึ้น&nbsp;นายวราวุธ&nbsp;ศิลปอาชา&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;ได้ย้ำชัดเจนว่า&nbsp;จำเป็นต้องเร่งประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ&nbsp;ทั้งกระทรวงพลังงาน&nbsp;กระทรวงคมนาคม&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;เพื่อปรับแผนการใช้พลังงานภายในประเทศ&nbsp;แผนการใช้รถยนต์&nbsp;และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง&nbsp;โดยครอบคลุมถึงภาคการเกษตรด้วย&nbsp;เนื่องจากคาดการณ์อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้น&nbsp;2.3&nbsp;องศาเซลเซียสในช่วงเวลาดังกล่าว&nbsp;แต่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น&nbsp;การขับเคลื่อนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ&nbsp;แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อน&nbsp;เพื่อเปลี่ยนผ่านการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ขณะที่ค่าฝุ่นละออง&nbsp;PM&nbsp;2.5&nbsp;รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจยังคงออกหรือเพิ่มมาตรการที่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด&nbsp;</strong>ซึ่งปีนี้ถือว่าประเทศไทยโชคดีที่ปรากฏการณ์ลานีญาที่เกิดขึ้น&nbsp;ส่งผลให้เกิดฝนตกกระจายไปทั่วภูมิภาคช่วยลดการสะสมของฝุ่นลงได้&nbsp;โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะประสบปัญหามลพิษจากฝุ่นในทุกๆปีช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์&nbsp;เนื่องจากเกิดความกดอากาศต่ำในรูปแบบฝาชีครอบ&nbsp;สาเหตุแหล่งกำเนิดฝุ่นมาจากยานพาหนะเป็นหลัก&nbsp;โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่มีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์&nbsp;จึงต้องยกระดับมาตรการให้เข้มงวดขึ้นเพื่อลดมลพิษที่ระบายออกสู่ชั้นบรรยากาศ&nbsp;ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเข้มงวดการตรวจจับรถยนต์ควันดำให้มากขึ้น&nbsp;แต่สิ่งที่จะช่วยลดมลพิษเหล่านี้ได้จริงทุกคนต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและพฤติกรรม&nbsp;ลดการทำลายสิ่งแวดล้อมลง&nbsp;แล้วหันมาอนุรักษ์ปกป้องสิ่งแวดล้อมแทน&nbsp;สิ่งสำคัญต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดและคุ้มค่าที่สุด</p>","2/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220102081715424"],
    [3,"ช่วยหาทางออก...คนเลี้ยงและผู้บริโภคหมู","<p>ราคาสุกรกลายเป็นเรื่องร้อนๆ สวนทางอากาศเย็นในช่วงปลายปีเช่นนี้ แต่รู้หรือไม่ว่า 3 ปีที่ผ่าน เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรครอบด้าน โดยเฉพาะภาวะขาดทุนสะสมที่ต้องแบกรับ จากความผันผวนของราคาสุกร ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ความต้องการบริโภคสุกรในประเทศลดลงเป็นอย่างมาก ทำให้ปริมาณสุกรล้นตลาด ราคาจึงตกต่ำอย่างหนัก</p><p><br></p><p>ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงกลับพุ่งขึ้น จากการเข้มงวดมาตรการป้องกันโรค และต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง และยังต้องเสี่ยงกับภาวะโรคสุกร โดยเฉพาะโรคที่มากับน้ำเมื่อครั้งน้ำท่วมหนักก่อนหน้านี้ ปัญหารอบด้านดังกล่าว ประกอบกับราคาที่ไม่จูงใจ เกษตรกรรายที่ไปต่อไม่ไหวเพราะไม่มีทุนรอนก็จำต้องเลิกอาชีพไป ปัจจุบันมีเกษตรกรเหลือในระบบเพียง 8 หมื่นราย จากที่เคยมีอยู่มากถึง 2 แสนรายทั่วประเทศ ปริมาณแม่สุกรพันธุ์จาก 1.1 ล้านตัว ลดลงเหลือ 6.6 แสนตัว หรือหายไปกว่า 40% กระทบต่อปริมาณสุกรขุนเหลือเพียง 15 ล้านตัวต่อปี จากที่เคยมีถึง 19-20 ล้านตัวต่อปี หรือหายไป 30%</p><p><br></p><p>ทางออกของปัญหานี้ ทำได้ด้วยการเร่งเพิ่มซัพพลายเข้าไปในระบบให้มากขึ้น แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน กล่าวคือ</p><p><br></p><p>1. รัฐบาลควรผลักดันสถาบันการเงินของรัฐ เร่งปล่อยเงินกู้ และสนับสนุนเกษตรกรที่ประสบปัญหาต้องปล่อยเล้าว่างเพื่อรอดูสถานการณ์ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมทั้งช่วยขยายระยะเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้น มีระยะปลอดชำระในช่วงต้น เพื่อให้ฟื้นฟูธุรกิจได้โดยเร็ว&nbsp;ถือเป็นการดึงเกษตรกรผู้เลี้ยงที่มีการลงทุนโรงเรือน อุปกรณ์ และระบบการเลี้ยงอยู่แล้ว ให้กลับเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้อีกครั้ง เพราะการจะให้เกษตรกรรายใหม่ เริ่มต้นเลี้ยงด้วยการลงทุนตั้งแต่เริ่มสร้างฟาร์มนั้น เป็นไปได้ยากแล้วในยุคปัจจุบัน ที่ต้องมีการทำประชาพิจารณ์และประชาคมหมู่บ้านรอบข้างเพื่อพิจารณาการก่อสร้างฟาร์มเลี้ยงสัตว์แห่งใหม่ ดังนั้นการผลักดันให้ผู้เลี้ยงตัดสินใจลงทุนอีกครั้ง จึงเป็นหนทางแก้ที่เร็วที่สุด เพื่อดันให้ซัพพลายสุกรเพิ่มขึ้น ส่วนในกลุ่มเกษตรกรที่ยังพอมีแรงสู้ต่อ ก็ควรได้รับความช่วยเหลือ อาทิ การปรับโครงสร้างหนี้ และยืดระยะเวลาชำระหนี้ เพื่อให้มีสภาพคล่องมากขึ้น ทำให้สามารถลงทุนเลี้ยงสุกรได้อย่างเต็มศักยภาพ</p><p><br></p><p>2. รัฐควรสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เลี้ยง ด้วยการจารณาสนับสนุนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับภาคผู้เลี้ยง เพราะวันนี้เกษตรกรไม่กล้ากลับมาเลี้ยงสุกร เนื่องจากไม่เห็นอนาคตในอาชีพ รวมทั้งขาดการสนับสนุนและการดูแลจากภาครัฐ การพิจารณาสิทธิประโยชน์แก่เกษตรกร เช่นเดียวกับการส่งเสริมการลงทุนแก่ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย อาทิ การยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงตัดสินใจเร่งลงทุน ทำให้มีปริมาณสุกรกลับสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการสนับสนุนอาชีพและช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารโปรตีนให้กับคนไทย</p><p><br></p><p>3. ผู้บริโภคถือเป็นกลไกหลักที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ หากเห็นว่าราคาสูงก็หันไปบริโภคโปรตีนอื่นๆทดแทน เช่น ปลา ไข่ไก่ หรือเนื้อไก่ เพราะ ผู้บริโภคยังคงมีทางเลือกมากมาย แต่เกษตรกรมีอาชีพเดียวคือการเลี้ยงสุกรที่เลี้ยงตัวเองและครอบครัว</p><p><br></p><p>หลังจากนี้เมื่อมีมาตรการของภาครัฐออกมาช่วยเหลือ ทั้งเรื่องสินเชื่อเพื่อเกษตรกร การสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ต่างๆให้กับภาคผู้เลี้ยง รวมทั้งปล่อยให้กลไกตลาดได้ทำงานอย่างเสรี เนื้อสุกรซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Goods) ที่ราคามีขึ้นมีลงตามกลไกตลาด ด้วยหลักดีมานด์และซัพพลาย เมื่อปริมาณมากขึ้นเพียงพอกับการบริโภค ราคาก็จะกลับสู่สมดุลได้เอง&nbsp;โดยไม่ต้องมีใครเข้ามาควบคุมเรื่องนี้ เมื่อเกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ ผู้บริโภคก็มีความมั่นคงทางอาหารเช่นกัน</p><p><br></p><p>โดย รัฐพล ศรีเจริญ นักวิชาการอิสระด้านปศุสัตว์</p>","2/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220102091618428"],
    [4,"รายงานพิเศษ : ปีใหม่ไม่หยุด จังหวัดสกลนคร เปิดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19","<p><strong>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;ปีใหม่ไม่หยุด&nbsp;จังหวัดสกลนคร&nbsp;เปิดฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19</strong></p><p><br></p><p><strong>ช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลปีใหม่&nbsp;2565&nbsp;ที่หลายคนเดินทางกลับภูมิลำเนา&nbsp;</strong>สิ่งที่ต้องปฏิบัตินอกจากเคารพกฎจราจรแล้ว&nbsp;การป้องกันตนเองจากโรคโควิด-19&nbsp;ยังเป็นสิ่งที่ต้องย้ำเตือนกัน&nbsp;โดยในช่วงปีใหม่นี้&nbsp;จังหวัดสกลนคร&nbsp;ส่งมอบของขวัญปีใหม่&nbsp;ด้วยการเปิดฉีดวัคซีนแบบไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าทุกเข็ม&nbsp;สร้างภูมิคุ้มกันหมู่&nbsp;ให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยได้รับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง&nbsp;</p><p><strong>ประชาชนที่&nbsp;Walk&nbsp;In&nbsp;ฉีดวัคซีน&nbsp;ณ&nbsp;วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร</strong></p><p><strong>เทศกาลปีใหม่&nbsp;2565&nbsp;นับเป็นช่วงเวลาของการส่งมอบความสุขให้แก่กันและกัน</strong>&nbsp;หลายครอบครัว&nbsp;เดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุด&nbsp;หรือกลับไปเยี่ยมครอบครัวในต่างจังหวัด&nbsp;สิ่งที่ต้องปฏิบัติกันอย่างเข้มงวดนั่นคือการเคารพกฎจราจร&nbsp;ไม่ประมาท&nbsp;มีสติ&nbsp;เพื่อร่วมป้องกันอุบัติเหตุทางถนนที่อาจจะเกิดขึ้นได้&nbsp;แต่ยังมีสิ่งที่ต้องย้ำเตือนกันนั่นก็คือ&nbsp;การป้องกันตนเองจากโรคโควิด-19&nbsp;โดยเฉพาะการไม่เข้าไปในพื้นที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก&nbsp;หรือแออัด&nbsp;การสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา&nbsp;การล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์&nbsp;ยังเป็นมาตรการที่ไม่อาจละเลยได้&nbsp;และการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19&nbsp;ในทุกกลุ่ม&nbsp;ยังเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด&nbsp;ซึ่งในเทศกาลปีใหม่&nbsp;2565&nbsp;จังหวัดสกลนคร&nbsp;ได้ส่งมอบของขวัญแก่ประชาชน&nbsp;ด้วย&nbsp;Vaccine&nbsp;Covid-19&nbsp;New&nbsp;Year&nbsp;เปิดฉีดวัคซีนแบบไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า&nbsp;หรือ&nbsp;Walk&nbsp;In&nbsp;ทั้งแบบเข็ม&nbsp;1&nbsp;เข็ม&nbsp;2&nbsp;หรือ&nbsp;บูสเข็ม&nbsp;3&nbsp;เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่&nbsp;ให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยได้รับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง&nbsp;ซึ่งที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร&nbsp;เทศบาลนครสกลนคร&nbsp;อำเภอเมืองสกลนคร&nbsp;จังหวัดสกลนคร&nbsp;ทีมแพทย์&nbsp;พยาบาล&nbsp;จากโรงพยาบาลศูนย์สกลนคร&nbsp;เจ้าหน้าที่สาธารณสุข&nbsp;สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสกลนคร&nbsp;จิตอาสาพระราชทาน&nbsp;ร่วมกันอำนวยความสะดวก&nbsp;และให้บริการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั้งที่เป็นคนในพื้นที่&nbsp;หรือผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน&nbsp;ก็สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้&nbsp;โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่&nbsp;27&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;ไปจนถึงวันที่&nbsp;7&nbsp;มกราคม&nbsp;2565&nbsp;ไม่เว้นวันหยุดราชการ&nbsp;ตั้งแต่เวลา&nbsp;08.00-16.00&nbsp;น.&nbsp;</p><p><strong>นายครรชิต&nbsp;พาวินิจ&nbsp;ผู้ช่วยพนักงานสุขศึกษา&nbsp;โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร&nbsp;</strong>ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานอยู่ประจำ&nbsp;ณ&nbsp;จุดบริการฉีดวัคซีนที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร&nbsp;บอกว่า&nbsp;ประชาชนที่เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านช่วงวันหยุดปีใหม่&nbsp;หรือประชาชนทั่วไปทุกกลุ่มวัย&nbsp;ที่จะมาฉีดวัคซีน&nbsp;ขอให้งดเว้นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์&nbsp;พักผ่อนให้เพียงพอ&nbsp;แล้วนำบัตรประจำตัวประชาชนมายื่นต่อเจ้าหน้าที่&nbsp;</p><p><strong>ปีใหม่นี้&nbsp;นอกจากท่านจะได้พักผ่อนในวันหยุด&nbsp;ได้ท่องเที่ยวและกลับไปเยี่ยมพ่อ&nbsp;แม่&nbsp;ญาติพี่น้อง&nbsp;แล้ว</strong>&nbsp;ต้องไม่ละเลยที่จะป้องกันตนเอง&nbsp;และครอบครัวจากโควิด-19&nbsp;กันด้วยนะคะ&nbsp;ชนกพร&nbsp;โพธิสาร&nbsp;</p><p><br></p><p>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร&nbsp;รายงาน</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND&nbsp;&nbsp;</p>","2/1/2022","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","สกลนคร","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220102171719632"],
    [5,"รายงานพิเศษ : ปีใหม่ สักการะพระธาตุยาคู เมืองฟ้าแดดสงยาง จ.กาฬสินธุ์","<p><strong>รายงานพิเศษ&nbsp;:</strong>&nbsp;<strong>ปีใหม่&nbsp;สักการะพระธาตุยาคู&nbsp;เมืองฟ้าแดดสงยาง&nbsp;จังหวัดกาฬสินธุ์</strong></p><p><strong>เพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่&nbsp;</strong>ประชาชนและนักท่องเที่ยว&nbsp;ต่างร่วมสักการะพระธาตุยาคู&nbsp;แห่งเมืองฟ้าแดดสงยาง&nbsp;จังหวัดกาฬสินธุ์&nbsp;โบราณสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน&nbsp;คู่เมือง&nbsp;เพื่อความเป็นสิริมงคล&nbsp;ต้อนรับปีใหม่&nbsp;</p><p><strong>ด้วยสถานการณ์โควิด-19&nbsp;ที่ต่อเนื่องจนล่วงเข้าสู่ปีใหม่&nbsp;2565</strong>&nbsp;เพื่อความเข้มแข็งทางจิตใจส่วนหนึ่งและเพื่อความเป็นสิริมงคลสำหรับกำลังใจในการดำเนินชีวิต&nbsp;ต้อนรับปีใหม่นั้น&nbsp;ชาวกาฬสินธุ์และประชาชนจากพื้นที่ใกล้เคียง&nbsp;ยังคงเดินทางมากราบไหว้พระธาตุยาคู&nbsp;แห่งเมืองฟ้าแดดสงยาง&nbsp;บ้านหนองแปน&nbsp;อำเภอกมลาไสย&nbsp;จังหวัดกาฬสินธุ์&nbsp;ในปีนี้แม้จะค่อนข้างบางตา&nbsp;แต่ด้วยความศรัทธา&nbsp;เพื่อการสักการะโบราณสถานคู่บ้าน&nbsp;คู่เมือง&nbsp;จึงเตรียมพร้อมกายและใจ&nbsp;ปฏิบัติตัวภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19&nbsp;อย่างเคร่งครัด&nbsp;ตั้งใจมั่น&nbsp;ในการมากราบไหว้ขอพร&nbsp;ให้ผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19&nbsp;และสามารถดำรงตน&nbsp;ดำรงชีพ&nbsp;อย่างราบรื่นในปีนี้&nbsp;ครอบครัวน้องกมลวรรณ&nbsp;ศรีสุข&nbsp;ชาวกาฬสินธุ์&nbsp;พร้อมครอบครัวและญาติที่อยู่ต่างจังหวัด&nbsp;ถือโอกาสพร้อมหน้าพร้อมตากัน&nbsp;มาสักการะพระธาตุยาคู&nbsp;ซึ่งชาวกาฬสินธุ์เองได้มากราบไหว้บูชา&nbsp;อยู่เป็นนิจ&nbsp;และเป็นโอกาสที่จะได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้รู้จัก&nbsp;พระธาตุยาคู&nbsp;มากยิ่งขึ้น&nbsp;</p><p><strong>ขณะที่นักท่องเที่ยว&nbsp;เมื่อเดินทางผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์</strong>&nbsp;ก็มักจะเดินทางมาสักการะ&nbsp;ขอพร&nbsp;ที่องค์พระธาตุยาคูเช่นกัน&nbsp;โดยต่างปฏิบัติตัวป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&nbsp;อย่างเคร่งครัด&nbsp;</p><p><strong>พระธาตุยาคู&nbsp;หรือ&nbsp;\"พระธาตุใหญ่\"</strong>&nbsp;เป็นพระสถูปสมัยทวาราวดี&nbsp;(ราวพุทธศตวรรษที่&nbsp;13-15)&nbsp;เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฟ้าแดดสงยาง&nbsp;เป็นสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดีและได้รับการบูรณะซ่อมแซม&nbsp;ในสมัยอยุธยา&nbsp;ส่วนองค์ระฆังและส่วนยอด&nbsp;เป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์&nbsp;ชาวบ้านเชื่อกันว่า&nbsp;มีอัฐิของพระเถระที่ชาวเมืองเคารพนับถือบรรจุอยู่&nbsp;สังเกตได้จาก&nbsp;การที่เมืองเชียงโสมเมื่อครั้งชนะสงคราม&nbsp;ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองฟ้าแดดลง&nbsp;แต่ไม่ทำลายพระธาตุยาคู&nbsp;เป็นที่สักการะยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนเรื่อยมา&nbsp;</p><p><br></p><p>ดวงใจ&nbsp;หงส์จันทร์&nbsp;:&nbsp;ถ่ายภาพ&nbsp;</p><p>ณัฏฐ์&nbsp;ฐนันท์รมย์&nbsp;สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกาฬสินธุ์&nbsp;รายงาน</p><p><br></p><p><br></p>","3/1/2022","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","กาฬสินธุ์","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกาฬสินธุ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220103083914709"],
    [6,"รายงานพิเศษ : \"นักท่องเที่ยวให้ความสนใจชมความสวยงามของอ่าวมาหยาอย่างคึกคัก\"","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;\"นักท่องเที่ยวให้ความสนใจชมความสวยงามของอ่าวมาหยาอย่างคึกคัก\"&nbsp;</u></strong></p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากการเปิดท่องเที่ยวอ่าวมาหยาหลังปิดฟื้นฟูนานกว่า&nbsp;3&nbsp;ปี&nbsp;มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาชมความสวยงามของทรัพยากรธรรมชาติอย่างคึกคัก&nbsp;ภายใต้การคุมเข้มมาตรการโควิด-19&nbsp;ของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>หลังจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช&nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;ได้เปิดการท่องเที่ยวอ่าวมาหยาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี&nbsp;จังหวัดกระบี่&nbsp;อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่&nbsp;1&nbsp;มกราคมที่ผ่านมา</strong>&nbsp;ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติจำนวนมาก&nbsp;ที่มีการจองท่องเที่ยวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชั่น&nbsp;QueQ&nbsp;เต็มทุกรอบที่มีการเปิดให้เข้าจอง&nbsp;ดูได้จากมีเรือนำเที่ยวจำนวนมากทั้งเรือสปีดโบ๊ทและเรือหางยาวนำเที่ยวนำนักท่องเที่ยวมาส่งแล้วออกไปผูกทุ่นจอดรอจุดที่กำหนดไว้ให้&nbsp;ซึ่งให้ขึ้นได้เพียงด้านหลังอ่าวเท่านั้นบริเวณท่าเทียบเรืออ่าวโล๊ะซามะ&nbsp;เป็นการจัดระเบียบเรือนำเที่ยวเพื่อความปลอดภัย&nbsp;โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพีดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก&nbsp;โดยนักท่องเที่ยวให้ความร่วมมืออย่างดีกับกฎระเบียบ&nbsp;หรือข้อห้ามของอุทยานฯ&nbsp;เพื่อป้องกันการทำลายทรัพยากรทั้งบนบกและทางทะเล&nbsp;ที่สำคัญช่วยควบคุมการประกอบกิจกรรมไม่ให้เกินขีดความสามารถการรองรับของแต่ละแหล่งท่องเที่ยว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>การเปิดท่องเที่ยวอ่าวมาหยาครั้งนี้&nbsp;หลังปิดฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและบนบกมานานกว่า&nbsp;3&nbsp;ปี&nbsp;พบมีสัตว์ทะเลหายากหลายชนิดเพิ่มจำนวนมากขึ้นบริเวณหน้าหาด&nbsp;</strong>อย่างฉลามหูดำ&nbsp;(ฉลามครีบดำ)&nbsp;มากกว่า&nbsp;161&nbsp;ตัว&nbsp;ทั้งตัวโตเต็มวัยและตัววัยอ่อน&nbsp;จึงได้ประกาศห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำในพื้นที่หน้าหาดของอ่าวมาหยาโดยเด็ดขาด&nbsp;เพื่อให้สัตว์ทะเลได้เจริญเติบโต&nbsp;ป้องกันอันตรายกับนักท่องเที่ยว&nbsp;และช่วยฟื้นฟู-อนุรักษ์แนวปะการังบริเวณดังกล่าวด้วยที่กำลังค่อยๆฟื้นตัวอย่างช้าๆ&nbsp;เพราะกิจกรรมของมนุษย์จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวมาหยาได้&nbsp;ส่งผลให้นักท่องเที่ยวใช้วิธีเก็บความสวยงามของธรรมชาติในอ่าวมาหยาที่ฟื้นตัว&nbsp;ด้วยการถ่ายภาพเซลฟี่เป็นที่ระลึกและนั่งเล่นบริเวณหาดทรายชมความงดงามของธรรมชาติแทน&nbsp;ภายใต้การคุมเข้มมาตรการป้องกันโควิด-19&nbsp;ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขกันอย่างเคร่งครัด&nbsp;เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว&nbsp;ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวเห็นด้วยกับมาตรการควบคุมการท่องเที่ยวของอุทยาน&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการชมความสวยงามของอ่าวมาหยาและฉลามหูดำได้จำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นรอบ&nbsp;รอบละ&nbsp;375&nbsp;คนต่อ&nbsp;1&nbsp;ชั่วโมงเท่านั้น&nbsp;</strong>เพื่อผลัดเปลี่ยนให้นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นได้เข้าไปท่องเที่ยวด้วย&nbsp;โดยใน&nbsp;1&nbsp;วันจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปในอ่าวมาหยาประมาณ&nbsp;11&nbsp;รอบ&nbsp;หากรวมปริมาณนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณกว่า&nbsp;4,125&nbsp;คน&nbsp;เปิดให้เข้าท่องเที่ยวตั้งแต่เวลา&nbsp;07.00&nbsp;-&nbsp;18.00&nbsp;น.&nbsp;ส่วนเรือของผู้ประกอบการท่องเที่ยวจอดได้แค่ด้านหลังของอ่าวบริเวณอ่าวโล๊ะซามะเท่านั้น&nbsp;ส่วนบริเวณด้านหน้าอ่าวมาหยาได้ว่างทุ่นไข่ปลาลอยน้ำไว้และไม่อนุญาตให้จอดเทียบเรือเข้ามาภายในได้&nbsp;แต่ให้จอดถ่ายรูปนอกทุ่นลอยน้ำได้เท่านั้น&nbsp;ถือเป็นการลดความเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติ</p>","4/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220104090642005"],
    [7,"รายงานพิเศษ : สายป่านไทยสู่เครือข่ายตลาดโลก","<p><strong>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;สายป่านไทยสู่เครือข่ายตลาดโลก&nbsp;</strong></p><p><strong>\"ป่านศรนารายณ์\"&nbsp;เส้นใยจากธรรมชาติที่กลุ่มอาชีพสตรี&nbsp;ต.เขาใหญ่&nbsp;อ.&nbsp;ชะอำ&nbsp;จ.&nbsp;เพชรบุรีรวมกลุ่มผลิตผลิตภัณฑ์หัตถกรรมสร้างชื่อจนเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศด้วยเอกลักษณ์และคุณภาพที่ได้รับการพัฒนาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นท้องถิ่นมามากกว่า&nbsp;40&nbsp;ปี</strong></p><p><strong>กว่า&nbsp;40&nbsp;ปี&nbsp;ที่คุณณัฐระวี&nbsp;เดื่อมขันธ์มณี&nbsp;ประธานกลุ่มอาชีพสตรีจักสานป่าศรนารายณ์</strong>&nbsp;อำเภอชะอำ&nbsp;จังหวัดเพชรบุรี&nbsp;เล่าด้วยความภาคภูมิใจที่วันนี้เธอสามารถสานต่ออาชีพช่างศิลปหัตถกรรมจากรุ่นพ่อแม่ถ่ายทอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า&nbsp;หมวก&nbsp;เข็มขัด&nbsp;เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด&nbsp;ที่หลากหลายทั้งหมดถูกแต่เติมด้วยสีสันและเทคนิคการออกแบบที่ได้รับการพัฒนาตามยุคตามสมัยโดยเฉพาะเมื่อมาถึงรุ่นของเธอที่ตั้งเป้าหมายว่าสินค้าแฮนเมดเหล่านี้ต้องได้รับความสนใจและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างๆ&nbsp;ให้กว้างขึ้นกว่าที่เป็นมามีผู้คนอยากถืออยากใช้มากขึ้น</p><p><strong>ย้อนไปเมื่อปี&nbsp;2515&nbsp;ครั้นเมื่อในหลวงรัชกาลที่&nbsp;9</strong>&nbsp;และ<span&nbsp;style=\"color:&nbsp;rgb(32,&nbsp;33,&nbsp;36);\">สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์&nbsp;พระบรมราชินีนาถ&nbsp;พระบรมราชชนนีพันปีหลวง&nbsp;</span>ได้ทรงมีคำแนะนำให้ชาวบ้านหุบกะพงอยู่ในท้องที่ตำบลเขาใหญ่แห่งนี้นำป่านศรนารายณ์มาใช้ประโยชน์ด้านการจักสานเพื่อเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน&nbsp;นับจากนั้นครอบครัวของเธอได้เรียนรู้เพาะปลูกป่านศรนารายณ์พร้อมกับวิธีการจักสานเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวจนกลายเป็นมรดกตกทอดทางภูมิปัญญาของครอบครัวจนถึงปัจจุบัน&nbsp;นอกจากคุณสมบัติของป่านศรนารายณ์ที่สามารถทำให้สินค้าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นมีความสวยงามจากเส้นใยธรรมชาติมีความทนทานไม่ขึ้นราสามารถทำความสะอาดได้ง่ายมีอายุการใช้งานนับสิบปี&nbsp;</p><p><strong>คุณณัฐระวียังร่วมกับชาวบ้านพัฒนาด้านสีสันรูปแบบดีไซน์ให้เหมาะแก่การใช้งาน</strong>กระทั่งได้รับเชิญออกนิทรรศการแสดงสินค้าศิลปหัตกรรมที่มีคุณค่าผ่านภูมิปัญญาท้องถิ่นอวดสายตาชาวต่างชาตินับครั้งไม่ถ้วนจนมีชื่อเสียงและมีคำสั่งซื้อจากตลาดที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศมีลูกค้าจากประเทศกลุ่มอาเซียนเอเชียหรือแม้แต่ยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง&nbsp;กระทั่งเมื่อวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด&nbsp;-19&nbsp;เกิดขึ้นทั่วโลกกลุ่มอาชีพสตรีจักสานป่านศรนารายณ์ถึงคราวต้องปรับตัวครั้งใหญ่โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และการบริการที่ต้องได้ใจลูกค้าทุกกลุ่มเพื่อพยุงทุกลมหายใจให้ทุกชีวิตที่ต้องดูแลเดินหน้าต่อไปได้</p><p><strong>นับเป็นความสำเร็จท่ามกลางวิกฤตที่สะท้อนถึงความเป็นคนไทยที่ไม่ละทิ้งอัตลักษณ์ตัวตน</strong>ยังคงรังสรรค์ศิลปวัฒนธรรมที่ผ่านผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่มีคุณค่าและทำให้เกิดความต้องการในท้องตลาดมากขึ้นทุกวัน</p><p><br></p><p>ทีมข่าว&nbsp;NBT&nbsp;กาญจนบุรี&nbsp;รายงาน</p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>","5/1/2022","ภาคตะวันตก","กาญจนบุรี","สทท.กาญจนบุรี","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220105112316503"],
    [8,"วิบากกรรม คนเลี้ยงหมู","<p class=\"ql-align-justify\">ชีวิตเกษตรกรคนเลี้ยงหมูในช่วงที่ผ่านมาน่าเห็นใจมาก<strong> </strong>โดยเฉพาะสถานการณ์โรคระบาดที่ทำให้ต้องเลิกอาชีพและหายไปจากระบบแล้วกว่า 50-60%&nbsp;ส่งผลให้จำนวนหมูที่เคยมีป้อนตลาดปีละประมาณ&nbsp;20&nbsp;ล้านตัว ลดเหลือเพียง 14 ล้านตัว กระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงเขียงหมู ผู้บริโภค และร้านอาหารต่างๆ กลายเป็นกระแสหมูแพงให้พูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมือง จุดเปลี่ยนของชีวิตที่ถึงกับต้องเลิกอาชีพเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ปีที่ผ่านมาจึงถือเป็นหายนะของคนเลี้ยงหมูโดยแท้ พวกเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้างลองประมวลดูกัน </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><em>ประการแรก :</em> ความเสียหายจากโรคระบาด ส่งผลกระทบโดยตรงอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มใหญ่ กลาง หรือรายย่อย เกิดเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตหมู อัตราเสียหายยิ่งมากเท่าใด ย่อมกระทบกับต้นทุนการเลี้ยงต่อตัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น กลุ่มฟาร์มขนาดเล็กที่ไม่มีระบบป้องกันโรคที่ดี จึงเสียหายไปมากจากกรณีนี้ </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><em>ประการต่อมา :</em> สืบเนื่องจากปัญหาโรคระบาด เกษตรกรต้องเพิ่มความเข้มงวดด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) มีการยกระดับการป้องกันโรค สร้างภาระการดูแลมากขึ้น ทั้งยังต้องจ้างแรงงานในการดำเนินการเพิ่ม การใช้เงินลงทุนไปกับค่าน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่จำเป็น กลายเป็นต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นถึง 400-500 บาทต่อตัว และหลังจากนี้ผู้เลี้ยงจะต้องปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานทั้ง GFM-สำหรับฟาร์มขนาดเล็ก GMP-สำหรับฟาร์มขนาดใหญ่ และ GAP ที่กรมปศุสัตว์กำหนดเป็นมาตรฐานบังคับ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินทุนอีกเป็นจำนวนมาก </p><p class=\"ql-align-justify\"><strong>&nbsp;</strong></p><p class=\"ql-align-justify\"><em>ประการที่สาม :</em> อาหารสัตว์เป็นต้นทุนหลัก 60-70% ของการเลี้ยงสัตว์ แต่ปี 2564 เป็นปีที่วัตถุดิบอาหารสัตว์ทุกประเภททั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ต้นทุนข้อนี้จึงเป็นอีกตัวแปรสำคัญให้เกษตรกรคนเลี้ยงหมูต้องเดือดร้อน เช่น ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยที่สูงถึง 12.50 บาท/กก. เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่ภาครัฐของไทยให้ความสำคัญกับเกษตรกรพืชไร่ มีการประกันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วยผู้ปลูกพืช โดยมองข้ามภาระต้นทุนที่ผู้เลี้ยงสัตว์ต้องแบกแทน ตรงนี้เป็นรายละเอียดที่ต้องศึกษากันอย่างลึกซึ้ง จึงจะทำให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกรภาคปศุสัตว์ได้บ้าง </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><em>ประการที่สี่ :</em> ในปีที่แล้วหากจำกันได้ เราได้เห็นภาพน้ำท่วมใหญ่ที่มีหมูระดับแม่พันธุ์ลอยคออยู่ในน้ำเป็นจำนวนมาก ซ้ำเติมปัญหาโรคระบาดให้กระจายวงกว้างยิ่งขึ้น นอกหนือจากนี้ยังมีปัญหาฤดูกาลอื่นๆ เช่นอากาศร้อน-แล้ง ที่กระทบต่อตัวสุกรให้อ่อนแอ และไวต่อการเกิดโรค</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><em>ประการที่ห้า :</em> เกษตรกรถูกรังแก ในกลุ่มเกษตกรรายย่อยที่ต้องเผชิญความเสียหายและต้นทุนต่างๆดังกล่าวข้างต้น ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งขึ้นไป 100-120 บาท/ กก. แต่ด้วยความไม่มั่นใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบภาวะโรค&nbsp;ก็มักถูกพ่อค้ารับซื้อสุกรกุเรื่องโรคระบาดมาทุบราคา เกษตรกรบางรายถึงกับยอมขายหมูขาดทุนในราคาเพียง กก.ละ 50 กว่าบาท ทั้งที่ต้นทุนขณะนั้นสูงกว่า 70-80 บาท เพราะหวั่นเกรงโรคจะมาถึงฟาร์มตนเอง </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><em>ประการที่หก :</em> ขาดเงินทุน ฟาร์มเกษตรกรที่พอจะวางระบบป้องกันโรคไว้อย่างดีแล้ว พร้อมจะนำหมูเข้าเลี้ยงเพื่อเร่งเพิ่มปริมาณเนื้อหมูในประเทศกลับต้องสะดุดอีกครั้ง จากการงดปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินส่งผลให้การเลี้ยงสุกรต้องหยุดชะงัก นอกเหนือจากที่ต้องขาดทุนสะสมเพราะปัญหาราคาสุกรตกต่ำในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><em>ประการที่เจ็ด :</em> ขาดแรงจูงใจ หลายครั้งที่เกิดขาดทุนสะสม เพราะราคาขายหมูถูกควบคุมโดยรัฐ เกษตรกรจำต้องขายหมูในราคาที่รัฐกำหนด กลายเป็นคำถามที่ค้างคาใจเกษตรกรว่า ลงทุนไปแล้วจะสามารถขายหมูได้ตามกลไกตลาดหรือไม่ สิ่งนี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกิดความลังเล และบางส่วนตัดสินใจเลิกอาชีพ </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">การที่รัฐจะปรับแก้สถานการณ์ของเกษตรกรคนเลี้ยงหมูที่ต้องเผชิญความผิดหวังรอบด้านได้นั้น คงต้องสร้างแรงจูงใจและลดอุปสรรคในอาชีพให้มากที่สุด และอย่างรวดเร็วด้วย เพราะการเลี้ยงหมูให้โตพอป้อนตลาดได้ต้องใช้เวลาร่วม 1 ปี และในฟาร์มที่เคยประสบปัญหาเรื่องโรคกว่าที่เกษตรกรจะสามารถเริ่มต้นเลี้ยงหมูใหม่ได้ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6-12 เดือน ภายใต้การบริหารจัดการและป้องกันโรคอย่างเข้มข้น </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p><em>ปี 2564 เป็นปีแห่งหายนะของเกษตรกรคนเลี้ยงหมู&nbsp;ปี 2565 จึงเป็นความหวังใหม่ที่เกษตรกรจะลืมตาอ้าปากบ้าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจในการแก้ปัญหาของภาครัฐ และความร่วมมือของทุกภาคส่วน รวมถึง ผู้บริโภค เมื่อนั้นเกษตรกรก็พร้อมจะกลับมาเลี้ยงหมู สร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนไทยได้อีกครั้ง</em></p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\"><strong>โดย วลัญช์ ศรัทธา</strong></p>","5/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220105181712789"],
    [9,"วัตถุดิบราคาพุ่งแรง อุปสรรคสำคัญคนเลี้ยงสัตว์","<p class=\"ql-align-justify\">ต้นทุนการผลิตหมูของไทยพุ่งสูงมากจากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักมาจากโรคระบาดที่ทำให้ปริมาณหมูหายไปจากระบบ 30-40 % ขณะที่การยกระดับมาตรการป้องกันโรคนั้นต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อย&nbsp;แต่สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ <strong>ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์</strong> ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการเลี้ยงสัตว์ เพราะปี 2564 เป็นปีที่ระดับราคาวัตถุดิบทุกตัวพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ กระทบต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ถึง 30% ทั้งหมดเป็นต้นทุนการผลิตหมูที่เรียกว่าสูงเกินกว่าเกษตรกรจะคุ้มทุน </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปรับขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของ 2563 โดยราคาเมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองแพงขึ้น 30% จากกิโลกรัมละ 13 บาท เป็นกิโลกรัมละ 18 บาท ส่วนราคาข้าวโพด ณ เดือนกันยายน 2564 ขยับพุ่งสูงถึง 11.50 บาท/กก. อาหารเสริม-วิตามิน-เกลือแร่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ล้วนมีการปรับตัวสูงขึ้นกว่า 20-30% &nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">ถ้าเจาะลึกมาที่วัตถุดิบหลักอย่าง <strong>ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์</strong>&nbsp;ซึ่งเป็นสินค้าการเมืองที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และโรงงานอาหารสัตว์ต้องรับซื้อที่ราคาขั้นต่ำ กก.ละ 8 บาท แต่ไม่เคยมีเพดานราคา ส่งผลให้ราคาข้าวโพดพุ่งต่อได้อย่างไม่จำกัด ที่สำคัญ รัฐบาลยังทำประกันราคาข้าวโพด ปี64/65 รวม 1,863 ล้านบาท บวกกับมาตรการคู่ขนานอีก 45 ล้านบาท <strong>ยิ่งสะท้อนให้เห็นการที่รัฐให้ความสำคัญกับเกษตรกรพืชไร่มากกว่าเกษตรกรภาคปศุสัตว์</strong>ซึ่งไม่เคยได้รับการประกันราคาใดๆ&nbsp;ไม่เพียงเท่านั้นการประกันราคาข้าวโพดนี้มีมูลค่าน้อยที่สุดในบรรดาพืชไร่ 5 ชนิดที่รัฐให้การประกัน ก็เพราะบังคับเกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ทำประกันขั้นต่ำไว้ให้แล้วนั่นเอง &nbsp;เมื่อมีทั้งประกันรายได้โดยรัฐและมีทั้งประกันรายได้จากการบังคับโรงงานอาหารสัตว์เช่นนี้ จึงหมายถึงการรับประกัน 2 ชั้นช่วยเหลือเกษตรกรพืชไร่อย่างเต็มที่ </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">ขณะเดียวกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลกลับละเลยผู้เลี้ยงสัตว์ มีมาตรการคุมราคาสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อสุกรหน้าฟาร์มที่ราคา 80 บาท/กก. ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ปัจจุบันที่สถานการณ์โรคระบาดหมู ทำให้หมูหายไปจากระบบ 30-40% ส่งผลให้ปริมาณไม่สอดคล้องความต้องการบริโภคในช่วงเทศกาล จึงได้เห็นราคาหมูหน้าฟาร์มสูงเกินกว่า 80.- บาทเพราะไม่มีหมูเพียงพอ เกิดการแย่งซื้อหมู ราคาจึงขยับตามหลักอุปสงค์-อุปทาน กระทบตั้งแต่หน้าฟาร์มไปจนถึงเขียง และร้านอาหารต่างๆ </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">ซึ่งถ้ารัฐยอมรับว่าราคาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนการผลิตหมูสูงขึ้น นอกเหนือจากต้นทุนการป้องกันโรคและการสูญเสียหมูที่ต้องรวมเป็นต้นทุนของฟาร์ม การแก้ปัญหาของภาครัฐจะเป็นไปอย่างถูกทาง สามารถช่วยลดต้นทุนให้ผู้เลี้ยงหมูได้ลืมตาอ้าปากและส่งผลให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วยิ่งขึ้น </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><span style=\"color: windowtext;\">ข้าวโพดไทยมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าในหลายประเทศ รัฐบาลไทยยังมีนโยบายและมาตรการต่างๆ ในการกำกับดูแล ไม่เพียงการขอความร่วมมือโรงงานอาหารสัตว์ให้ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาท/กก., แต่มีการจำกัดเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมีมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1 ส่วนด้วย ล้วนทำให้ที่ผ่านมาราคาข้าวโพดไทยสูงกว่าราคาตลาดโลกเสมอ &nbsp;ต่อมาเมื่อรัฐบาลมีโครงการประกันรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2562/2563 เป็นปีแรก รัฐบาลกลับไม่ยกเลิกมาตรการเดิมที่เคยใช้ เกษตรกรเลี้ยงสัตว์จึงต้องแบกรับภาระราคาข้าวโพดตลอดมา </span></p><p class=\"ql-align-justify\"><span style=\"color: windowtext;\">&nbsp;</span></p><p class=\"ql-align-justify\"><span style=\"color: windowtext;\">ดังนั้น เพื่อให้ห่วงโซ่การผลิตอาหารเป็นไปอย่างสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผล และช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารของประเทศสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ไม่ล้มหายตายจาก เช่นที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้เลี้ยงหมู รัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง </span><strong style=\"color: windowtext;\">การกำหนดเพดานราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์</strong><span style=\"color: windowtext;\"> ไม่ใช่ปล่อยให้พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด รวมถึง </span><strong style=\"color: windowtext;\">ควรทบทวนมาตรการอื่นๆที่เป็นอุปสรรค</strong><span style=\"color: windowtext;\">ด้วย&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></p><p class=\"ql-align-justify\"><strong style=\"color: windowtext;\"><em>&nbsp;</em></strong></p><p class=\"ql-align-justify\"><span style=\"color: windowtext;\">นอกจากนี้ รัฐควรมีแผนระยะกลางและระยะยาว ที่คำนึงถึงเกษตรกรพืชไร่และเกษตรกรปศุสัตว์ทั้งระบบ เช่น การเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยควรเร่งปรับประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการสร้างมาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ประเทศคู่ค้า จะช่วยให้การดาเนินธุรกิจทั้งห่วงโซ่ปศุสัตว์เดินหน้าต่อไปได้ </span></p><p class=\"ql-align-justify\"><span style=\"color: windowtext;\">&nbsp;</span></p><p class=\"ql-align-justify\"><span style=\"color: windowtext;\">สำหรับ </span><strong style=\"color: windowtext;\">กากถั่วเหลือง</strong><span style=\"color: windowtext;\"> เป็นหนึ่งในวัตถุดิบนำเข้าที่ยังต้องเสียภาษีนำเข้า 2% ซึ่งถือเป็นภาระเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ไม่มีภาษี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ของไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ และมีผลต่อเนื่องไปถึงต้นทุนในภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารของไทยดังที่กำลังปรากฏเป็นปัญหาของผู้เลี้ยงหมูในขณะนี้ ดังนั้น การช่วยลดต้นทุนค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์ด้วยการยกเว้น ภาษีนำเข้าวัตถุดิบ จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตเนื้อสัตว์ของเกษตรกรลดลง ขณะที่ปัจจุบันฟาร์มปศุสัตว์กว่า 90% ใช้อาหารสัตว์สำเร็จรูป การยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบจึงเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง</span></p><p class=\"ql-align-justify\"><span style=\"color: windowtext;\">&nbsp;</span></p><p>จากบทเรียนสถานการณ์หมูที่กำลังเกิดขึ้น รัฐควรพิจารณานโยบายให้เอื้อต่อการควบคุมต้นทุนการผลิตของเกษตรกรปศุสัตว์ และจูงใจให้เกษตรกรกล้าที่จะลงหมูเข้าเลี้ยง เมื่อผนวกกับแนวทางอื่นๆ เช่น การปล่อยให้ราคาขายเป็นไปตามกลไกตลาด การสนับสนุนเกษตรกรเข้าถึงสินเชื่อหรือแหล่งทุน ฯลฯ ก็จะช่วยให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\"><strong>โดย ธนา วรพจน์วิสิทธิ์</strong></p><p><br></p>","6/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220106162235152"],
    [10,"ส่องมูลเหตุ หมูหายไปไหน?","<p>หมูแพง บางคนอาจคิดว่างานนี้คนเลี้ยงหมูคงฟันกำไรพุงกาง แต่ก่อนจะโยนบาปให้เกษตรกร ต้องมาดูปมเหตุก่อนจะมีวันนี้ ว่าแท้จริงแล้วชาวหมูต้องแบกภาระจนหลังอานจากอะไรบ้าง</p><p><br></p><p>มูลเหตุสำคัญที่ราคาหมูขยับ ประเด็นสำคัญมาจากการที่เกษตรกรเลิกเลี้ยงหมูไปมากกว่า 50% จากที่เคยมีเกษตรกรทั้งประเทศ 2 แสนราย วันนี้เหลือแค่ 8 หมื่นรายเท่านั้น&nbsp;</p><p><br></p><p>ถามว่าทำไมคนเลี้ยงหมูหายไปมากขนาดนี้ ต้องย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน ที่หมูราคาตกต่ำรุนแรง เกษตรกรขาดทุนสะสมมายาวนาน โดยเฉพาะเมื่อโควิด-19 เล่นงาน เกษตรกรแทบม้วนเสื่อ เพราะคนกินหาย นักท่องเที่ยวหด การจับจ่ายฝืดเคือง&nbsp;</p><p><br></p><p>ขณะเดียวกัน การเลี้ยงหมูต้องเผชิญกับโรคระบาดในหมู ทำให้หมูเสียหาย ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นเพราะตัวเฉลี่ยต้นทุนลดลง หมูกินอาหารไปแล้วแต่ต้องสูญเสียระหว่างการเลี้ยง เท่ากับที่เลี้ยงมาสูญเปล่า แถมยังโดนพ่อค้าหัวหมอ ใช้เรื่องโรคหมูมาปั่นกระแสกดราคา เกษตรกรทั้งรายย่อย รายเล็ก รายกลาง ต่างตื่นตระหนกและเร่งเทขายหมู แม้รู้เต็มอกว่าต้องขาดทุน ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย</p><p><br></p><p>จากเรื่องโรค ทำให้เกษตรกรต้องลงทุนระบบป้องกันโรคเข้มงวด มีต้นทุนส่วนนี้สูงถึง 500 บาทต่อตัว ยังไม่นับต้นทุนที่พุ่งพรวดแบบฉุดไม่อยู่ จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่เพิ่มสูงสุดอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน และแนวโน้มก็จะสูงต่อไป ซึ่งกระทบต้นทุนส่วนนี้เพิ่มขึ้นถึง 30-40% ซ้ำยังมีค่าน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งอย่างมาก ไหนจะค่ายารักษาโรคสัตว์ที่ต้องจ่ายอีก ปัจจุบันคนเลี้ยงจึงแบกต้นทุนการผลิต สูงถึงกิโลกรัมละ 120 บาทแล้ว&nbsp;</p><p><br></p><p>ทั้งราคาหมูตกต่ำ ขาดทุนสะสม ซ้ำต้องเผชิญภาวะโรค และต้นทุนสูง เกษตรกรบางรายถึงกับหมดตัว ก็จำต้องหยุด เพราะขาดทั้งทุนรอน และหมดแรงใจ&nbsp;</p><p><br></p><p>ผลกระทบปรากฎชัดแล้วในวันนี้ ที่หมูขาดตลาด แม่หมูลดจาก 1.1 ล้านตัว เหลือแค่ 6.6 แสนตัว หมูขุนลดจาก 19-20 ล้านตัว เหลือ 14-15 ล้านตัวต่อปี สวนทางกับการบริโภคที่กลับมาคึกคักหลังเปิดประเทศ ผู้บริโภคก็กลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง&nbsp;</p><p><br></p><p>เมื่อใช้หลักเศรษฐศาสตร์มาจับ ขณะที่ \"ซัพพลายน้อย\" ขณะที่ \"ดีมานด์มาก\" ยังไงราคาก็ต้องสูงขึ้น ตามกลไกตลาด</p><p><br></p><p>ปัญหาหมูแพง สะกิดให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องหันสปอร์ตไลท์มาจับจ้องที่เกษตรกรอีกครั้ง ที่น่าดีใจคือ กระบวนทัศน์ของการแก้ปัญหาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน งานนี้นายกรัฐมนตรี ลงมาสั่งการแก้ไขทั้งระบบด้วยตัวเอง ตั้งแต่เกษตรกร ต่อเนื่องไปถึงปากท้องประชาชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่างเร่งออกมาแก้ไข ออกมาตรการช่วยเหลือเต็มที่ เพื่อเพิ่มซัพพลายหมูให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะการพลิกฟื้นฟาร์มหมูและส่งเสริมเกษตรผู้เลี้ยงรายย่อย ให้กลับมาเลี้ยงหมูอีกครั้ง&nbsp;</p><p><br></p><p>ส่วนที่บางคนแนะนำให้นำเข้าหมูจากต่างประเทศ ต้องบอกว่าไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น เพราะคนไทยต้องเสี่ยงกับสารเร่งเนื้อแดงที่อาจปนเปื้อนมากับผลิตภัณฑ์หมูต่างประเทศ เกษตรกรต้องเสี่ยงกับโรคหมูที่อาจติดมากับผลิตภัณฑ์ รวมถึงผลกระทบต่อวงจรการผลิตหมูทั้งอุตสาหกรรม ตั้งแต่คนเลี้ยงหมู ผู้เพาะปลูกพืชไร่เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ภาคเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การเลี้ยง ภาคขนส่ง จนถึงภาคธุรกิจอื่นๆตลอดห่วงโซ่ ที่ต้อง ล่มสลาย เพราะหมูไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้</p><p><br></p><p>วันนี้เงื่อนปมความเดือดร้อนของผู้เลี้ยงกำลังจะถูกคลายออก เล้าหมูที่จำต้องปิดร้าง กำลังจะเปิดรับหมูชุดใหม่เข้าเลี้ยง ภายใต้มาตรการการป้องกันโรค Biosecurity ที่ต้องยกระดับให้เข้มข้นที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการหาแหล่งเงินทุน การเร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค ที่ต้องใช้สรรพกำลังของทั้งภาครัฐ&nbsp;สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนที่มีศักยภาพ มาร่วมกันดำเนินการให้เร็วที่สุด ที่สำคัญรัฐต้องเร่งจ่ายเงินชดเชยคงค้าง ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทำลายหมู และความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ทั้งลดหนี้ พักหนี้ พักดอกเบี้ย และช่วยลดต้นทุนการเลี้ยง อย่างเช่น การลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็น 0% เป็นต้น มาตรการทั้งหมดนี้ จะช่วยจูงใจให้คนเลี้ยงกลับเข้าระบบได้ไม่ยาก</p><p><br></p><p>อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคต้องทำความเข้าใจว่า เกษตรกรต้องใช้เวลาเลี้ยงหมู 6 เดือน ถึงจะได้น้ำหนักจับออกที่ 100 กิโลกรัม ต้นทุนที่คนเลี้ยงต้องจ่ายวันนี้สูงถึง 12,000 บาทต่อตัวแล้ว และกว่าหมูหน้าฟาร์มจะไปถึงหน้าเขียงขายให้ผู้บริโภคนั้น ต้องมีต้นทุนระหว่างทางมากมาย โดยหมู 1 ตัว เมื่อฆ่าและชำแหละแล้ว จะมีน้ำหนักที่หายไป ประมาณ 8-10 กิโลกรัม (จากเลือด ขน มูลสุกร) ที่เหลือ 90-92 กิโลกรัม เป็นหมูซีกที่ขายได้จริง ซึ่งขั้นตอนก่อนจะได้หมูซีกนี้ มีค่าใช้จ่ายประมาณตัวละ 500 บาท เมื่อหมูซีกถูกส่งไปเขียงหรือร้านขายปลีก ก็มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ทั้งค่าขนส่ง ค่าแรงชำแหละขาย ค่าเช่าแผง ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าเสื่อมอุปกรณ์ รวมถึงน้ำหนักที่สูญเสียระหว่างการขาย ฯลฯ นี่คือค่าใช้จ่ายและต้นทุนการจัดการก่อนถึงมือผู้บริโภคทั้งสิ้น ที่สำคัญหมูซีกก็ไม่ใด้ขายราคาเดียวกันหมด จากชิ้นส่วนที่ได้ ทั้งเนื้อสันใน สันนอก ไหล่ สะโพก สันคอ สามชั้น มีส่วนที่ขายได้ราคาเท่ากับเนื้อแดงเพียง 44 กิโลกรัม เท่านั้น</p><p><br></p><p>สำคัญคือผู้บริโภค ถ้าเห็นว่าราคาสูง ก็แค่หันไปบริโภคโปรตีนอื่นๆแทนหมู เช่น ไก่ ปลา เนื้อ หรือไข่ โดยเฉพาะไก่ที่เป็นโปรตีนทดแทนกันได้ ราคากิโลกรัมละ 50-60 บาทเท่านั้น ปัญหานี้แก้ง่าย แค่ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรี และเร่งเพิ่มซัพพลายหมูเข้าระบบให้เร็วที่สุด จากนี้ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติเอง โดยไม่ต้องไปควบคุมให้เสียเวลา</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">งานเขียนโดย : บรรจบ สุขชาวไทย นักวิชาการอิสระ</p>","7/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220107201431697"],
    [11,"บ้านเขาน้อยใต้ ตำบลฉลุง อำเภอเมืองสตูล ตัวอย่างความสำเร็จในการขับเคลื่อน \"หมู่บ้านสีฟ้า ปลอดโควิด-19\" จังหวัดสตูล","<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;\"บ้านเขาน้อยใต้\"&nbsp;ตำบลฉลุง&nbsp;อำเภอเมืองสตูล&nbsp;ตัวอย่างความสำเร็จในการขับเคลื่อน&nbsp;\"หมู่บ้านสีฟ้า&nbsp;ปลอดโควิด-19\"&nbsp;จังหวัดสตูล</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>หลังจากจังหวัดสตูลได้ประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อน&nbsp;\"หมู่บ้านสีฟ้า\"&nbsp;หรือ&nbsp;\"หมู่บ้านนี้ไม่มีโควิด-19\"</strong>&nbsp;โดยการนำของนายเอกรัฐ&nbsp;หลีเส็น&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;4&nbsp;สิงหาคม&nbsp;2564&nbsp;จำนวน&nbsp;246&nbsp;หมู่บ้าน&nbsp;17&nbsp;ชุมชน&nbsp;รวม&nbsp;263&nbsp;แห่ง&nbsp;เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังชุมชนให้ปลอดจากโควิด-19&nbsp;เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กัน&nbsp;ที่สามารถดูแลตัวเองและรักษาพื้นที่ไม่ให้ติดเชื้อโควิด-19</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>การแพร่ระบาดโควิด-19&nbsp;ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในทุกด้าน</strong>&nbsp;การป้องกันและแก้ปัญหาแต่ละพื้นที่ย่อมแตกต่างกันไป&nbsp;อย่างเช่นที่บ้านเขาน้อยใต้&nbsp;ตำบลฉลุง&nbsp;อำเภอเมืองสตูล&nbsp;ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ชายแดนและพื้นที่เศรษฐกิจ&nbsp;ผู้คนมีอาชีพหลากหลาย&nbsp;ถนนเข้า-ออก&nbsp;ของหมู่บ้านก็มีหลายเส้นทาง&nbsp;การรักษาชุมชนให้ปลอดจากโควิด-19&nbsp;จึงเป็นเรื่องท้าทายของผู้นำชุมชน</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>บ้านเขาน้อยใต้&nbsp;ตำบลฉลุง&nbsp;อำเภอเมืองสตูล</strong>&nbsp;นับเป็นหมู่บ้านตัวอย่างของการขับเคลื่อนหมู่บ้านและชุมชนสีฟ้า&nbsp;ทั้งด้านการมีส่วนร่วมของเครือข่าย&nbsp;การทำงานเป็นทีม&nbsp;การตรวจคัดกรอง&nbsp;การรักษาความสะอาด&nbsp;และการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>แม้ว่าจากการประเมินหมู่บ้านและชุมชนสีฟ้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้</strong>&nbsp;เมื่อต้นเดือนมกราคม&nbsp;2565&nbsp;พบว่าผ่านการประเมิน&nbsp;เพียง&nbsp;135&nbsp;แห่ง&nbsp;หรือคิดเป็นร้อยละ&nbsp;45&nbsp;ลดลงจากวันประกาศเจตนารมณ์ก็ตาม&nbsp;แต่สถานการณ์โดยรวมก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น&nbsp;มีการประชุมของคณะกรรมการฯทุกสัปดาห์เพื่อรับทราบสถานการณ์&nbsp;วิเคราะห์ปัญหาและหาทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ&nbsp;มีการดำเนินการตามมาตรการ&nbsp;D-M-H-T-T-A&nbsp;อย่างต่อเนื่อง</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>และการดำเนินการตามธรรมนูญหมู่บ้านและชุมชนสีฟ้า</strong>&nbsp;เพื่อให้ทุกคนถือปฏิบัติ&nbsp;สามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์&nbsp;ใช้ชีวิตวิถีใหม่&nbsp;หรือ&nbsp;New&nbsp;Normal&nbsp;อย่างปกติสุข&nbsp;</p>","9/1/2022","ภาคใต้","สตูล","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสตูล","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220109092208023"],
    [12,"นำเข้าเนื้อหมู หายนะคนไทย","<p>วันนี้กระแสสังคมกำลังพุ่งเป้าไปเรื่องราคาหมู&nbsp;หนึ่งในแนวทางแก้ปัญหาที่มีบางคนเสนอให้นำเข้าเนื้อหมู&nbsp;เพื่อเพิ่มปริมาณหมูให้มากขึ้น&nbsp;ฟังดูง่ายแค่สั่งมาขายให้พอกับความต้องการก็จบ&nbsp;แต่คงลืมมองไปข้างหน้าว่าแนวทางนี้&nbsp;ไม่ต่างกับการผลักคนไทยให้ต้องเสี่ยงกับสารตกค้างที่มากับหมูนอก&nbsp;และขุดหลุมฝังคนเลี้ยงหมูทั้งประเทศ&nbsp;</p><p><br></p><p>ที่ผ่านมาไทยมีความพยายามอย่างยิ่งในการต่อสู้กับเนื้อหมูนำเข้า&nbsp;เพื่อปกป้องคนไทยจากสารปนเปื้อนต่างๆในเนื้อหมู&nbsp;ที่จะก่อผลกระทบต่อสุขภาพและสุขอนามัยของประชาชนคนไทย&nbsp;โดยเฉพาะสารเร่งเนื้อแดง&nbsp;(Ractopamine)&nbsp;ที่ผู้เลี้ยงหมูในต่างประเทศสามารถใช้ในการเลี้ยงได้อย่างเสรี&nbsp;ขณะที่ข้อกำหนดของไทย&nbsp;ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงหมูอย่างเด็ดขาด&nbsp;ผู้ใดลักลอบใช้ถือว่าผิดกฎหมาย&nbsp;ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;พ.ศ.2545&nbsp;และประกาศกระทรวงสาธารณสุข&nbsp;พ.ศ.2546&nbsp;สอดคล้องกับแนวทางของทางสหภาพยุโรป&nbsp;(EU)&nbsp;ไทยจึงไม่ยอมเปิดรับ&nbsp;ขยะ&nbsp;ที่ต่างประเทศไม่บริโภค&nbsp;ทั้งขา&nbsp;หัว&nbsp;และเครื่องในหมู&nbsp;รวมถึงเนื้อหมูที่เต็มไปด้วยสารเร่งเนื้อแดง&nbsp;มาเป็นระเบิดเวลาคร่าชีวิตคนไทย</p><p><br></p><p>ที่ร้ายกว่านั้นคือ&nbsp;หากเปิดให้เนื้อหมูนอกเข้ามาได้&nbsp;ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดประตูเมืองต้อนรับข้าศึก&nbsp;ที่จะเข้ามาบ่อนทำลายอาชีพเกษตรกรและอุตสาหกรรมหมูไทยทั้งระบบ&nbsp;เพราะการนำเข้าหมูย่อมมีความเสี่ยงที่จะนำโรคจากต่างประเทศเข้ามาด้วย&nbsp;เนื่องจากในแต่ละประเทศต่างมีโรคประจำถิ่นของตนเอง&nbsp;การปล่อยให้ชิ้นส่วนหมูเข้ามา&nbsp;ก็เท่ากับการนำเข้าโรคต่างถิ่นที่จะก่ออันตรายต่อหมูไทย&nbsp;ยิ่งจะซ้ำเติมสถานการณ์ที่เป็นอยู่ให้รุนแรงขึ้น&nbsp;และการนำเข้าโดยปกติจะต้องนำมาในลักษณะเนื้อหมูแช่แข็ง&nbsp;ซึ่งเชื้อไวรัสหลายตัวมีความทนทานมากอยู่ได้เป็นปีที่อุณหภูมิแช่แข็ง&nbsp;หากหลุดเข้ามาปนเปื้อนในสภาพแวดล้อมหรือในอุตสาหกรรมย่อมส่งผลกระทบหนัก&nbsp;</p><p><br></p><p>ขณะเดียวกัน&nbsp;หมูนำเข้าย่อมกระทบกับวงจรการผลิตหมูทั้งอุตสาหกรรม&nbsp;ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ขณะนี้มีอยู่ราว&nbsp;1&nbsp;แสนคน&nbsp;ยังไม่นับกับเกษตรกรที่หยุดการเลี้ยงเพื่อรอดูสถานการณ์กว่า&nbsp;1&nbsp;แสนคน&nbsp;ที่ต้องได้รับผลกระทบ&nbsp;จากการปล่อยให้หมูนอกมาดั้มราคาขายแข่งกับหมูไทย&nbsp;ที่ต้นทุนต่ำกว่าถึง&nbsp;3&nbsp;เท่าตัว&nbsp;(ต้นทุนต่างประเทศประมาณ&nbsp;35-40&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม)&nbsp;ขณะที่ไทยมีต้นทุนสูงถึง&nbsp;100-120&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์&nbsp;เช่น&nbsp;กากถั่วเหลือง&nbsp;ข้าวสาลี&nbsp;และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&nbsp;</p><p><br></p><p>ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย&nbsp;ระบุว่าราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับเพิ่มขึ้นทุกชนิด&nbsp;(ข้อมูลช่วงเดือน&nbsp;ม.ค.-พ.ย.ปี&nbsp;2564&nbsp;เทียบกับปี&nbsp;2563)&nbsp;ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาสูงขึ้น&nbsp;11.58%&nbsp;กากถั่วเหลือง&nbsp;27.90%&nbsp;มันสำปะหลัง&nbsp;8.41%&nbsp;ข้าวสาลี&nbsp;20.73%&nbsp;และข้าวบาร์เลย์&nbsp;8.69%&nbsp;ทำให้ภาพรวมต้นทุนการผลิตหมูสูงขึ้น</p><p><br></p><p>ในขณะที่ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก&nbsp;ไม่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้&nbsp;เพราะตนเองเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์ของโลก&nbsp;เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทยอาจถึงคราวต้อง&nbsp;ล่มสลาย&nbsp;เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับเนื้อหมูจากต่างประเทศได้&nbsp;ซึ่งผลกระทบจะเกิดเป็นโดมิโนไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ร่วม&nbsp;7&nbsp;ล้านครัวเรือน&nbsp;และยังมีภาคเวชภัณฑ์&nbsp;ผู้ผลิตอุปกรณ์การเลี้ยง&nbsp;ระบบขนส่ง&nbsp;จนถึงภาคธุรกิจอื่นๆ&nbsp;ตลอดห่วงโซ่&nbsp;ที่ต้องล่มสลายไปพร้อมกัน</p><p><br></p><p>สุดท้ายเมื่อคนไทยต้องเลิกเลี้ยงหมู&nbsp;และหันไปพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น&nbsp;ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างแน่นอน&nbsp;</p><p><br></p><p>ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องประสบกับภาวะขาดทุนมาตลอดไม่ต่ำกว่า&nbsp;2-3&nbsp;ปี&nbsp;โดยไม่เคยมีใครมาเหลียวแล&nbsp;ไม่มีใครเห็นหัวอกและความทุกข์ของคนเลี้ยง&nbsp;ปล่อยให้ต้องแก้ปัญหากันเอง&nbsp;ช่วยเหลือกันเอง&nbsp;หรือล้มตายไปเอง&nbsp;มาวันนี้คนเลี้ยงหมูเพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้&nbsp;ด้วยกลไกตลาดที่แท้จริง&nbsp;จากปริมาณหมูที่ลดลง&nbsp;แต่คนกินมาขึ้น&nbsp;กลับจะมาถูกเข่นฆ่ากันให้ตาย&nbsp;ด้วยการนำเข้าหมูจากต่างประเทศ&nbsp;คิดดูให้ดีว่านี่เป็นทางออกของคนไทย&nbsp;หรือเป็นทางตันของคนเลี้ยงและหายนะของผู้บริโภคกันแน่</p><p><br></p><p>นโยบาย&nbsp;\"ครัวของโลก\"&nbsp;ของประเทศไทยนับว่ามาถูกทาง&nbsp;ทำให้ตลอดมาไทยเป็นผู้ผลิตอาหาร&nbsp;โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ทั้งไก่&nbsp;กุ้ง&nbsp;หมู&nbsp;ที่มีห่วงโซ่การผลิต&nbsp;(Value&nbsp;Chain)&nbsp;ที่ยาวและเข้มเเข็ง&nbsp;มีการส่งออกสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร&nbsp;นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาพัฒนาประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง&nbsp;วันนี้จะใช้เหตุการณ์ชั่วครั้งคราวนี้&nbsp;ตัดสินใจนำเข้าเนื้อหมู&nbsp;ก็ไม่ต่างกับการทำลายจุดแข็งของประเทศไทย&nbsp;และซ้ำเติมความทุกข์และทำร้ายเกษตรกรให้ล้มหายตายจาก&nbsp;อย่าปล่อยให้อาชีพเลี้ยงหมูต้องกลายเป็นเพียงตำนาน&nbsp;เพียงเพราะหมูนำเข้าเลย</p>","9/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220109225335189"],
    [13,"หมูแพง หันกินไก่ ทางเลือกคนกิน-ทางรอดคนเลี้ยง","<p>สถานการณ์ราคาเนื้อหมูในปัจจุบัน ไม่เกินจากที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากผลผลิตหมูลดลงมาตั้งแต่ปี 2561 แต่ก่อนหน้านี้ราคาหมูยังทรงตัวจนถึงตกต่ำ เพราะการบริโภคลดลงจากมาตรการล็อกดาวน์&nbsp;ขณะที่ผู้เลี้ยงต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบอาหารที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซ้ำต้องเผชิญกับภาวะโรคระบาดทำให้หมูเสียหาย เกษตรกรต้องลงทุนยกระดับมาตรฐานฟาร์มซึ่งใช้เงินเป็นจำนวนมากมีต้นทุนแฝงจากการป้องกันโรคถึงตัวละ 500 บาท&nbsp;</p><p>เมื่อต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนสะสมมากว่า 3 ปี ซ้ำยังขาดเงินทุน และขาดความมั่นใจในเสถียรภาพราคาหมู ผู้เลี้ยงโดยเฉพาะรายย่อยต้องลดเลี้ยงและเลิกเลี้ยงไปเกือบหมด จึงกลายเป็นระเบิดเวลา เมื่อความต้องการสูงมาก&nbsp;แต่คนเลี้ยงทั้งประเทศเหลือไม่ถึงครึ่ง หมูขุนหายไปเกือบครึ่ง จึงไม่แปลกที่จะเห็นราคาหมูสูงสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งในภาคผู้เลี้ยงต้องบอกว่าควรได้รับโอกาสนี้ หลังจากแบกรับภาระขาดทุนมานาน ภาวะราคาที่กลับมาฟื้นตัวได้นี้ ไม่ใช่การกอบโกยกำไร แต่แค่พอเคลียร์หนี้สินเก่าและต่อลมหายใจการเลี้ยงต่อไปเท่านั้น</p><p>เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนเพราะเกี่ยวกับปากท้องประชาชน และอาชีพเกษตรกร นายกฯ ประยุทธ์ ออกโรงบัญชาการแก้ปัญหาทั้งระบบ สั่งการให้ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ เร่งแก้ไขตั้งแต่ต้นทาง-ปลายทาง เริ่มจากภาระเกษตรกรฟาร์มหมู พ่อค้าคนกลาง ผู้ขายหมูหน้าเขียง ประชาชนผู้บริโภค รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อลดผลกระทบราคาหมู โดยไม่ให้เสียกลไกตลาด โดยแต่ละกระทรวงเข็นมาตรการทั้ง ระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว</p><p><br></p><p><strong>แผน 3 ระยะแก้ปัญหาหมูแพง</strong></p><p>1. มาตรการเร่งด่วน : ห้ามส่งออกหมูมีชีวิตชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน (6 มกราคม - 5 เมษายน 2565) เพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อหมูภายในประเทศ, การช่วยเหลือด้านราคาอาหารสัตว์, เร่งสำรวจสถานการณ์การผลิต</p><p>2. มาตรการระยะสั้น : ส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ, ขยายกำลังผลิตแม่หมู ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยกลับเข้าระบบ,&nbsp;เร่งพัฒนาวิจัยยาและวัคซีน ในการป้องกันและรักษา ช่วยลดความสูญเสียจากโรคระบาด</p><p>3. มาตรการระยะยาว : กระทรวงเกษตรฯ จะผลักดันการยกระดับมาตรฐานฟาร์มและระบบ biosecurity ของเกษตรกร เพื่อป้องกันโรคระบาด ส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานฟาร์ม GAP ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงหมูใหม่&nbsp;การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เร่งลงทะเบียนผู้เลี้ยงหมูรายย่อยเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง</p><p><br></p><p><strong>คนเลี้ยงคิดอย่างไรกับมาตรการแก้ปัญหาของรัฐ</strong></p><p><br></p><p>น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เห็นด้วยกับภาครัฐจะฟื้นและส่งเสริมเกษตรผู้เลี้ยงรายย่อยกลับเข้าระบบอีกครั้ง โดยขอให้รัฐเร่งจ่ายเงินชดเชยคงค้างให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทำลายหมู และเสียหายน้ำท่วม พร้อมกับมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา-ลดหนี้พักหนี้พักดอกเบี้ย และช่วยลดต้นทุนการเลี้ยง รวมทั้งปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากนโยบายการคุมราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มก่อนหน้านี้ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และมีโรคระบาด เป็นสาเหตุให้เกษตรกรเลิกอาชีพ หลังจากนี้ รัฐบาลต้องมีวิธีจูงใจให้เกษตรกรมาเลี้ยงหมูเพิ่ม&nbsp;</p><p><br></p><p>นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่เข้าใจ \"กลไกตลาด\" และสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งดูแลแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง-ปลายทาง โดยไม่ให้เสียกลไกตลาด อย่างไรก็ตามสำหรับการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคในหมู นอกจากกรมปศุสัตว์แล้ว ควรจะเปิดกว้างให้ภาคบริษัทที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมพัฒนา ควรสนับสนุนสินเชื่อแก่ภาคเกษตรเพื่อเร่งฟื้นฟูอาชีพเสริมสภาพคล่อง และพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ดังเช่นในอดีตที่ธนาคารเคยกำหนดการปล่อยสินเชื่อแก่เกษตรกร และควรลดอัตราภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 2% เหลือ 0% เพราะไทยต้องนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงได้</p><p>&nbsp;</p><p>นายธนา วรพจน์วิสิทธิ์ นักวิชาการสายวัตถุดิบอาหารสัตว์ ชี้ว่าปัจจัยด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสัตว์สูงขึ้นถึง 30-40% เป็นอุปสรรคสำคัญของคนเลี้ยงสัตว์ที่รัฐควรเร่งแก้ปัญหา เช่น การวางเพดานราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ให้สูงกว่าตลาดโลก และยกเลิกภาษีนำเข้าถั่วเหลืองและกากถั่ว พร้อมทั้งทบทวนมาตรการต่างๆที่สร้างภาระต่อเนื่องให้ผู้เลี้ยงสัตว์ จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้</p><p><br></p><p><strong>หันกินไก่แทนหมู ลดรายจ่าย แถมช่วยเกษตรกร</strong></p><p>แม้ว่าผู้บริโภคจะกระทบกับเรื่องราคาหมู แต่ต้องไม่ลืมว่ายังมีทางเลือกอีกมากมายในการบริโภคเนื้อสัตว์ หรืออาหารโปรตีนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่ ไข่ไก่-ไข่เป็ด หรือปลาหลากหลายชนิดให้เลือก แต่เกษตรกรไม่มีทางเลือก ยึดการเลี้ยงหมูเป็นอาชีพเดียวในการเลี้ยงตัวเอง ความเห็นใจ ความเข้าใจ และความช่วยเหลือ จึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรกำลังเรียกร้องจากทั้งผู้บริโภคและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง</p><p>ทางเลือกอาหารที่ผู้บริโภคไม่ควรมองข้าม คือ เนื้อไก่ ซึ่งถือเป็นอาหารในหมวดหมู่โปรตีน ที่นำมาใช้ทดแทนเนื้อหมูอยู่แล้ว และเมื่อเปรียบเทียบราคากัน จะพบว่าเนื้อไก่ต่ำกว่าเนื้อหมูถึง 3 เท่า โดยชิ้นส่วนไก่ต่อกิโลกรัมราคาไม่สูง ไก่ทั้งตัว-ไก่ผ่าซีก-ปีกไก่เต็ม ราคา 80 บาท อกไก่-ปีกบนไก่ 75 บาท น่องไก่ 65 บาท เนื้อไก่บด-เนื้อเศษไก่ 60 บาท ซี่โครงไก่ 26.50 บาท</p><p><br></p><p>นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ สั่งการให้กรมการค้าภายใน หารือกับผู้เลี้ยงไก่ และผู้ค้าปลีกร่วมจัดจุดจำหน่ายไก่สดในราคาประหยัด ลดภาระประชาชนและจูงใจให้เลือกโปรตีนทดแทนเนื้อหมู คาดว่าจะเริ่มเปิดจุดจำหน่ายไก่สดราคาประหยัดก่อนเข้าเทศกาลตรุษจีน ส่วนการแก้ปัญหาราคาเนื้อหมู ต้องติดตามหลังจากที่มีมติห้ามส่งออกและเช็กสต็อก&nbsp;</p><p><br></p><p>นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้เลี้ยงไก่ก็ประสบปัญหาขาดทุนไม่ต่างกับผู้เลี้ยงหมู เพราะต้องชะลอการเลี้ยงและการจับสัตว์ จากความต้องการในตลาดลดลงและราคาเนื้อไก่ตกต่ำ โดยต้องแบกรับภาระต้นทุนสูงขึ้น ทั้งจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงสุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน รวมถึงปัจจัยการผลิตอื่นในการบริหารจัดการเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากโรคระบาด มีการปรับราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง วันนี้คนเลี้ยงมีต้นทุน 36-38 บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาขายหน้าฟาร์มอยู่ที่ 37-39 บาทต่อกิโลกรัม ในช่วงที่ราคาเนื้อหมูปรับขึ้นเช่นนี้ จึงขอให้ผู้บริโภคหันมาเลือกบริโภคเนื้อไก่ที่ราคาถูกกว่าเนื้อหมู 3 เท่า เพื่อเพิ่มทางเลือกโปรตีนให้คนไทยไม่ขาดแคลนเนื้อสัตว์คุณภาพดี และช่วยสนับสนุนเกษตรกรได้ฟื้นตัว&nbsp;</p><p><br></p><p>นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ บอกว่าคำแนะนำที่ให้ผู้บริโภคเลือกโปรตีนหลากหลายทดแทนกันนั้น เป็นคำแนะนำที่ถูกต้องและให้ผลลัพธ์ที่ดีมาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกันเมื่อปริมาณหมูน้อยลง การช่วยลดความต้องการหมูลงแม้สักเล็กน้อย ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้ ขณะที่เนื้อไก่เป็นโปรตีนเนื้อขาวที่มีประโยชน์ไม่แพ้เนื้อหมู ทั้งยังย่อยง่าย หาซื้อได้ทั่วไป และยังเท่ากับการได้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อทั่วประเทศที่มีจำนวนนับแสนรายด้วย</p><p><br></p><p>เนื้อไก่ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในภาวะเช่นนี้ ไม่เพียงลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารแบบที่สามารถแทนกันได้อย่างไม่ขัดเขิน ยังเป็นการช่วยสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อ ที่ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน โปรตีนคุณภาพดีอย่างเนื้อไก่ ที่ราคาถูกกว่าเนื้อหมู ถือว่า ตอบโจทย์ ผู้บริโภค เป็นทั้งทางเลือกคนกิน และทางรอดคนเลี้ยงอย่างแท้จริง</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">กันยาพร สดสาย นักวิชาการด้านปศุสัตว์&nbsp;</p>","10/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110145107364"],
    [14,"กลไกตลาดเสรี ทางออกสินค้าปศุสัตว์","<p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">เรื่องหมูกำลังร้อนแรง&nbsp;อยู่ตอนนี้น่าเห็นใจเกษตรกรอยู่ไม่น้อย&nbsp;เพราะเมื่อหันมาดูที่การทำเกษตรโดยเฉพาะใน&nbsp;ภาคปศุสัตว์&nbsp;อย่างการเลี้ยงหมู&nbsp;ถือเป็นอาชีพที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการประกอบอาชีพ&nbsp;ทั้งค่าพันธุ์&nbsp;อาหาร&nbsp;วัคซีน-ยารักษาโรค&nbsp;ค่าน้ำ&nbsp;ค่าไฟ&nbsp;ค่าแรงงาน&nbsp;ค่าบริหารจัดการอื่นๆ&nbsp;ขณะที่ชีวิตของเกษตรกรต้องแขวนไว้กับปัจจัย&nbsp;ปริมาณและการบริโภค&nbsp;เป็นตัวชี้ขาดว่าปีไหนจะพอมีกำไรหรือขาดทุน&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">เรื่องที่น่าเห็นใจคือ&nbsp;ยามที่ราคาสินค้าพอจะมีแนวโน้มขยับขึ้นบ้าง&nbsp;ตามกลไกตลาด&nbsp;จากปริมาณผลผลิตที่ไม่เพียงพอกับการบริโภค&nbsp;กลับไม่ได้ทำให้เกษตรกรสุขกายสบายใจ&nbsp;เพราะต้องมาลุ้นว่าจะถูกสังคมตัดสินว่าเป็นตัวการทำราคาขยับหรือไม่&nbsp;และจะถูกภาครัฐเข้ามาดูแลราคาอีกหรือเปล่า</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">ดูอย่างกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู&nbsp;ที่แม้ราคาหมูจะขยับตามกลไก&nbsp;แต่ก็ไม่ได้ทำให้คลายทุกข์ที่ต้องแบกภาระขาดทุนมานานกว่า&nbsp;3&nbsp;ปีได้&nbsp;บางคนอาจมีคำถามว่าขาดทุนนานขนาดนี้แล้วยังทนเลี้ยงหมูไปทำไม&nbsp;ไม่ทำอาชีพอื่นหนีปัญหาเสียเลย&nbsp;ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า&nbsp;เกษตรกรมีอาชีพเลี้ยงหมูเป็นอาชีพเดียว&nbsp;ไม่ได้มีทางเลือกอาชีพหลากหลาย&nbsp;บางคนสานต่อกิจการพ่อแม่&nbsp;บางคนลงทุนไปแล้วก็ต้องประคองอาชีพต่อ&nbsp;ในเมื่อลงเลี้ยงหมูแล้ว&nbsp;ถึงเวลาขายจะได้กิโลกรัมละกี่บาทก็จำต้องขาย&nbsp;แม้รู้เต็มอกว่าต้องขาดทุนก็ตาม</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">ยิ่งก่อนนี้โดนพ่อค้าหัวใสกุเรื่องโรคระบาดหมูมาทุบราคา&nbsp;ขนาดเคยขายหมูถูกกิโลกรัมละ&nbsp;50&nbsp;กว่าบาท&nbsp;ทั้งที่ต้นทุนพุ่งไปกว่า&nbsp;70-80&nbsp;บาท&nbsp;ก็ต้องยอม&nbsp;ดีกว่าปล่อยหมูโตจนขาดทุนหนัก&nbsp;ซ้ำการบริโภคในช่วง&nbsp;8-9&nbsp;เดือนก่อนก็ลดลงอย่างมาก&nbsp;จากเดิม&nbsp;22&nbsp;กิโลกรัม/คน/ปี&nbsp;เหลือเพียง&nbsp;16&nbsp;กิโลกรัม/คน/ปี&nbsp;หรือลดลงเกือบ&nbsp;40%&nbsp;จากการปิดประเทศ&nbsp;งดการเรียนการสอนในโรงเรียน&nbsp;และการจับจ่ายชะลอตัว&nbsp;ประมาณการความเสียหายทั่วประเทศ&nbsp;จากการขายหมูขุนต่ำกว่าทุนสูงถึง&nbsp;8,000-10,000&nbsp;ล้านบาท</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">ที่สำคัญตั้งแต่ต้นปี&nbsp;2564&nbsp;เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหารอบด้าน&nbsp;ทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับราคาขึ้นแบบฉุดไม่อยู่&nbsp;อย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เคยซื้อในราคากิโลกรัมละ&nbsp;8.50&nbsp;บาท&nbsp;ล่าสุดขึ้นมาเป็น&nbsp;10.75&nbsp;บาท&nbsp;(เคยทำสถิติสูงสุดถึง&nbsp;12.50&nbsp;บาท)&nbsp;ส่วนกากถั่วเหลืองตอนนี้ขึ้นไป&nbsp;19.90&nbsp;บาทต่อกิโลกรัมแล้ว&nbsp;ขณะที่ความไม่มั่นใจในสถานการณ์และภาวะโรค&nbsp;ทำให้เกษตรกรหายไปจากระบบ&nbsp;50-60%&nbsp;ส่งผลให้ปริมาณหมูแม่พันธุ์ลดลงไปกว่า&nbsp;40%&nbsp;จากเคยมีแม่หมูทั่วประเทศ&nbsp;1.1&nbsp;ล้านตัว&nbsp;ตอนนี้เหลือเพียง&nbsp;6.6&nbsp;แสนตัว&nbsp;ส่วนหมูขุนปริมาณลดลงไป&nbsp;30%&nbsp;จาก&nbsp;18-19&nbsp;ล้านตัว&nbsp;เหลือแค่&nbsp;14.7&nbsp;ล้านตัวเท่านั้น</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">ทั้งต้นทุนวัตถุดิบและความเสียหายของตัวหมูนี้&nbsp;ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนเฉลี่ยที่ต้องแบกรับสูงถึงกิโลกรัมละ&nbsp;90&nbsp;บาท&nbsp;โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีปัญหาโรคหมู&nbsp;ที่อัตราเสียหายยิ่งสูงขึ้นไปอีก&nbsp;บางฟาร์มต้นทุนพุ่งไป&nbsp;120&nbsp;บาทต่อกิโลกรัมแล้ว&nbsp;และพื้นที่นี้ส่วนใหญ่เกษตรกรมักตัดสินใจขายหมูก่อนกำหนด&nbsp;เพื่อลดความเสี่ยง&nbsp;แม้รู้ว่าต้องขาดทุน&nbsp;ส่วนเกษตรกรรายอื่นๆก็ไม่กล้าเข้าเลี้ยงหมูอีก&nbsp;รวมถึงผู้เลี้ยงทั้งประเทศที่แม้ภาวะราคาจะดีขึ้นกว่าเมื่อต้นปี&nbsp;แต่ทั้งต้นทุนที่สูงต่อเนื่อง&nbsp;ความเสียหายที่ไม่อาจคาดเดา&nbsp;รวมถึงโควิดที่เป็นอีกปัจจัยในการพิจารณาเลี้ยงหมูรอบใหม่</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">ปัจจุบันผู้เลี้ยงต่างพากันหยุดเลี้ยงหมู&nbsp;หรือเข้าเลี้ยงบางลงเพื่อรอดูสถานการณ์&nbsp;ซึ่งในรายที่กัดฟันสู้ต่อ&nbsp;ต้องพร้อมที่จะปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานทั้ง&nbsp;GFM&nbsp;สำหรับฟาร์มขนาดเล็ก&nbsp;และ&nbsp;GMP&nbsp;สำหรับฟาร์มขนาดใหญ่&nbsp;รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในระบบ&nbsp;Biosecurity&nbsp;ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้เกษตรกรอีก&nbsp;500&nbsp;บาทต่อตัว</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><span&nbsp;style=\"color:&nbsp;black;\">สวนทางกับการบริโภคที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง&nbsp;หลังไทยกลับมาเปิดประเทศในช่วงก่อนหน้านี้&nbsp;คนไทยเริ่มออกมาใช้จ่าย&nbsp;</span>นักเรียนเริ่มเปิดเรียนในระบบ&nbsp;ผนวกกับช่วงเทศกาลวันหยุด&nbsp;สิ่งที่เกิดขึ้นคือ&nbsp;การแย่งซื้อหมูของพ่อค้า</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">เมื่อปริมาณหมูน้อย&nbsp;การบริโภคดีขึ้น&nbsp;ก็เข้าหลักอุปสงค์-อุปทาน&nbsp;ทำให้กลไกตลาดเริ่มทำงาน&nbsp;แต่ในภาวะเช่นนี้&nbsp;ใช่ว่าเกษตรกรจะมีกำไรงาม&nbsp;รายได้ที่มีวันนี้แค่พอต่อลมหายใจ&nbsp;ลดความบอบช้ำจากภาวะขาดทุนในช่วง&nbsp;3&nbsp;ปีมานี้&nbsp;เงินขายหมูได้แค่พอใช้หนี้เก่าและต่อทุนการเลี้ยง&nbsp;เพียงแค่ลืมตาอ้าปากได้บ้างเท่านั้น</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">ต้องไม่ลืมว่า&nbsp;ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย&nbsp;สามารถเลือกซื้อเนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้ตามต้องการ&nbsp;ทั้งไก่&nbsp;ไข่&nbsp;ปลา&nbsp;ฯลฯ&nbsp;เพื่อทดแทนการบริโภคเนื้อหมู&nbsp;โดยเฉพาะไก่ที่ราคาถูกกว่าหมู&nbsp;3&nbsp;เท่า&nbsp;แต่เกษตรกรมีเพียงการเลี้ยงหมูอาชีพเดียวเลี้ยงตัวเอง</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">ที่สำคัญต้องสร้างความเข้าใจว่า&nbsp;เกษตรกรขายหมูหน้าฟาร์มแบบขายขาด&nbsp;ส่วนกำไรต่อจากนั้นเป็นของพ่อค้าหมูที่ไปบริหารจัดการเอง&nbsp;ส่วนเรื่องของเนื้อหมูที่บางคนบ่นว่าราคาสูงนั้น&nbsp;หมูขุน&nbsp;1&nbsp;ตัว&nbsp;น้ำหนัก&nbsp;100&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;เมื่อถูกชำแหละ&nbsp;นำเอาเลือด&nbsp;ขน&nbsp;เครื่องใน&nbsp;และของเสียในทางเดินอาหารออกแล้ว&nbsp;จะมีซากหมูที่ขายได้จริงเพียง&nbsp;90-92&nbsp;กิโลกรัม&nbsp;ในจำนวนนี้มีแค่&nbsp;44&nbsp;กิโลกรัมเท่านั้น&nbsp;ที่ขายได้ราคาเท่ากับเนื้อแดง&nbsp;สำหรับชิ้นส่วนอื่นๆ&nbsp;ก็ขายในราคาที่แตกต่างกันไป</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">วันนี้สิ่งที่ต้องขอคือ&nbsp;ความเข้าใจ&nbsp;จากภาคผู้บริโภค&nbsp;หากรู้สึกว่าราคาสินค้าสูง&nbsp;ก็หันไปรับประทานอย่างอื่นทดแทน&nbsp;เท่านี้กลไกตลาดก็จะทำงาน&nbsp;ราคาจะปรับลดลดลงเอง&nbsp;โดยไม่ต้องมีใครเข้าไปจัดการให้เสียเวลา&nbsp;คนได้กินโปรตีนหลากหลาย&nbsp;คนเลี้ยงยังได้ค้าขายอย่างสบายใจ&nbsp;ดังนั้นการปล่อยให้กลไกตลาดได้ทำงานอย่างเสรี&nbsp;โดยไม่มีการเข้าไปแทรกแซง&nbsp;จึงถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-right\">สังวาล&nbsp;สยาม&nbsp;นักวิชาการอิสระ&nbsp;ด้านปศุสัตว์</p>","10/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110145802377"],
    [15,"หมูแพง-หมูขาด พื้นฐานเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น (จานร้อน)","<p>ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องที่พูดกันกว้างขวางเป็น Talk of the Town ในสังคมไทยเวลานี้หนีไม่พ้น หมูแพง-หมูขาด เพราะกระทบกับวิถีชีวิตของคนไทยทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมสูงถึงสูงที่สุด จากการเข้าถึงได้ง่ายและผลผลิตไม่เคยขาดแคลน อาจมีหายไปบ้างก็เล็กน้อยและผลิตมาทดแทนได้ตามเวลา เลยไม่เกิดกรณีเช่นในปัจจุบัน</p><p><br></p><p>หมูแพง-หมูขาด นักเศรษฐศาตร์อธิบายว่า นี่แหละคือพื้นฐานเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นของกลไกการตลาดตามหลักการอุปสงค์ (Demand) อุปทาน (Supply) พูดง่ายๆ คือ ของเยอะราคาตก ของขาดราคาแพง ซึ่งสถานการณ์หมูแพงขณะนี้เกิดจากของขาดและเป็นการขาดอย่างหนัก โดยมีเหตุผลหลัก 3 ประการ คือ 1.อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทยเผชิญวิกฤตโรคระบาดในวงกว้างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี และร้ายแรงที่สุดในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหายไปจากระบบการผลิต 50% จากประมาณ 200,000 ราย เหลือเพียง 80,000 ราย ปริมาณสุกรแม่พันธุ์ ลดลงจาก 1.1 ล้านตัว เป็น 6.6 แสนตัว ลดลง 40% และปริมาณสุกรขุนลดลงจาก 19-20 ล้านตัวต่อปี เหลือเพียงไม่ถึง 15 ล้านตัวต่อปี ลดลง 30% ดูจากตัวเลขปริมาณการผลิตหายไปบ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะ ขาดแคลน</p><p><br></p><p>2.เกษตรกรยังต้องแบกรับภาระขาดทุนจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ 30-40% โดยเฉพาะราคาข้าวโพดสูงขึ้นจาก 8.50 เป็น 11.50 ต่อกิโลกรัม (ในเดือนกันยายน 2564) ขณะที่กากถั่วเหลืองปรับจาก 13 บาท เป็น 19 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเลี้ยงปรับสูงขึ้นในทิศทางเดียวกัน เท่ากับเกษตรกรเจอปัญหา สองเด้ง ทำให้ต้นทุน&nbsp;และ 3.การขาดเงินทุนหมุนเวียนในการบริหารจัดการฟาร์ม การปรับปรุงโรงเรือนระบบปิดและระบบป้องกันโรค&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>ในส่วนของราคาเนื้อหมูก็ตอบสนองตามกลไกการตลาดทันทีด้วยราคาที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ก้าวกระโดดอย่างแรงเหมือนช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาขายปลีกหมูเนื้อแดงเฉลี่ยอยู่ที่ 200-220 บาท/กิโลกรัม และบางพื้นที่ปรับขึ้นไปถึง 250 บาท ในพื้นที่ที่ขาดแคลนสูง และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นไปแตะ 300 บาท/กิโลกรัม ภายในปีนี้&nbsp;&nbsp;เพราะทราบกันดีว่ากว่าหมูรุ่นใหม่จะทยอยออกสู่ตลาดและเติมเต็ม&nbsp;ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6-12 เดือน</p><p><br></p><p>นักวิชาการอิสระอย่าง ลอย ชุนพงษ์ทอง ได้นำเสนอผ่านช่องทางโซเชียลเมื่อเร็วๆนี้ เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตหมูเมื่อต้นปี 2564 เฉลี่ยอยู่ที่ 73-79 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาหน้าฟาร์มอยู่ที่ 76-80 บาท/กิโลกรัม เทียบกับต้นทุนผลิตของต้นปี 2565 ที่ปรับสูงขึ้นอีก อยู่ที่ 95-100 บาท/กิโลกรัม ส่วนราคาหน้าฟาร์มปรับขึ้นไปที่ 105 บาท ต่อกิโกกรัม เมื่อรวมค่าขนส่งไปถึงเขียงหมูราคาจะอยู่ที่ 168 บาท และเขียงจะมีการปรับราคาขึ้นอีก 25% เป็นราคาขายปลีก ทำให้หมูเนื้อแดงมีราคา210 บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;</p><p><br></p><p>จากตัวเลขดังกล่าว พูดสั้นๆ คือ เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง นักวิชาการปศุสัตว์และนักเศรษฐศาสตร์มองว่าการผลิตจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี รอเวลาที่คนเลี้ยงหมูมั่นใจ มีหลักประกันการป้องกันโรค และมีเงินทุนเพียงพอต่อการเลี้ยงสัตว์รอบใหม่และกลับเข้ามาเลี้ยง ดังนั้นในช่วงนี้แม้ความต้องการเพิ่มเพียงเล็กน้อยราคาจะปรับสูงขึ้นทันที เพราะสวนทางกับการผลิตซึ่งอยู่ในภาวะหดตัว จากสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ประเภทอื่น เช่น เนื้อไก่ ได้รับอานิสงส์จากราคาที่ปรับสูงขึ้นด้วย เพราะสามารถทดแทนโปรตีนจากหมูได้ดี</p><p><br></p><p>การแก้ปัญหาทางเศรษฐศาสตร์แบบเฉพาะหน้าหรือระยะสั้น คือ การเพิ่มอุปทานหรือผลผลิตเข้าสู่ตลาดเร็วที่สุด&nbsp;การนำเข้าจึงเป็นสูตรที่นักเศรษฐศาสตร์แนะนำ แต่อาจจะย้อนแย้งกับความต้องการของเกษตรกรผู้เลี้ยงและผู้กำกับดูแลภาครัฐ ในประเด็นการผลิตอาหารมั่นคงภายในประเทศ&nbsp;การนำเข้าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน ทั้งต้องพิจารณาและตรวจสอบอย่างรอบคอบถี่ถ้วนถึงคุณภาพความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากอาจมีสารตกค้างหรือสารปนเปื้อน เช่น สารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine) ซึ่งเป็นสารต้องห้ามเด็ดขาดตามประกาศของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2545&nbsp;ที่สำคัญการนำเข้าตามพิธีทางศุลกากรจำเป็นต้องเสียภาษีนำเข้า อาจจะทำให้ราคานำเข้าไม่ต่างกับราคาในประเทศในปัจจุบัน นอกจากนี้ หากมีการนำเข้าเนื้อหมูยังเป็นเหมือนการซ้ำเติมเกษตรกรให้ต้องล้มหายตายจากอาชีพด้วย&nbsp;จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน</p><p><br></p><p>สำหรับการแก้ปัญหาโดยภาครัฐ จากการประกาศห้ามส่งออก ให้เช็คสต๊อกหมูของผู้ผลิต การห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ และการตรึงราคาสินค้า เป็นมาตรการพื้นฐานของรัฐ จะบังเกิดผลต่อเมื่อมีการกักตุนเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่าง แต่ในภาวะขาดแคลนแบบนี้&nbsp;มาตรการรัฐดังกล่าวไม่แก้ปัญหาให้มีอุปทานเพิ่มขึ้นเลย&nbsp;ทางที่ดีที่สุดปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด หาวิธีที่สนับสนุนและจูงใจเกษตรกรให้เร่งนำลูกหมูเข้าเล้า และเลี้ยงตามปกติให้เร็วที่สุดในการสร้างอุปทานให้สมดุลกับอุปสงค์ ถึงเวลานั้นผู้บริโภคจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง&nbsp;เชื่อเถอะ ...เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง</p>","10/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220110175844493"],
    [16,"นักโภชนาการแนะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพิ่มทางเลือกการกินอาหารในยุคหมูแพง","<p>นักวิชาการโภชนาการ แนะประชาชนปรับตัวกับการบริโภคอาหารในยุคที่เนื้อหมูมีราคาแพง โดยสามารถเลือกกินอาหารประเภทอื่นๆได้ อาทิ เนื้อปลา เนื้อไก่ ไข่ ที่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีไม่แพ้เนื้อหมู หรือแม้แต่ผู้บริโภคกลุ่มมังสวิรัตหรือคนกินเจ ก็ยังมีธัญพืช ถั่วต่างๆ ที่สามารถกินทดแทนได้ สิ่งสำคัญคือการกินอาหารหลากหลายเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน</p><p><br></p><p>ดร.สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการโภชนาการอิสระ ให้ข้อมูลว่า ในสถานการณ์ที่หมูราคาแพงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างน้อย 4 กลุ่ม คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู พ่อค้าเขียงหมู ผู้จำหน่ายอาหารที่ปรุงจากหมู และผู้บริโภคหมู ในขณะที่รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาราคาหมูแพงที่ต้นตอของปัญหาอยู่ขณะนี้ ผู้บริโภคเองก็สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ โดยพิจารณาว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เราต้องปรับตัวกันอย่างไร เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมความเดือดร้อน</p><p><br></p><p>การไม่ได้กินเนื้อหมู ไม่ได้ทำให้ขาดสารอาหารใดๆ บางคนที่เสพเนื้อหมูเป็นประจำ อาจเสียความรู้สึกกับอรรถรสการกินไปบ้าง แต่หากเรารู้จักปรับตัวปรับใจ สามารถตัดความรู้สึกติด คุ้นชินกับการกินหมูออกไปได้ แม้ในยามหมูมีราคาแพง อย่างน้อยก็เป็นการประหยัดเงิน ช่วยชาติแก้ปัญหาหมูแพง และสุขภาพยังดีอยู่ ทำให้เกิดประโยชน์หลายทาง</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p>เนื้อหมูเป็นเพียงหนึ่งในอาหารหลากหลายชนิด ที่ให้สารอาหารต่างๆโดยเฉพาะโปรตีน ในปริมาณที่ใกล้เคียงกับอาหารพวกเนื้อสัตว์อื่นๆ รวมทั้งนม ไข่และถั่วเมล็ดแห้ง นักโภชนาการและนักกำหนดอาหารได้ จัดทำรายการอาหารแลกเปลี่ยน (Food Exchange Lists) ขึ้นมา เพื่อให้คนได้กินอาหารที่หลากหลายชนิด โดยนำเอาอาหารที่มีสารอาหารใกล้เคียงกันในแต่ละหมวดหมู่ มาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพื่อสามารถกินทดแทนกันได้ ส่วนมากจะนำอาหารที่ให้สารอาหาร โปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน มาจัดเป็นหมวดหมู่</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p>ดร.สง่า แนะนำว่า ให้ฉวยโอกาสช่วงหมูแพง หันมากินอาหารที่หลากหลาย โดยกินอาหารที่สามารถมาทดแทนเนื้อหมูได้ เช่น เนื้อปลา เพราะปลามีคุณค่าทางโภชนาการโดยรวมๆใกล้เคียงกับเนื้อหมู มีโปรตีนคุณภาพ ย่อยง่าย มีไขมันต่ำ แต่เป็นไขมันดีเช่น โอเมก้า 3 อยู่สูง ควรกินทั้งปลาน้ำจืดและปลาทะเลสลับกันไป ตามมาด้วยเนื้อไก่ที่มีไขมันต่ำกว่าเนื้อหมู แต่ให้โปรตีนใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยังมีเนื้อสตว์อื่นๆ อีกมากมาย อาทิ เนื้อวัว เนื้อเป็ด กุ้ง หอย ปู อาหารเหล่านี้จะให้โปรตีนที่ใกล้เคียงกัน คือ ราวๆ 20-30 กรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p>สำหรับคนที่กินมังสวิรัต หรือคนกินเจ แทบจะไม่เดือดร้อนเลยในภาวะหมูแพง เพราะส่วนใหญ่จะได้โปรตีนจากแหล่งอาหารอื่นที่ไม่ใช่หมู โดยเฉพาะจากถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะให้โปรตีนใกล้เคียงกับเนื้อหมู เนื้อสัตว์ต่างๆ แม้จะไม่สมบูรณ์เท่า เพราะขาดกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนบางตัวไปบ้างก็ตาม แต่ถ้าเรากินถั่วเมล็ดแห้งควบคู่กับข้าว งา และธัญญพืชอื่นๆ ก็จะทำให้ได้รับกรดอะมิโนหรือโปรตีนที่สมบูรณ์ก็จะเท่าเทียมกับการกินเนื้อหมูได้ ดังนั้นในช่วงหมูแพง ถ้าเราจะหันมากินมังสวิรัตหรือเจกันบ้างเป็นบางมื้อบางวัน ก็จะทำให้ได้รับประโยชน์จากการกินอาหารทดแทนเนื้อหมูได้ แต่ขอแนะนำให้กินมังสะวิรัตแบบกินไข่และดื่มนมควบคู่กันไป เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะวิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และแคลเซี่ยม</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p>ช่วงหมูแพง เราแกล้งเบื่อหมูกันดีไหม? โดยสั่งซื้อหรือปรุงประกอบอาหารแบบไม่ง้อหมู อาทิ ผัดกระเพราไก่ หรือกระเพราปลา ก๋วยเตี๋ยวไก่/ปลา/เป็ด ราดหน้าหรือผัดซีอิ้วไก่ ลาบไก่/ปลา ลาบเต้าหู้ แกงจืดเต้าหู้ ปลาเผา ต้มยำปลา/กุ้ง/ไก่ ปลา/ไก่ทอดกระเทียมพริกไทย ผัดผักรวมใส่ไก่/กุ้ง/ปลา เป็นต้น ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการเสริมอาหารโปรตีนช่วงหมูแพง เราควรเพิ่มการบริโภคไข่ไก่ ไข่เป็ด และดื่มนมให้มากขึ้นตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัยและสุขภาพของแต่ละคน</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p>ดร.สง่า กล่าวเพิ่มเติมว่า เราควรปรับพฤติกรรมการกิน การปรุงประกอบอาหาร ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อความอยู่รอดอย่างมีความสุข ในช่วงภาวะหมูขึ้นราคาเช่นนี้ โดยการตั้งสติยอมรับความจริง แล้วหาทางออกที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นให้ได้ เมื่อคนไทยส่วนมากทำได้ ผลประโยชน์ที่ตามมาคงไม่ใช่เพียงแค่จะทำให้เราไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายซื้อหมูแพงเท่านั้น แต่สุขภาพจิตสุขภาพกายเราก็ยังคงเป็นปกติดีเช่นเดิม&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;</p><p>คนที่ไม่ปรับตัวในยามหมูแพง หากหมูพูดได้ มันก็จะออกมาเยาะเย้ยว่า",null,null,null,null,null],
    [17," ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก ในทางตรงกันข้าม ใครที่สามารถนำข้อแนะนำเหล่านี้ไปปฏิบัติได้ คนเหล่านั้นจะเป็นผู้ ฉลาดรอบรู้ เมื่อหมูแพง และพูดกับหมูได้เต็มปากว่า",null,null,null,null,null,null],
    [18," แม้ขาดหมู ฉันก็ไม่รู้สึก ดร.สง่า กล่าวทิ้งท้าย</p>","11/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220111192604947",null],
    [19,"เกษตรกรประสานเสียงนักวิชาการ ไม่ควรนำเข้าหมู","<p>แนวคิดการนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศ จากทั้งฝ่ายการเมือง อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือแม้แต่สื่อฯ ที่หวังให้ปริมาณหมูนอกมาโปะส่วนที่ขาด จากความต้องการบริโภคหมูของคนไทย 50,000 ตัวต่อวัน แต่วันนี้ทั้งประเทศผลิตหมูได้ 40,000 กว่าตัวต่อวันเท่านั้น</p><p><br></p><p>คำแนะนำที่มองเพียงความต้องการของผู้บริโภคเป็นสำคัญ ดูจะตื้นเขินและมองโลกแคบเกินไป เพราะคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาไม่ได้มีแค่ผู้บริโภคเท่านั้น ยังมีเกษตรกรซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญ ที่แนวทางแก้ปัญหาต้องคิดไปถึงคนกลุ่มนี้ด้วย&nbsp;</p><p><br></p><p><strong>แล้วการนำเข้าจะส่งผลกับอะไรบ้าง มาดูกัน</strong></p><p><br></p><p> ผู้บริโภคต้องเสี่ยงกับสารตกค้าง : การผลิตหมูในต่างประเทศ บางประเทศอนุญาตให้เกษตรกรสามารถใช้สารเร่งเนื้อแดงเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลกำไร หมูที่ใช้สารนี้จะโตเร็วขึ้น 4 วัน โดยใช้อาหารน้อยลงเกือบ 20 กิโลกรัม โดยสารนี้จะตกค้างอยู่ในทุกชิ้นส่วนของหมู ย่อมสร้างอันตรายกับคนไทยอย่างแน่นอน&nbsp;</p><p><br></p><p> ลดแรงจูงใจเกษตรกรผู้เลี้ยง : หนึ่งในมาตรการแก้ปัญหาราคาหมูของภาครัฐ คือการเร่งส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย-รายกลางที่หยุดการเลี้ยงหมูไป ให้กลับเข้ามาในระบบอีกครั้ง เพื่อเพิ่มซัพพลายเข้าตลาดโดยเร็ว หากปล่อยให้มีการนำเข้าหมู จะลดแรงจูงใจของเกษตรกร ไม่กล้าเข้าเลี้ยงหมู ทุกคนรู้ดีว่าไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับหมูต่างชาติได้ เพราะไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์และสารเสริม (Feed additive)&nbsp;จึงมีต้นทุนสูงกว่า เมื่อเทียบกับประเทศแถบยุโรปที่เป็นทั้งผู้เลี้ยงหมูระดับโลก และเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ป้อนอุตสาหกรรมทั้งโลก&nbsp;</p><p><br></p><p> กระทบความมั่นคงทางอาหาร : เมื่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไม่สามารถแข่งขันราคาได้จนเลิกเลี้ยงหมูไปในที่สุด ห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดย่อมสั่นคลอน ตั้งแต่เกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชอาหารสัตว์ 7 ล้านครัวเรือน ภาคเวชภัณฑ์ ผู้ผลิตอุปกรณ์การเลี้ยง ภาคขนส่ง และภาคธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จะต้องล่มสลายไปพร้อมกัน ความมั่นคงทางอาหารของประเทศต้องสูญเสีย จากการต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารมากขึ้น</p><p><br></p><p> บ่อนทำลายอาชีพและอุตสาหกรรมหมูไทย : เนื้อหมูนำเข้านอกจากจะกระทบกับภาวะราคาตกต่ำจากผลผลิตล้นตลาดแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงในการนำโรคจากต่างถิ่นเข้ามาด้วย เพราะแต่ละประเทศมีโรคประจำถิ่นของตนเอง หมูนอกอาจนำโรคที่ก่ออันตรายต่อหมูไทย และโดยปกติเนื้อหมูนำเข้าจะมาในรูปแบบแช่แข็ง ซึ่งเชื้อไวรัสหลายชนิดมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม มีชีวิตอยู่ได้ในอุณหภูมิแช่แข็งนานเป็นปี หากหลุดรอดออกมาปนเปื้อนในอุตสาหกรรม ย่อมส่งผลกระทบกับภาคผู้เลี้ยงอย่างหนัก&nbsp;</p><p><br></p><p><strong>นำเข้าหมู กระทบทุกภาคส่วน</strong></p><p><br></p><p>นอกจากเจ้ากระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จะออกมาให้ความเห็นในเรื่องการเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศ ว่าจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยต้องระวังโรคติดต่อที่มากับหมู สุขอนามัยประชาชน รวมถึงข้อกดดันทางการค้าอื่นๆ ประกอบด้วยแล้ว ทั้งเกษตรกรและนักวิชาการ ต่างออกมาประสานเสียงว่า ไม่ควรนำเข้าหมู</p><p><br></p><p>- นายวิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ไม่เห็นด้วยกับนำเข้าหมูมาพยุงราคา เป็นการทำลายกลไกการเลี้ยงหมูในประเทศ เนื่องจากราคาหมูนำเข้าถูกกว่าหมูไทยมาก เพราะต้นทุนการเลี้ยงต่ำ รัฐบาลของประเทศเขาให้การอุดหนุนต้นทุนการเลี้ยง จึงสามารถขายในราคาถูกได้ ขณะที่ผู้เลี้ยงหมูไทย ต้องแบกรับภาระต้นทุนการเลี้ยงที่พุ่งสูงเองทั้งหมด แต่กลับไม่สามารถขายเนื้อหมูในราคาที่สะท้อนต้นทุนได้ หากยอมให้หมูนอกเข้ามา จะทำให้เกษตรกรทิ้งอาชีพและเลิกเลี้ยงหมูกันทั้งหมด เพราะสู้ราคาไม่ไหว ทางแก้เรื่องนี้คือ การปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หากหมูมีน้อย และราคาสูงขึ้น ก็จะกดดันให้ความต้องการบริโภคลดลง ตามกลไกตลาด ในที่สุดปริมาณและการบริโภคจะกลับสู่สมดุลเอง</p><p><br></p><p>- นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ ย้ำว่า เกษตรกรคัดค้านการนำเข้าเนื้อหมู เพราะความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ผลผลิตหมูที่ลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ไม่เพียงพอกับการบริโภค แต่ยังไม่ทราบถึงปริมาณความต้องการที่แท้จริงของตลาด การนำเข้าเนื้อหมูเป็นการซ้ำเติมปัญหา กระทบกับภาวะราคาตกต่ำจากผลผลิตล้นตลาด ที่เกษตรกรเผชิญมาตลอด 3 ปี และยังทำให้ผู้เลี้ยงที่กำลังจะกลับเข้าระบบไม่กล้าลงทุน การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ ภาครัฐต้องเร่งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อจูงใจเกษตรกรที่เลิกเลี้ยงไปฟื้นอาชีพได้โดยเร็ว&nbsp;</p><p><br></p><p>- นายโสภณ พรหมแก้ว นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า เกษตรกรไม่เห็นด้วยที่ภาครัฐจะนำสุกรจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เกษตรกรและพี่น้องผู้บริโภคไม่เดือดร้อน ภาครัฐควรสนับสนุนผู้เลี้ยงรายย่อยให้กลับเข้ามา ภาคใต้มีเกษตรกรถึง 2 หมื่นราย ล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชหายไปถึง 50% เกษตรกรภาคใต้อยากกลับมาเลี้ยงหมูแต่ขาดเงินทุน ไร้เงินเยียวยา&nbsp;</p><p><br></p><p>- นายภาคภูมิ พีรวรสกุล ณัฐพงษ์ฟาร์ม จ.หนองบัวลำภู ไม่เห็นด้วยหากจะมีการนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรรายย่อยแทนจะลืมตาอ้าปากได้ คนที่จะลงเลี้ยงรอบใหม่ก็ยังพอมีกำลังใจในการลงทุน แต่ถ้าต้องเจอทั้งเรื่องโรคหมู และราคาหมูตกต่ำซ้ำเติม จะทำให้วงจรอาชีพเลี้ยงสุกรรายย่อยหายไปจากระบบแน่นอน</p><p><br></p><p>- <span style=\"background-color: rgb(255, 255, 255); color: rgb(77, 81, 86);\">นางสาว</span>อุษณีย์ รักษ์กสิกิจ นักวิชาการด้านปศุสัตว์ บอกว่าการนำเข้าเนื้อหมูเป็น หายนะ คนไทย เพราะต้องเสี่ยงกับสารเร่งปนเปื้อนที่มากับผลิตภัณฑ์ เกษตรกรต้องเสี่ยงกับโรคหมู และยังกระทบต่อวงจรการผลิตหมูทั้งอุตสาหกรรมที่ต้อง \"ล่มสลาย\" จากหมูต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทยถึง 3 เท่า การต้องพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้น จะทำลายความมั่นคงทางอาหารในที่สุด</p><p><br></p><p>- รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวถึงปัญหาโรคระบาดที่เป็นหนึ่งในปัจจัยผลักดันราคาหมู ว่าต้องใช้กลไกปศุสัตว์ภาคและเขตพื้นที่ ลงสำรวจฟาร์มหมูอย่างจริงจัง กรณีพบการระบาดต้องมีการทำลายหมู ห้ามเคลื่อนย้าย พร้อมทำพื้นที่กันชนกับเพื่อนบ้าน ในประเทศที่มีการพบการระบาดของโรค เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าหมูเป็นหรือหมูตาย จากภายนอกเข้ามาในประเทศไทย</p><p><br></p><p>- นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาราคาสินค้าว่า เกิดจากหลายปัจจัยและทุกภาคส่วนต้องรับผิดชอบ ต้องร่วมกันแก้ไข ปัจจัยสำคัญหนึ่งคือปัญหาจากกลไกตลาด ซึ่งส่งผลต่อต้นทุน ต้องใช้เวลาคลี่คลาย ใช่ว่าราคาสินค้าจะถูกลงได้ในชั่วข้ามคืน อย่างเช่นราคาน้ำมันก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทบเรื่องค่าขนส่ง จนทำให้ราคาสินค้ารวมถึงราคาสุกรขยับขึ้น&nbsp;</p><p><br></p><p>วันนี้แนวทางแก้ปัญหาราคาหมูกำลังดำเนินไปอย่างดี เกษตรกรผู้ผลิตพยายามเร่งเพิ่มซัพพลายอย่างเต็มกำลัง ผู้บริโภคเองเริ่มปรับตัวไปเลือกหาโปรตีนทดแทนมากขึ้น อย่าให้การนำเข้าเนื้อหมูต่างชาติมาทำลายระบบและทุบเสถียรภาพของอุตสาหกรรม รวมถึงทำลายความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">งานเขียนโดย : เนื่องนที ฤกษ์เจริญ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร</p>","11/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220111203716986"],
    [20,"1 ศตวรรษ ASF : ไทยอย่าท้อ...เร่งเดินหน้าต่อ","<p>ASF หรือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ถูกพูดถึงอย่างหนาหู หลังถูกเชื่อมโยงกับราคาหมูที่ปรับเพิ่มขึ้น กระทั่งวันนี้ที่กรมปศุสัตว์ ประกาศพบโรค ASF ในหมู ที่โรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม และได้ประกาศเป็นเขตโรคระบาด มีการควบคุมการเคลื่อนย้ายในรัศมี 5 กิโลเมตร และเตรียมรายงานต่อองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE)&nbsp;</p><p><br></p><p><strong>ทำความรู้จัก ASF</strong></p><p><br></p><p>ASF (African Swine Fever Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อโรคเฉพาะในสุกร พบครั้งแรกที่ประเทศเคนย่า เมื่อปีพ.ศ.2464 หรือนานกว่า 100 ปีมาแล้ว จากนั้นโรคลามจากทวีปแอฟริกาไปยังทวีปอื่นๆ รวมประเทศต่างๆที่พบโรค ASF จากอดีตหนึ่งร้อยปีจนถึงวันนี้ทั่วโลกพบ ASF แล้วกว่า 60 ประเทศ&nbsp;</p><p><br></p><p>โดยปัจจุบันพบไวรัสนี้แพร่กระจายตามภูมิภาคต่างๆ ใน 35 ประเทศทั่วโลก สำหรับทวีปเอเชีย พบครั้งแรกที่รัสเซียฝั่งตะวันออกในส่วนที่ติดกับจีนเมื่อพ.ศ.2551 จากนั้นโรคได้เข้าไปยังจีน ประเทศผู้ผลิตหมูและผู้บริโภคเนื้อสัตว์รายใหญ่ที่สุดของโลก ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2561 และพบในประเทศอื่นๆ ทั้งมองโกเลีย เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ เวียตนาม สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา ฟิลิปปินส์ ติมอร์เลสเต้ อินโดนีเซีย และอินเดีย</p><p>&nbsp;</p><p>แม้ว่าเป็นโรคนี้จะถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในหมู ไม่สามารถติดต่อสู่คนและสัตว์อื่นได้ คนยังคงบริโภคเนื้อหมูได้อย่างปลอดภัย แต่จะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง หากพบการระบาดของโรคในประเทศใด การกำจัดโรคจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และยารักษาโรคที่เฉพาะเจาะจง&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p><strong>ไทยอยู่ตรงไหนในแผนที่ โรค</strong></p><p><br></p><p>ประเทศต่างๆรอบไทยต่างเผชิญหน้ากับโรคนี้ทั้งหมดแล้ว ไทยจึงถือว่าเป็นประเทศท้ายสุดของเขตรอบบ้านเรา ที่อยู๋ในแผนที่โรคนี้ ที่ผ่านมาทั้งกรมปศุสัตว์ในฐานะภาครัฐ ต่างจับมือกับเกษตรกรผู้เลี้ยง สมาคม ภาคเอกชนผู้ประกอบการ สถานบันการศึกษา นักวิชการ นักวิจัย ร่วมกันเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ASF อย่างเข้มงวดมาตลอด โดยเฉพาะการคุมเข้มด่านพรมแดน รวมทั้งใช้ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูง (Biosecurity) ภายในฟาร์ม ที่อาศัยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ซึ่งถือเป็นจุดเด่นและจุดแข็งของไทย กระทั่งกลายเป็นประเทศที่ทุกคนต่างจับจ้องและต้องการหมูที่มีคุณภาพจากไทย เพื่อป้อนตลาดต่างประเทศที่กำลังประสบปัญหาโรคนี้ นำเงินตราเข้าประเทศหลายหมื่นล้านบาท นี่คือความสำเร็จจากการป้องกันโรคอย่างเข้มแข็งของบ้านเรา&nbsp;</p><p><br></p><p>แม้วันนี้ไทยถูกเจาะไข่แดงพบเชื้อที่นครปฐม ซึ่งถือเป็นเมืองหลวงของการเลี้ยงหมูก็ตาม แต่ทุกคนต้องเดินหน้า Move On จากเรื่องนี้ให้ได้ การจัดการสอบสวนโรคให้เป็นหน้าที่ภาครัฐที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อควบคุมโรคไม่ให้แพร่ไปในวงกว้าง และภาคส่วนอื่นต้องเร่งทำหน้าที่ของตนเองอย่างแข็งขัน เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมหมูเอาไว้ให้ได้</p><p><br></p><p><strong>เกษตรกรอย่าท้อ เร่งเดินหน้าต่อให้เร็วที่สุด</strong></p><p><br></p><p>ต้องไม่ลืมว่าเรายังมีอีกปัญหาที่ต้องร่วมกันแก้ไขโดยเร็ว คือการเร่งแก้ภาวะขาดแคลนซัพพลายหมูในตลาด ที่กลไกภาครัฐต้องเริ่มทำงาน ผู้เกี่ยวข้องต้องเดินหน้าตามมาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้อย่างจริงจัง ด้วยการผลักดันให้พี่น้องเกษตรกรรายย่อย-รายกลาง ที่เลิกเลี้ยงหรือหยุดการเลี้ยงเพื่อรอดูสถานการณ์ไปก่อนหน้านี้ ได้กลับเข้าสู่ระบบอีกครั้งให้เร็วที่สุด&nbsp;</p><p><br></p><p>ที่สำคัญต้องได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะการเร่งจ่ายเงินชดเชยคงค้างให้เกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทำลายหมูจากภาวะโรค ตามมาตรฐานการป้องกันโรค ตลอดจนกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อให้คนเลี้ยงมีทุนรอนในการประกอบอาชีพ และเกิดความมั่นใจหากจะกลับมาเลี้ยงอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมาทุกคนต้องประสบกับปัญหารอบด้าน ทั้งหมูล้นตลาด ราคาหมูตกต่ำ เกิดภาวะขาดทุนสะสมมานานกว่า 3 ปี รวมทั้งสถานการณ์โรคระบาดในหมู ที่ขณะนี้ต้องเร่งจัดการ ไปพร้อมกับการพัฒนาวัคซีน เพื่อให้ผู้เลี้ยงมีขวัญกำลังใจว่าจะไม่มีความเสี่ยงในอาชีพ</p><p><br></p><p>ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกร ด้วยมาตรการช่วยเหลือ-พักหนี้-ลดหนี้-พักดอกเบี้ย การสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เหมือนอย่างในอดีตที่ธนาคารเคยกำหนดการปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกร และควรมีการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ&nbsp;</p><p><br></p><p>อีกข้อสำคัญคือ มาตรการช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ เช่น ลดอัตราภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 2% เหลือ 0% เพราะไทยต้องนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงได้เป็นอย่างมาก</p><p><br></p><p>รวมทั้งปล่อยให้ ราคาหมูเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ให้เกษตรกรต้องวนลูปเดิม กับความบอบช้ำจากนโยบายการคุมราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มก่อนหน้านี้ และการคุมราคาเนื้อหมูปลายทาง ที่ทำให้กลไกตลาดบิดเบี้ยว&nbsp;</p><p><br></p><p>วันนี้รัฐบาลต้องหาวิธีจูงใจและฟื้นความเชื่อมั่นให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงหมูให้ได้ บนพื้นฐานของมาตรการป้องกันโรคที่ดี และเหมาะสมกับฟาร์มเกษตรกรแต่ละประเภท นี่ถือเป็น โอกาส ใน วิกฤต ที่ไทยจะได้ ยกเครื่อง วงการหมูทั้งระบบ สู่อุตสาหกรรม 4.0 การป้องกันโรคอย่างเข้มงวดจะกลายเป็น New Normal ของฟาร์มหมู นอกจากจะได้อาหารปลอดภัยเพื่อผู้บริโภคแล้ว เกษตรกรเองจะมีประสิทธิภาพการผลิตที่สูงขึ้น และสามารถป้องกันโรคต่างๆในหมูได้อย่างเข้มแข็ง</p><p><br></p><p>ส่วนในฟาร์มที่ยกระดับการป้องกันโรคอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว ต้องรักษาระบบ Biosecurity ให้ดี ต้องไม่ประมาท การ์ดอย่าตก และอย่าเพิ่งตกใจกลัวโรคนี้ ต้องมีสติ ดูแลตัวเอง และเพื่อนในวงการ งวดนี้ถือว่าเป็นอีกเวทีวัดความสามัคคีของเกษตรกรไทย รวมถึงนักวิชาการ ภาครัฐ เอกชน ให้สมกับที่ทุกคนเหนื่อยมาตลอด 3 ปี และจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันให้ได้อย่างที่เคยผ่านมาแล้ว</p><p><br></p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ</p><p><br></p>","12/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220112191723375"],
    [21,"ใครว่า \"โคก หนอง นา\" ผู้สูงวัยทำไม่ได้","<p><strong>ใครว่า&nbsp;โคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;ผู้สูงวัยทำไม่ได้&nbsp;</strong></p><p><strong>นางลบ&nbsp;ผาติวงศ์&nbsp;เกษตรกรบ้านดอนดู่</strong>&nbsp;หมู่&nbsp;13&nbsp;ตำบลนาทม&nbsp;อำเภอนาทม&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;ยายแก่แล้ว&nbsp;ซึ่งการทำนาต้องลงทุนเยอะจึงอยากเปลี่ยนชีวิตใหม่&nbsp;ประกอบกับลูกสาวมาบอกว่าทางหน่วยงานราชการจะมาทำโคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;ให้&nbsp;สนใจไหม&nbsp;จึงตัดสินใจว่าจะทำ&nbsp;เพราะทำนามาก็หลายปีแล้ว&nbsp;โดยในการขุดสระนั้นใช้เวลาประมาณ&nbsp;2&nbsp;อาทิตย์ก็แล้วเสร็จในพื้นที่&nbsp;5&nbsp;ไร่&nbsp;ของตนเอง&nbsp;ขุดครั้งแรกในสระมีน้ำไม่เยอะเท่าไหร่&nbsp;แต่พอเข้าฤดูฝนช่วงที่ผ่านมามีน้ำมาเติมจนเต็มสระ&nbsp;ซึ่งในการทำโคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;นั้นตนเองเริ่มต้นจากการหาต้นกล้วยมาปลูกก่อนเพราะเป็นช่วงเดือนเมษายนที่อยู่ในฤดูแล้ง&nbsp;จากนั้นหน่วยงานราชการก็นำต้นลิ้นจี่และต้นไม้พันธุ์อื่นๆ&nbsp;มามอบให้เพื่อปลูก&nbsp;ตนเองหามาปลูกเพิ่มเติมเรื่อยๆ&nbsp;รวมถึงมีการเลี้ยงปลาหลากหลายชนิด&nbsp;ไม่ว่าจะเป็น&nbsp;ปลาตะเพียน&nbsp;ปลายี่สก&nbsp;ปลากระโห้&nbsp;ปลาเผาะ&nbsp;ปลานิล&nbsp;ปลาดุก&nbsp;ซึ่งคาดว่าในปีนี้ไม่สามารถจับปลามาขายในจำนวนเยอะๆได้&nbsp;เนื่องจากน้ำในสระเยอะ&nbsp;ดังนั้นในปีหน้าจะมีการปรับแผนการเลี้ยง&nbsp;โดยจะทำเป็นบล็อคเพื่อที่จะให้สามารถจับปลามาจำหน่ายได้ง่ายขึ้น&nbsp;ในตอนนี้คิดว่าที่ทำมาจากการเก็บเล็กผสมน้อยในการเพาะปลูกมีทุกอย่างแล้ว&nbsp;ทั้งพืชผัก&nbsp;ผลไม้&nbsp;อ้อย&nbsp;มันเทศ&nbsp;ต้นยางนา&nbsp;หน่อไม้กิมซุงและต้นไม้อื่นๆ&nbsp;ปัจจุบันตนเองมีรายได้จากการขายผักบุ้งประมาณวันละ&nbsp;200-300&nbsp;บาท&nbsp;ถ้ารวมกับอย่างอื่นแล้วก็ได้ประมาณวันละ&nbsp;400&nbsp;บาท&nbsp;ซึ่งการขายจะให้ลูกสาวช่วยโพสต์ขายผ่านเฟซบุ๊ก</p><p><strong>อย่างเมื่อวานขุดมันเทศได้ประมาณ&nbsp;100&nbsp;กิโลกรัม</strong>&nbsp;ตอนแรกก็คิดว่าคงขายไม่หมดในวันเดียว&nbsp;แต่พอคนเห็นที่ลงประกาศขายไปไม่นานก็มีคนมาซื้อถึงที่จนหมด&nbsp;จึงทำให้คิดว่าถ้าเรามีสินค้าที่ปลอดภัยก็เชื่อว่าจะขายได้หมดทุกอย่าง&nbsp;ปัจจุบันนี้ที่ทำเพิ่มเติมอยู่ก็คือการขยายพันธุ์หอย&nbsp;โดยมีทั้งที่เป็นหอยขมและหอยเชอรี่ที่ไปเก็บมาจากแปลงผักบุ้ง&nbsp;ส่วนอาหารเราก็หาเอาจากแปลงโคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;ที่ทำอยู่&nbsp;ซึ่งตนเองคิดว่าการทำนานั้นต้องลงทุนเยอะ&nbsp;ถ้าจ้างดำก็ตกวันละ&nbsp;300&nbsp;&nbsp;400&nbsp;บาท&nbsp;ประกอบกับในตอนนี้ไม่มีแรงที่จะทำขนาดนั้นแล้ว&nbsp;แต่พอมาทำโคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;เหนื่อยเราก็แค่นั่งพัก&nbsp;พอมีแรงเราก็ทำต่อ&nbsp;ก็ถือว่าเป็นความสุขอีกแบบ&nbsp;จากการที่เราได้เห็นปู&nbsp;เห็นปลา&nbsp;เห็นพืชผักที่อยู่ในแปลงนาของเรา</p><p><br></p><p><br></p>","13/1/2022","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","นครพนม","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครพนม","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113102642488"],
    [22,"รายงานพิเศษ จังหวัดสกลนคร พัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืน","<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>จังหวัดสกลนคร&nbsp;เป็นจังหวัดหนึ่งที่ประสบปัญหาภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง</strong>&nbsp;การหวังพึ่งพาน้ำฝนหรือน้ำผิวดินเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร&nbsp;จึงไม่เพียงพอ&nbsp;สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร&nbsp;จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร&nbsp;หวังแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืน&nbsp;และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>จังหวัดสกลนคร&nbsp;พัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร</strong>&nbsp;แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืน&nbsp;นเรศ&nbsp;ชมบุญ&nbsp;ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร&nbsp;CG2&nbsp;ประภารัตน์&nbsp;แก้วมะ&nbsp;อาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของประชาชน</strong>&nbsp;ทั้งการอุปโภคบริโภค&nbsp;การเกษตรและอุตสาหกรรม&nbsp;ที่โดยทั่วไปมักจะใช้แหล่งน้ำผิวดินเป็นหลัก&nbsp;จึงทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ&nbsp;เนื่องจากปริมาณน้ำผิวดินมีไม่เพียงพอ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>นอกจากนี้&nbsp;ประชาชนที่อาศัยอยู่นอกเขตชลประทาน&nbsp;มักประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ&nbsp;</strong>เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร&nbsp;จังหวัดสกลนคร&nbsp;เป็นจังหวัดหนึ่งที่ประสบปัญหาภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง&nbsp;การหวังพึ่งพาน้ำฝนหรือน้ำผิวดินจึงไม่เพียงพอ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>นายนเรศ&nbsp;ชมบุญ&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร</strong>&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่นอกเขตชลประทาน&nbsp;สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร&nbsp;ได้จัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภค&nbsp;บริโภค&nbsp;และการเกษตร&nbsp;โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดสกลนคร&nbsp;ดำเนินการขุดเจาะบ่อบาดาล&nbsp;รองรับพื้นที่ประมาณ&nbsp;30&nbsp;ไร่&nbsp;ในปี&nbsp;2564&nbsp;ขุดเจาะบ่อบาดาลแล้ว&nbsp;จำนวน&nbsp;109&nbsp;บ่อ&nbsp;และปี&nbsp;2565&nbsp;เพิ่มอีก&nbsp;252&nbsp;บ่อ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>นางประภารัตน์&nbsp;แก้วมะ&nbsp;อาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร</strong>&nbsp;ซึ่งได้ใช้พื้นที่ของตนเองสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้อาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสกลนคร&nbsp;เพื่อต้องการให้เกษตรกรในพื้นที่เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน&nbsp;แบ่งปันการใช้น้ำและผลผลิตให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรของจังหวัดสกลนคร</strong>&nbsp;จึงนับเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ&nbsp;พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน&nbsp;ทุกคนจึงต้องช่วยกันดูแลรักษา&nbsp;มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการรู้จักใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่า&nbsp;เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป</p>","13/1/2022","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","สกลนคร","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113161820737"],
    [23,"ดึงคนเลี้ยงหมูกลับสู่อาชีพ เพื่อลูกหลานไทยในอนาคต","<p class=\"ql-align-justify\">สถานการณ์ราคาหมูส่งผลกระทบไปทุกหย่อมหญ้า ทั้งคนเลี้ยง พ่อค้าคนกลาง เขียงหมู ร้านอาหารตามสั่ง หรือ แม้แต่ผู้บริโภค แต่ในบรรดาผู้เดือดร้อนจากสถานการณ์ราคาหมู ต้องบอกว่าคนที่น่าเห็นใจที่สุดคือ <strong>เกษตรกรคนเลี้ยงหมู </strong>ที่ต้องสูญเสียหมูทั้งเล้า<strong> </strong>เพราะมันคือการเจ๊ง การเป็นหนี้ และที่ชอกช้ำไปกว่านั้น มันคือการล่มสลายของมรดกอาชีพที่ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ หรือบางคนตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่าด้วยซ้ำ </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">หลายครอบครัวไม่รู้จะไปประกอบอาชีพอะไรหลังจากนี้ บางครอบครัวลูกยังเล็ก เรียนยังไม่จบ บางบ้านก็มีคนแก่ คนป่วย ที่ต้องดูแลรักษา การขาดอาชีพ ย่อมขาดรายได้ และจะเอาเงินทองที่ไหนไปจุนเจือทุกคนในบ้าน คิดแล้วน่าสงสารมาก ในขณะที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ สามารถกินอะไรทดแทนก็ได้รอจนกว่าหมูราคาลงค่อยกลับไปกินหมูใหม่อีกครั้ง ไม่ถึงกับเดือดร้อนสาหัสสากรรจ์เหมือนเกษตรกร </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">แต่วันนี้ที่บางคนเสนอแนวคิดการแก้ปัญหาด้วยการ นำเข้าหมู ซึ่งมีราคาถูกกว่าหมูไทยเพราะต้นทุนการผลิตถูกกว่า ยิ่งสะเทือนใจว่าคิดจะทำหมันเกษตรกรไทยไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดเลยหรืออย่างไร โดยเฉพาะนักการเมืองฝ่ายค้านที่เอาชีวิตของเกษตรกรไปเป็น <strong>เกมส์การเมือง</strong> โดยเลือกเสนออะไรออกมาเพียงเพื่อเอาชนะหรือหวังล้มรัฐบาลอย่างเดียว &nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ ต้องขอชื่นชมแนวคิดของ<strong>นายสมชาย พรรัตนเจริญ</strong> นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย ที่แสดงความเห็นสวนทางกับนักการเมือง ขณะที่เข้าร่วมรายการของสื่อช่องหนึ่ง โดยกล่าวว่า <em>เรื่องหมูเป็นเรื่องเฉพาะหน้า แต่ราคาสินค้าตัวอื่นส่งสัญญาณขยับมาตั้งแต่เดือนตุลาคมแล้ว ถ้ายังคิดแบบเดิมแก้ปัญหาแบบเดิม ปัญหาก็ไปชั่วลูกชั่วหลาน ระบบเกษตรบ้านเราปลูกมากขายถูก ถ้าหมูแพงแล้วมีความคิดว่าเอาหมูนอกเข้ามาเพื่อให้ราคาถูกลงยิ่งวิบัติใหญ่ คนเลี้ยงหมูยิ่งเจ๊งระเนระนาด </em></p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">ถ้าจะทำให้ประเทศวิบัติสั่นคลอนชีวิตของลูกหลานเราในอนาคตด้วยการนำเข้าหมู สู้เราหันกลับมาหาทางแก้ปัญหาด้วยการคืนอาชีพเกษตรกรคนเลี้ยงหมูให้พวกเขาได้อยู่คู่สังคมไทยไปชั่วลูกชั่วหลานไม่ดีกว่าหรือ?</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><span style=\"color: black;\">มาตรการที่รัฐบาลเสนอออกมาดูเหมือนจะเป็นทิศทางที่ถูกต้องอยู่แล้วทั้งการขยายกำลังการผลิตแม่หมู และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดในประเทศทดแทนการนำเข้า ควบคู่กับมาตรการที่เร่งยกระดับมาตรฐานฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม&nbsp;(Good Farming Management : GFM)&nbsp;การวางระบบการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity)&nbsp;รวมถึงการเร่งวิจัยพัฒนาวัคซีน ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันโรคระบาด </span><strong style=\"color: black;\">ขอเพียงอย่าแทรกแซงมาตรการด้วยการนำเข้าหมูซึ่งจะทำให้ทุกอย่างจบเห่ไปในพริบตา&nbsp;&nbsp;</strong></p><p class=\"ql-align-justify\"><strong>&nbsp;</strong></p><p class=\"ql-align-justify\"><span style=\"color: black;\">อย่างไรก็ตาม สิ่งเร่งด่วนที่รัฐควรรีบดำเนินการคือการเร่งจ่ายเงินชดเชย&nbsp;ให้เขาได้มีกินมีใช้ในช่วงต้นก่อน จากนั้นสำรวจพื้นที่ใดที่ปลอดภัยจากเชื้อและสามารถลงหมูเข้าเลี้ยงได้ ก็ต้องเร่งจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือไม่มีดอกเบี้ยให้เกษตรกรในช่วงฟื้นฟูอาชีพ ควรมีเจ้าหน้าที่ที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ในการป้องกันโรคอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรกล้าที่จะลงหมูเข้าเลี้ยงอย่างมั่นใจ ที่สำคัญ รัฐต้องพร้อมจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยปล่อยให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นไปตามกลไกเสรี และปล่อยราคาขายหมูตามกลไกตลาด ไม่ใช่คุมราคาขายแต่ไม่คุมราคาต้นทุน อย่างที่ผ่านมา </span></p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>เมื่อนั้นล่ะ อาชีพเกษตรกรคนเลี้ยงหมู อาชีพเดียวของหลายๆ ครอบครัว ก็จะกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ลูกหลานคนไทยและประเทศของเราได้อีกครั้ง</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">นายสามารถ&nbsp;สิริรัมย์ </p>","13/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113190809854"],
    [24,"สัตวแพทย์ย้ำเนื้อหมูกินได้ปลอดภัย ยืนยัน ASF ไม่ติดต่อสู่คน","<p>สัตวแพทย์ออกมายืนยันแม้ประเทศไทยจะประกาศพบเชื้อ ASF ในโรงเชือดแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม แต่คนไทยอย่ากังวล ยังสามารถบริโภคเนื้อหมูได้อย่างมั่นใจ เพราะโรคนี้ติดต่อเฉพาะในสุกรเท่านั้น ไม่ติดต่อสู่คนหรือสัตว์ชนิดอื่น เน้นเลือกซื้อสินค้าปลอดภัยจากร้านที่มีสัญลักษณ์ \"ปศุสัตว์ OK\"&nbsp;ที่สำคัญหลีกเลี่ยงรับประทานเนื้อหมูที่สุกๆ ดิบๆ&nbsp;ต้องปรุงสุกก่อนรับประทานทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย</p><p><br></p><p>ผศ.น.สพ.ดร.สุเจตน์ ชื่นชม นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย กล่าวว่า โรค ASF ไม่ใช่โรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน แต่เป็นโรคที่ติดต่อร้ายแรงในสุกรที่สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อการผลิตสุกร และเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มี \"วัคซีน\" ในการป้องกันและควบคุมโรค ที่สำคัญโรคนี้เป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง ทำให้สุกรที่ติดเชื้อมีการตายเฉียบพลันเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์</p><p><br></p><p>ข้อสงสัยของผู้บริโภคที่ว่ารับประทานเนื้อหมูช่วงนี้จะเป็นอะไรไหม? ผศ.น.สพ.ดร.สุเจตน์ ย้ำว่า สามารถรับประทานเนื้อหมูได้ตามปกติ อย่างที่ย้ำข้างต้นว่าโรค ASF จะติดต่อจากการสัมผัสโดยตรงจากสุกรที่ป่วยด้วยกันเอง ไม่แพร่กระจายสู่คนหรือสัตว์ประเภทอื่น ก่อนนำไปปรุงอาหารควรล้างเนื้อหมูให้สะอาด และปรุงสุกทุกครั้งเพื่อความมั่นใจว่าจะได้บริโภคเนื้อหมูที่ปลอดเชื้อ ปลอดภัย นอกจากนี้ ควรงดการรับประทานเนื้อหมูที่สุกๆ ดิบๆ และแนะนำว่าควรเลือกซื้อสินค้าจากสถานที่จำหน่ายที่เชื่อถือได้ โดยเลือกซื้อจากสถานที่จำหน่ายที่มีตราสัญลักษณ์ \"ปศุสัตว์ OK\" ทั้งในตลาดสดและห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>ขณะที่ ผศ.น.สพ.ณัฐวุฒิ รัตนวนิชย์โรจน์ รองคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ กำแพงแสน ภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยืนยันว่า โรค ASF ไม่ติดต่อสู่คนแน่นอน เน้นย้ำปรุงสุกด้วยความร้อนอุณหภูมิที่ 80 องศาเซลเซียสขึ้นไป และควรใช้เวลามากกว่า 15 นาที เพื่อฆ่าเชื้อไวรัสที่อาจปนเปื้อน และไม่ควรกินเนื้อหมูดิบ เพราะอาจทำให้เป็นไข้หูดับที่รุนแรงจนถึงขั้นทำให้ผู้บริโภคเสียชีวิตได้</p><p>&nbsp;</p><p>ดังนั้น การเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าที่ได้มาตรฐาน ปรุงอาหารให้สุกทุกครั้งก่อนกิน แยกภาชนะที่ใช้ระหว่างของสด และอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันการปนเปื้อน จึงเป็นหลักปฏิบัติสำคัญที่ช่วยให้ทุกคนได้บริโภคหมูได้อย่างปลอดภัย</p>","13/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113190744853"],
    [25,"หมูแพง : วิกฤตคือโอกาสบูรณาการห่วงโซ่การผลิตรายย่อย","<p>วิกฤตหมูแพง (ที่สุดในรอบ 10 ปี) ที่คนไทยเผชิญอยู่ตอนนี้ สาเหตุหลักมาจากหมูขาดแคลน เนื่องจากโรคระบาดทำให้ผลผลิตหายไปจากตลาดมากกว่า 30-40% ทั้งภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์ให้ความเห็นตรงกันว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ในการพลิกฟื้นสถานการณ์การผลิตและราคาให้กลับสู่ภาวะปกติตามกลไกการตลาดได้ หากมองประเทศไทยและประโยชน์ของผู้บริโภคในอนาคต ภาครัฐควรใช้วิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการบูรณาการห่วงโซ่อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการย้อนกลับมาของ หมูแพง</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>เกษตรกรรายย่อยเป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่การผลิตเนื้อหมู เพื่อเพิ่มปริมาณเข้าสู่ตลาดในประเทศในภาวะเร่งด่วน จึงจำเป็นต้องยกระดับการเลี้ยงและ มาตรฐานฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good Farming Management : GFM) และความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) เพื่อลดความเสี่ยงของการนำเชื้อโรคเข้ามาสู่ฟาร์ม ขณะเดียวกันป้องกันการกระจายของเชื้อโรคภายในและออกจากฟาร์ม รวมถึงการแพร่กระจายของโรคในประชากรสัตว์ ตลอดจนต้องส่งเสริมการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสมและเพียงพอ ในการผลิตเนื้อสัตว์คุณภาพดีและปลอดภัย เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย</p><p><br></p><p><br></p><p>ภาครัฐโดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ ต้องเดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่องให้ฟื้นตัวและกลับเข้าเลี้ยงสัตว์ได้เร็วที่สุด เพื่อเติมผลผลิตส่วนที่ขาดหายไป ด้วยการสร้างหลักประกันความมั่นคงทั้งรายได้และการส่งเสริมแหล่งอาหารที่ยั่งยืนให้คนไทยทั้งประเทศ&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p>ทั้งนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั้งหมดของไทยมีประมาณ 200,000 ราย โดนผลกระทบจากโรคระบาดต่างๆ ปัจจุบันเหลือเพียง 80,000 ราย ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นรายย่อย ที่เลี้ยงกันในเล้าหลังบ้านหรือพื้นที่ใกล้เคียงตามกำลังเงินทุนที่มีอยู่ และอาจละเลยปัจจัยด้านสุขอนามัยและการป้องกันโรคตามมาตรฐาน เมื่อเกิดโรคระบาดจึงแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและเกิดความเสียหาย 100%&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p>ผลจากโรคระบาดในครั้งนี้ เกษตรกรรายย่อยแบกภาระหนี้สินกันถ้วนหน้า ร้ายที่สุด คือ หมดตัว รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณามาตรการสนับสนุนแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำถึงต่ำที่สุด การจัดหาแม่พันธุ์ ลูกสุกร อาหารสัตว์ วัคซีนและเวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้เข้าถึงได้ง่าย เพื่อจูงใจให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเห็นอนาคตที่มั่นคงและกลับเข้าสู่ระบบเร็วที่สุด</p><p><br></p><p><br></p><p>นอกจากนี้ รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณสำหรับพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรและมาตรการเงินชดเชยกรณีเกิดโรคระบาด ทำให้เกษตรกรต้องทำลายหมูตามมาตรการควบคุมโรค ให้มีเงินทุนหมุนเวียนสามารถเริ่มเลี้ยงใหม่ได้ในเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมให้กับเกษตรกรมีองค์ความรู้ด้านโรคระบาดสัตว์และวิธีป้องกันโรคอย่างถูกวิธี แทนการปล่อยให้เกษตรกรรายย่อยไม่มีหลักประกันเช่นในปัจจุบัน</p><p><br></p><p><br></p><p>อย่างไรก็ตาม รัฐควรปล่อยให้สินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นไปตามระบบการค้าเสรี ให้ราคาปรับขึ้นลงตามกลไกการตลาดตามอุปสงค์และอุปทาน เปิดให้มีการแข่งขันอย่างเต็มที่โดยรัฐเป็นผู้กำกับดูแลให้อยู่ในกรอบ การควบคุมราคาเป็นเพียงหนึ่งเครื่องมือในการแก้ปัญหาราคาในสถานการณ์ไม่ปกติมีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร&nbsp;ซึ่งสถานการณ์หมูแพงในปัจจุบันรัฐบาลรับรู้เป็นอย่างดีว่าเกิดจากการขาดแคลนหมูต่อให้คุมราคาอย่างไรก็ยากที่จะมีปริมาณหมูเพิ่มขึ้นได้ ดีที่สุดขณะนี้ คือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ด้วยการบูรณาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คุณอัปสร พรสวรรค์</p><p><br></p><p><br></p>","13/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220113190829855"],
    [26,"รายงานพิเศษ : ประเทศไทย เสนอเป็นเจ้าภาพจัดประชุมมรดกโลกปี 2566 หวังกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;ประเทศไทย&nbsp;เสนอเป็นเจ้าภาพจัดประชุมมรดกโลกปี&nbsp;2566&nbsp;หวังกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ</u></strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp;ในปี&nbsp;2566&nbsp;ประเทศไทย&nbsp;ได้เสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ&nbsp;ครั้งที่&nbsp;46&nbsp;หวังผลักดันแหล่งมรดกโลกสำคัญของชาติและกระตุ้นระบบเศรษฐกิจประเทศ&nbsp;หลังสถานการณ์โควิด-19&nbsp;คลี่คลายลง</strong>&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp;ประเทศไทย&nbsp;ได้วางแผนจะเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ&nbsp;ครั้งที่&nbsp;46&nbsp;ในปี&nbsp;2566&nbsp;หลังเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ&nbsp;ครั้งที่&nbsp;18&nbsp;ที่&nbsp;จังหวัดภูเก็ต&nbsp;เมื่อปี&nbsp;2538&nbsp;</strong>โดยมองว่าจะช่วยกระตุ้นการขับเคลื่อนและเติบโตของระบบเศรษฐกิจประเทศได้ดีขึ้นในอนาคต&nbsp;โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว&nbsp;ที่เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินด้านต่างๆ&nbsp;รวมทั้ง&nbsp;ช่วยส่งเสริมบทบาทการเป็นผู้นำในการดำเนินการภายใต้กรอบงานของอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก&nbsp;ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์ความรู้&nbsp;เพิ่มโอกาสการเข้าถึงโครงการ&nbsp;กิจกรรม&nbsp;และข้อริเริ่มใหม่ๆ&nbsp;ทั้งการจัดอบรมให้กับผู้จัดการแหล่งมรดกโลก&nbsp;หรือการอบรมให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>เบื้องต้นคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการแล้วเมื่อวันที่&nbsp;4&nbsp;มกราคมที่ผ่านมา&nbsp;จากนี้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;(สผ.)&nbsp;จะส่งเอกสารให้กระทรวงการต่างประเทศประสานไปยังศูนย์มรดกโลกที่ประเทศฝรั่งเศส</strong>&nbsp;เพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ&nbsp;ครั้งที่&nbsp;45&nbsp;ระหว่างวันที่&nbsp;19&nbsp;-&nbsp;30&nbsp;มิถุนายนนี้&nbsp;ณ&nbsp;เมืองคาซาน&nbsp;สหพันธรัฐรัสเซีย&nbsp;ที่มีเกณฑ์การคัดเลือกประเทศเจ้าภาพจากประเทศที่ดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการมรดกโลก&nbsp;ซึ่งการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ&nbsp;ครั้งที่&nbsp;46&nbsp;จะเป็นปีที่ไทยอยู่ในวาระการเป็นกรรมการมรดกโลก&nbsp;วาระปี&nbsp;2562&nbsp;&nbsp;2566&nbsp;เป็นปีสุดท้าย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>นายพิรุณ&nbsp;สัยยะสิทธิ์พานิช&nbsp;เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;(สผ.)&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;หากไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมจะช่วยกระตุ้นตัวเลขการท่องเที่ยว</strong>ให้กลับมาฟื้นคืนหลังช่วงสถานการณ์โควิด-19&nbsp;คลี่คลายลง&nbsp;เนื่องจากในการประชุมจะมีการเดินทางเข้ามาประมาณ&nbsp;2,300&nbsp;&nbsp;3,000&nbsp;คน&nbsp;จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเกิดการหมุนเวียนมากขึ้นแน่นอน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ประเทศไทย&nbsp;จะผลักดันเมืองโบราณศรีเทพได้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมในการประชุมครั้งที่&nbsp;45&nbsp;และแหล่งมรดกทางธรรมชาติ&nbsp;พื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน&nbsp;</strong>ล่าสุดเมื่อวันที่&nbsp;11&nbsp;มกราคมที่ผ่านมาคณะกรรมการมรดกโลกได้บรรจุเข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น&nbsp;(Tentative&nbsp;List)&nbsp;เรียบร้อยแล้ว&nbsp;ประกอบด้วยพื้นที่อนุรักษ์&nbsp;6&nbsp;แห่ง&nbsp;คือ&nbsp;อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง&nbsp;อุทยานแห่งชาติแหลมสน&nbsp;อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์&nbsp;อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน&nbsp;อุทยานแห่งชาติเขาลำปี&nbsp;&nbsp;หาดท้ายเหมือง&nbsp;อุทยานแห่งชาติสิรินาถ&nbsp;และพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง&nbsp;ที่เป็นองค์ประกอบของนิเวศทางทะเลและชายฝั่งสำคัญทางฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย&nbsp;3&nbsp;นิเวศภูมิภาค&nbsp;(Ecoregion)&nbsp;ที่สำคัญ&nbsp;คือ&nbsp;นิเวศภูมิภาคป่าชายเลนและกลุ่มเกาะชายฝั่ง&nbsp;นิเวศภูมิภาคหมู่เกาะทะเลลึก&nbsp;และนิเวศภูมิภาคชายหาดและป่าสันทรายชายฝั่ง&nbsp;รวมพื้นที่&nbsp;724,718&nbsp;ไร่&nbsp;</p>","14/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114081341913"],
    [27,"เลิกคิดนำเข้าเนื้อหมู จุดตายคนเลี้ยง จุดเสี่ยงอาหารไม่ปลอดภัย","<p>กว่า 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เรื่องสินค้าอาหารปรับขึ้นราคา กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกวงการพูดถึง แต่ไม่ใช่ประเทศไทยที่ประสบปัญหานี้เท่านั้น แต่การปรับตัวของราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค เป็นไปตามกลไกตลาดอาหารโลก สอดคล้องกับดัชนีราคาอาหารโลก FFPI&nbsp;(FAO Food Price Index) ที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานของปี 2564 ไว้ โดยค่าเฉลี่ยของราคาสินค้าอยู่ในระดับสูงสุด นับตั้งแต่เมื่อปี 2554</p><p><br></p><p>เรื่องนี้ถูกยกระดับให้เป็นประเด็นสำคัญของประเทศ และกำลังเข้าสู่กระบวนการแก้ไข โดยนายกรัฐมนตรีลงมาสั่งการเอง เน้นการแก้ปัญหาทุกจุดโดย ไม่ให้กลไกตลาดเสียหาย โดยเฉพาะเรื่องราคาหมูและเนื้อหมู ที่นายกฯ เข้าใจในปัญหาเป็นอย่างดี ว่าเป็นไปตาม กลไกตามตลาด เมื่อสินค้ามีน้อย ความต้องการมาก ราคาก็ปรับสูงขึ้น</p><p><br></p><p>ตอนนี้การแก้ปัญหาเริ่มดำเนินการตามมาตรการ ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว โดยทุกภาคส่วนกำลังเร่งแก้ไข ทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตร ระดมกำลังทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้มีผลผลิตหมูป้อนตลาดให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะการเร่งฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรรายย่อย-รายเล็ก ที่หยุดการเลี้ยงไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด ครม.อนุมัติงบประมาณฯ 570 ล้านบาท เพื่อเยียวยาเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาโรคระบาด ซึ่งผู้เลี้ยงทั่วประเทศพร้อมเข้าเลี้ยงรอบใหม่ ขอเพียงรัฐเร่งจ่ายเงินชดเชยคงค้างให้รวดเร็ว</p><p><br></p><p>แม้วันนี้จะพบโรค ASF ในโรงเชือดที่นครปฐม ก็ถือว่าไทยเป็นประเทศท้ายสุดของเขตรอบบ้านเรา ที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้ เพราะที่ผ่านมาคนในวงการหมูได้ร่วมมือกันป้องกันอย่างเต็มกำลัง ทั้งกรมปศุสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยง สมาคม ภาคเอกชน นักวิชาการ และมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งกรมปศุสัตว์กำลังสอบสวนโรคและแก้ไขอย่างเร่งด่วน&nbsp;</p><p><br></p><p>เรื่องนี้ นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า การตรวจพบโรคนี้ เป็นเรื่องปกติและมั่นใจว่าจะไม่กระทบกับความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของสินค้าไทย ในการซื้อ-ขาย ส่งออกหรือบริโภคเนื้อหมู เนื่องจากโรคระบาดในสัตว์มีโอกาสเป็นได้ แต่ที่สำคัญมาตรการหลังจากประกาศโรคระบาดแล้ว จะต้องดำเนินการอย่างชัดเจน ซึ่งไทยมี พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ฯ บังคับใช้อยู่และมีการกำหนดมาตรการเยียวยาเกษตรกร การชดเชย รวมถึงวิธีปฏิบัติทำลายซากสัตว์ที่ชัดเจนอยู่แล้วจึงไม่น่าจะมีปัญหา</p><p><br></p><p>สำหรับภาคเกษตรกรผู้เลี้ยง และกรมปศุสัตว์ ก็อย่าเพิ่งท้อหรือถอดใจ แต่ต้องร่วมกันแก้ปัญหา เร่งฟื้นอาชีพเกษตรกรให้ได้ โดยภาครัฐต้องรีบสนับสนุนผู้เลี้ยงกลับเข้ามาในระบบให้เร็วที่สุด ภายใต้มาตรการป้องกันโรคที่เหมาะสม ควบคู่กับการเยียวยา-ชดเชยความเสียหายของเกษตรกร ผลักดันการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ มีมาตรการช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งปล่อยให้ ราคาหมูเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งเป็นทางออกที่ดีของเรื่องนี้ และช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมหมูไทยได้</p><p><br></p><p>ส่วนแนวทางการแก้ไขด้วยการนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศนั้น ต้องคิดให้รอบคอบรอบด้าน ตัวอย่างเรื่องนี้มีให้เห็นแล้ว ในสมัยที่ อมเรศ&nbsp;ศิลาอ่อน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เปิดให้มีการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ขนาดว่ามาแค่ 2 ตู้คอนเทนเนอร์ ยังกระทบด้านจิตวิทยาอย่างหนัก ทำให้ราคาหมูในประเทศร่วงลงทันที จนต้องระงับการนำเข้าในที่สุด และถือเป็นบทเรียนสำคัญต่อเกษตรมาจนถึงทุกวันนี้</p><p><br></p><p>ที่สำคัญ หมูนอกจะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อคนไทยที่ต้องเสี่ยงกับ ความไม่ปลอดภัยในอาหาร จากสารปนเปื้อนอันตรายต่อสุขภาพที่มากับชิ้นส่วนหมูแช่แข็ง เกษตรกรต้องเสี่ยงกับโรคหมูที่อาจติดมาด้วย และยังทำให้วงจรการผลิตหมูทั้งอุตสาหกรรมต้องเสี่ยงกับความ \"ล่มสลาย\" เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับหมูต่างประเทศ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทยได้ หากเกษตรกรต้องเลิกเลี้ยงหมู และหันไปพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้น ย่อมทำลาย ความมั่นคงทางอาหารของไทย อย่างแน่นอน&nbsp;</p><p><br></p><p>แต่ถ้าหากจำเป็นต้องนำเข้าจริง ก็ควรเลือกนำเข้าหมูเป็นที่มาจากฟาร์มปลอดโรคจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะใช้ระยะทางและเวลาในการขนส่งไม่มาก เพื่อรองรับความต้องการของคนไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระยะสั้นๆ โดยต้องผ่านการตรวจรับรองจากประเทศไทยก่อนเท่านั้น</p><p><br></p><p>จะว่าไปแล้วคนเลี้ยงหมูเป็น อาชีพที่น่าเห็นใจ เพราะที่ผ่านมาต้องแบกภาระหมูเสียหาย ราคาตกต่ำ ต้องทนขาดทุนมานานกว่า 3 ปี ทำฟาร์มหมูเจ๊งไปเกินครึ่ง ซ้ำยังเจอปัญหาต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้น รวมถึงภาวะโรคในหมูที่ต้องรับมือ แต่กลับไม่เคยมีใครช่วย ราคาหมูที่ปรับขึ้นตามกลไกตลาด ในช่วง 1 เดือน ทำให้ เกษตรกรแค่พอลืมตาอ้าปากได้&nbsp;มีรายได้ใช้หนี้สินค้างเก่า และพอมีทุนรอนเลี้ยงหมูรุ่นใหม่ได้เท่านั้น</p><p><br></p><p>วันนี้ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องยื่นมือมาช่วย ยามทุกข์ต้องร่วมกันต้าน ถ้าคนเลี้ยงหมูไปต่อได้ คนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ก็อยู่ได้ ชาวนามีตลาดสำหรับขายปลายข้าวในราคาสูง รวมถึงธุรกิจอื่นๆตลอดห่วงโซ่ย่อมเดินหน้าต่อไปได้</p><p><br></p><p>ความเข้าใจทั้งเรื่องกลไกตลาด และคนเลี้ยงหมูมีอาชีพเดียวไม่สามารถเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นได้ คือทางออกของปัญหา โดยต้องปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไก ส่วนผู้บริโภคซึ่งมีทางเลือกในการบริโภคอยู่แล้ว หากเห็นว่าราคาสูงก็หันไปเลือกเนื้อไก่ ไข่ไก่ เนื้อ หรือปลา ที่เป็นโปรตีนคุณภาพดีเช่นเดียวกัน มาบริโภคทดแทนไปก่อน ขณะที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ปัญหาตามมาตรการต่างๆที่ออกมาอย่างจริงจัง เท่านี้ปัญหาหมูก็จะคลี่คลายได้อย่างแน่นอน</p><p><br></p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">คุณกัญจาฤก แว่นแก้ว</p>","14/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114104950967"],
    [28,"สกู๊ป..กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพราะรักสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์","<p>ช่วงหมูแพงหลายคนหันมารับประทานไก่แทน&nbsp;แล้วไก่ล่ะหามาจากไหนดี&nbsp;คำตอบของชาวจังหวัดสุรินทร์ต้องบอกว่า&nbsp;ต้องไก่อารมณ์ดี&nbsp;ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพราะรักสุรินทร์&nbsp;ต.&nbsp;กันตรวจระมวล&nbsp;อ.&nbsp;ปราสาท&nbsp;จ.&nbsp;สุรินทร์&nbsp;ที่กำลังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคว่าเป็นไก่ที่มีเนื้อนุ่ม&nbsp;ไม่เหนียว&nbsp;และรสชาติอร่อย&nbsp;และที่สำคัญเป็นไก่อินทรีย์ที่ชาวบ้านเลี้ยงเองแบบธรรมชาติ&nbsp;</p>","14/1/2022","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","สุรินทร์","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114150125104"],
    [29,"สกู๊ป...ปัญหาโรคระบาดในหมูกำลังส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการขายปลีกเนื้อสุกร ผู้ประกอบการร้านอาหาร ตลอดจนส่งผ่านมายังผู้บริโภค","<p>ปัญหาโรคระบาดในหมูกำลังส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยง&nbsp;ผู้ประกอบการขายปลีกเนื้อสุกร&nbsp;ผู้ประกอบการร้านอาหาร&nbsp;ตลอดจนส่งผ่านมายังผู้บริโภคโดยตรง&nbsp;ซึ่งคาดว่าราคาเนื้อสุกรเฉลี่ยตลอดทั้งปี&nbsp;2565&nbsp;จะยังคงเคลื่อนไหวในระดับสูง&nbsp;โดยราคาอาจอยู่ในกรอบ&nbsp;190-220&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;ซึ่งจากราคาเนื้อสุกรที่เพิ่มขึ้น&nbsp;อาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปบริโภคเนื้อสัตว์อื่นๆ&nbsp;ทดแทน&nbsp;ซึ่งจะผลักดันให้ราคาเนื้อสัตว์&nbsp;โดยเฉพาะเนื้อไก่ปรับสูงขึ้นตาม&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ราคาวัตถุดิบอาหารอื่นๆ&nbsp;เช่น&nbsp;ผัก&nbsp;น้ำมันพืชก็มีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน&nbsp;ติดตามได้จากรายงาน&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>นาทีนี้..&nbsp;สิ่งที่กระทบกับปากท้องคนไทยมากที่สุด&nbsp;คงหนีไม่พ้นสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคหลายอย่างขึ้นราคาโดยเฉพาะเนื้อหมู&nbsp;ที่มาจากปัญหาโรคระบาดในหมูกำลังส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยง&nbsp;ผู้ประกอบการขายปลีกเนื้อสุกร&nbsp;ผู้ประกอบการร้านอาหาร&nbsp;ตลอดจนส่งผ่านมายังผู้บริโภค</p><p><br></p><p>ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบกับประชาชนผู้บริโภคเป็นอย่างมากแล้ว&nbsp;ยังส่งผลกระทบไปสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูโดยตรง&nbsp;ที่ต้องแบกภาระปัญหาการขาดทุน&nbsp;จากปัญหาหมูในฟาร์มตายเป็นจำนวนมากทั้งรายเล็กและรายย่อย&nbsp;บางรายตายยกคอกก็มี&nbsp;แม้แต่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรต่างๆก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน</p><p><br></p><p>ขณะที่มาตรการต่างๆ&nbsp;ของภาครัฐ&nbsp;ไม่ว่าจะเป็น&nbsp;การห้ามส่งออก&nbsp;การช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรในด้านต้นทุนและมาตรการทางการเงิน&nbsp;โครงการหมูธงฟ้า&nbsp;การขอความร่วมมือผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ในการตรึงราคา&nbsp;เหล่านี้ที่มีส่วนช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้บ้าง&nbsp;แต่คงต้องรอจนกว่าผลผลิตสุกรรอบใหม่จะเริ่มทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง&nbsp;ราคาเนื้อสุกรจึงจะย่อตัวลง&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;คาดว่าราคาเนื้อสุกรเฉลี่ยตลอดทั้งปี&nbsp;2565&nbsp;จะยังคงเคลื่อนไหวในระดับสูง&nbsp;โดยราคาอาจอยู่ในกรอบ&nbsp;190-220&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;ซึ่งจากราคาเนื้อสุกรที่เพิ่มขึ้น&nbsp;อาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนหันไปบริโภคเนื้อสัตว์อื่นๆ&nbsp;ทดแทน&nbsp;ซึ่งจะผลักดันให้ราคาเนื้อสัตว์&nbsp;โดยเฉพาะเนื้อไก่ปรับสูงขึ้นตาม&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ราคาวัตถุดิบอาหารอื่นๆ&nbsp;เช่น&nbsp;ผัก&nbsp;น้ำมันพืชก็มีแนวโน้มปรับเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน&nbsp;</p>","14/1/2022","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","สุรินทร์","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114145700102"],
    [30,"รายงานพิเศษ พังงาพร้อมเปิดการท่องเที่ยวในรูปแบบ Sandbox ภายใต้รูปแบบ สาธารณสุขนำการฟื้นฟูเศรษฐกิจ","<p><strong>จังหวัดพังงาเป็น&nbsp;1&nbsp;ใน&nbsp;8&nbsp;จังหวัดนำร่องการท่องเที่ยว&nbsp;(สีฟ้า)</strong>&nbsp;ร่วมกับกรุงเทพมหานคร&nbsp;กาญจนบุรี&nbsp;กระบี่&nbsp;ชลบุรี&nbsp;นนทบุรี&nbsp;ปทุมธานี&nbsp;ภูเก็ต&nbsp;และบางพื้นที่&nbsp;18&nbsp;จังหวัด&nbsp;สามารถเปิดรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรในพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว&nbsp;3&nbsp;จังหวัด/พื้นที่&nbsp;&nbsp;ร่วมกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี&nbsp;(เกาะสมุย&nbsp;เกาะพะงัน&nbsp;เกาะเต่า)&nbsp;พังงา&nbsp;และกระบี่&nbsp;ทั้งจังหวัด&nbsp;ตั้งแต่วันที่&nbsp;11&nbsp;</p><p>มกราคม&nbsp;&nbsp;2565&nbsp;</p><p><strong>นายจำเริญ&nbsp;ทิพญพงศ์ธาดา&nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา&nbsp;</strong>กล่าวขอบคุณ&nbsp;รัฐบาลที่ให้โอกาสจังหวัดพังงาในการสร้างเศรษฐกิจไปพร้อม&nbsp;ๆ&nbsp;กับจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่&nbsp;ทั้งนี้ยืนยันมีมาตรการต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;มารองรับและทวบทวนการทำงานควบคุมป้องกันโควิด&nbsp;19&nbsp;ทุกสัปดาห์&nbsp;ขณะที่การได้รับวัคซีนของประชาชนเข็ม&nbsp;1&nbsp;ฉีดไปแล้ว&nbsp;84&nbsp;เปอร์เซ็นต์&nbsp;และเข็ม&nbsp;2&nbsp;ฉีดไปแล้ว&nbsp;&nbsp;&nbsp;82&nbsp;เปอร์เซ็นต์&nbsp;&nbsp;ส่วนเข็มกระตุ้น&nbsp;ได้มีการประกาศเชิญชวนประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง</p><p><strong>นายพงศกร&nbsp;เกตุประภากร&nbsp;ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดพังงา&nbsp;</strong>กล่าวว่า&nbsp;ความพร้อมแผนเผชิญเหตุ&nbsp;โดยความร่วมมือของหน่วยงานต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ทั้งจังหวัดพังงา&nbsp;&nbsp;สาธารณสุขจังหวัดพังงา&nbsp;&nbsp;ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพังงา&nbsp;ขณะนี้มีการขยายโรงพยาบาลสนามจากเดิมมีเตียงรองรับ&nbsp;250&nbsp;เตียง&nbsp;ขยายเป็น&nbsp;950&nbsp;เตียง&nbsp;รวม&nbsp;7&nbsp;โรงพยาบาลครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพังงา&nbsp;หากพบนักท่องเที่ยวติดเชื้อโควิด&nbsp;19&nbsp;จะมีโรงแรมที่ใช้เป็น&nbsp;Hospitel&nbsp;Isolation&nbsp;รวม&nbsp;462&nbsp;ห้อง&nbsp;กระจายอยู่ในพื้นที่เกาะยาวน้อย&nbsp;เกาะยาวใหญ่&nbsp;และเขาหลัก&nbsp;โดยในขณะนี้จังหวัดพังงายังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด&nbsp;19&nbsp;สายพันธุ์โอมิครอน</p><p><strong>และนี่คือมาตรการต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ของจังหวัดพังงาหลังได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล</strong>ให้สามารถเปิดการท่องเที่ยวในรูปแบบ&nbsp;Sandbox&nbsp;พร้อมกับจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่&nbsp;ให้เป็น&nbsp;Andaman&nbsp;Sandbox&nbsp;ยึดหลักสาธารณสุขนำการฟื้นฟูเศรษฐกิจ&nbsp;ซึ่งช่วงนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการจองเข้าพักของนักท่องเที่ยวและคาดว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจังหวัดพังงาในรูปแบบของ&nbsp;Sandbox&nbsp;จะเข้าพักในพื้นที่ของจังหวัดพังงาในราวเดือนกุมภาพันธ์&nbsp;-เมษายน&nbsp;ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ&nbsp;ที่มีอยู่ในพื้นที่ขณะนี้เป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในรูปแบบ&nbsp;&nbsp;Test&nbsp;&amp;&nbsp;Go&nbsp;ก่อนหน้านี้&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>","14/1/2022","ภาคใต้","พังงา","สวท.พังงา","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114144025085"],
    [31,"อย่ารุมทำร้ายเกษตรกรไทย ขอที่ยืนในสังคมบ้าง","<p>ช่วงนี้เห็นใจเกษตรกรไทยหนักมาก โดยเฉพาะเกษตรกรภาคปศุสัตว์สถานะของพวกเขาตรงกับสุภาษิตไทยที่ว่า ผีซ้ำด้ามพลอย ทั้งผู้เลี้ยงหมู ผู้เลี้ยงไก่ ผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพราะนอกจากต้องเผชิญโรคระบาด (หมู) และปัจจัยการผลิตและป้องกันโรคพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ 30-40% ตั้งแต่ปี 2564 แล้ว เปิดศักราชปี 2565 รัฐบาลประกาศตรึงราคาสินค้าดังกล่าวจนถึงควบคุมราคาจำหน่ายหน้าฟาร์ม เป็นของขวัญชิ้นใหญ่เพื่อคนไทยทุกคน (ยกเว้นเกษตรกร)&nbsp;</p><p><br></p><p>แม้เป้าหมายของรัฐบาล คือ การแก้ปัญหาหมูแพง ทั้งๆ ที่ขาดแคลนทั่วประเทศสาเหตุจากโรคระบาดหลายสายพันธุ์ ผู้เลี้ยงสุกรพร้อมใจกันตรึงราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มอยู่ที่ 110 บาทต่อกิโลกรัม สนับสนุนนโยบายรัฐให้ราคาเนื้อหมูในประเทศนิ่งไม่เพิ่มขึ้นไปอีก ทั้งที่ต้นทุนจริงของเกษตรกร 120 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ผู้เลี้ยงประกาศปรับราคาไข่ไก่คละฟองละ 20 สตางค์ หรือ 6 บาทต่อแผง (30 ฟอง) เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2564 ในวันเดียวกันกระทรวงพาณิชย์เรียกประชุมสมาคมและผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจการเลี้ยงไก่เนื้อหารือในการตรึงราคาเนื้อไก่ เพื่อลดภาระค่าครองชีพคนไทย แล้วเกษตรกรไทยไม่ใช่คนไทย?</p><p><br></p><p>ผู้เลี้ยงไก่ไข่ดีใจวันเดียว หลังกระทรวงพาณิชย์เรียกประชุมขอความร่วมมือตรึงราคาหน้าฟาร์มที่ฟองละ 2.80 บาท ในวันที่ 11 มกราคม 2565 พร้อมๆ กับประกาศตรึงราคาจำหน่ายไก่มีชีวิตอยู่ที่ 33.50 บาท/กก. เนื่องจากช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ปีที่ผ่านมา ราคาอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัมเทียบกับต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 37 บาท/กก. ส่วนไก่สด (รวม/ไม่รวมเครื่องใน) 60-65 บาท/กก. น่องติดสะโพก/น่อง/สะโพก 60-65 บาท/กก. เนื้ออก 65-70 บาท /กก. โดยให้เหตุผลว่า ทั้งไก่เนื้อและไข่ไก่ ไม่ได้ขาดตลาด ผลผลิตยังสูงเพียงพอต่อการบริโภคและการค้าปกติ ตอนนี้มีเพียงเนื้อหมูที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยจากปกติกว่า 30% (ทั้งที่ตัวเลขเกษตรกรยืนยันว่าหายไป 50%) แต่ความต้องการยังสูงจึงทำให้ราคาเนื้อหมูแพงขึ้น ขอตั้งข้อสังเกตตัวเลขต้นทุนกระทรวงฯ ต่ำตลอด อยากทราบแหล่งที่มาเนื่องจากตัวเลขต่างจากเกษตรกร</p><p><br></p><p>ขอทวงสิทธิและความยุติธรรมให้กับเกษตรกรไทย ที่โดนตรึงและคุมราคาสินค้าเกษตรทั้งที่ต้นสูงและขาดทุนสะสมจำนวนมาก ขณะที่ราคาขายต่ำ ผลผลิตมีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยการผลิตที่ควบคุมยาก เช่น ดินฟ้าอากาศ โรคระบาด เป็นต้น เมื่อเทียบกับสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ การปรับราคาหรือคุมราคาแม้ไม่ได้รับอนุญาต ก็สามารถบริหารจัดการด้วยการลดขนาดและปริมาณสินค้าในราคาเท่าเดิม เวลาปรับขึ้นราคาไม่ต้องมาประกาศให้สังคมรับรู้ ขึ้นกันหน้าชั้นวางสินค้าเลย&nbsp;ผู้บริโภคซื้อด้วยความเคยชินและโฆษณาชวนเชื่อ ระยะเวลาหมดอายุยาวไป คนซื้อกว่าจะรู้ตัวก็ถึงบ้านแล้ว ขี้เกียจเอาไปคืนจำยอมใช้ แต่สินค้าเกษตรทำไม่ได้เพราะว่ากันที่ความสดใหม่ ระยะเวลาการเก็บรักษาสั้นกว่าเยอะ เห็นชัดว่าต้นทุนต่างกัน&nbsp;</p><p><br></p><p>ช่วงปีที่ผ่านมา ขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพระหว่างเกษตรกรกับผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม โดยพิจารณาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เกษตรกรมีภาระต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้น 30-40% และปัจจัยการผลิตเพื่อป้องกันโรค 30% ขณะที่ราคาปิโตรเลียมจะปรับสูงขึ้นทุกผลิตภัณฑ์ จากความต้องการใช้เพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2565 จะอยู่ที่ระดับ 71-76 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่ราคาเฉลี่ย 68-73 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มประมาณ 4.41% แต่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดว่าผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีการขอปรับราคา 10-20% ในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า แม้ไม่ได้รับอนุญาตให้ปรับราคาแต่ผู้ผลิตมีกลยุทธ์ที่จะรักษากำไรไว้ได้&nbsp;</p><p><br></p><p>รัฐมีอาญาสิทธิ์อยู่ในมือจำเป็นต้องตรองด้วยความยุติธรรม และตรวจสอบด้วยความเที่ยงธรรมจากต้นทุนและปัจจัยการผลิตรอบด้าน ไม่ควรพิจารณาจากเหตุผลเพียงด้านเดียว และควรให้แต้มต่อกับผู้ผลิตที่อ่อนแอกว่า เพื่อยกระดับพวกเขาให้เติบโตขึ้นมาฐานการผลิตอาหารมั่นคงของไทยอย่างยั่งยืน</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">คุณศิระ มุ่งมะโน</p>","14/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220114170309192"],
    [32,"10 คำถามปัญหาหมู ... สู่ทางรอดคนเลี้ยง-ทางออกคนกิน","<p>หมูแพงกลายเป็นปัญหาระดับชาติที่ภาครัฐกำลังเร่งแก้ไข โดยระดมทั้งองคาพยพที่มาร่วมกันดำเนินการให้ปัญหาคลี่คลายโดยเร็วที่สุด เรื่องนี้อาจมีบางคนยังมีคำถามคาใจว่า หมูแพงเกิดจากอะไร แล้วจะมีวิธีแก้ปัญาหวิกฤตินี้ด้วยวิธีไหนบ้าง .. ลองมาดูกัน&nbsp;</p><p><br></p><p>1. สาเหตุเนื้อหมูแพง? : เกิดจากความต้องการซื้อที่มีมากกว่า ปริมาณผลผลิตที่ขายในตลาด ราคาจึงปรับเพิ่มขึ้น เป็นไปตาม \"กลไกตลาด\"&nbsp;</p><p><br></p><p>2. หมูหายเพราะอะไร? : ปัจจุบันไทยมีปริมาณแม่หมูชุน 6.6 แสนตัว ลงลง 60% จากปีก่อน ส่งผลให้หมูขุนเหลือเพียง 14.7 ล้านตัว ลดลง 40% จากความกังวลต่อภาวะโรคในหมู เกษตรกรจึงชะลอการเลี้ยงเพื่อลดความเสี่ยง และยังต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มกว่า 30-40% รวมทั้งต้นทุนแฝงจากการป้องกันโรคที่สูงถึง 500 บาทต่อตัว&nbsp;</p><p><br></p><p>3. โรคหมูร้ายแรงไหม แล้วคนยังกินหมูได้หรือเปล่า?&nbsp;: ASF เป็นโรคที่เกิดเฉพาะเจาะจงในหมูเท่านั้น ไม่สามารถติดต่อสุ่คนหรือสัตว์ชนิดอื่นได้ จึงไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ และยังไม่มีประวัติผู้ติดเชื้อจากโรคนี้ เรายังสามารถรับประทานเนื้อหมูได้ปกติ แต่เน้นว่าต้องกินหมูปรุงสุกเท่านั้น ด้วยอุณหภูมิอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียสขึ้นไปก่อนรับประทาน ห้ามกินสุกๆดิบๆ เพื่อสุขอนามัยของตนเอง&nbsp;ดังนั้นคนกินอย่าตระหนกตกใจกับเรื่องนี้กินหมูได้ปลอดภัยเหมือนเดิม</p><p><br></p><p>4. การป้องกันป้องกันโรคที่ดีที่สุดคืออะไร? : การเลี้ยงหมูในฟาร์มระบบปิดที่มีการป้องกันโรคตามมาตรฐานอย่างเข้มงวด คือคำตอบในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคนี้ เห็นได้จากฟาร์มที่ใช้ระบบนี้ บวกกับการยกระดับกระบวนการจัดการ ฟาร์ม-จัดการคน จนสามารถรอดพ้นวิกฤติโรคต่างๆมาได้ กลายเป็นโมเดลฟาร์มที่ต้องเดินตาม ซึ่งอนาคตรูปแบบการทำฟาร์มจะต้องก้าวเข้าสู่ฟาร์ม 4.0 แบบนี้ เพื่อมาตรฐานความปลอดภัยในอาหารเพื่อผู้บริโภค</p><p><br></p><p>5. แล้วเกษตรกรจะเอาเงินที่ไหนมาลงทุนทำระบบปิด? : รัฐบาลต้องสนับสนุนเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ช่วยอุ้มเกษตรกร ให้มีทุนรอนในการประกอบอาชีพ มีเงินลงทุนสำหรับการยกระดับฟาร์มสู่มาตรฐานเพื่อคนไทย ถือเป็นมาตรการจูงใจเกษตรกรให้มีความเชื่อมั่น และควรมีการประกันภัยเกษตรกร ทำให้คนเลี้ยงกล้ากลับมาเลี้ยงหมูอีกครั้ง ช่วยเพิ่มซัพพลายหมูเข้าระบบโดยเร็วที่สุด</p><p><br></p><p>6. วิกฤตหมูทำให้ฟาร์มเล็กๆหาย..ฟาร์มใหญ่ๆรอดจริงไหม? : ผลกระทบเกิดกับทั้งอุตสาหกรรม ตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ เพราะโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยารักษารักษาโดยเฉพาะ ส่วนเกษตรกรรายเล็กที่ต้องเลิกเลี้ยงหมูหรือหยุดเลี้ยงไปก่อน เพราะส่วนใหญ่เลี้ยงหมูฟาร์มเปิดที่ยังไม่ค่อยมีมาตรฐานนัก การป้องกันโรคจึงทำได้ไม่ดีพอ ขณะที่ผู้เลี้ยงรายใหญ่เข้าสู่ระบบฟาร์มปิดที่ได้มาตรฐานฟาร์ มีการป้องกันโรคที่เข้มงวด จึงมีความเสียหายน้อยกว่า วิกฤตินี้จึงถือเป็นโอกาสที่ประเทศไทย จะร่วมกันยกระดับฟาร์มเกษตรกรทั่วประเทศให้ได้มาตรฐานเช่นเดียวกัน&nbsp;</p><p><br></p><p>7. ควรนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศมาเพิ่มปริมาณดีไหม? : ตอบได้เลยว่า ไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะเนื้อหมูต่างชาติ เป็นทั้งจุดเสี่ยงที่คนไทยอาจได้รับสารปนเปื้อน รวมทั้งเป็นจุดตายของเกษตรกรหากมีโรคต่างถิ่นปนเปื้อนมา ยิ่งซ้ำเติมกับภาวะที่เป็นอยู่ และเกษตรกรอาจเสี่ยงที่จะล่มสลายจากการที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับเนื้อหมูนอกที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทยได้ แต่ถ้าหากจำเป็นต้องจริงๆ ควรเลือกนำเข้าหมูเป็น ที่มาจากฟาร์มปลอดโรคของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะใช้ระยะทางและเวลาขนส่งไม่มาก เพื่อรองรับความต้องการของคนไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระยะสั้นๆ โดยต้องผ่านการตรวจรับรองจากประเทศไทยก่อนเท่านั้น</p><p><br></p><p>8. มาตรการห้ามส่งออกหมูช่วยแก้ปัญหานี้ได้ไหม? : วันนี้หมูในประเทศยังไม่เพียงพอกับการบริโภค ราคาปรับตัวขึ้นตามกลไก แล้วใครจะอยากส่งออก ซึ่งต้องเสียภาษีและค่าขนส่งในการนำไปขายต่างประเทศ&nbsp;</p><p><br></p><p>9. ต้นทางฟาร์มหมูไปถึงราคาหน้าเขียง แพงขึ้นเพราะอะไร? : ราคาที่เพิ่มขึ้นนี้ เกิดจากต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่สูงขึ้น บางฟาร์มต้นทุนพุ่งไปถึง 120 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว จากภาระต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง การป้องกันโรคที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก&nbsp;กว่าหมูหน้าฟาร์มจะผ่านพ่อค้าคนกลาง ผ่านโรงเชือด ไปถึงหน้าเขียง ต้องมีต้นทุนในทุกขั้นตอน ไหนจะค่าขนส่งและค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอีก เท่ากับว่าตลอดกระบวนการมีต้นทุนที่สูงขึ้นทุกอย่าง&nbsp;</p><p><br></p><p>10. ภาครัฐไม่ช่วยเกษตรกรเลยหรือ? : ราคาหมูที่ปรับขึ้นเป็นปัญหาทั่วโลก รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ทุกอย่างแพงขึ้นไม่เฉพาะหมูเท่านั้น แนวทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน&nbsp;รัฐบาลต้องจริงจังในการแก้ปัญหา&nbsp;และต้องทำทันที โดยแก้ที่ต้นเหตุ ดึงเกษตรกรรายย่อยกลับเข้าระบบให้เร็วที่สุด พร้อมสนับสนุนเกษตรกร ส่งเสริมการเลี้ยงฟาร์มมาตรฐาน&nbsp;</p><p><br></p><p>วันนี้การเร่งเพิ่มซัพพลายหมูในประเทศให้ได้ คือทางออกของปัญหา และรัฐต้องไม่ลืมหาแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกรให้อยู่รอดได้ หากภาครัฐแก้ปัญหาสำเร็จไม่เพียงช่วยให้ราคาหมูกลับสู่สมดุล อุตสาหกรรมเลี้ยงหมูของไทยจะยกระดับขึ้นทั้งประเทศ เป็นโอกาสที่จะเกิดอุตสาหกรรมหมู 4.0 ที่ใช้เทคโนโลยี เพื่อให้ได้ผลผลิตหมูคุณภาพสูง ต้นทุนต่ำ ปลอดความเสี่ยง และเป็นทางรอดสำหรับเกษตรกรและทางออกสำหรับผู้บริโภคอย่างแท้จริง</p>","15/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220115170239496"],
    [33,"อาจารย์หมอแนะเกษตรกรรายย่อยปรับการเลี้ยงฟื้นการผลิต พร้อมย้ำหมูกินได้ ASF ไม่ติดต่อสู่คน","<p>อาจารย์หมอ ม.เกษตรศาสตร์ ให้ความมั่นใจผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย โรค ASF ป้องกันได้ ต้องรู้และเข้าใจปรับปรุง ฟาร์มป้องกันพาหะนำโรค เลี้ยงได้ อย่างปลอดภัย พร้อมยืนยัน โรค ASF ไม่ติดต่อสู่คน ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลใจ เน้นปรุงสุกก่อนทุกครั้ง การกินสุกๆดิบๆ ไม่ถูกสุขอนามัย เสี่ยงเป็นไข้หูดับ&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>ผศ.น.สพ.ณัฐวุฒิ รัตนวนิชย์โรจน์ รองคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ กำแพงแสน ภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จากวิกฤติครั้งนี้หลายส่วนที่เกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบคงมีความกังวลเรื่องของการเตรียมรับมือและการปฏิบัติตัว เบื้องต้นที่ต้องทำความเข้าใจมีประเด็นหลักๆ คือ การยอมรับและทำความเข้าใจกับโรคนี้เพื่อหาแนวทางแก้ไข อย่างกรณีโรค ASF หรือ African Swine Fever จริงๆ ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่เหมือนกับโควิด-19 โรคนี้พบครั้งแรกในปี ค.ศ.1907&nbsp;หรือเกิดขึ้นมาแล้วประมาณ 100 ปีมาแล้ว เพียงแต่ว่าเพิ่งจะพบการแพร่ระบาดในเอเชียจีน เวียดนาม กัมพูชาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และล่าสุดพบในไทย โรคนี้มีความรุนแรง เมื่อสุกรได้รับเชื้อจะมีอาการป่วยและจะตายอย่างรวดเร็วภายใจ 5  7 วันหลังแสดงอาการ และแพร่เชื้อทางอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย น้ำเชื้อ และสามารถแพร่ระบาดในวงกว้าง ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน&nbsp;</p><p><br></p><p>การป้องกันโรคนี้ต้องรู้จัก \"พาหะนำโรค\" ก่อน สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่สามารถผ่านเข้าไปในโรงเรือนหรือฟาร์ม&nbsp;&nbsp;เป็นพาหะนำโรค ASF ได้ทั้งหมด แม้จะไม่ได้มีอาการป่วยแต่สามารถนำเชื้อไปติดสุกรได้ ยกตัวอย่าง นก สามารถแพร่เชื้อจากโรงเรือนหรือฟาร์มไปสู่อีกที่หนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างไกล หากปล่อยให้นกเข้าไปในโรงเรือน กินอาหารจากสุกรที่ป่วย และบินไปโรงเรือนหรือฟาร์มอื่นๆ ก็จะนำเชื้อไปแพร่กระจายต่อ รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อาทิ หนู สุนัข แมว ยุง แมลงสาบ แมลงวัน หรือแม้กระทั่งคนเองก็เป็นพาหะนำโรคได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ อาหารเหลือจากคน เพราะถ้าอาหารนั้นมีการปนเปื้อนเชื้อ ASF แล้วนำไปให้สุกรกิน จะทำให้สุกรมีโอกาสป่วยได้ สุดท้ายคือ กิจกรรมการขนส่งเคลื่อนย้าย หากรถขนส่งหมูมีการปนเปื้อนและเกษตรกรสัมผัส ก็จะติดเชื้อแล้วนำพาเชื้อมาสู่คอกสุกรได้&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>ผศ.น.สพ.ณัฐวุฒิ รัตนวนิชย์โรจน์ ให้ความมั่นใจว่าเกษตรกรรายย่อยจะสามารถกลับมาเลี้ยงสุกรได้ แต่ต้องปรับรูปแบบการทำฟาร์มสุกรที่จะเปลี่ยนแปลงไป เกษตรกรต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ มีการสำรวจพื้นที่ที่ยังไม่เคยมีการแพร่ระบาด พร้อมเตรียมระบบการจัดการและแนวทางป้องกันที่ได้มาตรฐานมากขึ้น ซึ่งการทำระบบ Biosecurity สามารถตอบโจทย์ได้ดี โดยเฉพาะในฟาร์มขนาดเล็ก มีการจราจรน้อยกว่ากลับทำได้ง่ายกว่าฟาร์มใหญ่ๆ และในอนาคตอันใกล้นี้จะมีรูปแบบการเลี้ยงที่ตอบโจทย์กลุ่มเกษตรกรมากขึ้น ส่วนเรื่องของวัคซีนยังไม่ใช่ความต้องการลำดับต้นๆ เนื่องจากวัคซีนทำยาก และการระบาดรุนแรง สุกรส่วนใหญ่เมื่อได้รับเชื้อ จะสามารถสร้างภูมิคุมกันได้ แต่ฆ่าเชื้อไม่ได้ ส่วนมากสุกรตายก่อน เพราะฉะนั้นหลายประเทศจะใช้วิธีทำลาย&nbsp;</p><p><br></p><p>นอกจากนี้ ผศ.น.สพ.ณัฐวุฒิ รัตนวนิชย์โรจน์ ย้ำว่า ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลว่าจะติดเชื้อ ASF จากเนื้อสุกร หรือไม่ ณ ตอนนี้ให้ยืนยันอีกเป็นร้อยครั้งก็ยังพูดคำเดิมว่าโรค ASF ไม่ติดต่อสู่คน ซึ่งมีการยืนยันโดยองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) แต่เพื่อความมั่นใจผู้บริโภคควรซื้อเนื้อสุกรจากแหล่งจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีตรามาตรฐานกำกับ สังเกตลักษณะของเนื้อสุกรต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอม ไม่มีกลิ่นผิดปกติ ล้างเนื้อสุกรให้สะอาดก่อนนำมาประกอบอาหาร และต้องปรุงในอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสระยะเวลาประมาณ 30 นาที หรือ 80 องศาเซลเซียสระยะเวลา 15 นาทีขึ้นไป งดรับประทานอาหารดิบๆ หรือสุกๆดิบๆ เพราะนอกจากเชื้อ ASF แล้วก็ยังมีโรคอื่นๆ เช่น ไข้หูดับที่รุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้</p>","19/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220119190353148"],
    [34,"นำเข้าหมู...เรื่องที่ต้องระมัดระวัง","<p class=\"ql-align-justify\">สถานการณ์ราคาหมูแพงเป็นกระแสต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ และตามมาด้วยแนวคิดการแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการ นำเข้าหมู&nbsp;ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูมากมาย &nbsp;&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้คาดการณ์ทางวิชาการและเป็นหนึ่งในผู้เสนอแนวทางดังกล่าว &nbsp;โดยมองว่าเพื่อบรรเทาภาวะราคาหมูแพง การนำเข้าระยะสั้น โดยการจำกัดปริมาณนำเข้า ภายใต้การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จนกว่าผู้เลี้ยงในประเทศจะฟื้นตัว จะเป็นทางออกที่ช่วยให้ทั้งผู้เลี้ยงอยู่รอดและผู้บริโภคอยู่ได้&nbsp;และจะนำเข้าก็ต่อเมื่อราคาหน้าฟาร์มสูงกว่า 120 บาท/กก. รวมถึงจำกัดปริมาณนำเข้าไม่เกิน 20,000 ตัน / เดือน </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">ขณะที่คณะอาจารย์ก็แสดงให้เห็นข้อเสียของแนวทางนี้เช่นกันโดยระบุว่า จะทำให้อุตสาหกรรมสุกรสูญเสียการผลิตของตนเอง และสูญเสียโอกาสในการกลับมาแข่งขันได้อีก เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">นั่นเป็นเรื่องใหญ่!! และสะท้อนให้เห็นว่า การนำเข้า แก้ปัญหาได้ในระยะสั้น แต่จะก่อให้เกิดปัญหาที่ใหญ่กว่าตามมาในระยะยาว จึงขอย้ำอีกครั้งว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ต้องระมัดระวัง อย่างที่สุด </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><em>อันดับแรก :</em> ผลทางจิตวิทยา เพราะสุกรนำเข้าราคาถูกกว่าสุกรไทยมาก จากต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำกว่ามาก เนื่องจากรัฐบาลของต่างประเทศให้การอุดหนุนต้นทุนการเลี้ยง เกษตรกรไทยย่อมไม่กล้าที่จะกลับเข้าสู่ระบบ รวมถึงเกษตรกรรายย่อยที่ยังอยู่รอดปลอดภัยในขณะนี้ จะเสียโอกาสการขายเพื่อชดเชยภาวะขาดทุนที่แล้วมา นำไปสู่การหมดกำลังใจที่จะป้องกันโรคเพื่อผลิตหมูปลอดภัยสู่ตลาด ดังนั้น ข้อเสนอที่บอกว่า จะให้นำเข้าจนกว่าผู้เลี้ยงในประเทศจะฟื้นตัว จึงไม่มีอยู่จริง เพราะไม่มีวันที่เกษตรกรในประเทศจะฟื้นตัวได้ หากมีอนุญาตนำเข้าหมูเข้ามา </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><em>อันดับที่สอง</em> : &nbsp;เมื่อเปิดให้มีการนำเข้าแล้ว อย่าคาดหวังว่าจะสามารถจำกัดปริมาณนำเข้าได้&nbsp;ลำพังที่ขณะนี้ยังไม่มีการอนุญาตนำเข้าอย่างถูกกฏหมาย ก็ได้เห็นชิ้นส่วนหมูจากยุโรป ถูกสำแดงเท็จเป็นสินค้าชนิดอื่น ลักลอบเข้ามาขายปะปนอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมากแล้ว หากภาครัฐยังไม่สามารถควบคุมเรื่องนี้ได้ ก็นับว่าหายนะรออยู่เช่นกัน &nbsp;และแม้จะบอกว่าจำกัดปริมาณนำเข้า จะแน่ใจได้อย่างไรว่ามันจะโปร่งใส ไร้การจ่ายใต้โต๊ะซื้อโควต้า ที่สำคัญ คู่ค้าที่เปิดตลาดไทยได้แล้ว ไม่มีทางที่จะปล่อยโอกาสหลุดลอย และจะส่งหมูเข้ามาเกินกว่าที่กำหนดเสมอ </p><p>&nbsp;</p><p><em>อันดับที่สาม : &nbsp;</em>&nbsp;ข้อเสนอการเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมนำเข้า เพื่อรักษาระดับราคาหมูนำเข้าไม่ให้ต่ำกว่าราคาหมูในประเทศ จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อบอกว่าต้องการแก้ปัญหาราคาแพง แต่จะนำเข้ามาขายในราคาเดียวกับหมูในประเทศ น่าจะเกิดดราม่าให้ถกเถียงกันในวงกว้างอีกคำรบหนึ่ง และสุดท้ายย่อมเกิดการกดดันให้ราคาหมูนำเข้าขายในราคาต่ำกว่าผลผลิตหมูของเกษตรกรไทยอยู่ดี </p><p>&nbsp;</p><p>ดังนั้น การนำเข้าหมูจึงเท่ากับทำลายกลไกการเลี้ยงสุกรในประเทศ คำกล่าวที่ว่า สูญเสียการผลิตของไทยเรา และสูญเสียโอกาสในการกลับมาแข่งขันได้อีกเมื่อเข้าสู่ภาวะปกติ จึงเป็นจริงอย่างที่สุด ซึ่งมันไม่คุ้มค่าเลยที่จะแลก &nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>วันนี้เกษตรกรร่วมมือกันตรึงราคาหน้าฟาร์มที่ 110 บาท/กก. และคาดว่าจะสามารถผ่อนคลายสถานการณ์ราคาปลายทางได้ไปจนถึงตรุษจีน อย่างไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องโปรดระมัดระวังแนวคิด การนำเข้าหมู อย่างที่สุด เพราะมันจะทำให้เกษตรกรรายย่อย รายเล็กที่หายไปจากระบบถูกมัดตราสังข์จบเห่ ขณะที่รายกลาง รายใหญ่ก็ไม่รอด การนำเข้าหมูจึงเป็นการจุดชนวนให้อุตสาหกรรมหมูไทยล่มสลาย คนไทยต้องอาศัยพึ่งพาหมูนอกเข้ามาบริโภค...แล้วความมั่นคงทางอาหารของประเทศจะคงอยู่ได้อย่างไร?&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">ลักขณา นิราวัลย์&nbsp;</p>","21/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220121213129163"],
    [35,"รายงานพิเศษ : โครงการชิงเก็บ-ลดเผา แก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันภาคเหนือ 17 จังหวัดปีนี้","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:</u></strong><u>&nbsp;</u><strong><u>โครงการชิงเก็บ-ลดเผา&nbsp;แก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันภาคเหนือ&nbsp;17&nbsp;จังหวัดปีนี้</u></strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จสามารถลดจุดความร้อนลงได้ถึงร้อยละ&nbsp;50&nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;จึงเดินหน้า&nbsp;โครงการชิงเก็บ-ลดเผา&nbsp;แก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันภาคเหนือ&nbsp;17&nbsp;จังหวัดปีนี้ต่อเนื่อง</strong>&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ทุกปีหลายพื้นที่สุ่มเสี่ยงเกิดไฟป่าขึ้นที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป&nbsp;อย่างปี&nbsp;2564&nbsp;พบจุดความร้อน&nbsp;(Hotspot)&nbsp;ภาคเหนือลดลงร้อยละ&nbsp;50&nbsp;ดูจากตัวเลขช่วงวันที่&nbsp;1&nbsp;มกราคม&nbsp;ถึง&nbsp;31&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;2564&nbsp;ที่ผ่านมา</strong>&nbsp;ประเทศไทยในพื้นที่ภาคเหนือพบมีจุดความร้อนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ&nbsp;30,293&nbsp;จุด&nbsp;เป็นปริมาณที่ลดลงถึง&nbsp;26,036&nbsp;จุด&nbsp;เมื่อเทียบกับปี&nbsp;2563&nbsp;ทำให้ปีนี้ต้องเข้มงวดมาตรการปกป้องผืนป่าไม่ให้ถูกเผาเสียหายและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมลง&nbsp;ด้วยการแปรรูปเชื้อเพลิงให้เกิดเป็นมูลค่าเพิ่ม&nbsp;ควบคู่กับสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่&nbsp;โดยเน้นความปลอดภัยระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในการทำงานทุกครั้งอย่างมีสติ&nbsp;ระมัดระวัง&nbsp;และรอบคอบให้บรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ&nbsp;สิ่งสำคัญอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ต้องมีความพร้อมเสมอ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;ได้เดินหน้าโครงการชิงเก็บ-ลดเผา&nbsp;และเปิดยุทธการป้องกันไฟป่าประจำปี&nbsp;2565&nbsp;เน้นการใช้มาตรการเชิงรุกและประสานงานกับทุกภาคส่วนแก้ปัญหาไฟป่า&nbsp;โดยเฉพาะสร้างความมั่นใจให้ประชาชน</strong>&nbsp;เพิ่มสมรรถนะปรับแนวคิดและระบบในการทำงานแบบใหม่&nbsp;สร้างการรับรู้ความเข้าใจและการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน&nbsp;หน่วยงานภาครัฐ&nbsp;และภาคเอกชน&nbsp;นายวราวุธ&nbsp;ศิลปอาชา&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ปีนี้ต้องพร้อมควบคุมไฟป่าใน&nbsp;17&nbsp;จังหวัดภาคเหนือ&nbsp;รวม&nbsp;42.09&nbsp;ล้านไร่&nbsp;ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและควบคุมไฟป่าเชิงพื้นที่&nbsp;ภายใต้แผนปฏิบัติการป้องกันและควบคุมไฟป่า&nbsp;3&nbsp;ขั้นตอน&nbsp;คือ&nbsp;การเตรียมการช่วงวันที่&nbsp;1&nbsp;ตุลาคม&nbsp;-&nbsp;31&nbsp;ธันวาคม&nbsp;จัดทำแผนการปฏิบัติงาน&nbsp;แผนเผชิญเหตุ&nbsp;กำหนดพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า&nbsp;//&nbsp;การเตรียมการช่วงวันที่&nbsp;1&nbsp;มกราคม&nbsp;-&nbsp;15&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;แบ่งเป็น&nbsp;ช่วงก่อวิกฤติเดือนมกราคม&nbsp;ดำเนินการจัดตั้ง&nbsp;War&nbsp;room&nbsp;จัดตั้งชุดปฏิบัติการพิเศษควบคุมไฟป่า&nbsp;จัดชุดลาดตะเวนตรวจหาไฟและจุดสกัด&nbsp;และช่วงวิกฤติเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม&nbsp;เน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด&nbsp;การบริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยการชิงเก็บต่อเนื่อง&nbsp;แก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามแดนผ่านกลไกอาเซียน&nbsp;และสุดท้าย&nbsp;ประเมินผลและสร้างความยั่งยืน&nbsp;ช่วงวันที่&nbsp;16&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;&nbsp;30&nbsp;กันยายน&nbsp;วิเคราะห์พื้นที่ไฟไหม้ป่า&nbsp;ออกประกาศห้ามเข้าบุกรุกยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้&nbsp;การตรวจสอบไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้&nbsp;การจัดทำแผนฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ขณะที่&nbsp;กรมป่าไม้&nbsp;ได้เตรียมพร้อมป้องกันและควบคุมไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ&nbsp;ด้วยการจัดเตรียมกำลังพลผู้พิทักษ์ป่า&nbsp;520&nbsp;คน&nbsp;และเหยี่ยวไฟ&nbsp;135&nbsp;คน&nbsp;ประจำจุดต่างๆตามแผนที่กำหนด</strong>&nbsp;ส่วนโครงการชิงเก็บ-ลดเผาปีนี้ตั้งเป้าชิงเก็บ&nbsp;1,500&nbsp;ตัน&nbsp;และชิงเผา&nbsp;155,000&nbsp;ไร่&nbsp;ควบคู่กับเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพตามโครงการปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ&nbsp;ป่าชายเลน&nbsp;และป้องกันไฟป่า&nbsp;กรมป่าไม้&nbsp;ประจำปี&nbsp;2565&nbsp;ในพื้นที่&nbsp;10&nbsp;จังหวัดภาคเหนือ&nbsp;รวม&nbsp;289,383&nbsp;ไร่&nbsp;เพื่อป้องกันไฟป่าลุกลามและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบจิตอาสา</p>","23/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220123103638511"],
    [36,"หมูไทยยกการ์ดสูง ป้อง ASF พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ยกระดับการเลี้ยงทั้งระบบ","<p>ผ่านมาแล้วกว่า 100 ปี นับตั้งแต่มีการพบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ African Swine Fever (ASF) ที่ประเทศเคนยา ในทวีปแอฟริกา เป็นครั้งแรกของโลก เมื่อปี 2464 แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยารักษาโรคนี้โดยเฉพาะ ปัจจุบันโรคได้เข้าตีโจมตีอุตสาหกรรมหมูใน 35 ประเทศทั่วโลก&nbsp;</p><p><br></p><p>ASF เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในหมู ไม่มีการติดต่อสู่คนหรือสัตว์อื่นก็ตาม ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าเนื้อหมูและชิ้นส่วนต่างๆที่จำหน่ายมีความปลอดภัย สามารถรับประทานเนื้อหมูได้ตามปกติ ยืนยันด้วยข้อมูลทางวิชาการ ที่สำคัญเนื้อหมูส่วนใหญ่ตามสถานที่จำหน่ายมีความปลอดภัยจากเชื้อ ASF เพราะตาม พ.ร.บ.ควบคุมการสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 โดยโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาตต้องเข้มงวดตรวจสอบคัดกรองสุขภาพก่อนฆ่า (Ante-mortem inspection) แหละหลังฆ่า (Post-mortem inspection) ไม่ให้มีสุกรป่วยด้วยโรคระบาดเข้าผลิตและจำหน่ายแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นการควบคุมการระบาดของโรคที่สำคัญ</p><p><br></p><p>อย่างไรก็ตาม โรคนี้จัดเป็นภัยร้ายแรงของอุตสาหกรรมหมู เพราะเมื่อไปถึงฟาร์มไหนแล้วความสูญเสียต่อฝูงสัตว์สูงถึง 100% หรือเสียหายยกฟาร์ม ดังนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงยังต้อง ยกการ์ดให้สูง เพื่อป้องกันโรคอย่างเข้มงวดต่อไป เหมือนที่ร่วมมือกันมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา&nbsp;</p><p><br></p><p>ที่สำคัญต้องมองเรื่องนี้ว่า แม้เป็น วิกฤติ แต่ก็ถือเป็น โอกาส ที่ประเทศไทยจะได้ยกระดับการเลี้ยงหมูทั้งระบบ ให้เข้าสู่มาตรฐานการผลิตที่ดี เพื่อเป็นขับเคลื่อนการสร้างอาหารปลอดภัยและสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารให้คนไทยอย่างที่เคยทำมาตลอด</p><p><br></p><p>หลังจากนี้ รูปแบบการเลี้ยงหมูจะต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบที่มุ่งเน้นทั้งความสะอาด การป้องกันโรค การบริหารจัดการฟาร์มที่เหมาะสม เพื่อควบคุมและแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคในหมูให้เข้มงวดยิ่งขึ้น</p><p><br></p><p>โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรที่หยุดเลี้ยงหมูไปก่อนหน้านี้ เพื่อรอดูสถานการณ์ของอุตสาหกรรม และสถานการณ์โรคต่างๆ วันนี้หากพร้อมจะกลับเข้ามาในระบบอีกครั้งดังที่ภาครัฐกำลังเร่งผลักดัน ก็ต้องเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องฟาร์ม เรื่องคน และมาตรฐานการเลี้ยงที่ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการเลี้ยงให้มีน้อยที่สุด</p><p>&nbsp;</p><p>หลักสำคัญคือ ต้องดำเนินการตามมาตรการที่กรมปศุสัตว์กำหนด โดยเฉพาะการจัดการด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity ของฟาร์มหมู ซึ่งเรื่องนี้กรมปศุสัตว์มีนโยบายพร้อมให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงทุกๆขนาดการเลี้ยง ทั้งเกษตรกรรายย่อยที่มีหมูน้อยกว่า 50 ตัว เกษตรกรรายเล็กที่มีหมู 50-500 ตัว&nbsp;เกษตรกรรายกลางเลี้ยงหมู 500-5,000 ตัว และรายใหญ่ ที่มีหมูตั้งแต่ 5,000 ตัวขึ้นไป ต่างสามารถนำหมูเข้าเลี้ยงในฟาร์มได้ โดยมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญและต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เลี้ยงอย่างเคร่งครัด คือ ฟาร์มทุกขนาดการเลี้ยงต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงระดับฟาร์ม และ ต้องปรับปรุงฟาร์มให้มีระบบการเลี้ยงที่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ ที่ไม่เพียงช่วยป้องกันโรค ASF ได้เท่านั้น ยังสามารถป้องกันโรคระบาดอื่นๆในหมูได้เป็นอย่างดีด้วย</p><p><br></p><p>ป้องกันดีกว่าแก้ เป็นหัวใจของการเลี้ยงหมู ดังนั้นสิ่งที่สำคัญในการลดความเสียหายและป้องกันโรคเข้าฟาร์มได้ก็คือ การปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์และสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากโรคในหมู สำหรับฟาร์มหมูรายย่อยหรือฟาร์มรายเล็ก แนะนำให้ปรับใช้ระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม หรือ Good Farming Management (GFM) โดยจัดรูปแบบการป้องกันง่ายๆ อาทิ ให้พนักงานอาบน้ำเปลี่ยนชุดเข้าฟาร์ม พ่นยาฆ่าเชื้อรถขนส่งและโรงเรือน การป้องกันและกำจัดสัตว์พาหะ และห้ามไม่ให้รถขนส่งหมูเข้ามาถึงภายในฟาร์มอย่างเด็ดขาด&nbsp;</p><p><br></p><p>ที่สำคัญยังถือเป็นการเตรียมความพร้อมก่อน เพื่อยกระดับเป็นฟาร์มที่มีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ Good Agricultural Practices (GAP) ในอนาคต&nbsp;</p><p><br></p><p>เชื่อว่ามาตรการต่างๆ และมาตรฐานที่ดีที่ภาคผู้เลี้ยงกำลังเร่งดำเนินการนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมหมู และพลิกโฉมหน้าการเลี้ยงหมูของไทยทั้งระบบ ให้กลายเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ผู้ผลิตอาหารปลอดภัยให้ผู้บริโภคและสร้างความมั่นคงในอาหารให้กับคนไทยต่อไป</p><p class=\"ql-align-right\">&nbsp; ผศ.น.สพ.ดร.สุเจตน์ ชื่นชม นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย&nbsp;</p>","24/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220124205910993"],
    [37,"คนเลี้ยงหมู ไม่ใช่แพะ","<p>เมื่อใดที่เนื้อหมูราคาแพงขึ้น คนเลี้ยงหมูต้องตกเป็นเป้า \"กลายเป็นแพะ\" ในทันที โดยไม่มีใครเห็นใจหรือมองถึงปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญ ดูง่ายๆอย่างช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมกันยืนราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มไว้ที่ 110 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อฉีกตัวเองออกจากการเป็นจำเลยของสังคม ว่าเป็นต้นเหตุของสถานการณ์เนื้อหมูราคาแพงอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งที่คนเลี้ยงต่างหากที่เป็นภาคส่วนที่ออกมาช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ในห้วงเวลานี้&nbsp;</p><p><br></p><p>ยิ่งราคาหมูขุนหน้าฟาร์ม สัปดาห์ล่าสุด (วันพระที่ 25 มกราคม 2565) ตามประกาศของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ทุกภาคต่างปรับราคาลงมากันถ้วนหน้า โดยภาคตะวันตก ราคา 104 บาทต่อกิโลกรัม ภาคตะวันออก 106 บาทต่อกิโลกรัม ภาคอีสาน 108 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนภาคเหนือและภาคใต้ ราคา 110 บาทต่อกิโลกรัม แต่จนแล้วจนรอด ทั้งภาครัฐ พ่อค้าหมู หรือแม้แต่ผู้บริโภค ก็ยังมิวายมองว่าหมูหน้าฟาร์มเป็นตัวการของปัญหาอยู่ดี นี่คือทุกข์ของคนเลี้ยงที่ประสบมาตลอด</p><p><br></p><p>สมาคมฯ ระบุในรายงานข้อมูลสภาวะตลาดหมูว่า ราคาหมูที่ปรับตัวลงนี้ เกษตรกรร่วมกันดำเนินการเพื่อดึงราคาขายปลีกเนื้อหมูไม่ให้สูง ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ และยังช่วยกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค&nbsp;ถึงแม้ว่าตอนนี้จะใกล้ช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่ปกติการบริโภคจะสูงขึ้นก็ตาม แต่คนเลี้ยงเลือกที่จะร่วมกันดูแลด้านค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภค ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แม้พวกเขาต้องแบกภาระต้นทุนสูง โดยบางฟาร์มมีต้นทุนพุ่งไปถึง 120 บาทต่อกิโลกรัม ก็เพราะคนเลี้ยงต้องการให้สังคมเข้าใจและผ่อนคลายสถานการณ์ราคาหมูให้ดีขึ้น&nbsp;</p><p><br></p><p>ส่วนที่มีกระแสว่ามีการกักตุนเนื้อหมูและชิ้นส่วนในห้องเย็น 13,000-14,000 ตัน ถือว่าสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชนอย่างมาก เพราะการเก็บผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เป็นเพียงการบริหาร สินค้าคงคลัง (Inventory) สำหรับสินค้าปศุสัตว์ ซึ่งธรรมชาติของสินค้าจากห้องเย็นสู่จุดขายปลีก จะมีการหมุนเวียนเข้า-ออกตลอดเวลา เพราะการเก็บแม้อยู่ในห้องเย็นก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องอายุการจัดเก็บ ที่สำคัญปริมาณสต็อก 13,000 - 14,000 ตัน ที่ว่านี้ สามารถรองรับการบริโภคทั้งประเทศ ได้เพียง 3-4 วันเท่านั้น จากการบริโภคของทั้งประเทศในปัจจุบันที่ประมาณ 3,500 - 4,000 ตัน&nbsp;</p><p><br></p><p>สำหรับประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการเก็บสต๊อกไว้เพื่อเก็งกำไร นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ สุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ ได้ให้ข้อมูลและตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 5 เดือนก่อนหน้านี้ เกษตรกรทั่วประเทศต่างประสบปัญหาภาวะราคาตกต่ำอย่างหนัก จากปริมาณหมูล้นตลาด ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเก็บเนื้อหมูและชิ้นส่วนเข้าไว้ในสต็อก แม้จะต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากให้แบกรับ และตามปกติแล้วห้องเย็นจะมีการเก็บสต๊อกสินค้าพื้นฐาน เพื่อรอส่งมอบแก่ลูกค้าประจำ หรือนำไปแปรรูปเป็นสินค้าของตนเอง อย่างไรก็ตาม เนื้อหมูเป็นสินค้าที่ไม่สามารถแช่เย็นได้นาน เนื่องจากจะส่งผลต่อคุณภาพและเกิดการเน่าเสีย เพราะฉะนั้น การกล่าวอ้างว่ามีการเก็บเนื้อหมูเพื่อเก็งกำไร จึงไม่เป็นความจริง&nbsp;</p><p><br></p><p>น่าเห็นใจคนเลี้ยงหมูไม่น้อย ที่นอกจากจะขายหมูหน้าฟาร์มได้ที่ราคาเดิมมาตลอด ไม่ได้ปรับราคาขึ้นอย่างที่มีคนพยายามปั่นแล้ว การขายหมูยังเป็นการขายขาดให้พ่อค้าคนกลาง จึงไม่ได้มีผลประโยชน์ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับราคาเนื้อหมูที่ปรับสูงขึ้นก่อนจะถึงมือผู้บริโภค แถมยังออกหน้าช่วยลดราคาหมู เพราะไม่อยากให้มีการฉวยโอกาสปรับเพิ่มราคาขายปลีกเนื้อหมู ซึ่งเป็นการผลักภาระให้กับผู้บริโภค ที่สำคัญเกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนการเลี้ยงที่พุ่งสูงทั้งหมดโดยไม่เคยมีใครยื่นมือมาช่วย แต่กลับไม่สามารถขายหมูในราคาที่สะท้อนต้นทุนได้ วันนี้ความเข้าใจจากผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือสิ่งที่คนเลี้ยงอยากเห็นที่สุด ขอเพียงมองที่กลไกตลาดเป็นสำคัญ ให้อุปสงค์และอุปทานของตลาดเป็นตัวบ่งชี้ราคาสินค้าอย่างเสรีก็พอ</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">กันยาพร สดสาย นักวิชาการด้านปศุสัตว์</p>","27/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220127204900385"],
    [38,"อย่าฝังเกษตรกรทั้งเป็น ด้วยเนื้อหมูนำเข้า","<p>แนวคิดการนำเข้าเนื้อหมูมาเติมซัพพลายในประเทศ ยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแนวทางแก้ปัญหาราคาหมู วิธีนี้อาจช่วยแก้ปัญหาระยะสั้นๆ ได้ แต่ในระยะยาวแล้ว ถือว่าเป็นแนวคิดที่ไม่ต่างอะไรกับการขุดหลุมฝังเกษตรกรให้ตายทั้งเป็น</p><p><br></p><p>ในมุมของผู้บริโภค ย่อมต้องการให้ราคาอาหารปรับตัวลงเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย แนวทางนี้จึงถูกเชียร์จากคนหมู่มาก แต่สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงที่เป็นคนกลุ่มน้อยในประเทศ เรื่องนี้กลับสร้างความหวั่นวิตกต่ออาชีพอย่างมาก เพราะการมาของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ย่อมสั่นคลอนเสถียรภาพราคาหมู และความมั่นคงในอาชีพ&nbsp;</p><p><br></p><p>ประการแรก : หมูไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับหมูนอกได้ เนื่องจากหมูต่างประเทศมีราคาต่ำกว่าไทยมาก จากต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย 2-3 เท่า เพราะประเทศเหล่านั้นเป็นทั้งผู้เลี้ยงหมูรายใหญ่ของโลก ขณะเดียวกันยังเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์รายสำคัญของโลกด้วย ต่างจากไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นทุกชนิด อาทิ กากถั่วเหลือง&nbsp;ล่าสุดราคาอยู่ที่ 20.10 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นถึง 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยแนวโน้มราคาปรับขึ้น จากประเทศผู้ผลิตหลักอย่างอาเจนตินาและบราซิลประสบปัญหาภาวะแห้งแล้ง ผลผลิตอาจลดลง&nbsp;ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคา 10.95 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นกว่า 12% ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 5-10% ในไตรมาสที่ 1/2565 เพราะเป็นช่วงท้ายของฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตของไทย ราคาวัตถุดิบที่ปรับขึ้นกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตหมู เพราะอาหารสัตว์เป็นต้นทุน 60-70% ของการเลี้ยง</p><p><br></p><p>ที่สำคัญอาชีพเกษตรกรของต่างประเทศ โดยเฉพาะในแถบยุโรป ถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีคุณค่า ภาครัฐของเขาให้ความสำคัญและมองว่าต้องรักษาไว้ จึงให้การสนับสนุน (Subsidize) ในทุกๆด้าน ทั้งด้านการลงทุน ด้านการลดต้นทุนการผลิต และการสนับสนุนด้านการตลาด มิใช่การดูแลเฉพาะผู้บริโภคให้มีค่าครองชีพที่เหมาะสม แต่เกษตรกรต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีผลกำไรในการประกอบกิจการ ซึ่งจะช่วยคงอาชีพเกษตรกรเอาไว้เพื่อป้อนสินค้าให้คนทั้งประเทศ</p><p><br></p><p>ประการที่ 2 : ความเสี่ยงจากโรคที่มากับหมูนำเข้า เพราะในแต่ละประเทศมีโรคประจำถิ่นทั้งสิ้น การยอมให้หมูนอกเข้ามา ก็ไม่ต่างกับการนำเข้าโรคต่างถิ่นมาในประเทศไทย หากเชื้อโรคเข้ามาปนเปื้อนในธรรมชาติ ในกระบวนการเลี้ยงหมู ฝูงหมูของไทยย่อมโดนเชื้อโรคต่างถิ่นเข้าทำร้าย ซึ่งวันนี้ก็เห็นภาพความเสียหายแล้วจากโรค ASF ที่ในที่สุดก็เข้ามาเจาะไข่แดงอุตสาหกรรมหมูไทยได้ หลังจากมีความพยายามป้องกันตลอด 3 ปีที่ผ่านมา วิธีการที่ดีที่สุดคือต้องไม่ยอมให้หมูนอกเข้ามา เพื่อปิดประตูเสี่ยงทั้งหมดให้ได้</p><p><br></p><p>ที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรเลี้ยงหมู ถือเป็นกลุ่มคนที่ต้องดูแลตัวเอง ดูแลกันเอง และต้องเป็นผู้เสียสละ เพราะต้องขายสินค้าภายใต้การควบคุม ไม่สามารถขายในราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ ไม่เคยขายหมูได้ตามกลไกตลาดที่เกิดขึ้น ดูง่ายๆอย่างวันนี้ที่คนเลี้ยงหมูพยายามประคับประคองสถานการณ์ ด้วยการรักษาระดับราคาหมูไม่ให้เกินกว่ากิโลกรัมละ 110 บาท มาเป็นเวลา 1 เดือน ล่าสุดยังช่วยกันลดราคาหมูหน้าฟาร์มลงมาอีก เฉลี่ยอยู่ที่ 104-110 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภค และป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับเพิ่มราคาขายปลีกเนื้อหมูในช่วงเทศกาลตรุษจีน แม้ว่าเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงถึง 100-120 บาทต่อกิโลกรัมแล้วก็ตาม&nbsp;</p><p><br></p><p>เท่ากับว่าเกษตรกรต้องแบกภาระขาดทุนเอาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังต้องหวั่นใจกับแนวคิดการนำเข้าเนื้อหมู ที่จะกลายเป็นตัวบ่อนทำลายอาชีพของพวกเขา เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ และยังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ มาตรการของภาครัฐที่กำลังเร่งผลักดันเกษตรกรรายย่อยให้กลับเข้ามาในระบบ เพื่อช่วยกันเพิ่มซัพพลายหมูต้องล้มเหลว เพราะเกษตรกรเริ่มไม่มั่นใจในอาชีพ เมื่อไม่อยากเสี่ยงก็อาจถอดใจไม่กล้าลงทุนเลี้ยงหมูรอบใหม่ กลายเป็นการฉุดรั้งการแก้ไขปัญหาในระยะยาว</p><p><br></p><p>ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องคิดทบทวนแนวคิดการนำเข้าเนื้อหมูอย่างละเอียด อย่ามองเพียงผลลัพธ์ระยะสั้น จนลืมผลกระทบในระยะยาว และหนทางแก้ปัญหาเรื่องนี้ทำได้ง่าย แค่ปล่อยกลไกตลาดให้ทำงานตามวิถีของมัน เมื่อราคาปรับขึ้นตามปริมาณที่ลดลง คนจะลดการบริโภคในทันที ในที่สุดปริมาณจะกลับสู่จุดสมดุล ราคาก็จะกลับมาปกติเอง โดยไม่ต้องหาหนทางมาควบคุมดูแล</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">คุณณัฐภัทร ร่มธรรม นักวิชาการอิสระ ด้านการเกษตร</p>","28/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220128175714753"],
    [39,"การบริโภคเชิงคุณภาพ มีราคาที่ต้องจ่าย","<p class=\"ql-align-justify\"><strong>ได้อ่านบทความเรื่อง เมื่อหมูแพง ไม่ใช่เรื่องหมูๆ ของ ผศ. ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(NIDA) แล้ว เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่อาจารย์นำเสนอ โดยเฉพาะประโยคที่ว่า <em>...</em></strong><em>กระแสการบริโภคจะเปลี่ยนไปจากการบริโภคเชิงปริมาณ (Quantity Consumption) เป็นการบริโภคเชิงคุณภาพ (Quality Consumption) ราคาของสินค้าที่ผู้บริโภคเต็มใจจ่าย ให้น้ำหนักกับคุณภาพของสินค้ามากขึ้น อย่างเช่นผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยจะยอมจ่ายซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้นมาก เพื่อแลกกับคุณภาพของสินค้าที่ดีขึ้น เป็นสินค้าที่มีความปลอดภัยมากขึ้น เป็นสินค้าที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เป็นต้น ... การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นมิติหนึ่งของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคที่ผู้ผลิตรวมทั้งภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต ต้องปรับให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหมายถึงการที่ต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้น... </em></p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><strong>ใช่แล้วครับ ทุกอย่างมีต้นทุน มีราคาที่ต้องจ่าย และของดีมีคุณภาพ ย่อมไม่ใช่ของราคาถูก!! </strong></p><p class=\"ql-align-justify\">ราคาหมูก็เช่นกัน เมื่อไหร่คนไทยจะเลิกคิดว่า หมูต้องถูก สินค้าเกษตรห้ามแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีปัจจัยสำคัญมากระทบปริมาณผลผลิต เช่น โรคระบาด ASF ที่เข้ามาสร้างความเสียหาย ทำให้ไทยเหลือปริมาณหมูขุนเพียง 14.7 ล้านตัว จากปี 2563 ที่มีการผลิตหมูประมาณ 20.45 ล้านตัว และเชื่อว่ากว่าปริมาณหมูมีชีวิตจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ อาจต้องใช้เวลาอีกราว 2-3 ปี เราจึงได้เห็นราคาหมูแพงขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามกลไกตลาด ของน้อย ความต้องการสูง ราคาก็แพง วันใดที่ปริมาณของมากเกินกว่าความต้องการ ราคาย่อมตกต่ำ </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">แต่เมื่อปัจจัยสำคัญที่ส่งผลถึงปริมาณผลผลิตคือ โรคระบาด ย่อมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และสร้างวิถีปกติใหม่ให้เกิดขึ้น ไม่ต่างจากโควิด-19 ที่ระบาดในหมู่มนุษย์ทั่วโลก ซึ่งทำให้เกิด New Normal ที่แตกต่างไปจากเดิม</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">โรค ASF ก็เช่นกัน เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจะมีวิถีปกติใหม่ที่ต้องปฏิบัติ นั่นคือจำเป็นต้องยกระดับฟาร์มของตนให้เข้าสู่ฟาร์มมาตรฐาน GFM : Good Farming Management คือเป็นฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม ยกระดับการเลี้ยง การจัดการให้สัตว์มีความปลอดภัยทางชีวภาพ มีระบบการบันทึกข้อมูล มีการพัฒนาคุณภาพผลผลิต เพื่อให้ได้ปศุสัตว์และผลผลิตที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><strong>ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ</strong> ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ระบุในบทความของเธอว่า การแก้ปัญหาโรคระบาดด้วยการวางมาตรการป้องกันโรคอย่างเข้มข้นเป็นสิ่งจำเป็น หากทำฟาร์มหมูแบบเดิม คงไม่รอด ดังนั้น ทิศทางของฟาร์มหมูในอนาคตจึงจะเข้าสู่มาตรฐานฟาร์มทั้งหมด ซึ่งดีกับทุกฝ่ายทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ประเด็นคือ ต้นทุนการดูแลหมูให้ดี นั้นเป็นต้นทุนที่สูงมาก <span style=\"background-color: white; color: rgb(51, 51, 51);\">ไม่ว่าจะเป็นการเลือกและพัฒนาสายพันธุ์ที่ดีและแข็งแรง การสร้างโรงเรือนระบบปิด การเลือกใช้อาหารที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนระบบป้องกันโรคที่ต้องเข้มงวดทั้งกับสัตว์และแรงงานในฟาร์ม รวมถึงรถขนส่งต่าง ๆ ที่ต้องมีการฆ่าเชื้อ ทั้งรถทั้งคน สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ต้องจ่ายเพื่อผลิตหมูที่ดีมีมาตรฐาน</span></p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><em>ซึ่งน่าจะหมายความว่าราคาหมูจะไม่ปรับลดลงไปที่ระดับเดิมได้อีก &nbsp;</em></p><p class=\"ql-align-justify\">จริงอยู่...ปัจจุบันมีผู้บริโภคส่วนหนึ่งให้ความสำคัญกับหมูคุณภาพ หมูที่ได้รับการเลี้ยงอย่างปลอดภัย ในโรงเรือนระบบปิดที่ป้องกันโรคได้ หมูที่ได้รับมาตรฐานหลักสวัสดิภาพสัตว์ หรือหมูที่ปราศจากการใช้ยาปฏิชีวนะ ฯลฯ ซึ่งกลุ่มนี้ยินดีจ่าย เพื่อให้ได้ของดีมีคุณภาพสำหรับตนเองและครอบครัว ส่วนใหญ่จะซื้อหมูมีแบรนด์ในซูเปอร์มาร์เก็ตติดแอร์&nbsp;&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">แต่นับแต่นี้ไป เกษตรกรทั้งหมดต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลงวิธีการเลี้ยงหมู เพื่อนำไปสู่การผลิตเนื้อหมูปลอดภัย ภายใต้การลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงหมูที่จำเป็นต้องมีระบบไบโอซีเคียวริตี้ ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจากการกู้หนี้ยืมสินสถาบันการเงิน ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นต้นทุนของเกษตรกรที่ต้องแลกกับความเสี่ยงเรื่องโรค รวมถึงความไม่แน่นอนของราคาขายที่มักถูกกำหนดเพดานราคา&nbsp;&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">กล่าวได้ว่าในอนาคต หมูในตลาดไม่ว่าจะเป็นของเกษตรกรรายเล็ก หรือของรายใหญ่มีแบรนด์ก็ล้วนเป็นหมูที่มีการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารและมาตรฐานด้านสุขอนามัยให้ผู้บริโภค (อาจแตกต่างกันไปตามระดับความพรีเมี่ยมของแต่ละตลาด) </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\"><em>แน่นอนว่า ผู้บริโภค อีกส่วนหนึ่ง จำเป็นต้องเรียนรู้และยอมรับว่า ของดีย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย พร้อมๆกับล้มเลิกแนวคิดที่ว่า สินค้าเกษตร ต้องมีราคาถูก รวมทั้งเรียนรู้ให้ กลไกตลาด เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดสมดุลความต้องการบริโภคกับปริมาณผลผลิตว่าราคาหมูควรจะอยู่ที่จุดใด &nbsp;</em></p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p>แต่วันที่สมดุลซัพพลายดีมานด์ของหมูจะเกิดขึ้นได้ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูต้องมั่นใจก่อนว่า เมื่อลงทุนเลี้ยงหมูแล้วจะสามารถขายหมูได้ในราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตหมูที่แท้จริง เป็นราคาขายตามกลไกตลาด ไม่ใช่ถูกควบคุมดังเช่นอดีต ไม่เช่นนั้น กว่าปริมาณหมูบ้านเราจะเข้าสู่ภาวะปกติได้คงต้องยืดเวลาออกไปอีกนาน</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">อาจหาญ วิจารณ์ทัศน์&nbsp;</p>","29/1/2022","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220129152108990"],
    [40,"ผลผลิตและบรรจุภัณฑ์เกษตรอินทรีย์สุรินทร์จากรากหญ้าพัฒนาสู่ตลาดทอปส์ มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้า","<p><strong>ไปดูผลิตภัณฑ์จากผลผลิตเกษตรอินทรีย์อย่างหลากหลายของสวนเฮียโอ๊ะ&nbsp;</strong>เกษตรกรชาวตำบลเทนมีย์&nbsp;จังหวัดสุรินทร์&nbsp;ที่มีการบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและทันสมัยให้ประชาชนคนบริโภคได้เลือกซื้อ&nbsp;เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากรากหญ้าสู่ตลาดทอปส์&nbsp;มาร์เก็ต&nbsp;ที่ทันสมัยระดับสากล&nbsp;<strong>......ติดตามได้จากรายงาน.......&nbsp;</strong></p><p><br></p><p><strong>ภาพสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์จากผลผลิตเกษตรอินทรีย์อย่างหลากหลายของสวนเฮียโอ๊ะ&nbsp;</strong>หรือนายยศพล&nbsp;จอกแก้ว&nbsp;เกษตรกรชาวตำบลเทนมีย์&nbsp;จังหวัดสุรินทร์&nbsp;ที่มีการบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและทันสมัย&nbsp;ให้ประชาชนคนบริโภคได้เลือกซื้อกัน&nbsp;ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของสินคร้าป้อนสู่ตลาดจริงใจ&nbsp;(Farmers&nbsp;Market)&nbsp;ภายใต้ความร่วมมือของจังหวัดสุรินทร์กับกลุ่มเซ็นทรัล&nbsp;เพื่อเป็น&nbsp;ช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรชาวจังหวัดสุรินทร์&nbsp;ที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์&nbsp;ได้นำสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพ&nbsp;สดใหม่&nbsp;จำหน่ายในราคาถูกให้กับผู้บริโภคโดยตรง</p><p><br></p><p><strong>-----เสียง------</strong></p><p><strong>นายยศพล&nbsp;จอกแก้ว&nbsp;</strong></p><p><strong>เกษตรกรชาวตำบลเทนมีย์&nbsp;จังหวัดสุรินทร์</strong></p><p><br></p><p><strong>จังหวัดสุรินทร์ได้ขับเคลื่อนการทำเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง&nbsp;</strong>โดยมีนโยบายในการส่งเสริมในการทำเกษตรอินทรีย์วิถีสุรินทร์แบบครบวงจร&nbsp;ตั้งแต่ต้นน้ำ&nbsp;จนถึงปลายน้ำ&nbsp;โดยให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์ให้มีคุณภาพ&nbsp;และมีแหล่งจำหน่ายสินค้า&nbsp;ซึ่งเกษตรกรแต่ละกลุ่มจะต้องมีที่รวมสินค้า&nbsp;ที่บรรจุภัณฑ์&nbsp;และกระจายสินค้าของกลุ่มด้วย&nbsp;และมีการเรียนรู้ในการทำธุรกิจในรูปแบบค้าปลีกสมัยใหม่ในการพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพและผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยจากสารปนเปื้อน&nbsp;ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์&nbsp;มีความเข้มแข็งมากขึ้น&nbsp;และที่สำคัญประชาชนผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐาน&nbsp;ได้คุณภาพ&nbsp;สดใหม่&nbsp;ในราคาถูก&nbsp;และส่งเสริมการปลูกพืชผักอินทรีย์เพื่อผลดีทั้งตัวเกษตรกร&nbsp;สิ่งแวดล้อม&nbsp;และผู้บริโภค</p><p><br></p><p><br></p><p>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>","31/1/2022","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","สุรินทร์","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220131203729623"]
]}
