{
  "fields": [{"id":"_id","type":"int"},{"id":"NewsTitle","type":"text"},{"id":"NT01_NewsDesc","type":"text"},{"id":"NewsDate","type":"timestamp"},{"id":"Region","type":"text"},{"id":"Province","type":"text"},{"id":"Department","type":"text"},{"id":"Link_News","type":"text"}],
  "records": [
    [1,"รายงานพิเศษ : จ.นราธิวาส เร่งเดินหน้าโครงการ 1 ตำบล 1 เกษตรทฤษฎีใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ พร้อมเตรียมต่อยอดการพัฒนาสร้างเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่","<p>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการ&nbsp;1&nbsp;ตำบล&nbsp;1&nbsp;กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่&nbsp;ภายใต้โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&nbsp;2019&nbsp;(COVID-19)&nbsp;เป้าหมายเกษตรกรทั่วประเทศ&nbsp;32,000&nbsp;ราย&nbsp;โดยพิจารณาจากเกษตรกรที่มีความพร้อมและเข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่&nbsp;5&nbsp;ประสาน&nbsp;ซึ่งขาดแคลนแหล่งน้ำหรือมีแหล่งน้ำไม่เพียงพอ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายเทอดศักดิ์&nbsp;รัญจวน&nbsp;เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส&nbsp;ให้ข้อมูลว่า&nbsp;&nbsp;โครงการ&nbsp;1&nbsp;ตำบล&nbsp;1&nbsp;กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่เกิดจากรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญในการจ้างงานแรงงานในท้องถิ่นนั้น&nbsp;ๆ&nbsp;ในช่วงสถานการณ์โควิด-19&nbsp;โครงการนี้เป็นการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่&nbsp;9&nbsp;และพัฒนา&nbsp;สืบสาน&nbsp;ต่อยอด&nbsp;ของในหลวงรัชกาลที่&nbsp;10&nbsp;ซึ่งเกษตรทฤษฎีใหม่&nbsp;เป็นทฤษฎีหนึ่งในบรรดาหลาย&nbsp;ๆ&nbsp;ทฤษฎีของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง&nbsp;เป็นการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&nbsp;ซึ่งเน้นความยั่งยืน&nbsp;ความมั่นคง&nbsp;เน้นการอยู่ได้การพึ่งพาอาศัยกันของคนในถิ่น&nbsp;ในท้องที่</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>...นอกจากการพึ่งพากันของแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่แล้ว&nbsp;ยังต้องการให้คนในพื้นที่ตำบลนั้น&nbsp;ๆ&nbsp;ตั้งเป็นกลุ่มในทฤษฎีใหม่ขั้นที่&nbsp;2&nbsp;คือ&nbsp;มีการรวมกลุ่ม&nbsp;การพึ่งพาช่วยเหลือกันและกัน&nbsp;เกื้อกูล&nbsp;แบ่งปันกัน&nbsp;ในเรื่องของการแปรรูปหรือการตลาดพืช&nbsp;ปศุสัตว์&nbsp;ประมง&nbsp;การใช้ประโยชน์ให้เต็มพื้นที่&nbsp;ซึ่งจะมีพี่เลี้ยงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เกษตร&nbsp;ปศุสัตว์&nbsp;ประมง&nbsp;ให้คำแนะนำ&nbsp;ให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง&nbsp;คาดหวังว่าเมื่อมีผลผลิต&nbsp;ก็จะมีการสร้างเครือข่ายในเกษตรทฤษฎีใหม่ระหว่างตำบล&nbsp;อำเภอ&nbsp;หรือระหว่างจังหวัด&nbsp;ซึ่งจังหวัดนราธิวาส&nbsp;มีความพร้อมในการดำเนินการอย่างมาก...</strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ขณะที่&nbsp;นายนรา&nbsp;&nbsp;สุขไชย&nbsp;ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนราธิวาส&nbsp;กล่าวเสริมว่า&nbsp;การขับเคลื่อนโครงการฯ&nbsp;ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่&nbsp;9&nbsp;และแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่&nbsp;10&nbsp;มาเป็นแนวทางในการทำงาน&nbsp;&nbsp;ซึ่งในสถานการณ์ยากลำบากเกิดการแพร่ะระบาดของโรคโควิด-19&nbsp;ทำอย่างไรให้เกษตรกรประชาชน&nbsp;ดำรงชีวิตอยู่ได้&nbsp;มีความมั่นคงทางอาหารและทางเศรษฐกิจ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>...เชื่อว่าโครงการฯ&nbsp;นี้จะช่วยได้&nbsp;โดยทางสำนักงานฯ&nbsp;ได้เข้ามาขุดสระกักเก็บน้ำ&nbsp;ซึ่งจะมีน้ำเพียงพอไว้ใช้ทำการเกษตรบริเวณรอบขอบสระสามารถปลูกพืช&nbsp;ผัก&nbsp;เสริมด้วยการเลี้ยงปลา&nbsp;และทางสำนักงานประมงจังหวัดนราธิวาส&nbsp;ก็จะสนับสนุนพันธุ์ปลานิล&nbsp;อาหารปลา&nbsp;ให้กับเกษตรกร...</strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายอาหะมะเปาซี&nbsp;&nbsp;แวมูดอ&nbsp;อายุ&nbsp;63&nbsp;ปี&nbsp;เจ้าของแปลงเกษตรซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่&nbsp;3&nbsp;ตำบลกะลุวอเหนือ&nbsp;อำเภอเมืองนราธิวาส&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;เมื่อก่อนปลูกพืชเชิงเดี่ยว&nbsp;อย่างปาล์มน้ำมัน&nbsp;ทุเรียน&nbsp;ก่อนหันมาปลูกพืช&nbsp;เลี้ยงสัตว์&nbsp;ทำเกษตรแบบผสมผสาน&nbsp;ดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการ&nbsp;จะได้มีแหล่งน้ำไว้ใช้ประโยชน์&nbsp;เพียงพอต่อการทำการเกษตร&nbsp;ได้มีน้ำไว้ใช้ประโยน์ในช่วงหน้าแล้ง&nbsp;รวมถึงได้เลี้ยงปลาด้วย</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้าน&nbsp;นางวินา&nbsp;&nbsp;ปุย&nbsp;เกษตรอำเภอเมืองนราธิวาส&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;ทางสำนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ&nbsp;โดยทำหน้าที่สนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านพืช&nbsp;และการจ้างแรงงาน&nbsp;ซึ่งได้จัดอบรมให้ความรู้แก่ลูกจ้าง&nbsp;ก่อนทำหน้าที่ให้ความรู้และเป็นสื่อกลางระหว่างภาครัฐกับเกษตรกร&nbsp;ทำให้การดำเนินงานตามโครงการฯ&nbsp;สำเร็จได้ด้วยดี&nbsp;ที่สำคัญมุ่งหวังพัฒนาทุกแปลงเกษตรในโครงการฯ&nbsp;ให้เป็นแปลงต้นแบบเพื่อขยายผลต่อไป</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วน&nbsp;นางสาววาสนา&nbsp;&nbsp;ภู่ทับทิม&nbsp;อายุ&nbsp;44&nbsp;ปี&nbsp;หนึ่งในลูกจ้างโครงการฯ&nbsp;บอกว่า&nbsp;เมื่อได้คัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;ได้ไปเรียนรู้ร่วมกับทางเกษตรอำเภอ&nbsp;เข้ารับการอบรม&nbsp;อย่างเรื่องโรคพืช&nbsp;การทำเชื้อราไตรโคเดอร์มา&nbsp;ก่อนลงแปลงให้คำแนะนำช่วยเหลือเกษตรกร&nbsp;&nbsp;และทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างหน่วยงานกับเกษตรกร&nbsp;เพื่อช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่าง&nbsp;ๆ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>...หลังจบโครงการจ้างงาน&nbsp;จะนำความรู้ประสบการณ์ที่ได้รับ&nbsp;ไปต่อยอดที่บ้าน&nbsp;เพราะที่บ้านมีพื้นที่อยู่บ้างนำบางอย่างไปปรับใช้&nbsp;อย่างการปลูกผัก&nbsp;การได้เข้ามาในแปลงทำให้เกิดการเรียนรู้ไปพร้อม&nbsp;ๆ&nbsp;กับเกษตรกรด้วย&nbsp;การทำจุลินทรีย์สังเคราะห์&nbsp;รู้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการ&nbsp;อยากขอบคุณหน่วยงานต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;&nbsp;พัฒนาที่ดิน&nbsp;เกษตร&nbsp;และเกษตรกร...</strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;การดำเนินโครงการฯ&nbsp;ในภาพรวมของจังหวัดนราธิวาส&nbsp;ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;เพื่อดำเนินงานในพื้นที่&nbsp;10&nbsp;อำเภอ&nbsp;มีการคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ&nbsp;153&nbsp;คน&nbsp;และมีการจ้างงานกลุ่มบัณฑิตจบใหม่และที่มีการย้ายถิ่น&nbsp;จากกรุงเทพ&nbsp;มาเลเซีย&nbsp;71&nbsp;คน&nbsp;อัตราค่าตอบแทนเดือนละ&nbsp;9,000&nbsp;บาท&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ล่าสุดมีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจและมีความก้าวหน้าอย่างมาก&nbsp;ทั้งการขุดสระเก็บน้ำ&nbsp;คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในเดือนมิถุนายน&nbsp;2564&nbsp;และดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง&nbsp;หลังจากนี้จะติดตามให้คำแนะนำเพื่อให้เกษตรกรใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตโควิด-19</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>","2021-05-05T00:00:00","ภาคใต้","นราธิวาส","สวท.นราธิวาส","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210505113526238"],
    [2,"สกู๊ป จังหวัดนราธิวาส จัดทำโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่","<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด&nbsp;19&nbsp;ที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบันส่งผลกระทบในหลายภาคส่วน&nbsp;รวมถึงภาคเกษตร&nbsp;ซึ่งรัฐบาล&nbsp;รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;ได้หามาตรการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร&nbsp;จึงได้จัดทำโครงการ&nbsp;1&nbsp;ตำบล&nbsp;1&nbsp;กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่&nbsp;ภายใต้โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา&nbsp;2019&nbsp;เป้าหมายเกษตรกรทั่วประเทศ&nbsp;32,000&nbsp;ราย&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;การดำเนินโครงการฯ&nbsp;ภาพรวมของจังหวัดนราธิวาส&nbsp;ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;เพื่อดำเนินงานในพื้นที่&nbsp;10&nbsp;อำเภอ&nbsp;มีการคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ&nbsp;153&nbsp;คน&nbsp;และมีการจ้างงานกลุ่มบัณฑิตจบใหม่และที่มีการย้ายถิ่น&nbsp;จากกรุงเทพ&nbsp;มาเลเซีย&nbsp;71&nbsp;คน&nbsp;อัตราค่าตอบแทนเดือนละ&nbsp;9,000&nbsp;บาท&nbsp;ล่าสุด&nbsp;ผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจและมีความก้าวหน้าอย่างมาก&nbsp;ทั้งการขุดสระเก็บน้ำ&nbsp;คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในเดือนมิถุนายน&nbsp;2564&nbsp;และดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง&nbsp;หลังจากนี้จะติดตามให้คำแนะนำเพื่อให้เกษตรกรใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตโควิด-19</p>","2021-06-05T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สวท.นราธิวาส","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210506205404048"],
    [3,"รายงานพิเศษ : การวางระบบผังน้ำของประเทศไทยใหม่ 22 ลุ่มน้ำ","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;การวางระบบผังน้ำของประเทศไทยใหม่&nbsp;22&nbsp;ลุ่มน้ำ</u>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ที่ผ่านมาประเทศไทยประสบกับปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งมาต่อเนื่องในทุกปี&nbsp;เนื่องจากการวางระบบผังน้ำไม่เป็นระบบ</strong>&nbsp;<strong>สทนช.จึงจัดทำผังน้ำเพื่อเร่งจัดระบบทางน้ำประเทศแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งรวม&nbsp;22&nbsp;ลุ่มน้ำ&nbsp;พร้อม&nbsp;ปรับแผนการสำรวจเส้นทางน้ำและข้อมูลลุ่มน้ำใหม่ให้ดีขึ้น</strong>&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>การวางผังทางน้ำและทิศทางการไหลของทางน้ำทั้งระบบ&nbsp;จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย&nbsp;แผนแม่บท&nbsp;และแผนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเกิดเอกภาพและเป็นระบบที่มีความเชื่อมโยงกับผังเมืองตามกฏหมายว่าด้วยผังเมือง</strong>&nbsp;มีกรอบที่ชัดเจน&nbsp;และข้อตกลงที่สังคมให้การยอมรับ&nbsp;สิ่งสำคัญการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำต้องไม่ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำ&nbsp;หรือกระแสน้ำ&nbsp;หรือสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำ&nbsp;ที่ผ่านมาถือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำ&nbsp;ทั้งหน้าน้ำหลากที่ต้องมีความชัดเจนถึงเส้นทางการไหลของปริมาณน้ำ&nbsp;ระดับความสูงที่ลำน้ำรองรับได้&nbsp;และแหล่งน้ำที่จะรองรับน้ำไปเก็บไว้ใช้หน้าแล้งอย่างเป็นระบบตามเจตนารมณ์ของกฏหมายน้ำอย่างแท้จริง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&nbsp;(สทนช.)&nbsp;ได้จัดทำแผนผังน้ำ&nbsp;22&nbsp;ลุ่มน้ำ&nbsp;ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ&nbsp;พ.ศ.2561&nbsp;ด้วยการศึกษาการจัดทำผังน้ำแล้ว&nbsp;8&nbsp;ลุ่มน้ำ&nbsp;คือ&nbsp;ลุ่มน้ำชี&nbsp;มูล&nbsp;บางปะกง&nbsp;สะแกกรัง&nbsp;ป่าสัก&nbsp;เจ้าพระยา&nbsp;ท่าจีน&nbsp;และลุ่มน้ำแม่กลอง&nbsp;</strong>เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่&nbsp;29&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;2563&nbsp;กำหนดแล้วเสร็จวันที่&nbsp;20&nbsp;กันยายนนี้&nbsp;จากนั้นจะนำเสนอสรุปผลศึกษาจัดทำผังน้ำ&nbsp;8&nbsp;ลุ่มน้ำแรกให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&nbsp;(กอนช.)&nbsp;พิจารณาก่อนประกาศกำหนดผังน้ำในราชกิจจานุเบกษา&nbsp;โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปจัดทำแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง&nbsp;เช่น&nbsp;การจัดทำแผนปรับปรุง&nbsp;พื้นฟูทางน้ำ&nbsp;แหล่งน้ำทุกประเภท&nbsp;แม่น้ำแต่ละสายมีผู้รับผิดชอบชัดเจน&nbsp;โดยเฉพาะแหล่งน้ำขนาดเล็ก&nbsp;แหล่งน้ำธรรมชาติ&nbsp;ที่เชื่อมโยงกับทางน้ำสายหลักที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการน้ำท่วมและน้ำแล้งให้เกิดประสิทธิภาพ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>นายสมเกียรติ&nbsp;ประจำวงษ์&nbsp;เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&nbsp;(สทนช.)&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ปีนี้&nbsp;สทนช.ได้เพิ่มเติมอีก&nbsp;6&nbsp;ลุ่มน้ำ&nbsp;คือ&nbsp;ลุ่มน้ำปิง&nbsp;วัง&nbsp;ยม&nbsp;น่าน&nbsp;โขงตะวันออกเฉียงเหนือ&nbsp;และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน&nbsp;</strong>เริ่มดำเนินการตั้งแต่เมษายนแล้วสิ้นสุดเดือนสิงหาคมปี&nbsp;2565&nbsp;ส่วนอีก&nbsp;8&nbsp;ลุ่มน้ำที่เหลือ&nbsp;คือ&nbsp;ลุ่มน้ำสาละวิน&nbsp;โขงเหนือ&nbsp;เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์&nbsp;ทะเลสาบสงขลา&nbsp;ภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง&nbsp;ชายฝั่งตะวันออก&nbsp;ภาคใต้ฝั่งตะวันตก&nbsp;และลุ่มน้ำโตนเลสาบ&nbsp;จะดำเนินการในปีงบประมาณ&nbsp;2566&nbsp;คาดว่า&nbsp;จะแล้วเสร็จทั้ง&nbsp;22&nbsp;ลุ่มน้ำภายในปี&nbsp;2567&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>สิ่งสำคัญต้องให้เกิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเกี่ยวข้องให้มากที่สุด&nbsp;ควบคู่กับรวบรวมข้อมูลพื้นฐานแต่ละลุ่มน้ำต้องเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;โดยเฉพาะผังเมือง&nbsp;</strong>แผนการพัฒนาเมืองทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างน้อยในระยะ&nbsp;5&nbsp;ปี&nbsp;ระบบโครงข่ายน้ำที่มีอยู่เดิมและที่จะเกิดขึ้น&nbsp;ข้อมูลทางสถิติของระดับน้ำท่วมน้ำแล้งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต&nbsp;โดยเฉพาะการใช้ภาพถ่ายทางอากาศและดาวเทียมนำมาวิเคราะห์การกำหนดขอบเขตเส้นทางน้ำที่เหมาะสม&nbsp;โดยผ่านความเห็นชอบจาก&nbsp;กนช.ให้มีผลทางปฏิบัติครอบคลุม&nbsp;22&nbsp;ลุ่มน้ำโดยเร็ว</p>","2021-07-05T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210507092857061"],
    [4,"จ.นครพนม  ตรวจคัดกรองเชิงรุกทุกราย ตรวจพบให้เร็ว รักษาเร็ว โรคสงบเร็ว ตามแนวทางระบาดวิทยาเพื่อหยุดการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ให้เร็วที่สุด","<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า&nbsp;2019&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;ไม่พบผู้ป่วยมานานประมาณ&nbsp;3&nbsp;เดือน&nbsp;โดยเมื่อต้นเดือนเมษายน&nbsp;2564&nbsp;มีผู้เดินทางมาจากกรุงเทพมหานครแล้วมาเที่ยวในสถานบันเทิงจังหวัดนครพนม&nbsp;เกิดการแพร่ระบาดพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด-19&nbsp;จากสถานบันเทิงในพื้นที่อำเภอเมืองนครพนม&nbsp;จึงได้มีการตรวจเชิงรุกคัดกรองทุกรายในกลุ่มคลัสเตอร์สถานบันเทิงเพื่อหยุดการแพร่กระจายเชื้อในวงกว้าง&nbsp;โดยเปิดศาลาประชาคมยงใจยุทธ&nbsp;ศาลากลางจังหวัดนครพนม&nbsp;ตรวจทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนเกือบ&nbsp;3,000&nbsp;คน&nbsp;ในเวลาเพียงสองสัปดาห์&nbsp;สามารถจำกัดการแพร่กระจายเชื้อกลุ่มคลัสเตอร์นี้ได้&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;จึงใช้แนวทางการป้องกันและควบคุมโรค&nbsp;ตามหลักระบาดวิทยา&nbsp;3&nbsp;หลักการ&nbsp;คือ&nbsp;หลักการที่&nbsp;1&nbsp;หาได้ให้ว่าผู้ติดเชื้อหรือมีแหล่งกำเนิดเชื้ออยู่ที่ไหน&nbsp;หลักการที่&nbsp;2&nbsp;ป้องกันไม่ให้คนที่ติดเชื้อเข้ามาเกิดการแพร่กระจายเชื้อในพื้นที่ชุมชนเพิ่มเติม&nbsp;หลักการที่&nbsp;3&nbsp;เมื่อมีการแพร่กระจายเชื้อแล้ว&nbsp;ไม่สามารถป้องกันได้&nbsp;ต้องควบคุมไม่ให้วงการแพร่กระจายเชื้อวงที่&nbsp;1&nbsp;คือ&nbsp;คนใกล้ชิด&nbsp;ต้องจำกัดให้อยู่ภายในวงแรก&nbsp;ไม่ให้กระจายไปวงที่&nbsp;2&nbsp;ซึ่งเป็นผู้สัมผัสคนอื่น&nbsp;ที่สัมผัสกับคนวงแรกซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญ&nbsp;และการรักษาเมื่อมีผู้ติดเชื้อแล้วก็รักษาให้ผู้ติดเชื้อมีอาการหายเป็นปกติ&nbsp;&nbsp;ในส่วนของจังหวัดนครพนม&nbsp;ตามหลักการระบาดวิทยาแต่ละข้อจะมีความแตกต่างจากที่อื่นโดยเน้นเชิงรุก&nbsp;ดักจับตั้งแต่แรกใช้กระบวนการคัดกรองคนที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่&nbsp;โดยคัดกรองอย่างรวดเร็ว&nbsp;การสอบสวน&nbsp;ซักประวัติ&nbsp;ตรวจ&nbsp;Rapid&nbsp;Test&nbsp;สามารถตรวจผู้เดินทางเข้ามาในพื้นที่และเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19&nbsp;ได้ถึง&nbsp;50&nbsp;ราย&nbsp;จึงนำไปรักษาในโรงพยาบาล&nbsp;ถ้าผู้ติดเชื้อดังกล่าวเข้าไปสัมผัสบุคคลในครอบครัวก็จะกระจายเชื้อไปอีก&nbsp;50&nbsp;คลัสเตอร์&nbsp;จึงไม่เกิดการแพร่กระจายในชุมชนทำให้การดักจับมีประสิทธิภาพ&nbsp;ส่วนบางรายไม่พบเชื้อจาก&nbsp;การตรวจครั้งแรก&nbsp;ก็ใช้การกักตัว&nbsp;14&nbsp;วัน&nbsp;จากนั้นตรวจเป็นระยะจนกว่าจะครบการกักตัวและไม่พบเชื้อ&nbsp;จนมั่นใจว่าไม่มีผู้แพร่กระจายเชื้อในชุมชน</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายมานพ&nbsp;ฉลาดธัญญกิจ&nbsp;นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครพนม&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&nbsp;ระลอก&nbsp;3&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;ได้นำแนวทางการป้องกันและควบคุมโรค&nbsp;ตามหลักระบาดวิทยาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในพื้นที่ชุมชนให้เร็วที่สุด&nbsp;<strong>การนำแนวทางหลักระบาดวิทยา&nbsp;คือ&nbsp;ตรวจเจอให้เร็ว&nbsp;พบเร็ว&nbsp;รักษาได้เร็ว&nbsp;และสุดท้ายโรคนี้สงบเร็วขึ้น&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ต่อจากนี้จังหวัดนครพนมจะดูสถานการณ์กรุงเทพมหานคร&nbsp;หรือจังหวัดพื้นที่เสี่ยง&nbsp;18&nbsp;จังหวัด&nbsp;หากมีพี่น้องชาวจังหวัดนครพนม&nbsp;เดินทางกลับบ้านจะทำการตรวจคัดกรองและกักตัว&nbsp;14&nbsp;วันทุกราย&nbsp;ป้องกันการนำเชื้อมาแพร่กระจายในพื้นที่&nbsp;เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมโรค</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p>","2021-07-05T00:00:00","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","นครพนม","สวท.นครพนม","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210507212056514"],
    [5,"ไข่ราคาขยับ เกษตรกรยังไม่พ้นทุกข์ ชวนผู้บริโภคกินไข่ช่วยเกษตรกร","<p>สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ ประกาศราคาแนะนำไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์มเกษตรกร ที่ฟองละ 2.90 บาท (มีผลวันที่ 12 พ.ค.2564) ถือราคาที่พ้นต้นทุนการผลิตที่ 2.66 บาทต่อฟอง เพียงเล็กน้อย ไม่ถือว่าเป็นการสร้างผลกำไรให้แก่เกษตรกร แค่เพียงช่วยต่อลมหายใจให้พอใช้หนี้ที่แบกรับมาก่อนหน้านี้ รวมถึงใช้ต่อทุนสำหรับการเลี้ยงไก่รุ่นต่อไปและพอมีแรงเดินหน้าต่อเท่านั้น</p><p><br></p><p>ก่อนนี้เกษตรกรจำต้องขายไข่ขาดทุนติดต่อกันหลายเดือนจากปัญหาไข่ล้นตลาด ขนาดที่เคยมีไข่ไก่ส่วนเกินกว่า 3 ล้านฟองต่อวัน กระทบให้ราคาไข่ดิ่งลงทันที ยิ่งเมื่อพิจารณาต้นทุนการผลิตเฉลี่ยของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 2.60 ต่อฟอง ขณะที่ราคาไข่คละหน้าฟาร์มเกษตรกรเฉลี่ยทั้งปีเพียงฟองละ 2.61 บาท เท่ากับเกษตรกรแทบไม่มีกำไรด้วยซ้ำ ยิ่งฟาร์มไหนที่มีปัญหาโรคสัตว์ปีก หรือเกิดความเสียหายจากภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงก็เข้าข่ายขาดทุนแน่ กลายเป็นทุกข์ของเกษตรกร</p><p><br></p><p>คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) และคณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ได้ร่วมกันแก้ปัญหา ด้วยการขอความร่วมมือผู้เลี้ยงรายใหญ่ (เลี้ยงไก่ไข่ตั้งแต่ 100,000 ตัวขึ้นไป) จำนวน 117 ราย ร่วมกันปรับลดแม่ไก่ยืนกรงที่อายุไม่เกิน 75 สัปดาห์ จนถึงวันที่ 7&nbsp;พ.ค.ที่ผ่านมา สามารถปรับลดแม่ไก่ไข่รวม 2.78 ล้านตัว ควบคู่กับการผลักดันการส่งออกไข่ไก่ส่วนเกินออกไปต่างประเทศ 100 ล้านฟอง และให้ภาคเอกชนสมทบไข่ไก่ส่งออกเพิ่มอีก 100 ล้านฟอง รวมเป็น 200 ล้านฟอง โดยผู้ส่งออกต้องยอมส่งไข่ในราคาขาดทุน ฟองละ 40-50 สตางค์ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาได้</p><p><br></p><p>การส่งออกไข่ที่เกิดขึ้นในภาวะจำเป็นต้องระบายผลผลิตส่วนเกิน ให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภคในประเทศ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาไข่ภายในประเทศ จึงไม่ใช่การสร้างผลกำไรให้ผู้ส่งออกอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่นับเป็นการเสียสละช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและพยุงอุตสาหกรรมไก่ไข่ไว้ ไม่ให้ผู้ผลิตส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรรายย่อย หรือเกษตรกรที่รวมตัวกันในรูปแบบชมรมและสหกรณ์ ต้องได้รับผลกระทบจากภาวะราคาไข่ไก่ตกต่ำไปมากกว่านี้</p><p><br></p><p>อย่างไรก็ตาม อาจมีคำถามว่าในเมื่อเกษตรกรขาดทุนขายไข่ได้ในราคาถูก แต่เหตุไฉนตอนซื้อไข่ในตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตจึงต้องจ่ายเงินมากกว่า เรื่องนี้มีคำตอบ เพราะเส้นทางไข่ไก่ก่อนถึงมือผู้บริโภคมีสายการผลิตยาว ต้องผ่านหลายขั้นตอนและคนกลางหลายส่วน ขณะที่เกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตขั้นแรกกลับไม่ได้ประโยชน์จากราคาที่ปรับขึ้นนั้น เพราะเก็บผลผลิตได้ก็ขายออกทันที ส่วนที่จะคิดว่าเกษตรกรเป็นต้นเหตุราคาปรับขึ้นนั้นก็มีอันเลิกล้มความคิดไปได้&nbsp;</p><p><br></p><p>ส่วนซัพพลายเชนของวงจรการค้าไข่ มีกระบวนการและคนกลางหลายขั้น ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ ผู้รวบรรวมไข่ หรือล้งไข่ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงร้านขายของชำ และตามตลาดสดในหมู่บ้านที่เป็นขั้นตอนสุดท้าย&nbsp;แน่นอนว่าแต่ละขั้นมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งสิ้น เป็นคำตอบว่าจากหน้าฟาร์มมาถึงผู้บริโภค ราคาไข่จึงต้องปรับขึ้นเป็นธรรมดา</p><p><br></p><p>การสร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่ เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องร่วมกัน ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะภาครัฐ เอกชน หรือเกษตรกร แม้แต่ผู้บริโภคก็มีส่วนช่วยเรื่องนี้ได้ เริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่า ไข่ไก่เป็นสินค้าคอมโมดิตี้ (Commodities) ราคาอ่อนไหวผันแปรตามกลไกตลาด โดยมีความต้องการของตลาดและผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเป็นตัวควบคุม เมื่อสองปัจจัยนี้ไม่สมดุลกันเสียแล้ว ราคาย่อมปรับขึ้นลงเป็นธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้นหากทุกคนบริโภคไข่ไก่เพิ่มขึ้นเพียงวันละหนึ่งฟอง ก็ช่วยให้อุตสาหกรรมไข่ไก่เดินหน้าต่อได้แล้ว</p><p><br></p><p>ราคาไข่ไก่ที่ปรับขึ้น ไม่ใช่การสร้างผลกำไรให้เกษตรกร ไม่ได้ทำให้เกษตรกรรวยขึ้น เพียงแค่พอฉุดให้พวกเขาพ้นน้ำมาได้ ช่วยต่อลมหายใจให้อาชีพนี้ไม่ล้มหายไป เพื่อให้ประเทศไทยยังคงมีเกษตรกรผู้ผลิตไข่ไก่ สร้างโปรตีนคุณภาพดีราคาประหยัดเพื่อคนไทยทุกคนต่อไป./</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">ผู้เขียน : นางสาวอุษณีย์ รักษ์กสิกิจ นักวิชาการอิสร</p>","2021-11-05T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210511194706669"],
    [6,"(รายงานพิเศษ) ชาวสวนสับปะรดนครพนม วอนหน่วยงานรัฐเร่งหาตลาดระบายสินค้าช่วยเกษตรกร เหตุลูกค้าหายไปกับโควิด","<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ชาวสวนสับปะรดนครพนม&nbsp;วอนหน่วยงานรัฐเร่งหาตลาดระบายสินค้าช่วยเกษตรกร&nbsp;เหตุลูกค้าหายไปกับโควิด&nbsp;สับปะรด&nbsp;อ.ท่าอุเทน&nbsp;จ.นครพนม&nbsp;เป็นสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียสายน้ำผึ้ง&nbsp;ซึ่งนําพันธุ์มาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์&nbsp;ต้นตระกูลที่มีรสเปรี้ยว&nbsp;เมื่อมาเจอสภาพอากาศและดินในพื้นที่&nbsp;อ.ท่าอุเทน&nbsp;ทำให้สับปะรดกลายพันธุ์มีรสหวานฉ่ำ&nbsp;และได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์&nbsp;(พืช&nbsp;GI)&nbsp;ของจังหวัดนครพนม&nbsp;ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและมีคุณภาพอีกหนึ่งชนิด&nbsp;</p><p><br></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปัจจุบันมีพื้นที่เหมาะสมและทำการปลูกสับปะรดมากกว่า&nbsp;7,000&nbsp;ไร่&nbsp;ในพื้นที่&nbsp;อ.ท่าอุเทน&nbsp;และ&nbsp;อ.โพนสวรรค์&nbsp;ออกผลผลิตตลอดทั้งปี&nbsp;&nbsp;ช่วงฤดูหนาวสับปะรดจะมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว&nbsp;แต่ช่วงฤดูร้อนจะมีกลิ่นหอมรสชาติหวานฉ่ำ&nbsp;ดั่งน้ำผึ้งเดือนห้า&nbsp;ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ไปยัง&nbsp;อ.ท่าอุเทน&nbsp;บนทางหลวงหมายเลข&nbsp;212&nbsp;นครพนม-ท่าอุเทน&nbsp;บริเวณบ้านธาตุ&nbsp;ม.13&nbsp;ต.โนนตาล&nbsp;อ.ท่าอุเทน&nbsp;จ.นครพนม&nbsp;สำรวจตลาดสับปะรดหลังพบว่าราคาตกต่ำ&nbsp;ไม่สามารถส่งผลผลิตออกสู่ท้องตลาดได้&nbsp;</p><p><br></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากการลงพื้นที่บริเวณดังกล่าว&nbsp;พบพ่อค้าแม่ค้าชาวสวนสับปะรดประมาณกว่า&nbsp;20&nbsp;เจ้า&nbsp;นำสับปะรดมาวางจำหน่ายตามซุ้มเพิงต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;&nbsp;บริเวณข้างทางเป็นจำนวนมาก&nbsp;นางปรีญา&nbsp;มานะโพน&nbsp;อายุ&nbsp;55&nbsp;ปี&nbsp;ชาวสวนสับปะรดบ้านธาตุ&nbsp;ม.13&nbsp;ต.โนนตาล&nbsp;อ.ท่าอุเทน&nbsp;จ.นครพนม&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;ตนทำสวนปลูกสับปะรดจำนวนกว่า&nbsp;5&nbsp;ไร่&nbsp;หรือประมาณจำนวน&nbsp;22,500&nbsp;ต้น&nbsp;โดยทำเป็นอาชีพมานานกว่า&nbsp;10&nbsp;ปีแล้ว&nbsp;ที่ผ่านมา&nbsp;1&nbsp;ไร่&nbsp;ขายได้ประมาณ&nbsp;50,000-70,000&nbsp;บาท&nbsp;เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรปีละหลาย&nbsp;10&nbsp;ล้านบาท&nbsp;พอมาเจอพิษโควิดระลอกใหม่&nbsp;ผู้คนไม่เดินทางออกจากบ้าน&nbsp;ด่านการค้าชายแดนถูกปิด&nbsp;ไม่มีพ่อค้ามารับซื้อ&nbsp;ทำให้ยอดขายสับปะรดลดลง&nbsp;ราคาตกต่ำ&nbsp;</p><p><br></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ซึ่งในแต่ละปีขายในกิโลกรัมละ&nbsp;20-25&nbsp;บาท&nbsp;มีโรงงานรับซื้อให้กิโลกรัมละ&nbsp;7-10&nbsp;บาท&nbsp;แต่ปีนี้เจอโควิดระบาด&nbsp;ทำให้พ่อค้าแม่ค้าชาวสวนต้องลดราคาลงเหลือกิโลกรัมละ&nbsp;10-15&nbsp;บาท&nbsp;โรงงานรับซื้อให้เพียงกิโลกรัมละ&nbsp;4-5&nbsp;บาท&nbsp;จากปกติขายได้วันละ&nbsp;2,000-4,000&nbsp;บาท&nbsp;เหลือรายได้เพียงวันละ&nbsp;400-500&nbsp;บาท&nbsp;&nbsp;เดือดร้อนหนักขายไม่ค่อยได้&nbsp;ลงทุนไปก็ไม่ได้กำไรคืนมา&nbsp;เงินที่ได้วันละ&nbsp;400-500&nbsp;บาท&nbsp;นำมาเป็นใช้จ่ายในครัวเรือนแทบจะไม่พอ&nbsp;ยอมรับว่าขาดทุนแต่ก็ต้องทนขายกันต่อไป&nbsp;ดีกว่าปล่อยผลผลิตเน่าทิ้งไปเฉย&nbsp;ๆ&nbsp;</p><p><br></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ซึ่งจากการนั่งพูดคุยกับนางปรีญาอยู่หน้าร้านกว่าครึ่งชั่วโมง&nbsp;พบว่าไม่มีลูกค้าจอดรถแวะซื้อสับปะรดจริง&nbsp;นางปรีญา&nbsp;ยังกล่าวต่ออีกว่า&nbsp;อยากให้หน่วยงานรัฐออกมาช่วยเหลือ&nbsp;แต่ก็ไม่รู้ว่าจะให้ช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง&nbsp;หรืออย่างน้อยช่วยหาช่องทางตลาดให้เร็วที่สุด&nbsp;เนื่องจากสับปะรดออกผลผลิตทุกวัน&nbsp;ต้องเร่งระบายผลผลิตออกสู่ท้องตลาดให้เร็วที่สุด&nbsp;ก่อนผลผลิตจะเน่าเสียและขาดทุนไปมากกว่านี้</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>","2021-12-05T00:00:00","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","นครพนม","สวท.นครพนม","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210513071521160"],
    [7,"รายงานพิเศษ :  ขอความร่วมมือประชาชนแยกทิ้งขยะหน้ากากอนามัยใช้แล้วให้ถูกวิธีและทิ้งในที่เฉพาะ","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:</u></strong><u>&nbsp;</u><strong><u>&nbsp;ขอความร่วมมือประชาชนแยกทิ้งขยะหน้ากากอนามัยใช้แล้วให้ถูกวิธีและทิ้งในที่เฉพาะ</u></strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ช่วงโควิด-19รอบใหม่นี้พบมีการทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วตามจุดต่างๆอย่างไม่ถูกต้องและเสี่ยงแพร่กระจายเชื้อโรค&nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยากขอความร่วมมือประชาชนแยกทิ้งขยะหน้ากากอนามัยใช้แล้วให้ถูกวิธีและทิ้งในที่เฉพาะ&nbsp;เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ภาพรวมขยะติดเชื้อจากโรงพยาบาลสนามและในโรงพยาบาลที่รักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19&nbsp;ทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆไม่น่ากังวล&nbsp;เนื่องจากขยะติดเชื้อทุกประเภทต้องนำเข้าระบบการจัดเก็บและกำจัดตามมาตรฐานกำจัดขยะติดเชื้อ&nbsp;แต่สิ่งที่กังวลคือประชาชนทั่วไป&nbsp;</strong>ส่วนใหญ่ยังทิ้งขยะหน้ากากอนามัยรวมกับขยะปกติอยู่&nbsp;จึงอยากขอความร่วมมือทุกครอบครัวต้องมีถังขยะติดเชื้อไว้เฉพาะทิ้งหน้ากากอนามัยแยกต่างหาก&nbsp;โดยขอให้ม้วนด้านในที่สัมผัสกับปาก&nbsp;แล้วนำสายรัดให้แน่นลงในถังเฉพาะ&nbsp;จากนั้นประมาณ&nbsp;3&nbsp;-&nbsp;4&nbsp;วันรวบรวมใส่ถุงพลาสติกหรือถุงที่ไม่เปียกน้ำง่ายมัดปากถุงให้แน่น&nbsp;เวลาจะทิ้งเขียนป้ายว่าเป็นขยะติดเชื้อ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ปัจจุบันพบหน้ากากอนามัยถูกทิ้งอยู่ตามข้างถนนและท่อระบายน้ำ&nbsp;จนกลายเป็นเศษขยะปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมาก&nbsp;จึงขอความความร่วมมือจากประชาชนให้แยกทิ้งขยะหน้ากากอนามัยอย่างถูกต้องและถูกวิธี&nbsp;เพราะหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วอาจมีเชื้อโรคปะปนอยู่</strong>&nbsp;สิ่งสำคัญอาจทำให้เจ้าหน้าที่เก็บขยะได้รับเชื้อโรคเหล่านี้ไปอีกทางหนึ่ง&nbsp;นายวราวุธ&nbsp;ศิลปอาชา&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;อยากขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันดูแลรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19&nbsp;โดยเฉพาะสิ่งที่ใช้อยู่เป็นประจำทุกวัน&nbsp;อย่างหน้ากากอนามัย&nbsp;ทั้งแบบหน้ากากผ้าและแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง&nbsp;ด้วยการขอให้แยกถุงทิ้งเฉพาะหน้ากากอนามัยใช้แล้วรวบรวมไว้&nbsp;จากนั้นนำไปทิ้งในจุดที่จัดเตรียมไว้สำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยโดยเฉพาะ&nbsp;เช่น&nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;หรือฝากทิ้งตามสถานพยาบาลใกล้บ้าน&nbsp;เนื่องจากขยะหน้ากากอนามัยถือเป็นขยะติดเชื้อประเภทหนึ่ง&nbsp;ต้องทิ้งให้ถูกที่อย่าทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป&nbsp;เพื่อสุขอนามัยที่ดีของตนเองและผู้ที่เก็บขยะหน้ากากอนามัยไปกำจัดด้วย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>สิ่งสำคัญยังขอความร่วมมือจากประชาชนเกี่ยวกับการใช้บริการส่งอาหารตามบ้านและการสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ช่วงนี้&nbsp;ด้วยการขอให้ช่วยกันลดปริมาณขยะที่ไม่จำเป็นลง</strong>&nbsp;เช่น&nbsp;ช้อนส้อมพลาสติก&nbsp;หากไม่จำเป็นต้องใช้ขอความกรุณาให้แจ้งผู้ให้บริการว่าไม่ขอรับ&nbsp;หรืออย่างกล่องพลาสติกที่ใส่อาหารมาส่ง&nbsp;หากใช้แล้วยังสามารถนำมาล้างเพื่อเก็บไว้ใช้ซ้ำได้อีก&nbsp;เพื่อช่วยกันลดปริมาณขยะและยืดอายุให้กับบ่อกำจัดขยะ&nbsp;หรือ&nbsp;Landfill&nbsp;ได้ทางหนึ่ง</p>","2021-05-13T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210513093538194"],
    [8,"รายงานพิเศษ : ยะลา เปิดตัวQR-code ชาวยะลาจองวัคซีนโควิด-19เดินหน้าเพิ่มช่องทางแก่ประชาชนให้ได้เข้าถึงวัคซีนโควิด -19 เพื่อคนยะลาปลอดโควิด-19 Save Yala Yala Save","<p><strong>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;ยะลา&nbsp;เปิดตัวQR-code&nbsp;ชาวยะลาจองวัคซีนโควิด-19เดินหน้าเพิ่มช่องทางแก่ประชาชนให้ได้เข้าถึงวัคซีนโควิด&nbsp;-19&nbsp;เพื่อคนยะลาปลอดโควิด-19&nbsp;Save&nbsp;Yala&nbsp;Yala&nbsp;Save&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในช่วงที่วิกฤติโควิด-19&nbsp;ระบาดในประเทศ&nbsp;รัฐบาลได้กำหนดให้การฉีดวัคซีนโควิด&nbsp;-19&nbsp;เป็น&nbsp;วาระแห่งชาติ&nbsp;ที่จะต้องดำเนินการอย่างครบวงจร&nbsp;ทั้งการจัดหา&nbsp;การกระจาย&nbsp;ไปจนถึงการฉีด&nbsp;เพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประเทศไทยของเรา&nbsp;แต่สิ่งที่กล่าวมาแล้วนั้นจะเป็นจริงไปไม่ได้หากพี่น้องประชาชน&nbsp;ไม่ร่วมมือกันในการรับฉีดวัคซีน</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ดังนั้น&nbsp;จากนโยบายดังกล่าวทำให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลาได้เดินหน้าเรื่องของการจัดทำแผนการดำเนินการงานประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนในกลุ่มเป้าหมายได้ลงทะเบียนในการรับวัคซีนด้วยการเปิด&nbsp;QR-code&nbsp;ชาวยะลาจองวัคซีนโควิด-19&nbsp;อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการจองวัคซีน&nbsp;ซึ่งนายแพทย์สงกรานต์&nbsp;ไหมชุม&nbsp;นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา&nbsp;เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า&nbsp;คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดยะลาซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาเป็นประธาน&nbsp;ได้มีนโยบายเร่งด่วนที่จะให้ประชาชนเข้าถึงการจองวัคซีนโควิด-19&nbsp;ได้ง่ายที่สุดและทุกวิถีทางที่เป็นไปได้และเหมาะกับบริบทของพื้นที่&nbsp;จึงเป็นที่มาของการออกแบบคิวอาร์โค้ดขึ้นมา&nbsp;โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลาจะเป็นทีมหลังบ้านในการจองเข้าสู่ระบบหมอพร้อมให้ก็จะอำนวยความสะดวกเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนจังหวัดยะลาเข้าถึงการจองวัคซีนและได้วัคซีนเข้ามาฉีดในจังหวัดยะลา&nbsp;เพื่อทำให้จังหวัดยะลาปลอดภัยจากโควิด-19&nbsp;ในอนาคต</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กลุ่มเป้าหมายของการเปิดจองผ่านคิวอาร์โค้ดมีจำนวน&nbsp;3&nbsp;กลุ่มด้วยกัน&nbsp;คือ&nbsp;กลุ่มแรกกลุ่มของผู้สูงอายุ&nbsp;กลุ่มที่&nbsp;2&nbsp;จะเป็นกลุ่มของผู้ป่วย&nbsp;7&nbsp;โรคเรื้อรัง&nbsp;ซึ่ง&nbsp;2&nbsp;กลุ่มนี้ดำเนินการตามแผนที่รัฐบาลอยู่&nbsp;แต่ที่เพิ่มเติม&nbsp;คือ&nbsp;กลุ่มอายุ&nbsp;18&nbsp;-59&nbsp;ปี&nbsp;โดยกลุ่มนี้ระบบหมอพร้อมจะเปิดให้จองประมาณเดือนกรกฎาคม&nbsp;แต่ทางจังหวัดยะลาจะทำการเปิดให้จองก่อนเพื่อที่จะได้มีข้อมูลก่อน</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อย่างไรก็ตาม&nbsp;เป้าหมายสำคัญในครั้งนี้คือ&nbsp;วัคซีนโควิด&nbsp;-19&nbsp;ต้องเข้าถึงการจองให้ได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย&nbsp;เพื่อลดการเจ็บป่วยหรือการตายจากการติดเชื้อ&nbsp;และบ้านเมืองจะได้กลับสู่ภาวะปกติ&nbsp;พี่น้องประชาชนจะได้ใช้ชีวิตตามปกติ&nbsp;เศรษฐกิจจะได้เดินหน้าต่อไปได้&nbsp;ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะต้องช่วยชาติ&nbsp;เป้าหมายคือชาวยะลาต้องชนะ&nbsp;หากทุกคน&nbsp;ทุกบ้าน&nbsp;ร่วมมือร่วมใจจองวัคซีน&nbsp;100&nbsp;%&nbsp;&nbsp;Save&nbsp;Yala&nbsp;Yala&nbsp;Save&nbsp;คนยะลาปลอดโควิด-19</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>","2021-05-15T00:00:00","ภาคใต้","ยะลา","สวท.ยะลา","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210515125613192"],
    [9,"รายงานพิเศษ : ออมสินยะลา เปิดมาตรการช่วยลูกหนี้สู้ภัย COVID-19 ระลอกใหม่ ออกมาตรการสมัครใจพักชำระเงินต้นผ่าน MyMo คาดช่วยลูกหนี้ลดภาระรายเดือน","<p><strong>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;ออมสินยะลา&nbsp;เปิดมาตรการช่วยลูกหนี้สู้ภัย&nbsp;COVID-19&nbsp;ระลอกใหม่&nbsp;ออกมาตรการสมัครใจพักชำระเงินต้นผ่าน&nbsp;MyMo&nbsp;คาดช่วยลูกหนี้ลดภาระรายเดือน</strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หลังจากที่ประชุม&nbsp;ครม.เห็นชอบมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบการแพร่ระบาดของโรค&nbsp;covid-19&nbsp;ในส่วนของมาตรการพักชำระหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ&nbsp;ระยะเวลาพักชำระหนี้ลูกค้ารายย่อยออกไปจนถึงวันที่&nbsp;31&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;ตามความสมัครใจนั้น</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ธนาคารออมสินได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือเพื่อลดภาระการผ่อนชำระหนี้รายเดือนและบรรเทาปัญหาสภาพคล่องแก่ลูกหนี้สินเชื่อของธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด&nbsp;-19&nbsp;โดยเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สมัครใจเข้ามาตรการพักชำระเงินต้น&nbsp;จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย&nbsp;ครอบคลุมลูกหนี้สินเชื่อทุกประเภททั้งที่เป็นรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายวัชรากร&nbsp;เพ็ญจันทร์&nbsp;ผู้จัดการธนาคารออมสิน&nbsp;สาขายะลา&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;สถานะของลูกหนี้แต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน&nbsp;ดังนั้นมาตรการดังกล่าวนี้เป็นมาตรการเสริมจากการแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่&nbsp;1&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2563&nbsp;เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามงวดชำระเดิม&nbsp;ทั้งนี้สำหรับลูกค้าของธนาคารที่มีสิทธิ์ทั้งหมดมีจำนวนทั้งสิ้น&nbsp;6,400&nbsp;ราย&nbsp;แต่คงไม่ครอบคลุมทั้งหมด&nbsp;โดยที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วเกือบ&nbsp;1&nbsp;พันราย&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นี่เป็นมาตรการที่ภาครัฐได้ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบกับปัญหาหนี้สินในระบบและติดต่อสถาบันการเงิน&nbsp;ซึ่งเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือจะต้องไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่ประชาชนต้องแก้เพียงลำพังคนเดียว</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>","2021-05-15T00:00:00","ภาคใต้","ยะลา","สวท.ยะลา","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210515125145190"],
    [10,"รายงานพิเศษ : สำนักงานประกันสังคมจังหวัดยะลา เดินหน้ามาตรการจ่ายเงินเยียวยา 50% ช่วยลูกจ้าง-นายจ้าง กระทบโควิด-19","<p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><strong>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;สำนักงานประกันสังคมจังหวัดยะลา&nbsp;เดินหน้ามาตรการจ่ายเงินเยียวยา&nbsp;50%&nbsp;ช่วยลูกจ้าง-นายจ้าง&nbsp;กระทบโควิด-19</strong></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากกรณีที่รัฐมีมาตรการสั่งปิดสถานที่&nbsp;และสถานประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว&nbsp;เพื่อลดการแพร่ระบาดโควิด-19&nbsp;ระลอกใหม่&nbsp;กระทรวงแรงงานจึงให้สิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน&nbsp;ตามประกาศ&nbsp;กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมาย&nbsp;ว่าด้วยโรคติดต่อ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2563&nbsp;ชดเชยแทนกรณีว่างงานในอัตราร้อยละ&nbsp;50&nbsp;ของค่าจ้างรายวัน&nbsp;แต่ไม่เกิน&nbsp;90&nbsp;วัน</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นางเยาวดี&nbsp;เพ็ชรเกลี้ยง&nbsp;ประกันสังคมจังหวัดยะลา&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;เมื่อลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้หรือไม่ได้รับค่าจ้าง&nbsp;ผู้เป็นนายจ้างสามารถดำเนินการให้กับลูกจ้างได้โดยที่สามารถขอใช้สิทธิ์กับสำนักงานประกันสังคมตามที่ช่วงระยะเวลาที่ทางคำสั่งของจังหวัดกำหนดให้หยุดกี่วันและยื่นเรื่องต่อสำนักงานประกันสังคมผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทั้งนี้&nbsp;หลักเกณฑ์การเยียวยาดังกล่าว&nbsp;สำนักงานประกันสังคมจะทำการจ่ายเงินเพื่อเยียวยาให้กับลูกจ้างคือ&nbsp;50%&nbsp;ของค่าจ้าง&nbsp;ไม่เกิน&nbsp;90&nbsp;วัน&nbsp;โดยที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างแต่อย่างใด</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อย่างไรก็ตาม&nbsp;จากกรณีดังกล่าวนั้น&nbsp;ขณะนี้จังหวัดยะลาได้มีนายจ้างที่เดินทางขอยื่นเรื่องกับสำนักงานประกันสังคมจังหวัดยะลาแล้วจำนวนกว่า&nbsp;10&nbsp;ราย&nbsp;ส่วนลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบมีจำนวนกว่า&nbsp;200&nbsp;ราย&nbsp;โดยสำนักงานประกันสังคมจังหวัดยะลา&nbsp;ยังคงติดตามเพื่อหาแนวทางกำหนดมาตรการแก้ไขให้สอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาลที่มีนโยบายที่จะเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนนายจ้าง&nbsp;และผู้ประกันตน&nbsp;ในระบบประกันสังคมในช่วงสถานการณ์&nbsp;แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&nbsp;ให้มากที่สุด</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><br></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>","2021-05-16T00:00:00","ภาคใต้","ยะลา","สวท.ยะลา","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210516095451314"],
    [11,"รายงานพิเศษ \"แผนรับมือฤดูฝน\"","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;\"แผนรับมือฤดูฝน\"</u></strong></p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว&nbsp;กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ&nbsp;(กอนช.)&nbsp;จึงเร่งแผน&nbsp;10&nbsp;มาตรการรับมือฤดูฝนปีนี้&nbsp;พร้อมผลักดันใช้กลไกระดับท้องถิ่นร่วมกับการบริหารจัดการน้ำ&nbsp;เพื่อลดผลกระทบให้เกิดประสิทธิภาพ&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว&nbsp;ตั้งแต่วันที่&nbsp;15&nbsp;พฤษภาคมที่ผ่านมา</strong>&nbsp;<strong>กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ&nbsp;(กอนช.)&nbsp;ได้เตรียมพร้อมแผนปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานในการบริหารจัดการน้ำ&nbsp;</strong>การป้องกันแก้ปัญหา&nbsp;บรรเทาผลกระทบ&nbsp;และการให้ความช่วยเหลือประชาชนช่วงฤดูฝนนี้ได้ทันสถานการณ์&nbsp;ภายใต้&nbsp;แผนเร่งขับเคลื่อน&nbsp;10&nbsp;มาตรการรับมือฤดูฝนปีนี้&nbsp;โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้วางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสู่การปฏิบัติ&nbsp;และหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด&nbsp;76&nbsp;จังหวัด&nbsp;ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด&nbsp;คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด&nbsp;และคณะกรรมการลุ่มน้ำ&nbsp;ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญบริหารจัดการน้ำรับฤดูฝนได้ถึงระดับพื้นที่&nbsp;โดยเฉพาะภาวะวิกฤติอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp;</strong></p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;18&nbsp;พฤษภาคมที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ10&nbsp;มาตรการรับมือฤดูฝนและกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่ขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวให้เกิดการเชื่อมโยงผ่านคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดทั้ง&nbsp;76&nbsp;จังหวัด</strong>ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&nbsp;เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่&nbsp;ขณะเดียวกันได้กำชับกระทรวงมหาดไทย&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำและการใช้น้ำเพื่อลดการสูญเสียน้ำให้มากที่สุด&nbsp;โดยเน้นบริหารจัดการใช้น้ำฝนเป็นหลัก&nbsp;พร้อมเร่งเก็บกักน้ำบนดินและใต้ดินภายในเดือนมิถุนายนนี้สำรองไว้ใช้ช่วงฝนน้อย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>นายสมเกียรติ&nbsp;ประจำวงษ์&nbsp;เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&nbsp;(สทนช.)&nbsp;ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ&nbsp;(กอนช.)&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;จะใช้มาตรการรับมือฤดูฝน&nbsp;10&nbsp;มาตรการ&nbsp;ควบคู่กับทบทวนมาตรการเดิมที่ได้ดำเนินการมาปรับใช้</strong>&nbsp;พร้อมปรับปรุงกระบวนการและวิธีการเพื่อลดปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาให้ครอบคลุมมากขึ้น&nbsp;ไม่ว่าจะเป็นกรอบระยะเวลาแล้วเสร็จแต่ละมาตรการ&nbsp;เช่น&nbsp;คาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและเสี่ยงขาดแคลนน้ำ&nbsp;เนื่องจากฝนตกน้อยกว่าค่าปกติแบบรายเดือนและรายพื้นที่&nbsp;การทบทวน&nbsp;ปรับปรุงเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่&nbsp;ขนาดกลาง&nbsp;และเขื่อนระบายน้ำ&nbsp;ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ&nbsp;ขุดลอกคูคลอง&nbsp;และกำจัดผักตบชวา&nbsp;รวมทั้ง&nbsp;สร้างการรับรู้&nbsp;แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้เข้าถึงต่อเนื่อง&nbsp;การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำที่เป็นมาตรการเพิ่มเติมจากปีก่อน&nbsp;เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในฤดูฝนต่อเนื่องถึงหน้าแล้งถัดไป&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ&nbsp;(กอนช.)&nbsp;ยังได้คาดการณ์ชี้พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและฝนน้อยกว่าค่าปกติ&nbsp;พบช่วงเดือนกันยายนมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมมากที่สุดในพื้นที่&nbsp;56&nbsp;จังหวัด</strong>&nbsp;ส่วนพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งเนื่องจากฝนน้อยกว่าค่าปกติช่วงเดือนกรกฎาคมมีพื้นที่เสี่ยงมากที่สุดในพื้นที่&nbsp;29&nbsp;จังหวัด&nbsp;พร้อมติดตามงานที่คั่งค้างของทุกหน่วยงานให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้&nbsp;เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝนปีนี้ครอบคลุมการป้องกันปัญหาอุทกภัยและการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ฝนตกน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>","2021-05-23T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210524093545074"],
    [12,"สกู๊ป : การเฝ้าระวังป้องกันการลักลอบเข้าเมืองในสถานการณ์โควิด - 19","<p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">สกู๊ป&nbsp;:&nbsp;การเฝ้าระวังป้องกันการลักลอบเข้าเมืองในสถานการณ์โควิด&nbsp;-&nbsp;19</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การปฏิบัติหน้าที่ในการเฝ้าระวังป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายมีหลายหน่วยด้วยกันที่รับผิดชอบ&nbsp;และหนึ่งในนั้นก็คือหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง&nbsp;เรามาดูว่าทางหน่วยงานมีแนวทางการปฏิบัติอย่างไร&nbsp;ในการควบคุมสถานการณ์ในขณะนี้</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;พลเรือตรี&nbsp;จรัสเกียรติ&nbsp;ไชยพันธุ์&nbsp;ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;ปกติบางท่านอาจจะเข้าใจว่า&nbsp;หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง&nbsp;(นรข.)&nbsp;รับผิดชอบเฉพาะแถวภาคอีสานอย่างเดียว&nbsp;จริงๆ&nbsp;แล้ว&nbsp;นรข.&nbsp;เป็นหน่วยเฉพาะกิจของกองทัพเรือ&nbsp;มีพื้นที่รับผิดชอบตลอดแนวลำแม่น้ำโขง&nbsp;ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&nbsp;จะมี&nbsp;นรข.&nbsp;อยู่ด้วยกัน&nbsp;4&nbsp;เขต&nbsp;คือ&nbsp;เขตเชียงราย&nbsp;เขตหนองคาย&nbsp;เขตนครพนม&nbsp;และ&nbsp;เขตอุบลราชธานี&nbsp;รับผิดชอบแบ่งพื้นที่กันไป&nbsp;โดยสถานการณ์การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในพื้นที่&nbsp;นรข.เขตนครพนม&nbsp;มีการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอยู่แต่ไม่มากนัก&nbsp;จากสถิติในปีงบประมาณนี้&nbsp;มีการกระทำผิดแล้วทั้งหมด&nbsp;8&nbsp;ครั้ง&nbsp;จับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้&nbsp;23&nbsp;คน&nbsp;เป็นราษฎรชาวไทย&nbsp;4&nbsp;คน&nbsp;ซึ่งเป็นผู้นำพาและเป็นราษฎรชาวลาว&nbsp;19&nbsp;คน&nbsp;แต่สถานการณ์ภาพรวมของการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตลอดลำแม่น้ำโขงจะปรากฏอยู่ตลอดแนว&nbsp;ซึ่งที่&nbsp;นรข.เขตเชียงราย&nbsp;มีการตรวจพบการกระทำผิดถึง&nbsp;17&nbsp;ครั้ง&nbsp;ที่&nbsp;นรข.เขตหนองคาย&nbsp;มีการกระทำความผิดที่จับกุมได้&nbsp;9&nbsp;ครั้ง&nbsp;ที่&nbsp;นรข.เขตอุบลราชธานี&nbsp;มีการจับกุมได้&nbsp;3&nbsp;ครั้ง&nbsp;สรุปว่าการจับกุมที่ผ่านมาตั้งแต่ตุลาคม&nbsp;2563&nbsp;ที่ผ่านมา&nbsp;นรข.&nbsp;สามารถจับกุมได้ทั้งหมด&nbsp;37&nbsp;ครั้ง&nbsp;เป็นผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย&nbsp;รวม&nbsp;180&nbsp;คน&nbsp;เป็นราษฎรชาวไทย&nbsp;27&nbsp;คน&nbsp;และเป็นคนลาว&nbsp;118&nbsp;คน&nbsp;นอกจากนี้ยังมีราษฎรชาวจีนอีก&nbsp;35&nbsp;คน&nbsp;โดยทั้งหมดนี้จะมีกระบวนการที่มีคนนำพาเป็นคนไทยอยู่ทุกรายการ&nbsp;ซึ่งจากภาพรวมจะสังเกตได้ว่ามีการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายตลอดแนวลำแม่น้ำโขง&nbsp;ซึ่งการลักลอบเข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเข้าไปในพื้นที่ตอนในเพื่อทำมาหากิน&nbsp;และอาจจะมีเป็นขบวนการอย่างเช่นที่อุบลราชธานี&nbsp;ที่เข้ามาครั้งเดียวประมาณ&nbsp;60&nbsp;คน&nbsp;และมีรถตู้มารับเข้าไปในพื้นที่ส่วนใน&nbsp;ซึ่งก็ได้ทลายตรงนี้ไปแล้วเรียบร้อย</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด&nbsp;-19&nbsp;การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายยิ่งจะต้องมีความเข้มงวดกวดขันมากยิ่งขึ้น&nbsp;เพราะบุคคลเหล่านี้อาจจะเป็นผู้นำพาหะโรคเข้ามาสู่ประเทศไทยได้&nbsp;ซึ่ง&nbsp;นรข.&nbsp;เองก็ได้มีการกำชับกำลังพลตลอดแนวลำแม่น้ำโขงให้เพ่งเล็งไม่ให้เกิดการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายโดยเด็ดขาด&nbsp;ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้มีเรื่องที่เป็นใจอยู่คือฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเรา&nbsp;โดยเฉพาะ&nbsp;สปป.ลาว&nbsp;ได้มีการเข้มงวดกวดขันคนของเขาด้วยทำให้ประมาณ&nbsp;2&nbsp;สัปดาห์ที่ผ่านมาการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายลดน้อยลง&nbsp;แต่อย่างไรก็ตาม&nbsp;นรข.&nbsp;ก็ยังใช้มาตรการลาดตระเวน&nbsp;การตรวจสอบตามจุดเสี่ยงต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพสูงสุด&nbsp;เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองให้ได้&nbsp;100&nbsp;%&nbsp;และปัจจุบันกำลังพลของหน่วยไม่ได้ออกจากพื้นที่ยังคงปฏิบัติงานในพื้นที่ครบทุกนาย&nbsp;อีกทั้งก็ต้องขอขอบคุณทางจังหวัดนครพนมที่ได้ให้เจ้าหน้าที่ของ&nbsp;นรข.นครพนม&nbsp;ซึ่งประกอบไปด้วย&nbsp;สถานีเรือบ้านแพง&nbsp;สถานีเรือนครพนม&nbsp;สถานีเรือธาตุพนม&nbsp;และ&nbsp;นรข.เขตนครพนมที่อยู่ธาตุพนมได้รับการฉีดวัคซีนโควิด&nbsp;-19&nbsp;เรียบร้อยแล้วทั้งหมดทุกนาย&nbsp;ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่ต้องห่วงกังวลเกี่ยวกับการติดเชื้อ&nbsp;ทำให้ทุกคนมีกำลังใจในการทำงานมากยิ่งขึ้นด้วย</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เราจะเห็นว่าแม้ภารกิจจะมีความเสี่ยง&nbsp;แต่กำลังพลทุกนายของ&nbsp;นรข.&nbsp;ก็พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่&nbsp;เพื่อเฝ้าระวังป้องกันการลักลอบเข้าเมืองให้ทุกคนมีความปลอดภัยและห่างไกลจากไวรัสโควิด&nbsp;-19</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><br></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>","2021-05-24T00:00:00","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","นครพนม","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครพนม","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210524210141440"],
    [13,"ราคาหน้าฟาร์ม...จุดตัดลมหายใจคนเลี้ยงหมู","<p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในวิกฤตโควิด-19 ที่ทั้งโลกต่างต้องเผชิญหน้า แต่ละประเทศพยายามควบคุมโรคนี้ให้ได้ ในโลกของอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมู ก็กำลังระดมทุกสรรพกำลังกับการควบคุมโรค ASF เช่นกัน แม้โรคนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของโลก เพราะพบการระบาดของโรคมานานกว่า 100 ปี แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาที่เฉพาะเจาะจง หากพบโรคนี้ในฟาร์มใดให้ทำใจไว้เลยว่าความเสียหายที่ต้องรับนั้นเกิดขึ้นแน่ 100% </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ASF เริ่มกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง เมื่อระบาดเข้าทำลายอุตสาหกรรมหมูของจีน ที่ถือเป็นประเทศผู้ผลิตหมูรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก ซึ่งเคยมีปริมาณการผลิตเนื้อหมูมากถึง 54,518,000 ตัน เมื่อปี 2560 กระทั่งโรคร้ายนี้เข้าทำลายหมูทั้งประเทศ ทำให้ผลผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง พบว่าปี 2563 ปริมาณการผลิตเนื้อหมูของจีนลดลง เหลือเพียง 38,000,000 ตัน สวนทางการบริโภคที่สูงถึง 42,700,000 ตัน จึงจำเป็นต้องนำเข้าเนื้อหมูมาทดแทน ผลกระทบอย่างหนักและต่อเนื่องในปี 2561 - 2562 ทำให้อุตสาหกรรมหมูของจีนมีขนาดลดลงมากกว่า 50% ราคาหมูมีชีวิตและเนื้อหมูเคยดีดตัวขึ้นไปถึง 2-3 เท่า กระทั่งสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ หลังต้องต่อสู้มานานเกือบ 3 ปี ราคาจึงกลับมาใกล้กับภาวะปกติ</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โรคนี้ลุกลามเข้าสู่หลายประเทศในแถบเอเชีย ทั้งเวียดนาม รัสเซีย กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย ลาว เกาหลีใต้ ไต้หวัน และเมียนมา ทำให้ราคาหมูในทุกประเทศดีดตัวสูงขึ้นอย่างมาก เช่น ฟิลิปปินส์ราคาหมูมีชีวิตทะยานขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 134 -147 บาท, กัมพูชา 108-112 บาท, จีน 84-95 บาท&nbsp;เวียดนาม 83-92 บาท เมียนมา 80-82 บาท </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนของแผนที่โรค ASF คำตอบคือไทยอยู่ตรงกลางไข่แดง ที่โรคนี้ยังเจาะเข้ามาทำลายไม่ได้ กลายเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่รอดพ้นจากการระบาดของโรค ทำให้คนไทยไม่เคยขาดแคลนเนื้อหมูบริโภค แถมยังกลายเป็นพระเอกของสินค้าปศุสัตว์ จากความสามารถในการส่งออกไปยังต่างประเทศอนำเงินตราเข้าพัฒนาประเทศได้มหาศาล ปี 2563 ไทยมียอดส่งออกหมูมีชีวิตเป็นจำนวนรวม 2.45 ล้านตัว เพิ่มขึ้นถึง 340% จากปีก่อนหน้า สร้างมูลค่าการส่งออกสูงถึง 16,814 ล้านบาท ส่วนการส่งออกหมูแช่แข็งและแปรรูปมีมูลค่า 3,420 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 265% จากปี 2562 จากความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้า ในแนวทางการป้องกันและเฝ้าระวังโรค ASF ที่ทุกฝ่ายร่วมกันดำเนินการเข้มงวดมาอย่างต่อเนื่อง </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เกษตรกรไทยกำลังเผชิญหน้ากับโรค PRRS และ PED ที่เกิดในทุกภูมิภาค ทำให้เกิดความเสียหายกว่า 20% ของทั้งประเทศ ทำให้เกษตรกรกังวลและส่งผลต่อการตัดสินใจเลี้ยงหมูของเกษตรกร ซึ่งพบว่าเกษตรกรมากถึง 20% ตัดสินใจหยุดเลี้ยงหรือชะลอการเลี้ยงออกไปก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์ ส่วนอีกปัจจัยที่กระทบกับเกษตรกร คือ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งจากความเสียหายจากภาวะโรค PRRS และ PED &nbsp;ต้นทุนด้านการป้องกันโรคด้วยระบบความปลอดภัยชีวภาพ (Biosecurity) ที่สูงขึ้นถึง 500 บาทต่อตัว ตลอดจนต้นทุนราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ราคาพุ่งขึ้นไปถึง 9.40 บาทต่อกิโลกรัม กากถั่วเหลือง ราคากิโลกรัมละ 19.40 บาท รวมถึง รำ ปลายข้าว และมันสำปะหลัง ที่แนวโน้มราคาอยู่ในแดนบวกทุกตัว</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ต้นทุนการเลี้ยงหมูโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เดือนพฤษภาคม 2564 สำหรับเกษตรกรที่ซื้อลูกหมูเข้าเลี้ยงมีต้นทุนสูงถึง 78 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาประกาศหมูขุนมีชีวิตหน้าฟาร์ม โดยสมาคมผู้เลี้ยงหมูแห่งชาติ ล่าสุดอยู่ที่ 68-80 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับเกษตรกรต้องแบกภาระขาดทุน หรือกำไรเล็กน้อยเพียงแค่พอใช้หนี้เก่า กับเข้าเลี้ยงหมูรอบใหม่ได้เท่านั้น เพื่อประคับประคองอาชีพให้มีผลผลิตหมูป้อนความต้องการของคนไทย ไม่ให้ขาดแคลน &nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วันนี้ ราคาหมูที่เกษตรกรตกลงไว้กับกรมการค้าภายใน ที่กำหนดให้หมูมีชีวิตหน้าฟาร์มขายไม่เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคาเนื้อหมูขายปลีกหน้าเขียงไม่เกิน 150-160 บาทต่อกิโลกรัมนั้น ยังคงเป็นสัญญาลูกผู้ชายที่ต้องปฏิบัติ แต่อีกไม่นานอาจไม่เหลือเกษตรกรเลี้ยงหมูที่เสียสละให้คนไทยบริโภคหมู ราคาต่ำที่สุดในอาเซียน อีกต่อไป หากยังต้องแบกต้นทุนสูงเช่นนี้!! </p><p class=\"ql-align-justify\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p class=\"ql-align-right\">โดย : อุษณีย์ รักษ์กสิกิจ นักวิชาการอิสระ</p>","2021-05-25T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210525191222899"],
    [14,"รายงานพิเศษ : มาตรการช่วยเหลือนายจ้างลูกจ้างประกันสังคม","<p><strong>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;มาตรการช่วยเหลือนายจ้างลูกจ้างประกันสังคม</strong></p><p><strong>ประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่</strong>&nbsp;<strong>เร่งจ่ายสิทธิประโยชน์ให้แก่นายจ้างและผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&nbsp;พร้อมเตรียมลดเงินสมทบประกันสังคมเพื่อช่วยนายจ้าง&nbsp;และผู้ประกันตน&nbsp;ม.33&nbsp;และ&nbsp;ม.39&nbsp;ตลอดจนช่วยเหลือสถานประกอบการในโครงการสินเชื่อ&nbsp;สปส.เพื่อส่งเสริมการจ้างงาน&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากสถานการณ์โควิด-19&nbsp;ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้&nbsp;ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก&nbsp;กระทรวงแรงงานจึงมีนโยบายเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกับตนและนายจ้าง&nbsp;ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นางจินดา&nbsp;พิชญ์ชานน&nbsp;ประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;<span&nbsp;style=\"color:&nbsp;black;\">ช่วงสถานการณ์โควิด-19&nbsp;สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่&nbsp;ได้จ่ายสิทธิประโยชน์ทดแทนให้แก่ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19&nbsp;เนื่องจากรัฐสั่งปิดกิจการ&nbsp;โดยได้จ่ายมาตั้งแต่เดือนมกราคม&nbsp;-&nbsp;กุมภาพันธ์&nbsp;2564&nbsp;โดยเป็นนายจ้างที่รัฐสั่งปิดและกักตัว&nbsp;จำนวน&nbsp;449&nbsp;ราย&nbsp;ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจำนวนกว่า&nbsp;9,000&nbsp;กว่าราย&nbsp;ในกรณีที่รัฐสั่งหยุด&nbsp;ประกันสังคมจะจ่ายให้&nbsp;45%&nbsp;ไม่เกิน&nbsp;90&nbsp;วัน&nbsp;และหากถูกเลิกจ้างกรณีผลกระทบจากโควิด-19&nbsp;ประกันสังคมจะจ่ายให้&nbsp;70%&nbsp;ของค่าจ้างระยะเวลา&nbsp;200&nbsp;วัน&nbsp;สำหรับผู้ประกันตนมาตรา&nbsp;39&nbsp;ของจังหวัดเชียงใหม่&nbsp;มีจำนวนกว่าหนึ่งแสนคน&nbsp;เป็นอันดับ&nbsp;1&nbsp;ของประเทศ&nbsp;ได้มีการขยายเวลาส่งเงินสมทบของผู้ประกันตน&nbsp;เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกันตนอาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19&nbsp;ทำให้ไม่สามารถนำส่งเงินสมทบได้&nbsp;สำนักงานประกันสังคมจึงได้ขยายเวลาการนำส่งเงินสมทบมาตรา&nbsp;39&nbsp;โดยตั้งแต่งวดมีนาคม&nbsp;2563&nbsp;-&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;2564&nbsp;ให้นำส่งเงินสมทบได้ภายในวันที่&nbsp;15&nbsp;มิถุนายน&nbsp;2564&nbsp;โดยไม่คิดเงินเพิ่ม&nbsp;และมีสถานะต่อเนื่องได้เลย&nbsp;ซึ่งปกติแล้วหากผู้ประกันตนมาตรา&nbsp;39&nbsp;ไม่ส่งเงินสมทบภายใน&nbsp;3&nbsp;เดือนติดต่อกัน&nbsp;จะหลุดจากสถานะการเป็นผู้ประกันตนมาตรา&nbsp;39&nbsp;ทันที&nbsp;</span></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่&nbsp;กล่าวเพิ่มเติมว่า&nbsp;<span&nbsp;style=\"color:&nbsp;black;\">นอกจากนี้&nbsp;กระทรวงแรงงานยังได้มีนโยบายเร่งด่วน&nbsp;ช่วยเหลือผู้ประกันตนและนายจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&nbsp;ระลอกเดือนเมษายน&nbsp;2564&nbsp;โดยลดอัตราเงินสมทบซึ่งปกตินายจ้างจะจ่าย&nbsp;5%&nbsp;ลูกจ้างจะจ่าย&nbsp;5%&nbsp;การลดอัตราเงินสมทบนี้จะเริ่มลดตั้งแต่เดือนมิถุนายน&nbsp;ถึงสิงหาคม&nbsp;เป็นเวลา&nbsp;3&nbsp;เดือน&nbsp;เดือนละ&nbsp;2.5&nbsp;%&nbsp;นายจ้างจะจ่าย&nbsp;2.5%&nbsp;ลูกจ้างจะจ่าย&nbsp;2.5%&nbsp;ลดไปจำนวน&nbsp;3&nbsp;เดือน&nbsp;ส่วนผู้ประกันตนมาตรา&nbsp;39&nbsp;โดยปกติจ่ายเดือนละ&nbsp;432&nbsp;บาท&nbsp;จะลดเหลือ&nbsp;216&nbsp;บาท&nbsp;&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ประกันสังคมยังได้มีการช่วยเหลือสถานประกอบการ&nbsp;ด้วยสินเชื่อเพื่อ&nbsp;ส่งเสริมการจ้างงาน&nbsp;คือดอกเบี้ยต่ำ&nbsp;เพิ่มวงเงินกู้&nbsp;กรณีสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอัตราดอกเบี้ยสูงสุดร้อยละ&nbsp;2.5&nbsp;ต่อปี&nbsp;ซึ่งเดิมสินเชื่อตัวนี้จะมีอัตราร้อยละ&nbsp;3&nbsp;เป็นระยะเวลา&nbsp;3&nbsp;ปี&nbsp;ส่วนสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ดอกเบี้ยสูงสุดร้อยละ&nbsp;4.75&nbsp;ต่อปี&nbsp;เดิมนี้ร้อยละ&nbsp;5&nbsp;ต่อปี&nbsp;เป็นระยะเวลา&nbsp;3&nbsp;ปี&nbsp;หลังจากนี้ก็แล้วแต่อัตราดอกเบี้ยของธนาคาร&nbsp;ถ้านายจ้างท่านใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดมาที่ประกันสังคมได้</span></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;มาตรการช่วยเหลือของสำนักงานประกันสังคม&nbsp;กระทรวงแรงงาน&nbsp;แม้จะเป็นการช่วยเหลือในช่วงระยะเวลาอันสั้น&nbsp;แต่จะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน&nbsp;และเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกันตน&nbsp;นายจ้าง&nbsp;และสถานประกอบการ&nbsp;ให้ก้าวผ่านช่วงสถานการณ์โควิด-19&nbsp;นี้ไปได้</p><p><br></p><p>#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>","2021-05-26T00:00:00","ภาคเหนือ","เชียงใหม่","สวท.เชียงใหม่","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210526103923008"],
    [15,"รายงานพิเศษ :  แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580)","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;&nbsp;แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ&nbsp;20&nbsp;ปี&nbsp;(พ.ศ.&nbsp;2561-2580)</u></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ช่วงหลายปีที่ผ่านมาแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ&nbsp;20&nbsp;ปีของภาครัฐถือว่าประสบความสำเร็จ&nbsp;โดยเฉพาะใช้เป็นกลไกบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้ประชาชนทุกพื้นที่มีน้ำสะอาดใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค&nbsp;และป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาล&nbsp;ภายใต้&nbsp;แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ&nbsp;20&nbsp;ปี&nbsp;(พ.ศ.&nbsp;2561-2580)&nbsp;ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&nbsp;(สทนช.)&nbsp;กำลังเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการทรัพยากรแห่งชาติ&nbsp;(กนช.)&nbsp;เพื่อให้ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศไทยมีน้ำสะอาดใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค&nbsp;</strong>น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง&nbsp;ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง&nbsp;คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน&nbsp;และบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน&nbsp;ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุลด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน&nbsp;จาก&nbsp;15&nbsp;หน่วยงาน&nbsp;9&nbsp;กระทรวงใน&nbsp;กนช.&nbsp;,&nbsp;คณะกรรรมการลุ่มน้ำ&nbsp;และคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>จากการดำเนินงานตั้งแต่ปี&nbsp;2561ถึงปัจจุบัน&nbsp;พบสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน&nbsp;สร้างระบบส่งน้ำ&nbsp;และการปรับปรุงโครงการเดิมให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพแล้ว&nbsp;125,162&nbsp;โครงการ&nbsp;มีแหล่งเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น&nbsp;1,138&nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&nbsp;มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า&nbsp;2.27&nbsp;ล้านครัวเรือน&nbsp;ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ&nbsp;2.38&nbsp;ล้านไร่</strong>&nbsp;ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้านได้อีก&nbsp;3,214&nbsp;หมู่บ้าน&nbsp;และพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรและสร้างธนาคารน้ำใต้ดินได้ปริมาณน้ำมากกว่า&nbsp;100&nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&nbsp;รวมทั้ง&nbsp;ยังรักษาระบบนิเวศฟื้นฟูป่าต้นน้ำ&nbsp;135,170&nbsp;ไร่&nbsp;และดำเนินโครงการเกี่ยวกับการจัดการน้ำท่วม&nbsp;ด้วยการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ&nbsp;โดยปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำอีก&nbsp;110&nbsp;แห่ง&nbsp;ปรับปรุงลำน้ำธรรมชาติ&nbsp;223&nbsp;แห่ง&nbsp;และจัดทำระบบป้องกันชุมชนเมือง&nbsp;3&nbsp;แห่ง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>นายสมเกียรติ&nbsp;ประจำวงษ์&nbsp;เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&nbsp;(สทนช.)&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ตัวชี้วัดความสำเร็จการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาจากการบูรณาการร่วมกันของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&nbsp;ส่งผลให้ปี&nbsp;2562/63&nbsp;ไม่มีการประกาศภัยแล้งเลย&nbsp;</strong>ขณะที่ช่วงฤดูฝนปี&nbsp;2562&nbsp;มีความเสียหายเพียง&nbsp;94&nbsp;ล้านบาท&nbsp;ต่ำสุดหลังอุทกภัยปี&nbsp;2554&nbsp;และปี&nbsp;2563&nbsp;มีพื้นที่ประสบอุทกภัย&nbsp;58&nbsp;จังหวัด&nbsp;มูลค่าความเสียหาย&nbsp;223&nbsp;ล้านบาท&nbsp;ต่ำสุดเป็นลำดับที่&nbsp;3&nbsp;ในรอบ&nbsp;9&nbsp;ปี&nbsp;โดยตั้งเป้าเร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญให้เกิดผลตามแผนแม่บทฯน้ำ&nbsp;20&nbsp;ปี&nbsp;ซึ่งผ่านการพิจารณาของ&nbsp;กนช.&nbsp;ระหว่างปี&nbsp;2559&nbsp;-&nbsp;2564&nbsp;รวม&nbsp;38&nbsp;โครงการ&nbsp;หากดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมดจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้&nbsp;629&nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&nbsp;เพิ่มพื้นที่ได้รับประโยชน์ได้&nbsp;1.4&nbsp;ล้านไร่&nbsp;และมีครัวเรือนได้รับประโยชน์&nbsp;312,612&nbsp;ครัวเรือน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>สำหรับการขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็ก&nbsp;การจัดการแหล่งน้ำระดับชุมชน&nbsp;และโครงการที่จะขับเคลื่อนภายในปี&nbsp;2566&nbsp;อีก&nbsp;526&nbsp;โครงการ&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ&nbsp;151&nbsp;โครงการ</strong>&nbsp;,โครงการขนาดใหญ่&nbsp;หรือโครงการที่ต้องบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน&nbsp;106&nbsp;โครงการ&nbsp;และโครงการสำคัญที่สอดคล้องตามนโยบายการแก้ปัญหาด้านน้ำ&nbsp;269&nbsp;โครงการ&nbsp;หากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้&nbsp;3,172&nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&nbsp;มีพื้นที่รับประโยชน์เพิ่ม&nbsp;6.5&nbsp;ล้านไร่&nbsp;และผันน้ำได้ปริมาณน้ำเพิ่ม&nbsp;3,841&nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&nbsp;สิ่งสำคัญช่วยป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ได้เพิ่มขึ้น&nbsp;4.3&nbsp;ล้านไร่&nbsp;และพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำชะลอน้ำหลากได้อีกถึง&nbsp;2,320&nbsp;ล้านลูกบาศก์เมตร&nbsp;</p>","2021-05-27T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG210527095444325"]
]}
