{
  "fields": [{"id":"_id","type":"int"},{"id":"NewsTitle","type":"text"},{"id":"NT01_NewsDesc","type":"text"},{"id":"NewsDate","type":"timestamp"},{"id":"Region","type":"text"},{"id":"Province","type":"text"},{"id":"Department","type":"text"},{"id":"Link_News","type":"text"}],
  "records": [
    [1,"กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสถาบันการเงิน สนับสนุนแหล่งเงินทุนแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภายใต้โครงการ RCEP เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ติดตามรายละเอียดจากรายงาน","<p>ผู้ประกาศ : กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสถาบันการเงิน สนับสนุนแหล่งเงินทุนแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภายใต้โครงการ RCEP เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ติดตามรายละเอียดจากรายงานเทป(สุวิพัทธ์//รายงาน)</p><p><br></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากด้านสาธารณสุขต้องรับมืออย่างหนักแล้ว ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนต่างได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน และเพื่อให้การค้าการลงทุนเดินหน้าได้อย่างราบรื่น ไม่สะดุด การเจรจาข้อตกลงเพื่อหุ้นส่วนการค้าการลงทุน รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการขยายโอกาสทางธุรกิจบริการของไทย สู่ประเทศสมาชิก RCEP กว่า 15 ประเทศ จึงนับเป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งของผู้ประกอบการไทย</p><p><br></p><p>นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM BANK และ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับกลุ่มผู้ประกอบการไทย ที่ได้ผลกระทบจากโควิด-19 ในการดำเนินโครงการ จับคู่ กู้เงิน ลุยตลาด RCEP โดยโครงการดังกล่าว สนับสนุนให้ผู้ประกอบเอสเอ็มอีไทย วิสาหกิจชุมชน รวมทั้งสตาร์ทอัป และอื่น ๆ ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ด้วยสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนพิเศษ ไปต่อยอด เพื่อบุกตลาด RCEP ทำรายได้เข้าประเทศต่อไป</p><p><br></p><p>..///เสียง///.............</p><p><br></p><p>ทั้งนี้ การจัดทำโครงการดังกล่าว ถือเป็น Lot ที่ 3 หลังจากได้ดำเนินมาก่อนหน้านี้แล้ว 2 Lot&nbsp;โดย Lot 1 จับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับร้านอาหาร ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถปล่อยกู้ให้กับร้านอาหารทั่วประเทศได้ถึง 2,895 ราย วงเงินกว่า 2,600 ล้านบาท ส่วน Lot ที่ 2 จับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก ปล่อยกู้ได้ 611 รายวงเงินกว่า 4,000 ล้านบาท ขณะที่การจับคู่กู้เงินครั้งนี้&nbsp;EXIM BANK มีเงื่อนไขผ่อนปรน โดยเตรียมวงเงินไว้กว่า 3,000 ล้านบาท นอกจากนี้จะมีการเดินสายทั้งในกรุงเทพฯ และ 4 ภูมิภาค เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs สตาร์ทอัปในต่างจังหวัดได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้คล่องตัวสะดวกขึ้น</p><p><br></p><p>สำหรับความตกลง RCEP ได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะมีบางประเทศที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการดำเนินการภายในประเทศ แต่คาดว่าจะมีผลใช้บังคับครบทั้ง 15 ประเทศโดยเร็ว ซึ่ง RCEP ถือเป็น FTA ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรรวมกันประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรโลก โดยการค้าของไทยที่มีกับทั่วโลก เป็นการค้าของไทยกับกลุ่มประเทศ RCEP แล้วกว่าครึ่ง การเตรียมความพร้อมเพื่อขยายตลาดอย่างเป็นรูปธรรม จึงมีความสำคัญในการนำรายได้เข้าประเทศอย่างมาก และทันทีที่ RCEP บังคับใช้ สินค้าที่ไทยส่งออกกว่า 39,000 รายการ จะได้รับการยกเว้นภาษีเหลือร้อยละ 0 ทันที นับเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลที่ประเทศไทยจะได้รับ</p>","2022-02-03T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","กรมประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220302023155418"],
    [2,"แจงต้นทุนการเลี้ยงสัตว์พุ่งรับสงครามยูเครน แต่ราคาขายไก่-ไข่ถูกตรึง","<p>เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในทุกวันนี้ นอกจากจะไม่สามารถขายสินค้าที่ตนเองผลิตได้ในราคาที่สะท้อนต้นทุนแล้ว ใครจะรู้บ้างว่าการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกร มีต้นทุนหลายส่วนให้แบกรับ ทั้งค่าบริหารจัดการ ค่าพันธุ์และอาหารสัตว์ ค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าน้ำมัน ค่าแรงงาน ค่าเวชภัณฑ์สัตว์&nbsp;</p><p><br></p><p>นับตั้งแต่ปี 2564 ที่ผ่านมา เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซี่งถือเป็นภาระหนักของผู้เลี้ยงเพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงถึง 60  80% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด และวัตถุดิบอาหารสัตว์ยังมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นไปอีก จากผลพวงของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่มีผลต่อราคาธัญพืชสำคัญทั้งข้าวสาลี ที่ทั้งสองประเทศถือเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีรายสำคัญคิดเป็นหนึ่งในสี่ของปริมาณผลผลิตทั้งโลก และเป็นผู้ส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หนึ่งในห้าของปริมาณผลผลิตทั้งโลก&nbsp;</p><p><br></p><p>ดังที่ ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ให้ความคิดเห็นว่า สงครามนี้เสี่ยงต่อการซ้ำเติมปัญหาการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานให้หนักขึ้น ที่สำคัญการสู้รบระหว่างสองประเทศ เสี่ยงกระทบราคาสินค้าหลายชนิด จากการที่รัสเซียเป็นผู้ผลิตสำคัญในสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าต้นน้ำในการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าอื่น อาทิ น้ำมัน ข้าวสาลี นอกจากนี้ ผลจากการที่รัสเซียถูกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาประเทศ มีแนวโน้มทำให้ในอนาคตอันใกล้ ถ้าสงครามยืดเยื้อ ราคาสินค้าดังกล่าวเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก ขณะที่รัสเซียก็เสี่ยงที่จะจำกัดการส่งออกสินค้าเหล่านี้ เพื่อตอบโต้หรือใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยน</p><p><br></p><p>การคาดการณ์ผลกระทบของสงครามของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว เห็นผลที่เกิดขึ้นแล้ว จากราคาพืชอาหารสัตว์สำคัญปรับขึ้นทันที โดยข้าวสาลีราคาปรับขึ้นมาแล้ว 43% กากถั่วเหลืองราคาเพิ่มขึ้น 15% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปรับขึ้น 14% กลายเป็นความกังวลในกลุ่มผู้นำเข้า ว่าซัพพลายธัญพืชจะเกิดภาวะชะงักงัน เพราะต่อให้สงครามยุติลงในวันนี้ แต่การส่งออกก็ต้องใช้เวลาเดือนครึ่งถึงสองเดือน กว่าจะกลับมาดำเนินการได้ เท่ากับเกษตรกรไทยต้องเสี่ยงกับปัญหานี้อย่างแน่นอน&nbsp;</p><p><br></p><p>นับตั้งแต่ภาคผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้นน้ำ ที่มีต้นทุนการผลิตสูงเป็นประวัติการณ์ จากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นทุกประเภท ซ้ำยังขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญอย่างข้างโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ความต้องการใช้ต่อปีมีเกือบ 8 ล้านตัน แต่ตอนนี้ไทยไม่มีผลผลิตข้าวโพดเข้าสู่ตลาดแล้ว ผลผลิตยังขาดไปถึงกว่า 3 ล้านตัน แล้วยังติดปัญหามาตรการ 3:1 ของรัฐ ที่จะต้องซื้อผลผลิตข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วนก่อน จึงจะนำเข้าข้าวสาลีได้ 1 ส่วน แต่เมื่อไทยไม่มีข้าวโพดแล้ว เท่ากับไม่สามารถนำเข้าข้าวสาลีมาทดแทนได้ เมื่อจะหันมาพึ่งพากากถั่วเหลืองแทน ก็มีภาระภาษีนำเข้า 2% อีก เมื่อไม่เห็นทางออก ก็ไม่แปลกที่ผู้ผลิตอาหารจะทยอยลดการผลิต หรือปิดสายการผลิตไปก่อน</p><p><br></p><p>ผลที่ตามมาคือเกษตรกรผู้เลี้ยงกลางน้ำ ต้องขาดแคลนปัจจัยการผลิตสำคัญอย่างอาหารสัตว์ทันที การเลี้ยงสัตว์ต้องหยุดชะงักเพราะไม่มีอาหารสัตว์ป้อนในกระบวนการ ปริมาณเนื้อสัตว์และสินค้าโปรตีนย่อมหายไป และยังมีภาระต้นทุนอื่นๆให้แบกรับ โดยเฉพาะต้นทุนการป้องกันโรคในฟาร์มปศุสัตว์ ที่ต้องยกระดับอย่างเข้มงวด ไม่ให้โรคระบาดในสัตว์และโรคโควิดในคน เข้าไปกระทบกับฝูงสัตว์ ต้นทุนส่วนนี้นับวันยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว&nbsp;</p><p><br></p><p>อีกส่วนสำคัญคือราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นแทบทุกวัน โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามยูเครนทำให้ระดับราคาปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง กลายเป็นต้นทุนค่าพลังงานที่หนักอึ้งสำหรับเกษตรกร โดยเฉพาะในฟาร์มที่ใช้ระบบการเลี้ยงแบบปิดที่มีพัดลมขับเคลื่อนด้วยน้ำมันทำให้มีต้นทุนสูง ยังไม่รวมต้นทุนค่าน้ำกินน้ำใช้สำหรับสัตว์ ที่คนเลี้ยงเตรียมต้องควักเงินจ่ายในฤดูร้อนนี้ ที่คาดว่าจะรุนแรงไม่แพ้ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 10%&nbsp;</p><p><br></p><p>ปัญหาต้นทุนที่รุมเร้าและความกังวลต่อความเสี่ยงในอาชีพ ทำให้เกษตรกรหลายรายตัดสินใจหยุดเลี้ยงสัตว์ทั้งเกษตรกรฟาร์มไก่ ฟาร์มไก่ไข่ และฟาร์มหมู ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่การบริโภคยังมีต่อเนื่อง หากแต่การจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ทั้งไก่เนื้อ ไข่ไก่ กลับถูกตรึงราคาไว้ เพื่อหวังดูแลปากท้องประชาชน จนอาจลืมไปว่าเกษตรกรก็คือประชาชนคนหนึ่ง ที่ทำอาชีพเพื่อหวังเลี้ยงตัวเอง เมื่อไม่มีทางออก ไปต่อไม่ไหวก็จำต้องเลิกอาชีพ ท้ายที่สุดคนรับผลของเรื่องนี้คือประชาชนที่ต้องขาดแคลนอาหารโปรตีน ถึงวันนั้นกว่าจะมาพลิกฟื้นอาชีพกันใหม่ก็ใช้เวลาไม่น้อย&nbsp;</p><p><br></p><p>สิ่งที่ภาครัฐรวมถึงภาคส่วนต่างๆ ต้องเร่งดำเนินการคือ การหามาตรการรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ต่อจากนี้ ถึงเวลาที่ต้องยื่นมือช่วยเหลือคนเลี้ยงสัตว์ จากที่ผ่านมาภาคผู้เลี้ยงให้ความร่วมมือกับภาครัฐตรึงราคาสินค้าเอาไว้เพื่อช่วยทั้งผู้บริโภค และยังช่วยพี่น้องเกษตรกรด้วยการซื้อวัตถุดิบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองในราคาแพง แต่เกษตรกรต้องขายไก่ ขายไข่ในราคาถูก ทั้งที่จริงๆควรเป็นภาระหน้าที่ของภาครัฐ ไม่ใช่ผู้เลี้ยงสัตว์&nbsp;</p><p><br></p><p>นาทีนี้เกษตรกรขอเพียง หยุดตรึงราคาสินค้า ทั้งไก่ ไข่ไก่ รวมถึงสินค้าเกษตรทุกชนิด ปล่อยให้กลไกตลาดได้ทำงาน อย่างที่ควรจะเป็น เหมือนในหมูที่สำเร็จมาแล้วจากการที่รัฐไม่ตรึงราคาสินค้า ให้ตลาดเป็นไปตามกลไกอุปสงค์อุปทาน ต้นทุนเกษตรกรยังพอรับได้ เพราะราคาสะท้อนต้นทุน แม้ตอนนี้ราคาขายมีแนวโน้มต่ำลงก็ตาม แต่เกษตรกรยังมีกำลังใจสู้ต่อ หากภาครัฐทำได้เช่นเดียวกันนี้ ก็ถือเป็นทางออกที่ดีสำหรับเกษตรกร ให้ได้มีแรงผลิตอาหารป้อนคนไทยต่อไป </p>","2022-02-03T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220302213510853"],
    [3,"วิกฤตยูเครนทำวัตถุดิบราคาพุ่ง หนักคนเลี้ยงสัตว์","<p>สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบสำคัญของโลกที่แพงอยู่แล้วยิ่งแพงขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหาร เนื่องจากทั้งยูเครนและรัสเซียเป็นผู้ส่งออกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์รายใหญ่ของโลก โดยมีปริมาณการส่งออกข้าวสาลีรวมกันราว 29% ของปริมาณการส่งออกทั่วโลก และมีสัดส่วนการส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงถึง 19% ของตลาดโลก วิกฤตยูเครนในครั้งนี้จึงทำให้ราคาวัตถุดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนพลังงาน และกระทบต่อทุกภาคส่วนทันที&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ในประเทศไทย ราคาข้าวสาลีนำเข้าซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ มีราคาปรับสูงขึ้นจาก 8-9 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อปี 2564 เพิ่มเป็น 12 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน ขณะที่ข้าวโพดในประเทศไทยมีราคาปรับไปถึง 11.20 บาทต่อกิโลกรัม และมีแนวโน้มไปถึง 12 บาทต่อกิโลกรัมในเร็วๆนี้ สถานการณ์นี้กำลังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อวัตถุดิบชนิดอื่นมีแนวโน้มราคาสูงตามไปด้วย โดยวัตถุดิบอาหารสัตว์ส่วนใหญ่ราคาขึ้นมาสูงกว่า 50-60% แล้วยังไม่นับรวมต้นทุนค่าขนส่งที่แปรผันตรงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งพุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตยูเครนเช่นกัน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>ข้อมูลราคาวัตถุดิบจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยพบว่า ข้าวสาลีทะยานพุ่งสูงถึง 34.68% เมื่อเทียบกับปี 2564 กากถั่วเหลืองนำเข้าราคาขยับตัวสูงแตะ 20 บาท/กิโลกรัม จาก 16.51 บาท/กิโลกรัม ส่วนกากถั่วเหลืองที่ซื้อจากโรงสกัดน้ำมันในประเทศอยู่ที่ 21 บาท/กิโลกรัม นอกจากนี้วัตถุดิบตัวอื่นไม่ว่าจะเป็น มันสำปะหลัง ข้าวสาลี แป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ DDGS หรือ น้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นส่วนประกอบในวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ก็ล้วนปรับราคาสูงขึ้นอย่างมาก แม้แต่ถ่านหินซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตอาหารสัตว์ก็ปรับราคาสูงขึ้นเป็น 2 เท่าเช่นกัน&nbsp;รวมถึงน้ำมันดิบเบร็นท์ที่สูงเกินกว่า 100 ดอลล่าร์สหรัฐ / บาเรล&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>กล่าวได้ว่า นาทีนี้เกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์กำลังเดือดร้อนหนัก จากภาวะต้นทุนการผลิตสูงด้วยราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ดังกล่าว ต้นทุนการผลิตอาหารของเกษตรกรไทยสูงขึ้นอย่างมากดังที่ นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่ายูเครนและรัสเซียอาจไม่สามารถเก็บเกี่ยวหรือทำการส่งออกข้าวสาลีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ตามปกติ รวมถึงภัยแล้งในบราซิลที่กระทบปริมาณผลผลิตถั่วเหลืองด้วย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเนื้อไกสูงขึ้นอย่างมากและต่อเนื่อง ในขณะที่ภาครัฐใช้มาตรการตรึงราคาขายเนื้อไก่ ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทำให้เกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ต้องแบกภาระขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>เช่นเดียวกับที่นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ กล่าวว่าผู้เลี้ยงไก่ไข่ประสบปัญหาขาดทุนมาตลอด แต่หน่วยงานภาครัฐไม่เคยเข้ามาช่วยเหลือ มีเพียงสั่งตรึงราคาขาย ทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยต้องเลิกเลี้ยงไปจำนวนมาก ราคาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกว่า 30-35%&nbsp;มาจากค่าอาหารสัตว์ ค่ายา ค่าแรง ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงต่างปรับขึ้นทั้งหมด ซึ่งรัฐควรปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน สอดคล้องกับ นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง ที่ระบุว่าไม่มีคนทำมาหากินที่ไหนอยู่ได้ ถ้าถูกควบคุมราคาขายปลายทางแต่ต้นทุนผลิตพุ่งไม่หยุดเช่นนี้</p><p>&nbsp;</p><p>กลไกการตลาดเสรีที่ปล่อยให้ราคาขึ้นลงตามต้นทุนที่แท้จริง จะช่วยต่อลมหายใจให้เกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือเรื่องของหมู ที่ระดับราคาปรับตัวลดลงเองหลังกลไกตลาดทำงาน&nbsp;เกษตรกรอยู่รอด ผู้บริโภคอยู่ได้ &nbsp;</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">โดย ธนา วรพจน์วิสิทธิ์&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p>","2022-02-03T00:00:00","NULL","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220302213419852"],
    [4,"วิถีเกษตรกรไทย ไม่ ยั่งยืน ต้นทุนราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่ง สวนทางราคาผลผลิต","<p>อะไรก็ตามที่กระทบกับปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชนในชาติล้วนเป็นประเด็นร้อนทั้งสิ้น เช่นเดียวกันคนไทย นับตั้งแต่ต้นปี 2565 จนถึงขณะนี้ เรื่องราคาอาหารการกินทั้งหมู ไก่ ไข่ และสินค้าอุปโภคปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงกับค่าครองชีพและคุณภาพชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้รัฐบาลต้องเต้นเป็นพิเศษและต้องชั่งน้ำหนักอย่างดีให้สมประโยชน์ทั้งภาคการผลิตและการบริโภค&nbsp;</p><p><br></p><p>นอกจากนี้ วิกฤตสงครามและภัยแล้งในแหล่งปลูกธัญพืชสำคัญของโลก เป็นปัจจัยผลักดันต้นทุนการผลิตสำคัญโดยเฉพาะราคาน้ำมันและราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ให้ทะยานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ กล่าวคือ ภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบร็นท์ปรับสูงอยู่ที่ 110 เหรียญสหรัฐ/บาเรล (ณ วันที่ 2 มีนาคม 2565) และยังสูงขึ้นต่อเนื่อง และมีการคาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อราคาจะปรับสูงเกินกว่า 150 เหรียญสหรัฐ/บาเรล ขณะที่ รัสเซียและยูเครน ยังเป็นผู้ผลิตข้าวสาลีและข้าวโพดรายใหญ่ของโลก มีสัดส่วนรวมกัน 29% และ 19% ของการผลิตโลกตามลำดับ&nbsp;</p><p><br></p><p>มาดูสินค้าอาหาร 3 รายการ ที่เป็นประเด็นร้อนของรัฐบาลขณะนี้ คือ หมู ไก่ และไข่ไก่ ซึ่งเป็นโปรตีนหลักที่ได้รับความนิยมอย่างมากของคนไทย ที่ผู้เลี้ยงสัตว์ดังกล่าวต้องแบกภาระขาดทุนสะสมไม่แตกต่างกันจากต้นทุนพลังงานและต้นวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและอาจจะยืดยาวขึ้นอยู่กับภาวะสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ที่ผ่านมาแม้ปัญหาราคาเนื้อหมูแพงเพราะหมูขาดจากโรคระบาด ASF รัฐบาลและสมาคมผู้เลี้ยงสุกรได้ร่วมแรงร่วมใจกันแก้ปัญหาจนทุเลาลง จนราคาหมูหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับลดลงจากราคาที่ตรึงไว้ 110 บาท/กก. ตั้งปลายเดือนมกราคม 2565 เป็นต้นมา ล่าสุด (วันที่ 2 มีนาคม 2565) ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มเฉลี่ยอยู่ที่ 86-88 บาท/กก. อีกทั้งผู้บริโภคร่วมมือหันไปบริโภคเนื้อไก่และโปรตีนจากเนื้อประเภทอื่นแทนเพื่อลดความต้องการในตลาดลง ราคาขายปลีกก็ปรับลงอย่างต่อเนื่อง นับเป็นการใช้หลักการเศรษฐศาสตร์พื้นฐานของกลไกตลาดแก้ปัญหา win-win กันทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค</p><p><br></p><p>สำหรับไข่ไก่ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ ประกาศปรับราคาไข่ไก่คละเป็น 3.20 บาท/ฟอง เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา เทียบกับราคาประกาศครั้งก่อนที่ 3.00 บาท/ฟอง ด้วยต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากปัจจัยหลักทั้งพลังงานและวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยล่าสุด สมาคมฯ ประกาศตรึงราคาไข่ไก่ที่ 3.10 บาท/ฟอง เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของคนไทย ส่วนไก่เนื้อกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการห้ามขึ้นราคาและมีการตรวจสอบสต๊อกของผู้เลี้ยงที่มีปริมาณการเลี้ยงตั้งแต่ 100,000 ตัวขึ้นไป&nbsp;</p><p><br></p><p>ปัญหาหลักของเกษตรกรภาคปศุสัตว์ไทยตอนนี้ คือ ราคาขายผลผลิตไม่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง เนื่องจากต้นทุนผลิตสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ราคาขายถูกกำกับและควบคุมโดยภาครัฐ แทนที่จะให้กลไกการตลาดทำงาน เช่น ราคาไข่ไก่ เป็นหนึ่งในดัชนีวัดราคาอาหารที่ราคาปรับไม่ได้มาก หากพิจารณาที่คุณค่าทางอาหารไข่ไก่เป็นโปรตีนคุณภาพสูงที่ราคาถูกที่สุด เกษตรกรภาคปศุสัตว์จึงย่ำอยู่กับที่หรือเดินถอยหลัง ไม่สามารถเดินหน้าสู่การผลิตอย่างยั่งยืนได้&nbsp;</p><p><br></p><p>ประเด็นดังกล่าว นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น กากถั่วเหลืองนำเข้าจากสหรัฐฯ เกิดภัยแล้ง ปริมาณกากถั่วเหลืองลดลง ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้น จึงต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมว่าหากปรับภาษีนำเข้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรในประเทศ ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาปรับสูงขึ้นจาก 8-9 บาท/กก. เป็น 10-11 บาท/กก. หรือประมาณ 20-30% รวมถึงข้าวสาลีที่สูงขึ้น 43% จากภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเป็นต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ที่ทำให้ต้นทุนเนื้อสัตว์สูงขึ้น จำเป็นต้องแก้ปัญหาทั้งสองด้านให้สมดุลอยู่ได้ทั้งสองฝ่าย&nbsp;</p><p><br></p><p>เมื่อภาครัฐเข้าใจปัญหา หันหน้าเข้าหากัน และนำระบบการค้าไปสู่เสรี โดยใช้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดแทนการควบคุมราคาสินค้า น่าจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของเกษตรกรไทยให้หลุดพ้นจากภาวะขาดทุนสะสม วิถีเกษตรกรไทยสู่ความยั่งยืน ให้คนไทยมีอาหารมั่นคงเพียงพอและเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสมตลอดไป</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">อัปสร พรสวรรค์&nbsp;</p><p><br></p>","2022-03-03T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220303185230210"],
    [5,"ราคาอาหารตามกลไกตลาด น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคอยู่ได้","<p>ยิ่งสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ลุกลามและยืดเยื้อมากเท่าไร ยิ่งส่งผลต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อยและรายเล็กมากเท่านั้น จากผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ ภาคการผลิตและภาคการส่งออกต้องจับตาใกล้ชิดเพราะทั้งสองปัจจัยมีผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต</p><p><br></p><p>ภาคปศุสัตว์ไทย หนึ่งในภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง และในปีนี้ผลพวงของสงคราม จากผู้ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวสาลีรายใหญ่ของโลก ทั้งรัสเซียผู้ผลิตข้าวสาลีรายใหญ่ มีสัดส่วน 10% ของผลผลิตโลก ส่งออกคิดเป็น 20% ของการส่งออกของโลก และ ยูเครน ผู้ส่งออกข้าวสาลีเป็นอันดับ 5 ของโลก และส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คิดเป็น 10% ของปริมาณส่งออกของโลก ขณะที่ ผู้ผลิตถั่วเหลืองรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก อย่างสหรัฐฯ ผลผลิตลดลงจากภัยแล้ง หากสงครามยืดเยื้อ และภัยแล้งกินวงกว้างมากขึ้น อาจทำให้ผลผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ขาดแคลนและดันราคาในตลาดโลกให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้</p><p><br></p><p>ล่าสุด สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย รายงานราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นทุกรายการ เมื่อเทียบกับราคาเดือนธันวาคม 2564 โดยราคาข้าวโพดปรับขึ้นประมาณ 13% จาก 10.05 บาท เป็น 11.45 บาท/กก. ข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 43% จาก 8.91 บาท เป็น 12.75 บาท/กก. และกากถั่วเหลืองจากเมล็ดนำเข้าสูงขึ้น 15% จาก 19.50 บาท เป็น 22.50 บาท/กก.&nbsp;</p><p><br></p><p>อย่างไรก็ตาม ราคาเนื้อสัตว์ที่เกษตรกรผลิตได้ ไม่ได้รับอนุญาตให้ปรับราคาตามต้นทุนการผลิตที่แท้จริง เนื่องจากภาครัฐใช้มาตรการคุมราคาเนื้อสัตว์และสินค้าอาหารแทนการปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อลดค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคทั่วไป แต่ลืมไปว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งสุกร ไก่เนื้อ ไก่ไข่ ล้วนเป็นผู้บริโภคเช่นกัน แต่ผู้เลี้ยงยังให้ความร่วมมือภาครัฐด้วยการตรึงราคาหน้าฟาร์มไว้อย่างต่อเนื่อง โดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเป็นผู้นำในการตรึงราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มไว้ที่ 110 บาท/กก. เป็นเวลา 9 สัปดาห์แล้ว จนราคาเฉลี่ยล่าสุดลดเหลือ 86-88 บาท/กก.&nbsp;</p><p><br></p><p>ขณะที่ไข่ไก่ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ แจ้งปรับราคาไข่คละหน้าฟาร์มจากฟองละ 3.00 บาท เป็นฟองละ 3.20 บาท เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสูงขึ้น หากที่สุดก็พร้อมใจกันตรึงราคาไข่คละหน้าฟาร์มที่ 3.10 บาท/ฟอง ซึ่งไข่ไก่ เป็นอาหารโปรตีนคุณภาพดี และราคาถูกมาก ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด แต่การปรับราคาแต่ละครั้งเป็นเรื่องยากเพราะรัฐบาลกำหนดเพดานราคาไว้ เนื่องจากไข่เป็นหนึ่งในดัชนีบ่งชี้ค่าครองชีพของคนไทย ครั้นราคาไข่ไก่ตกต่ำรัฐบาลกลับไม่มีมาตรการช่วยเหลือใดๆ เกษตรกรต้องแบกรับภาระขาดทุนไว้เอง&nbsp;</p><p><br></p><p>ทั้งนี้ ข้อมูลจากสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย เปิดเผยว่า ไข่ไก่ที่ราคาฟองละ 3.20 บาท ถือเป็นราคาที่สูงสุด หากย้อนดูราคาในช่วง 5 ปี จากปี 2560 ที่จำหน่ายฟองละ 2.30 บาท และเคยขึ้นไปสูงสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 ที่ราคาฟองละ 2.80 บาท เท่ากับในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันราคาไข่ไก่เปลี่ยนแปลงเพียง 90 สตางค์/ฟองเท่านั้น ทั้งที่ต้องแบกภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่ต่างกับสินค้าประเภทอื่นๆ ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐควรพิจารณานำกลไกตลาดมาใช้ในการสร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าเนื้อสัตว์และอาหาร ปล่อยให้อุปสงค์ (Demand) อุปทาน (Supply) และต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเป็นตัวกำหนดราคา ซึ่งราคาสินค้าเกษตรมีการปรับขึ้นลงเป็นวัฏจักรอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาเหมือนราคาถูกบิดเบือนต้องขายราคาต่ำมาโดยตลอด</p><p><br></p><p>นอกจากนี้ รัฐสามารถช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้โดยการยกเลิกภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 2% รวมถึงการกำหนดสัดส่วนการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศต่อการนำเข้าข้าวสาลีที่อัตรา 3:1 และการปรับลดราคาประกันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขั้นต่ำที่ความชื้น 14.5% ที่ราคา 8.50 บาท/กก. ทั้งนี้ วัตถุดิบอาหารสัตว์คิดเป็น 60-70% ของต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ รวมถึงค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกษตรกรไม่อาจหลีกเลี่ยงได้&nbsp;</p><p><br></p><p>ผู้เลี้ยงได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะช่วยขจัดอุปสรรคดังกล่าวข้างต้น ให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคอยู่ร่วมกันด้วยความสมานฉันท์ แบบ น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ผู้เลี้ยงสัตว์มุ่งมั่นผลิตอาหารปลอดภัย มีรายได้จากการขายได้ในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอในราคาที่จับต้องได้ สนับสนุนเศรษฐกิจไทยไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหรือเงินฝืดจากราคาสินค้า ร่วมยกคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้แข็งแกร่งฝ่าฟันปัจจัยเสี่ยงจากภาวะสงครามและโรคระบาดต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปได้</p><p><br></p><p class=\"ql-align-right\">แทนขวัญ มั่นธรรมะ&nbsp;</p>","2022-09-03T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220309195745171"],
    [6,"กลไกตลาดเสรี ทางออกสินค้าเกษตร ทางรอดเกษตรกรไทย","<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;การปรับลดลงของราคาหมูหน้าฟาร์มและเนื้อหมูหน้าเขียง&nbsp;อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาร่วม&nbsp;2&nbsp;เดือน&nbsp;เป็นบทพิสูจน์สำคัญของ&nbsp;\"กลไกตลาด\"&nbsp;ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน&nbsp;ที่มีปริมาณอุปสงค์&nbsp;(demand)&nbsp;และอุปทาน&nbsp;(supply)&nbsp;เป็นตัวกำหนดทิศทางของราคาสินค้า&nbsp;เมื่อปล่อยให้กลไกตลาดได้ทำงานอย่างเสรี&nbsp;โดยไม่ต้องมีใครกำหนดราคาหรือควบคุมปริมาณการผลิต&nbsp;ในที่สุดราคาจะกลับสู่สมดุลได้เอง&nbsp;โดยไม่มีการควบคุมให้กลไกผิดเพี้ยน&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถามว่ากลไกตลาดหมูทำงานอย่างไร&nbsp;ทำความเข้าใจง่ายๆ&nbsp;จากปริมาณหมูทั่วประเทศที่ลดลงไปมากกว่าครึ่ง&nbsp;ทำให้ระดับราคาสูงขึ้นตาม&nbsp;จากนั้นผู้บริโภคจะปรับพฤติกรรมการบริโภคเอง&nbsp;ด้วยการหยุดบริโภคเนื้อหมูไประยะหนึ่ง&nbsp;เมื่ออุปสงค์กับอุปทานกลับมาอยู่ในระดับเดียวกัน&nbsp;ราคาหมูจึงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;เรื่องนี้ผู้เกี่ยวข้องได้ให้ความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจ</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;นายสัตวแพทย์สรวิศ&nbsp;ธานีโต&nbsp;อธิบดีกรมปศุสัตว์&nbsp;&nbsp;กล่าวถึงสถานการณ์ราคาหมูขณะนี้เป็นไปตามกลไกอุปสงค์&nbsp;อุปทาน&nbsp;ซึ่งราคาขายมีแนวโน้มต่ำลง&nbsp;ส่วนหนึ่งจากการดำเนินการของเครือข่ายปฏิบัติงานเร่งตรวจสอบห้องเย็นเพื่อแก้ปัญหาหมูแพง&nbsp;โดยปัจจุบันหมูมีราคาที่ผู้บริโภครับได้&nbsp;ขณะเดียวกัน&nbsp;สมาคมผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศให้ความร่วมมือรักษาระดับราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มโดยตลอด&nbsp;\"จึงยังไม่มีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องมีการนำเข้าหมูเข้ามา\"&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;การสู้รบระหว่างรัสเซียและซูเครน&nbsp;2&nbsp;ประเทศที่เป็นผู้ผลิตข้าวลาสีรายใหญ่ของโลก&nbsp;โดยรัสเซียผลิตข้าวสาลีอันดับ&nbsp;2&nbsp;และยูเครนอันดับ&nbsp;10&nbsp;มีการผลิตข้าวสาลีรวมกันถึง&nbsp;29%&nbsp;ของโลก&nbsp;และทั้งสองประเทศผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวมกันได้ถึง&nbsp;16%&nbsp;ของโลก&nbsp;ความตึงเครียดดังกล่าวจึงมีผลต่อต้นทุนวัตถุดิบการเลี้ยงสัตว์&nbsp;ที่เป็นไปตามกลไกตลาดโลก&nbsp;ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์&nbsp;โดยต้นทุนของเกษตรกรไทยสูงขึ้น&nbsp;10%&nbsp;แล้ว</p><p>&nbsp;</p><p>คุณสุนทราภรณ์&nbsp;สิงห์รีวงศ์&nbsp;นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ&nbsp;&nbsp;บอกว่า&nbsp;ปัจจุบันเกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น&nbsp;ตามสถานการณ์โลกที่มีผลต่อต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้น&nbsp;จากวิกฤติยูเครน&nbsp;อย่างไรก็ตาม&nbsp;การที่ภาครัฐเดินหน้านโยบายดูแลพี่น้องเกษตรกรคนเลี้ยงหมู&nbsp;โดยไม่เปิดนำเข้าหมู&nbsp;เข้ามาซ้ำเติมทุกข์ของเกษตรกร&nbsp;ทำให้ภาคผู้เลี้ยงมีกำลังใจร่วมกันผลิตหมูปลอดภัยต่อไป&nbsp;ขอเพียงภาครัฐยึนเคียงข้างเกษตรกร&nbsp;ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรี&nbsp;ดังเช่นที่ผ่านมา&nbsp;ซึ่งช่วยให้ราคาหมูเกิดเสถียรภาพ&nbsp;และเป็นแรงจูงใจอย่างดี&nbsp;ทำให้เกษตรกรรายย่อย-รายเล็ก&nbsp;หันกลับมาเลี้ยงหมู&nbsp;ปริมาณหมูจึงเข้าสู่ระบบมากขึ้น&nbsp;ตามเป้าหมายที่ภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการผลักดัน</p><p>&nbsp;</p><p>คุณสิทธิพันธ์&nbsp;ธนาเกียรติภิญโญ&nbsp;นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&nbsp;&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;ราคาหมูและเนื้อหมูที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา&nbsp;มีสาเหตุมาจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น&nbsp;ทั้งราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์&nbsp;ค่าบริหารจัดการป้องกันโรคในหมู&nbsp;และภาวะโรคหมู&nbsp;ทำให้ผู้เลี้ยงหมูหายไปจากระบบ&nbsp;ส่งผลให้ปริมาณหมูแม่พันธุ์และหมูขุนลดลง&nbsp;สวนทางกับความต้องการบริโภคหมูเพิ่มมากขึ้น&nbsp;การปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรี&nbsp;ไม่ถูกจำกัดโดยภาครัฐ&nbsp;ทำให้ราคาหมูปรับเข้าสู่สมดุลได้เอง&nbsp;ถือเป็นการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน&nbsp;และอาชีพของเกษตรกรที่เข้าถึงหัวใจของปัญหาอย่างแท้จริง&nbsp;การไม่ให้มีการนำเข้าเนื้อหมูเข้ามา&nbsp;นับเป็นนโยบายที่ถูกต้องของภาครัฐที่ไม่เข้ามาแทรกแซงตลาดหมูในประเทศ&nbsp;ถือเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกษตรกรหันกลับมาเลี้ยงหมูมากขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย&nbsp;(TDRI)&nbsp;โดยนางสาวกิริฎา&nbsp;เภาพิจิตร&nbsp;ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ&nbsp;กล่าวในงานเสวนา&nbsp;\"สินค้าราคาแพง...รัฐแทรกแซงตลาด&nbsp;คือทางออก?\"&nbsp;ว่าปัญหารัสเซีย-ยูเครน&nbsp;มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเฉลี่ย&nbsp;120-130&nbsp;เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล&nbsp;โดยคาดว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงได้ในครึ่งปีหลังเฉลี่ย&nbsp;90-100&nbsp;เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล&nbsp;จะไม่ต่ำไปกว่านี้แน่นอน&nbsp;ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น&nbsp;ขณะที่ไทยมีปัญหาราคาเนื้อหมูปรับขึ้น&nbsp;ซึ่งคาดว่ากว่าจะเพิ่มผลผลิตหมูได้ต้องใช้เวลาเป็นปี&nbsp;ประกอบกับต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้นเนื่องจากรัสเซียและยูเครนเป็นผู้ผลิตข้าวสาลี&nbsp;1&nbsp;ใน&nbsp;5&nbsp;ของโลก&nbsp;ทั้งนี้มาตรการตรึงราคาไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา&nbsp;แต่จะเป็นการกดดันทำให้เอกชนลดการผลิตสินค้า&nbsp;และผู้ประกอบการก็อาจจะต้องปรับตัวจัดการต้นทุน&nbsp;ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย&nbsp;รัฐบาลควรแก้ไขและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแบบเจาะจง</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;VOA&nbsp;รายงานว่า&nbsp;ทั่วโลกเผชิญหน้ากับปัญหาราคาอาหารสูงขึ้นอยู่ก่อนแล้วในรอบ&nbsp;10&nbsp;ปีที่ผ่านมา&nbsp;โดยสงครามในยูเครนส่งผลให้ราคาสัญญาซื้อขายในตลาดกลางชิคาโก&nbsp;ทั้งข้าวสาลีสูงขึ้นมาก&nbsp;40%&nbsp;และข้าวโพดสูงขึ้น&nbsp;16%&nbsp;สงครามยังทำให้ปริมาณการขายเชื้อเพลิงทั่วโลกชะงักงัน&nbsp;ปัญหานี้จะยิ่งเลวร้ายลงอย่างมากหากการแซงชั่น&nbsp;(sanctions)&nbsp;รัสเซีย&nbsp;ถูกขยายไปถึงการส่งออกพลังงานด้วย</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;จะเห็นว่าภาคปศุสัตว์กำลังประสบปัญหาใหญ่&nbsp;จากภาวะต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์&nbsp;เรื่องนี้กระทบกับการผลิตอาหารสัตว์อย่างไม่ต้องสงสัย&nbsp;ผู้ผลิตหลายรายต้องลดกำลังการผลิต&nbsp;ย่อมส่งผลให้ภาคการเลี้ยงสัตว์ขาดแคลนอาหารสำหรับสัตว์&nbsp;ขณะเดียวกันก็ยังไม่สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้&nbsp;เพราะถูกภาครัฐควบคุมราคาหรือตรึงราคาสินค้า&nbsp;ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงตลาด&nbsp;ที่จะกลายเป็นทางตันของปัญหาในที่สุด&nbsp;หากภาคผู้ผลิตในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์และเกษตรกรทั้งหมดถอดใจเลิกเลี้ยง&nbsp;คนรับผลของเรื่องนี้คือ&nbsp;ผู้บริโภคที่จะไม่มีอาหารโปรตีนรับประทาน&nbsp;ความมั่นคงทางอาหารของไทยต้องพังลง</p><p>&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;วันนี้ภาครัฐต้องใช้ความสำเร็จของ&nbsp;\"การปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรี\"&nbsp;จากราคาหมูที่ปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์แล้วเป็นต้นแบบ&nbsp;ต้องยกเลิกมาตรการคุมราคาสินค้าตลอดห่วงโซ่การผลิต&nbsp;และเปิดทางให้กลไกตลาดเสรีเป็นทางออกของสินค้าเกษตร&nbsp;เป็นทางรอดของเกษตรกร&nbsp;ให้พวกเขาวสามารถผลิตสินค้าได้ตามกำลังของตนเอง&nbsp;โดยมีความต้องการตลาดเป็นตัวชี้นำราคา&nbsp;และเป็นแนวทางการวางแผนการผลิตของตัวเกษตรกรเอง&nbsp;เพื่อรองรับการบริโภคของประชาชน&nbsp;ดังคำพูดที่ว่าราคาสินค้ามีขึ้นย่อมมีลงเป็นธรรมดา&nbsp;โดยไม่ต้องมีใครมาแทรกแซงให้เสียเวลา</p><p><br></p><p>โดย&nbsp;ณัฐภัทร&nbsp;ร่มธรรม&nbsp;นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร&nbsp;</p>","2022-09-03T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220309215045213"],
    [7,"ปล่อยกลไกตลาดทำงาน แนวทางแก้ปัญหาห่วงโซ่การผลิตอาหาร ช่วยเกษตรกรไทย","<p>ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน&nbsp;ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ&nbsp;การเจรจาข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้&nbsp;นอกจากปัญหาราคาน้ำมันจนอาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นมาก&nbsp;ที่เรียกว่า&nbsp;ออยล์&nbsp;ช็อก&nbsp;แล้ว&nbsp;ปัญหาสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบทั่วโลก&nbsp;ไม่ต่างกันคือ&nbsp;วัตถุดิบอาหารสัตว์&nbsp;ที่ราคาปรับขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน</p><p>สงครามยูเครนผลักดันให้วัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นทุกชนิด&nbsp;กลายเป็นความกังวลในกลุ่มผู้นำเข้าวัตถุดิบ&nbsp;ว่าธัญพืชอาหารสัตว์อาจจะเกิดภาวะชะงักงัน&nbsp;ทั้งข้าวสาลีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&nbsp;เพราะทั้งสองประเทศเป็นผู้เพาะปลูกและผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก&nbsp;หากสงครามยืดเยื้อต่อไปราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์จะปรับสูงขึ้นอีกแน่นอน&nbsp;และอาจเกิดปัญหาขาดแคลนในที่สุด&nbsp;</p><p>ประเทศไทยก็โดนหางเลขเรื่องนี้ไม่น้อย&nbsp;ผลกระทบเกิดกับภาคผู้ผลิตทั้งส่วนของอาหารสัตว์และเกษตรกรผู้เลี้ยง&nbsp;โดยเฉพาะผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนสูง&nbsp;เมื่อเทียบราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญในปัจจุบัน&nbsp;กับราคาเมื่อเดือนธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;พบว่า&nbsp;ขณะนี้กากถั่วเหลืองจากเมล็ดนำเข้าราคา&nbsp;22.50&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;จากกิโลกรัมละ&nbsp;19.50&nbsp;บาท&nbsp;(ปรับเพิ่มขึ้น&nbsp;15.38%)&nbsp;ส่วนข้าวสาลีนำเข้าราคา&nbsp;13.25&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;จากกิโลกรัมละ&nbsp;8.91&nbsp;บาท&nbsp;(ปรับเพิ่มขึ้น&nbsp;48.71%)&nbsp;</p><p>ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยก็ปรับราคาสูงขึ้นมากกว่า&nbsp;20%&nbsp;ล่าสุดบริษัท&nbsp;กรุงเทพโปรดิ๊วส&nbsp;จำกัด&nbsp;(มหาชน)&nbsp;ผู้รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รายใหญ่&nbsp;ได้ปรับราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&nbsp;สำหรับข้าวโพดหลังนาต้นฤดูในราคาสูงสุดที่&nbsp;12.65&nbsp;บาท/กก.&nbsp;เพื่อสร้างหลักประกันในการส่งมอบวัตถุดิบให้กับลูกค้า&nbsp;และลดความเสี่ยงด้านราคาที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้นอีกหากสงครามยืดเยื้อ</p><p>โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ภายใต้มาตรการควบคุมราคาขั้นต่ำ&nbsp;เพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้เพาะปลูกต้นทาง&nbsp;ซึ่งกำหนดราคาประกันขั้นต่ำที่เมล็ดความชื้น&nbsp;14.5%&nbsp;ไว้ที่&nbsp;8.50&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;ขณะที่ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรจำหน่ายได้นั้นสูงกว่าราคาประกันมาตั้งแต่เดือนตุลาคม&nbsp;2564&nbsp;แล้ว&nbsp;แต่รัฐบาลกลับไม่ได้กำหนดเพดานราคา&nbsp;ทำให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่เป็นอุตสาหกรรมการผลิตกลางน้ำ&nbsp;ต้องรับภาระวัตถุดิบสูงมาโดยตลอด</p><p>ทว่าอาหารสัตว์และสินค้าปศุสัตว์&nbsp;อาทิ&nbsp;ไก่เนื้อ&nbsp;และไข่ไก่&nbsp;กลับเป็นสินค้าที่ถูกควบคุมราคาตามมาตรการของกระทรวงพาณิชย์&nbsp;จึงไม่สามารถปรับราคาได้ตามต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น&nbsp;ผลที่ตามมาคือ&nbsp;ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น&nbsp;โดยที่ราคาขายถูกตรึงเอาไว้ได้&nbsp;</p><p>ปัญหานี้ทำให้โรงงานอาหารสัตว์อาจจำเป็นต้องหยุดการผลิต&nbsp;เท่ากับว่าอนาคตอันใกล้นี้ภาคผู้เลี้ยงสัตว์&nbsp;อาจต้องประสบปัญหาอาหารสัตว์ขาดแคลนและกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์แน่นอน</p><p>ภาครัฐต้องเร่งจัดการกับเรื่องนี้&nbsp;และควรมีมาตรการสนับสนุนภาคผู้ผลิตตลอดห่วงโซ่&nbsp;ไม่เฉพาะผู้เพาะปลูก&nbsp;แต่ผู้ผลิตอาหารสัตว์และเกตรกรผู้เลี้ยงสัตว์&nbsp;ในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมและเป็นรูปธรรม&nbsp;มาตรการไหนที่เป็นภาระและก่อปัญหาควรถูกปลดล็อกทันที&nbsp;เช่น&nbsp;การยกเลิกมาตรการ&nbsp;3:1&nbsp;การยกเลิกภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง&nbsp;การเปิดให้นำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบ&nbsp;WTO&nbsp;และ&nbsp;AFTA&nbsp;ฯลฯ&nbsp;เพื่อไม่ให้ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดต้องหยุดชะงัก&nbsp;กระทั่งกระทบกับผู้บริโภคปลายทาง</p><p>ที่สำคัญการบริหารจัดการสินค้าเกษตรทั้งระบบ&nbsp;ด้วยการยกเลิกการควบคุมราคา&nbsp;เลิกตรึงราคาสินค้า&nbsp;ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรีและมีประสิทธิภาพ&nbsp;ถือเป็นคำตอบของการแก้ปัญหาตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร&nbsp;และเป็นการสนับสนุนให้เกิดเสถียรภาพให้กับเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง</p><p><br></p><p>โดย&nbsp;:&nbsp;บรรจบ&nbsp;สุขชาวไทย&nbsp;นักวิชาการด้านปศุสัตว์</p>","2022-11-03T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220311153558942"],
    [8,"รายงานพิเศษ : สนามบินเบตง เส้นทางความหวัง กระตุ้นท่องเที่ยว-ลงทุนชายแดนใต้","<p><strong>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;สนามบินเบตง&nbsp;เส้นทางความหวัง&nbsp;กระตุ้นท่องเที่ยว-ลงทุนชายแดนใต้</strong></p><p><strong>พลเอก&nbsp;ประยุทธ์&nbsp;จันทร์โอชา&nbsp;นายกรัฐมนตรี&nbsp;</strong>เตรียมเดินทางไปทำพิธีเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์&nbsp;\"สนามบินเบตง\"&nbsp;ณ&nbsp;อ.เบตง&nbsp;จ.ยะลา&nbsp;ถือเป็นท่าอากาศยานแห่งใหม่ล่าสุดลำดับที่&nbsp;29&nbsp;&nbsp;ของกรมท่าอากาศยาน&nbsp;ขณะที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่มั่นใจจะสามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวได้&nbsp;และประชาชนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น&nbsp;</p><p><strong>นับเป็นเส้นทางแห่งความหวังของชาวอำเภอเบตง&nbsp;จังหวัดยะลา&nbsp;</strong>ตลอดจนประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ&nbsp;ที่สนามบินเบตง&nbsp;&nbsp;อ.เบตง&nbsp;&nbsp;จ.ยะลา&nbsp;จะเปิดให้บริการเที่ยวบินเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการในวันที่&nbsp;14&nbsp;มีนาคม&nbsp;2565&nbsp;โดยมีพลเอก&nbsp;ประยุทธ&nbsp;จันทร์โอชา&nbsp;นายกรัฐมนตรี&nbsp;พร้อมคณะร่วมเดินทางมาจำนวน&nbsp;60&nbsp;คน&nbsp;เพื่อมาทำพิธีเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์&nbsp;ณ&nbsp;ท่าอากาศยานเบตง&nbsp;โดยจะเดินทางด้วยสายการบินนกแอร์&nbsp;เที่ยวบินที่&nbsp;DD&nbsp;6260&nbsp;ซึ่งเป็นสายการบินพาณิชย์แรกที่ทำการบินลงเส้นทางเบตง&nbsp;มาพร้อมกับผู้โดยสารที่ได้สำรองจองที่นั่งเพื่อมาท่องเที่ยวยังเบตงในวันดังกล่าวไว้อีก&nbsp;20&nbsp;คน&nbsp;รวมมีผู้โดยสารเดินทางทั้งสิ้นจำนวน&nbsp;80&nbsp;คน&nbsp;โดยทุกคนได้สำรองจองตั๋วเดินทาง&nbsp;ไป-กลับ&nbsp;ในราคา&nbsp;6,500&nbsp;บาทต่อคน</p><p><strong>การก่อสร้างสนามบินเบตง&nbsp;จังหวัดยะลา</strong>&nbsp;เริ่มหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่&nbsp;6&nbsp;&nbsp;ตุลาคม&nbsp;&nbsp;2558&nbsp;โดย&nbsp;พล.อ.ประยุทธ์&nbsp;จันทร์โอชา&nbsp;นายกรัฐมนตรี&nbsp;ได้เห็นชอบในหลักการให้กรมท่าอากาศยาน&nbsp;กระทรวงคมนาคม&nbsp;ดำเนินโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานเบตง&nbsp;มีระยะเวลาดำเนินโครงการ&nbsp;3&nbsp;ปี&nbsp;คือตั้งแต่&nbsp;2559&nbsp;&nbsp;2561&nbsp;เพื่อจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของอําเภอเบตง&nbsp;&nbsp;และ&nbsp;3&nbsp;&nbsp;จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น&nbsp;โดยมุ่งหวังให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น&nbsp;ส่งเสริมรองรับตลาดการท่องเที่ยว&nbsp;และการพาณิชย์&nbsp;เพื่อการลงทุนภายในประเทศและต่างประเทศ&nbsp;</p><p><strong>โดยสนามบินเบตงก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี&nbsp;2562&nbsp;บนพื้นที่&nbsp;920&nbsp;ไร่&nbsp;</strong>ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชัน&nbsp;จึงมีการออกแบบให้มีระยะรันเวย์&nbsp;กว้าง&nbsp;30&nbsp;เมตร&nbsp;ยาว&nbsp;1,800&nbsp;เมตร&nbsp;สามารถรองรับเครื่องบินขนาด&nbsp;70-80&nbsp;ที่นั่ง&nbsp;รองรับผู้มาใช้บริการได้&nbsp;300&nbsp;คนต่อชั่วโมง&nbsp;</p><p><strong>&nbsp;สนามบินเบตง&nbsp;ถือเป็นท่าอากาศยานแห่งใหม่ลำดับที่&nbsp;29&nbsp;ของกรมท่าอากาศยาน</strong>&nbsp;เป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนแผนรองรับนักท่องเที่ยวระยะยาว&nbsp;ตามกรอบการพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ&nbsp;มั่นคง&nbsp;มั่งคั่ง&nbsp;ยั่งยืน&nbsp;เพื่อให้เมืองเบตงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค&nbsp;และก้าวสู่เมืองท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานทั้งในระดับอาเซียน&nbsp;และระดับสากล&nbsp;โดยก่อนจะมีการเปิดให้บริการ&nbsp;กระทรวงคมนาคมในฐานะกำกับดูแลกรมท่าอากาศยาน&nbsp;ได้มีการประชุมหารือแนวทางการเปิดให้บริการสนามบินเบตงมาโดยตลอด&nbsp;เพื่อให้การเปิดบริการเป็นไปตามมาตรฐานสากล&nbsp;โดยสนามบินเบตงได้รับใบรับรองการดำเนินงานสนามบินสาธารณะจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย&nbsp;(กพท.)&nbsp;ซึ่งเป็นเอกสารที่ยืนยันได้ถึงมาตรฐานความปลอดภัยและความพร้อมของท่าอากาศยานเบตง</p><p><strong>นายเอกสิทธิ์&nbsp;ธารีลาภรักษา&nbsp;ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่&nbsp;อ.เบตง&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;สนามบินเบตงจะเป็นการขยายฐานลูกค้าของการท่องเที่ยวไปแบบยาวๆ&nbsp;เมื่อมีลูกค้าเดินทางเข้าก็ต้องเข้าที่พักหรือโรงแรม&nbsp;รถเช่า&nbsp;ร้านขายของฝากรวมถึงร้านค้าก็จะได้ประโยชน์จากส่วนนี้มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น&nbsp;ระบบเศรษฐกิจในพื้นที่หมุนเวียน&nbsp;ประชาชนมีรายได้&nbsp;และมีความมั่นคง</p><p><strong>การเปิดเส้นทางบินเชิงพาณิชย์ปฐมฤกษ์&nbsp;ดอนเมือง&nbsp;-&nbsp;เบตง&nbsp;ในครั้งนี้</strong>&nbsp;จึงเป็นเส้นทางแห่งความหวังของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;ที่จะช่วยกระตุ้น&nbsp;รองรับการท่องเที่ยวในพื้นที่&nbsp;&nbsp;สร้างโอกาส&nbsp;สร้างรายได้&nbsp;อีกทั้งยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นในความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่&nbsp;3&nbsp;&nbsp;จังหวัดชายแดนภาคใต้&nbsp;ให้เกิดการลงทุนภายในประเทศและต่างประเทศ&nbsp;สนองนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและนโยบายเปิดการค้าเสรีอาเซียนของรัฐบาลในอนาคตต่อไปอีกด้วย</p><p><br></p><p>อัมรัน&nbsp;แมหะ&nbsp;สวท.ยะลา&nbsp;รายงาน</p><p>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>","2022-03-13T00:00:00","ภาคใต้","ยะลา","สวท.ยะลา","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220313083312312"],
    [9,"รายงานพิเศษ : แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างช้างป่าและคนให้ประสบผลสำเร็จในอนาคต","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างช้างป่าและคนให้ประสบผลสำเร็จในอนาคต</u></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ทุกวันนี้ประเทศไทยมีประชากรช้างป่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง&nbsp;แต่แหล่งอาหารกลับลดลงจากการขยายตัวของชุมชนและการใช้พื้นทีทำเกษตรกรรม&nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;จึงเร่งเดินหน้าปรับปรุงถิ่นอยู่อาศัยและแหล่งอาหารช้างให้สมบูรณ์ขึ้นแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าให้ได้</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปัญหาความขัดแย้งระหว่างช้างป่าและคนยังคงมีอยู่ต่อเนื่องหลายพื้นที่ในปัจจุบัน&nbsp;แม้ที่ผ่านมาภาครัฐจะจริงจังหามาตรการและแนวทางแก้ปัญหาในทุกด้าน&nbsp;แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์&nbsp;100&nbsp;เปอร์เซ็นต์&nbsp;เพราะช้างป่ามีความฉลาดและเลียนแบบพฤติกรรม&nbsp;ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เข้ากับสิ่งกีดขวางต่างๆที่มนุษย์ได้ทำขึ้น&nbsp;แต่ภาครัฐยังไม่ยอมแพ้แม้จะเกิดความท้อบ้าง&nbsp;โดยพยายามหาวิธีและแนวทางมารับมือกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการเรียนรู้ของช้างป่าต่อเนื่อง&nbsp;อย่างอุทยานแห่งชาติกุยบุรี&nbsp;อ.กุยบุรี&nbsp;จ.ประจวบคีรีขันธ์&nbsp;แก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่า&nbsp;ด้วยตั้งศูนย์เฝ้าระวังช้างป่าด้วยระบบเตือนภัยล่วงหน้า&nbsp;(Smart&nbsp;Early&nbsp;Warning&nbsp;System)&nbsp;เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับเกษตรกรในพื้นที่รอบอุทยาน&nbsp;จากปัญหาช้างป่าลงมาหากินทำลายพืชผลทางการเกษตร&nbsp;ด้วยการติดตั้งกล้อง&nbsp;25&nbsp;จุดตามแนวชายป่าอุทยาน&nbsp;เมื่อมีช้างป่าลงมาจากอุทยานกล้องจะถ่ายภาพและส่งสัญญาณเตือนผ่านเครือข่ายมือถือส่งกลับมาที่ศูนย์ฯและแจ้งเตือนไปยังแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนของเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยาน&nbsp;ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุพิกัดช้างป่าได้อย่างแม่นยำและสามารถผลักดันช้างกลับสู่ป่าก่อนเกิดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ปัจจุบันประเทศไทยมีช้างป่าอาศัยอยู่ตามธรรมชาติประมาณ&nbsp;3,168&nbsp;-&nbsp;3,440&nbsp;ตัว&nbsp;ส่วนใหญ่อาศัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ&nbsp;69&nbsp;แห่ง&nbsp;ภาพรวมมีป่าที่เป็นแหล่งอาศัยของช้างป่าประมาณ&nbsp;52,000&nbsp;ตารางกิโลเมตร&nbsp;ที่จะอยู่ร่วมกันเป็นโขลงตั้งแต่น้อยกว่า&nbsp;10&nbsp;ตัว&nbsp;ไปจนถึง&nbsp;200&nbsp;&nbsp;300&nbsp;ตัวในแต่ละพื้นที่&nbsp;ซึ่งการอนุรักษ์ช้างป่าไทยที่ผ่านมาของไทยทำให้ประชากรช้างป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หลายแห่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น&nbsp;แต่กลับพบพื้นที่ป่าอนุรักษ์หลายแห่งที่เป็นถิ่นอาศัยของช้างป่าเริ่มขาดแคลนพืชอาหาร&nbsp;แหล่งน้ำ&nbsp;และสภาพถิ่นอาศัยที่เหมาะสมมีขนาดลดลงจากเดิม&nbsp;เนื่องจากการขยายตัวของชุมชน&nbsp;การขยายพื้นที่เกษตร&nbsp;และการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน&nbsp;จึงเป็นปัจจัยให้เกิดปัญหาช้างป่าออกมาทำลายพืชผลทางการเกษตรของชุมชน&nbsp;โดยเฉพาะที่อาศัยตามแนวขอบพื้นที่ป่าอนุรักษ์&nbsp;จนกลายเป็นปัญหาสำคัญที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกปี&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายวราวุธ&nbsp;ศิลปอาชา&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับชุมชนต้องป้องกันไม่ให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างป่าถูกทำลาย&nbsp;ทั้งการป้องกันปราบปรามการบุกรุกทำลายป่าและการตัดไม้&nbsp;ป้องกันปราบปรามไม่ให้มีการล่าช้าง&nbsp;ปรับปรุงป่าเสื่อมโทรมให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามหลักวิชาการ&nbsp;และกลุ่มป่าบางแห่งที่เป็นเส้นทางช้างในอดีตที่ถูกตัดขาดไม่ต่อเนื่องจะสร้างแนวเชื่อมต่อพื้นที่ให้เป็นป่าผืนใหญ่เชื่อมต่อหากันได้&nbsp;เมื่อป่าสมบูรณ์ช้างป่าไม่จำเป็นต้องออกมาทำลายพืชไร่ของประชาชนและความขัดแย้งจะไม่เกิดขึ้น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ขณะเดียวกัน&nbsp;กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช&nbsp;ยังได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือของประชาชนที่อาศัยบริเวณรอบอุทยานและจัดอบรมเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยาน&nbsp;โดยอาสาสมัครสามารถโหลดแอพพลิเคชั่น&nbsp;Smart&nbsp;Early&nbsp;Warning&nbsp;System&nbsp;เพื่อส่งข้อมูลภาพถ่ายช้างป่านอกเหนือจากจุดที่มีการติดตั้งกล้องหลัก&nbsp;25&nbsp;จุด&nbsp;เพื่อขอกำลังเข้าผลักดันช้างกลับสู่ป่าได้ทันที&nbsp;พร้อมบันทึกข้อมูลและสะสมสถิติการบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรมของช้างป่า&nbsp;ทำให้สามารถวิเคราะห์&nbsp;ประมวลผลพฤติกรรม&nbsp;และช่วงเวลาหากินของช้างป่าได้จาก&nbsp;Big&nbsp;Data&nbsp;ที่บันทึกในระบบ&nbsp;</p>","2022-03-20T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220320105601845"],
    [10,"รายงานพิเศษ  เกษตรกรจังหวัดสกลนคร เปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวสู่เกษตรผสมผสานหลุดพ้นความยากจน","<p>จังหวัดสกลนคร&nbsp;มีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า&nbsp;200,000&nbsp;ไร่&nbsp;ซึ่งเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว&nbsp;ทำให้ประสบปัญหาต้นทุนสูง&nbsp;เกษตรกรมีภาระหนี้สิน&nbsp;แต่ด้วยแนวคิดของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ไม่ท้อแท้กับชีวิต&nbsp;อีกทั้งมีโอกาสได้เรียนรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ&nbsp;เปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นเกษตรผสมผสาน&nbsp;น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวปฏิบัติ&nbsp;จนสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้&nbsp;ติดตามได้จากรายงาน</p><p><br></p><p>บังอร&nbsp;ไชยเสนา&nbsp;เกษตรกรบ้านน้อยจอมศรี&nbsp;ตำบลฮางโฮง&nbsp;อำเภอเมืองสกลนคร&nbsp;จังหวัดสกลนคร&nbsp;เป็นตัวอย่างหนึ่งของเกษตรกรที่พลิกชีวิตจากความยากจน&nbsp;ประสบปัญหาภาระหนี้สิน&nbsp;ก่อนหน้านี้&nbsp;บังอร&nbsp;และสามี&nbsp;ทำนาอย่างเดียว&nbsp;ซึ่งใช้ต้นทุนสูง&nbsp;และข้าว&nbsp;ขายไม่ได้ราคา&nbsp;และเมื่อได้มีโอกาสไปเรียนรู้การทำเกษตรผสมผสาน&nbsp;ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน&nbsp;อันเนื่องมาจากพระราชดำริ&nbsp;และได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง&nbsp;ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศวร&nbsp;มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช&nbsp;บรมนาถบพิตร&nbsp;มาเป็นแนวปฏิบัติ&nbsp;ทำให้มีรายได้และมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง&nbsp;ทำน้อยได้เยอะ&nbsp;ไม่ขาดทุน&nbsp;พร้อมทั้งยังสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้และนำไปปฏิบัติตามเพื่อเกิดรายได้&nbsp;ได้อีกด้วย&nbsp;</p><p><br></p><p>บังอร&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ทุกวันนี้&nbsp;ในพื้นที่ที่มีทั้งหมด&nbsp;5&nbsp;ไร่&nbsp;จะปลูกพืชผักทุกชนิด&nbsp;รวมทั้งกล้วย&nbsp;มะพร้าว&nbsp;และมะละกอ&nbsp;กันพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกดอกดาวเรือง&nbsp;ขุดบ่อเลี้ยงปลา&nbsp;เลี้ยงกบ&nbsp;และเลี้ยงไก่ดำ&nbsp;&nbsp;มีการวางแผนการตลาดไว้อย่างเชี่ยวชาญ&nbsp;โดยจะดูตลาดว่าผักชนิดต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ช่วงไหนมีราคาแพง&nbsp;ก็จะเร่งปลูกให้ทันในช่วงนั้น&nbsp;เพื่อขายให้ได้ราคา&nbsp;</p><p><br></p><p>นายฉัตรชัย&nbsp;ศรีเฉลา&nbsp;เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสกลนคร&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;จากตัวอย่างของเกษตรกรต้นแบบอย่างบังอร&nbsp;ไชยเสนา&nbsp;ทำให้เกษตรกรหลายคนหันมาปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบผสมผสาน&nbsp;แต่สิ่งที่จะต้องเสริมคือการเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยการแปรรูป&nbsp;พร้อมนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต&nbsp;ก็สามารถทำการเกษตรที่ยั่งยืนต่อไปได้&nbsp;</p><p><br></p><p>&nbsp;</p>","2022-03-22T00:00:00","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","สกลนคร","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220322120307530"],
    [11,"งดภาษี - เลิกโควต้า  ระงับส่งออกธัญพืช หนทางแก้ปัญหาวัตถุดิบ","<p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><span&nbsp;style=\"color:&nbsp;black;\">นับเป็นเรื่องดีที่ได้เห็นการหาหนทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ลดต้นทุนการผลิต&nbsp;จากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์&nbsp;เนื่องจากสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน&nbsp;ซึ่งควรเป็นมาตรการเร่งด่วน&nbsp;ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวถึงประเด็นการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศที่มีราคาสูง&nbsp;โดยจะพิจารณางดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง&nbsp;ร้อยละ&nbsp;2&nbsp;เป็นการชั่วคราว&nbsp;เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์มีต้นทุนที่ลดลงและส่งต่อไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ด้วย&nbsp;มาตรการนี้เป็นหนึ่งในเรื่องเร่งด่วนที่รัฐจะบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ&nbsp;เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต&nbsp;แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามและมีความจำเป็นเร่งด่วนไม่แพ้กัน&nbsp;</span></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><span&nbsp;style=\"color:&nbsp;black;\">มาตรการ&nbsp;3:1&nbsp;หรือการซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ&nbsp;3&nbsp;ส่วนต่อการนำเข้าข้าวสาลีได้&nbsp;1&nbsp;ส่วน&nbsp;เป็นอีกอุปสรรคหนึ่งของการจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์&nbsp;ซึ่งรัฐทราบดีและที่ประชุมร่วมกระทรวงพาณิชย์&nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&nbsp;สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย&nbsp;ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อ&nbsp;ไก่ไข่&nbsp;สุกร&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;15&nbsp;มี.ค.2565&nbsp;ก็มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมาตรการนี้เป็นการชั่วคราว&nbsp;จนถึงวันที่&nbsp;31&nbsp;ก.ค.2565&nbsp;</span></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><span&nbsp;style=\"color:&nbsp;black;\">มาตรการดังกล่าวน่าจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ผลิตอาหารสัตว์ได้บ้าง&nbsp;ในช่วงที่วัตถุดิบขาดแคลนและมีราคาแพง&nbsp;แต่สิ่งที่ทำให้การยกเลิกมาตรการนี้ไม่เกิดประโยชน์ก็คือการจำกัดช่วงเวลาที่สั้นเกินไป&nbsp;กล่าวคือกรอบเวลาถึงวันที่&nbsp;31&nbsp;ก.ค.2565&nbsp;จะเหลือเวลาอีกประมาณ&nbsp;3&nbsp;เดือน&nbsp;ซึ่งยังต้องรอรับทราบโควต้าหรือปริมาณการนำเข้าตามที่ภาครัฐจะกำหนดอีก&nbsp;ทั้งๆที่ไม่ควรกำหนด&nbsp;</span></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><span&nbsp;style=\"color:&nbsp;black;\">ที่ผ่านมาไทยมีการนำเข้าข้าวสาลีเดือนละประมาณ&nbsp;1&nbsp;แสนตัน&nbsp;ดูจากระยะเวลาที่เหลือประมาณ&nbsp;3&nbsp;เดือนครึ่งตามที่ภาครัฐได้ยกเลิกมาตรการ&nbsp;3:1&nbsp;ชั่วคราวแล้ว&nbsp;อาจจะนำเข้าได้&nbsp;3-4&nbsp;แสนตัน&nbsp;หรืออาจจะไม่ถึง&nbsp;เพราะหลังจากแบ่งสรรปันส่วนปริมาณนำเข้าแล้ว&nbsp;ผู้ประกอบการก็ต้องไปเจรจาสั่งซื้อจากต่างประเทศว่ามีของให้หรือไม่&nbsp;มีเรือส่งหรือเปล่า&nbsp;ส่งให้ได้เมื่อไหร่&nbsp;กว่าจะขอใบเสนอราคา&nbsp;กว่าจะตกลงปริมาณและราคากันได้กรณีดีสุดอาจส่งของให้ได้ใน&nbsp;1&nbsp;เดือนกรณีมีเรือและมีสินค้า&nbsp;แต่หากกรณีเขามีบุ๊คกิ้งลูกค้ารายอื่นไว้ล่วงหน้าหมดแล้วในเรื่องจำนวนสินค้าและเรือขนส่ง&nbsp;ถ้าจะเอาต้องรอหลังเดือนกรกฎาคม&nbsp;กรณีอย่างนี้ก็เสร็จเลย&nbsp;เพราะช่วงนั้นต้องไปใช้มาตรการ&nbsp;3&nbsp;:&nbsp;1&nbsp;ตามเดิมก็จะเกิดความยุ่งยาก&nbsp;เป็นคำอธิบายของนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยที่ฉายภาพได้ชัดเจน&nbsp;</span></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><span&nbsp;style=\"color:&nbsp;black;\">&nbsp;</span></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><span&nbsp;style=\"color:&nbsp;black;\">ทางที่ดีอย่างน้อยรัฐควรยกเลิกมาตรการ&nbsp;3:1&nbsp;ให้ครอบคลุมถึงสิ้นปี&nbsp;2565&nbsp;พร้อมยกเลิกการกำหนดโควต้าภาษีข้าวโพดจากประเทศสมาชิกใน&nbsp;WTO&nbsp;เช่น&nbsp;สหรัฐ&nbsp;บราซิล&nbsp;เพื่อไม่ให้เกิดข้อจำกัด&nbsp;เพราะมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายประการดังกล่าว&nbsp;ซึ่งจะช่วยให้การแก้ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนสามารถเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า&nbsp;แต่อย่างไรก็ตาม&nbsp;หลังจากยูเครนประกาศระงับการส่งออกข้าวสาลี&nbsp;จากผลกระทบสงคราม&nbsp;และต้องเก็บสำรองไว้เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร&nbsp;ทำให้ราคาของข้าวสาลีในตลาดโลกขณะนี้มีราคาแพงใกล้เคียงกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คือที่&nbsp;12.50&nbsp;บาทต่อกิโลกรัม&nbsp;(จากปกติจะถูกกว่าข้าวโพดประมาณ&nbsp;1&nbsp;บาท)&nbsp;เมื่อราคาเท่ากันก็ไม่จูงใจให้เกิดการนำเข้าข้าวสาลีในช่วงนี้&nbsp;</span></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><span&nbsp;style=\"color:&nbsp;black;\">การจัดการบรรเทาความขาดแคลนวัตถุดิบ&nbsp;ยังต้องคำนึงปริมาณผลผลิตที่มีอยู่แล้วในประเทศด้วย&nbsp;เพราะปัญหาสงครามทำให้ผู้ผลิตวัตถุดิบ&nbsp;เช่น&nbsp;ฮังการี&nbsp;อียิปต์&nbsp;อินโดนีเซีย&nbsp;อาร์เจนตินา&nbsp;ต่างก็ประกาศนโยบายห้ามส่งออกธัญพืชสำคัญ&nbsp;เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศของตน&nbsp;ประเทศไทยก็ควรคำนึงถึงประเด็นนี้เช่นกัน</span></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><span&nbsp;style=\"color:&nbsp;black;\">ปัจจุบันไทยพึ่งพิงการนำเข้าถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองจากต่างประเทศกว่าร้อยละ&nbsp;95&nbsp;และยังต้องนำเข้าวัตถุดิบอื่นมาเสริมส่วนที่ขาดจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกจำนวนมาก&nbsp;ถ้ารัฐยังคงนโยบายอนุญาตให้ส่งออกข้าวโพดได้อย่างเสรี&nbsp;และส่งออกกากถั่วเหลืองได้ร้อยละ&nbsp;20&nbsp;ของกำลังการผลิตของโรงสกัดน้ำมันถั่วเหลืองเช่นเดิม&nbsp;จะขัดกับหลักความเป็นจริง&nbsp;และยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น&nbsp;เพราะนอกจากจะทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอแล้ว&nbsp;ยังส่งผลต่อราคาขายภายในประเทศ&nbsp;ทำให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองยิ่งแพงขึ้นไปอีก&nbsp;โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตที่ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบได้อย่างปกติเช่นนี้&nbsp;ดังนั้น&nbsp;การระงับการส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองเป็นการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์วิกฤตจะคลี่คลายลง&nbsp;จึงเป็นสิ่งจำเป็น&nbsp;</span></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><em&nbsp;style=\"color:&nbsp;black;\">การจัดการด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์&nbsp;ถือเป็นการจัดการต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตอาหาร&nbsp;ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการผลิตอาหารทั้งระบบ&nbsp;กระทบไปถึงต้นทุนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์&nbsp;ที่กำลังถูกตรึงราคาขาย&nbsp;หากเขาเหล่านี้อยู่ไม่ได้&nbsp;ท้ายที่สุดย่อมกระทบราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายแพง&nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์สงครามเช่นนี้&nbsp;...&nbsp;งานนี้วัดฝีมือภาครัฐของไทยจะแก้ปัญหาได้ทันการณ์หรือไม่&nbsp;...&nbsp;ต้องติดตาม&nbsp;</em></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\">&nbsp;</p><p>ธนา&nbsp;วรพจน์วิสิทธิ์</p>","2022-03-23T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220323130644019"],
    [12,"หมดกังวลโซเดียม เพียงอ่านฉลาก เลือกบริโภคได้เหมาะสม","<p>นักวิชาการเผยอุตสาหกรรมผลิตอาหารให้ความสำคัญและตระหนักอย่างมากเรื่องการลดการบริโภคเกลือและโซเดียม มีการใส่สารเจือปนอื่นทดแทน เช่น เครื่องเทศ สมุนไพร นอกจากนี้ยังมีการพยายามลดโซเดียมในไส้กรอกและเริ่มมีการวางจำหน่ายแล้ว อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคควรอ่านฉลากที่ติดอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ หรือฉลาก GDA เพื่อให้สามารถเลือกรับประทานได้อย่างเหมาะสม หมดกังวลเรื่องโซเดียมสูง เพื่อให้ได้รับประทานอาหารที่ยังคงคุณค่าอาหาร อร่อย ปลอดภัยเช่นเดิม</p><p><br></p><p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจินดา ศรีวัฒนะ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า&nbsp;โซเดียมเป็นธาตุอาหารชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ทำหน้าที่ในการควบคุมสมดุลน้ำ รวมถึงของเหลวในร่างกาย ควบคุมระบบความดันโลหิต การทำงานของเซลล์ประสาท การดูดซึมสารอาหาร เกลือแร่ ซึ่งร่างกายคนเราต้องการโซเดียมในปริมาณที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเพศ อายุ ปริมาณโซเดียมที่สามารถบริโภคได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอยู่ที่ 2000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งองค์การอนามัย (WHO) แนะนำว่าหากบริโภคในรูปแบบเกลือไม่ควรบริโภคเกิน 5 กรัมต่อวัน อย่างไรก็ดี ด้วยพฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่นิยมบริโภคอาหารรสจัด จึงทำให้บางคนได้รับโซเดียมสูงถึง 4000 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้น หากสามารถลดการบริโภคอาหารรสจัด รสเค็มลงได้ ก็จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคความดัน โรคหัวใจ รวมถึงโรคอื่นๆ ตามมา</p><p><br></p><p>อาหารที่บริโภคส่วนใหญ่ล้วนมีโซเดียมทั้งสิ้น เช่น เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ ถั่วเมล็ดแห้ง แต่จะมีในปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละชนิด อาหารที่มีโซเดียมต่ำมักเป็นอาหารสด ไม่ผ่านการปรุงรสมาก ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน</p><p><br></p><p>ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจินดา ระบุเพิ่มเติมว่า หลายปีที่ผ่านมาโซเดียมมีบทบาทอย่างมากในอุตสาหกรรมอาหาร ช่วยยืดอายุการเก็บผลิตภัณฑ์ โดยการลดค่า water activity ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมและป้องกันการเสื่อมสภาพของผลิตภัณฑ์โดยตรง ส่งผลต่อการกำหนดอายุการเก็บรักษาและความปลอดภัยอาหาร นอกจากนี้โซเดียมยังมีบทบาทในการปรับปรุงความสามารถในการอุ้มน้ำ ปรับปรุงคุณภาพด้านสี กลิ่น รสชาติ ของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปอีกด้วย</p><p><br></p><p>อย่างไรก็ดี การรับประทานโซเดียมมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ปัจจุบันประมาณ 96 ประเทศทั่วโลกมีการรณรงค์ให้ประชาชนบริโภคเกลือลดลงอย่างต่อเนื่อง และประมาณ 48 ประเทศ ที่มีการออกประกาศกำหนดระดับค่าโซเดียมเป้าหมายในอาหารแปรรูปบางชนิด แต่ก็เป็นเรื่องยากหากจะเปรียบเทียบความก้าวหน้าของแต่ละประเทศในเรื่องการลดปริมาณโซเดียม เนื่องจากประชาชนมีวัฒนธรรมในการบริโภคอาหารแตกต่างกัน</p><p><br></p><p>สำหรับประเทศไทยมีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การลดการบริโภคเกลือและโซเดียม โดยตั้งเป้าหมายให้คนไทยลดการบริโภคโซเดียมลงร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ.2568 จากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม และประชาชน</p><p><br></p><p>ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมผลิตอาหารให้ความสำคัญและตระหนักมากยิ่งขึ้น จึงมีการลดโซเดียมในกระบวนการผลิตอาหาร หรือใส่สารเจือปนอื่นทดแทน เช่น เครื่องเทศ สมุนไพร เพื่อเสริมรสชาติอาหาร ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยลดเกลือลงได้ หรือการพยายามลดโซเดียมในผลิตภัณฑ์ไส้กรอก ซึ่งสามารถลดลงได้ 25  50% และเริ่มมีการวางจำหน่ายแล้ว</p><p><br></p><p>สุดท้ายผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุจินดา ย้ำว่า ผู้บริโภคควรอ่านฉลากที่ติดอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ หรือฉลาก GDA เพื่อให้สามารถเลือกรับประทานได้อย่างเหมาะสม หมดกังวลเรื่องโซเดียมสูงเพื่อให้ได้รับประทานอาหารที่ยังคงคุณค่าอาหาร อร่อย ปลอดภัยเช่นเดิม</p>","2022-03-23T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220323164039162"],
    [13,"เกษตรกรไข่ไก่ท้อ ถูกตรึงราคา สวนทางต้นทุนพุ่ง","<p>สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ ประกาศราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ 3.40 บาทต่อฟอง เป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนของผู้เลี้ยงไก่ไข่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาไข่ไก่ในวันนี้เป็นราคาที่แค่พอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงได้หายใจหายคอสะดวกขึ้นจากที่ต้องแบกรับภาระขาดทุนมานาน หลายคนอาจไม่รู้ว่า ราคาขายจริงหล่นลงไปต่ำกว่าราคาประกาศด้วยซ้ำ การปรับราคามาอยู่ในระดับนี้ จึงไม่ใช่การสร้างผลกำไรให้กับเกษตรกร เป็นเพียงการช่วยต่อลมหายใจ ให้พอต่อทุนให้อาชีพเลี้ยงไก่ไข่เดินหน้าต่อไปได้เท่านั้น</p><p><br></p><p>เรื่องนี้ อธิบดีกรมการค้าภายใน วัฒนศักย์ เสือเอี่ยม ให้ความเห็นว่า ราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม ที่เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ฟองละ 10 สตางค์ ถือว่าไม่ได้ขยับขึ้นมากนักและต้อง ให้ความเป็นธรรมกับผู้เลี้ยง  เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงขณะนี้ปรับขึ้นสูงมาก ประกอบกับเวลานี้เป็นช่วงฤดูร้อน และสัปดาห์ที่ผ่านมาอากาศแปรปรวน ทำให้แม่ไก่ออกไข่ได้น้อย และไข่ที่ได้มีขนาดเล็กลง จึงยิ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นไปอีก&nbsp;</p><p><br></p><p>จากข้อมูลพบว่าสภาพอากาศร้อนแล้งเช่นนี้ ส่งผลให้แม่ไก่เครียดและให้ผลผลิตลดลง และช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่แม่ไก่ถูกปลดกรงตามรอบเป็นจำนวนมาก ทำให้ผลผลิตของเกษตรกรปรับลดลงจากช่วงปกติแล้ว 10-20% ถึงแม้ว่าเดือนมีนาคมจะปลดกรงลดลง แต่มีการปลดล่วงหน้าไปแล้ว ทำให้ต้องใช้เวลาในการเลี้ยงแม่พันธุ์ชุดใหม่ โดยปริมาณไข่ไก่ที่ออกสู่ตลาดในปัจจุบันประมาณ 40 ล้านฟองต่อวัน&nbsp;</p><p><br></p><p>นายกสมาคมผู้เลี้ยงไข่ไก่ มาโนช ชูทับทิม บอกว่า ราคาไข่ไก่ที่ปรับตัวขึ้น มาจากปัจจัยราคาอาหารสัตว์ที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวโพด และข้าวสาลี ที่เข้าสู่ภาวะขาดแคลนจากสถานการณ์การสู้รบระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่ง 2 ประเทศนี้เป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีมากกว่า 30% ของปริมาณผลผลิตทั้งโลก ภาวะนี้ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบทั่วโลก วันนี้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละกว่า 13 บาท กากถั่วเหลืองจากเมล็ดนำเข้าราคาพุ่งไปกิโลกรัมละ 23 บาท จากราคา 10 กว่าบาท</p><p><br></p><p>ขณะเดียวกัน ต้นทุนค่าพลังงานก็ส่งผลกระทบกับการขนส่งไข่ไก่ที่ต้องมีต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตไข่ไก่ ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 3.10-3.24 บาทต่อฟอง เกษตรกรจึงจำเป็นต้องปรับราคาขายไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม และหากสถานการณ์สงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป ก็มีความเป็นไปได้ที่ต้นทุนการเลี้ยงจะยิ่งสูงขึ้น&nbsp;</p><p><br></p><p>แม้ต้นทุนการเลี้ยงจะสูงขึ้นขนาดนี้ หากแต่การขายไข่ไก่ของเกษตรกรไม่ได้เป็นอิสระตามต้นทุนที่ปรับขึ้น เพราะหน่วยงานภาครัฐขอความร่วมมือให้เกษตรกรตรึงราคาขายเอาไว้มาโดยตลอด</p><p><br></p><p>เมื่อพิจารณาจากต้นทุนการผลิตของเกษตรกรแล้ว จะเห็นได้ว่าราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้จริงนั้น เท่ากับว่าคนเลี้ยงมีกำไรบางมาก ยิ่งถ้าฟาร์มไหนมีปัญหาเรื่องสภาพอากาศแปรปรวนที่เข้าซ้ำเติมด้วยแล้ว ต้นทุนกับราคาขายก็ชนกันพอดี แทบไม่มีกำไรหรือบางฟาร์มถึงกับขาดทุน นี่ยังไม่นับภาระค่าใช้จ่ายค่าน้ำค่าไฟที่จะเพิ่มขึ้นแน่นอน จากการต้องเปิดระบบปรับอากาศ (EVAP) เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในโรงเรือนให้กับแม่ไก่ และยังมีค่าน้ำใช้ที่ปกติในทุกฤดูแล้งเกษตรกรจำเป็นต้องซื้อน้ำใช้ เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่รออยู่ข้างหน้า นี่คือความจริงที่เกษตรกรต้องเผชิญ</p><p><br></p><p>สำคัญกว่านั้นคือ ราคาไข่ที่เพิ่มนี้ เพียงแค่พอช่วยให้เกษตรกรพอได้หายใจคล่องขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้การทำอาชีพเป็นไปอย่างลุ่มๆดอนๆ โดยผู้เลี้ยงต้องแบกรับภาระมากมายเอาไว้ ไข่ที่ขายออกจากหน้าฟาร์มเกษตรกรเป็นไข่คละทุกขนาดที่ขายได้ในราคาเดียวคือ 3.40 บาทต่อฟอง ซึ่งกว่าไข่ไก่จะไปถึงมือผู้บริโภค ต้องผ่านกลไกตลาด กระบวนการ และคนกลางหลายขั้นตอน</p><p><br></p><p>เนื่องจากซัพพลายเชนของวงการค้าไข่นั้นยาวมาก มีผู้เกี่ยวข้องมากมาย เริ่มตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ผู้รวบรวมไข่ (ล้งไข่) ยี่ปั่ว ซาปั่ว ผู้ค้าปลีก จนถึงร้านขายของชำและตลาดสดในหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละขั้นมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ แต่ทั้งหมดนี้ประโยชน์ไม่ได้ตกที่เกษตรกรผู้เลี้ยง เพราะเกษตรกรขายไข่หน้าฟาร์มแบบขายขาด ส่วนต่างราคาหลังจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับค่าดำเนินการในแต่ละขั้นตอน</p><p><br></p><p>ส่วนราคาไข่ที่ประกาศฯ ปรับขึ้น 10 สตางค์ ซึ่งผู้บริโภคบางคนมองว่าไข่แพงนั้น ถ้าลงลึกในรายละเอียดก็จะเห็นความเป็นจริงว่าไม่ได้เป็นแบบนั้น ยกตัวอย่างการบริโภคไข่ไก่ในครอบครัว ที่ในบ้านมีพ่อ-แม่-ลูก รวม 3 คน หากกินไข่คนละ 1 ฟองต่อวัน เป็นเวลาหนึ่งเดือน เท่ากับครอบครัวนี้จะกินไข่ไก่ 90 ฟอง เฉลี่ยแล้วมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากราคาไข่ที่ปรับขึ้น เพียงเดือนละ 9 บาทต่อครอบครัว ซึ่งเงินเพียงแค่นี้ไม่ทำให้ผู้บริโภคต้องเดือดร้อน เรียกว่าจ่ายเงินกับเรื่องอื่นยังมากกว่านี้ด้วยซ้ำ</p><p><br></p><p>หากทุกคนทำความเข้าใจว่า ไข่ไก่เป็นสินค้า Commodities ที่ราคาแปรผันขึ้นอยู่กับอุปสงค์-อุปทาน โดยมีความต้องการบริโภค กับปริมาณผลผลิต เป็นตัวกำหนดราคา ดังนั้นราคาไข่ไก่ย่อมมีขึ้นมีลงตามกลไกตลาดในช่วงนั้นๆ และราคาที่ปรับขึ้นก็ไม่ได้ทำให้เกษตรกรรวยขึ้น แค่ช่วยต่ออาชีพไม่ให้ล้มหายไปเท่านั้น&nbsp;</p><p><br></p><p>วันนี้เกษตรกรขอเพียงความเข้าใจจากทั้งผู้บริโภค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้เห็นความทุกข์และภาระที่พวกเขาต้องต้องแบกรับ การปล่อยให้กลไกตลาดได้ทำงาน ได้ขายไข่ไก่ที่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง คือทางออกที่เหมาะสมสำหรับคนเลี้ยงไก่ไข่</p><p><br></p><p>บทความโดย สังวาลย์ สยาม นักวิชาการอิสระ</p>","2022-03-27T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220327170405537"],
    [14,"รายงานพิเศษ : ก.ทรัพย์ฯ คุมเข้ม-เฝ้าระวังพร้อมยกระดับการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันปีนี้ โดยเฉพาะช่วงมี.ค.-เม.ย.","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;ก.ทรัพย์ฯ&nbsp;คุมเข้ม-เฝ้าระวังพร้อมยกระดับการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันปีนี้&nbsp;โดยเฉพาะช่วงมี.ค.-เม.ย.</u></strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;เพิ่มความคุมเข้ม-เฝ้าระวัง&nbsp;พร้อมยกระดับการแก้ปัญหาไฟป่า&nbsp;หมอกควัน&nbsp;และฝุ่นละออง&nbsp;PM&nbsp;2.5&nbsp;ในพื้นที่&nbsp;17&nbsp;จังหวัดภาคเหนือเป็นพิเศษ&nbsp;โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนนี้</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ฤดูร้อน&nbsp;หรือ&nbsp;หน้าแล้ง&nbsp;ช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปีพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออดเฉียงเหนือมักประสบปัญหาไฟป่าเป็นประจำมาโดยตลอด&nbsp;ทั้งเกิดจากภัยธรรมชาติ&nbsp;เช่น&nbsp;ฟ้าผ่า&nbsp;กิ่งไม้เสียดสีกัน&nbsp;ก้อนหินกระทบกัน&nbsp;การลุกไหม้ในตนเองของสิ่งมีชีวิต&nbsp;จากสภาพความแห้งแล้งของธรรมชาติเอง&nbsp;และฝีมือของมนุษย์</strong>&nbsp;ในการแสวงหาของป่า&nbsp;ล่าสัตว์&nbsp;ลักลอบตัดไม้&nbsp;และเผาเตรียมพื้นที่เกษตรกรรม&nbsp;ซึ่งผลกระทบที่ตามมาเกิดเป็นปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก&nbsp;PM&nbsp;2.5&nbsp;ที่ส่งผลอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่และทัศนวิสัยด้านคมนาคมขนส่ง&nbsp;โดยปีนี้พื้นที่&nbsp;17&nbsp;จังหวัดภาคเหนือมีสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันดีขึ้นกว่าปีก่อน&nbsp;ดูได้จากจำนวนจุดความร้อน&nbsp;(Hotspot)&nbsp;ลดลงกว่าร้อยละ&nbsp;70&nbsp;และจำนวนวันที่ค่าฝุ่น&nbsp;PM&nbsp;2.5&nbsp;เกินค่ามาตรฐานลดลงมากเช่นกัน&nbsp;แต่ยังคงมีจุดความร้อนจำนวนมากในพื้นที่&nbsp;17&nbsp;จังหวัดภาคเหนืออยู่&nbsp;โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรและเขตป่า&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ปีนี้&nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;ยังคงเน้นแก้ปัญหาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง&nbsp;เพื่อลดผลกระทบให้ประชาชนด้วยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องผ่านกลไกคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ</strong>&nbsp;ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ&nbsp;การแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง&nbsp;และแผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองปี&nbsp;2565&nbsp;1&nbsp;สื่อสาร&nbsp;5&nbsp;ป้องกัน&nbsp;3&nbsp;เผชิญเหตุ&nbsp;โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม&nbsp;-&nbsp;เมษายนนี้ขอให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ&nbsp;ด้วยการยกระดับการทำงาน&nbsp;เฝ้าระวัง&nbsp;ป้องกัน&nbsp;แก้ปัญหาและควบคุมไฟป่า&nbsp;หมอกควัน&nbsp;และฝุ่นละออง&nbsp;&nbsp;พร้อมให้ใช้บทเรียนที่ผ่านมาเป็นองค์ความรู้กำหนดแผนงานและการปฏิบัติการให้เกิดผลสำเร็จ&nbsp;นายวราวุธ&nbsp;ศิลปอาชา&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ได้ให้ศูนย์ปฏิบัติการฯกำกับการวางกลยุทธ์การป้องกัน&nbsp;ควบคุม&nbsp;และดับไฟป่า&nbsp;เฝ้าระวังการเกิดจุดความร้อน&nbsp;(Hotspot)&nbsp;และการพยากรณ์ปัญหาฝุ่นละอองล่วงหน้า&nbsp;ควบคู่กับให้&nbsp;ทสจ.&nbsp;ประสานผู้ว่าราชการจังหวัด&nbsp;หรือ&nbsp;ปภ.จังหวัด&nbsp;ประกาศระดับจังหวัดช่วงห้ามเผา&nbsp;หรืองดเว้นการเผาป่า&nbsp;เผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร&nbsp;เผาขยะ&nbsp;และเผาวัชพืชข้างทาง&nbsp;หรือการเผาในพื้นที่โล่ง&nbsp;พร้อมบทลงโทษตามกฎหมาย&nbsp;แล้วขอความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่และทำความเข้าใจกับเครือข่ายและประชาชนทุกช่องทาง&nbsp;โดยเฉพาะกลุ่มคนเผาป่าให้เกิดจิตสำนึก&nbsp;มีความเข้าใจ&nbsp;ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเข้ามามีส่วนร่วมเฝ้าระวัง&nbsp;สอดส่องดูแล&nbsp;และแจ้งจับผู้กระทำผิดกฎหมาย&nbsp;เพื่อให้เป้าการลดจุดความร้อนปีนี้ลงอีกให้ได้ร้อยละ&nbsp;20&nbsp;ประสบความสำเร็จ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp;ขณะที่การแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนได้ให้&nbsp;กรมควบคุมมลพิษ&nbsp;(คพ.)&nbsp;ประสานประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิดดำเนินการตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน&nbsp;</strong>โดยเฉพาะการบรรจุเป้าหมายลดจุดความร้อน&nbsp;(Hotspot)&nbsp;ในอาเซียนร้อยละ&nbsp;20&nbsp;พร้อมให้ชี้แจงและขอความร่วมมือเรื่องหมอกควันข้ามแดนในเวทีการประชุมต่างๆด้วย&nbsp;ส่วน&nbsp;ทสจ.&nbsp;ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในประเทศเพื่อนบ้านตลอดเวลาเช่นกัน</p>","2022-03-28T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220328100810630"],
    [15,"อย่าซื้อเวลา ปรับราคาสินค้า คนไทยเสี่ยงของขาด-ของแพง","<p>วิกฤตการรุกรานของรัสเซียในยูเครน กำลังกลายเป็นชนวนสำคัญของวิกฤตเศรษฐกิจโลกและวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร ที่หลายประเทศโดยเฉพาะในแถบยุโรปซึ่งต้องพึ่งหาวัตถุดิบในการผลิตอาหารจากทั้งสองประเทศ ประกาศมาตรการจำกัดหรือห้ามส่งออกธัญพืช สินค้าอาหารอื่นและสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อสร้างหลักประกันอาหารมั่นคงของพลเมืองในประเทศ ซึ่งเป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่าทั่วโลกกำลังกักตุนอาหาร และผลกระทบจากการกักตุนจะแพร่กระจายไปประเทศต่างๆทั่วโลก รวมถึงราคาอาหารจะแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง </p><p>&nbsp;</p><p>ชั่วโมงนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการวัดใจภาครัฐ และวัดความแข็งแกร่งและความอึดของภาคการผลิตและภาคเกษตรกร ซึ่งแต่ละภาคมีภาระที่แบกอยู่แตกต่างกัน ภาครัฐแบกภาระเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศต้องคุมภาวะเงินเฟ้อไม่สูงเกินไป มาตรการสำคัญที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ คือ การคุมหรือตรึงราคาสินค้าไว้ให้นานที่สุด ขณะที่ภาคการผลิตก็ต้องอั้นและอึดที่สุดเท่าที่จะทำได้กับต้นทุนการผลิตที่ดีดตัวแรงสุดๆ เป็นประวัติการณ์ เนื่องจากวิกฤตความรุนแรงระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบหลายรายการและราคาพลังงาน ส่วนภาคการเกษตรต้องออกแรงต้าน ทำอะไรก็ได้ไม่ให้รัฐนำเข้าวัตถุดิบมาทดแทนส่วนที่ขาดแคลนในประเทศเพื่อรักษาระดับราคาให้สูงไว้</p><p>&nbsp;</p><p>เมื่อผลประโยชน์ของแต่ละภาคมีช่องว่างแตกต่างกัน คนตัดสินใจคือคนที่มีอำนาจสูงสุด คือ ภาครัฐ คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือคนที่อ่อนแอที่สุด คือ เกษตรกร ส่วนคนที่อยู่ตรงกลางดูเหมือนเป็นคนที่แข็งแรงที่สุดต้องเฉือนเนื้อ คือ ภาคการผลิต ตรรกะนี้เป็นความจริงซึ่งต้องพิสูจน์ให้ชัดเจน เพราะจากปัจจัยหลายด้านโดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่พุ่งเป็นจรวดในขณะนี้ ภาคการผลิตเป็นภาคที่บาดเจ็บ บางอุตสาหกรรรมเรียกได้ว่าสาหัส เพราะได้รับผลกระทบ 2 เด้ง จากผลของสงครามจากราคาวัตถุดิบและราคาพลังงาน &nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p>แม้ว่าไทยจะเป็นหนึ่งในเมืองอู่ข้าวอู่น้ำในเอเซีย ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงวิกฤตซ้อนวิกฤตในครั้งนี้ได้ โดยเฉพาะภาคการผลิตอาหารและภาคปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 100% จากต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นแบบไม่สามารถควบคุมได้ วัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งข้าวโพด ข้าวสาลี กากถั่วเหลือง ปรับขึ้นเฉลี่ย 30% ขณะที่ยูเครนประกาศห้ามส่งออกสินค้าธัญพืชทั้งหมดเพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระหว่างสงคราม การกักตุนหรือจำกัดการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศผู้ผลิตอาหารจะยิ่งทำให้ราคาอาหารและความมั่นคงทางอาหารทั่วโลกวิกฤตและมีราคาสูงขึ้น</p><p>&nbsp;</p><p>รัฐบาลประเทศอื่นๆ ตื่นตัว ประกาศมาตรการจำกัดหรือห้ามส่งออกสินค้าและพืชเกษตรสำคัญ และพิจารณาให้ผู้ผลิตปรับราคาสินค้าได้ตามต้นทุนการผลิตอย่างเป็นธรรมและเหมาะสม เพื่อให้ภาคการผลิตอยู่ได้ประชาชนมีสินค้าอุปโภค-บริโภคไม่ขาดแคลน </p><p>&nbsp;</p><p>รัฐบาลไทยนำโดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศยกเลิกมาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการผลิตและการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะมาตรการซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน แลกกับการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน เพื่อใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ โดยกำหนดให้นำเข้าให้แล้วเสร็จภายใน 31 กรกฎาคม 2565&nbsp;แต่ถึงขณะนี้ทั้งสองกระทรวงยังพิจารณาโครงสร้างต้นทุนและปริมาณนำเข้าที่เหมาะสมยังไม่แล้วเสร็จ ความล่าช้านี้จะส่งผลกระทบต่อภาคปศุสัตว์ในอนาคตอันใกล้ เกษตรกรอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงทั้งต้นทุนการผลิตและวัตถุดิบขาดแคลน อาจทำให้ตัดสินใจชะลอหรือหยุดการผลิตชั่วคราว ซึ่งจะทำให้สินค้าหายไปจากตลาดและราคาแพง </p><p>&nbsp;</p><p>ภาครัฐ ต้องการ ซื้อเวลา ตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดด้วยเหตุหลักคือแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนและคุมเงินเฟ้อให้อยู่ แต่ในสถานการณ์วิกฤตซ้ำซ้อนเช่นขณะนี้ ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องผ่อนปรนนโยบายตรึงราคาและพิจารณาให้สินค้าจำเป็นปรับขึ้นราคาได้ตามต้นทุน ไม่ควรปล่อยให้ผู้ผลิตกัดฟันอดทนกันหน้าดำหน้าแดงกับต้นทุนการผลิตและวัตถุดิบสำคัญบางรายการขาดตลาด หายากและราคาสูง จนไม่อยากเดินหน้าธุรกิจ เมื่อนั้นความ ปั่นป่วน กำลังคืบคลานมาสู่เศรษฐกิจประเทศไทยและผู้บริโภค เมื่อซัพพลายหายไปจากตลาดขณะที่ความต้องยังคงเดิม ราคาสินค้าจะปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งสินค้าหายไปจากตลาดมากจนถึงหายากและขาดแคลนจะทำให้เกิด ตลาดมืด สินค้านั้นๆ และยิ่งเป็นสินค้าจำเป็นราคาจะเทียบได้กับทองคำ ทั้งที่สถานการณ์ขณะนี้ไม่ใช่ข้าวยากหมากแพง แต่เป็นเพียงสถานการณ์ผิดปกติชั่วคราวเท่านั้น</p><p>&nbsp;</p><p>หากภาครัฐพิจารณาหลักการทางเศรษฐศาสตร์ต้นทุนการ ความต้องการตลาด และปริมาณผลิต มาเป็นตัวตั้ง และพิจารณาปัจจัยการผลิตแวดล้อมเช่นวัตถุดิบในการผลิต มาเป็นตัวแปร และบริหารจัดการด้วยกลไกการตลาด เพื่อถ่วงดุลต้นทุนกับราคาสินค้าให้เหมาะสม สินค้าก็จะมีเพียงพอต่อการบริโภค เพราะผู้ผลิตไม่ขาดทุน ระบบการผลิต การตลาด และการบริโภค จะทำงานสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องแทรกแซงให้เกิดภาระกับคนใดคนหนึ่ง ขอเพียงภาครัฐกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ ผ่อนบ้างดึงบ้างให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศอย่างแท้จริง</p><p><br></p><p><strong>อัปสร พรสวรรค์</strong></p>","2022-03-28T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220328142501735"],
    [16,"รายงานพิเศษ : การพัฒนาและบริหารจัดการน้ำใต้ดินของประเทศ หวังแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำและลดการปนเปื้อนของน้ำใต้ดิน","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;การพัฒนาและบริหารจัดการน้ำใต้ดินของประเทศ&nbsp;หวังแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำและลดการปนเปื้อนของน้ำใต้ดิน</u></strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับแหล่งน้ำใต้ดินมากขึ้น&nbsp;หลังความต้องการใช้น้ำสูงตามการเติบโตของเศรษฐกิจและประชากรโลกอย่างต่อเนื่อง&nbsp;โดย&nbsp;ประเทศไทย&nbsp;เร่งสร้างความร่วมมือและพัฒนาแนวคิดของเยาวชนเกี่ยวกับเรื่องน้ำใต้ดิน&nbsp;หวังลดการปนเปื้อนของแหล่งน้ำและน้ำใต้ดินในประเทศ&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>จากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้น&nbsp;เพราะน้ำคือความต้องการขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด&nbsp;จนทั่วโลกประสบกับภาวะการขาดแคลนน้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง&nbsp;</strong>ทำให้&nbsp;องค์การสหประชาชาติ&nbsp;(UN)&nbsp;กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์น้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำ&nbsp;เนื่องจากมองว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำอาจก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำในอนาคตได้&nbsp;โดย&nbsp;วันน้ำโลกปีนี้&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;22&nbsp;มีนาคมที่ผ่านมา&nbsp;องค์การสหประชาชาติได้กำหนดหัวข้อ&nbsp;GroundwaterMaking&nbsp;the&nbsp;invisible&nbsp;visible.&nbsp;หรือ&nbsp;ร่วมรู้จัก&nbsp;อนุรักษ์&nbsp;น้ำใต้ดิน&nbsp;เน้นให้ทุกประเทศทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาดูแลทรัพยากรน้ำใต้ดินมากขึ้น&nbsp;เพื่อลดปัญหาการแย่งชิงน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต&nbsp;โดยเฉพาะการเจริญเติบโตขึ้นของเมืองและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในด้านต่างๆ&nbsp;ทั้งด้านเกษตรกรรม&nbsp;อุตสาหกรรม&nbsp;และบริการ&nbsp;ที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของน้ำไหลกลับลงสู่ใต้ดิน&nbsp;รวมถึง&nbsp;วิกฤติภัยแล้งที่ทำให้ปริมาณน้ำใต้ดินมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง&nbsp;และการรุกตัวของน้ำเค็มในหลายพื้นที่ทั่วโลกครอบคลุมประเทศไทย&nbsp;ส่งผลให้น้ำใต้ดินที่เป็นขุมทรัพย์น้ำจืดขนาดใหญ่มีคุณภาพต่ำลง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ประเทศไทย&nbsp;ให้ความสำคัญบริหารจัดการน้ำให้สอดรับกับการพัฒนาประเทศด้านต่างๆไปพร้อมกัน&nbsp;เพื่อป้องกันและบรรเทาวิกฤติการขาดแคลนน้ำ&nbsp;โดยปีนี้รัฐบาลขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญการอนุรักษ์น้ำ&nbsp;ด้วยการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและร่วมกันลดการปนเปื้อนของน้ำใต้ดิน&nbsp;</strong>ซึ่งจะนำสู่ประโยชน์สูงสุดการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน&nbsp;พร้อมปลูกจิตสำนึกร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์&nbsp;ขณะเดียวกันหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำ&nbsp;5&nbsp;หน่วยงาน&nbsp;คือ&nbsp;สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&nbsp;(สทนช.)&nbsp;,&nbsp;กระทรวงยุติธรรม&nbsp;,&nbsp;สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ&nbsp;(สวทช.)&nbsp;,&nbsp;สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย&nbsp;(วว.)&nbsp;และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ&nbsp;(องค์การมหาชน)&nbsp;(สสน.)&nbsp;ยังร่วมกันขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ&nbsp;นายสุรสีห์&nbsp;กิตติมณฑล&nbsp;เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&nbsp;(สทนช.)&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ประเทศไทย&nbsp;จะบริหารจัดการน้ำใต้ดินอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการตั้งแต่การฟื้นฟูป่ารักษาความชุ่มชื้นให้ระบบนิเวศ&nbsp;การเติมน้ำใต้ดินผ่านแหล่งน้ำต่างๆ&nbsp;เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ&nbsp;ลดการรุกล้ำของน้ำเค็ม&nbsp;บรรเทาอุทกภัย&nbsp;และการใช้ประโยชน์ช่วงวิกฤติภัยแล้ง&nbsp;พร้อมปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ&nbsp;ด้วยการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า&nbsp;ลดการปนเปื้อนของแหล่งน้ำและน้ำใต้ดิน&nbsp;เพื่อให้ไทยสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามของสหประชาชาติด้านน้ำและเพื่อประโยชน์สูงสุด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp;รัฐบาล&nbsp;มุ่งเน้นสื่อสารองค์ความรู้และการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน&nbsp;ควบคู่กับ&nbsp;สร้างความร่วมมือและพัฒนาแนวคิดของเยาวชน&nbsp;โดยเฉพาะเรื่องน้ำใต้ดิน&nbsp;</strong>สอดคล้องกับที่องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญ&nbsp;ถือเป็นการยกระดับความเข้มข้นและช่วยส่งเสริมให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยเกิดผลสัมฤทธิ์ตามแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>","2022-03-29T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220329080208991"],
    [17,"แก้ปัญหาวัตถุดิบ บทพิสูจน์ภาครัฐ","<p>หลายคนคงทราบแล้วว่าสงครามยูเครนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกขนาดไหน&nbsp;ทั้งด้านราคาน้ำมัน&nbsp;เงินเฟ้อ&nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงทางอาหาร&nbsp;ซึ่งทุกประเทศตระหนักดีถึงความสำคัญอย่างที่สุด&nbsp;ดังจะเห็นหลายประเทศระงับการส่งออกธัญพืชเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารของตน&nbsp;ไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่หนีไม่พ้นผลพวงของสงครามแม้จะอยู่กันคนละซีกโลก&nbsp;แต่ไทยได้เตรียมการในสถานการณ์วิกฤตนี้อย่างไร&nbsp;หลังจากต้นทุนการผลิตอาหารพุ่งสูงต่อเนื่อง&nbsp;ส่งผลให้ราคาอาหารขยับขึ้นเป็นทิวแถว&nbsp;และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกราว&nbsp;25-30%&nbsp;ไปตลอดระยะเวลาครึ่งปีนับจากนี้&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>สถานการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน&nbsp;จำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจของภาครัฐอย่างเร่งด่วน&nbsp;เพื่อบรรเทาความรุนแรงของผลกระทบจากความมั่นคงทางอาหารที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้&nbsp;โดยรัฐต้องเร่งแก้ตั้งแต่ปัญหาวัตถุดิบอาหารสัตว์&nbsp;ทั้งในเชิง&nbsp;ปริมาณ&nbsp;และ&nbsp;ราคา&nbsp;ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคปศุสัตว์ในการผลิตอาหารมนุษย์&nbsp;โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ต้องการใช้มากที่สุดอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง&nbsp;</p><p><br></p><p><strong>ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&nbsp;</strong></p><p>ในแต่ละปีข้าวโพดเป็นธัญพืชที่ไทยผลิตได้เองในประเทศราว&nbsp;5&nbsp;ล้านตัน/ปี&nbsp;น้อยกว่าความต้องการใช้ที่&nbsp;8&nbsp;ล้านตัน/ปี&nbsp;ขาดแคลนอีกถึง&nbsp;3&nbsp;ล้านตัน/ปี&nbsp;จึงเป็นที่มาของความต้องการนำเข้าข้าวโพด&nbsp;โดยนำเข้าจากเมียนมาได้ในช่วงเดือนที่รัฐกำหนดเท่านั้น&nbsp;คิดเป็นปริมาณราว&nbsp;1.5&nbsp;ล้านตัน/ปี&nbsp;ยังคงขาดอีก&nbsp;1.5&nbsp;ล้านตันที่ควรจะนำเข้าจากประเทศผู้ผลิตใหญ่อย่าง&nbsp;สหรัฐ&nbsp;บราซิล&nbsp;หรือ&nbsp;อาร์เจนตินา&nbsp;ได้อย่างเสรี&nbsp;แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น&nbsp;เพราะมีเงื่อนไขโควต้านำเข้าได้เพียง&nbsp;54,000&nbsp;ตัน/ปี&nbsp;ซึ่งต้องเสียภาษีโควต้าที่&nbsp;20%&nbsp;ยิ่งถ้าหากนำเข้านอกเหนือจากโควต้าจะเสียภาษีสูงถึง&nbsp;73%&nbsp;ทั้งหมดก็คือต้นทุนมหาศาลที่กดดันผู้ผลิตอาหารสัตว์มาตลอด&nbsp;และในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้&nbsp;รัฐจำเป็นต้องยกเลิกภาษีโควต้าเหล่านี้ทันที&nbsp;เพื่อเปิดทางจัดหาวัตถุดิบเข้ามาป้อนไลน์การผลิตอาหารสัตว์โดยด่วน&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>ปัญหาไม่ได้หยุดแค่นี้&nbsp;เมื่อรัฐยังมีเงื่อนไข&nbsp;3&nbsp;:&nbsp;1&nbsp;เข้ามาบังคับอีกว่าหากต้องหาวัตถุดิบทดแทนเช่น&nbsp;ข้าวสาลี&nbsp;ต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ&nbsp;3&nbsp;ส่วนก่อน&nbsp;จึงจะนำเข้าข้าวสาลีได้&nbsp;1&nbsp;ส่วน&nbsp;เงื่อนไขนี้เองที่ส่งผลร้ายมหันต์ในปัจจุบัน&nbsp;เมื่อข้าวโพดขาดแคลนอยู่แล้วจะให้ไปซื้อจากที่ไหน&nbsp;3&nbsp;ส่วน&nbsp;เท่ากับปิดประตูนำเข้าวัตถุดิบทดแทนทันที&nbsp;(แม้สถานการณ์สงครามจะทำให้ราคาข้าวสาลีพุ่งสูงขึ้นมาเท่ากับข้าวโพด&nbsp;จนแทบไม่มีแรงจูงใจในการซื้อเข้ามาทดแทนแล้วก็ตาม)&nbsp;จริงอยู่&nbsp;รัฐประกาศยกเลิกมาตรการ&nbsp;3:1&nbsp;ชั่วคราวถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม&nbsp;65&nbsp;ออกมา&nbsp;แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียด&nbsp;จนไม่สามารถดำเนินการใดๆได้&nbsp;ซึ่งเปล่าประโยชน์เหลือเกิน&nbsp;ทั้งๆที่รัฐมีข้อมูลตัวเลขต่างๆ&nbsp;เพื่อการตัดสินใจอย่างครบถ้วนแล้ว&nbsp;</p><p><br></p><p><strong>กากถั่วเหลือง&nbsp;</strong></p><p>การผลิตอาหารสัตว์&nbsp;ต้องใช้กากถั่วเหลืองราว&nbsp;24%&nbsp;ของวัตถุดิบทั้งหมด&nbsp;แต่ละปีจะใช้ประมาณ&nbsp;4&nbsp;ล้านตัน&nbsp;ได้จากโรงงานสกัดน้ำมันพืชในประเทศไทยเพียง&nbsp;1&nbsp;ล้านกว่าตัน&nbsp;ที่เหลือก็ต้องนำเข้ากากถั่วเหลืองจากบราซิล&nbsp;อาร์เจนตินา&nbsp;และสหรัฐ&nbsp;เป็นหลัก&nbsp;วัตถุดิบตัวนี้ก็ถูกรัฐกำหนดเงื่อนไขแปลกๆ&nbsp;อีกเช่นกัน&nbsp;โดยอนุญาตให้โรงงานน้ำมันพืชนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองได้เสรี&nbsp;ภาษี&nbsp;0%&nbsp;แต่หากนำเข้า&nbsp;กากถั่วเหลือง&nbsp;ต้องเสียภาษี&nbsp;2%&nbsp;</p><p><br></p><p>นอกจากนี้&nbsp;เมล็ดถั่วเหลือง&nbsp;100%&nbsp;สกัดเป็นน้ำมันพืชได้&nbsp;20%&nbsp;ที่เหลือจะกลายเป็น&nbsp;กากถั่วเหลือง&nbsp;ให้โรงงานน้ำมันพืชนำไปขายผู้ผลิตอาหารสัตว์&nbsp;แทนที่จะขายในราคาไม่บวกภาษี&nbsp;กลับขายใกล้เคียงกากถั่วนำเข้า&nbsp;ทำกำไรได้อีก&nbsp;2%&nbsp;ทั้งๆที่ตนไม่ได้เสียภาษีนำเข้าเมล็ด&nbsp;ตรงนี้เป็นต้นทุนแฝงของอาหารสัตว์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมานาน&nbsp;อย่างไรก็ตาม&nbsp;เมื่อถึงวิกฤตวันนี้&nbsp;รัฐควรยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง&nbsp;2%&nbsp;ทันที&nbsp;เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการผลิต&nbsp;และเปิดทางการจัดหาวัตถุดิบชนิดนี้เข้ามาให้ทันเวลา</p><p><br></p><p><strong>ของไม่พอ&nbsp;แต่ปล่อยให้ส่งออกเสรี&nbsp;</strong></p><p>อีกประเด็นสำคัญคือในเมื่อประเทศกำลังมีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ&nbsp;แต่รัฐกลับยังปล่อยให้มีการส่งออกข้าวโพดอย่างเสรี&nbsp;เป็นเหตุให้เกิดการดึงราคาข้าวโพดในประเทศให้สูงขึ้นอีก&nbsp;เกิดปัญหาทับซ้อนทั้งเรื่องปริมาณและราคา&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ยังอนุญาตให้โรงสกัดน้ำมันพืช&nbsp;ส่งออกกากถั่วเหลืองได้&nbsp;20%&nbsp;ของกำลังผลิต&nbsp;ซ้ำเติมการขาดแคลนและขัดแย้งกับข้อตกลงที่ต้องมีการซื้อขายกากถั่วกันในประเทศก่อน&nbsp;โดยปริมาณส่งออกในปี&nbsp;2564&nbsp;พบว่ามีการส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า&nbsp;93,615&nbsp;ตัน&nbsp;และกากถั่วเหลือง&nbsp;มีการส่งออกถึง&nbsp;103,091&nbsp;ตัน&nbsp;หากยังคงนโยบายนี้อยู่&nbsp;ย่อมส่งผลต่อราคาขายภายในประเทศ&nbsp;โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตที่ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบได้อย่างปกติ&nbsp;ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองจะยิ่งแพงขึ้นไปอีก&nbsp;ภาครัฐจึงควรพิจารณาระงับการส่งออกพืชทั้ง&nbsp;2&nbsp;ชนิดนี้ทันทีเป็นการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย&nbsp;เหมือนเมื่อครั้งเนื้อหมูเริ่มขาดแคลนที่รัฐรีบห้ามส่งออกเพื่อรักษาปริมาณหมู&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p>การตัดสินใจแก้ปัญหาสำคัญเช่นนี้&nbsp;เป็นบทพิสูจน์ความสามารถและความจริงใจของรัฐ&nbsp;ซึ่งในที่สุดจะสะท้อนภาพความสำเร็จหรือล้มเหลวได้ชัดเจน&nbsp;โปรดเร่งแก้กฏเกณฑ์เพื่อประคับประคองสถานการณ์อย่างด่วนที่สุด&nbsp;เพราะวัตถุดิบที่เหลือยังมีพอยืดเวลาไปได้เพียง&nbsp;1-2&nbsp;เดือนเท่านั้น&nbsp;ที่สำคัญเมื่อราคาวัตถุดิบขึ้นทุกวัน&nbsp;แต่ราคาขายอาหารสัตว์และผลผลิตเนื้อสัตว์ขึ้นไม่ได้เพราะถูกรัฐคุมด้วยเพดานราคา&nbsp;</p><p&nbsp;class=\"ql-align-right\">ดำรง&nbsp;พงษ์ธรรม</p>","2022-03-29T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220329155150174"],
    [18,"สกู๊ปพิเศษ :  ความภูมิใจของครูผู้ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น","<p><strong>สกู๊ปพิเศษ&nbsp;:&nbsp;ความภูมิใจของครูผู้ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น&nbsp;</strong></p><p><strong>นางนัฐวรรณ&nbsp;(นัด-ฐ-วัน)&nbsp;ศรีทอง&nbsp;หนึ่งในสามของข้าราชการพลเรือนดีเด่น</strong>ประจำปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2564&nbsp;ของจังหวัดสิงห์บุรี&nbsp;ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนอินทร์บุรี&nbsp;อำเภออินทร์บุรี&nbsp;จังหวัดสิงห์บุรี&nbsp;เป็นโรงเรียนระดับมัธยมประจำอำเภอ&nbsp;ตลอดระยะเวลา&nbsp;29&nbsp;ปีของการเป็นครู&nbsp;นางนัฐวรรณ&nbsp;ศรีทอง&nbsp;ได้ทุ่มเทและตั้งใจในการทำหน้าที่อย่างเต็มที่&nbsp;เพราะมองว่าอาชีพของการเป็นครูเป็นอาชีพที่สร้างโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนของชาติที่จะไปพัฒนาชุมชนและประเทศในอนาคต&nbsp;ถึงแม้ว่าจะมีการโยกย้ายมาหลายโรงเรียน&nbsp;ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนอินทร์บุรี&nbsp;นางนัฐวรรณ&nbsp;ศรีทอง&nbsp;ก็ตั้งใจทำงานมาตลอด&nbsp;ซึ่งในการได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นในครั้งนี้จึงเป็นความภูมิใจเป็นอย่างมากทั้งของส่วนตัว&nbsp;ครอบครัว&nbsp;ของครูและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนอินทร์บุรี&nbsp;</p><p><strong>แนวทางในการพัฒนาด้านการศึกษาของ&nbsp;นางนัฐวรรณ&nbsp;ศรีทอง</strong>&nbsp;ในฐานะผู้บริหารโรงเรียนอินทร์บุรี&nbsp;จะเน้นที่ความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาของนักเรียน&nbsp;โดยมีเป้าหมายว่านักเรียนที่จบการศึกษาทุกคนต้องมีคุณภาพไม่ว่าที่บ้านจะมีฐานะยากจนหรือร่ำรวยก็ตาม&nbsp;โดยหลักในการทำงานจะใช้หลักแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&nbsp;และหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนมาเป็นแนวทางในการทำงาน&nbsp;</p><p><br></p><p>ทีมข่าวสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสิงห์บุรีรายงาน</p><p>&nbsp;#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>","2022-03-30T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","สิงห์บุรี","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสิงห์บุรี","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220330114412483"],
    [19,"","",null,"","","",""],
    [20,"","",null,"","","",""],
    [21,"","",null,"","","",""],
    [22,"","",null,"","","",""],
    [23,"","",null,"","","",""],
    [24,"","",null,"","","",""],
    [25,"","",null,"","","",""],
    [26,"","",null,"","","",""],
    [27,"","",null,"","","",""],
    [28,"","",null,"","","",""],
    [29,"","",null,"","","",""],
    [30,"","",null,"","","",""],
    [31,"","",null,"","","",""],
    [32,"","",null,"","","",""],
    [33,"","",null,"","","",""],
    [34,"","",null,"","","",""],
    [35,"","",null,"","","",""],
    [36,"","",null,"","","",""],
    [37,"","",null,"","","",""],
    [38,"","",null,"","","",""]
]}
