{
  "fields": [{"id":"_id","type":"int"},{"id":"NewsTitle","type":"text"},{"id":"NT01_NewsDesc","type":"text"},{"id":"NewsDate","type":"timestamp"},{"id":"Region","type":"text"},{"id":"Province","type":"text"},{"id":"Department","type":"text"},{"id":"Link_News","type":"text"}],
  "records": [
    [1,"สกู๊ป ข้าราชการพลเรือนดีเด่นจังหวัดอุดรธานี ประจำปี 2565","<p>วันที่&nbsp;1&nbsp;เมษายนของทุกปี&nbsp;เป็นวันข้าราชการพลเรือน&nbsp;วันแห่งความภาคภูมิใจของข้าราชการไทย&nbsp;และยังเป็นวันที่มีการยกย่องเชิดชูเกียรติ&nbsp;ข้าราชการพลเรือน&nbsp;ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น&nbsp;เพื่อเป็นเกียรติขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานแก่ข้าราชการ</p><p><br></p><p><br></p><p>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&nbsp;พระราชทานพระบรมราโชวาท&nbsp;เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน&nbsp;ประจำปี&nbsp;2565&nbsp;ความว่า&nbsp;\"ข้าราชการคือผู้ที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน&nbsp;จึงจำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้&nbsp;ว่าสิ่งใดคือประโยชน์สมควรปฏิบัติ&nbsp;และสิ่งใดไม่ใช่ประโยชน์&nbsp;ไม่สมควรปฏิบัติ&nbsp;ความเข้าใจทั้งนี้&nbsp;เป็นผลจากวิจารณญาณอันเที่ยงตรง&nbsp;ถูกต้อง&nbsp;ซึ่งข้าราชการทุกคนควรจะได้ฝึกฝนและสร้างสม&nbsp;ให้เป็นคุณสมบัติ&nbsp;ประจำตัวสืบไป&nbsp;\"&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>จังหวัดอุดรธานี&nbsp;มีข้าราชการฝ่ายพลเรือน&nbsp;และลูกจ้างประจำ&nbsp;20,956&nbsp;คน&nbsp;แยกเป็น&nbsp;ข้าราชการครู&nbsp;12,675&nbsp;คน&nbsp;ข้าราชการตำรวจ&nbsp;2,139&nbsp;นาย&nbsp;ข้าราชการส่วนภูมิภาค/ส่วนกลาง&nbsp;6,142&nbsp;คน&nbsp;จึงมีข้าราชการพลเรือนดีเด่นได้&nbsp;4&nbsp;คน&nbsp;จาก&nbsp;4&nbsp;กลุ่มตำแหน่งและระดับ&nbsp;คือ&nbsp;กลุ่มที่&nbsp;1&nbsp;ตำแหน่งประเภทอำนวยการ&nbsp;ระดับต้น&nbsp;ระดับสูง&nbsp;ตำแหน่งประเภทวิชาการ&nbsp;ระดับเชี่ยวชาญ&nbsp;,&nbsp;กลุ่มที่&nbsp;2&nbsp;ตำแหน่งประเภทวิชาการ&nbsp;ระดับชำนาญการ&nbsp;ระดับชำนาญการพิเศษ&nbsp;ตำแหน่งประเภททั่วไประดับอาวุโส&nbsp;ระดับทักษะพิเศษ&nbsp;กลุ่มที่&nbsp;3&nbsp;ตำแหน่งประเภทวิชาการ&nbsp;ระดับปฏิบัติการ&nbsp;ตำแหน่งทั่วไประดับปฏิบัติงาน&nbsp;ระดับชำนาญงาน&nbsp;และกลุ่มที่&nbsp;4&nbsp;กลุ่มลูกจ้างประจำ</p><p><br></p><p><br></p><p>ในปี&nbsp;2564&nbsp;จังหวัดอุดรธานีมีผู้เสนอชื่อเข้ารับการคัดเลือกจาก&nbsp;4&nbsp;กลุ่มรวม&nbsp;28&nbsp;คน&nbsp;ผลการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี&nbsp;2564&nbsp;ได้แก่&nbsp;กลุ่มที่&nbsp;1&nbsp;ตำแหน่งประเภทอำนวยการ&nbsp;ระดับต้น&nbsp;และระดับสูง&nbsp;และตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ&nbsp;ได้แก่&nbsp;นายอุเทน&nbsp;หาแก้ว&nbsp;ตำแหน่ง&nbsp;นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ&nbsp;สังกัด&nbsp;สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี&nbsp;นายพงษ์ศักดิ์&nbsp;วงษ์ป้อม&nbsp;ตำแหน่ง&nbsp;ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพหนองหาน&nbsp;สังกัด&nbsp;วิทยาลัยการอาชีพหนองหาน&nbsp;กลุ่มที่&nbsp;2&nbsp;ตำแหน่งประเภทวิชาการ&nbsp;ระดับชำนาญการ&nbsp;และระดับชำนาญการพิเศษ&nbsp;และตำแหน่งประเภททั่วไป&nbsp;ระดับอาวุโส&nbsp;และระดับทักษะพิเศษ&nbsp;ได้แก่&nbsp;พ.ต.อ.ปริวัฒน์&nbsp;สัจจาพันธ์&nbsp;ตำแหน่ง&nbsp;ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งฝน&nbsp;สังกัด&nbsp;ตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี&nbsp;และ&nbsp;นายสุรพงศ์&nbsp;แสนโภชน์&nbsp;ตำแหน่ง&nbsp;นายแพทย์&nbsp;(ด้านเวชกรรม)&nbsp;ชำนาญการพิเศษ&nbsp;สังกัด&nbsp;โรงพยาบาลอุดรธานี&nbsp;ซึ่งทั้ง&nbsp;4&nbsp;คน&nbsp;จะได้รับการบันทึกประวัติในหนังสือที่ระลึกข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี&nbsp;พ.ศ.2564&nbsp;เสียงสัมภาษณ์&nbsp;ข้าราชการดีเด่นทั้ง&nbsp;4&nbsp;ท่าน</p>","2022-01-04T00:00:00","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","อุดรธานี","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220419163559456"],
    [2,"รายงานพิเศษ : ก.ทรัพย์ มุ่งลดการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะอาหารที่ยังรับประทานได้ หรือ อาหารส่วนเกิน","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;ก.ทรัพย์&nbsp;มุ่งลดการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะอาหารที่ยังรับประทานได้&nbsp;หรือ&nbsp;อาหารส่วนเกิน</u>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>จากปัญหาขยะอาหารสะสมจนกลายกระทบสิ่งแวดล้อมในแต่ละปี&nbsp;ทำให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;มุ่งลดการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะอาหารที่ยังรับประทานได้&nbsp;หรืออาหารส่วนเกิน&nbsp;เพื่อลดขยะหรือของเสียเหลือศูนย์&nbsp;(Zero&nbsp;Waste)&nbsp;ตามแผนประเทศ&nbsp;ผ่านโครงการอาหารปันสุข&nbsp;(Zero&nbsp;Food&nbsp;Waste)&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp;ขยะอาหาร&nbsp;หรือ&nbsp;Food&nbsp;Waste&nbsp;เป็นหนึ่งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกให้ความสนใจ&nbsp;เพราะอาหารเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์&nbsp;แต่หนึ่งในสามของอาหารที่ผลิตได้ทั้งโลกกลับกลายเป็นขยะอาหาร&nbsp;ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง&nbsp;</strong>จากการประเมินขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ&nbsp;(FAO)&nbsp;พบมีอาหารถูกทิ้งเป็นขยะอาหารประมาณ&nbsp;1.6&nbsp;พันล้านตันต่อปี&nbsp;แล้วการเน่าเสียของอาหารจะปล่อยก๊าซมีเทนที่มีศักยภาพเป็นก๊าซเรือนกระจก&nbsp;เมื่อเทียบแล้วส่งผลให้โลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง&nbsp;25&nbsp;เท่า&nbsp;โดยแต่ละปีจะมีขยะอาหารถูกฝังกลบประมาณ&nbsp;1.3&nbsp;พันล้านตัน&nbsp;ก่อให้เกิดมลพิษร้อยละ&nbsp;8&nbsp;ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ&nbsp;จึงถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องหันมาให้ความสำคัญ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดการสูญเสียอาหารและการเกิดขยะอาหารในประเทศ&nbsp;ด้วยการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด&nbsp;โดยนำอาหารที่ยังรับประทานได้&nbsp;หรือ&nbsp;อาหารส่วนเกิน&nbsp;ที่อาจเหลือจากการจำหน่ายในร้านอาหาร</strong>&nbsp;หรือซูเปอร์มาร์เก็ต&nbsp;เช่น&nbsp;ผัก&nbsp;ผลไม้&nbsp;อาหารสด&nbsp;อาหารปรุงสำเร็จ&nbsp;แล้วส่งต่อให้กับหน่วยงานหรือองค์กรไม่แสวงกำไรนำไปแจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการ&nbsp;หรือนำไปเป็นอาหารสัตว์&nbsp;ซึ่งสามารถลดขยะอาหารได้&nbsp;ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่า&nbsp;ลดปริมาณขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด&nbsp;ตามแนวคิด&nbsp;ชีวิตวิถีใหม่&nbsp;ใส่ใจสิ่งแวดล้อม&nbsp;ผ่านโครงการอาหารปันสุข&nbsp;(Zero&nbsp;Food&nbsp;Waste)&nbsp;นายวราวุธ&nbsp;ศิลปอาชา&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ได้เห็นความสำคัญการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะอาหารที่ยังรับประทานได้&nbsp;หรืออาหารส่วนเกิน&nbsp;จึงให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม&nbsp;(สส.)&nbsp;เร่งสร้างความร่วมมือกับภาคีที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาดังกล่าว&nbsp;เพื่อเป็นส่วนหนึ่งลดปริมาณขยะอาหารจำนวนมหาศาลนี้&nbsp;โดยใช้ประโยชน์จากอาหารที่ยังรับประทานได้&nbsp;หรืออาหารส่วนเกิน&nbsp;ที่อาจเหลือจากการจำหน่าย&nbsp;แล้วส่งต่อนำไปแจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการ&nbsp;หรือนำไปเป็นอาหารสัตว์&nbsp;ทำให้ลดขยะหรือของเสียเหลือศูนย์&nbsp;(Zero&nbsp;Waste)&nbsp;ช่วยแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการขาดแคลนทรัพยากรของประเทศ&nbsp;ถือเป็นการปฏิวัติรูปแบบการใช้พลังงานและวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;และรักษาสมดุลระหว่างมนุษย์กับทรัพยากรนำไปสู่ความสำเร็จบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>&nbsp;&nbsp;โครงการอาหารปันสุข&nbsp;(Zero&nbsp;Food&nbsp;Waste)&nbsp;ครั้งนี้จะส่งต่อให้กับมูลนิธิรับบริจาคอาหารนำไปแจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการ&nbsp;หรือนำไปเป็นอาหารสัตว์ในสวนสัตว์ภายใต้ความรับผิดชอบขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย&nbsp;ในพระบรมราชูปถัมภ์&nbsp;7&nbsp;แห่ง</strong>&nbsp;คือ&nbsp;สวนสัตว์เขาดิน&nbsp;(แห่งใหม่)&nbsp;//&nbsp;สวนสัตว์เปิดเขาเขียว&nbsp;//&nbsp;สวนสัตว์เชียงใหม่&nbsp;//&nbsp;สวนสัตว์นครราชสีมา&nbsp;//&nbsp;สวนสัตว์สงขลา&nbsp;//&nbsp;สวนสัตว์อุบลราชธานี&nbsp;และสวนสัตว์ขอนแก่น&nbsp;รวมถึง&nbsp;อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ&nbsp;154&nbsp;แห่ง&nbsp;และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้&nbsp;(อ.อ.ป.)&nbsp;ที่จะนำอาหารที่ยังรับประทานได้ไปเป็นอาหารสัตว์ในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยทั้ง&nbsp;2&nbsp;แห่ง&nbsp;คือ&nbsp;ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย&nbsp;จังหวัดลำปาง&nbsp;และโรงพยาบาลช้าง&nbsp;จังหวัดกระบี่&nbsp;หรือนำอาหารที่เสื่อมสภาพแล้วไปหมักทำปุ๋ยชีวภาพใช้ภายในพื้นที่ของสถาบันคชบาลแห่งชาติฯ&nbsp;จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญช่วยลดขยะอาหารได้&nbsp;แล้วจะขยายความร่วมมือไปยังภาคีภาคส่วนต่างๆในอนาคต&nbsp;</p>","2022-08-04T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220408101636527"],
    [3,"รายงานพิเศษ : ชันโรงหรือผึ้งจิ๋วพรุโต๊ะแดงสร้างอาชีพเสริมมีรายได้งามแห่งเดียวในสุไหงโก-ลก","<p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ภายในสถาบันศึกษาปอเนาะฮายาตุซซอฮาบะห์</strong>&nbsp;ซึ่งตั้งอยู่&nbsp;หมู่ที่&nbsp;2&nbsp;ตำบลปูโยะ&nbsp;อำเภอสุไหงโก-ลก&nbsp;จังหวัดนราธิวาส&nbsp;ซึ่งเป็นที่ตั้งของฟาร์มชันโรงพรุโต๊ะแดงแห่งเดียวในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก&nbsp;เริ่มแรกเราจะขอแนะนำท่านให้รู้จักกับชันโรง&nbsp;หรือผึ้งจิ๋วภาษามาลายูเรียกว่า&nbsp;\"กือลูโล๊ะ\"&nbsp;ที่เป็นแมลงตัวเล็กๆคล้ายผึ้งหลวง&nbsp;ที่ไม่มีเหล็กใน&nbsp;อาหารสุดโปรดจะเป็นเกสรดอกไม้ทุกชนิด&nbsp;ทำให้น้ำผึ้งที่ได้จากชันโรงจึงมีการผสมผสานจากดอกไม้นานาพันธุ์รวมไปถึงน้ำหวานจากพืชสมุนไพร&nbsp;ทำให้น้ำผึ้งที่ได้จากชันโรงจะมีคุณภาพสูงมีกลิ่นหอมรสชาดอร่อยหวานอมเปรี้ยว&nbsp;ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งรสชาดจากตามธรรมชาติ&nbsp;และน้ำผึ้งชันโรงเป็นที่ยอมรับว่ามีคุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยา&nbsp;ในการยับยั้งและบรรเทาอาการโรคภัยไข้เจ็บต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;ได้อีกด้วย</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ก้าวแรกที่ได้เดินเข้าไปในสถาบันปอเนาะแห่งนี้</strong>&nbsp;เราจะพบกับตอไม้นา&nbsp;ๆ&nbsp;ชนิดที่ด้านบนของตอไม้จะเป็นถาดไม้ทรงสี่เหลี่ยมและมีกระเบื้องหลังคาปิดทับด้านบนไว้อีกชั้นหนึ่ง&nbsp;วางเรียงรายบริเวณร่มโคนของต้นไม้ใหญ่&nbsp;ที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความเขียวขจีที่ร่มรื่น&nbsp;และที่บริเวณตอไม้ต่างๆจะมีลักษณะเหมือนกับมีช่อง&nbsp;หรือรูเล็ก&nbsp;ๆ&nbsp;ที่มีตัวชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว&nbsp;จำนวนหนึ่งบินหรือตอมอยู่ที่บริเวณดังกล่าว&nbsp;เมื่อสอบถามจึงทราบว่า&nbsp;เป็นรัง&nbsp;หรือบ้านของตัวชันโรง&nbsp;หรือผึ้งจิ๋วอาศัยอยู่</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>จากการสอบถาม&nbsp;นายบุนยามิน&nbsp;มีเต๊ะ&nbsp;ทราบว่า</strong>&nbsp;ฟาร์มชันโรง&nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว&nbsp;แห่งนี้&nbsp;มีเจ้าของร่วมหุ้นด้วยกัน&nbsp;3&nbsp;คน&nbsp;คือ&nbsp;นายซาฟีอีย์&nbsp;มีเต๊ะ&nbsp;ซึ่งเป็นเจ้าของสถาบันปอเนาะฯ&nbsp;นายบุนยามิน&nbsp;มีเต๊ะ&nbsp;บุตรชาย&nbsp;และนางสาวนูรีหัน&nbsp;เราะแลบา&nbsp;ซึ่งเป็นลูกสะใภ้ที่ได้ริเริ่มทำฟาร์มชันโรง&nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว&nbsp;มาเป็นเวลานานกว่า&nbsp;5&nbsp;ปี&nbsp;เริ่มแรกเดิมทีพบว่า&nbsp;น้ำหวานหรือน้ำผึ้งจากชันโรงมีราคาแพง&nbsp;และแถวบริเวณบ้านที่พักอาศัยอยู่รอบด้านเป็นพื้นที่ติดต่อกับแนวเขตใกล้เคียงของป่าพรุโต๊ะแดง&nbsp;ซึ่งจะพบเห็นชันโรงหรือผึ้งจิ๋วบินหาอาหาร&nbsp;เมื่อเป็นเช่นนี้ถือว่าธรรมชาติเอื้ออำนวย&nbsp;จึงได้ปรึกษาหารือกันและได้ร่วมหุ้นลงทุนเงินก้อนหนึ่ง&nbsp;เพื่อสร้างเป็นฟาร์มชันโรงขึ้น&nbsp;ด้วยการศึกษาสายพันธุ์ของชันโรงว่ามีสายพันธุ์อะไรบ้าง&nbsp;ต่อมาจึงได้ตระเวนซื้อหาชันโรงจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณตำบลปูโยะ&nbsp;ที่ชันโรงได้พากันมาทำรังที่ต้นไม้ของชาวบ้าน&nbsp;ซึ่งในจุดนี้ถือว่าทำให้ชาวบ้านมีรายได้ด้วย&nbsp;ในราคาท่อน&nbsp;หรือตอละประมาณ&nbsp;200&nbsp;บาทขึ้นไป&nbsp;ขึ้นอยู่กับชันโรงว่าไปทำรังที่ต้นไม้&nbsp;หรือท่อนไม้หรือตอไม้เนื้อแข็ง&nbsp;หรือเนื้ออ่อน&nbsp;ถ้าไม้เนื้อแข็งจะมีราคาที่รับซื้อแพงกว่า</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>จากนั้น&nbsp;เมื่อได้ชันโรง&nbsp;หรือผึ้งจิ๋วที่รับซื้อจากชาวบ้านแล้ว</strong>&nbsp;ก็จะแยกเป็นสายพันธุ์ต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;นำไปเรียงไว้ใต้ร่มไม้ใหญ่ภายในบริเวณสถาบันปอเนาะ&nbsp;ซึ่งสายพันธุ์ที่เลี้ยงไว้ในขณะนี้ที่บริเวณฟาร์ม&nbsp;เป็นสายพันธุ์อิตาม่า&nbsp;โตราซิก้า&nbsp;และอาพิคาลิส&nbsp;โดยเฉพาะสายพันธุ์อิตาม่า&nbsp;จะให้น้ำหวานหรือน้ำผึ้งที่มากกว่าสายพันธุ์อื่น&nbsp;ๆ&nbsp;ซึ่งปัจจุบันที่ฟาร์มชันโรงพรุโต๊ะแดง&nbsp;มีการเลี้ยงชันโรง&nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว&nbsp;มากกว่า&nbsp;100&nbsp;รัง&nbsp;หรือ&nbsp;100&nbsp;ถาด&nbsp;สามารถเก็บเกี่ยวเป็นรายได้พิเศษต่อเดือน&nbsp;อีกประมาณคนละ&nbsp;6,000&nbsp;บาท&nbsp;ซึ่งปัจจุบันได้ขยายกิจการไปเลี้ยงชันโรง&nbsp;หรือ&nbsp;ผึ้งจิ๋ว&nbsp;ในพื้นที่อำเภอสายบุรี&nbsp;จังหวัดปัตตานี</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ประเด็นสำคัญการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากชันโรง&nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว</strong>&nbsp;หัวใจสำคัญ&nbsp;คือ&nbsp;ในช่วงการเปิดถาดหรือรังในการเก็บน้ำหวาน&nbsp;หรือน้ำผึ้ง&nbsp;เราต้องเก็บน้ำหวานในถ้วยที่ชันโรงสร้างไว้ในถาด&nbsp;หรือในแต่ละรัง&nbsp;ให้หมดหรือเกลี้ยงสนิท&nbsp;มิเช่นนั้นหากน้ำหวาน&nbsp;หรือน้ำผึ้งตกค้าง&nbsp;ชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว&nbsp;จะไม่นำน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ที่ไปตระเวนดูดจากดอกไม้ชนิดต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;มาวางใส่ไว้ในถ้วย&nbsp;แต่ชันโรงจะสร้างถ้วยขึ้นมาใหม่&nbsp;ซึ่งถือว่าเสียรายได้และโอกาสที่เราต้องรอชันโรง&nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว&nbsp;สร้างถ้วยขึ้นมาใหม่&nbsp;แทนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ด้าน&nbsp;นางสาวนูรีหัน&nbsp;เราะแลยา&nbsp;กล่าวว่า</strong>&nbsp;ตนตัดสินใจหันมาเลี้ยงชันโรง&nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว&nbsp;ถือว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว&nbsp;ปัจจุบันตลาดชันโรงได้รับความเชื่อถือ&nbsp;มีผู้บริโภคจากทั่วสารทิศสั่งชื่อสินค้าไม่ขาดสาย&nbsp;อาทิ&nbsp;เชียงใหม&nbsp;นครราชสีมา&nbsp;ประจวบคีรีขันธ์&nbsp;นครศรีธรรมราช&nbsp;เป็นต้น&nbsp;แถมยังมีผู้บริโภคจ่ากประเทศมาเลเซียก็สั่งชื่อเช่นกัน&nbsp;ชันโรง&nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>นอกจากมีคุณค่าทางอาหารแล้วยังมีสรรพคุณทางยา</strong>&nbsp;ช่วยระบบทางเดินหายใจ&nbsp;ลดความดันโลหิตสูง&nbsp;ลดเบาหวานต้านมะเร็งและต้านอนุมูลอิสระ&nbsp;จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคลิ้มลองน้ำหวานหรือน้ำผึ้งจากชันโรง&nbsp;จะมีกลิ่นหอมรสชาติหอมหวานอมเปรี้ยวถูกใจอย่างแน่นอน&nbsp;โดยจำหน่ายบรรจุขวด&nbsp;2&nbsp;ขนาด&nbsp;ขวดขนาดบรรจุ&nbsp;270&nbsp;กรัม&nbsp;ราคา&nbsp;350&nbsp;บาท&nbsp;และขวดบรรจุขนาด&nbsp;150&nbsp;กรัม&nbsp;ราคา&nbsp;200&nbsp;บาท&nbsp;และมีการจำหน่ายชั่งเป็นกิโลกรัม&nbsp;ตกกิโลกรัมละ&nbsp;700&nbsp;บาท&nbsp;และหากมีการสั่งซื้อเป็นจำนวนมากเราก็จะลดราคาให้อีก&nbsp;ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามหรือสั่งซื้อได้ที่&nbsp;หมายเลขโทรศัพท์&nbsp;08-1388-3006&nbsp;นายบุนยามิน&nbsp;มีเต๊ะ&nbsp;หรือติดต่อทางเพจ&nbsp;sudir&nbsp;shop&nbsp;สินค้าดี&nbsp;ราคาถูกสุด</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>","2022-10-04T00:00:00","ภาคใต้","นราธิวาส","สวท.นราธิวาส","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220410114728199"],
    [4,"สกู๊ป สุขแบบเรียบง่าย Style โคก หนอง นา","<p><strong>สุขแบบเรียบง่าย&nbsp;Styleโคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;นางชฎาพร&nbsp;จันทร์แดง&nbsp;เกษตรกรบ้านบุ่ง&nbsp;ตำบลรามราช&nbsp;อำเภอท่าอุเทน&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;</strong>หลักการทำ&nbsp;โคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;เจ้าหน้าที่สอนให้หมักปุ๋ยจุลินทรีย์น์หน่อกล้วย&nbsp;จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง&nbsp;ยาเส้นใส่น้ำส้มสายชูเพื่อมาไล่พวกแมลง&nbsp;ห่มดินด้วยฟางแต่ของตัวเองได้ไม่เยอะ&nbsp;จึงต้องไปหาเก็บใบไม้มาห่มแทน&nbsp;เพราะเราเอาฟางไปให้วัว&nbsp;แล้วก็ไปเอาตอซังขึ้นมาจากทุ่งนามาห่มแทน&nbsp;ตัวเองเริ่มทำเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา&nbsp;ประมาณ&nbsp;5&nbsp;เดือนก็เริ่มเขียวและเห็นผลแล้ว&nbsp;ข้างบนของแปลงก็จะมีสระลูกเล็กๆ&nbsp;1&nbsp;ลูก&nbsp;แล้วก็มีร่องน้ำไหลลงมา&nbsp;พอขุดเสร็จก็เริ่มปลูกหญ้าเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน&nbsp;จากนั้นก็มาปลูกต้นกล้วยและต้นไม้อื่นๆ&nbsp;มีทั้งที่ขอมาปลูกและซื้อมาปลูก&nbsp;ซึ่งคนที่จะทำโคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;จะต้องมีมูลวัว&nbsp;ควาย&nbsp;หรือไก่&nbsp;เพราะเราต้องลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด&nbsp;ไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อสิ่งเหล่านี้มาบำรุงดินและต้นไม้&nbsp;ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงวัวเพื่อเอามูลมาใช้&nbsp;นอกจากนั้นเราก็ต้องทำปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้&nbsp;เศษหญ้า&nbsp;ที่เราถอนมาจากแปลงเกษตรที่เราปลูก&nbsp;มีหลายคนที่มาดูแล้วบอกว่าทำไม่ได้&nbsp;แต่ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายคนที่บอกว่าไม่ท้อ&nbsp;พร้อมที่จะสู้เพื่อให้ได้แปลงโคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;แบบนี้&nbsp;เราก็จะบอกเทคนิควิธีทำให้ไปว่าตัวเองทำอย่างไร&nbsp;บางคนก็เอาไปทำทันที&nbsp;ซึ่งตอนนี้เป็นระยะเริ่มต้นที่เพิ่งขุด&nbsp;จึงยังไม่มีน้ำต้องรอฤดูฝนปีนี้ก่อน&nbsp;ส่วนญาติๆ&nbsp;กันที่เลี้ยงวัวขุนต้องการหญ้าหวานอิสราเอลเมื่อมาดูแล้ว&nbsp;เห็นว่าการปลูกหญ้าทำยังไง&nbsp;ก็บอกว่าทำแค่นี้สบาย&nbsp;ทำได้อยู่แล้วเพราะขั้นตอนไม่เยอะยุ่งยากอะไร&nbsp;ตอนนี้ในโคก&nbsp;หนอง&nbsp;นา&nbsp;ก็มีปู&nbsp;ปลา&nbsp;ที่สามารถจับกินเองได้ไม่ต้องไปที่ตลาด&nbsp;มีความสุขดี&nbsp;เพราะต้องแย่งกันกับสามีมาให้อาหารปลา&nbsp;อาหารกบ&nbsp;มองเห็นปลาลอยอยู่ในน้ำ&nbsp;ต้นไม้ที่ออกผลก็ดีใจ&nbsp;ภูมิใจ&nbsp;เวลาเพื่อนบ้านมาเยี่ยมเยือนอยากได้อะไรก็แบ่งปันกันไป&nbsp;แม้ตอนนี้ผลผลิตจะยังไม่ได้เต็มที่เพราะเราพึ่งทำได้ไม่นานแต่ก็มีให้ได้นำไปขายแล้ว&nbsp;นั่นคือกล้วย&nbsp;พริก&nbsp;มะเขือ&nbsp;มะละกอ&nbsp;ผักและผลไม้อื่นๆ&nbsp;ที่ปลูกตามฤดู&nbsp;ซึ่งการขายก็เอาไปส่งที่โรงเรียนและร้านค้า&nbsp;นอกจากนี้ก็มีท่อนพันธุ์หญ้าหวานอิสราเอล&nbsp;ที่มีการจองเข้ามาประมาณเดือนพฤษภาคมก็จำหน่ายได้แล้ว&nbsp;ที่สำคัญคือผลิตที่ออกมายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนในพื้นที่จึงไม่ยุ่งยากอะไรในการขาย&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</p>","2022-12-04T00:00:00","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","นครพนม","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครพนม","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220412161616048"],
    [5,"รายงานพิเศษ เรื่อง โฉนดที่ดิน เพื่อความมั่นคง","<p><strong>รายงานพิเศษ&nbsp;</strong>&nbsp;โฉนดที่ดิน&nbsp;เพื่อความมั่นคง&nbsp;เป็นของขวัญปีใหม่&nbsp;ไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน&nbsp;</p><p><strong>รัฐบาล&nbsp;โดย&nbsp;กระทรวงมหาดไทยมีความมุ่งมั่น</strong>&nbsp;มีความตั้งใจในการลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน&nbsp;&nbsp;จึงได้มอบนโยบายให้กรมที่ดิน&nbsp;&nbsp;กระทรวงมหาดไทยดำเนินโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้กับประชาชน&nbsp;&nbsp;ล่าสุดมีการมอบโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนชาวจังหวัดตรัง&nbsp;ตามโครงการ&nbsp;มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย&nbsp;นำสุขคลายทุกข์ให้ประชาชน&nbsp;รายละเอียดเป็นอย่างไรติดตามได้จากรายงานค่ะ&nbsp;/&nbsp;ครับ<strong>การมอบโฉนดที่ดิน&nbsp;ตามโครงการ&nbsp;\"มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย</strong>&nbsp;นำสุขคลายทุกข์ให้ประชาชน\"&nbsp;ให้กับประชาชนเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในกับประชาชนชาวจังหวัดตรัง&nbsp;จำนวน&nbsp;113&nbsp;แปลง&nbsp;&nbsp;เพื่อจะได้มีหลักประกันความมั่นคงในกรรมสิทธิ์&nbsp;ในที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน&nbsp;สามารถนำโฉนดที่ดินไปประกอบการพัฒนาอาชีพ&nbsp;เพิ่มผลผลิตและรายได้&nbsp;ส่งผลดีในทางเศรษฐกิจ&nbsp;และตอบสนองนโยบายรัฐบาลด้านการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม&nbsp;&nbsp;<strong>โดยนายนิพนธ์&nbsp;บุญญามณี&nbsp;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย&nbsp;</strong>&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;&nbsp;รัฐบาลได้เดินหน้าในการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินให้กับประชาชน&nbsp;&nbsp;จึงได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย&nbsp;ได้ดำเนินโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้กับประชาชน&nbsp;เป็นที่ดินที่อยู่นอกพื้นที่ที่ดินของรัฐและพื้นที่ที่ประชาชนได้ทำประโยชน์มาอย่างยาวนานติดต่อกัน<strong>อย่างไรก็ตาม&nbsp;&nbsp;&nbsp;นโยบายการเดินออกสำรวจโฉนดที่ดิน&nbsp;</strong>&nbsp;ยังคงเร่งรัดดำเนินการต่อไปเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้สามารถเข้าถึงการมีเอกสารสิทธิในที่ดินของตนเอง&nbsp;เพราะถือว่า&nbsp;ที่ดินคือชีวิตของพี่น้องประชาชน&nbsp;นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ดินแห่งชาติ(คทช.)&nbsp;เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะนำที่ดินของรัฐที่ประชาชนทำมาหากินอยู่แล้ว&nbsp;มาจัดให้แก่ประชาชน&nbsp;ให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน&nbsp;หรือมีไม่เพียงพอ&nbsp;มีที่ดินทำกินอย่างถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย<strong>ความตั้งใจของกระทรวงมหาดไทย&nbsp;ที่มอบหมายให้กรมที่ดินๆ</strong>&nbsp;เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหา&nbsp;ทำให้ได้มาซึ่งโฉนดที่ดินให้กับประชาชน&nbsp;แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการให้ประชาชนเข้าถึงการใช้สิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มที่&nbsp;และในปี&nbsp;2565&nbsp;นี้&nbsp;กระทรวงมหาดไทย&nbsp;ได้ลงนามประกาศและมอบหมายให้กรมที่ดินเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศทั้งหมด&nbsp;70&nbsp;จังหวัด&nbsp;ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย&nbsp;โดยเพิ่มจากปี&nbsp;2564&nbsp;ที่มีการประกาศเดินสำรวจ&nbsp;50&nbsp;จังหวัด&nbsp;และเมื่อปี&nbsp;2563&nbsp;มีการประกาศเดินสำรวจ&nbsp;25&nbsp;จังหวัดด้วย</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p&nbsp;class=\"ql-align-justify\"><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p>","2022-04-16T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สวท.ตรัง","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220416061847319"],
    [6,"รายงานพิเศษ เรื่อง การแก้ไขปัญหาหนี้การเกษตร","<p><strong>สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร&nbsp;สาขาจังหวัดหนองคาย&nbsp;</strong>ช่วยเหลือสมาชิกในการแก้ไขปัญหาหนี้การเกษตร&nbsp;รักษาที่ดินเกษตรกรไว้&nbsp;ไม่ให้ถูกยึดทรัพย์บังคับคดี</p><p><strong>นายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้ปี&nbsp;2565&nbsp;เป็นปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน</strong>&nbsp;จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ&nbsp;ที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนภารกิจให้เป็นรูปธรรม&nbsp;อย่างเร่งด่วน&nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบกลางวงเงิน&nbsp;2,000&nbsp;ล้านบาทรายการเงินสำรองจ่ายประจำปีงบประมาณ&nbsp;พ.ศ.2565&nbsp;เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น&nbsp;ให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.)&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;1&nbsp;มีนาคม&nbsp;2565&nbsp;เพื่อดำเนินการ&nbsp;แก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย&nbsp;รวมทั้งการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร</p><p><strong>กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจัดตั้ง&nbsp;โดย&nbsp;พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟู</strong>และพัฒนาเกษตรกร&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2542&nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน&nbsp;การรวมกลุ่มของเกษตรกร&nbsp;ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาของเกษตรกร&nbsp;ส่งเสริมและสนับสนุนการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม&nbsp;พัฒนาความรู้ด้านเกษตรกรรม&nbsp;พัฒนาศักยภาพในการพึ่งพาตนเองของเกษตรกร&nbsp;และแก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกร</p><p><strong>นางสาวอภิญญา&nbsp;อุทัยแสน&nbsp;หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟู</strong>และพัฒนาเกษตรกร&nbsp;สาขาจังหวัดหนองคายกล่าวถึงขั้นตอนการช่วยเหลือหนี้การเกษตรให้กับสมาชิกกองทุน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>นางพรสวรรค์ทิพย์&nbsp;นิลเกตุ&nbsp;เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกร</strong>&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;6&nbsp;มีนาคม&nbsp;2552&nbsp;กล่าวถึงความรู้สึกหลังจากที่ได้ผ่อนชำระหนี้ให้กับกองทุน&nbsp;ครบตามสัญญา&nbsp;และได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืน</p><p><strong>โดยโครงการดังกล่าวสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ</strong>ตามนโยบายของรัฐบาล&nbsp;รักษาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของเกษตรกรได้มากกว่า&nbsp;3,425&nbsp;ราย&nbsp;เกษตรกรได้ประโยชน์จากการฟื้นฟูอาชีพจำนวน&nbsp;42,034&nbsp;ราย&nbsp;776&nbsp;องค์กร&nbsp;มีโอกาสฟื้นฟูตนเองในการประกอบอาชีพ&nbsp;เพื่อสร้างรายได้นำไปชำระหนี้ตามกำหนด&nbsp;และทำให้เข้าถึงแหล่งทุนเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูอาชีพอย่างยั่งยืน</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>ชยชนก&nbsp;จันทวงษ์&nbsp;สวท.หนองคาย&nbsp;</p><p><strong>#สำนักข่าว&nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&nbsp;#NNT&nbsp;#ILOVETHAILAND</strong></p><p>&nbsp;</p>","2022-04-16T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สวท.ขอนแก่น","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220416062053320"],
    [7,"มองหาของกินพื้นถิ่นอีสาน ต้องที่ตลาดสดบายพาสเทศบาลนครสกลนคร","<p><strong>ใครที่กำลังคิดจะทำอาหารแบบบ้านๆ&nbsp;พื้นถิ่นอีสาน</strong>&nbsp;ในช่วงวันหยุดที่ครอบครัวมารวมตัวกันอย่างเทศกาลสงกรานต์&nbsp;ต้องไม่พลาดที่จะไปเลือกซื้อที่ตลาดสดบายพาสเทศบาลนครสกลนคร&nbsp;ที่นี่มีผักสด&nbsp;สินค้าตามฤดูกาลหลากหลายมาให้เลือกสรร&nbsp;</p><p><strong>บรรยากาศในการจับจ่ายซื้อสินค้า</strong>&nbsp;ที่บริเวณตลาดสดบายพาส&nbsp;เทศบาลนครสกลนคร&nbsp;กำลังคึกคักทีเดียว&nbsp;ซึ่งในช่วงวันหยุดยาวแบบนี้&nbsp;หลายครอบครัวต่างพากันมาเดินจับจ่ายเลือกซื้อของสด&nbsp;ผักสด&nbsp;อาหารป่า&nbsp;อาหารพื้นบ้านตามฤดูกาล&nbsp;เพื่อนำไปประกอบอาหารรับประทานกันในครอบครัว&nbsp;โดยปกติแล้วที่ตลาดสดบายพาส&nbsp;เทศบาลนครสกลนครแห่งนี้&nbsp;จะเริ่มคึกคักกันตั้งแต่บ่ายสองถึงสี่โมงเย็น&nbsp;แต่สำหรับช่วงวันหยุดยาวแบบนี้&nbsp;ประมาณเที่ยงก็เริ่มมีหลายครอบครัว&nbsp;ทยอยพากันมาเลือกซื้อสินค้ากันแล้ว&nbsp;ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู&nbsp;เนื้อไก่&nbsp;เนื้อวัว&nbsp;ปลาสด&nbsp;อาหารทะเล&nbsp;ที่โดดเด่นของตลาดแห่งนี้&nbsp;อาหารชั้นสูง&nbsp;อย่างพวกแมลงต่างๆ&nbsp;เช่นที่เห็นอยู่นี้คนอีสาน&nbsp;จะเรียก&nbsp;แมงแคง&nbsp;เป็นแมลงที่นิยมทานทั้งดิบและนำไปปรุงเป็นอาหารสุก&nbsp;จะตำเป็นน้ำพริก&nbsp;ทำเป็นห่อหมก&nbsp;หรือคั่ว&nbsp;ก็อร่อยไม่แพ้กัน&nbsp;นอกจากนี้&nbsp;ยังมีไข่มดแดง&nbsp;ไข่จั๊กจั่น&nbsp;เรียกว่าครบเครื่อง&nbsp;ราคาตั้งแต่กองละ&nbsp;80-100&nbsp;บาท&nbsp;หรือจะเป็นผักพื้นบ้าน&nbsp;อย่างหน่อไม้&nbsp;ผักหวาน&nbsp;เห็ดนานาชนิด&nbsp;ดอกกระเจียว&nbsp;ขี้เหล็ก&nbsp;ก็มีให้เลือกซื้ออย่างจุใจ&nbsp;แถมไม่ต้องยุ่งยากในการปลอกเปลือก&nbsp;แค่นำไปล้าง&nbsp;ก็ประกอบอาหารได้แล้ว&nbsp;</p><p><strong>ลูกค้าที่มาเดินตลาดสดแห่งนี้</strong>&nbsp;จะมีทั้งชาวจังหวัดสกลนครและต่างจังหวัด&nbsp;ที่ได้ยินกันมาปากต่อปาก&nbsp;ก็จะเดินทางมาจับจ่ายเลือกซื้ออาหารไปปรุงรับประทาน&nbsp;นับว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของภาคอีสานเลยก็ว่าได้&nbsp;</p><p><strong>ตลาดสดบายพาส&nbsp;เทศบาลนครสกลนคร</strong>&nbsp;อยู่ก่อนถึงทางเข้าตัวเมืองสกลนคร&nbsp;บริเวณสี่แยกบายพาสที่จะไปอำเภอนาแก&nbsp;จังหวัดนครพนม&nbsp;ที่จอดรถกว้างขวางและด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&nbsp;ที่ตลาดแห่งนี้&nbsp;จะกำหนดทางเข้า-ออก&nbsp;ไว้ชัดเจน&nbsp;เพื่อป้องกันความแออัด&nbsp;หากใครชื่นชอบอาหารป่า&nbsp;อาหารพื้นบ้าน&nbsp;ผักสดตามฤดูกาล&nbsp;ต้องแวะที่นี่&nbsp;รับรองไม่ผิดหวัง&nbsp;</p><p><br></p><p>จารุวัฒน์&nbsp;ราชัย&nbsp;ถ่ายภาพ&nbsp;</p><p>ชนกพร&nbsp;โพธิสาร&nbsp;สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร&nbsp;รายงาน</p><p><br></p><p><br></p>","2022-04-16T00:00:00","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","สกลนคร","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220416194350532"],
    [8,"รายงานพิเศษ : ห้ามนำเข้าพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติเด็ดขาด","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;ห้ามนำเข้าพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติเด็ดขาด</u></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ประเทศไทย&nbsp;เริ่มบังคับใช้กฎหมายควบคุมการนำเข้าภาชนะที่ทำด้วยโฟมและบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง&nbsp;5&nbsp;ชนิดในเขตอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ&nbsp;เพื่อควบคุมและลดปริมาณขยะที่สร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรธรรมชาติ</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>หลายปีที่ผ่านมา&nbsp;รัฐบาล&nbsp;และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการมุ่งมั่นแก้ปัญหาขยะพลาสติกให้ได้อย่างเด็ดขาดภายในประเทศไทย&nbsp;แม้จะเจอกับอุปสรรคสำคัญต่างๆก็ตาม</strong>&nbsp;อย่างวิกฤติโควิด-19&nbsp;ด้วยการปรับเปลี่ยนมาตรการให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน&nbsp;ด้วยการไม่เข้มงวดจนเกินไปแต่ก็ไม่ได้หละหลวมจนเกินไปเช่นกัน&nbsp;เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตในทุกวัน&nbsp;ควบคู่กับลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็นลงได้&nbsp;โดยการปฏิเสธรับ&nbsp;ใช้&nbsp;หรือหลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็นต้องใช้&nbsp;แล้วหันไปใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน&nbsp;สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์จนน่ากลัวในหลายประเทศทั่วโลก&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19&nbsp;แพร่ระบาดส่งผลให้ใช้บริการส่งอาหาร&nbsp;(Food&nbsp;Delivery)&nbsp;ที่มาพร้อมขยะพลาสติกมีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว&nbsp;ประเทศไทย&nbsp;จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาขยะพลาสติกให้สอดคล้องกับ&nbsp;Roadmap&nbsp;การจัดการขยะพลาสติก</strong>&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2561&nbsp;&nbsp;2573&nbsp;ซึ่งการสร้างทางเลือกการใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่&nbsp;แม้ทางเลือกนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลูกค้าอย่างทันทีทันใด&nbsp;หรืออาจไม่ได้ความสมบูรณ์แบบที่นำสู่การสร้างขยะเป็นศูนย์ช่วงเวลาอันใกล้&nbsp;แต่เป็นแนวทางหนึ่งที่จะรองรับธุรกิจบริการอาหารส่งถึงบ้าน&nbsp;หรือฟู้ดเดลิเวอรี่&nbsp;ที่จะเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต&nbsp;โดยไม่ก่อปัญหาขยะพลาสติกและทำลายสิ่งแวดล้อม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>อย่างข้อกฎหมายควบคุมและลดปริมาณขยะพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งมีผลบังคับใช้แล้ว&nbsp;หลังราชกิจจานุเบกษาประกาศห้ามนำภาชนะที่ทำด้วยโฟมและบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง&nbsp;(Single&nbsp;&nbsp;use&nbsp;plastics)&nbsp;เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ</strong>&nbsp;กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช&nbsp;เพื่อเป็นการสงวน&nbsp;อนุรักษ์&nbsp;คุ้มครอง&nbsp;ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ&nbsp;และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อปะการัง&nbsp;ระบบนิเวศ&nbsp;สิ่งสำคัญเป็นการควบคุมและลดปริมาณขยะในอุทยานแห่งชาติด้วย&nbsp;เสียงส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยกับมาตรการนี้และพร้อมให้ความร่วมมือลดปริมาณขยะพลาสติกที่สร้างผลกระทบเสียหายมหาศาลต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นหนึ่งแหล่งรายได้หลักของประเทศจากการท่องเที่ยวในทุกปี&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>สำหรับสิ่งที่ต้องห้ามนำเข้าเขตอุทยานแห่งชาติเป็นภาชนะที่ทำด้วยโฟมและบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง&nbsp;5&nbsp;ชนิด</strong>&nbsp;คือ&nbsp;พลาสติกหูหิ้ว&nbsp;ความหนาน้อยกว่า&nbsp;36&nbsp;ไมครอน&nbsp;//&nbsp;กล่องบรรจุอาหารพลาสติก&nbsp;//&nbsp;แก้วพลาสติก&nbsp;(แบบบางใช้ครั้งเดียว)&nbsp;//&nbsp;หลอดพลาสติก&nbsp;และช้อน&nbsp;&nbsp;ส้อมพลาสติก&nbsp;หากผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา&nbsp;20&nbsp;ประกอบมาตรา&nbsp;47&nbsp;แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2562&nbsp;ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน&nbsp;100,000&nbsp;บาท</p>","2022-04-17T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220418102354867"],
    [9,"นักวิชาการยืนยันอุ่น-ปรุงอาหารด้วยไมโครเวฟ ปลอดภัย มั่นใจได้","<p>นักวิชาการจุฬาฯ เผยการอุ่นและปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟปลอดภัย มีระบบการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายในการใช้งาน สะดวก รวดเร็ว คงคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้การทำอาหารง่ายขึ้น ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมย้ำภาชนะพลาสติกที่ใช้อุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟแล้วไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ</p><p><br></p><p>รศ.ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การอุ่นและปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟมักได้รับความนิยม เพราะสะดวก ง่าย รวดเร็ว ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีข่าวปลอมเกี่ยวกับอันตรายจากเตาไมโครเวฟแชร์เรื่อยมา ทำให้ยังคงมีข้อสงสัย กังวลใจว่าไมโครเวฟปลอดภัยหรือไม่</p><p><br></p><p>หลักการทำงานของเตาไมโครเวฟคือการให้ความร้อนแก่อาหารโดยตรง ซึ่งจะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เรียกว่า ไมโครเวฟ ผ่านเข้าไปในโมเลกุลของน้ำในอาหาร ทำให้เกิดการขยับของโมเลกุลตามความถี่ของคลื่น จนเกิดการเสียดสี เกิดเป็นความร้อน อย่างไรก็ดี กลไกดังกล่าวไม่สามารถสร้างรังสีตกค้างภายในอาหารได้ เนื่องจากไมโครเวฟไม่ใช่กัมมันตรังสี แต่เป็นเพียงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่อยู่ระหว่างคลื่นวิทยุ กับรังสีอินฟราเรด (Infrared) ที่เหมือนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดอื่น เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นอินเตอร์เน็ต 4G, 5G WIFI</p><p><br></p><p>เตาไมโครเวฟยังถูกออกแบบให้มีการป้องกันไม่ให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลุดออกมา สิ่งที่บุภายในตู้เป็นโลหะที่ทำหน้าที่สะท้อนคลื่นให้อยู่เฉพาะภายในเตา และที่ฝาหน้าของเครื่องก็มีโลหะที่สานกันอยู่ซึ่งสามารถสะท้อนคลื่นได้ และหากมีคลื่นรั่วไหลจริงเราจะรับรู้ได้ทันที เพราะจะมีความร้อนออกมาจากเครื่อง</p><p><br></p><p>ข้อดีของการอุ่น-ปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ อาจทำให้คุณค่าทางอาหารสูญเสียน้อยกว่าวิธีอื่น เนื่องจากใช้เวลาในการให้ความร้อนน้อยกว่า จึงอาจทำให้คุณค่าทางอาหารสูญเสียน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม สารอาหาร เช่น วิตามิน อาจสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน แต่จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ และระยะเวลาในได้รับความร้อนเป็นปัจจัยสำคัญ</p><p><br></p><p>สำหรับผู้บริโภคที่มีความกังวลใจ ต้องขอย้ำว่า ผ่านมากว่า 70 ปี ตั้งแต่เริ่มมีการคิดค้นเตาไมโครเวฟจนมีการนำมาใช้ในครัวเรือนอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการใช้เตาไมโครเวฟ ดังนั้น ผู้บริโภคหมดกังวลในเรื่องนี้ได้เลย</p><p><br></p><p>ทั้งนี้ อาหารแช่แข็งหรืออาหารแช่เย็นพร้อมรับประทานมักนำมาใช้คู่กับไมโครเวฟก็คือ เพราะสะดวก อุ่นเสร็จสามารถรับประทานได้ทันที ยิ่งในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันมารับประทานอาหารประเภทนี้มาขึ้น</p><p><br></p><p>สิ่งสำคัญที่ต้องระมัดระวังนั่นคือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่นำไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ ต้องทนความร้อนในกลุ่มพอลิโพรพิลีน (Poly-propylene: PP) พอลิเอทิลีน (polyethylene: PE) ซึ่งสามารถใช้กับเตาอบไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย ไม่ควรนำกลับมาใช้อุ่นอาหารซ้ำ</p>","2022-04-19T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220419214012566"],
    [10,"รายงานพิเศษ โนรา จากการแสดงพื้นถิ่นใต้ สู่มรดกโลก","<p><strong>มโนราห์&nbsp;เรียกสั้นๆ&nbsp;ว่า&nbsp;โนรา&nbsp;เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้&nbsp;</strong>ที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น&nbsp;ความเชื่อ&nbsp;และความบันเทิง&nbsp;ผ่านท่ารำที่อ่อนช้อย&nbsp;สวยงาม&nbsp;บทร้องเป็นกลอนสด&nbsp;ผู้ขับร้องต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ&nbsp;สรรหาคำให้สัมผัสกันได้อย่างฉับไว&nbsp;มีความหมายทั้งบทร้อง&nbsp;ท่ารำและเครื่องแต่งกาย&nbsp;มีเครื่องดนตรีประกอบด้วย&nbsp;กลอง&nbsp;ทับคู่&nbsp;ฉิ่ง&nbsp;โหม่ง&nbsp;ปี่ชวา&nbsp;และ&nbsp;กรับ&nbsp;</p><p><strong>การรำโนรา&nbsp;ต้องรำอวดความชำนาญ&nbsp;และความสามารถเฉพาะตน</strong>&nbsp;โดยการรำผสมท่าต่างๆ&nbsp;เข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องกลมกลืน&nbsp;แต่ละท่ามีความถูกต้อง&nbsp;ตามแบบฉบับ&nbsp;มีความคล่องแคล่วชำนาญที่จะเปลี่ยนลีลา&nbsp;ให้เข้ากับจังหวะดนตรี&nbsp;และต้องรำให้สวยงามอ่อนช้อย&nbsp;หรือกระฉับกระเฉงเหมาะแก่กรณี&nbsp;บางคนอาจอวดความสามารถในเชิงรำเฉพาะด้าน&nbsp;เช่น&nbsp;การเล่นแขน&nbsp;การทำตัวอ่อน&nbsp;การรำท่าพลิกแพลง&nbsp;เป็นต้น</p><p><strong>ท่ารำของโนราไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว&nbsp;เพราะการรำโนรา&nbsp;</strong>คนรำจะบังคับเครื่องดนตรี&nbsp;หมายถึง&nbsp;คนรำจะรำไปอย่างไรก็ได้&nbsp;แล้วแต่ลีลาหรือความถนัดของแต่ละคน&nbsp;เครื่องดนตรีก็จะบรรเลงตามท่ารำ&nbsp;เมื่อผู้รำจะเปลี่ยนท่ารำจากท่าหนึ่งไปยังอีกท่าหนึ่ง&nbsp;เครื่องดนตรีจะต้องสามารถเปลี่ยนเพลงได้ตามคนรำ&nbsp;</p><p><strong>ความจริงแล้ว&nbsp;ท่ารำที่มีมาแต่กำเนิดนั้นมีแบบแผนแน่นอน</strong>&nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ารำในบทครูสอนรำ&nbsp;และ&nbsp;บทประถม&nbsp;ซึ่งท่ารำเมื่อได้รับการถ่ายทอดมาเป็นช่วง&nbsp;ๆ&nbsp;ทำให้ท่ารำที่เป็นแบบแผนดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป&nbsp;เพราะหากจะประมวลท่ารำต่าง&nbsp;ๆของโนราแล้ว&nbsp;จะเห็นว่าเป็นการรำตีท่าตามบทที่ร้องแต่ละบท&nbsp;การตีท่ารำตามบทร้องนี้เองที่เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ท่ารำเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันออกไป&nbsp;เพราะท่ารำที่ตีออกมานั้น&nbsp;ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้รำ&nbsp;ว่าบทอย่างนี้จะตีท่าอย่างไร&nbsp;ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า&nbsp;80&nbsp;ท่ารำ</p><p><strong>ผศ.ธรรมนิตย์&nbsp;นิคมรัตน์&nbsp;ข้าราชการบำนาญ&nbsp;อดีตอาจารย์</strong>สาขาวิชาศิลปะการแสดง&nbsp;คณะศิลปกรรมศาสตร์&nbsp;มหาวิทยาลัยทักษิณ&nbsp;หนึ่งในผู้มีส่วนร่วมในการผลักดัน&nbsp;ให้โนรา&nbsp;ประกาศขึ้นทะเบียน&nbsp;เป็นรายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ&nbsp;ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล&nbsp;ว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้&nbsp;ครั้งที่&nbsp;16&nbsp;ณ&nbsp;สำนักงานใหญ่ยูเนสโก&nbsp;กรุงปารีส&nbsp;สาธารณรัฐฝรั่งเศส&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;15&nbsp;ธันวาคม&nbsp;2564&nbsp;ซึ่งนับเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย&nbsp;ลำดับที่&nbsp;3&nbsp;ที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนต่อจากโขน&nbsp;และ&nbsp;นวดไทย&nbsp;กล่าวว่า&nbsp;ท่าทางการรำโนรา&nbsp;เป็นส่วนหนึ่งในการยื่นเสนอให้กับยูเนสโก&nbsp;พิจารณาในครั้งนี้&nbsp;ด้วยท่ารำโนรา&nbsp;ที่เรียกว่า&nbsp;การรำโนรา&nbsp;12&nbsp;ท่า&nbsp;พร้อมทั้งเสนอภาพถ่าย&nbsp;และ&nbsp;วีดิโอท่ารำที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์&nbsp;และ&nbsp;อัตลักษณ์ของการรำโนรา&nbsp;ด้วยท่ารำ&nbsp;ท่าทำนองพระเทวดา&nbsp;และท่าลงฉากเขาควาย&nbsp;ที่แสดงให้เห็นถึงความยากง่าย&nbsp;และความสง่างามของการรำโนรา&nbsp;</p><p><strong>เพราะฉะนั้นแล้ว&nbsp;การรำโนรา&nbsp;ไม่ใช่เพียงแค่มรดกทางวัฒนธรรมของภาคใต้&nbsp;หรือ&nbsp;ของคนไทยแล้ว&nbsp;แต่&nbsp;เป็นตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ&nbsp;ดังนั้น&nbsp;เราจะต้องช่วยสืบสาน&nbsp;สานต่อ&nbsp;โนรา&nbsp;ให้คงอยู่สืบไป</strong></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><span&nbsp;class=\"ql-cursor\">&nbsp;</span>การรำโนรา</p>","2022-04-21T00:00:00","ภาคใต้","พัทลุง","สวท.พัทลุง","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220421121216080"],
    [11,"บทความ : วันคล้ายวันสถาปนาองค์พระหลักเมือง ประจำปี 2565 ครบรอบ 240 ปี","<p><strong>ตามประเพณีโบราณ</strong>เกี่ยวกับการสร้างบ้านสร้างเมืองนั้น&nbsp;จะต้องมีการกระทำพิธียกเสาหลักเมืองขึ้นในที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ&nbsp;เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น&nbsp;และเป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกร&nbsp;สำหรับยึดถือเป็นหลักชัยทางจิตใจว่าบ้านเมืองที่สร้าง&nbsp;ขึ้นนั้น&nbsp;มีรากฐานฝังไว้อย่างมั่นคงแน่นอนแล้วหากประชาชนมีจิตใจที่มั่นคง&nbsp;เชื่อในหลักบ้านหลักเมืองที่สร้างขึ้น&nbsp;ก็จะเป็นการผดุงกำลังใจให้มั่นคงแน่วแน่&nbsp;ในการดำรงชีวิต&nbsp;มีความเชื่อมั่นว่า&nbsp;หลักเมืองได้ตั้งแล้วและอานุภาพของหลักเมืองก็จะเป็นหลักชัยให้ประชาชนได้อยู่รวมกันในบ้านเมืองอย่างอยู่เย็นเป็นสุขรุ่งเรืองสถาพรตลอดชั่วกัลปาวสาน&nbsp;</p><p>ดังนั้น&nbsp;เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช&nbsp;รัชกาลที่&nbsp;1&nbsp;&nbsp;เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ&nbsp;เป็นปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์&nbsp;ได้ทรงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของเมืองธนบุรีและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&nbsp;ให้ตั้งหลักเมืองขึ้น&nbsp;โดยทรงวางพระฤกษ์ฝังเสาหลักเมืองเพื่ออภิบาลรักษาพระมหานครอมรรัตนโกสินทร์&nbsp;&nbsp;มหาราชธานี&nbsp;เพื่อปกปักษ์พระมหากษัตริยาธิราช&nbsp;พระบรมวงศานุวงศ์&nbsp;ตลอดจนเหล่าอาณาประชาราษฎร์&nbsp;พสกนิกรในราชอาณาจักร&nbsp;เมื่อวันอาทิตย์&nbsp;ขึ้น&nbsp;10&nbsp;ค่ำ&nbsp;เดือน&nbsp;6&nbsp;ปีขาล&nbsp;จุลศักราช&nbsp;1144&nbsp;ตรงกับ&nbsp;สุรทินที่&nbsp;21&nbsp;เมษายน&nbsp;พุทธศักราช&nbsp;2325&nbsp;พร้อมกับได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&nbsp;ให้สร้าง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p><br></p><p><br></p><p><strong>ศาลประดิษฐานรูปเทพารักษ์สำคัญสำหรับพระนครขึ้นอีก&nbsp;3&nbsp;ศาล</strong>&nbsp;คือ&nbsp;ศาลพระเสื้อเมือง&nbsp;ศาลพระทรงเมือง&nbsp;ศาลพระกาฬไชยศรี&nbsp;ในบริเวณพื้นที่ระหว่างวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามกับคลองคูเมืองเดิม&nbsp;(ที่ตั้ง&nbsp;กรมการรักษาดินแดนในปัจจุบัน)&nbsp;และในบริเวณเดียวกันนี้ยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเจตคุปต์หรือเจตคุก&nbsp;อยู่ที่หน้าคุกของกรมพระนครบาล&nbsp;และศาลเจ้าหอกลองที่หน้าหอกลองประจำเมือง&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&nbsp;รัชกาลที่&nbsp;4</strong>&nbsp;เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ&nbsp;เมื่อปีพุทธศักราช&nbsp;2394&nbsp;ทรงมีพระราชดำริว่า&nbsp;เสาหลักเมืองเดิมนั้นชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา&nbsp;อีกทั้งอาคารศาล&nbsp;ก็ไม่สง่างามเท่าที่ควร&nbsp;จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&nbsp;ให้สร้างเสาหลักเมืองต้นใหม่โดยให้ผูกดวงชะตาพระนคร&nbsp;ขึ้นใหม่ให้ต้องตามดวงพระราชสมภพ&nbsp;เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทั้งหลายที่อยู่ภายใต้&nbsp;พระบรมโพธิสมภาร&nbsp;ประสบความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพร&nbsp;โดยเชิญแผ่นทองคำจารึกดวงชะตาพระนครบรรจุที่ยอดเสาหลักเมือง&nbsp;และประกอบพิธีบวงสรวงเชิญพระหลักเมืองเข้าประดิษฐานในรูปเทวดาบนยอด&nbsp;หลักเมืองต้นใหม่&nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่&nbsp;1&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;พุทธศักราช&nbsp;2396&nbsp;พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&nbsp;ให้บูรณปฏิสังขรณ์อาคารศาล&nbsp;จากรูปศาลาเป็นศาลยอดปรางค์&nbsp;ก่ออิฐปั้นปูนฉาบสีขาว&nbsp;เพื่อประดิษฐาน&nbsp;เสาหลักเมืองที่สร้างขึ้นใหม่กับเสาหลักเมืององค์เดิม</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ครั้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&nbsp;รัชกาลที่&nbsp;5&nbsp;</strong>ได้ทรงปรับปรุงพระนครครั้งใหญ่&nbsp;โดยมีการสร้างสถานที่ราชการและตัดขยายถนนเพิ่ม&nbsp;จึงเป็นเหตุให้ต้องรื้อศาลพระเสื้อเมือง&nbsp;&nbsp;&nbsp;ศาลพระทรงเมือง&nbsp;ศาลพระกาฬไชยศรี&nbsp;ศาลเจ้าเจตคุปต์&nbsp;และศาลเจ้าหอกลอง&nbsp;แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&nbsp;ให้เชิญเทวรูปเหล่านั้นมาประดิษฐานรวมกันไว้ในศาลหลักเมือง</p><p>&nbsp;</p><p>ครั้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&nbsp;รัชกาลที่&nbsp;5&nbsp;ได้ทรงปรับปรุงพระนครครั้งใหญ่&nbsp;โดยมีการสร้างสถานที่ราชการและตัดขยายถนนเพิ่ม&nbsp;จึงเป็นเหตุให้ต้องรื้อศาลพระเสื้อเมือง&nbsp;&nbsp;ศาลพระทรงเมือง&nbsp;ศาลพระกาฬไชยศรี&nbsp;ศาลเจ้าเจตคุปต์&nbsp;และศาลเจ้าหอกลอง&nbsp;แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&nbsp;ให้เชิญเทวรูปเหล่านั้นมาประดิษฐานรวมกันไว้ในศาลหลักเมือง</p><p>&nbsp;</p><p><strong>แรกเริ่มนั้น&nbsp;ศาลหลักเมืองอยู่ในความปกครองของกระทรวงกลาโหม</strong>&nbsp;โดยในปีพุทธศักราช&nbsp;2480&nbsp;ได้มอบให้กรมเชื้อเพลิงเป็นผู้ดูแล&nbsp;ต่อมากรมเชื้อเพลิงถูกยุบ&nbsp;กระทรวงกลาโหมจึงมอบหมายให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก&nbsp;ในพระบรมราชูปถัมภ์&nbsp;เป็นผู้ดูแล&nbsp;ตั้งแต่ปีพุทธศักราช&nbsp;2491&nbsp;จนถึงปัจจุบัน&nbsp;โดยองค์การฯ&nbsp;ได้กำหนดให้สำนักงานกิจการศาลหลักเมือง&nbsp;หน่วยงานกิจการพิเศษขององค์การฯ&nbsp;ทำหน้าที่บริหารงาน&nbsp;ซึ่งได้&nbsp;&nbsp;มีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญมาโดยลำดับ&nbsp;ดังนี้</p><p>&nbsp;</p><p>ในปีพุทธศักราช&nbsp;2513&nbsp;องค์การฯ&nbsp;ร่วมกับกรมศิลปากร&nbsp;พิจารณาเห็นว่า&nbsp;ศาลหลักเมืองทรุดโทรมลงมาก&nbsp;สมควรบูรณะให้มีความมั่นคง&nbsp;จึงได้ต่อเติมดัดแปลงอาคารรูปศาลเป็นจัตุรมุขและ&nbsp;&nbsp;ขยายบริเวณออกให้กว้างขวางขึ้น&nbsp;ส่วนยอดปรางค์นั้นรื้อลงทำใหม่&nbsp;ให้เข้ากับอาคารศาล&nbsp;เมื่อการปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จได้กราบบังคมทูล&nbsp;&nbsp;เชิญพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร&nbsp;มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช&nbsp;บรมนาถบพิตร&nbsp;รัชกาลที่&nbsp;9&nbsp;เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธี&nbsp;สังเวยสมโภช&nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่&nbsp;6&nbsp;เมษายน&nbsp;พุทธศักราช&nbsp;2513&nbsp;เวลา&nbsp;10.30&nbsp;น.&nbsp;ต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานศาลหลักเมือง&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;21&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;พุทธศักราช&nbsp;2518</p><p>&nbsp;</p><p><strong>ในคราวฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ&nbsp;200&nbsp;ปี</strong>&nbsp;เมื่อปีพุทธศักราช&nbsp;2525&nbsp;พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร&nbsp;มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช&nbsp;บรมนาถบพิตร&nbsp;เสด็จฯ&nbsp;ทรงประกอบพิธีสมโภชพระหลักเมือง&nbsp;เพื่อเป็นสิริสวัสดิ์พิพัฒน์มงคลแก่พระมหานคร&nbsp;ตามโบราณราชประเพณี&nbsp;เมื่อวันพุธที่&nbsp;21&nbsp;เมษายน&nbsp;พุทธศักราช&nbsp;2525&nbsp;เวลา&nbsp;๑๐.๐๐&nbsp;น.&nbsp;</p><p><br></p><p>ในโอกาสนี้&nbsp;ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&nbsp;ให้มีการปรับปรุงศาลหลักเมือง&nbsp;และอาณาบริเวณรอบศาลหลักเมืองให้กว้างใหญ่&nbsp;งดงามสง่าสมกับเป็นที่ประดิษฐานแห่งเทพารักษ์ที่รักษาพระนคร&nbsp;และเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทยมาช้านาน&nbsp;โดยการทำการเปลี่ยนแปลงลักษณะอาคารศาลเสียใหม่&nbsp;เป็นแบบจตุรมุข&nbsp;ส่วนยอดปรางค์นั้นให้คงไว้เช่นเดิม&nbsp;สำหรับเสาหลักเมืองต้นเดิมได้เชิญไปประดิษฐานไว้คู่กับเสาหลักเมืองต้นปัจจุบัน&nbsp;โดยประดิษฐานไว้ทางทิศเหนือห่างกันประมาณ&nbsp;1&nbsp;เมตร&nbsp;เมื่อประชาชนเข้าไปสักการะพระหลักเมือง&nbsp;ก็เหมือนกับได้สักการะต้นเดิมด้วย&nbsp;และสร้างศาลเทพารักษ์ขึ้นใหม่ทางทิศตะวันออกของศาลหลักเมือง&nbsp;สำหรับประดิษฐานเทวรูปเทพารักษ์ทั้ง&nbsp;5&nbsp;องค์&nbsp;ที่เคยประดิษฐานรวมกันอยู่ในศาลหลักเมือง</p><p>&nbsp;</p><p>นอกจากนั้น&nbsp;ยังได้สร้างอาคารหอพระพุทธรูปสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปที่มีผู้ถวายแก่ศาลหลักเมือง&nbsp;การบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จสมบูรณ์&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;15&nbsp;เมษายน&nbsp;พุทธศักราช&nbsp;2529&nbsp;โดยได้เสด็จฯ&nbsp;มาทรงประกอบพิธีสมโภชพระหลักเมือง&nbsp;เมื่อวันที่&nbsp;24&nbsp;กรกฎาคม&nbsp;พุทธศักราช&nbsp;2529</p><p><br></p><p><strong>ศาลหลักเมืองเป็นปูชนียสถานสำคัญอันศักดิ์สิทธิ์</strong>&nbsp;&nbsp;ของประเทศไทย&nbsp;เป็นที่ประดิษฐานของพระหลักเมืองและเทพารักษ์ทั้ง&nbsp;5&nbsp;ที่ปกปักรักษาพระนครและประเทศชาติ&nbsp;&nbsp;ให้มีเอกราชเจริญรุ่งเรือง&nbsp;และยังมีหอพระที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำวันเกิดให้ประชาชนได้มาสักการะบูชา&nbsp;ซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้คนจากทั่วสารทิศนำดอกไม้&nbsp;ธูปเทียนตลอดจนเครื่องบวงสรวงสังเวยไปสักการะบูชาบนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่สถิตอยู่ในศาลหลักเมือง&nbsp;นับได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้&nbsp;นอกจากจะมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์แล้วยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง&nbsp;และเนื่องในโอกาสการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี&nbsp;ครบรอบ&nbsp;240&nbsp;ปี&nbsp;ในปีพุทธศักราช&nbsp;2565&nbsp;สำนักงานกิจการศาลหลักเมือง&nbsp;องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก&nbsp;ในพระบรมราชูปถัมภ์&nbsp;ได้ขยายเวลาเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะศาลหลักเมืองเป็นกรณีพิเศษ&nbsp;ระหว่างวันที่&nbsp;20&nbsp;&nbsp;24&nbsp;เมษายน&nbsp;2565&nbsp;ตั้งแต่เวลา&nbsp;06.30&nbsp;&nbsp;20.00&nbsp;น.</p>","2022-04-21T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","หน่วยงานสำนักข่าว","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220421125102105"],
    [12,"นักวิชาการย้ำซื้อเนื้อหมูจากแหล่งมีมาตรฐาน ปรุงสุกทุกครั้ง ปลอดภัยไร้กังวล","<p>นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเนื้อสัตว์ พระจอมเกล้าลาดกระบัง แนะผู้บริโภคเนื้อหมูเป็นอาหารโปรตีนคุณภาพสูง มีประโยชน์ต่อร่างกาย รับประทานได้อย่างเหมาะสม ควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มีมาตรฐาน เก็บรักษาในความเย็น ใส่ใจความสะอาด ปรุงสุกก่อนรับประทานทุกครั้ง ลด ละ เลิก ทานสุกๆดิบๆ เพื่อการบริโภคที่ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ</p><p><br></p><p>ผศ.ดร.รุจริน ลิ้มศุภวานิช หน่วยปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเนื้อสัตว์ ภาควิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์และประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า เนื้อหมู เป็นอาหารโปรตีนสูงที่ให้พลังงานต่อร่างกาย และยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุสำคัญอาทิ B12 B6 B3 B1 สังกะสี ซีลีเนียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก เป็นต้น ช่วยรักษา เสริมสร้างเซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อ ให้กับคนทุกช่วงวัย รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของชาวเอเชีย คนไทยเองรับประทานเนื้อหมูเฉลี่ย 16-17 กิโลกรัมต่อคนต่อปี</p><p><br></p><p>ด้วยภาพจำว่าเนื้อหมูมีไขมันเป็นจำนวนมาก แต่ในความจริงเนื้อหมูที่วางขายทั่วไปในตลาดเมืองไทยมีไขมันแทรกไม่มาก ผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ก็สามารถเลือกทานเนื้อหมูได้ โดยเลือกในส่วนที่มีไขมันแทรกน้อย อย่างเนื้อแดงจากสันนอกหรือสันในหมู นอกจากนี้ ไขมันในเนื้อหมูยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยกรดไขมันที่พบมากที่สุด คือ โอลิอิกเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ร่างกายสามารถสร้างได้เอง ไม่ส่งผลทำให้เกิดโรคหัวใจ หรือไขมันอุดตันในเส้นเลือด นอกจากนี้ ปัจจุบันมีการพัฒนาสูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงสุกร เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อหมูให้แตกต่างจากเนื้อหมูทั่วไป เช่น การนำธัญพืช สารสกัดจากพืชหรือสาหร่าย หรือสารต้านอนุมูลอิสระ มาเสริมในอาหารเลี้ยงหมู&nbsp;</p><p><br></p><p>ผศ.ดร.รุจริน กล่าวเพิ่มว่า การเลือกซื้อเนื้อหมู นอกจากจะต้องใส่ใจเรื่องความสะอาดแล้ว ควรดูที่ลักษณะปรากฎของเนื้อหมู ต้องมีสีแดงอมชมพู ไม่คล้ำ แดงเข้มหรือซีดผิดปกติ ชุ่มฉ่ำ เนื้อคงรูปทรงดี มีความยืดหยุ่น ไม่นิ่มเหลว ไม่มีน้ำออกมากผิดปกติ ไม่มีกลิ่นเหม็น สิ่งสำคัญหลีกเลี่ยงการสัมผัสเนื้อหมูโดยตรง อาจใช้อุปกรณ์หรือถุงมือระหว่างการเลือกซื้อ อย่างไรก็ตาม การปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งผลิตหรือสถานที่จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานรับรอง หรือมีสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK ซึ่งช่วยรับประกันว่าเนื้อหมูมาจากฟาร์ม โรงชำแหละ และสถานที่จำหน่ายที่ตรวจสอบและรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากกรมปศุสัตว์</p><p><br></p><p>คุณภาพของเนื้อหมูที่ดี ปลอดภัย เป็นสิ่งจำเป็นในการประกอบอาหาร ต้องปราศจากการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อโรค พยาธิ รวมทั้งสิ่งปนเปื้อนอื่นทางชีวภาพ เคมีและกายภาพ แต่เนื่องจากเนื้อสัตว์เป็นอาหารที่เน่าเสียง่าย โดยเฉพาะบ้านเรามีอากาศร้อน ดังนั้น หลังซื้อแล้วควรเก็บรักษาในภาชนะที่ช่วยรักษาความเย็นตลอดระยะทาง เมื่อกลับถึงบ้านรีบนำเข้าตู้เย็นทันที วิธีการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงการปนเปื้อนจุลินทรีย์ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย และยังช่วยรักษาคุณภาพด้านอื่นๆ อีกด้วย</p><p><br></p><p>ขั้นตอนสุดท้ายคือการประกอบอาหาร ไม่ควรนำเนื้อออกจากตู้เย็นแล้ววางทิ้งไว้เป็นเวลานานก่อนทำอาหาร ผู้บริโภคต้องทำความสะอาดวัตถุดิบ รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ ผู้ประกอบอาหารต้องมีสุขอนามัยที่ดี ปรุงอาหารในอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสม เป็นการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งลด ละ เลิกทานเนื้อหมูดิบ หรือทานเมนูสุกๆ ดิบๆ ซึ่งช่วยลดเสี่ยงการป่วยเป็นโรคหูดับซึ่งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอาหารที่รับประทานนั้น มีประโยชน์ ปลอดภัย ปลอดเชื้อ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย</p>","2022-04-25T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220425095115149"],
    [13,"รายงานพิเศษ : ธุรกิจร้านกาแฟหันมาลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว","<p><strong><u>รายงานพิเศษ&nbsp;:&nbsp;ธุรกิจร้านกาแฟหันมาลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว</u></strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>จากการเติบโตของธุรกิจกาแฟที่เพิ่มขึ้นตามความนิยมของคอกาแฟในปัจจุบัน&nbsp;ส่งผลให้การใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งเพิ่มสูงขึ้นตามเป็นเงา&nbsp;ทำให้ภาครัฐและผู้ประกอบการร้านกาแฟจึงร่วมกันลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก</strong>&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ประเทศไทยเป็นหนึ่งในอาเซียนที่เป็นผู้นำการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&nbsp;(Climate&nbsp;Change)&nbsp;และการลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล&nbsp;</strong>เพราะขยะพลาสติกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์กำลังสร้างปัญหากลายเป็นมลพิษและรุกรานระบบนิเวศทั่วโลก&nbsp;ด้วยการแตกตัวย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติกปนเปื้อนเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหารแล้วกลับมาทำร้ายมนุษย์ในที่สุด&nbsp;จากอาหารที่บริโภคเข้าสู่ร่างกายในแต่ละมื้ออาหารในทุกๆวัน&nbsp;ซึ่งความร่วมมือของทุกฝ่ายแสดงถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริง&nbsp;และความตั้งใจจริงของภาครัฐภาคเอกชน&nbsp;โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและรักษาโลกใบนี้ให้คงอยู่ยาวนาน&nbsp;สิ่งสำคัญไทยต้องการเดินหน้าสู่สถานะความเป็นกลางทางคาร์บอน&nbsp;(Carbon&nbsp;Neutrality)&nbsp;ภายในปี&nbsp;2593&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>เมื่อวันที่&nbsp;22&nbsp;เมษายนที่ผ่านมา&nbsp;ตรงกับ&nbsp;วันคุ้มครองโลก&nbsp;ประจำปี&nbsp;2565&nbsp;หรือ&nbsp;Earth&nbsp;Day&nbsp;2022ภายใต้แนวคิด&nbsp;Invest&nbsp;In&nbsp;Our&nbsp;Planet&nbsp;:&nbsp;ทำเพื่อโลกวันนี้&nbsp;อนาคตที่ดี&nbsp;เป็นของเรา&nbsp;ปีนี้เน้นสร้างความตื่นตัวในสังคมกับวิกฤติจากขยะพลาสติกที่มีจำนวนมหาศาลในปัจจุบัน&nbsp;</strong>โดยให้เห็นความสำคัญการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด&nbsp;กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม&nbsp;(สส.)&nbsp;ได้ร่วมกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการร้านกาแฟในประเทศ&nbsp;30&nbsp;แห่ง&nbsp;ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือร้านกาแฟที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&nbsp;(Green&nbsp;Coffee&nbsp;Shop)&nbsp;เพื่อส่งเสริมการลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก&nbsp;หรือภาชนะแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งร่วมเป็นส่วนหนึ่งการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางและนำทรัพยากรกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้มากที่สุด&nbsp;สิ่งสำคัญให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการ&nbsp;และการบริโภควิถีใหม่ที่คำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่าก้าวสู่การบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนำไปสู่ความสำเร็จการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>นายวราวุธ&nbsp;ศิลปอาชา&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong>&nbsp;<strong>เล่าให้ฟังว่า&nbsp;ทุกวันนี้ประชาชนบริโภคกาแฟมากขึ้นดูได้จากพฤติกรรมการบริโภค&nbsp;และการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มธุรกิจร้านกาแฟและตลาดกาแฟในประเทศไทย&nbsp;</strong>พร้อมร่วมรณรงค์สร้างการรับรู้และส่งเสริมให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของลูกค้า&nbsp;หรือผู้บริโภคลดปริมาณขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว&nbsp;ถือเป็นการช่วยกันลดปริมาณขยะต้นทางและการจัดการขยะพลาสติกหลังการบริโภค&nbsp;จึงจำเป็นที่ภาครัฐต้องสร้างความยั่งยืนในการจัดการขยะพลาสติกให้สอดคล้องกับ&nbsp;Roadmap&nbsp;การจัดการขยะพลาสติก&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2561&nbsp;&nbsp;2573&nbsp;ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมให้มีการผลิต&nbsp;การบริการ&nbsp;และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&nbsp;แล้วนำทรัพยากรกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล&nbsp;หรือหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่&nbsp;ด้วยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน&nbsp;(Circular&nbsp;Economy)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ปัจจุบันภาครัฐยังเดินหน้าให้ข้อมูลต่อเนื่องทุกมิติ&nbsp;พร้อมกระตุ้นประชาชนและผู้ประกอบการให้ลดการใช้พลาสติกลง</strong>ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงส่งต่อถึงมือผู้บริโภค&nbsp;ควบคู่กับส่งเสริมออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและใช้วัสดุธรรมชาติต่างๆเข้าใช้ทดแทนพลาสติกให้มากขึ้น&nbsp;เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ๆให้กับประชาชน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>อยากให้ประชาชนไทยทุกคนปฏิเสธหลอดพลาสติกที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว&nbsp;แต่กลับใช้เวลาย่อยสลายนานถึง&nbsp;450&nbsp;ปี&nbsp;แล้วหันมาเลือกใช้หลอดจากวัสดุธรรมชาติทางเลือกใหม่&nbsp;7&nbsp;ชนิดแทน</strong>&nbsp;คือ&nbsp;หลอดไม้ไผ่&nbsp;//&nbsp;หลอดซังข้าว&nbsp;//&nbsp;หลอด&nbsp;Lolistraw&nbsp;//&nbsp;หลอดก้านผักบุ้ง&nbsp;//&nbsp;หลอดตะไคร้&nbsp;//&nbsp;หลอดกระจูด&nbsp;และหลอดชานอ้อย&nbsp;เพราะเมื่อหลอดพลาสติกถูกลมและฝนพัดพาลงสู่แม่น้ำไหลรวมกันในมหาสมุทรจะส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>","2022-04-26T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220426140822678"],
    [14,"ปล่อย \"กลไกตลาด\" ทำงานเสรี ทางออกสินค้าปศุสัตว์ นักวิชาการแนะ ไก่ ไข่ ปลา ทางเลือกผู้บริโภค","<p>ภาวะราคาเนื้อหมูที่ปรับขึ้นในช่วงนี้ ทำให้เกษตรกรต้องตกเป็นจำเลยสังคมอีกครั้งว่าเป็นต้นเหตุ ทั้งที่จริงๆแล้วคนเลี้ยงหมูต้องแบกภาระขาดทุน จากต้นทุนการผลิตที่สูงเป็นประวัติการณ์ที่เกือบ 99 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาขายหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มอยู่ที่ 96-98 บาทต่อกิโลกรัม แต่เหตุไฉนเมื่อราคาหมูหน้าฟาร์มไปถึงผู้บริโภค กลับต้องซื้อเนื้อหมูราคาแพง&nbsp;</p><p><br></p><p>เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในห่วงโซ่การผลิตจนถึงการขายเนื้อหมูไปยังผู้บริโภค ทุกขั้นตอนมีต้นทุนทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่นหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มราคา 96-98 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะขายขาดที่หน้าฟาร์มได้กำไรหรือขาดทุนตามแต่จะตกลงกับพ่อคาจับหมูที่มารับซื้อ โดยส่วนนี้พ่อค้าจะทำการขนหมูเข้าโรงเชือดซึ่งมีค่าขนส่งและมีค่าน้ำหนักหมูที่หายไประหว่างขนส่ง (จากส่วนของมูล และปัสสาวะ) ต้นทุนส่วนนี้ประมาณ 2 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อถึงโรงเชือด จะมีค่าจ้างเชือดและมีน้ำหนักสูญเสีย (เลือดและขน) กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 13 บาทต่อกิโลกรัม จากนั้นหมูซีกจะถูกขนส่งต่อไปที่แม่ค้ามีค่าขนส่งอีก 1 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อรวมต้นทุนแม่ค้าและค่าบริหารจัดการ-วัสดุ-อุปกรณ์ในการขาย เช่น ค่าเช่าแผง ค่าลูกจ้าง ค่าน้ำแข็ง ประมาณ 1 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับต้นทุนที่เขียงรวม 111-113 บาทต่อกิโลกรัม</p><p><br></p><p>ทั้งนี้การคำนวณราคาเนื้อหมูโดยปกติจะใช้สูตร ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม คูณด้วย 2 เท่ากับราคาหมูเนื้อแดงหน้าเขียงควรจะอยู่ที่ 192-196 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาแต่ละพื้นที่อาจจะสูงหรือต่ำกว่านี้ ก็ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด จากอัตราการบริโภคในพื้นที่นั้นๆ กับปริมาณผลผลิตหมูที่ออกสู่ตลาดว่าสอดคล้องกันหรือไม่ โดยการขึ้นหรือลงของราคา เป็นไปตามกลไกตลาดนั่นเอง</p><p><br></p><p>มาถึงตรงนี้เราๆท่านๆคงเข้าใจที่มาที่ไปของราคาหมูหน้าเขียงแล้ว และต้องทำความเข้าใจว่าเหตุที่เกษตรกรจำเป็นต้องขายหมูราคานี้ก็เพราะต้นทุนการเลี้ยงที่พุ่งสูงขึ้นไปอย่างไม่เคยเจอมาก่อน ซึ่งสาเหตุหลักๆเกิดจาก ปัญหาโรค ASF ที่พบเมื่อปลายปี 2564 ที่ผ่านมา และความวิตกของเกษตรกรที่มีต่อภาวะโรค จึงมีเกษตรกรเลิกเลี้ยงหมูไปมากกว่าครึ่ง ทำให้ปริมาณหมูหายไปจากระบบ จนถึงวันนี้การเลี้ยงหมูก็ยังไม่ได้กลับมาเต็มกำลังการผลิตของทั้งประเทศ ปัจจุบันปริมาณหมูลดลงไปมากกว่า 40-50% จากภาวะปกติ</p><p><br></p><p>ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตทั้งวัตถุดิบสำรหับผลิตเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ต่างปรับราคาขึ้น สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบราคาเมื่อปี 2563 กับปัจจุบัน พบว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศราคาปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันนี้ราคาสูงขึ้นถึง 41% ขณะที่ข้าวสาลีนำเข้าราคาปรับไปถึง 76% กากถั่วเหลืองนำเข้าราคาสูงขึ้น 67% และปลาป่น ราคาเพิ่มขึ้นถึง 30% คิดเป็นต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นแล้ว 25-30% และยังมีต้นทุนค่าพลังงาน ทั้งไฟฟ้าและน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอีก ยังไม่นับผลกระทบภัยแล้งที่ทำให้เกษตรกรต้องซื้อน้ำมาใช้ในฟาร์ม รวมถึงอัตราเสียหายในฟาร์มที่สูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนและหมูโตช้าต้องเลี้ยงนานขึ้น กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&nbsp;</p><p><br></p><p>เกษตรกรขอให้ผู้บริโภคเข้าใจในภาระที่ผู้เลี้ยงต้องแบกรับ และขอให้ปล่อยกลไกตลาดทำงานต่อไป เพื่อให้ราคาหมูสะท้อนต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างที่แท้จริง หากราคาปรับขึ้น ตลาดจะปรับตัว การบริโภคจะลดลงจนกลับสู่สมดุลเอง วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้ ที่สำคัญ กลไกตลาดทำงานที่ทำงานอย่างเสรี โดยไม่มีใครมาควบคุม คือ สูตรสำเร็จ\" ในการแก้ปัญหาราคาสินค้าทุกประเภท&nbsp;</p><p><br></p><p>สำคัญที่สุด ผู้บริโภคคือหัวใจหลักของเรื่องนี้ เพราะวันนี้ราคาสินค้าทุกประเภทต่างปรับตัวขึ้นทั่วทั้งโลก จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศและผลกระทบสงคราม ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย และต้องไม่ลืมว่าผู้บริโภคยังมีทางเลือกอีกมากมายในการบริโภคเนื้อสัตว์ หรืออาหารโปรตีนต่างๆ ทั้งเนื้อไก่ ซึ่งถือเป็นอาหารในหมวดหมู่โปรตีน ที่นำมาใช้ทดแทนเนื้อหมูอยู่แล้ว รวมถึงไข่ไก่ ไข่เป็ด ปลาหลากหลายชนิด หรือแม้แต่กุ้งและสัตว์น้ำต่างๆ ให้สามารถเลือกซื้อหามาบริโภคได้ ซึ่งถือเป็นการช่วยเกษตรกรทั้งผู้เลี้ยงหมูและเกษตรกรเลี้ยงสัตว์อื่นๆด้วย</p><p><br></p><p>ในทางกลับกันเกษตรกรไม่มีทางเลือก เพราะเขายึดการเลี้ยงหมูเป็นอาชีพเดียวในการเลี้ยงตัวเอง ความเห็นใจ ความเข้าใจ และความช่วยเหลือ จึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรกำลังเรียกร้องจากทั้งผู้บริโภคและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และคำแนะนำที่ให้ผู้บริโภคเลือกโปรตีนหลากหลายทดแทนกันนี้ ก็เป็นคำแนะนำที่ถูกต้องและให้ผลลัพธ์ที่ดีมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน ถ้าเห็นว่าหมูแพงก็แค่เปลี่ยนไปบริโภคอย่างอื่นแทน เท่านี้ปริมาณหมูก็กลับสู่สมดุลการบริโภค ราคาก็จะปรับสู่ปกติได้อย่างแน่นอน</p><p><br></p><p><br></p><p>กันยาพร สดสาย นักวิชาการด้านปศุสัตว์</p>","2022-04-27T00:00:00","ภาคกลางและปริมณฑล","กรุงเทพมหานคร","สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220427195436274"],
    [15,"สกู๊ป จ.นครพนม จัดการโรคพิษสุนัขบ้า รู้เท่าทัน ป้องกันได้","<p>นายสัตวแพทย์อดิศร&nbsp;ชาติสุภาพ&nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดนครพนม&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่มีความสำคัญ&nbsp;โรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน&nbsp;ที่รุนแรง&nbsp;คนที่ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า&nbsp;จะต้องป่วยและเสียชีวิตทุกราย&nbsp;นอกจากนี้โรคพิษสุนัขบ้ายังเป็นโรคตามมาตรา&nbsp;4&nbsp;แห่ง&nbsp;พ.ร.บ.&nbsp;โรคระบาดสัตว์&nbsp;พ.ศ.&nbsp;2558&nbsp;ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มี&nbsp;โรคพิษสุนัขบ้ากระจายอยู่ทั่วทุกแห่งของประเทศ&nbsp;</p><p><br></p><p>และด้วยน้ำพระทัยของ&nbsp;ศาสตราจารย์&nbsp;ดร.&nbsp;สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ&nbsp;เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์&nbsp;อัครราชกุมารี&nbsp;กรมพระศรีสวางควัฒน&nbsp;วรขัตติยราชนารี&nbsp;ทรงห่วงใยสุขภาพของคนไทย&nbsp;และมีพระปณิธานที่ต้องการให้โรคพิษสุนัขบ้าหมดไปจากประเทศไทย&nbsp;โดยจะต้องไม่มีคนป่วยและเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า&nbsp;จึงได้มีการบูรณาการกันภายใต้โครงการ&nbsp;สัตว์ปลอดโรค&nbsp;คนปลอดภัย&nbsp;จากโรคพิษสุนัขบ้า&nbsp;ภายใต้&nbsp;One&nbsp;Help&nbsp;8&nbsp;ยุทธศาสตร์&nbsp;</p><p><br></p><p>จึงทำให้ในรอบที่ผ่านมาโรคพิษสุนัขบ้าที่เกิดในประเทศไทยตั้งแต่ปี&nbsp;2560&nbsp;จนถึงปัจจุบันมีแนวโน้มดีขึ้น&nbsp;และเมื่อย้อนมาดูในจังหวัดนครพนมปัจจุบันมีสุนัขและแมว&nbsp;รวมทั้งสิ้น&nbsp;128,000&nbsp;ตัว&nbsp;ซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่&nbsp;5&nbsp;เปอร์เซ็นต์&nbsp;เป็นสุนัขและแมวจรจัด&nbsp;สำหรับกิจกรรมที่ปศุสัตว์จังหวัดนครพนม&nbsp;ได้ร่วมกันดำเนินการกับท้องถิ่นและสำนักงานสาธารณสุข&nbsp;จะมีด้วยกันหลายกิจกรรม&nbsp;ทั้งในเรื่องของการสำรวจประชากรสุนัขและแมวเพื่อให้ครอบคลุมมากที่สุด&nbsp;เรื่องของการจัดหาวัคซีนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง&nbsp;103&nbsp;แห่ง&nbsp;ซึ่งในตอนนี้สามารถดำเนินการหาวัคซีนและฉีดวัคซีนไปแล้วประมาณ&nbsp;20&nbsp;เปอร์เซ็นต์&nbsp;ในส่วนที่เหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลัง&nbsp;เร่งดำเนินการจัดหาและจัดซื้อวัคซีนอยู่</p><p><br></p><p>กิจกรรมต่อมาเป็นกิจกรรมผ่าตัดทำหมัน&nbsp;ก็มีการออกหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการในทุก&nbsp;ๆ&nbsp;อำเภอ&nbsp;ซึ่งในปีนี้สามารถดำเนินการได้แล้ว&nbsp;17&nbsp;ครั้ง&nbsp;นอกจากนี้ยังมีการออกหน่วยเคลื่อนที่ร่วมกับของจังหวัดนครพนมตามโครงการจังหวัดเคลื่อนที่&nbsp;บำบัดทุกข์&nbsp;บำรุงสุข&nbsp;สร้างรอยยิ้มให้ประชาชนที่ออกเป็นประจำทุกเดือน&nbsp;ในส่วนของการให้บริการที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครพนมก็จะมีเป็นประจำทุกเดือนเช่นเดียวกัน&nbsp;โดยในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้&nbsp;จะมีขึ้นในวันที่&nbsp;9&nbsp;พฤษภาคม&nbsp;ซึ่งจะเป็นการผ่าตัดทำหมันฟรีพร้อมกับฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าด้วย&nbsp;นอกจากนี้ยังมีการเฝ้าระวังเชิงรุกด้วยการเก็บตัวอย่างจากในพื้นที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง&nbsp;103&nbsp;แห่ง&nbsp;ซึ่งก็ยังไม่พบโรคพิษสุนัขบ้าแต่อย่างใด&nbsp;และในช่วงนี้เป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูร้อน&nbsp;เรามักจะพบว่าโรคพิษสุนัขบ้ามีการระบาดและการกระจายเชื้อตามพื้นที่ต่าง&nbsp;ๆ&nbsp;เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการเฝ้าระวังและย้ำเตือน&nbsp;เนื่องจากสุนัขอาจจะเกิดภาวะความเครียด&nbsp;อีกทั้งเป็นช่วงที่เด็กปิดเทอม&nbsp;จึงมีความเสี่ยงที่อาจจะถูกสุนัขหรือแมวกัดได้&nbsp;ดังนั้นจึงอยากฝากเตือน&nbsp;3&nbsp;หัวข้อหลัก&nbsp;ๆ&nbsp;ในการป้องกัน&nbsp;คือ&nbsp;ประเด็นในเรื่องการป้องกันของสัตว์อยากให้ผู้ที่เลี้ยงสัตว์ได้นำสุนัขและแมวที่มีอายุตั้งแต่&nbsp;2&nbsp;&nbsp;4&nbsp;เดือนขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีน&nbsp;ทั้งในส่วนของสถานที่ราชการ&nbsp;อบต.&nbsp;ท้องถิ่น&nbsp;หรือของเอกชนก็ได้ตามที่ท่านสะดวก&nbsp;จากนั้นให้มีการฉีดวัคซีนกระตุ้นทุก&nbsp;ๆ&nbsp;1&nbsp;ปี&nbsp;ประเด็นต่อมาคือเรื่องการป้องกันไม่ให้สุนัขและแมวกัด&nbsp;โดยการใช้คาถา&nbsp;5ย&nbsp;ซึ่งประกอบไปด้วย&nbsp;อย่าแหย่สุนัขและแมวเพื่อให้เกิดความดุและความโกรธเพราะจะมากัดเราได้&nbsp;อย่าไปเหยียบสุนัขและแมว&nbsp;อย่าไปแย่งอาหารเวลาที่สุนัขและแมวกำลังกิน&nbsp;อีกเรื่องคืออย่าไปแยกสุนัขและแมวที่กัดกันด้วยมือเปล่า&nbsp;สุดท้ายคืออย่าไปยุ่ง&nbsp;กับสุนัขและแมวที่เราไม่ทราบประวัติเพราะสัตว์เหล่านี้&nbsp;อาจจะนำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่เราได้&nbsp;และถ้าเราป้องกันในส่วนของ&nbsp;5ย&nbsp;แล้วยังโดนสุนัขหรือแมวกัด&nbsp;ก็ให้ใช้หลัก&nbsp;3&nbsp;มาตรการ&nbsp;คือ&nbsp;ล้างแผลให้สะอาดอย่างน้อย&nbsp;10&nbsp;นาที&nbsp;ให้น้ำผ่านแผลให้สะอาดที่สุดแล้วทาด้วยยาประเภทกลุ่มทิงเจอร์โพวิดีน&nbsp;มาตรการต่อมาคือการกักสุนัขและแมวเพื่อดูอาการอย่างน้อย&nbsp;10&nbsp;วัน&nbsp;และมาตรการสุดท้ายคือไปพบแพทย์&nbsp;หรือจะใช้หลักการจำง่ายๆ&nbsp;ก็คือ&nbsp;ล้างแผล&nbsp;กักหมา&nbsp;หาหมอ&nbsp;ก็จะทำให้ทุกคนมีความปลอดภัยได้เช่นเดียวกัน&nbsp;</p>","2022-04-29T00:00:00","ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ","นครพนม","สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครพนม","https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220429105129839"],
    [16,"","",null,"","","",""],
    [17,"","",null,"","","",""],
    [18,"","",null,"","","",""]
]}
