<data xmlns:xsi="http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance">
<row _id="1"><NewsTitle>สกู๊ป ข้าราชการพลเรือนดีเด่นจังหวัดอุดรธานี ประจำปี 2565</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เมษายนของทุกปี&amp;nbsp;เป็นวันข้าราชการพลเรือน&amp;nbsp;วันแห่งความภาคภูมิใจของข้าราชการไทย&amp;nbsp;และยังเป็นวันที่มีการยกย่องเชิดชูเกียรติ&amp;nbsp;ข้าราชการพลเรือน&amp;nbsp;ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น&amp;nbsp;เพื่อเป็นเกียรติขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานแก่ข้าราชการ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp;พระราชทานพระบรมราโชวาท&amp;nbsp;เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน&amp;nbsp;ประจำปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ความว่า&amp;nbsp;"ข้าราชการคือผู้ที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน&amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้&amp;nbsp;ว่าสิ่งใดคือประโยชน์สมควรปฏิบัติ&amp;nbsp;และสิ่งใดไม่ใช่ประโยชน์&amp;nbsp;ไม่สมควรปฏิบัติ&amp;nbsp;ความเข้าใจทั้งนี้&amp;nbsp;เป็นผลจากวิจารณญาณอันเที่ยงตรง&amp;nbsp;ถูกต้อง&amp;nbsp;ซึ่งข้าราชการทุกคนควรจะได้ฝึกฝนและสร้างสม&amp;nbsp;ให้เป็นคุณสมบัติ&amp;nbsp;ประจำตัวสืบไป&amp;nbsp;"&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จังหวัดอุดรธานี&amp;nbsp;มีข้าราชการฝ่ายพลเรือน&amp;nbsp;และลูกจ้างประจำ&amp;nbsp;20,956&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;แยกเป็น&amp;nbsp;ข้าราชการครู&amp;nbsp;12,675&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;ข้าราชการตำรวจ&amp;nbsp;2,139&amp;nbsp;นาย&amp;nbsp;ข้าราชการส่วนภูมิภาค/ส่วนกลาง&amp;nbsp;6,142&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;จึงมีข้าราชการพลเรือนดีเด่นได้&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;จาก&amp;nbsp;4&amp;nbsp;กลุ่มตำแหน่งและระดับ&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;กลุ่มที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ตำแหน่งประเภทอำนวยการ&amp;nbsp;ระดับต้น&amp;nbsp;ระดับสูง&amp;nbsp;ตำแหน่งประเภทวิชาการ&amp;nbsp;ระดับเชี่ยวชาญ&amp;nbsp;,&amp;nbsp;กลุ่มที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ตำแหน่งประเภทวิชาการ&amp;nbsp;ระดับชำนาญการ&amp;nbsp;ระดับชำนาญการพิเศษ&amp;nbsp;ตำแหน่งประเภททั่วไประดับอาวุโส&amp;nbsp;ระดับทักษะพิเศษ&amp;nbsp;กลุ่มที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ตำแหน่งประเภทวิชาการ&amp;nbsp;ระดับปฏิบัติการ&amp;nbsp;ตำแหน่งทั่วไประดับปฏิบัติงาน&amp;nbsp;ระดับชำนาญงาน&amp;nbsp;และกลุ่มที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;กลุ่มลูกจ้างประจำ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;จังหวัดอุดรธานีมีผู้เสนอชื่อเข้ารับการคัดเลือกจาก&amp;nbsp;4&amp;nbsp;กลุ่มรวม&amp;nbsp;28&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;ผลการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ได้แก่&amp;nbsp;กลุ่มที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ตำแหน่งประเภทอำนวยการ&amp;nbsp;ระดับต้น&amp;nbsp;และระดับสูง&amp;nbsp;และตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ&amp;nbsp;ได้แก่&amp;nbsp;นายอุเทน&amp;nbsp;หาแก้ว&amp;nbsp;ตำแหน่ง&amp;nbsp;นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ&amp;nbsp;สังกัด&amp;nbsp;สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี&amp;nbsp;นายพงษ์ศักดิ์&amp;nbsp;วงษ์ป้อม&amp;nbsp;ตำแหน่ง&amp;nbsp;ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพหนองหาน&amp;nbsp;สังกัด&amp;nbsp;วิทยาลัยการอาชีพหนองหาน&amp;nbsp;กลุ่มที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ตำแหน่งประเภทวิชาการ&amp;nbsp;ระดับชำนาญการ&amp;nbsp;และระดับชำนาญการพิเศษ&amp;nbsp;และตำแหน่งประเภททั่วไป&amp;nbsp;ระดับอาวุโส&amp;nbsp;และระดับทักษะพิเศษ&amp;nbsp;ได้แก่&amp;nbsp;พ.ต.อ.ปริวัฒน์&amp;nbsp;สัจจาพันธ์&amp;nbsp;ตำแหน่ง&amp;nbsp;ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรทุ่งฝน&amp;nbsp;สังกัด&amp;nbsp;ตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;นายสุรพงศ์&amp;nbsp;แสนโภชน์&amp;nbsp;ตำแหน่ง&amp;nbsp;นายแพทย์&amp;nbsp;(ด้านเวชกรรม)&amp;nbsp;ชำนาญการพิเศษ&amp;nbsp;สังกัด&amp;nbsp;โรงพยาบาลอุดรธานี&amp;nbsp;ซึ่งทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;จะได้รับการบันทึกประวัติในหนังสือที่ระลึกข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี&amp;nbsp;พ.ศ.2564&amp;nbsp;เสียงสัมภาษณ์&amp;nbsp;ข้าราชการดีเด่นทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ท่าน&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-01-04T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>อุดรธานี</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220419163559456</Link_News></row>
<row _id="2"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : ก.ทรัพย์ มุ่งลดการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะอาหารที่ยังรับประทานได้ หรือ อาหารส่วนเกิน</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ก.ทรัพย์&amp;nbsp;มุ่งลดการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะอาหารที่ยังรับประทานได้&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;อาหารส่วนเกิน&lt;/u&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;จากปัญหาขยะอาหารสะสมจนกลายกระทบสิ่งแวดล้อมในแต่ละปี&amp;nbsp;ทำให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;มุ่งลดการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะอาหารที่ยังรับประทานได้&amp;nbsp;หรืออาหารส่วนเกิน&amp;nbsp;เพื่อลดขยะหรือของเสียเหลือศูนย์&amp;nbsp;(Zero&amp;nbsp;Waste)&amp;nbsp;ตามแผนประเทศ&amp;nbsp;ผ่านโครงการอาหารปันสุข&amp;nbsp;(Zero&amp;nbsp;Food&amp;nbsp;Waste)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;ขยะอาหาร&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;Food&amp;nbsp;Waste&amp;nbsp;เป็นหนึ่งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกให้ความสนใจ&amp;nbsp;เพราะอาหารเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์&amp;nbsp;แต่หนึ่งในสามของอาหารที่ผลิตได้ทั้งโลกกลับกลายเป็นขยะอาหาร&amp;nbsp;ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;จากการประเมินขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ&amp;nbsp;(FAO)&amp;nbsp;พบมีอาหารถูกทิ้งเป็นขยะอาหารประมาณ&amp;nbsp;1.6&amp;nbsp;พันล้านตันต่อปี&amp;nbsp;แล้วการเน่าเสียของอาหารจะปล่อยก๊าซมีเทนที่มีศักยภาพเป็นก๊าซเรือนกระจก&amp;nbsp;เมื่อเทียบแล้วส่งผลให้โลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง&amp;nbsp;25&amp;nbsp;เท่า&amp;nbsp;โดยแต่ละปีจะมีขยะอาหารถูกฝังกลบประมาณ&amp;nbsp;1.3&amp;nbsp;พันล้านตัน&amp;nbsp;ก่อให้เกิดมลพิษร้อยละ&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ&amp;nbsp;จึงถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องหันมาให้ความสำคัญ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดการสูญเสียอาหารและการเกิดขยะอาหารในประเทศ&amp;nbsp;ด้วยการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด&amp;nbsp;โดยนำอาหารที่ยังรับประทานได้&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;อาหารส่วนเกิน&amp;nbsp;ที่อาจเหลือจากการจำหน่ายในร้านอาหาร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;หรือซูเปอร์มาร์เก็ต&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;ผัก&amp;nbsp;ผลไม้&amp;nbsp;อาหารสด&amp;nbsp;อาหารปรุงสำเร็จ&amp;nbsp;แล้วส่งต่อให้กับหน่วยงานหรือองค์กรไม่แสวงกำไรนำไปแจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการ&amp;nbsp;หรือนำไปเป็นอาหารสัตว์&amp;nbsp;ซึ่งสามารถลดขยะอาหารได้&amp;nbsp;ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่า&amp;nbsp;ลดปริมาณขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด&amp;nbsp;ตามแนวคิด&amp;nbsp;ชีวิตวิถีใหม่&amp;nbsp;ใส่ใจสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;ผ่านโครงการอาหารปันสุข&amp;nbsp;(Zero&amp;nbsp;Food&amp;nbsp;Waste)&amp;nbsp;นายวราวุธ&amp;nbsp;ศิลปอาชา&amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;เล่าให้ฟังว่า&amp;nbsp;ได้เห็นความสำคัญการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะอาหารที่ยังรับประทานได้&amp;nbsp;หรืออาหารส่วนเกิน&amp;nbsp;จึงให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;(สส.)&amp;nbsp;เร่งสร้างความร่วมมือกับภาคีที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp;เพื่อเป็นส่วนหนึ่งลดปริมาณขยะอาหารจำนวนมหาศาลนี้&amp;nbsp;โดยใช้ประโยชน์จากอาหารที่ยังรับประทานได้&amp;nbsp;หรืออาหารส่วนเกิน&amp;nbsp;ที่อาจเหลือจากการจำหน่าย&amp;nbsp;แล้วส่งต่อนำไปแจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการ&amp;nbsp;หรือนำไปเป็นอาหารสัตว์&amp;nbsp;ทำให้ลดขยะหรือของเสียเหลือศูนย์&amp;nbsp;(Zero&amp;nbsp;Waste)&amp;nbsp;ช่วยแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการขาดแคลนทรัพยากรของประเทศ&amp;nbsp;ถือเป็นการปฏิวัติรูปแบบการใช้พลังงานและวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;และรักษาสมดุลระหว่างมนุษย์กับทรัพยากรนำไปสู่ความสำเร็จบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โครงการอาหารปันสุข&amp;nbsp;(Zero&amp;nbsp;Food&amp;nbsp;Waste)&amp;nbsp;ครั้งนี้จะส่งต่อให้กับมูลนิธิรับบริจาคอาหารนำไปแจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการ&amp;nbsp;หรือนำไปเป็นอาหารสัตว์ในสวนสัตว์ภายใต้ความรับผิดชอบขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย&amp;nbsp;ในพระบรมราชูปถัมภ์&amp;nbsp;7&amp;nbsp;แห่ง&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;สวนสัตว์เขาดิน&amp;nbsp;(แห่งใหม่)&amp;nbsp;//&amp;nbsp;สวนสัตว์เปิดเขาเขียว&amp;nbsp;//&amp;nbsp;สวนสัตว์เชียงใหม่&amp;nbsp;//&amp;nbsp;สวนสัตว์นครราชสีมา&amp;nbsp;//&amp;nbsp;สวนสัตว์สงขลา&amp;nbsp;//&amp;nbsp;สวนสัตว์อุบลราชธานี&amp;nbsp;และสวนสัตว์ขอนแก่น&amp;nbsp;รวมถึง&amp;nbsp;อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ&amp;nbsp;154&amp;nbsp;แห่ง&amp;nbsp;และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้&amp;nbsp;(อ.อ.ป.)&amp;nbsp;ที่จะนำอาหารที่ยังรับประทานได้ไปเป็นอาหารสัตว์ในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;แห่ง&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย&amp;nbsp;จังหวัดลำปาง&amp;nbsp;และโรงพยาบาลช้าง&amp;nbsp;จังหวัดกระบี่&amp;nbsp;หรือนำอาหารที่เสื่อมสภาพแล้วไปหมักทำปุ๋ยชีวภาพใช้ภายในพื้นที่ของสถาบันคชบาลแห่งชาติฯ&amp;nbsp;จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญช่วยลดขยะอาหารได้&amp;nbsp;แล้วจะขยายความร่วมมือไปยังภาคีภาคส่วนต่างๆในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-08-04T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220408101636527</Link_News></row>
<row _id="3"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : ชันโรงหรือผึ้งจิ๋วพรุโต๊ะแดงสร้างอาชีพเสริมมีรายได้งามแห่งเดียวในสุไหงโก-ลก</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ภายในสถาบันศึกษาปอเนาะฮายาตุซซอฮาบะห์&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ซึ่งตั้งอยู่&amp;nbsp;หมู่ที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ตำบลปูโยะ&amp;nbsp;อำเภอสุไหงโก-ลก&amp;nbsp;จังหวัดนราธิวาส&amp;nbsp;ซึ่งเป็นที่ตั้งของฟาร์มชันโรงพรุโต๊ะแดงแห่งเดียวในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก&amp;nbsp;เริ่มแรกเราจะขอแนะนำท่านให้รู้จักกับชันโรง&amp;nbsp;หรือผึ้งจิ๋วภาษามาลายูเรียกว่า&amp;nbsp;"กือลูโล๊ะ"&amp;nbsp;ที่เป็นแมลงตัวเล็กๆคล้ายผึ้งหลวง&amp;nbsp;ที่ไม่มีเหล็กใน&amp;nbsp;อาหารสุดโปรดจะเป็นเกสรดอกไม้ทุกชนิด&amp;nbsp;ทำให้น้ำผึ้งที่ได้จากชันโรงจึงมีการผสมผสานจากดอกไม้นานาพันธุ์รวมไปถึงน้ำหวานจากพืชสมุนไพร&amp;nbsp;ทำให้น้ำผึ้งที่ได้จากชันโรงจะมีคุณภาพสูงมีกลิ่นหอมรสชาดอร่อยหวานอมเปรี้ยว&amp;nbsp;ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งรสชาดจากตามธรรมชาติ&amp;nbsp;และน้ำผึ้งชันโรงเป็นที่ยอมรับว่ามีคุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยา&amp;nbsp;ในการยับยั้งและบรรเทาอาการโรคภัยไข้เจ็บต่าง&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ก้าวแรกที่ได้เดินเข้าไปในสถาบันปอเนาะแห่งนี้&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เราจะพบกับตอไม้นา&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;ชนิดที่ด้านบนของตอไม้จะเป็นถาดไม้ทรงสี่เหลี่ยมและมีกระเบื้องหลังคาปิดทับด้านบนไว้อีกชั้นหนึ่ง&amp;nbsp;วางเรียงรายบริเวณร่มโคนของต้นไม้ใหญ่&amp;nbsp;ที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความเขียวขจีที่ร่มรื่น&amp;nbsp;และที่บริเวณตอไม้ต่างๆจะมีลักษณะเหมือนกับมีช่อง&amp;nbsp;หรือรูเล็ก&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;ที่มีตัวชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว&amp;nbsp;จำนวนหนึ่งบินหรือตอมอยู่ที่บริเวณดังกล่าว&amp;nbsp;เมื่อสอบถามจึงทราบว่า&amp;nbsp;เป็นรัง&amp;nbsp;หรือบ้านของตัวชันโรง&amp;nbsp;หรือผึ้งจิ๋วอาศัยอยู่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;จากการสอบถาม&amp;nbsp;นายบุนยามิน&amp;nbsp;มีเต๊ะ&amp;nbsp;ทราบว่า&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ฟาร์มชันโรง&amp;nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว&amp;nbsp;แห่งนี้&amp;nbsp;มีเจ้าของร่วมหุ้นด้วยกัน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;คน&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;นายซาฟีอีย์&amp;nbsp;มีเต๊ะ&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเจ้าของสถาบันปอเนาะฯ&amp;nbsp;นายบุนยามิน&amp;nbsp;มีเต๊ะ&amp;nbsp;บุตรชาย&amp;nbsp;และนางสาวนูรีหัน&amp;nbsp;เราะแลบา&amp;nbsp;ซึ่งเป็นลูกสะใภ้ที่ได้ริเริ่มทำฟาร์มชันโรง&amp;nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว&amp;nbsp;มาเป็นเวลานานกว่า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;เริ่มแรกเดิมทีพบว่า&amp;nbsp;น้ำหวานหรือน้ำผึ้งจากชันโรงมีราคาแพง&amp;nbsp;และแถวบริเวณบ้านที่พักอาศัยอยู่รอบด้านเป็นพื้นที่ติดต่อกับแนวเขตใกล้เคียงของป่าพรุโต๊ะแดง&amp;nbsp;ซึ่งจะพบเห็นชันโรงหรือผึ้งจิ๋วบินหาอาหาร&amp;nbsp;เมื่อเป็นเช่นนี้ถือว่าธรรมชาติเอื้ออำนวย&amp;nbsp;จึงได้ปรึกษาหารือกันและได้ร่วมหุ้นลงทุนเงินก้อนหนึ่ง&amp;nbsp;เพื่อสร้างเป็นฟาร์มชันโรงขึ้น&amp;nbsp;ด้วยการศึกษาสายพันธุ์ของชันโรงว่ามีสายพันธุ์อะไรบ้าง&amp;nbsp;ต่อมาจึงได้ตระเวนซื้อหาชันโรงจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณตำบลปูโยะ&amp;nbsp;ที่ชันโรงได้พากันมาทำรังที่ต้นไม้ของชาวบ้าน&amp;nbsp;ซึ่งในจุดนี้ถือว่าทำให้ชาวบ้านมีรายได้ด้วย&amp;nbsp;ในราคาท่อน&amp;nbsp;หรือตอละประมาณ&amp;nbsp;200&amp;nbsp;บาทขึ้นไป&amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับชันโรงว่าไปทำรังที่ต้นไม้&amp;nbsp;หรือท่อนไม้หรือตอไม้เนื้อแข็ง&amp;nbsp;หรือเนื้ออ่อน&amp;nbsp;ถ้าไม้เนื้อแข็งจะมีราคาที่รับซื้อแพงกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;จากนั้น&amp;nbsp;เมื่อได้ชันโรง&amp;nbsp;หรือผึ้งจิ๋วที่รับซื้อจากชาวบ้านแล้ว&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ก็จะแยกเป็นสายพันธุ์ต่าง&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;นำไปเรียงไว้ใต้ร่มไม้ใหญ่ภายในบริเวณสถาบันปอเนาะ&amp;nbsp;ซึ่งสายพันธุ์ที่เลี้ยงไว้ในขณะนี้ที่บริเวณฟาร์ม&amp;nbsp;เป็นสายพันธุ์อิตาม่า&amp;nbsp;โตราซิก้า&amp;nbsp;และอาพิคาลิส&amp;nbsp;โดยเฉพาะสายพันธุ์อิตาม่า&amp;nbsp;จะให้น้ำหวานหรือน้ำผึ้งที่มากกว่าสายพันธุ์อื่น&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันที่ฟาร์มชันโรงพรุโต๊ะแดง&amp;nbsp;มีการเลี้ยงชันโรง&amp;nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว&amp;nbsp;มากกว่า&amp;nbsp;100&amp;nbsp;รัง&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ถาด&amp;nbsp;สามารถเก็บเกี่ยวเป็นรายได้พิเศษต่อเดือน&amp;nbsp;อีกประมาณคนละ&amp;nbsp;6,000&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันได้ขยายกิจการไปเลี้ยงชันโรง&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;ผึ้งจิ๋ว&amp;nbsp;ในพื้นที่อำเภอสายบุรี&amp;nbsp;จังหวัดปัตตานี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ประเด็นสำคัญการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากชันโรง&amp;nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;หัวใจสำคัญ&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;ในช่วงการเปิดถาดหรือรังในการเก็บน้ำหวาน&amp;nbsp;หรือน้ำผึ้ง&amp;nbsp;เราต้องเก็บน้ำหวานในถ้วยที่ชันโรงสร้างไว้ในถาด&amp;nbsp;หรือในแต่ละรัง&amp;nbsp;ให้หมดหรือเกลี้ยงสนิท&amp;nbsp;มิเช่นนั้นหากน้ำหวาน&amp;nbsp;หรือน้ำผึ้งตกค้าง&amp;nbsp;ชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว&amp;nbsp;จะไม่นำน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ที่ไปตระเวนดูดจากดอกไม้ชนิดต่าง&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;มาวางใส่ไว้ในถ้วย&amp;nbsp;แต่ชันโรงจะสร้างถ้วยขึ้นมาใหม่&amp;nbsp;ซึ่งถือว่าเสียรายได้และโอกาสที่เราต้องรอชันโรง&amp;nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว&amp;nbsp;สร้างถ้วยขึ้นมาใหม่&amp;nbsp;แทนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ด้าน&amp;nbsp;นางสาวนูรีหัน&amp;nbsp;เราะแลยา&amp;nbsp;กล่าวว่า&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ตนตัดสินใจหันมาเลี้ยงชันโรง&amp;nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว&amp;nbsp;ถือว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว&amp;nbsp;ปัจจุบันตลาดชันโรงได้รับความเชื่อถือ&amp;nbsp;มีผู้บริโภคจากทั่วสารทิศสั่งชื่อสินค้าไม่ขาดสาย&amp;nbsp;อาทิ&amp;nbsp;เชียงใหม&amp;nbsp;นครราชสีมา&amp;nbsp;ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp;นครศรีธรรมราช&amp;nbsp;เป็นต้น&amp;nbsp;แถมยังมีผู้บริโภคจ่ากประเทศมาเลเซียก็สั่งชื่อเช่นกัน&amp;nbsp;ชันโรง&amp;nbsp;หรือผึ้งจิ๋ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;นอกจากมีคุณค่าทางอาหารแล้วยังมีสรรพคุณทางยา&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ช่วยระบบทางเดินหายใจ&amp;nbsp;ลดความดันโลหิตสูง&amp;nbsp;ลดเบาหวานต้านมะเร็งและต้านอนุมูลอิสระ&amp;nbsp;จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคลิ้มลองน้ำหวานหรือน้ำผึ้งจากชันโรง&amp;nbsp;จะมีกลิ่นหอมรสชาติหอมหวานอมเปรี้ยวถูกใจอย่างแน่นอน&amp;nbsp;โดยจำหน่ายบรรจุขวด&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ขนาด&amp;nbsp;ขวดขนาดบรรจุ&amp;nbsp;270&amp;nbsp;กรัม&amp;nbsp;ราคา&amp;nbsp;350&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;และขวดบรรจุขนาด&amp;nbsp;150&amp;nbsp;กรัม&amp;nbsp;ราคา&amp;nbsp;200&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;และมีการจำหน่ายชั่งเป็นกิโลกรัม&amp;nbsp;ตกกิโลกรัมละ&amp;nbsp;700&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;และหากมีการสั่งซื้อเป็นจำนวนมากเราก็จะลดราคาให้อีก&amp;nbsp;ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามหรือสั่งซื้อได้ที่&amp;nbsp;หมายเลขโทรศัพท์&amp;nbsp;08-1388-3006&amp;nbsp;นายบุนยามิน&amp;nbsp;มีเต๊ะ&amp;nbsp;หรือติดต่อทางเพจ&amp;nbsp;sudir&amp;nbsp;shop&amp;nbsp;สินค้าดี&amp;nbsp;ราคาถูกสุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-10-04T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคใต้</Region><Province>นราธิวาส</Province><Department>สวท.นราธิวาส</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220410114728199</Link_News></row>
<row _id="4"><NewsTitle>สกู๊ป สุขแบบเรียบง่าย Style โคก หนอง นา</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;สุขแบบเรียบง่าย&amp;nbsp;Styleโคก&amp;nbsp;หนอง&amp;nbsp;นา&amp;nbsp;นางชฎาพร&amp;nbsp;จันทร์แดง&amp;nbsp;เกษตรกรบ้านบุ่ง&amp;nbsp;ตำบลรามราช&amp;nbsp;อำเภอท่าอุเทน&amp;nbsp;จังหวัดนครพนม&amp;nbsp;เปิดเผยว่า&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หลักการทำ&amp;nbsp;โคก&amp;nbsp;หนอง&amp;nbsp;นา&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่สอนให้หมักปุ๋ยจุลินทรีย์น์หน่อกล้วย&amp;nbsp;จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง&amp;nbsp;ยาเส้นใส่น้ำส้มสายชูเพื่อมาไล่พวกแมลง&amp;nbsp;ห่มดินด้วยฟางแต่ของตัวเองได้ไม่เยอะ&amp;nbsp;จึงต้องไปหาเก็บใบไม้มาห่มแทน&amp;nbsp;เพราะเราเอาฟางไปให้วัว&amp;nbsp;แล้วก็ไปเอาตอซังขึ้นมาจากทุ่งนามาห่มแทน&amp;nbsp;ตัวเองเริ่มทำเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;ประมาณ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;เดือนก็เริ่มเขียวและเห็นผลแล้ว&amp;nbsp;ข้างบนของแปลงก็จะมีสระลูกเล็กๆ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ลูก&amp;nbsp;แล้วก็มีร่องน้ำไหลลงมา&amp;nbsp;พอขุดเสร็จก็เริ่มปลูกหญ้าเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน&amp;nbsp;จากนั้นก็มาปลูกต้นกล้วยและต้นไม้อื่นๆ&amp;nbsp;มีทั้งที่ขอมาปลูกและซื้อมาปลูก&amp;nbsp;ซึ่งคนที่จะทำโคก&amp;nbsp;หนอง&amp;nbsp;นา&amp;nbsp;จะต้องมีมูลวัว&amp;nbsp;ควาย&amp;nbsp;หรือไก่&amp;nbsp;เพราะเราต้องลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp;ไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อสิ่งเหล่านี้มาบำรุงดินและต้นไม้&amp;nbsp;ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงวัวเพื่อเอามูลมาใช้&amp;nbsp;นอกจากนั้นเราก็ต้องทำปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้&amp;nbsp;เศษหญ้า&amp;nbsp;ที่เราถอนมาจากแปลงเกษตรที่เราปลูก&amp;nbsp;มีหลายคนที่มาดูแล้วบอกว่าทำไม่ได้&amp;nbsp;แต่ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายคนที่บอกว่าไม่ท้อ&amp;nbsp;พร้อมที่จะสู้เพื่อให้ได้แปลงโคก&amp;nbsp;หนอง&amp;nbsp;นา&amp;nbsp;แบบนี้&amp;nbsp;เราก็จะบอกเทคนิควิธีทำให้ไปว่าตัวเองทำอย่างไร&amp;nbsp;บางคนก็เอาไปทำทันที&amp;nbsp;ซึ่งตอนนี้เป็นระยะเริ่มต้นที่เพิ่งขุด&amp;nbsp;จึงยังไม่มีน้ำต้องรอฤดูฝนปีนี้ก่อน&amp;nbsp;ส่วนญาติๆ&amp;nbsp;กันที่เลี้ยงวัวขุนต้องการหญ้าหวานอิสราเอลเมื่อมาดูแล้ว&amp;nbsp;เห็นว่าการปลูกหญ้าทำยังไง&amp;nbsp;ก็บอกว่าทำแค่นี้สบาย&amp;nbsp;ทำได้อยู่แล้วเพราะขั้นตอนไม่เยอะยุ่งยากอะไร&amp;nbsp;ตอนนี้ในโคก&amp;nbsp;หนอง&amp;nbsp;นา&amp;nbsp;ก็มีปู&amp;nbsp;ปลา&amp;nbsp;ที่สามารถจับกินเองได้ไม่ต้องไปที่ตลาด&amp;nbsp;มีความสุขดี&amp;nbsp;เพราะต้องแย่งกันกับสามีมาให้อาหารปลา&amp;nbsp;อาหารกบ&amp;nbsp;มองเห็นปลาลอยอยู่ในน้ำ&amp;nbsp;ต้นไม้ที่ออกผลก็ดีใจ&amp;nbsp;ภูมิใจ&amp;nbsp;เวลาเพื่อนบ้านมาเยี่ยมเยือนอยากได้อะไรก็แบ่งปันกันไป&amp;nbsp;แม้ตอนนี้ผลผลิตจะยังไม่ได้เต็มที่เพราะเราพึ่งทำได้ไม่นานแต่ก็มีให้ได้นำไปขายแล้ว&amp;nbsp;นั่นคือกล้วย&amp;nbsp;พริก&amp;nbsp;มะเขือ&amp;nbsp;มะละกอ&amp;nbsp;ผักและผลไม้อื่นๆ&amp;nbsp;ที่ปลูกตามฤดู&amp;nbsp;ซึ่งการขายก็เอาไปส่งที่โรงเรียนและร้านค้า&amp;nbsp;นอกจากนี้ก็มีท่อนพันธุ์หญ้าหวานอิสราเอล&amp;nbsp;ที่มีการจองเข้ามาประมาณเดือนพฤษภาคมก็จำหน่ายได้แล้ว&amp;nbsp;ที่สำคัญคือผลิตที่ออกมายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนในพื้นที่จึงไม่ยุ่งยากอะไรในการขาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;#สำนักข่าว&amp;nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;#NNT&amp;nbsp;#ILOVETHAILAND&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-12-04T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>นครพนม</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครพนม</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220412161616048</Link_News></row>
<row _id="5"><NewsTitle>รายงานพิเศษ เรื่อง โฉนดที่ดิน เพื่อความมั่นคง</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;โฉนดที่ดิน&amp;nbsp;เพื่อความมั่นคง&amp;nbsp;เป็นของขวัญปีใหม่&amp;nbsp;ไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;รัฐบาล&amp;nbsp;โดย&amp;nbsp;กระทรวงมหาดไทยมีความมุ่งมั่น&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;มีความตั้งใจในการลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงได้มอบนโยบายให้กรมที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;กระทรวงมหาดไทยดำเนินโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้กับประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล่าสุดมีการมอบโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนชาวจังหวัดตรัง&amp;nbsp;ตามโครงการ&amp;nbsp;มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย&amp;nbsp;นำสุขคลายทุกข์ให้ประชาชน&amp;nbsp;รายละเอียดเป็นอย่างไรติดตามได้จากรายงานค่ะ&amp;nbsp;/&amp;nbsp;ครับ&lt;strong&gt;การมอบโฉนดที่ดิน&amp;nbsp;ตามโครงการ&amp;nbsp;"มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;นำสุขคลายทุกข์ให้ประชาชน"&amp;nbsp;ให้กับประชาชนเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในกับประชาชนชาวจังหวัดตรัง&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;113&amp;nbsp;แปลง&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อจะได้มีหลักประกันความมั่นคงในกรรมสิทธิ์&amp;nbsp;ในที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน&amp;nbsp;สามารถนำโฉนดที่ดินไปประกอบการพัฒนาอาชีพ&amp;nbsp;เพิ่มผลผลิตและรายได้&amp;nbsp;ส่งผลดีในทางเศรษฐกิจ&amp;nbsp;และตอบสนองนโยบายรัฐบาลด้านการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;โดยนายนิพนธ์&amp;nbsp;บุญญามณี&amp;nbsp;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;รัฐบาลได้เดินหน้าในการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินให้กับประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp;ได้ดำเนินโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้กับประชาชน&amp;nbsp;เป็นที่ดินที่อยู่นอกพื้นที่ที่ดินของรัฐและพื้นที่ที่ประชาชนได้ทำประโยชน์มาอย่างยาวนานติดต่อกัน&lt;strong&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นโยบายการเดินออกสำรวจโฉนดที่ดิน&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ยังคงเร่งรัดดำเนินการต่อไปเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้สามารถเข้าถึงการมีเอกสารสิทธิในที่ดินของตนเอง&amp;nbsp;เพราะถือว่า&amp;nbsp;ที่ดินคือชีวิตของพี่น้องประชาชน&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ดินแห่งชาติ(คทช.)&amp;nbsp;เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะนำที่ดินของรัฐที่ประชาชนทำมาหากินอยู่แล้ว&amp;nbsp;มาจัดให้แก่ประชาชน&amp;nbsp;ให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp;หรือมีไม่เพียงพอ&amp;nbsp;มีที่ดินทำกินอย่างถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย&lt;strong&gt;ความตั้งใจของกระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp;ที่มอบหมายให้กรมที่ดินๆ&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp;ทำให้ได้มาซึ่งโฉนดที่ดินให้กับประชาชน&amp;nbsp;แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการให้ประชาชนเข้าถึงการใช้สิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเต็มที่&amp;nbsp;และในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;นี้&amp;nbsp;กระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp;ได้ลงนามประกาศและมอบหมายให้กรมที่ดินเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศทั้งหมด&amp;nbsp;70&amp;nbsp;จังหวัด&amp;nbsp;ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย&amp;nbsp;โดยเพิ่มจากปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ที่มีการประกาศเดินสำรวจ&amp;nbsp;50&amp;nbsp;จังหวัด&amp;nbsp;และเมื่อปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;มีการประกาศเดินสำรวจ&amp;nbsp;25&amp;nbsp;จังหวัดด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&amp;nbsp;class="ql-align-justify"&gt;&lt;strong&gt;#สำนักข่าว&amp;nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;#NNT&amp;nbsp;#ILOVETHAILAND&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-04-16T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สวท.ตรัง</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220416061847319</Link_News></row>
<row _id="6"><NewsTitle>รายงานพิเศษ เรื่อง การแก้ไขปัญหาหนี้การเกษตร</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร&amp;nbsp;สาขาจังหวัดหนองคาย&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ช่วยเหลือสมาชิกในการแก้ไขปัญหาหนี้การเกษตร&amp;nbsp;รักษาที่ดินเกษตรกรไว้&amp;nbsp;ไม่ให้ถูกยึดทรัพย์บังคับคดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้ปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;เป็นปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp;ที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนภารกิจให้เป็นรูปธรรม&amp;nbsp;อย่างเร่งด่วน&amp;nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบกลางวงเงิน&amp;nbsp;2,000&amp;nbsp;ล้านบาทรายการเงินสำรองจ่ายประจำปีงบประมาณ&amp;nbsp;พ.ศ.2565&amp;nbsp;เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น&amp;nbsp;ให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.)&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;มีนาคม&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;เพื่อดำเนินการ&amp;nbsp;แก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp;รวมทั้งการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจัดตั้ง&amp;nbsp;โดย&amp;nbsp;พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟู&lt;/strong&gt;และพัฒนาเกษตรกร&amp;nbsp;พ.ศ.&amp;nbsp;2542&amp;nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน&amp;nbsp;การรวมกลุ่มของเกษตรกร&amp;nbsp;ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาของเกษตรกร&amp;nbsp;ส่งเสริมและสนับสนุนการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม&amp;nbsp;พัฒนาความรู้ด้านเกษตรกรรม&amp;nbsp;พัฒนาศักยภาพในการพึ่งพาตนเองของเกษตรกร&amp;nbsp;และแก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นางสาวอภิญญา&amp;nbsp;อุทัยแสน&amp;nbsp;หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟู&lt;/strong&gt;และพัฒนาเกษตรกร&amp;nbsp;สาขาจังหวัดหนองคายกล่าวถึงขั้นตอนการช่วยเหลือหนี้การเกษตรให้กับสมาชิกกองทุน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นางพรสวรรค์ทิพย์&amp;nbsp;นิลเกตุ&amp;nbsp;เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;มีนาคม&amp;nbsp;2552&amp;nbsp;กล่าวถึงความรู้สึกหลังจากที่ได้ผ่อนชำระหนี้ให้กับกองทุน&amp;nbsp;ครบตามสัญญา&amp;nbsp;และได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โดยโครงการดังกล่าวสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ&lt;/strong&gt;ตามนโยบายของรัฐบาล&amp;nbsp;รักษาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของเกษตรกรได้มากกว่า&amp;nbsp;3,425&amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;เกษตรกรได้ประโยชน์จากการฟื้นฟูอาชีพจำนวน&amp;nbsp;42,034&amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;776&amp;nbsp;องค์กร&amp;nbsp;มีโอกาสฟื้นฟูตนเองในการประกอบอาชีพ&amp;nbsp;เพื่อสร้างรายได้นำไปชำระหนี้ตามกำหนด&amp;nbsp;และทำให้เข้าถึงแหล่งทุนเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูอาชีพอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ชยชนก&amp;nbsp;จันทวงษ์&amp;nbsp;สวท.หนองคาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;#สำนักข่าว&amp;nbsp;#กรมประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;#NNT&amp;nbsp;#ILOVETHAILAND&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-04-16T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สวท.ขอนแก่น</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220416062053320</Link_News></row>
<row _id="7"><NewsTitle>มองหาของกินพื้นถิ่นอีสาน ต้องที่ตลาดสดบายพาสเทศบาลนครสกลนคร</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ใครที่กำลังคิดจะทำอาหารแบบบ้านๆ&amp;nbsp;พื้นถิ่นอีสาน&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ในช่วงวันหยุดที่ครอบครัวมารวมตัวกันอย่างเทศกาลสงกรานต์&amp;nbsp;ต้องไม่พลาดที่จะไปเลือกซื้อที่ตลาดสดบายพาสเทศบาลนครสกลนคร&amp;nbsp;ที่นี่มีผักสด&amp;nbsp;สินค้าตามฤดูกาลหลากหลายมาให้เลือกสรร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;บรรยากาศในการจับจ่ายซื้อสินค้า&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;ที่บริเวณตลาดสดบายพาส&amp;nbsp;เทศบาลนครสกลนคร&amp;nbsp;กำลังคึกคักทีเดียว&amp;nbsp;ซึ่งในช่วงวันหยุดยาวแบบนี้&amp;nbsp;หลายครอบครัวต่างพากันมาเดินจับจ่ายเลือกซื้อของสด&amp;nbsp;ผักสด&amp;nbsp;อาหารป่า&amp;nbsp;อาหารพื้นบ้านตามฤดูกาล&amp;nbsp;เพื่อนำไปประกอบอาหารรับประทานกันในครอบครัว&amp;nbsp;โดยปกติแล้วที่ตลาดสดบายพาส&amp;nbsp;เทศบาลนครสกลนครแห่งนี้&amp;nbsp;จะเริ่มคึกคักกันตั้งแต่บ่ายสองถึงสี่โมงเย็น&amp;nbsp;แต่สำหรับช่วงวันหยุดยาวแบบนี้&amp;nbsp;ประมาณเที่ยงก็เริ่มมีหลายครอบครัว&amp;nbsp;ทยอยพากันมาเลือกซื้อสินค้ากันแล้ว&amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู&amp;nbsp;เนื้อไก่&amp;nbsp;เนื้อวัว&amp;nbsp;ปลาสด&amp;nbsp;อาหารทะเล&amp;nbsp;ที่โดดเด่นของตลาดแห่งนี้&amp;nbsp;อาหารชั้นสูง&amp;nbsp;อย่างพวกแมลงต่างๆ&amp;nbsp;เช่นที่เห็นอยู่นี้คนอีสาน&amp;nbsp;จะเรียก&amp;nbsp;แมงแคง&amp;nbsp;เป็นแมลงที่นิยมทานทั้งดิบและนำไปปรุงเป็นอาหารสุก&amp;nbsp;จะตำเป็นน้ำพริก&amp;nbsp;ทำเป็นห่อหมก&amp;nbsp;หรือคั่ว&amp;nbsp;ก็อร่อยไม่แพ้กัน&amp;nbsp;นอกจากนี้&amp;nbsp;ยังมีไข่มดแดง&amp;nbsp;ไข่จั๊กจั่น&amp;nbsp;เรียกว่าครบเครื่อง&amp;nbsp;ราคาตั้งแต่กองละ&amp;nbsp;80-100&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;หรือจะเป็นผักพื้นบ้าน&amp;nbsp;อย่างหน่อไม้&amp;nbsp;ผักหวาน&amp;nbsp;เห็ดนานาชนิด&amp;nbsp;ดอกกระเจียว&amp;nbsp;ขี้เหล็ก&amp;nbsp;ก็มีให้เลือกซื้ออย่างจุใจ&amp;nbsp;แถมไม่ต้องยุ่งยากในการปลอกเปลือก&amp;nbsp;แค่นำไปล้าง&amp;nbsp;ก็ประกอบอาหารได้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ลูกค้าที่มาเดินตลาดสดแห่งนี้&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;จะมีทั้งชาวจังหวัดสกลนครและต่างจังหวัด&amp;nbsp;ที่ได้ยินกันมาปากต่อปาก&amp;nbsp;ก็จะเดินทางมาจับจ่ายเลือกซื้ออาหารไปปรุงรับประทาน&amp;nbsp;นับว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของภาคอีสานเลยก็ว่าได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ตลาดสดบายพาส&amp;nbsp;เทศบาลนครสกลนคร&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;อยู่ก่อนถึงทางเข้าตัวเมืองสกลนคร&amp;nbsp;บริเวณสี่แยกบายพาสที่จะไปอำเภอนาแก&amp;nbsp;จังหวัดนครพนม&amp;nbsp;ที่จอดรถกว้างขวางและด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&amp;nbsp;ที่ตลาดแห่งนี้&amp;nbsp;จะกำหนดทางเข้า-ออก&amp;nbsp;ไว้ชัดเจน&amp;nbsp;เพื่อป้องกันความแออัด&amp;nbsp;หากใครชื่นชอบอาหารป่า&amp;nbsp;อาหารพื้นบ้าน&amp;nbsp;ผักสดตามฤดูกาล&amp;nbsp;ต้องแวะที่นี่&amp;nbsp;รับรองไม่ผิดหวัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จารุวัฒน์&amp;nbsp;ราชัย&amp;nbsp;ถ่ายภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ชนกพร&amp;nbsp;โพธิสาร&amp;nbsp;สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;รายงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-04-16T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>สกลนคร</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสกลนคร</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220416194350532</Link_News></row>
<row _id="8"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : ห้ามนำเข้าพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติเด็ดขาด</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ห้ามนำเข้าพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติเด็ดขาด&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประเทศไทย&amp;nbsp;เริ่มบังคับใช้กฎหมายควบคุมการนำเข้าภาชนะที่ทำด้วยโฟมและบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ชนิดในเขตอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ&amp;nbsp;เพื่อควบคุมและลดปริมาณขยะที่สร้างความเสียหายให้กับทรัพยากรธรรมชาติ&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;หลายปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;รัฐบาล&amp;nbsp;และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการมุ่งมั่นแก้ปัญหาขยะพลาสติกให้ได้อย่างเด็ดขาดภายในประเทศไทย&amp;nbsp;แม้จะเจอกับอุปสรรคสำคัญต่างๆก็ตาม&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;อย่างวิกฤติโควิด-19&amp;nbsp;ด้วยการปรับเปลี่ยนมาตรการให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน&amp;nbsp;ด้วยการไม่เข้มงวดจนเกินไปแต่ก็ไม่ได้หละหลวมจนเกินไปเช่นกัน&amp;nbsp;เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตในทุกวัน&amp;nbsp;ควบคู่กับลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็นลงได้&amp;nbsp;โดยการปฏิเสธรับ&amp;nbsp;ใช้&amp;nbsp;หรือหลีกเลี่ยงหากไม่จำเป็นต้องใช้&amp;nbsp;แล้วหันไปใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน&amp;nbsp;สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์จนน่ากลัวในหลายประเทศทั่วโลก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19&amp;nbsp;แพร่ระบาดส่งผลให้ใช้บริการส่งอาหาร&amp;nbsp;(Food&amp;nbsp;Delivery)&amp;nbsp;ที่มาพร้อมขยะพลาสติกมีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว&amp;nbsp;ประเทศไทย&amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาขยะพลาสติกให้สอดคล้องกับ&amp;nbsp;Roadmap&amp;nbsp;การจัดการขยะพลาสติก&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;พ.ศ.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;&amp;nbsp;2573&amp;nbsp;ซึ่งการสร้างทางเลือกการใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่&amp;nbsp;แม้ทางเลือกนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลูกค้าอย่างทันทีทันใด&amp;nbsp;หรืออาจไม่ได้ความสมบูรณ์แบบที่นำสู่การสร้างขยะเป็นศูนย์ช่วงเวลาอันใกล้&amp;nbsp;แต่เป็นแนวทางหนึ่งที่จะรองรับธุรกิจบริการอาหารส่งถึงบ้าน&amp;nbsp;หรือฟู้ดเดลิเวอรี่&amp;nbsp;ที่จะเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต&amp;nbsp;โดยไม่ก่อปัญหาขยะพลาสติกและทำลายสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;อย่างข้อกฎหมายควบคุมและลดปริมาณขยะพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งมีผลบังคับใช้แล้ว&amp;nbsp;หลังราชกิจจานุเบกษาประกาศห้ามนำภาชนะที่ทำด้วยโฟมและบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง&amp;nbsp;(Single&amp;nbsp;&amp;nbsp;use&amp;nbsp;plastics)&amp;nbsp;เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช&amp;nbsp;เพื่อเป็นการสงวน&amp;nbsp;อนุรักษ์&amp;nbsp;คุ้มครอง&amp;nbsp;ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp;และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อปะการัง&amp;nbsp;ระบบนิเวศ&amp;nbsp;สิ่งสำคัญเป็นการควบคุมและลดปริมาณขยะในอุทยานแห่งชาติด้วย&amp;nbsp;เสียงส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยกับมาตรการนี้และพร้อมให้ความร่วมมือลดปริมาณขยะพลาสติกที่สร้างผลกระทบเสียหายมหาศาลต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นหนึ่งแหล่งรายได้หลักของประเทศจากการท่องเที่ยวในทุกปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;สำหรับสิ่งที่ต้องห้ามนำเข้าเขตอุทยานแห่งชาติเป็นภาชนะที่ทำด้วยโฟมและบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ชนิด&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;พลาสติกหูหิ้ว&amp;nbsp;ความหนาน้อยกว่า&amp;nbsp;36&amp;nbsp;ไมครอน&amp;nbsp;//&amp;nbsp;กล่องบรรจุอาหารพลาสติก&amp;nbsp;//&amp;nbsp;แก้วพลาสติก&amp;nbsp;(แบบบางใช้ครั้งเดียว)&amp;nbsp;//&amp;nbsp;หลอดพลาสติก&amp;nbsp;และช้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส้อมพลาสติก&amp;nbsp;หากผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ประกอบมาตรา&amp;nbsp;47&amp;nbsp;แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp;พ.ศ.&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน&amp;nbsp;100,000&amp;nbsp;บาท&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-04-17T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220418102354867</Link_News></row>
<row _id="9"><NewsTitle>นักวิชาการยืนยันอุ่น-ปรุงอาหารด้วยไมโครเวฟ ปลอดภัย มั่นใจได้</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;นักวิชาการจุฬาฯ เผยการอุ่นและปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟปลอดภัย มีระบบการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายในการใช้งาน สะดวก รวดเร็ว คงคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้การทำอาหารง่ายขึ้น ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมย้ำภาชนะพลาสติกที่ใช้อุ่นอาหารในเตาไมโครเวฟแล้วไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รศ.ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การอุ่นและปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟมักได้รับความนิยม เพราะสะดวก ง่าย รวดเร็ว ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีข่าวปลอมเกี่ยวกับอันตรายจากเตาไมโครเวฟแชร์เรื่อยมา ทำให้ยังคงมีข้อสงสัย กังวลใจว่าไมโครเวฟปลอดภัยหรือไม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลักการทำงานของเตาไมโครเวฟคือการให้ความร้อนแก่อาหารโดยตรง ซึ่งจะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เรียกว่า ไมโครเวฟ ผ่านเข้าไปในโมเลกุลของน้ำในอาหาร ทำให้เกิดการขยับของโมเลกุลตามความถี่ของคลื่น จนเกิดการเสียดสี เกิดเป็นความร้อน อย่างไรก็ดี กลไกดังกล่าวไม่สามารถสร้างรังสีตกค้างภายในอาหารได้ เนื่องจากไมโครเวฟไม่ใช่กัมมันตรังสี แต่เป็นเพียงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่อยู่ระหว่างคลื่นวิทยุ กับรังสีอินฟราเรด (Infrared) ที่เหมือนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดอื่น เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นอินเตอร์เน็ต 4G, 5G WIFI&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เตาไมโครเวฟยังถูกออกแบบให้มีการป้องกันไม่ให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลุดออกมา สิ่งที่บุภายในตู้เป็นโลหะที่ทำหน้าที่สะท้อนคลื่นให้อยู่เฉพาะภายในเตา และที่ฝาหน้าของเครื่องก็มีโลหะที่สานกันอยู่ซึ่งสามารถสะท้อนคลื่นได้ และหากมีคลื่นรั่วไหลจริงเราจะรับรู้ได้ทันที เพราะจะมีความร้อนออกมาจากเครื่อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อดีของการอุ่น-ปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ อาจทำให้คุณค่าทางอาหารสูญเสียน้อยกว่าวิธีอื่น เนื่องจากใช้เวลาในการให้ความร้อนน้อยกว่า จึงอาจทำให้คุณค่าทางอาหารสูญเสียน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม สารอาหาร เช่น วิตามิน อาจสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน แต่จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ และระยะเวลาในได้รับความร้อนเป็นปัจจัยสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับผู้บริโภคที่มีความกังวลใจ ต้องขอย้ำว่า ผ่านมากว่า 70 ปี ตั้งแต่เริ่มมีการคิดค้นเตาไมโครเวฟจนมีการนำมาใช้ในครัวเรือนอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการใช้เตาไมโครเวฟ ดังนั้น ผู้บริโภคหมดกังวลในเรื่องนี้ได้เลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ อาหารแช่แข็งหรืออาหารแช่เย็นพร้อมรับประทานมักนำมาใช้คู่กับไมโครเวฟก็คือ เพราะสะดวก อุ่นเสร็จสามารถรับประทานได้ทันที ยิ่งในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันมารับประทานอาหารประเภทนี้มาขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งสำคัญที่ต้องระมัดระวังนั่นคือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่นำไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ ต้องทนความร้อนในกลุ่มพอลิโพรพิลีน (Poly-propylene: PP) พอลิเอทิลีน (polyethylene: PE) ซึ่งสามารถใช้กับเตาอบไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย ไม่ควรนำกลับมาใช้อุ่นอาหารซ้ำ&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-04-19T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220419214012566</Link_News></row>
<row _id="10"><NewsTitle>รายงานพิเศษ โนรา จากการแสดงพื้นถิ่นใต้ สู่มรดกโลก</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;มโนราห์&amp;nbsp;เรียกสั้นๆ&amp;nbsp;ว่า&amp;nbsp;โนรา&amp;nbsp;เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น&amp;nbsp;ความเชื่อ&amp;nbsp;และความบันเทิง&amp;nbsp;ผ่านท่ารำที่อ่อนช้อย&amp;nbsp;สวยงาม&amp;nbsp;บทร้องเป็นกลอนสด&amp;nbsp;ผู้ขับร้องต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ&amp;nbsp;สรรหาคำให้สัมผัสกันได้อย่างฉับไว&amp;nbsp;มีความหมายทั้งบทร้อง&amp;nbsp;ท่ารำและเครื่องแต่งกาย&amp;nbsp;มีเครื่องดนตรีประกอบด้วย&amp;nbsp;กลอง&amp;nbsp;ทับคู่&amp;nbsp;ฉิ่ง&amp;nbsp;โหม่ง&amp;nbsp;ปี่ชวา&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;กรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;การรำโนรา&amp;nbsp;ต้องรำอวดความชำนาญ&amp;nbsp;และความสามารถเฉพาะตน&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;โดยการรำผสมท่าต่างๆ&amp;nbsp;เข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องกลมกลืน&amp;nbsp;แต่ละท่ามีความถูกต้อง&amp;nbsp;ตามแบบฉบับ&amp;nbsp;มีความคล่องแคล่วชำนาญที่จะเปลี่ยนลีลา&amp;nbsp;ให้เข้ากับจังหวะดนตรี&amp;nbsp;และต้องรำให้สวยงามอ่อนช้อย&amp;nbsp;หรือกระฉับกระเฉงเหมาะแก่กรณี&amp;nbsp;บางคนอาจอวดความสามารถในเชิงรำเฉพาะด้าน&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;การเล่นแขน&amp;nbsp;การทำตัวอ่อน&amp;nbsp;การรำท่าพลิกแพลง&amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ท่ารำของโนราไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว&amp;nbsp;เพราะการรำโนรา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;คนรำจะบังคับเครื่องดนตรี&amp;nbsp;หมายถึง&amp;nbsp;คนรำจะรำไปอย่างไรก็ได้&amp;nbsp;แล้วแต่ลีลาหรือความถนัดของแต่ละคน&amp;nbsp;เครื่องดนตรีก็จะบรรเลงตามท่ารำ&amp;nbsp;เมื่อผู้รำจะเปลี่ยนท่ารำจากท่าหนึ่งไปยังอีกท่าหนึ่ง&amp;nbsp;เครื่องดนตรีจะต้องสามารถเปลี่ยนเพลงได้ตามคนรำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ความจริงแล้ว&amp;nbsp;ท่ารำที่มีมาแต่กำเนิดนั้นมีแบบแผนแน่นอน&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ารำในบทครูสอนรำ&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;บทประถม&amp;nbsp;ซึ่งท่ารำเมื่อได้รับการถ่ายทอดมาเป็นช่วง&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;ทำให้ท่ารำที่เป็นแบบแผนดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp;เพราะหากจะประมวลท่ารำต่าง&amp;nbsp;ๆของโนราแล้ว&amp;nbsp;จะเห็นว่าเป็นการรำตีท่าตามบทที่ร้องแต่ละบท&amp;nbsp;การตีท่ารำตามบทร้องนี้เองที่เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ท่ารำเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันออกไป&amp;nbsp;เพราะท่ารำที่ตีออกมานั้น&amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้รำ&amp;nbsp;ว่าบทอย่างนี้จะตีท่าอย่างไร&amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า&amp;nbsp;80&amp;nbsp;ท่ารำ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ผศ.ธรรมนิตย์&amp;nbsp;นิคมรัตน์&amp;nbsp;ข้าราชการบำนาญ&amp;nbsp;อดีตอาจารย์&lt;/strong&gt;สาขาวิชาศิลปะการแสดง&amp;nbsp;คณะศิลปกรรมศาสตร์&amp;nbsp;มหาวิทยาลัยทักษิณ&amp;nbsp;หนึ่งในผู้มีส่วนร่วมในการผลักดัน&amp;nbsp;ให้โนรา&amp;nbsp;ประกาศขึ้นทะเบียน&amp;nbsp;เป็นรายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ&amp;nbsp;ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล&amp;nbsp;ว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้&amp;nbsp;ครั้งที่&amp;nbsp;16&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp;สำนักงานใหญ่ยูเนสโก&amp;nbsp;กรุงปารีส&amp;nbsp;สาธารณรัฐฝรั่งเศส&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ธันวาคม&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ซึ่งนับเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย&amp;nbsp;ลำดับที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนต่อจากโขน&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;นวดไทย&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ท่าทางการรำโนรา&amp;nbsp;เป็นส่วนหนึ่งในการยื่นเสนอให้กับยูเนสโก&amp;nbsp;พิจารณาในครั้งนี้&amp;nbsp;ด้วยท่ารำโนรา&amp;nbsp;ที่เรียกว่า&amp;nbsp;การรำโนรา&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ท่า&amp;nbsp;พร้อมทั้งเสนอภาพถ่าย&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;วีดิโอท่ารำที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;อัตลักษณ์ของการรำโนรา&amp;nbsp;ด้วยท่ารำ&amp;nbsp;ท่าทำนองพระเทวดา&amp;nbsp;และท่าลงฉากเขาควาย&amp;nbsp;ที่แสดงให้เห็นถึงความยากง่าย&amp;nbsp;และความสง่างามของการรำโนรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เพราะฉะนั้นแล้ว&amp;nbsp;การรำโนรา&amp;nbsp;ไม่ใช่เพียงแค่มรดกทางวัฒนธรรมของภาคใต้&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;ของคนไทยแล้ว&amp;nbsp;แต่&amp;nbsp;เป็นตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ&amp;nbsp;ดังนั้น&amp;nbsp;เราจะต้องช่วยสืบสาน&amp;nbsp;สานต่อ&amp;nbsp;โนรา&amp;nbsp;ให้คงอยู่สืบไป&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span&amp;nbsp;class="ql-cursor"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;การรำโนรา&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-04-21T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคใต้</Region><Province>พัทลุง</Province><Department>สวท.พัทลุง</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220421121216080</Link_News></row>
<row _id="11"><NewsTitle>บทความ : วันคล้ายวันสถาปนาองค์พระหลักเมือง ประจำปี 2565 ครบรอบ 240 ปี</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ตามประเพณีโบราณ&lt;/strong&gt;เกี่ยวกับการสร้างบ้านสร้างเมืองนั้น&amp;nbsp;จะต้องมีการกระทำพิธียกเสาหลักเมืองขึ้นในที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ&amp;nbsp;เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น&amp;nbsp;และเป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกร&amp;nbsp;สำหรับยึดถือเป็นหลักชัยทางจิตใจว่าบ้านเมืองที่สร้าง&amp;nbsp;ขึ้นนั้น&amp;nbsp;มีรากฐานฝังไว้อย่างมั่นคงแน่นอนแล้วหากประชาชนมีจิตใจที่มั่นคง&amp;nbsp;เชื่อในหลักบ้านหลักเมืองที่สร้างขึ้น&amp;nbsp;ก็จะเป็นการผดุงกำลังใจให้มั่นคงแน่วแน่&amp;nbsp;ในการดำรงชีวิต&amp;nbsp;มีความเชื่อมั่นว่า&amp;nbsp;หลักเมืองได้ตั้งแล้วและอานุภาพของหลักเมืองก็จะเป็นหลักชัยให้ประชาชนได้อยู่รวมกันในบ้านเมืองอย่างอยู่เย็นเป็นสุขรุ่งเรืองสถาพรตลอดชั่วกัลปาวสาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดังนั้น&amp;nbsp;เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช&amp;nbsp;รัชกาลที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;&amp;nbsp;เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ&amp;nbsp;เป็นปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์&amp;nbsp;ได้ทรงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของเมืองธนบุรีและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&amp;nbsp;ให้ตั้งหลักเมืองขึ้น&amp;nbsp;โดยทรงวางพระฤกษ์ฝังเสาหลักเมืองเพื่ออภิบาลรักษาพระมหานครอมรรัตนโกสินทร์&amp;nbsp;&amp;nbsp;มหาราชธานี&amp;nbsp;เพื่อปกปักษ์พระมหากษัตริยาธิราช&amp;nbsp;พระบรมวงศานุวงศ์&amp;nbsp;ตลอดจนเหล่าอาณาประชาราษฎร์&amp;nbsp;พสกนิกรในราชอาณาจักร&amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์&amp;nbsp;ขึ้น&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ค่ำ&amp;nbsp;เดือน&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ปีขาล&amp;nbsp;จุลศักราช&amp;nbsp;1144&amp;nbsp;ตรงกับ&amp;nbsp;สุรทินที่&amp;nbsp;21&amp;nbsp;เมษายน&amp;nbsp;พุทธศักราช&amp;nbsp;2325&amp;nbsp;พร้อมกับได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&amp;nbsp;ให้สร้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ศาลประดิษฐานรูปเทพารักษ์สำคัญสำหรับพระนครขึ้นอีก&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ศาล&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;ศาลพระเสื้อเมือง&amp;nbsp;ศาลพระทรงเมือง&amp;nbsp;ศาลพระกาฬไชยศรี&amp;nbsp;ในบริเวณพื้นที่ระหว่างวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามกับคลองคูเมืองเดิม&amp;nbsp;(ที่ตั้ง&amp;nbsp;กรมการรักษาดินแดนในปัจจุบัน)&amp;nbsp;และในบริเวณเดียวกันนี้ยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเจตคุปต์หรือเจตคุก&amp;nbsp;อยู่ที่หน้าคุกของกรมพระนครบาล&amp;nbsp;และศาลเจ้าหอกลองที่หน้าหอกลองประจำเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp;รัชกาลที่&amp;nbsp;4&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ&amp;nbsp;เมื่อปีพุทธศักราช&amp;nbsp;2394&amp;nbsp;ทรงมีพระราชดำริว่า&amp;nbsp;เสาหลักเมืองเดิมนั้นชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา&amp;nbsp;อีกทั้งอาคารศาล&amp;nbsp;ก็ไม่สง่างามเท่าที่ควร&amp;nbsp;จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&amp;nbsp;ให้สร้างเสาหลักเมืองต้นใหม่โดยให้ผูกดวงชะตาพระนคร&amp;nbsp;ขึ้นใหม่ให้ต้องตามดวงพระราชสมภพ&amp;nbsp;เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทั้งหลายที่อยู่ภายใต้&amp;nbsp;พระบรมโพธิสมภาร&amp;nbsp;ประสบความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพร&amp;nbsp;โดยเชิญแผ่นทองคำจารึกดวงชะตาพระนครบรรจุที่ยอดเสาหลักเมือง&amp;nbsp;และประกอบพิธีบวงสรวงเชิญพระหลักเมืองเข้าประดิษฐานในรูปเทวดาบนยอด&amp;nbsp;หลักเมืองต้นใหม่&amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;พฤษภาคม&amp;nbsp;พุทธศักราช&amp;nbsp;2396&amp;nbsp;พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&amp;nbsp;ให้บูรณปฏิสังขรณ์อาคารศาล&amp;nbsp;จากรูปศาลาเป็นศาลยอดปรางค์&amp;nbsp;ก่ออิฐปั้นปูนฉาบสีขาว&amp;nbsp;เพื่อประดิษฐาน&amp;nbsp;เสาหลักเมืองที่สร้างขึ้นใหม่กับเสาหลักเมืององค์เดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ครั้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp;รัชกาลที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ได้ทรงปรับปรุงพระนครครั้งใหญ่&amp;nbsp;โดยมีการสร้างสถานที่ราชการและตัดขยายถนนเพิ่ม&amp;nbsp;จึงเป็นเหตุให้ต้องรื้อศาลพระเสื้อเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ศาลพระทรงเมือง&amp;nbsp;ศาลพระกาฬไชยศรี&amp;nbsp;ศาลเจ้าเจตคุปต์&amp;nbsp;และศาลเจ้าหอกลอง&amp;nbsp;แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&amp;nbsp;ให้เชิญเทวรูปเหล่านั้นมาประดิษฐานรวมกันไว้ในศาลหลักเมือง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ครั้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp;รัชกาลที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ได้ทรงปรับปรุงพระนครครั้งใหญ่&amp;nbsp;โดยมีการสร้างสถานที่ราชการและตัดขยายถนนเพิ่ม&amp;nbsp;จึงเป็นเหตุให้ต้องรื้อศาลพระเสื้อเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ศาลพระทรงเมือง&amp;nbsp;ศาลพระกาฬไชยศรี&amp;nbsp;ศาลเจ้าเจตคุปต์&amp;nbsp;และศาลเจ้าหอกลอง&amp;nbsp;แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&amp;nbsp;ให้เชิญเทวรูปเหล่านั้นมาประดิษฐานรวมกันไว้ในศาลหลักเมือง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แรกเริ่มนั้น&amp;nbsp;ศาลหลักเมืองอยู่ในความปกครองของกระทรวงกลาโหม&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;โดยในปีพุทธศักราช&amp;nbsp;2480&amp;nbsp;ได้มอบให้กรมเชื้อเพลิงเป็นผู้ดูแล&amp;nbsp;ต่อมากรมเชื้อเพลิงถูกยุบ&amp;nbsp;กระทรวงกลาโหมจึงมอบหมายให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก&amp;nbsp;ในพระบรมราชูปถัมภ์&amp;nbsp;เป็นผู้ดูแล&amp;nbsp;ตั้งแต่ปีพุทธศักราช&amp;nbsp;2491&amp;nbsp;จนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp;โดยองค์การฯ&amp;nbsp;ได้กำหนดให้สำนักงานกิจการศาลหลักเมือง&amp;nbsp;หน่วยงานกิจการพิเศษขององค์การฯ&amp;nbsp;ทำหน้าที่บริหารงาน&amp;nbsp;ซึ่งได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญมาโดยลำดับ&amp;nbsp;ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในปีพุทธศักราช&amp;nbsp;2513&amp;nbsp;องค์การฯ&amp;nbsp;ร่วมกับกรมศิลปากร&amp;nbsp;พิจารณาเห็นว่า&amp;nbsp;ศาลหลักเมืองทรุดโทรมลงมาก&amp;nbsp;สมควรบูรณะให้มีความมั่นคง&amp;nbsp;จึงได้ต่อเติมดัดแปลงอาคารรูปศาลเป็นจัตุรมุขและ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขยายบริเวณออกให้กว้างขวางขึ้น&amp;nbsp;ส่วนยอดปรางค์นั้นรื้อลงทำใหม่&amp;nbsp;ให้เข้ากับอาคารศาล&amp;nbsp;เมื่อการปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จได้กราบบังคมทูล&amp;nbsp;&amp;nbsp;เชิญพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร&amp;nbsp;มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช&amp;nbsp;บรมนาถบพิตร&amp;nbsp;รัชกาลที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธี&amp;nbsp;สังเวยสมโภช&amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เมษายน&amp;nbsp;พุทธศักราช&amp;nbsp;2513&amp;nbsp;เวลา&amp;nbsp;10.30&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;ต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานศาลหลักเมือง&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;21&amp;nbsp;พฤษภาคม&amp;nbsp;พุทธศักราช&amp;nbsp;2518&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ในคราวฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ&amp;nbsp;200&amp;nbsp;ปี&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;เมื่อปีพุทธศักราช&amp;nbsp;2525&amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร&amp;nbsp;มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช&amp;nbsp;บรมนาถบพิตร&amp;nbsp;เสด็จฯ&amp;nbsp;ทรงประกอบพิธีสมโภชพระหลักเมือง&amp;nbsp;เพื่อเป็นสิริสวัสดิ์พิพัฒน์มงคลแก่พระมหานคร&amp;nbsp;ตามโบราณราชประเพณี&amp;nbsp;เมื่อวันพุธที่&amp;nbsp;21&amp;nbsp;เมษายน&amp;nbsp;พุทธศักราช&amp;nbsp;2525&amp;nbsp;เวลา&amp;nbsp;๑๐.๐๐&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในโอกาสนี้&amp;nbsp;ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&amp;nbsp;ให้มีการปรับปรุงศาลหลักเมือง&amp;nbsp;และอาณาบริเวณรอบศาลหลักเมืองให้กว้างใหญ่&amp;nbsp;งดงามสง่าสมกับเป็นที่ประดิษฐานแห่งเทพารักษ์ที่รักษาพระนคร&amp;nbsp;และเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทยมาช้านาน&amp;nbsp;โดยการทำการเปลี่ยนแปลงลักษณะอาคารศาลเสียใหม่&amp;nbsp;เป็นแบบจตุรมุข&amp;nbsp;ส่วนยอดปรางค์นั้นให้คงไว้เช่นเดิม&amp;nbsp;สำหรับเสาหลักเมืองต้นเดิมได้เชิญไปประดิษฐานไว้คู่กับเสาหลักเมืองต้นปัจจุบัน&amp;nbsp;โดยประดิษฐานไว้ทางทิศเหนือห่างกันประมาณ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เมตร&amp;nbsp;เมื่อประชาชนเข้าไปสักการะพระหลักเมือง&amp;nbsp;ก็เหมือนกับได้สักการะต้นเดิมด้วย&amp;nbsp;และสร้างศาลเทพารักษ์ขึ้นใหม่ทางทิศตะวันออกของศาลหลักเมือง&amp;nbsp;สำหรับประดิษฐานเทวรูปเทพารักษ์ทั้ง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;องค์&amp;nbsp;ที่เคยประดิษฐานรวมกันอยู่ในศาลหลักเมือง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนั้น&amp;nbsp;ยังได้สร้างอาคารหอพระพุทธรูปสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปที่มีผู้ถวายแก่ศาลหลักเมือง&amp;nbsp;การบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จสมบูรณ์&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;15&amp;nbsp;เมษายน&amp;nbsp;พุทธศักราช&amp;nbsp;2529&amp;nbsp;โดยได้เสด็จฯ&amp;nbsp;มาทรงประกอบพิธีสมโภชพระหลักเมือง&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;24&amp;nbsp;กรกฎาคม&amp;nbsp;พุทธศักราช&amp;nbsp;2529&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ศาลหลักเมืองเป็นปูชนียสถานสำคัญอันศักดิ์สิทธิ์&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ของประเทศไทย&amp;nbsp;เป็นที่ประดิษฐานของพระหลักเมืองและเทพารักษ์ทั้ง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ที่ปกปักรักษาพระนครและประเทศชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้มีเอกราชเจริญรุ่งเรือง&amp;nbsp;และยังมีหอพระที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำวันเกิดให้ประชาชนได้มาสักการะบูชา&amp;nbsp;ซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้คนจากทั่วสารทิศนำดอกไม้&amp;nbsp;ธูปเทียนตลอดจนเครื่องบวงสรวงสังเวยไปสักการะบูชาบนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่สถิตอยู่ในศาลหลักเมือง&amp;nbsp;นับได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้&amp;nbsp;นอกจากจะมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์แล้วยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง&amp;nbsp;และเนื่องในโอกาสการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี&amp;nbsp;ครบรอบ&amp;nbsp;240&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;ในปีพุทธศักราช&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;สำนักงานกิจการศาลหลักเมือง&amp;nbsp;องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก&amp;nbsp;ในพระบรมราชูปถัมภ์&amp;nbsp;ได้ขยายเวลาเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะศาลหลักเมืองเป็นกรณีพิเศษ&amp;nbsp;ระหว่างวันที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;&amp;nbsp;24&amp;nbsp;เมษายน&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา&amp;nbsp;06.30&amp;nbsp;&amp;nbsp;20.00&amp;nbsp;น.&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-04-21T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>หน่วยงานสำนักข่าว</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220421125102105</Link_News></row>
<row _id="12"><NewsTitle>นักวิชาการย้ำซื้อเนื้อหมูจากแหล่งมีมาตรฐาน ปรุงสุกทุกครั้ง ปลอดภัยไร้กังวล</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเนื้อสัตว์ พระจอมเกล้าลาดกระบัง แนะผู้บริโภคเนื้อหมูเป็นอาหารโปรตีนคุณภาพสูง มีประโยชน์ต่อร่างกาย รับประทานได้อย่างเหมาะสม ควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มีมาตรฐาน เก็บรักษาในความเย็น ใส่ใจความสะอาด ปรุงสุกก่อนรับประทานทุกครั้ง ลด ละ เลิก ทานสุกๆดิบๆ เพื่อการบริโภคที่ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผศ.ดร.รุจริน ลิ้มศุภวานิช หน่วยปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเนื้อสัตว์ ภาควิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์และประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า เนื้อหมู เป็นอาหารโปรตีนสูงที่ให้พลังงานต่อร่างกาย และยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุสำคัญอาทิ B12 B6 B3 B1 สังกะสี ซีลีเนียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก เป็นต้น ช่วยรักษา เสริมสร้างเซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อ ให้กับคนทุกช่วงวัย รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของชาวเอเชีย คนไทยเองรับประทานเนื้อหมูเฉลี่ย 16-17 กิโลกรัมต่อคนต่อปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้วยภาพจำว่าเนื้อหมูมีไขมันเป็นจำนวนมาก แต่ในความจริงเนื้อหมูที่วางขายทั่วไปในตลาดเมืองไทยมีไขมันแทรกไม่มาก ผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ก็สามารถเลือกทานเนื้อหมูได้ โดยเลือกในส่วนที่มีไขมันแทรกน้อย อย่างเนื้อแดงจากสันนอกหรือสันในหมู นอกจากนี้ ไขมันในเนื้อหมูยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยกรดไขมันที่พบมากที่สุด คือ โอลิอิกเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ร่างกายสามารถสร้างได้เอง ไม่ส่งผลทำให้เกิดโรคหัวใจ หรือไขมันอุดตันในเส้นเลือด นอกจากนี้ ปัจจุบันมีการพัฒนาสูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงสุกร เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อหมูให้แตกต่างจากเนื้อหมูทั่วไป เช่น การนำธัญพืช สารสกัดจากพืชหรือสาหร่าย หรือสารต้านอนุมูลอิสระ มาเสริมในอาหารเลี้ยงหมู&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผศ.ดร.รุจริน กล่าวเพิ่มว่า การเลือกซื้อเนื้อหมู นอกจากจะต้องใส่ใจเรื่องความสะอาดแล้ว ควรดูที่ลักษณะปรากฎของเนื้อหมู ต้องมีสีแดงอมชมพู ไม่คล้ำ แดงเข้มหรือซีดผิดปกติ ชุ่มฉ่ำ เนื้อคงรูปทรงดี มีความยืดหยุ่น ไม่นิ่มเหลว ไม่มีน้ำออกมากผิดปกติ ไม่มีกลิ่นเหม็น สิ่งสำคัญหลีกเลี่ยงการสัมผัสเนื้อหมูโดยตรง อาจใช้อุปกรณ์หรือถุงมือระหว่างการเลือกซื้อ อย่างไรก็ตาม การปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งผลิตหรือสถานที่จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานรับรอง หรือมีสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK ซึ่งช่วยรับประกันว่าเนื้อหมูมาจากฟาร์ม โรงชำแหละ และสถานที่จำหน่ายที่ตรวจสอบและรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากกรมปศุสัตว์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณภาพของเนื้อหมูที่ดี ปลอดภัย เป็นสิ่งจำเป็นในการประกอบอาหาร ต้องปราศจากการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อโรค พยาธิ รวมทั้งสิ่งปนเปื้อนอื่นทางชีวภาพ เคมีและกายภาพ แต่เนื่องจากเนื้อสัตว์เป็นอาหารที่เน่าเสียง่าย โดยเฉพาะบ้านเรามีอากาศร้อน ดังนั้น หลังซื้อแล้วควรเก็บรักษาในภาชนะที่ช่วยรักษาความเย็นตลอดระยะทาง เมื่อกลับถึงบ้านรีบนำเข้าตู้เย็นทันที วิธีการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงการปนเปื้อนจุลินทรีย์ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย และยังช่วยรักษาคุณภาพด้านอื่นๆ อีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขั้นตอนสุดท้ายคือการประกอบอาหาร ไม่ควรนำเนื้อออกจากตู้เย็นแล้ววางทิ้งไว้เป็นเวลานานก่อนทำอาหาร ผู้บริโภคต้องทำความสะอาดวัตถุดิบ รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ ผู้ประกอบอาหารต้องมีสุขอนามัยที่ดี ปรุงอาหารในอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสม เป็นการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งลด ละ เลิกทานเนื้อหมูดิบ หรือทานเมนูสุกๆ ดิบๆ ซึ่งช่วยลดเสี่ยงการป่วยเป็นโรคหูดับซึ่งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอาหารที่รับประทานนั้น มีประโยชน์ ปลอดภัย ปลอดเชื้อ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-04-25T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220425095115149</Link_News></row>
<row _id="13"><NewsTitle>รายงานพิเศษ : ธุรกิจร้านกาแฟหันมาลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ธุรกิจร้านกาแฟหันมาลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;จากการเติบโตของธุรกิจกาแฟที่เพิ่มขึ้นตามความนิยมของคอกาแฟในปัจจุบัน&amp;nbsp;ส่งผลให้การใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งเพิ่มสูงขึ้นตามเป็นเงา&amp;nbsp;ทำให้ภาครัฐและผู้ประกอบการร้านกาแฟจึงร่วมกันลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ประเทศไทยเป็นหนึ่งในอาเซียนที่เป็นผู้นำการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&amp;nbsp;(Climate&amp;nbsp;Change)&amp;nbsp;และการลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพราะขยะพลาสติกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์กำลังสร้างปัญหากลายเป็นมลพิษและรุกรานระบบนิเวศทั่วโลก&amp;nbsp;ด้วยการแตกตัวย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติกปนเปื้อนเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหารแล้วกลับมาทำร้ายมนุษย์ในที่สุด&amp;nbsp;จากอาหารที่บริโภคเข้าสู่ร่างกายในแต่ละมื้ออาหารในทุกๆวัน&amp;nbsp;ซึ่งความร่วมมือของทุกฝ่ายแสดงถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริง&amp;nbsp;และความตั้งใจจริงของภาครัฐภาคเอกชน&amp;nbsp;โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและรักษาโลกใบนี้ให้คงอยู่ยาวนาน&amp;nbsp;สิ่งสำคัญไทยต้องการเดินหน้าสู่สถานะความเป็นกลางทางคาร์บอน&amp;nbsp;(Carbon&amp;nbsp;Neutrality)&amp;nbsp;ภายในปี&amp;nbsp;2593&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;เมื่อวันที่&amp;nbsp;22&amp;nbsp;เมษายนที่ผ่านมา&amp;nbsp;ตรงกับ&amp;nbsp;วันคุ้มครองโลก&amp;nbsp;ประจำปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;Earth&amp;nbsp;Day&amp;nbsp;2022ภายใต้แนวคิด&amp;nbsp;Invest&amp;nbsp;In&amp;nbsp;Our&amp;nbsp;Planet&amp;nbsp;:&amp;nbsp;ทำเพื่อโลกวันนี้&amp;nbsp;อนาคตที่ดี&amp;nbsp;เป็นของเรา&amp;nbsp;ปีนี้เน้นสร้างความตื่นตัวในสังคมกับวิกฤติจากขยะพลาสติกที่มีจำนวนมหาศาลในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;โดยให้เห็นความสำคัญการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด&amp;nbsp;กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;(สส.)&amp;nbsp;ได้ร่วมกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการร้านกาแฟในประเทศ&amp;nbsp;30&amp;nbsp;แห่ง&amp;nbsp;ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือร้านกาแฟที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;(Green&amp;nbsp;Coffee&amp;nbsp;Shop)&amp;nbsp;เพื่อส่งเสริมการลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก&amp;nbsp;หรือภาชนะแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งร่วมเป็นส่วนหนึ่งการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางและนำทรัพยากรกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้มากที่สุด&amp;nbsp;สิ่งสำคัญให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการ&amp;nbsp;และการบริโภควิถีใหม่ที่คำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่าก้าวสู่การบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนำไปสู่ความสำเร็จการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;นายวราวุธ&amp;nbsp;ศิลปอาชา&amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;เล่าให้ฟังว่า&amp;nbsp;ทุกวันนี้ประชาชนบริโภคกาแฟมากขึ้นดูได้จากพฤติกรรมการบริโภค&amp;nbsp;และการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มธุรกิจร้านกาแฟและตลาดกาแฟในประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;พร้อมร่วมรณรงค์สร้างการรับรู้และส่งเสริมให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของลูกค้า&amp;nbsp;หรือผู้บริโภคลดปริมาณขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว&amp;nbsp;ถือเป็นการช่วยกันลดปริมาณขยะต้นทางและการจัดการขยะพลาสติกหลังการบริโภค&amp;nbsp;จึงจำเป็นที่ภาครัฐต้องสร้างความยั่งยืนในการจัดการขยะพลาสติกให้สอดคล้องกับ&amp;nbsp;Roadmap&amp;nbsp;การจัดการขยะพลาสติก&amp;nbsp;พ.ศ.&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;&amp;nbsp;2573&amp;nbsp;ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมให้มีการผลิต&amp;nbsp;การบริการ&amp;nbsp;และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;แล้วนำทรัพยากรกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล&amp;nbsp;หรือหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่&amp;nbsp;ด้วยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน&amp;nbsp;(Circular&amp;nbsp;Economy)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;ปัจจุบันภาครัฐยังเดินหน้าให้ข้อมูลต่อเนื่องทุกมิติ&amp;nbsp;พร้อมกระตุ้นประชาชนและผู้ประกอบการให้ลดการใช้พลาสติกลง&lt;/strong&gt;ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงส่งต่อถึงมือผู้บริโภค&amp;nbsp;ควบคู่กับส่งเสริมออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและใช้วัสดุธรรมชาติต่างๆเข้าใช้ทดแทนพลาสติกให้มากขึ้น&amp;nbsp;เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ๆให้กับประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;strong&gt;อยากให้ประชาชนไทยทุกคนปฏิเสธหลอดพลาสติกที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว&amp;nbsp;แต่กลับใช้เวลาย่อยสลายนานถึง&amp;nbsp;450&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;แล้วหันมาเลือกใช้หลอดจากวัสดุธรรมชาติทางเลือกใหม่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ชนิดแทน&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;หลอดไม้ไผ่&amp;nbsp;//&amp;nbsp;หลอดซังข้าว&amp;nbsp;//&amp;nbsp;หลอด&amp;nbsp;Lolistraw&amp;nbsp;//&amp;nbsp;หลอดก้านผักบุ้ง&amp;nbsp;//&amp;nbsp;หลอดตะไคร้&amp;nbsp;//&amp;nbsp;หลอดกระจูด&amp;nbsp;และหลอดชานอ้อย&amp;nbsp;เพราะเมื่อหลอดพลาสติกถูกลมและฝนพัดพาลงสู่แม่น้ำไหลรวมกันในมหาสมุทรจะส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-04-26T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220426140822678</Link_News></row>
<row _id="14"><NewsTitle>ปล่อย "กลไกตลาด" ทำงานเสรี ทางออกสินค้าปศุสัตว์ นักวิชาการแนะ ไก่ ไข่ ปลา ทางเลือกผู้บริโภค</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;ภาวะราคาเนื้อหมูที่ปรับขึ้นในช่วงนี้ ทำให้เกษตรกรต้องตกเป็นจำเลยสังคมอีกครั้งว่าเป็นต้นเหตุ ทั้งที่จริงๆแล้วคนเลี้ยงหมูต้องแบกภาระขาดทุน จากต้นทุนการผลิตที่สูงเป็นประวัติการณ์ที่เกือบ 99 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาขายหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มอยู่ที่ 96-98 บาทต่อกิโลกรัม แต่เหตุไฉนเมื่อราคาหมูหน้าฟาร์มไปถึงผู้บริโภค กลับต้องซื้อเนื้อหมูราคาแพง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในห่วงโซ่การผลิตจนถึงการขายเนื้อหมูไปยังผู้บริโภค ทุกขั้นตอนมีต้นทุนทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่นหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มราคา 96-98 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะขายขาดที่หน้าฟาร์มได้กำไรหรือขาดทุนตามแต่จะตกลงกับพ่อคาจับหมูที่มารับซื้อ โดยส่วนนี้พ่อค้าจะทำการขนหมูเข้าโรงเชือดซึ่งมีค่าขนส่งและมีค่าน้ำหนักหมูที่หายไประหว่างขนส่ง (จากส่วนของมูล และปัสสาวะ) ต้นทุนส่วนนี้ประมาณ 2 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อถึงโรงเชือด จะมีค่าจ้างเชือดและมีน้ำหนักสูญเสีย (เลือดและขน) กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 13 บาทต่อกิโลกรัม จากนั้นหมูซีกจะถูกขนส่งต่อไปที่แม่ค้ามีค่าขนส่งอีก 1 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อรวมต้นทุนแม่ค้าและค่าบริหารจัดการ-วัสดุ-อุปกรณ์ในการขาย เช่น ค่าเช่าแผง ค่าลูกจ้าง ค่าน้ำแข็ง ประมาณ 1 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับต้นทุนที่เขียงรวม 111-113 บาทต่อกิโลกรัม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้การคำนวณราคาเนื้อหมูโดยปกติจะใช้สูตร ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม คูณด้วย 2 เท่ากับราคาหมูเนื้อแดงหน้าเขียงควรจะอยู่ที่ 192-196 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาแต่ละพื้นที่อาจจะสูงหรือต่ำกว่านี้ ก็ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด จากอัตราการบริโภคในพื้นที่นั้นๆ กับปริมาณผลผลิตหมูที่ออกสู่ตลาดว่าสอดคล้องกันหรือไม่ โดยการขึ้นหรือลงของราคา เป็นไปตามกลไกตลาดนั่นเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มาถึงตรงนี้เราๆท่านๆคงเข้าใจที่มาที่ไปของราคาหมูหน้าเขียงแล้ว และต้องทำความเข้าใจว่าเหตุที่เกษตรกรจำเป็นต้องขายหมูราคานี้ก็เพราะต้นทุนการเลี้ยงที่พุ่งสูงขึ้นไปอย่างไม่เคยเจอมาก่อน ซึ่งสาเหตุหลักๆเกิดจาก ปัญหาโรค ASF ที่พบเมื่อปลายปี 2564 ที่ผ่านมา และความวิตกของเกษตรกรที่มีต่อภาวะโรค จึงมีเกษตรกรเลิกเลี้ยงหมูไปมากกว่าครึ่ง ทำให้ปริมาณหมูหายไปจากระบบ จนถึงวันนี้การเลี้ยงหมูก็ยังไม่ได้กลับมาเต็มกำลังการผลิตของทั้งประเทศ ปัจจุบันปริมาณหมูลดลงไปมากกว่า 40-50% จากภาวะปกติ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตทั้งวัตถุดิบสำรหับผลิตเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ต่างปรับราคาขึ้น สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อเทียบราคาเมื่อปี 2563 กับปัจจุบัน พบว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศราคาปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันนี้ราคาสูงขึ้นถึง 41% ขณะที่ข้าวสาลีนำเข้าราคาปรับไปถึง 76% กากถั่วเหลืองนำเข้าราคาสูงขึ้น 67% และปลาป่น ราคาเพิ่มขึ้นถึง 30% คิดเป็นต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นแล้ว 25-30% และยังมีต้นทุนค่าพลังงาน ทั้งไฟฟ้าและน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอีก ยังไม่นับผลกระทบภัยแล้งที่ทำให้เกษตรกรต้องซื้อน้ำมาใช้ในฟาร์ม รวมถึงอัตราเสียหายในฟาร์มที่สูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนและหมูโตช้าต้องเลี้ยงนานขึ้น กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เกษตรกรขอให้ผู้บริโภคเข้าใจในภาระที่ผู้เลี้ยงต้องแบกรับ และขอให้ปล่อยกลไกตลาดทำงานต่อไป เพื่อให้ราคาหมูสะท้อนต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างที่แท้จริง หากราคาปรับขึ้น ตลาดจะปรับตัว การบริโภคจะลดลงจนกลับสู่สมดุลเอง วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้ ที่สำคัญ กลไกตลาดทำงานที่ทำงานอย่างเสรี โดยไม่มีใครมาควบคุม คือ สูตรสำเร็จ" ในการแก้ปัญหาราคาสินค้าทุกประเภท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำคัญที่สุด ผู้บริโภคคือหัวใจหลักของเรื่องนี้ เพราะวันนี้ราคาสินค้าทุกประเภทต่างปรับตัวขึ้นทั่วทั้งโลก จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศและผลกระทบสงคราม ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย และต้องไม่ลืมว่าผู้บริโภคยังมีทางเลือกอีกมากมายในการบริโภคเนื้อสัตว์ หรืออาหารโปรตีนต่างๆ ทั้งเนื้อไก่ ซึ่งถือเป็นอาหารในหมวดหมู่โปรตีน ที่นำมาใช้ทดแทนเนื้อหมูอยู่แล้ว รวมถึงไข่ไก่ ไข่เป็ด ปลาหลากหลายชนิด หรือแม้แต่กุ้งและสัตว์น้ำต่างๆ ให้สามารถเลือกซื้อหามาบริโภคได้ ซึ่งถือเป็นการช่วยเกษตรกรทั้งผู้เลี้ยงหมูและเกษตรกรเลี้ยงสัตว์อื่นๆด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในทางกลับกันเกษตรกรไม่มีทางเลือก เพราะเขายึดการเลี้ยงหมูเป็นอาชีพเดียวในการเลี้ยงตัวเอง ความเห็นใจ ความเข้าใจ และความช่วยเหลือ จึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรกำลังเรียกร้องจากทั้งผู้บริโภคและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และคำแนะนำที่ให้ผู้บริโภคเลือกโปรตีนหลากหลายทดแทนกันนี้ ก็เป็นคำแนะนำที่ถูกต้องและให้ผลลัพธ์ที่ดีมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกัน ถ้าเห็นว่าหมูแพงก็แค่เปลี่ยนไปบริโภคอย่างอื่นแทน เท่านี้ปริมาณหมูก็กลับสู่สมดุลการบริโภค ราคาก็จะปรับสู่ปกติได้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กันยาพร สดสาย นักวิชาการด้านปศุสัตว์&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-04-27T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคกลางและปริมณฑล</Region><Province>กรุงเทพมหานคร</Province><Department>สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220427195436274</Link_News></row>
<row _id="15"><NewsTitle>สกู๊ป จ.นครพนม จัดการโรคพิษสุนัขบ้า รู้เท่าทัน ป้องกันได้</NewsTitle><NT01_NewsDesc>&lt;p&gt;นายสัตวแพทย์อดิศร&amp;nbsp;ชาติสุภาพ&amp;nbsp;ปศุสัตว์จังหวัดนครพนม&amp;nbsp;เปิดเผยว่า&amp;nbsp;โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่มีความสำคัญ&amp;nbsp;โรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน&amp;nbsp;ที่รุนแรง&amp;nbsp;คนที่ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า&amp;nbsp;จะต้องป่วยและเสียชีวิตทุกราย&amp;nbsp;นอกจากนี้โรคพิษสุนัขบ้ายังเป็นโรคตามมาตรา&amp;nbsp;4&amp;nbsp;แห่ง&amp;nbsp;พ.ร.บ.&amp;nbsp;โรคระบาดสัตว์&amp;nbsp;พ.ศ.&amp;nbsp;2558&amp;nbsp;ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มี&amp;nbsp;โรคพิษสุนัขบ้ากระจายอยู่ทั่วทุกแห่งของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และด้วยน้ำพระทัยของ&amp;nbsp;ศาสตราจารย์&amp;nbsp;ดร.&amp;nbsp;สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ&amp;nbsp;เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์&amp;nbsp;อัครราชกุมารี&amp;nbsp;กรมพระศรีสวางควัฒน&amp;nbsp;วรขัตติยราชนารี&amp;nbsp;ทรงห่วงใยสุขภาพของคนไทย&amp;nbsp;และมีพระปณิธานที่ต้องการให้โรคพิษสุนัขบ้าหมดไปจากประเทศไทย&amp;nbsp;โดยจะต้องไม่มีคนป่วยและเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า&amp;nbsp;จึงได้มีการบูรณาการกันภายใต้โครงการ&amp;nbsp;สัตว์ปลอดโรค&amp;nbsp;คนปลอดภัย&amp;nbsp;จากโรคพิษสุนัขบ้า&amp;nbsp;ภายใต้&amp;nbsp;One&amp;nbsp;Help&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ยุทธศาสตร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จึงทำให้ในรอบที่ผ่านมาโรคพิษสุนัขบ้าที่เกิดในประเทศไทยตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;จนถึงปัจจุบันมีแนวโน้มดีขึ้น&amp;nbsp;และเมื่อย้อนมาดูในจังหวัดนครพนมปัจจุบันมีสุนัขและแมว&amp;nbsp;รวมทั้งสิ้น&amp;nbsp;128,000&amp;nbsp;ตัว&amp;nbsp;ซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;เป็นสุนัขและแมวจรจัด&amp;nbsp;สำหรับกิจกรรมที่ปศุสัตว์จังหวัดนครพนม&amp;nbsp;ได้ร่วมกันดำเนินการกับท้องถิ่นและสำนักงานสาธารณสุข&amp;nbsp;จะมีด้วยกันหลายกิจกรรม&amp;nbsp;ทั้งในเรื่องของการสำรวจประชากรสุนัขและแมวเพื่อให้ครอบคลุมมากที่สุด&amp;nbsp;เรื่องของการจัดหาวัคซีนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง&amp;nbsp;103&amp;nbsp;แห่ง&amp;nbsp;ซึ่งในตอนนี้สามารถดำเนินการหาวัคซีนและฉีดวัคซีนไปแล้วประมาณ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp;ในส่วนที่เหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลัง&amp;nbsp;เร่งดำเนินการจัดหาและจัดซื้อวัคซีนอยู่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กิจกรรมต่อมาเป็นกิจกรรมผ่าตัดทำหมัน&amp;nbsp;ก็มีการออกหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการในทุก&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;อำเภอ&amp;nbsp;ซึ่งในปีนี้สามารถดำเนินการได้แล้ว&amp;nbsp;17&amp;nbsp;ครั้ง&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการออกหน่วยเคลื่อนที่ร่วมกับของจังหวัดนครพนมตามโครงการจังหวัดเคลื่อนที่&amp;nbsp;บำบัดทุกข์&amp;nbsp;บำรุงสุข&amp;nbsp;สร้างรอยยิ้มให้ประชาชนที่ออกเป็นประจำทุกเดือน&amp;nbsp;ในส่วนของการให้บริการที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครพนมก็จะมีเป็นประจำทุกเดือนเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;โดยในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้&amp;nbsp;จะมีขึ้นในวันที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;พฤษภาคม&amp;nbsp;ซึ่งจะเป็นการผ่าตัดทำหมันฟรีพร้อมกับฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าด้วย&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการเฝ้าระวังเชิงรุกด้วยการเก็บตัวอย่างจากในพื้นที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง&amp;nbsp;103&amp;nbsp;แห่ง&amp;nbsp;ซึ่งก็ยังไม่พบโรคพิษสุนัขบ้าแต่อย่างใด&amp;nbsp;และในช่วงนี้เป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูร้อน&amp;nbsp;เรามักจะพบว่าโรคพิษสุนัขบ้ามีการระบาดและการกระจายเชื้อตามพื้นที่ต่าง&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการเฝ้าระวังและย้ำเตือน&amp;nbsp;เนื่องจากสุนัขอาจจะเกิดภาวะความเครียด&amp;nbsp;อีกทั้งเป็นช่วงที่เด็กปิดเทอม&amp;nbsp;จึงมีความเสี่ยงที่อาจจะถูกสุนัขหรือแมวกัดได้&amp;nbsp;ดังนั้นจึงอยากฝากเตือน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หัวข้อหลัก&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;ในการป้องกัน&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;ประเด็นในเรื่องการป้องกันของสัตว์อยากให้ผู้ที่เลี้ยงสัตว์ได้นำสุนัขและแมวที่มีอายุตั้งแต่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;&amp;nbsp;4&amp;nbsp;เดือนขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีน&amp;nbsp;ทั้งในส่วนของสถานที่ราชการ&amp;nbsp;อบต.&amp;nbsp;ท้องถิ่น&amp;nbsp;หรือของเอกชนก็ได้ตามที่ท่านสะดวก&amp;nbsp;จากนั้นให้มีการฉีดวัคซีนกระตุ้นทุก&amp;nbsp;ๆ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;ประเด็นต่อมาคือเรื่องการป้องกันไม่ให้สุนัขและแมวกัด&amp;nbsp;โดยการใช้คาถา&amp;nbsp;5ย&amp;nbsp;ซึ่งประกอบไปด้วย&amp;nbsp;อย่าแหย่สุนัขและแมวเพื่อให้เกิดความดุและความโกรธเพราะจะมากัดเราได้&amp;nbsp;อย่าไปเหยียบสุนัขและแมว&amp;nbsp;อย่าไปแย่งอาหารเวลาที่สุนัขและแมวกำลังกิน&amp;nbsp;อีกเรื่องคืออย่าไปแยกสุนัขและแมวที่กัดกันด้วยมือเปล่า&amp;nbsp;สุดท้ายคืออย่าไปยุ่ง&amp;nbsp;กับสุนัขและแมวที่เราไม่ทราบประวัติเพราะสัตว์เหล่านี้&amp;nbsp;อาจจะนำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่เราได้&amp;nbsp;และถ้าเราป้องกันในส่วนของ&amp;nbsp;5ย&amp;nbsp;แล้วยังโดนสุนัขหรือแมวกัด&amp;nbsp;ก็ให้ใช้หลัก&amp;nbsp;3&amp;nbsp;มาตรการ&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;ล้างแผลให้สะอาดอย่างน้อย&amp;nbsp;10&amp;nbsp;นาที&amp;nbsp;ให้น้ำผ่านแผลให้สะอาดที่สุดแล้วทาด้วยยาประเภทกลุ่มทิงเจอร์โพวิดีน&amp;nbsp;มาตรการต่อมาคือการกักสุนัขและแมวเพื่อดูอาการอย่างน้อย&amp;nbsp;10&amp;nbsp;วัน&amp;nbsp;และมาตรการสุดท้ายคือไปพบแพทย์&amp;nbsp;หรือจะใช้หลักการจำง่ายๆ&amp;nbsp;ก็คือ&amp;nbsp;ล้างแผล&amp;nbsp;กักหมา&amp;nbsp;หาหมอ&amp;nbsp;ก็จะทำให้ทุกคนมีความปลอดภัยได้เช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</NT01_NewsDesc><NewsDate>2022-04-29T00:00:00</NewsDate><Region>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</Region><Province>นครพนม</Province><Department>สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครพนม</Department><Link_News>https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG220429105129839</Link_News></row>
<row _id="16"><NewsTitle /><NT01_NewsDesc /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="17"><NewsTitle /><NT01_NewsDesc /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
<row _id="18"><NewsTitle /><NT01_NewsDesc /><NewsDate xsi:nil="true" /><Region /><Province /><Department /><Link_News /></row>
</data>
