﻿_id	vocabulary	meaning
1	ซิ่นก่วย	เป็นซิ่นที่มีลักษณะคล้ายซิ่นทิว แต่มีการแทรกเส้นยืนที่เป็นมัดหมี่ ระหว่างเส้นยืนที่สลับสี เป็นผ้าหนึ่ง ตะเข็บ ลายขวางลำตัว ตีนซิ่นอาจจะต่อหรือไม่ต่อก็ได้ เป็นผ้าโบราณของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง
2	ซิ่นก่าน	ผ้านุ่งลายขวางลำตัว หัวซิ่นเป็นผ้าสีพื้น ตัวซิ่นทอด้วยเทคนิคมากกว่า 3 เทคนิคขึ้นไป เป็นผ้าซิ่นสองตะเข็บ กลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อจะใช้เทคนิคมัดหมี่ทอเป็นลายขวางลำตัว สลับสีและเทคนิค เรียกว่า “มัดก่าน” หรือ “คาดก่าน” กลุ่มชาติพันธุ์ไทครั่ง (ลาวครั่ง) จะใช้เทคนิคขิดหรือจก หรือทั้งขิดและจก ทอเป็นลายขวางลำตัวสลับลายและเทคนิค โดยส่วนมากจะต่อผ้าตีนจก
3	ซิ่นไก	เป็นผ้าโบราณของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน หัวซิ่นเป็นผ้าสีพื้น ตัวซิ่นทอด้วยเส้นยืนที่ใช้เทคนิคหางกระรอก(ปั่นไก) เส้นพุ่งเป็นสีพื้น ขณะสวมใส่จะเกิดเป็นลายหางกระรอกขวางลำตัว โดยส่วนใหญ่อาจต่อตีนซิ่นด้วยผ้าจก ผ้าพื้น ผ้าแถบขิด หรือผ้าที่ทอด้วยเทคนิคชนิดอื่นๆ ลักษณะของผ้าซิ่นจะมี 1 ตะเข็บ
4	ซิ่นเคี๊ยะ / ซิ่นเกี๊ยะ	เป็นผ้านุ่งสตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน เป็นผ้านุ่งหนึ่งตะเข็บ หัวซิ่นเป็นผ้าพื้นสีแดงและขาว ตัวซิ่นเป็นแถวลายจกสลับกับสีพื้นตลอดช่วงตัวซิ่น ตีนซิ่นต่อด้วยผ้าจก
5	ซิ่นซิ่ว	เป็นผ้าโบราณของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง “ซิ่ว” เป็นภาษาโบราณ หมายถึง สีเขียว ซิ่นซิ่วเป็นผ้านุ่ง 2 ตะเข็บ มีหัวซิ่นหรือไม่มีก็ได้ ตัวซิ่นลักษณะเด่นมีสีเขียว อาจจะทอลายโดยใช้เทคนิคขิดสลับกับสีพื้น หรือขิดตลอดทั้งผืน ตีนซิ่นต่อด้วยผ้าจก 
6	ซิ่นดอกดาว	ผ้านุ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ไทครั่ง (ลาวครั่ง) เป็นซิ่น 2 ตะเข็บ หัวซิ่นเป็นผ้าเนื้อเรียบ ตัวซิ่นทอด้วยเทคนิคจกลวดลายขนาดเล็กกระจายทั่วทั้งผืน เรียกว่า “ลายดาว” และจัดวางสีของลายดาวเป็นกลุ่มรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ลายแนวทแยง หรือ รูปหยักฟันปลา เย็บต่อตีนซิ่นด้วยผ้าจก 
7	ซิ่นตา	ผ้านุ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน ไทลื้อ ไทพวน (ลาวพวน) ลักษณะเป็นซิ่นหนึ่งตะเข็บ หัวซิ่นอาจจะเย็บต่อผ้าสีแดงและสีขาว หรือทอเป็นเนื้อเดียวกับตัวซิ่น ตัวซิ่นลักษณะเป็นลายริ้วขวางสีต่างๆ เกิดจากการขึ้นเส้นยืนสลับสี ตีนซิ่นเย็บต่อด้วยผ้าพื้น ผ้าจก หรือผ้ากำมะหยี่  ที่ตัวซิ่นหากริ้วมีการวางจังหวะของริ้วเป็นกลุ่ม เรียกว่า “ซิ่นตาหมู่” ถ้าริ้วเป็นสีเหลืองสลับสีอื่นๆ โดยสีเหลืองเป็นหลัก เรียกว่า “ซิ่นตามะนาว” ภาษาถิ่นภาคเหนือ : ซิ่นต๋า
8	ซิ่นต๋าเหล็ม/ซิ่นต๋าแหลม	เป็นซิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อจังหวัดน่าน ที่ทอเป็นริ้วสลับกัน มีการทอคั่นด้วยเส้นไหมเงินหรือเส้นไหมคำ สลับริ้วเล็ก ริ้วใหญ่ สลับสี และสลับลายมุกไปตลอดทั้งผืน เช่น พื้นสีแดง พื้นสีเขียว พื้นสีน้ำตาล สลับลายมุก
9	ซิ่นตีนแดง	ลักษณะพิเศษของผ้าซิ่นมัดหมี่ตีนแดง เป็นผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ เป็นผ้าที่ทอด้วยไหมทั้งผืน หัวซิ่น และตีนซิ่นทุกผืนจะเป็นพื้นสีแดงสด ตีนซิ่นบางผืน ช่างทออาจใช้เทคนิคการขิดเป็นแถบริ้วขนาดเล็กมาผสมผสาน เรียกว่า “เขื่อนผ้า” เพื่อความสวยงามและแสดงได้ถึงฝีมือของผู้ทอ ส่วนตัวซิ่นจะเป็นลวดลายมัดหมี่อาจเป็นลวดลายหมี่โลดหรือหมี่ร่าย ที่นิยมใช้สีหลักๆ เช่น สีเหลือง สีเขียว สีแดง สีขาว ในอดีตใช้วิธีการทอเฉพาะ เป็นส่วนหัวซิ่น และส่วนตีนซิ่น แล้วจึงนำมาเย็บต่อกับตัวซิ่น แต่ในปัจจุบันมีการทอต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกันโดยที่ไม่ต้องใช้การต่อหัวซิ่น และตีนซิ่น ซิ่นตีนแดงเป็นผ้าเอกลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยใช้ชื่อว่า “ผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์”
10	ซิ่นทิว	"เป็นผ้าซิ่นของแถบภาคอีสานตอนล่าง เป็นผ้าซิ่นลายขวางจากการสลับสีที่เส้นยืนหรือเส้นเครือเรียงเป็นแถบเป็นริ้วสม่ำเสมอ ลายผ้าเกิดจากเส้นยืน หรือเส้นเครือ ซึ่งเรียกว่า ""ลายทางเครือ"" และมีเส้นตำ หรือเส้นพุ่ง หรือเส้นทอเป็นหลักสำคัญ เมื่อสวมใส่ลวดลายจะขวางลำตัว การทอผ้าซิ่นทิวบางท้องถิ่นพบว่ามีการมัดหมี่เป็นลายเล็กๆที่เส้นยืน เรียกลายเม็ดข้าวสารซึ่งต้องใช้ความชำนาญและทักษะในการทอปัจจุบันไม่ค่อยพบว่ามีการมัดหมี่ที่เส้นยืน โดยมากซิ่นทิวจะมีความสูงของซิ่นมากกว่าซิ่นแบบอื่น ๆ จึงทำให้ไม่ต้องต่อหัวซิ่นและตีนซิ่น"
11	ซิ่นทิวมุกจกดาว	ผ้าซิ่นของเมืองอุบลราชธานีเป็นการผสมผสานของเทคนิคการทอผ้าอย่างน้อย 3 เทคนิค คือ ยกมุก จก และขิด โดยขึ้นเครือเส้นยืนแบบซิ่นทิวเป็นลายริ้วบนผืนผ้า มีเอกลักษณ์ คือลวดลายแบบลายขวางลำตัวซึ่งแตกต่างจากลวดลายผ้าซิ่นส่วนใหญ่ในอีสาน ตัวซิ่นมีการเสริมเส้นยืนพิเศษ เรียกว่า ยกมุกจกลายดาวและขิดเป็นแถบลายริ้ว หัวซิ่นทอขัดสลับสีอาจจะมีการขิดหรือจกเป็นลาย เรียก “ดาว” 
12	ซิ่นน้ำไหล/ซิ่นลายน้ำไหล/ซิ่นไหลน่าน	เป็นผ้าซิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ เป็นผ้า 2 ตะเข็บ ตัวซิ่นทอลวดลายคล้ายน้ำไหล จึงตั้งชื่อว่าซิ่นลายน้ำไหล ใช้เทคนิคการทอแบบเกาะ/ล้วง หรืออาจมีการจก ขิด ทอสลับลายเกาะ/ล้วง ซึ่งชาวไทลื้อจังหวัดน่าน เรียกว่า “ผ้าล้วง” ในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และอำเภอเชียงคำ เชียงม่วน จังหวัดพะเยา เรียกว่า “ผ้าเกาะ” ในส่วนตีนซิ่นมีการต่อด้วยผ้าจก หรือทอผ้าพื้นต่อติดกัน
13	ซิ่นป้อง	เป็นซิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ จังหวัดน่าน ที่ทอเป็นริ้วสลับกัน มีลายมุกคั่นด้วยไหมเงินไหมทอง ตัวริ้วคั่นด้วยสีพื้นสีเดียว สลับสีเป็นริ้วๆ เหมือนแยกกลุ่มเส้นไหมออกเป็นสองตอน ทอลายขิดสลับลายริ้วเป็นปล้องๆ มีช่วงว่างระหว่างลายเท่ากัน จึงเรียกว่าซิ่นป้อง คือมีลายเป็นปล้องๆ
14	ซิ่นม่าน	ผ้านุ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ ในเมืองน่าน เป็นซิ่นแบบพม่า หรือ ม่าน ทอด้วยเทคนิคขิดหรือมัดก่าน คล้ายซิ่นป้อง ช่วงระหว่างลายไม่เท่ากัน แต่มีโครงสร้างที่แน่นอน ตัวซิ่นทอต่อเนื่องกับตีนซิ่น ต่อหัวซิ่นด้วยผ้าพื้นสีแดง ลักษณะเป็นซิ่นลายขวาง 2 ตะเข็บ   
15	ซิ่นมุก	เป็นผ้าซิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน ไทพวน(ลาวพวน) หัวซิ่นเป็นผ้าสีพื้น ตัวซิ่นทอด้วยเทคนิคเสริมเส้นยืนพิเศษ เวลาทอทำให้เกิดเป็นลายนูนเด่นชัด อาจต่อตีนซิ่นด้วยผ้าจก ผ้าพื้น ผ้าแถบขิด หรือผ้าที่ทอด้วยเทคนิคชนิดอื่นๆ โดยทั่วไปเป็นลักษณะของผ้าซิ่นจะมีหนึ่งตะเข็บ
16	ซิ่นลายแตงโม 	เป็นผ้าซิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ไททรงดำ (ลาวโซ่ง) แต่เดิมหัวซิ่นเป็นผ้าพื้นสีดำจากการย้อมคราม ตัวซิ่นเส้นยืนเป็นไหมสีแดง เส้นพุ่งเป็นฝ้ายสีดำที่ย้อมจากคราม ทอสลับกับสีขาวอมฟ้าเป็นริ้วขนานลำตัว ห่างกัน 30 เส้น หรือประมาณ 1.5 นิ้ว เรียกว่า ลายแตงโม หรือลายชะโด เชิงซิ่นหรือตีนซิ่น ทอเป็นผ้าพื้นสีดำ มีลายสีขาวอมฟ้าตัดกับลายแตงโม เรียกลายก้านกาง ลายประ หรือ ตากิ๊บ  ปัจจุบันอาจใช้เส้นยืนสีดำหรือน้ำเงินเข้มแทน
17	ซิ่นหมี่คั่น / ซิ่นหมี่ข้อ	เป็นผ้านุ่งในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นผ้านุ่ง 1 ตะเข็บ หัวซิ่นมีหรือไม่มีก็ได้ ตัวซิ่นเป็นลายมัดหมี่ขนาดเล็ก ขนาดตั้งแต่ 1-9 ลำ ทอสลับสีพื้น และหางกระรอก เกิดเป็นริ้วเล็กๆ สลับกับลายมัดหมี่ตลอดทั้งผืน ขนาดของช่องที่เป็นลวดลายมัดหมี่ประมาณ 1 นิ้ว หรือต่ำกว่า 1 นิ้ว ลวดลายขนานกับลำตัว ตีนซิ่นอาจจะต่อด้วยผ้าขิดหรือไม่ต่อตีนซิ่นก็ได้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “หมี่ข้อ”
18	ซิ่นหมี่ตา	เป็นซิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ไทครั่ง(ลาวครั่ง) เป็นผ้านุ่ง 1  ตะเข็บ หัวซิ่น มีหรือไม่มีก็ได้ ตัวซิ่นเป็นผ้ามัดหมี่ที่มีขนาด 11-19 ลำ ทอสลับขิด อาจจะมีลายหมี่ลายเดียวหรือหลายลายสลับกันก็ได้ ขนาดของช่องที่เป็นลวดลายของมัดหมี่ประมาณ 1-2 นิ้ว ลวดลายขนานกับลำตัว ต่อตีนซิ่นด้วยผ้าจก
19	ซิ่นหมี่น้อย	เป็นซิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ไทครั่ง(ลาวครั่ง) เป็นผ้านุ่ง 1  ตะเข็บ หัวซิ่นมีหรือไม่มีก็ได้ ตัวซิ่นเป็นลายมัดหมี่ขนาดเล็ก ขนาดตั้งแต่ 1-9 ลำ ทอสลับสีพื้น และหางกระรอก เกิดเป็นริ้วเล็กๆ สลับกับลายมัดหมี่ตลอดทั้งผืน ขนาดของช่องที่เป็นลวดลายมัดหมี่ประมาณ 1 นิ้ว หรือต่ำกว่า 1 นิ้ว ลวดลายขนานกับลำตัว ต่อตีนซิ่นด้วยผ้าจก
20	ซิ่นหมี่ร่าย	ผ้ามัดหมี่ที่มีลักษณะลวดลายเป็นแนวทแยงไปทางเดียวกันบนผืนผ้าซึ่งเกิดจากขั้นตอนการค้นหมี่ไปทางเดียว การมัดหมี่จะต้องมัดให้ลายด้านหนึ่งจบตรงกับอีกลายด้านหนึ่งตามจังหวะของลวดลายที่กำหนด เวลาทอเมื่อทอจบลายหมี่ลำสุดท้ายจะต้องขึ้นลายหมี่ลำแรก ลายผ้าจะไปทางเดียวกัน
21	ซิ่นหมี่โลด	ผ้านุ่งสตรีที่ทอโดยใช้เทคนิคมัดหมี่ที่มีลายขนาดใหญ่หรือลายขนาดเล็ก ซ้ำๆกันซึ่งเกิดจากขั้นตอนการค้นหมี่ให้สมมาตรก่อนมัดหมี่  ทำให้เกิดลายผ้าต่อเนื่องตลอดทั้งผืน หัวซิ่นและตีนซิ่นอาจจะต่อด้วยผ้าอื่นหรือไม่ต่อก็ได้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “หมี่รวด”
22	ผ้ากาบบัว	"เป็นลายผ้าเอกลักษณ์ประจำจังหวัดอุบลราชธานี อาจทอด้วยฝ้ายหรือไหม ประกอบด้วยเส้นยืนย้อมอย่างน้อยสองสี เป็นริ้วตามลักษณะ ""ซิ่นทิว"" ทอพุ่งด้วยมับไม (ไหมเกลียวหางกระรอก) สลับมัดหมี่และยกขิด ผ้ากาบบัว สามารถแบ่งได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ ผ้ากาบบัว ผ้ากาบบัว (จก) และผ้ากาบบัว (คำ) ผ้ากาบบัวเป็นผ้าที่มีลักษณะรวมเอาเอกลักษณ์อันโดดเด่นของผ้าพื้นเมืองอุบลมารวมไว้หลายชนิดได้แก่ ลักษณะของซิ่นทิว มับไม มัดหมี่ ผ้าขิด และจก "
23	ผ้าเกล็ดเต่า	เป็นผ้าทอแบบ 2 ตะกอ ที่พบทั่วไปในหลายท้องถิ่นของประเทศไทย ลักษณะลวดลายผ้าคล้ายไม้ไผ่สานลายขัด และทอโดยใช้เส้นด้ายสีเข้มกับสีอ่อนมาเป็นเส้นยืนและเส้นพุ่ง อาทิ สีดำ-สีขาว สีน้ำเงิน-สีขาว สีน้ำตาล-สีขาว ฯลฯ จะขึ้นเส้นยืนโดยใช้สีเข้มกับสีอ่อนสลับกันเส้นต่อเส้น ประมาณสีละ 10 เส้น แล้วจึงคั่นสีเข้ม 2 เส้น ทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนเต็มหน้ากว้างผ้า การทอจะใช้เส้นพุ่ง 2 สี (เข้ม-อ่อน)เช่นเดียวกันกับเส้นยืน โดยจะใช้กระสวย 2 อัน ทอแบบลายขัดเพื่อให้เส้นพุ่งกับเส้นยืนสลับสีกันเป็นช่วงๆทำให้เกิดลายตารางเหมือนลายสาน
24	ผ้าขาวม้า	ใช้วิธีการทอสร้างลวดลายพื้นฐานจากการทอสลับแถวริ้วสี ทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน เกิดเป็นลายทอขัด โดยมักทอสลับหลายสี มีการเว้นส่วนเชิงไว้เป็นชายผ้า ผ้าขาวม้าในแต่ละท้องถิ่นมีสีสันและลวดลายเป็นเอกลักษณ์ เช่นบางท้องถิ่นมีลายขิดหรือจกที่เชิงผ้าขาวม้าด้วย
25	ผ้าจกไทลื้อ	เป็นผ้าจกของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ ในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และอำเภอ
26	""	ทุ่งช้าง จังหวัดน่าน นิยมทอจกตกแต่งลวดลายท่อนกลางของตัวซิ่น ทอโดยใช้นิ้วมือควักเส้นพุ่งพิเศษเสริมในเส้นพุ่ง และผูกปมเส้นพุ่งพิเศษไว้ด้านบนในการทอผ้า โครงสร้างลวดลายจกบนผ้าซิ่นไทลื้อ จะจัดวางลวดลายจกให้อยู่ในช่วงสะโพกถึงเข่า หรือต่ำกว่าหัวเข่าเล็กน้อย ไม่นิยมจกในส่วนของตีนซิ่น นิยมจกลวดลายซ้อนกันหลายๆชั้นเป็นลวดลายขนาดใหญ่ เช่น รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หรือรูปหยักฟันปลา ส่วนตีนซิ่นเป็นพื้นสีดำไม่มีลวดลาย ดั้งเดิมนิยมสีสันสดใสหลากสีกระจายทั่วไป เป็นผ้าจกตามหน้ากว้างของผืนผ้า จึงต้องทอ 2 ชิ้นมาเย็บต่อกัน เรียกว่า “ผ้าจก 2 ตะเข็บ” ในผ้าโบราณเนื่องจากหน้าฟืมแคบอาจจะต้องทอ 3 ชิ้นมาเย็บต่อกัน เรียกว่า “ผ้าจก 3 ดูก” ( 3ตะเข็บ )
27	ผ้าจวนตานี	ผ้าจวนตานี หรือ ผ้าล่องจวน เป็นผ้าทอดั้งเดิมในพื้นที่ทางภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส  ผ้าจวนตานีมีเอกลักษณ์เฉพาะที่การออกแบบลวดลาย และสีสันโดยมีการทอยกด้วยเส้นเงินหรือเส้นทอง จะมีแถบริ้วลวดลายวางเป็นแนวแทรกอยู่ระหว่างผืนผ้าและชายผ้าทั้งสองด้าน มีคำเรียกในภาษาพื้นถิ่นว่า จูวาหรือจวน ซึ่งแปลว่าร่องหรือทาง จึงมีชื่อที่เรียกผ้าชนิดนี้อีกชื่อหนึ่งว่าผ้าล่องจวน 
28	ผ้าซิ่น	ผ้านุ่งสำหรับสุภาพสตรี เย็บเป็นผ้าถุงทรงกระบอก มีทั้งที่ทอเป็นสีเดียวไม่มีลวดลาย และหลากหลายสี หลากหลายเทคนิค ผ้าซิ่นแบบดั้งเดิมมีส่วนประกอบ 3 ส่วนคือหัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น ซึ่งบางผืนอาจมีแค่ส่วนเดียวคือ ตัวซิ่น หรือมีแค่ 2 ส่วน คือ ตัวซิ่นกับตีนซิ่น หรือ หัวซิ่นกับตัวซิ่น
29	ผ้าแซ่ว/ผ้าแส่ว	เป็นผ้าต้นแบบลวดลายของผ้าแพรวากว้างยาวประมาณ 25 x 30 เซนติเมตร ทอลวดลายสีดำบนพื้นสีขาว ที่บรรจุแบบลายผ้าต่างๆที่สวยงาม เป็นลายสำคัญที่ต้องการให้อนุรักษ์และสืบทอดเอาไว้ ผ้าแส่วผืนหนึ่งๆอาจมีลวดลายจำนวนมาก มีตั้งแต่ลายพื้นฐานง่ายๆไปถึงลายที่มีความสลับซับซ้อน 
30	ผ้าตีนจก	ผ้าที่ทอตกแต่งลวดลายด้วยเทคนิค “จก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของผ้าซิ่น ในส่วนบริเวณที่เรียกว่า “เชิงซิ่น” หรือ “ตีนซิ่น” การที่ส่วนประกอบของผ้าซิ่นส่วนตีนซิ่น เป็นการทอด้วยเทคนิคจก จึงเรียกขานผ้าที่ต่อเป็นตีนซิ่นชนิดนี้ว่า “ผ้าตีนจก” และเรียกผืนผ้าซิ่นที่ต่อตีนซิ่นด้วยผ้าตีนจกว่า “ผ้าซิ่นตีนจก” กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีการทอผ้าตีนจก เช่น กลุ่มไทครั่ง (ลาวครั่ง) กลุ่มไทยวน กลุ่มไทพวน (ลาวพวน) กลุ่มไทลื้อ เป็นต้น
31	ผ้าตีนจกแม่แจ่ม	เป็นผ้าจกของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวนในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ วิธีการจกยังคงเอกลักษณ์ด้วยการใช้ขนเม่น และลวดลายจกจะแน่นจนไม่เห็นพื้นผ้า ใช้เส้นด้ายพุ่งพิเศษจกหรือล้วงสอดสลับด้ายสีต่างๆ ลงไปทำให้เกิดเป็นลวดลายคล้ายปักบนผืนผ้า ผ้าตีนจกแม่แจ่มส่วนใหญ่จะมีความกว้างประมาณ 10 นิ้ว ส่วนใหญ่เป็นตีนจกแบบสองท้อง อัตราส่วนสีดำ 1 ส่วน สีแดง 1 ส่วน ลายหลัก เช่น ลายขันเสี้ยนสำ ลายขันแอวอู ลายหงส์บี้ ลายโกมหัวหมอน ลายหละกอนหลวง ลายเจียงแสนหลวง เป็นต้น ลายจกจะอยู่บนพื้นสีดำ ส่วนลายสะเปาจกเป็นลายสะเปายอดสนสีดำสลับขาว จกบนผ้าพื้นสีแดงและส่วนเชิงล่างที่ต่ำกว่าครึ่งบนของตีนจกลงมา จะทอเป็นสีแดงเหมือนกันทุกผืน เรียกกันในภาษาถิ่นว่า “ตีนแดง” นับเป็นเอกลักษณ์ของผ้าจกแม่แจ่่ม
32	ผ้าตีนจกลับแล	เป็นผ้าจกของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวนในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ วิธีการจกยังคงเอกลักษณ์ด้วยการใช้ขนเม่นใช้เส้นด้ายพุ่งพิเศษจกทำให้เกิดเป็นลวดลาย นิยมผูกปมเส้นพุ่งพิเศษไว้ด้านล่างในการทอผ้า โครงสร้างลวดลายของผ้าตีนจกลับแล มีการจกลวดลายจนเต็มตีนซิ่น ลักษณะลวดลายประณีต ละเอียด ซับซ้อน วางจังหวะลายไม่ถี่มากเกินไป สำหรับสีสันของลวดลายส่วนใหญ่จะเน้นสีเขียว สีเหลือง หรือสีน้ำตาล เป็นสีหลักในการตกแต่งลวดลาย ส่วนริมตีนซิ่นจะเป็นสีเหลืองเรียกว่า “เล็บเหลือง” ลายจกสุดท้ายเรียกว่า “ลายไฮย้อย” หมายถึงรากไทรย้อย
33	ผ้าตีนจกคูบัว	เป็นผ้าจกของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน ในตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี วิธีการจกยังคงเอกลักษณ์ด้วยการใช้ขนเม่นจกเส้นด้ายพุ่งพิเศษทำให้เกิดเป็นลวดลาย นิยมผูกปมเส้นพุ่งพิเศษไว้ด้านบนในการทอ โครงสร้างลวดลายหลักของผ้าตีนจกคูบัวจะมี 2 ลักษณะ คือ 1) ลวดลายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เป็นรูปแบบที่มีมากเกือบทุกลวดลายของผ้าตีนจกคูบัว 2) ลวดลายหยักแบบฟันปลา เป็นลวดลายที่พบเฉพาะจังหวัดราชบุรีโดยเรียกเป็นภาษาถิ่นว่า “ลายโก้งเก้ง” มีการจกลวดลายจนเต็มตีนซิ่น ลวดลายหลักและลายประกอบจะอยู่ภายในลายคั่น หรือที่เรียก “กั้นห้อง” อย่างชัดเจน ลักษณะลวดลายประณีต ละเอียด ซับซ้อน เส้นพุ่งพิเศษนิยมใช้สีเขียว สีเหลือง สีขาว บนพื้นดำ โดยไม่เน้นสีแดงมากเท่าผ้าตีนจกดอนแร่ ส่วนริมตีนซิ่นจะเป็นสีเหลืองเรียกว่า “เล็บเหลือง” 
34	ผ้าตีนจกไทครั่ง (ลาวครั่ง)	เป็นผ้าจกของกลุ่มชาติพันธุ์ไทครั่ง (ลาวครั่ง ลาวเวียง ลาวกา ลาวซี) ในบริเวณจังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี พิจิตร พิษณุโลก และนครปฐม เป็นผ้าจกตามหน้ากว้าง ของผ้า แต่เดิมใช้ไม้เก็บคัดลายและใช้นิ้วมือจกไหมเส้นพุ่งพิเศษตามลายที่คัดไว้ โดยจะจกซ้ำ 2 ครั้ง ต่อ 1 แถวลาย โดยจะจกเส้นพุ่งพิเศษไปตามลาย และทอขัด 1 ครั้ง และจะจกเกาะซ้ำตำแหน่งเดิมแล้วทอขัดอีก 1 ครั้ง จะปรากฏเป็นเส้นลายจกมี 2 แถว สำหรับ 1 ตำแหน่งลาย ลวดลายส่วนมากมี 2 ลักษณะ คือ สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน (ลายตุ้ม) และลายหยักฟันปลา (ลายคลอง) องค์ประกอบของลายจก จะมีลายหลักตรงกลางเรียก “ลายแม่ใหญ่” และลายประกอบเรียกว่า “ลายเครื่องป้อง” นิยมใช้ด้ายพุ่งพิเศษ 5 สี คือ ขาว ดำ เหลือง เขียว ส้ม บนพื้นสีแดงเป็นส่วนใหญ่ และในกลุ่มลาวเวียงจะทอบนพื้นสีดำ การทอเริ่มทอลายจกก่อนแล้วจึงทอพื้นสีแดงให้มีขนาดความกว้างเท่าลายจก จบชายผ้าด้วยการทอริ้วสี เนื่องจากเป็นการจกตามหน้ากว้างของผืนผ้า จึงต้องทอ 2 ชิ้นมาเย็บต่อกัน เรียกว่า “ผ้าจก 2 ตะเข็บ”
35	ผ้าตีนจกน้ำอ่าง	เป็นผ้าจกของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวนในตำบลน้ำอ่าง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ วิธีการจกยังคงเอกลักษณ์ด้วยการใช้ขนเม่นจกเส้นด้ายพุ่งพิเศษทำให้เกิดเป็นลวดลาย นิยมผูกปมเส้นพุ่งพิเศษไว้ด้านบนในการทอ โครงสร้างลวดลายของผ้าตีนจกน้ำอ่าง มีการจกลวดลายจนเต็มตีนซิ่น ลักษณะลวดลายประณีต ละเอียด ซับซ้อน วางจังหวะลายไม่ถี่มากเกินไป สำหรับสีสันของลวดลายส่วนใหญ่จะเน้นสีเขียว สีเหลือง หรือสีน้ำตาล เป็นสีหลักในการตกแต่งลวดลายคล้ายกับผ้าจกลับแล แต่แตกต่างกันตรงที่ใช้ สีเหลือง สีเขียวที่สดกว่า และนิยมใช้สีเทาหรือสีน้ำตาลแทรกเป็นบางจุด ส่วนริมตีนซิ่นจะเป็นสีเหลืองเรียกว่า “เล็บเหลือง” ลายจกสุดท้ายเรียกว่า “ลายสร้อยตีน”
36	ผ้าตีนจกเมืองลอง	เป็นผ้าจกของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน ในอำเภอลอง จังหวัดแพร่ แต่เดิมจกลวดลายบนผืนผ้าด้วยการใช้ขนเม่นหรือวัสดุปลายแหลม ตีนจกเมืองลองส่วนใหญ่จะมีความกว้างประมาณ 10 นิ้วโดยมีลายจกยาวประมาณ 2 ใน 3 ของตีนซิ่น ทอลายจกครึ่งหนึ่งของตีนซิ่นบนพื้นผ้าสีดำ ตามโครงสร้างของลายทอจะเริ่มจากลายประกอบ ลายหลัก ลายประกอบ ตามลำดับ และจกลายสะเปาบนพื้นผ้าสีแดง บางทีเรียกว่า หางสะเปาขอคุ โดยทั่วไปความยาวของลายสะเปา ประมาณ 2 นิ้ว เป็นลายเชิงที่เป็นลายจบสุดท้ายในผ้าตีนจกทุกผืน ส่วนที่เหลือของตีนซิ่นจะเป็นผ้าพื้นสีแดง ปัจจุบันมีการใช้ผ้าพื้นสีต่างๆ แทนผ้าพื้นสีแดงแล้วแต่ความต้องการของช่างทอผ้า และนิยมจกลวดลายด้วยสีเหลืองเป็นหลัก
37	ผ้าตีนจกเสาไห้	เป็นผ้าจกของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน ในอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี วิธีการจกยังคงเอกลักษณ์ด้วยการใช้ขนเม่น ลักษณะจกลวดลายไม่ถี่แน่นมาก จะมองเห็นพื้นผ้าระหว่างลายจกชัดเจน ทอลายจกเกือบเต็มตีนซิ่น โดยจะเว้นให้เห็นพื้นแดงเล็กน้อยบริเวณชายด้านล่างของตีนซิ่น ส่วนริมตีนซิ่นจะเป็นสีเหลืองหรือสีขาว เรียกว่า “เล็บ”
38	ผ้าตีนจกหาดเสี้ยว	เป็นผ้าจกของกลุ่มชาติพันธุ์ไทพวน ในตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งแต่เดิมนิยมทอลวดลายจกเกือบเต็มส่วนกว้างของตีนซิ่น ส่วนริมผ้าของปลายตีนซิ่นจะทอเป็นริมแถบสีเหลือง ลวดลายหลักของผ้าตีนจกหาดเสี้ยวที่นิยมทอและสร้างชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เช่น ลายมน16 ลายสิบสองหน่วยตัด ลายเครือน้อย ลายเครือใหญ่ ลายน้ำอ่าง ลายสองท้อง เป็นต้นลายประกอบที่นำมาใช้ร่วมกับลายหลัก เช่น ลายนกหมู่ ลายโงะ ลายดอกหมี่ เป็นต้น
39	ผ้าตีนจกโหล่งลี้	เป็นผ้าจกของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน ในชุมชนโหล่งลี้ จังหวัดลำพูน วิธีการจกใช้การเก็บลายเก็บ นิยมผูกปมเส้นพุ่งพิเศษไว้ด้านบนในการทอผ้าและจกลายสะเปาสีเหลืองอ่อน แบบรูปตัวทีหางสะเปาดำ พบเฉพาะในผ้าจกโหล่งลี้ 
40	ผ้านาหมื่นศรี	นาหมื่นศรีเป็นชื่อตำบลหนึ่งในอำเภอนาโยงของจังหวัดตรัง แบ่งตามลักษณะโครงสร้างของผืนผ้า ได้ 3 ชนิด ได้แก่ ผ้าพื้น ผ้าตา และผ้ายกดอก ซึ่งแต่ละชนิดแบ่งย่อยเป็นชื่อลายต่างๆได้อีกหลายลาย ลักษณะพิเศษของผ้าทอนาหมื่นศรี ได้แก่ โครงสร้างของผืนผ้า ลวดลาย และสี ผู้ทอที่มีฝีมือจะนำลายหลายๆลายมารวมไว้ เช่น ลายลูกแก้วใหญ่ ลายลูกแก้วสี่หน่วยใน ลายดอกจัน บางผืนประสมเฉพาะชุดลูกแก้ว เป็นต้น ส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ด้านสี ถ้าเป็นประเภทผ้าห่ม และผ้าเช็ดหน้ายกดอก ที่ทอขึ้นใช้เองหรือให้แก่กัน จะใช้ด้ายยืนสีแดง ยกดอกสีเหลือง มีบ้างที่ยกดอกสีขาวหรือสีเขียว หากเป็นผ้าทอเพื่อขาย พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงสีด้ายยืน และด้ายพุ่งตามความต้องการตลาด และในกรณีทอใช้เอง ยังคงเป็นสีแดงเหลืองไม่เปลี่ยนแปลง
41	ผ้าพุมเรียง	เป็นผ้าทอของตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยชาวไทยมุสลิม ที่อพยพมาจากเมืองสงขลา เมืองปัตตานีและเมืองไทรบุรี ในความสวยงามของลายผ้าและความประณีตของฝีมือการทอผ้า ซึ่งมีลักษณะเด่นแตกต่างไปจากผ้าทอของภูมิภาคอื่นๆ เช่น การทอยกดอกด้วยไหม และดิ้น ผ้ายกชุดหน้านาง ผ้ายกดอกถมเกสร และผ้ายกดอกลายเชิง เป็นต้น โดยถือว่าการทอผ้าเป็นหน้าที่ของผู้หญิงทั้งชาวไทยพุทธและไทยมุสลิม ที่จะต้องเตรียมไว้ใช้สอยในครอบครัว โดยเฉพาะหญิงสาวที่จะออกเรือนจำเป็นจะต้องเรียนรู้วิธีการทอผ้า เพื่อเตรียมไว้ใช้ในการแต่งงาน เช่น ผ้านุ่ง ผ้าห่ม และเครื่องใช้ต่างๆ ที่ทำด้วยผ้า ดังนั้น การมีฝีมือในการทอผ้าจึงเป็นการแสดงถึงความเป็นกุลสตรี
42	ผ้าแพรมน	เป็นผ้าทอมืออันเป็นเอกลักษณ์ของชาวผู้ไทยหรือภูไท มีลักษณะเป็นสีเหลี่ยมจัตุรัสสีแดง หน้ากว้างประมาณ 14 นิ้ว มีชายครุยทั้งสองข้าง โดยมีกรรมวิธีการทอที่คล้ายกับผ้าแพรวา แต่ขนาดลายเล็กกว่า ใช้สำหรับมัดมวยผม ใช้เป็นผ้าเช็ดหน้า หรือใช้เป็นผ้าปรกหัวนาค 
43	ผ้าแพรวา	เป็นผ้าที่รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยใช้ชื่อว่า“ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์” เป็นผ้าทอมืออันเป็นเอกลักษณ์ของชาวผู้ไทยหรือภูไท ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร สกลนคร โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ การแต่งกาย และการทอผ้าไหมที่มีภูมิปัญญาในการทอด้วยการเก็บลายจากการเก็บขิดและการจก ที่มีลวดลายโดดเด่นได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญามาจากบรรพบุรุษและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ผ้าแพรวามีความหมายว่าผ้าทอเป็นผืนที่มีขนาดความยาว 1 วา หรือ 1 ช่วงแขน ใช้สำหรับคลุมไหล่หรือห่มสไบเฉียงที่เรียกว่าผ้าเบี่ยงผ้าแพรวา นิยมทอด้วยไหมทั้งผืน มีสีสันลวดลายที่หลากหลาย ลวดลายของแพรวามีลักษณะคล้ายคลึงกับลายขิดอีสาน แตกต่างกันอยู่บ้างที่ความหลากหลายของสีสันจากการจกในแต่ละลวดลาย องค์ประกอบหลักของลายผ้าแพรวาประกอบด้วย ลายหลักหรือลายดอกใหญ่ (อาจจะเหมือนกันตลอดผืน หรือลายแตกต่างกัน หรืออาจมีลายท้องซึ่งเป็นลายขนาดใหญ่ตรงกลางผืนผ้าก็ได้) ลายคั่นหรือลายดอกอ้อมและลายเชิง ในส่วนของลายเชิงจะประกอบด้วย ลายช่อปลายเชิง ลายตีนเชิง และอาจจะมีชายครุย (ยอย) ที่ชายผ้าทั้ง 2 ด้าน ผ้าแพรวาแต่เดิมนิยมพื้นสีแดงคล้ำย้อมด้วยครั่ง มีลายจกสีเหลือง สีดำ สีขาว และสีเขียวเข้มกระจายทั้งผืนผ้าสอดสลับในแต่ละลาย แต่ละแถว การทอผ้าแพรวาแบบดั้งเดิมจะใช้นิ้วก้อยในการจก เส้นด้ายยืนและสอดเส้นด้ายสีที่เป็นเส้นพุ่งพิเศษแล้วผูกเก็บปมเส้นด้ายด้านบน ลวดลายจะอยู่ด้านล่างในขณะทอ (ชาวภูไทเรียกวิธีการจกแบบนี้ว่า เกาะ สับ หรือล้วง)  
44	ผ้ามัดหมี่ชนบท	เป็นผ้าที่รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยใช้ชื่อว่า “ผ้าไหมมัดหมี่ชนบท” เป็นผ้าทอมืออันเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น เป็นผ้าไหมมัดหมี่ทอมือที่มีชื่อเสียงด้วยลวดลาย และเทคนิคการทอผ้าแบบ 3 ตะกอ ทำให้เนื้อผ้าแน่น สม่ำเสมอมีลักษณะสี และลวดลายของผ้าด้านหนึ่งจะมีสีทึบกว่าอีกด้าน ลวดลายและรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ลายหมี่กง ลายขอพระเทพ ลายขันหมากเบ็ง การทอผ้าไหมมัดหมี่ชนบทส่วนใหญ่จะทอเป็นลักษณะผ้าปูม คือมีการแบ่งลวดลายมัดหมี่บริเวณท้องผ้า เชิงผ้าและริมชายผ้าทั้งสองด้านที่ เรียกว่า สังเวียน สีที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมคือ ม่วง แดง เขียว และน้ำตาลเม็ดมะขาม
45	ผ้ายก	การทอผ้ายกคือการเพิ่มลวดลายในเนื้อผ้าให้พิเศษขึ้น โดยใช้เทคนิควิธีเก็บตะกอลอยเช่นเดียวกับขิด โดยยกตะกอเพื่อแยกเส้นด้ายยืนครั้งละกี่เส้นก็ได้ตามลวดลายที่วางไว้แล้ว เมื่อทอพุ่งกระสวยไปมาควบคู่ไปกับการยกตะกอจะเกิดเป็นลวดลายนูนขึ้นจากผืนผ้า ลวดลายมีความประณีต มีลายสังเวียน มีลายท้องผ้า มีลายเชิง ลายหน้านาง ถ้าทอยกด้วยไหมจะเรียก “ยกไหม” ถ้าทอยกด้วยเส้นทองจะเรียก  “ยกทอง” ถ้าทอยกด้วยเส้นเงินจะเรียก “ยกเงิน”  ผ้ายกแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ผ้ายกใหญ่และผ้ายกเล็ก 
46	ผ้ายกดอกลำพูน	ผ้ายกดอกลําพูน เป็นผ้าที่ทอยกลวดลายให้นูนสูงบนผืนผ้า โดยเพิ่มเส้นพุ่งพิเศษเป็นเส้นเงิน เส้นทอง หรือเส้นไหม ผืนผ้าจะมีลวดลายในตัว โดยผิวสัมผัสผ้ายกดอกจะมีความนูนของผืนผ้าแต่ละชิ้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลวดลาย ซึ่งส่วนใหญ่ลายจะใช้ฝ้ายหรือไหมสีเดียวกันตลอดทั้งผืน บางครั้งอาจมีการสลับสีเส้นพุ่งพิเศษเพื่อเพิ่มความเด่นของลวดลาย ลวดลายที่ทอมีความงดงามเป็นเอกลักษณ์ มีรูปแบบลวดลายที่อ่อนช้อยงดงามของธรรมชาติ ดอกไม้ ใบไม้ เช่น ลายดอกพิกุล หรือ ดอกแก้ว ลายกลีบลําดวน ลายเม็ดมะยม และลายพุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นต้น ปัจจุบันผ้าไหมยกดอกลำพูดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดลำพูน
47	ผ้ายกมุก	ผ้ายกมุก เป็นศิลปะการทอผ้าแบบหนึ่งของกลุ่มวัฒนธรรมไทยวน และกลุ่มวัฒนธรรมไทพวน นิยมทอกันในภาคเหนือเพื่อทำตัวซิ่น เรียกว่า ซิ่นมุก นอกจากนี้ยังมีการทอผ้าด้วยเทคนิคยกมุกของกลุ่มวัฒนธรรมภูไท หรือผู้ไทยในภาคอีสานด้วยเช่นกัน        ผ้ายกมุก คือผ้าที่มีลวดลายเอกลักษณ์ที่ได้จากการเพิ่มเส้นด้ายยืนพิเศษด้วยเทคนิคการทอ โดยใช้เส้นด้ายยืน 2 ชุด ชุดแรกใช้เส้นด้ายยืนสีเดียวหรือสีอื่นทอเป็นพื้นลายขัดธรรมดาเป็นชั้นด้ายยืนที่เป็นพื้น ชุดที่สองใช้เส้นด้ายยืนที่เพิ่มจากเส้นด้ายยืนธรรมดาเป็นชั้นด้ายยืนที่เก็บลวดลายมุก เวลาทอจะใช้วิธีการเหยียบไม้ เพื่อสลับด้ายยืนทั้งสองชั้น จะได้ลวดลายออกมาเต็มหน้าผ้า การเกิดลวดลายเกิดจากการใช้ตะกอลายยกด้ายยืนพิเศษ และเส้นยืนพิเศษนี้จะถูกจัดไว้ตอนบนของเส้นยืนธรรมดาที่ขึงไว้ ในการทอผ้ายกมุกเส้นยืนพิเศษถูกดึงลงมาเสริมลงไปในเส้นยืนธรรมดา และเกิดเป็นลวดลายตามแบบที่เก็บตะกอไว้ ลักษณะลวดลายผ้ายกมุกเป็นรูปลายซ้ำยาวติดต่อกันเป็นเส้นริ้วหรือแถวตามทิศทางของเส้นด้ายยืน
48	ผ้ายกเมืองนคร	เป็นผ้าทอพื้นเมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ทอสืบต่อกันมาแต่โบราณ การทอผ้ายกมีกระบวนการทอโดยเพิ่มลวดลายผ้าให้เป็นพิเศษขึ้น มีขั้นตอนและวิธีการทอคล้ายการทอผ้าขิดหรือผ้าจก แต่ต่างกันที่บางครั้งผ้ายกจะทอเป็นลายพิเศษ มีตะกอเขาลอยยกดอกแยกเส้นยืนต่างหาก จะยกครั้งละกี่เส้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบลายทอ การทอจึงต้องใช้ขั้นตอนและวิธีการเก็บลายด้วยไม้เรียวปลายแหลมตามลวดลายที่กำหนดจนครบ คัดยกเส้นยืนขึ้นเป็นจังหวะ มีลวดลายเฉพาะส่วนที่สอดเส้นพุ่งไปสานขัดตามลายที่คัดไว้ การเก็บตะกอเขาลอยยกดอกทำเพื่อผู้ทอจะได้สะดวกไม่ต้องคัดเก็บลายทีละเส้น เป็นความสามารถและเทคนิคเฉพาะตัวของช่างแกะดอกผูกลาย ซึ่งการร้อยตะกอเขาลายนี้ใช้เวลามาก เพราะต้องทำด้วยมือทั้งหมด บางลายเสียเวลาหลายเดือนกว่าจะมัดเขาเสร็จ และเมื่อร้อยตะกอเสร็จแล้ว ถ้าเป็นกี่กระตุกก็จะทอได้รวดเร็วแต่ถ้าเป็นกี่โบราณก็จะทอได้ช้า การทอผ้ายกดอกนี้สามารถตกแต่งลวดลายให้สวยงามและทอออกมาได้หลายสี
49	ผ้าละเบิก	เป็นผ้านุ่งพื้นเมืองของคนไทยเชื้อสายเขมรในจังหวัดสุรินทร์ ลักษณะเป็นผ้ายกดอกลายตารางสี่เหลี่ยม การทอจะยกตะกอครั้งละ 2 ตะกอ คือ ตะกอที่ 1-2 และตะกอที่ 3-4 เพื่อทอเป็นพื้น ส่วนลวดลายเกิดจากการแยกตะกอ 2-3 ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเส้นยืนสีเหลืองและสีขาวอยู่ด้วย เมื่อทอออกมาแล้ว ทำให้เห็นลายเด่นชัดขึ้นสีเส้นยืนที่ใช้จะมี 6 สี แต่เท่าที่ทอกันนิยมย้อมเส้นยืนเป็นสีเป็นสีม่วง สีส้ม สีเขียว สีเหลือง สีแดง และสีขาว สีเส้นพุ่งย้อม 6 สี เช่นเดียวกับเส้นยืนแล้วนำมากรอใส่กระสวย
50	ผ้าลูกแก้ว	เป็นผ้าที่ใช้เทคนิคการเพิ่มตะกอให้มากขึ้นกว่าสองตะกอ เพื่อให้เกิดลวดลายขนมเปียกปูนเป็นวงซ้อนกันตลอดทั้งผืน ลายผ้าที่ได้จะเป็นลายดอกนูนขึ้นมาตลอดทั้งผืน เป็นผ้าทอที่ต้องใช้ความสัมพันธ์ในการเหยียบตะกออย่างชำนาญ นอกจากนี้จะใช้เส้นยืนและเส้นพุ่งย้อมสีเดียวกัน จะแตกต่างจากการทอผ้าพื้น ที่การใช้ตะกอเป็นตัวกำหนดลาย มีจุดกลับโดยยกตะกอย้อนกลับ แล้วเก็บตะกอตามลวดลายที่กำหนดไว้
51	ผ้าสะมอ	ผ้าสะมอ เป็นผ้าของกลุ่มชาวไทยเชื้อสายเขมรในบริเวณอีสานใต้ ได้แก่ บริเวณจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ เป็นผ้าในกลุ่มของผ้าลายอันลูย หรือผ้าลายตาราง ซึ่งใช้ไหมพุ่งและไหมยืนหลายสีแบบเดียวกัน ทอขัดกัน เกิดเป็นตาราง ผ้าดังกล่าวนิยมใช้ในกลุ่มหญิงสูงวัยใช้นุ่งอยู่บ้าน มีลักษณะเป็นตารางสี่เหลี่ยมเล็กๆ ประกอบด้วยสีดำ เหลืองทอง และเขียวขี้ม้า ส่วนมากคนสูงอายุจะนิยมนุ่ง และใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะสีย้อมมีความคงทนต่อการซักล้างได้ดี 
52	ผ้าสาเกต	ผ้าสาเกต มาจากคำว่า “สาเกตนคร” ซึ่งเป็นชื่อเดิมของจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผ้าเอกลักษณ์ของจังหวัดร้อยเอ็ดที่รวมเอาลายมัดหมี่พื้นบ้านห้าลาย ได้แก่ โคมเจ็ด นาคน้อยคองเอี้ย หมากจับ และค้ำเพา ที่มีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ และมิตรภาพ นำมาทอรวมในผืนเดียวกัน คั่นด้วยพื้นสีดอกอินทนิลบก สีชมพูอมม่วง ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด
53	ผ้าหางกระรอก	ผ้าหางกระรอกเป็นผ้าพื้นเรียบที่ใช้เทคนิคการทอพิเศษ ที่นำเส้นพุ่งพิเศษโดยใช้เส้นไหม หรือเส้นฝ้าย 2 เส้น 2 สี มาตีเกลียวควบเข้าด้วยกันให้เป็นเส้นเดียว ที่เรียกว่า เส้นลูกลาย หรือ ไหมลูกลาย หรือ เส้นหางกระรอก ใช้อุปกรณ์ในการตีคือ ไน และ โบก ซึ่งต้องอาศัยทักษะความชำนาญของผู้ตีเกลียวที่จะทำให้ได้เกลียวถี่ หรือเกลียวห่างตามต้องการ ส่วนเส้นไหมที่จะนำมาตีเกลียวนั้นควรเป็นเส้นไหมน้อยที่คัดเป็นพิเศษให้ได้เส้นไหมที่สม่ำเสมอกัน จากนั้นจึงนำไปเป็นเส้นพุ่งทอผ้า และผ้าที่ได้จะมีลักษณะลวดลายเล็กๆ ในตัวมีสีเหลือบมันวาวระยับดูคล้ายเส้นขนของหางกระรอก
54	ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง	เป็นผ้าไหมที่ทอจากกี่พื้นบ้านทอมือ ตำบลบ้านเมืองหลวง อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โดยทอยกลายในตัว ย้อมสีดำด้วยมะเกลือ และอบด้วยสมุนไพร ซึ่งเป็นพืชในท้องถิ่นให้มีกลิ่นหอมติดทนนาน นิยมนำมาตัดเย็บตามแบบเสื้อพื้นเมือง มีการเย็บและปักลายด้วยเส้นไหมสีต่างๆ เรียกว่าการแซว 
55	ผ้าอัมปรม	ผ้าอัมปรมเป็นของกลุ่มชาวไทยบริเวณอีสานใต้ ในแถบจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ผ้าอัมปรมเป็นผ้าลายตารางสี่เหลี่ยม มีการมัดย้อมเส้นไหมทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน เรียกว่า “จองกรา” หมายถึง ผูกหรือมัดให้เป็นจุดประสีขาว เด่นจากพื้นสีแดงในตารางสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ซึ่งจินตนาการจากดวงดาวบนท้องฟ้า ทำให้มีขนาดใหญ่เล็กต่างกันบนผืน
56	ผ้าอันลูยซีม	ผ้าอันลูยซีมเป็นผ้าของกลุ่มชาวไทยเชื้อสายเขมรในบริเวณอีสานใต้ ได้แก่ บริเวณจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ ผ้าอันลูยซีมทอด้วยเส้นไหมยืนสีพื้น แล้วทอคั่นด้วยเส้นไหมหางกระรอก เกิดเป็นลายริ้วหรือลายคั่นขนาดเล็กขวางตามลำตัว บางครั้งก็ทอโดยใช้ไหมพุ่งและไหมยืนหลายสีแบบเดียวกันทอตัดกันเป็นตาราง สีที่นิยมจะขึ้นอยู่กับความชอบของผู้ทอ เช่น สีเหลืองทอง สีเขียว สีแดงและสีขาว บางผืนอาจใช้สีม่วงแทนสีขาว ในการทอผืนหนึ่งๆ ใช้เพียง 4 - 5 สีเท่านั้น ทอสลับกันไป เส้นยืนที่ใช้ทอแบบดั้งเดิมจะใช้สีพื้น เช่น สีเขียวขี้ม้า สีเขียวหัวเป็ด สีแดงเม็ดมะขาม เส้นพุ่งจะใช้การตีเกลียวควบกันสองสี เช่น สีน้ำเงินควบสีขาว สีน้ำเงินควบสีดำ สีเหลืองควบสีแดง เป็นต้น
57	ผ้าโฮล	เป็นผ้าไหมมัดหมี่ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยเชื้อสายเขมรในจังหวัดสุรินทร์ ผ้าโฮลเป็นผ้าไหมมัดหมี่ที่มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น นิยมใช้เส้นไหมน้อยเส้นเล็กละเอียดในการทอ ผ้าจึงมีเนื้อแน่นแต่นุ่มนวล สีที่นิยมใช้ในการทอผ้าโฮลมี 5 สี ได้แก่ ดำ แดงเหลือง น้ำเงิน และเขียว มีการทอทั้งแบบโฮลเปราะห์สำหรับผู้ชาย ซึ่งมีลักษณะผ้าปูม คือ มีการแบ่งลวดลายมัดหมี่บริเวณท้องผ้า เชิงผ้าและริมชายผ้าทั้งสองด้านที่เรียกว่าสังเวียน และโฮลสะไรย์ สำหรับผู้หญิงซึ่งมีการทอเป็นผ้ามัดหมี่โดยการดึงให้เกิดลวดลายอีกแบบหนึ่ง และเพิ่มองค์ประกอบของลวดลายจากการควบเส้นหางกระรอกและคั่นด้วยเส้นริ้วพื้นสีแดง
