<data xmlns:xsi="http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance">
<row _id="1"><ชื่อท้องถิ่น>ก๋ง (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bamboo grass, Tiger grass</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตองกง, ก๋ง, เค้ยหลา, เลาแล้ง,  หญ้ากาบไผ่ใหญ่, หญ้าไม้กวาด, หญ้ายูง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Thysanolaena latifolia (Roxb. ex Hornem.) Honda</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Thysanolaena</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในทุกภาคของประเทศที่มีพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 45 เมตร ขึ้นไป ขึ้นทั่วไปบริเวณเนินเขา พื้นที่ลาดเขา ริมธารน้ำ และริมถนน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ก๋งเป็นพืชกลุ่มหญ้าอายุหลายปี ลำต้นตั้งตรงและแข็งมาก สูง 3-4 เมตร ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปหอก กว้าง 4.7-9.1 ซม. ยาว 41.0-76.7 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ มีกาบใบเรียบหุ้มลำต้น หูใบเป็นแผ่นเยื่อบางๆ สีน้ำตาลอ่อน ช่อดอกแยกแขนงขนาดใหญ่ออกที่ปลายยอด มีขนนุ่มละเอียดปกคลุม ช่อดอกย่อยขนาดเล็ก มีดอกย่อย 2 ดอก ดอกล่างลดรูปเป็นเยื่อบาง ดอกเป็นหมัน ดอกบนเป็นดอกสมบูรณ์เพศ เมล็ดมีขนาดเล็ก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=1171&amp;view=showone&amp;Itemid=132</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชใช้สอย นำช่อดอกที่แก่จัดมาตีแยกเมล็ดออก เพื่อนำมามัดทำไม้กวาด จำหน่ายเป็นรายได้เสริม ราคาอันละ 15 บาท</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด </การขยายพันธุ์></row>
<row _id="2"><ชื่อท้องถิ่น>กระชายดำ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>black ginger</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระชายดำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Kaempferia parviflora Wall. ex Baker</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Kaempferia</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในเขตป่าและภูเขา ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 500 เมตร ขึ้นไป ชอบอากาศหนาวเย็นร่มรำไร ลงหัวได้ดีในดินร่วนปนทราย </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กระชายดำ เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นเป็นหัวใต้ดิน หัวมีลักษณะเป็นข้อสั้น ไม่ยาวเหมือนกระชายธรรมดา เนื้อในเหง้าเป็นสีม่วงหม่นหรือสีดำ ใบเดี่ยวเรียงสลับ ขนาดใหญ่และมีสีเขียวเข้มกว่ากระชายทั่วไป กว้าง 7-15 ซม. ยาว 30-35 ซม. มีกลิ่นหอม กาบใบมีสีแดงจาง และหนาอวบ แทงออกจากหัวใต้ดิน ดอกออกจากยอด ช่อละหนึ่งดอก มีใบประดับช่อดอก ดอกมีสีชมพูอ่อน ริมปากดอกสีขาว เส้าเกสรสีม่วง เกสรสีเหลือง กลีบประดับเชื่อมติดกันมีลักษณะเป็นรูปท่อ มีขน เกสรตัวผู้จะเหมือนกับกลีบดอก อับเรณูอยู่ใกล้ปลายท่อ เกสรตัวเมียมีขนาดยาวเล็ก ยอดเป็นรูปปากแตรเกลี้ยงไม่มีขน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=2717&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้เหง้าดิบเคี้ยวแล้วดื่มน้ำตามหรือตากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนกินแก้ปวด แก้ไข้ บำรุงกำลัง แก้ถ่ายเป็นมูกเลือด และแก้ลงแดงต่างๆ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกเหง้า </การขยายพันธุ์></row>
<row _id="3"><ชื่อท้องถิ่น>กฤษณา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Eagle wood, Agarwood</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กฤษณา </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Aquilaria</Genus><Family>Thymelaeaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>CR 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายทั่วไปในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น ที่เป็นสันดอนน้ำไม่ขัง สามารถขึ้นได้สูงถึง 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ชอบที่ชุ่มชื้น ดินร่วน ปนทราย ระบายน้ำดี บริเวณใกล้แม่น้ำหรือลำธาร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กฤษณาเป็นไม้ยืนต้น สูง 20-30 เมตร ลำต้นตรง เรือนยอดเป็นรูปกรวย เปลือกเรียบสีเทา เนื้อไม้อ่อนสีขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนาน กว้างประมาณ 6 ซม. ยาว 12 ซม. ผิวเป็นมัน ออกดอกเป็นช่อเล็กๆ ที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาวแกมเขียว ผลเมื่อขยายใหญ่ขึ้นค่อนข้างกลมและมีขนประปราย ผิวขรุขระเล็กน้อย ผลมีขนาดกว้าง 2-2.5 ซม. และยาว 2.5-3.5 ซม. ที่โคนผลมีกลีบเลี้ยงติดทน และมีขนาดขยายใหญ่ขึ้น เมล็ดกว้างประมาณ 5 มม. ยาวประมาณ 1 ซม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ส่วนของเนื้อไม้ทำยาหลายประเภท เช่น ยาแก้กินผิด(อาหารเป็นพิษ) ยาหอม มีสรรพคุณบำรุงเลือด บำรุงเส้นประสาท และขับปัสสาวะ หรือฝนน้ำทาแก้งูสวัด  ผลใช้ทำยาขับลมได้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง หรือปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="4"><ชื่อท้องถิ่น>กล้วยตีบคำ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>กล้วยตีบคำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Musa sp. (ABB group)</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Musa</Genus><Family>Musaceae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย แต่เจริญเติบโตได้ดีในที่มีอากาศร้อนชื้น และมีสภาพอากาศคงที่ ชอบดินร่วนซุย มีน้ำและอากาศถ่ายเทได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กล้วยตีบเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูง 3-4 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 15 ซม. กาบด้านนอกเขียวมีประสีน้ำตาล ต้นอ่อนสีชมพู ก้านใบสีชมพู ใบอ่อนด้านล่างสีชมพู ร่องใบเปิด ปลีรูปร่างค่อนข้างป้อมสั้น ด้านนอกสีแดงอมม่วงด้านในสีแดง เครือหนึ่งมีประมาณ 7 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 10 ผล ผลงอเล็กน้อยปลายผลมีจุกใหญ่ ผลมีเหลี่ยม 5 เหลี่ยม เมื่อสุกมีสีเหลืองเหมือนทองคำ กลิ่นหอม รสชาติหวานอร่อย แต่ไม่นิยมปลูกกันเนื่องจากการตกเครือช้ามากกว่า 1 ปี</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  กินผลสุกเป็นผลไม้ ใช้เหง้าผ่าเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาด 3x3 นิ้ว ย่างไฟให้ร้อนห่อด้วยผ้าประคบบริเวณที่ปวดจะหายเป็นปลิดทิ้ง โดยเฉพาะอาการปวดศีรษะข้างเดียว  ใช้ต้นเผาไฟแล้วบีบเอาน้ำผสมน้ำนึ่งข้าวนำมาประคบแก้ปวดแขนปวดขา  ใช้ใบเข้าตำรับยา อยู่ไฟ ออกไฟ  และใช้ปิดฝาหม้อต้มยาแก้ผิดเดือน </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="5"><ชื่อท้องถิ่น>กล้วยส้ม (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>กล้วยส้ม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Musa (ABB group)</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Musa</Genus><Family>Musaceae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปทุกภาค พบมากที่ภาคเหนือและภาคตะวันออก เจริญเติบโตได้ดีในที่มีอากาศร้อนชื้น และมีสภาพอากาศคงที่ ชอบดินร่วนซุย มีน้ำและอากาศถ่ายเทได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กล้วยส้มเป็นพืชล้มลุก ลำต้นสูง 2.5 - 3.5 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 ซม. กาบด้านนอกเขียวมีประดำเล็กน้อย ด้านในสีเขียว ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปขอบขนาน ก้านใบสีเขียว ร่องใบเปิด ปลีรูปร่างป้อมขนาดเล็ก ปลายมน ด้านนอกสีแดงอมม่วงด้านในสีแดงตลอดกาบปลี ก้านเครือสีเขียวมีขน เครือหนึ่งมีประมาณ 7 หวี หวีหนึ่งมี 16 - 18 ผล ผลมีเหลี่ยมคล้ายกล้วยหักมุก เปลือกหนาสีเขียวเข้ม ก้านผลยาว ปลายผลมีจุกใหญ่ เมื่อสุกมีสีเหลืองทอง เนื้อผลมีสีเหลืองอมส้ม รสหวานอมเปรี้ยว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร กินผลสุกเป็นผลไม้ และนึ่งกินเป็นอาหารว่าง  หัวปลีใช้ลวกกินกับน้ำพริก และใช้ปรุงอาหารประเภทต้มหรือแกง  ลำต้นอ่อนส่วนในใช้ทำแกงหยวก  และใช้ใบห่อสิ่งของหรืออาหารประเภทปิ้งย่าง จะช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอม </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="6"><ชื่อท้องถิ่น>กล้วยอ่อง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Banana, Cultivated banana   </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กล้วยน้ำว้า </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Musa × paradisiaca L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Musa </Genus><Family>Musaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไปทุกภาคของประเทศ เจริญเติบโตได้ดีในที่มีอากาศร้อนชื้น และมีสภาพอากาศคงที่ ชอบดินร่วนซุย มีน้ำและอากาศถ่ายเทได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กล้วยอ่องเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูง 2-4.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 ซม. กาบต้นด้านนอกสีเขียวอ่อน มีประดำบ้าง ก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ เส้นกลางใบสีเขียว ก้านช่อดอกไม่มีขน ปลีรูปไข่ค่อนข้างป้อม ปลายป้าน ด้านนอกสีแดงอมม่วงมีนวลหนา ด้านในมีสีแดงเข้ม เครือหนึ่งมีประมาณ 7-10 หวี หวีหนึ่ง มี 10-16 ผล ก้านผลยาว เปลือกหนา สุกมีสีเหลืองเนื้อสีขาว รสหวาน ไส้กลางมีสีเหลือง </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>พืชเกษตร</Author><URL>https://puechkaset.com/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ผลสุกกินเป็นผลไม้ ช่วยให้ถ่ายง่าย ให้หมูหรือวัวกินเร่งน้ำนมและบำรุงกำลัง  ใช้หัวปลีสดหรือลวกกินกับน้ำพริก และใช้ปรุงอาหารประเภทต้มหรือแกง กินประจำช่วยให้หายจากโรคเกี่ยวกับระบบเลือดโดยเฉพาะเลือดจางหรือดีซ่าน  ลำต้นใช้ส่วนในที่อ่อนทำแกงหยวก  ใช้ผลดิบเข้าตำรับยาขางบ่วง  ใบใช้ห่อของหรืออาหารจำพวกปิ้งย่าง ทำให้อาหารมีกลิ่นหอม แก้มะโหก แก้ท้องผูก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="7"><ชื่อท้องถิ่น>ก้อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Mountain Serdang Palm</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ค้อ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Livistona speciosa Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Livistona</Genus><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นบนภูเขา และบริเวณป่าดิบเขาทุกภาคของประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ก้อเป็นไม้ปาล์มต้นเดี่ยว ลำต้นขนาดประมาณ 30 ซม. ต้นสูงได้ถึง 25 เมตร มีกาบใบหุ้มลำต้นซ้อนสับหว่างกันถี่เป็นชั้นๆ มองเห็นได้ชัดเจน ใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ เป็นกระจุกที่ปลายยอด รูปพัด ขอบใบจักเว้าลึกไม่ถึงครึ่งแผ่นใบ ใบเป็นจีบเวียนรอบสวยงาม ใบอ่อนสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกช่อขนาดใหญ่ ออกตามซอกกาบใบ ยาว 1.50 เมตร ผลกลุ่ม ออกตามซอกกาบใบ เป็นพวงขนาดใหญ่ ผลย่อยรูปทรงกลม ผลสดสีเขียว เมื่อแก่สีเขียวคล้ำอมม่วง เนื้อผลสีส้ม เมล็ดเดี่ยว ทรงกลม สีเหลือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=2244&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและพืชใช้สอย  ใช้ผลสุกลวกกินเล่น คลุกกับข้าวเหนียวและเกลือทำข้าวบ่าย (ข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนเก็บไว้กินเป็นของว่าง เป็นที่นิยมของเด็กๆ) หรือใช้หมกกับเกลือทิ้งไว้ให้เข้าเนื้อนำมาทำข้าวบ่ายกิน  ของเหลวส่วนที่แยกชั้นจากการหมักเกลือใช้ทำน้ำมันปรุงอาหารได้ และใบใช้มุงหลังคาห้างตามไร่นา</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="8"><ชื่อท้องถิ่น>ก้องแกบ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>หนามมะเค็ด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Canthium parvifolium Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Canthium</Genus><Family>Rubiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าผสมผลัดใบ ทั่วทุกภาค</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ก้องแกบเป็นไม้ยืนต้น เปลือกต้นและกิ่งสีน้ำตาล แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่กลับ ปลายใบมน โคนใบแหลม หรือ สอบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบมัน เนื้อใบหนา สีเขียวสด มีหนามแหลมเป็นคู่ๆ ตามข้อ ดอกช่อกระจะ ออกที่ซอกใบและปลายยอด ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกสีขาว เกสรเพศผู้จำนวนมาก ผลอ่อนมีหัวจุกสีเขียว จะหลุดร่วงเมื่อโตขึ้น ผลเป็นผลสด รูปทรงกลม ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีเหลือง เนื้อผลนิ่ม เมล็ดขนาดเล็ก สีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ผลสุกกินเล่นเป็นผลไม้ หรือกินแทนข้าวเมื่ออยู่ในป่า แต่ต้องปอกเปลือกก่อนเนื่องจากมีรสขม  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="9"><ชื่อท้องถิ่น>ก้องแกบเครือ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เถามวกเหล็ก, รางแดง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ventilago denticulata Willd.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ventilago</Genus><Family>Rhamnaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้งทั่วไป ชอบสภาพแสงแดดส่องถึงรำไร อากาศค่อนข้างชื้น </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ก้องแกบเครือเป็นไม้เถา แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นสีน้ำตาล ใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้าม รูปไข่กลับหรือรูปหอก ขนาดใบกว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 22-2.5 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบมีขนนุ่มปกคลุม เนื้อใบสาก หลังใบสีอ่อนกว่าท้องใบ มีหนาม 1 คู่ ออกตามซอกใบ ผลเดี่ยว รูปทรงกลม สีเขียว ออกตามซอกใบ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1205</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ใบและต้นลนไฟหรือตากแห้งต้มน้ำดื่มหรือชงดื่มแทนชา เป็นยาแก้อาการแน่นท้อง แน่นหน้าอก ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงกำลัง แก้โรคกระเพาะ และเชื่อว่าสามารถแก้โรคได้ชนิด ใช้ลำต้นหั่นเป็นแว่นตากแห้งเข้าตำรับยาแก้ปวดหลังปวดเอว ปวดเมื่อยตามร่างกาย รักษาริดสีดวงทวาร(มะโหก) และถ่ายเป็นเลือด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="10"><ชื่อท้องถิ่น>กะทกรก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Passion fruit</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กะทกรก, เสาวรส</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Passiflora foetida L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Passiflora</Genus><Family>Passifloraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ตามที่รกร้างต่างๆ บริเวณป่าที่ราบ ชอบเลื้อยพันกิ่งต้นไม้อื่น ๆ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กะทกรกเป็นไม้เถาเนื้ออ่อน มีมือเกาะ ยาว 1.5-5 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ ขอบใบเว้าเป็น 3 พู มีขนทั้งสองด้าน ดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ กลีบดอกด้านในสีขาว ด้านนอกสีเขียวอ่อน มีรยางค์เป็นริ้วสีม่วง ปลายสีขาว กลีบเลี้ยงสีเขียว เป็นฝอย 3 กลีบ ผลสด รูปเกือบกลม มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ผลดิบสีเขียว เมื่อสุกสีเหลืองแกมส้ม เมล็ดจำนวนมากสีดำ มีเยื่อเมือกหุ้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2311</URL><การใช้ประโยชน์>ชาวบ้านใช้ยอดอ่อนลวกกินกับน้ำพริก  และเด็กๆ ในหมู่บ้านชอบกินเนื้อผลที่สุกเป็นผลไม้ ให้รสชาติหวานอร่อย </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="11"><ชื่อท้องถิ่น>กอมก้อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>American basil, hoary basil</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>แมงลัก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ocimum americanum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ocimum</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ชอบที่ราบโล่งแจ้ง ปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ควรปลูกช่วงต้นฤดูฝน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กอมก้อเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตรง โคนต้นแข็ง สูงประมาณ 40-65 ซม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมสีขาวและสีม่วง ใบสีเขียวอ่อน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามแบบตั้งฉาก รูปไข่ ปลายใบแหลมหรือเรียวยาว โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบมีขนนุ่มปกคลุม ออกดอกเป็นช่อฉัตรที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาว เมล็ดรูปรีขนาดเล็กสีดำ เมื่อละลายน้ำจะพองตัว เป็นพืชที่มีขนนุ่มปกคลุมทั้งต้น และมีกลิ่นหอมฉุน  
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ กอมก้อส้มสีแหล้ ลำต้นสีม่วง และกอมก้อแคสีขาว ลำต้นสีขาว รสชาติเฝื่อนและมีกลิ่นฉุนกว่า  มีกลิ่นเฉพาะที่แตกต่างกัน ชาวบ้านนิยมรับประทานทั้ง 2 ชนิด
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/162</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบเป็นเครื่องเทศ นิยมใช้กอมก้อส้มใส่ในแกงส้ม ใช้กอมก้อแคใส่แกงแค แกงหน่อไม้ และใช้กอมก้อส้มต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ปวดท้อง แก้ธาตุพิการ และช่วยขับเสมหะ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด หรือปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="12"><ชื่อท้องถิ่น>กะเพรา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Holy basil, Sacred basil, Thai basil</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กะเพรา, กะเพราขน </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ocimum tenuiflorum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ocimum</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายทั่วไป ชอบแดดจัด ดินร่วน ไม่ชอบน้ำขังและไม่ต้องการน้ำมาก การเด็ดดอกทิ้งช่วยรักษาต้นกะเพราให้มีอายุยาวนานขึ้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กะเพราเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นและใบมีขนและมีกลิ่นหอม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ ตั้งฉากกัน ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบหยักห่าง ผิวใบเรียบ ช่อดอกตั้งขึ้นเป็นชั้นๆ รูปฉัตร ดอกย่อยสีชมพูแกมม่วง กลีบเลี้ยงรูประฆัง ปลายแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนบนมีกลีบเดียวกลม ส่วนล่างมี 4 แฉก กลีบดอกด้านบนมี 4 กลีบ ด้านล่างมี 1 กลีบ ปลายกลีบม้วนพับลง ผลแห้ง เมล็ดสีดำอยู่ภายในหุ้มด้วยกลีบเลี้ยง  
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ กระเพราสีแหล้ (สีม่วงแดง) และกระเพราสีขาว (สีเขียว) 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=2196&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบและยอดสดเป็นเครื่องเทศ ใส่ในอาหารประเภทผัดหรือแกงต่างๆ  และใช้ต้มน้ำดื่มแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้องในเด็ก และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนเหตุจากธาตุไม่ปกติได้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด หรือปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="13"><ชื่อท้องถิ่น>อินทนิลน้ำ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Queen's flower, Jarul, Pride of India, Pyinma, Queen's crape myrtle</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>อินทนิลน้ำ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Lagerstroemia speciosa (L.) Pers.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Lagerstroemia</Genus><Family>Lythraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบบริเวณที่ราบลุ่มและที่ชื้นริมฝั่งแม่น้ำ ลำธารทั่วไป บริเวณ ในป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดงดิบทั่วไป แต่พบมากในป่าดงดิบภาคใต้ ชอบความชื้นปานกลางถึงสูง มีแสงแดดเต็มวัน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีหรือรูปวงรีแกม ขอบขนาน กว้าง 6-12 ซม. ยาว 12-24 ซม. ช่อดอกจะออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดใหญ่ กลีบดอกสีชมพู สีม่วงแกมชมพู หรือสีม่วง กลีบเลี้ยงมีขนสีน้ำตาล มีสัน 10-14 สัน ส่วนบนของดอกตูมมีตุ่มกลมเล็กอยู่ตรงกลาง กลีบเลี้ยง 6 กลีบ กลีบดอก 6 กลีบ ผลแห้งแตก รูปกลมรี ผิวเรียบและเเข็ง ไม่มีขน เมื่อแก่เเตกเป็น 6 ส่วน เมล็ดมีปีกบาง </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  นำใบอ่อนมาลวกน้ำร้อนแล้วหั่น ตากในที่ร่มหรือคั่วไฟอ่อนๆ จนใบกรอบ ใช้ชงน้ำดื่มแทนชา รักษาโรคเบาหวาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="14"><ชื่อท้องถิ่น>ก้างปลา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bushweed, Cool pot, Indian snow berry, Thermacole plant, White honey shrub</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ก้างปลาแดง, ว่านธรณีสาร</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Phyllanthus pulcher Wall. ex Müll.Arg.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Phyllanthus</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพรรณไม้ที่พบส่วนใหญ่ในบริเวณวัดและบ้าน ใช้ใบประพรมน้ำมนต์ธรณีสาร เป็นการมงคล เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนหรือดินปนทราย ระบายน้ำดี ชอบแสงแดดปานกลาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ก้างปลาเป็นไม้พุ่ม กึ่งไม้ต้นขนาดเล็ก ลำต้นตรง สูงไม่เกิน 1.5 เมตร กิ่ง ก้านอ่อนมีสีแดง ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปไข่กลับ กว้าง 0.8-1.5 ซม. ยาว 1.5-2.5 ซม. ปลายใบมน โคนใบแหลม ขอบใบเรียบสีน้ำตาล ผิวใบเรียบ ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้ออกเป็นกระจุกใกล้โคนกิ่ง ดอกตัวเมียมักออกที่ปลายกิ่งสีเขียวอ่อน ผลแห้งแตกได้ ค่อนข้างกลม 
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ก้างปลาต้น และก้างปลาเครือ 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากและต้น ต้มน้ำดื่มร่วมกับ เหง้าปูเลย เป็นยาแก้นิ่ว แก้โรคตานขโมย แก้โรคโลหิตจาง  และใช้ยอดกินสดหรือต้มน้ำดื่ม เป็นยาแก้ไข้ และแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="15"><ชื่อท้องถิ่น>กาสะลอง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cork tree, Indian cork tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ปีบ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Millingtonia hortensis L.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Millingtonia</Genus><Family>Bignoniaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณ ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีความชื้นปานกลางถึงสูง ได้รับแสงแดดเต็มวัน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กาสะลองเป็นไม้ยืนต้นสูง 15-25 เมตร ใบประกอบแบบขนนก 2-3 ชั้นเรียงตรงข้าม ใบย่อยรูปไข่แกมใบหอกกว้าง 1.5-2.5 ซม. ยาว 3-5 ซม. ช่อดอกขนาดใหญ่ ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว เป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก กลิ่นหอม ผลเป็นฝักแบน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/290</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ยอดอ่อนกินเป็นผักสดกับน้ำพริก  รากต้มน้ำดื่ม เป็นยาแก้โรคเกาต์ บรรเทาอาการปวดเข่า  ดอกแช่น้ำเย็นดื่ม เป็นยาแก้อาการหัวใจเต้นแรง และหั่นตากแห้งผสมใบยาสูบใช้มวนบุหรี่สูบช่วยเพิ่มกลิ่นหอม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="16"><ชื่อท้องถิ่น>กำลังช้างสาร</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Easter Lily Vine</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กำลังช้างสาร, เครือง้วนเห็น, ศาลาน่อง, เถาจักรลาช, ไส้ตันใหญ่, หิรัญญิการ์</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Beaumontia murtonii Craib</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Beaumontia</Genus><Family>Apocynaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามชายป่าดิบและไหล่เขาทั่วประเทศ พบมากที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ชอบดินร่วนปนทราย อากาศชื้นปานกลาง   ที่มีแสงแดดส่องถึงปานกลาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กำลังช้างสารเป็นไม้ล้มลุก สูง 30-50 ซม. ลำต้นเป็นเหลี่ยม ใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามแบบตั้งฉาก ขนาดใบกว้าง 3-4 ซม. ยาว 3-5 ซม. ใบรูปไข่ ขอบใบเรียบ ปลายใบเรียวยาว โคนใบมน ผิวใบสาก หลังใบสีอ่อน ทั้งต้นมีขนสากปกคลุม ช่อดอกออกที่ยอดและซอกใบ มีขนปกคลุมหนาแน่น ดอกสีชมพูหรือชมพูอมม่วง โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 2 กลีบ ปลายกลีบบนเป็นหยักเล็ก 3 หยัก ช่วงที่บานจะตลบไปด้านหลัง กลีบล่างรูปคล้ายลำเรือ ลักษณะดอกคล้ายนกกำลังบิน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นยาสมุนไพร  ต้นสดหรือแห้ง ต้มน้ำหรือดองเหล้าดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเลือดภาวะโลหิตจาง ร่างกายไม่มีแรง ใช้ผสมสมุนไพรดองเหล้าอื่นๆ และเข้าตำรับยาแก้โรคเก๊า</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="17"><ชื่อท้องถิ่น>กำลังเสือโคร่ง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Himalayan birch</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กำลังเสือโคร่ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Betula alnoides Buch.-Ham. ex D.Don</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Betula</Genus><Family>Betulaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2014</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>เป็นไม้เขตอบอุ่น พบทั่วไปตามป่าดิบเขาในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 300-1,800 เมตร เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแทบทุกชนิด ทนแล้งได้ดี ชอบความชื้นน้อย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กำลังเสือโคร่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูง 20-35 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเทามีกลิ่นหอมคล้ายการบูร ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ รูปหอก หรือรูปไข่แกมหอก ขนาดใบกว้าง 1.5-6.5 ซม. ยาว 6.5-13.5 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนและแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อยสองชั้นหรือสามชั้น ผิวใบเรียบ ช่อดอกเชิงลด ออกเป็นพวงโน้มลงตามซอกใบ 2-5 ช่อ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์ ผลแบนเล็กมีปีกบางโปร่งแสง 2 ข้าง  </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=789</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้เปลือกต้นตากแห้งผสมในตำรับยาบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย แก้มะโหก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="18"><ชื่อท้องถิ่น>กีบม้าลม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sweetheart hoya</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ด้าง, ต้าง, เทียนขโมย, เครือหนอนตาย, หัวใจทศกัณฐ์</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Hoya kerrii Craib</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Hoya</Genus><Family>Apocynaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไปในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้งของประเทศไทย  ที่ต่ำจนถึงสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร  ชอบขึ้นอิงอาศัยบนไม้ยืนต้นที่ค่อนข้างร่ม </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กีบม้าลมเป็นไม้เถา ลำต้นกลมสีขาวปนเทา เปลือกอวบน้ำ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามแบบตั้งฉาก รูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ผิวใบหนาและอวบน้ำ ช่อดอกแบบซี่ร่มออกตามซอกใบ มี 10-20 ดอกต่อช่อ ดอกมีขนาดประมาณ 0.8 ซม. กลีบดอกสีชมพูอมเขียว มีขนเป็นกำมะหยี่ เมื่อบานกลีบดอกจะพลิกกลับไปด้านหลัง มีมงกุฎสีชมพูถึงสีม่วงเข้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ชาวบ้านใช้ใบตากแห้งแช่น้ำให้หญิงมีครรภ์อาบ เชื่อว่าช่วยให้คลอดลูกง่าย  ใช้เผาแล้วตำใส่แผลอักเสบเรื้อรังในวัวควายช่วยให้หายเร็ว  และใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาบำรุงกำลัง ยาแก้โรคโลหิตจางหรือลมหายใจฝืดตัน </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำต้นและใบ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="19"><ชื่อท้องถิ่น>เกล็ดปลาน้อย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ก้างปลาเครือ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Phyllanthus reticulatus Poir.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Phyllanthus</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป ชอบดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี มีแสงแดดปานกลาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เกล็ดปลาน้อยเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม ยอดอ่อนสีน้ำตาล ใบเดี่ยว รูปไข่และรี ขนาดใบกว้าง 2-3 ซม. ยาว 3-4 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบและมันเล็กน้อย หลังใบสีอ่อนกว่าท้องใบ ก้านใบสั้น 0.1-0.2 ซม. โคนก้านใบมีหูใบ 3 อัน ดอกเดี่ยวสีเหลืองอ่อนขนาดเล็ก ออกตามซอกใบ ผลเดี่ยวสด ทรงกลม สีแดง เมื่อสุกสีม่วงเข้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนใส่แกงคั่ว แกงแค  ผลสุกกินเล่นเป็นผลไม้  ใบต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="20"><ชื่อท้องถิ่น>เก๊าข่อย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Siamese rough bush, Tooth brush tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ข่อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Streblus asper  Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Streblus</Genus><Family>Moraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปบริเวณพื้นราบในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง  ชอบดินร่วนปนทราย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เก้าข่อยเป็นไม้ยืนต้น มีน้ำยางขาว สูง 5-15 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมขอบขนาน รูปวงรี หรือรูปไข่กลับ กว้าง 2-4 ซม. ยาว 4-8 ซม. ผิวใบสาก    ช่อดอกออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่คนละต้น ช่อดอกตัวผู้เป็นช่อกลม ช่อดอกตัวเมียออกเป็นกระจุกมี 2-4 ดอกย่อย กลีบดอกสีเหลือง ผลสด รูปไข่ เมื่อสุกมีสีเหลือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=135</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้ใบ ก้านใบ ลำต้น และเปลือกต้น แช่น้ำเกลืออมแก้ปวดฟัน บรรเทาอาการเหงือกบวม ดับกลิ่นปาก  ใช้รากและลำต้นเข้าตำรับยาแก้โรคกระเพาะ แก้โรคนิ่ว  ใช้ยางพันปลายไม้แหย่เข้าหูเพื่อจับเห็บให้ติดออกมา</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง หรือตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="21"><ชื่อท้องถิ่น>เก๊าค้ำ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Chinyok, Takhram, Garuga</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตะคร้ำ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Garuga pinnata Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Garuga</Genus><Family>Burseraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในป่าดิบแล้ง ที่ค่อนข้างราบใกล้ลำห้วย และในป่าเบญจพรรณชื้น ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 50-800 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เก๊าค้ำเป็นไม้ผลัดใบขนาดกลางสูง 10-20 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลปนเทา แตกเป็นสะเก็ดละเอียด ตามกิ่งมีขนอ่อนนุ่ม ใบประกอบขนนก ออกที่ส่วนปลายของกิ่ง ใบย่อยรูปรี ปลายใบแหลม ช่อดอกออกตามส่วนยอดของต้น ดอกย่อย รูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกสีเหลือง ผลกลม เนื้อนิ่ม เมล็ดสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่จัดเป็นสีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้เปลือกต้นขูดใส่ลาบ จะช่วยให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น และป้องกันอาการท้องร่วง  ใช้เปลือกต้นเข้าตำรับยาแก้ปวดท้อง แก้ไข้ และแก้ท้องเสีย  และใช้ใบและก้านผสมในฮ่อมหรือครามสำหรับทำสีย้อมผ้า ช่วยให้สีที่ได้สม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="22"><ชื่อท้องถิ่น>แค</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Agasta, Sesban, Vegetable humming bird, Corl Wood Tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>แค, แคบ้าน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Sesbania grandiflora (L.) Pers.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Sesbania</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นเป็นกลุ่มในป่าละเมาะทั่วไป สามารถปลูกได้ทุกที่ ชอบทั้งดินเหนียวและดินปนทราย  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>แคเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 3-5 เมตร โตเร็วมีกิ่งก้านสาขามาก เปลือกเป็นสีน้ำตาล มีรอยขรุขระหนา เปลือกในมีสีชมพูรสฝาด ใบประกอบแบบขนนกออกเรียงสลับ ก้านใบสีเหลือง ใบย่อยรูปขอบขนาน ปลายและโคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ ช่อดอกออกตามซอกใบ กลีบดอกสีขาวหรือสีแดงคล้ายดอกถั่ว กลีบเลี้ยงเป็นรูประฆังหรือถ้วย ผลเป็นฝักแบนยาว เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดเรียงตรงกลางแถวเดียว 
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ แคดอกสีขาว และแคดอกสีออน(สีแดง)
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี</Author><URL>http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_09.htm</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนและดอกลวกหรือนึ่งกินกับน้ำพริก  ใช้เปลือกต้นต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดฟัน  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาลมคุมธาตุ บำรุงโลหิต ขับเสมหะ แก้ปวดฟัน แก้เหงือกบวม แก้ท้องเสีย  ดอกต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้หวัด  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="23"><ชื่อท้องถิ่น>ปู่เจ้า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ขี้อ้าย, หานกราย, กำจาย, กำจำ, คำเจ้า, ปู่เจ้าหามก๋าย, พระเจ้าหอมก๋าย, พระเจ้าหามก๋าย, สลิง, หามก๋าย, ตานแดง, ประดู่ขาว, มะขามกราย, หนามกราย, หามกราย, สังคำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Terminalia nigrovenulosa Pierre</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Terminalia</Genus><Family>Combretaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าคืนสภาพทั่วไป ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เก๊าปู่เจ้าเป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูงถึง 30 เมตร ลำต้นตรง เปลือกต้นสีน้ำตาลคล้ำ แตกเป็นร่องตามยาว เปลือกในสีแดงอมเหลืองส้ม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปรีหรือไข่กลับ ขอบขนาน ใบอ่อนมีขนนุ่มสีน้ำตาล ปกคลุมทั้งสองด้าน ช่อดอกแบบเชิงลด ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็ก สีขาวอมเหลือง ผลแห้งรูปรี มีปีก 4 ปีก เป็นครีบบางๆ ตามความยาวของผล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้เปลือกต้นอมแก้ปวดฟัน แก้เหงือกบวม แก้รำมะนาด  และใช้ย้อมผ้าฝ้าย ให้สีดำ สีแดง สีน้ำตาล และสีเหลืองสด(เมื่อผสมสารส้ม)</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และชำราก</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="24"><ชื่อท้องถิ่น>บัวฮาขาว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cape lily, Crinum lily, Giant Lily</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>พลับพลึงดอกขาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Crinum asiaticum  L. </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Crinum </Genus><Family>Amaryllidaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกประดับทั่วไป  ขึ้นได้ดีในดินทั่วไป ชอบขึ้นในพื้นที่ชื้น ไม่ต้องการการบำรุงมาก เป็นพืชที่ทนทาน สามารถทนน้ำขังหรือบริเวณที่แห้งแล้งในบางช่วงได้ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บัวฮาขาวเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 1 เมตร มีหัวใต้ดิน ส่วนเหนือดินประกอบด้วยกาบใบสีขาวหุ้มซ้อนกันเป็นชั้น ใบเดี่ยว เรียงซ้อนสลับเป็นวง กว้าง 7-15 ซม. ยาวประมาณ 1 เมตร หนาอวบน้ำ ดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ แทงออกมาจากกลุ่มใบตอนปลาย มีดอกย่อยเป็นกระจุก 12-40 ดอก กลีบสีขาวและสีขาวแกมชมพู ผลเป็นผลสด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B6%E0%B8%87/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้ใบย่างไฟแล้วนำมาประคบแก้ฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก ดูดพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ถอนพิษไข้ บำรุงหัวใจ และชูกำลัง  และใช้ต้นเป็นยาแก้ไข้ วิงเวียนศีรษะ ใช้กาบใบอ่อนทำดอกไม้ประดับตกแต่งในงานพิธีต่างๆ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="25"><ชื่อท้องถิ่น>เก๊าช้างสาร</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ส้มชื่น, ประยงค์เกลื่อน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Glycosmis parva Craib</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Glycosmis</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าดงดิบและป่าโปร่งทั่วไปทุกภาคของประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เก๊าส้มชื่นเป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูง 3-6 เมตร เปลือกต้นสีเทาตกกระเป็นดวงขาว ใบประกอบ ออกเรียงสลับ รูปหอกและขอบขนาน กว้าง 3-5 ซม. ยาว   9-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลม ขอบใบมีคลื่นเล็กน้อย ผิวใบเรียบ สีเขียวเข้ม ดอกเป็นช่อกระจะขนาดใหญ่ ช่อเล็กออกเป็นกระจุก ดอกย่อยจำนวน  3-4 ดอก กลีบดอกสีขาว ผลกลุ่มรูปทรงกลม เป็นผลสด โตเท่าผลมะแว้งต้น เมื่อสุกมีสีชมพู มีเมล็ดกลมสีดำ 1 เมล็ด เมล็ดกลมสีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้ใบสดแช่น้ำล้างหน้าเด็กช่วยให้สดชื่น ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้ปวดเมื่อยเจ็บเอว ใช้ต้นและใบเข้าตำรับยารักษาโรคเก๊า และชาวบ้านเชื่อว่านำต้นไปปักเหนือน้ำที่ไหลเข้านาจะทำให้ข้าวสดชื่นขึ้นมา</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="26"><ชื่อท้องถิ่น>เกี๋ยงพายาว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>lance-leaved blumea </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เขียงผ่าช้าง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Blumea lanceolaria (Roxb.) Druce</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Blumea</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ บริเวณหุบเขาหรือริมลำธาร ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,500 เมตร  ชอบที่ชื้นใต้ร่มเงา </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เกี๋ยงพาเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นและเส้นกลางใบสีม่วงเข้มถึงดำ มีขนละเอียดตามยอดอ่อนและช่อดอก ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับ รูปหอกกลับ ปลายใบเรียวแหลม  ขอบใบหยักฟันเลื่อย  ช่อดอกแยกแขนงออกตามยอดหรือปลายกิ่ง   สีขาวอมเหลือง  ผลสีน้ำตาลอ่อน ทรงกระบอกโค้งเล็กน้อย มีขนละเอียด เมล็ดมีขนช่วยในการกระจายพันธุ์</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบสดกินแกล้มกับลาบให้กลิ่นหอม และช่วยแก้ปวดศีรษะ  ใช้ใบตัดหัวท้ายแช่น้ำร่วมกับข้าวสาร 7 เมล็ด ดื่มเป็นยาแก้วิงเวียนศีรษะ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="27"><ชื่อท้องถิ่น>เกี๋ยงพาลาบ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Fortune Bogorchid, Fortune’s Eupatorium</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สันพร้าหอม, หญ้าเสือมอบ, เกี๋ยงพาใย, ผักเพี้ยฟาน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Eupatorium fortunei Turcz.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Eupatorium</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นตามหุบเขาหรือริมลำธาร ชอบดินร่วนและชุ่มชื้น มีแสงแดดส่องปานกลาง ขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่พบปลูกมากในภาคเหนือและภาคอีสาน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เกี๊ยงพาลาบ หรือผักเกี๊ยงพาเป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน ลำต้นเป็นเปลาะเลื้อยแผ่ไปตามดิน ก้านใบและกิ่งก้านสีแดงเข้ม เป็นเหลี่ยมร่อง กิ่งแยกออกจากโคนต้น ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามเป็นคู่ๆ ตั้งฉากกัน รูปขอบขนานหรือหอก ขนาดของใบกว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 7-11 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ผิวใบเกลี้ยง ใบมีกลิ่นหอม ดอกช่อกระจุกออกปลายยอด ก้านช่อดอกจะมีขนปกคลุมหนาแน่น ดอกย่อยขนาดเล็กมีสีแดงหรือสีขาว ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ผลแห้ง รูปขอบขนานแคบ สีดำ มี 5 สัน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ชาวบ้านใช้ใบอ่อนรับประทานเป็นผักแกลบลาบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำยอด หรือแยกต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="28"><ชื่อท้องถิ่น>เกาลัดเมือง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>China chestnut</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เกาลัด เกาลัดไทย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Sterculia monosperma Vent.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Sterculia</Genus><Family>Malvaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นไม้เขตร้อน มีผู้นำเข้ามาปลูกจากประเทศจีน ประเทศไทยพบในภาคเหนือและภาคกลาง แต่พบมากในจังหวัดน่าน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เกาลัดเมืองเป็นไม้ต้น สูง 4-30 เมตร เปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กตามยาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ มักกระจุกที่ปลายกิ่ง รูปรีหรือรูปขอบขนาน กว้าง 5-15 ซม. ยาว 10-30 ซม.โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบหนา มัน และเรียบหรือย่นเล็กน้อย ก้านใบยาว 2-10 ซม. ช่อดอกแยกแขนง ออกแขนงจำนวนมาก ตามปลายกิ่ง ยาวได้ถึง 35 ซม. ดอกย่อยเล็ก สีชมพูอมเขียว กลีบเลี้ยงโคนติดกัน ปลายผายออกเป็นรูปกรวย แยกเป็น 5 แฉก แต่ละแฉกโค้งงุ้มและติดกันบริเวณปลายกลีบ ไม่มีกลีบดอก ผลแห้งแล้วแตก รูปกระสวย เปลือกผลหนา เมื่อแก่จะปริแยกออกจากกัน เมล็ดเกลี้ยง สีน้ำตาลแกมแดง เนื้อในสีขาว กินได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ชาวบ้านนำเมล็ดมาต้มกินเนื้อในเป็นอาหารว่าง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="29"><ชื่อท้องถิ่น>เก๊าหุ่ง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Physic nut, Barbados nut</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สบู่ดำ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Jatropha curcas L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Jatropha</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2020</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบขึ้นได้ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ชอบอากาศแห้ง กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เก๊าหุ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม สูง 1.5-3 เมตร ลำต้นเกลี้ยงอ้วน ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางใส หักใบออกมียางออกเป็นฟอง ใบเดี่ยวเรียงสลับ ลักษณะหนาโตมีหยักเว้า 3 หรือ 5 แฉก รูปไข่กว้าง โคนใบมนเว้า หลังใบและท้องใบเรียบ ดอกเล็กออกเป็นช่อแบนใหญ่ตามซอกใบ ดอกย่อยสีเขียวแกมเหลือง กลีบดอก 5 กลีบ ส่วนโคนเชื่อมติดกัน ตรงโคนกลีบดอกด้านในมีขนยาวสีขาว มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ลูกเป็นพวง ลูกหนึ่งมีสามพู เปลือกลูกและเมล็ดมีสีดำ เนื้อในขาวบีบน้ำมันออก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ชาวบ้านใช้น้ำยางทาสมานแผลสดต่างๆ เช่น แผลมีดบาด แผลปากเปื่อย </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด หรือปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="30"><ชื่อท้องถิ่น>โกดเกาหลี</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>จินเจี๊ยะเหมาเยี่ย จักรนารายณ์ แปะตำปึง ผักพันปี</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Gynura divaricata (L.) DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Gynura </Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทั้งกลางแจ้งและที่มีร่มเงา ชอบดินร่วนชื้น ชอบน้ำ และแสงแดดพอประมาณ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>แป๊ะตำปึงเป็นพืชล้มลุก ลำต้นเลื้อยทอดตามพื้นดิน อวบน้ำทั้งต้น และมียางใส สูง 0.5-0.8 เมตร กิ่งก้านสาขามาก ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหอก ขอบใบจักห่าง ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลมหรือสอบแคบ ผิวใบหนามัน เนื้อใบขรุขระ ดอกช่อแยกแขนง ช่อยาว ชูตั้งขึ้น ออกตามซอกใบและปลายยอด ช่อย่อยกระจุกแน่น ใบประดับสีเขียวรูปทรงกระบอกหุ้ม กลีบดอกย่อยขนาดเล็ก สีเหลือง ก้านชูเกสรเพศเมียยาว แยกเป็น 2 แฉก มีลักษณะเป็นฝอยชูทั่วช่อดอกกระจุก ผลแห้ง เมล็ดล่อน </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%93%E0%B9%8C/</URL><การใช้ประโยชน์>ชาวบ้านนำใบสดมากินกับน้ำพริก  และใช้ใบสดหรือแห้งและต้นสด  ต้มน้ำดื่มหรือดองเหล้าเป็นยาบำรุงกำลัง </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="31"><ชื่อท้องถิ่น>ขมิ้นม่วง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>pink and blue ginger</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ว่านมหาเมฆ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Curcuma aeruginosa Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Curcuma</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบได้ตามทุ่งหญ้าและป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของประเทศ ชอบดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขมิ้นม่วงเป็นพืชตระกูลเดียวกับขิง-ข่า เหง้าอยู่ใต้ดิน ใบรูปหอก เส้นกลางใบสีแดง ใบจะโผล่ขึ้นมาในช่วงฤดูฝนหลังจากที่ดอกเริ่มเหี่ยวเฉา และใบจะเริ่มเหี่ยวเฉาช่วงต้นฤดูหนาว ช่อดอกออกจากใจกลางต้น ถ้าต้นอายุมากเหง้าจะมีขนาดใหญ่ช่อดอกก็จะใหญ่ตามไปด้วย ดอกมีใบประดับรูปกรวยเรียงซ้อนกัน ปลายช่อดอกมีสีชมพูถึงแดงเข้ม โคนช่อดอกมีสีเขียวอ่อนถึงเขียว อีกทั้งยังมีดอกเป็นหลอดรูปกรวยขนาดเล็กสีเหลืองบริเวณใบประดับโคนช่อดอก เนื้อในหัวเป็นสีม่วงแก่แกมสีฟ้า  ถ้าทิ้งไว้หลายปี จะกลายจากสีม่วงเป็นสีเหลือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=282&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร ใช้เหง้าหั่นเป็นแว่นสดหรือตากแห้งต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคกระเพาะ แก้ท้องร่วง แก้หืดหอบหายใจไม่ปกติ แก้ไข้        แก้อาเจียน  หรือหั่นดองเหล้าดื่มเป็นยารักษาอาการจุกเสียดแน่นท้อง และรักษาอาการท้องร่วงได้ดี  ให้สตรีหลังคลอดบุตรดื่มเป็นยารัดมดลูก รักษาอาการปวดและอักเสบมดลูก และเข้าตำรับยาบำรุงกำลัง ขับลม บำรุงร่างกาย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="32"><ชื่อท้องถิ่น>ขะยอม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Shorea, White meranti  </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>พะยอม </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Shorea roxburghii G.Don</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Shorea</Genus><Family>Dipterocarpaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>VU 2017</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทั่วทุกภาคของประเทศ ในป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 60–1000 เมตร </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขะยอมเป็นไม้ต้นสูง 15-30 เมตร เปลือกสีเทาเข้มแตกเป็นร่อง ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานกว้าง 3.5-6.5 ซม. ยาว 8-15 ซม. ปลายใบมนหรือเป็นติ่งสั้นๆ โคนใบมน ขอบใบเป็นคลื่นผิวเรียบมัน ช่อดอกสีขาวนวลถึงเหลืองอ่อนออกตามซอกใบและปลายกิ่ง มีกลิ่นหอมแรง ผลรูปรีกว้างประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 2 ซม.  กลีบเลี้ยงเจริญไปเป็นปีกยาว 3 ปีกสั้น 2 ปีกคล้ายผลยาง </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย ใช้ดอกอ่อนปรุงอาหารประเภทต้ม และตำใส่ยำใส่งาหรือปลาแห้ง  ดอกบานเด็ดแช่น้ำดื่มเป็นยาบำรุงหัวใจ  ไม้ใช้สร้างบ้าน  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="33"><ชื่อท้องถิ่น>ข่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Galangal, Greater Galangal, Chinese Ginger</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ข่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Alpinia galanga (L.) Willd.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Alpinia</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป ขึ้นได้ดีในที่ดอน ชอบดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ ชุ่มชื้น แต่ไม่ชอบน้ำขัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ข่าเป็นไม้ล้มลุกสูง 1.5-2 เมตร เหง้ามีข้อปล้องชัดเจน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอก วงรี หรือเกือบขอบขนาน กว้าง 7-9 ซม. ยาว 20-40 ซม. ช่อดอกออกที่ยอด ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายแยกเป็น 3 กลีบ กลีบใหญ่ที่สุด มีริ้วสีแดง ใบประดับรูปไข่ ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ รูปกลม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1413</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้เหง้าแก่หั่นเป็นแว่นปรุงอาหารประเภทต้มยำ ต้มส้ม  ใช้ตำผสมกับพริกแกงทำน้ำพริกข่า ใช้หน่ออ่อนลวกเป็นผักกินกับน้ำพริก  ใช้เหง้าแก่ขนาดเท่าหัวแม่มือทุบต้มน้ำดื่มแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ปวดท้อง  ใช้ฝนผสมเหล้าขาว น้ำส้มสายชู หรือตำแช่แอลกอฮอล์ ทารักษากากเกลื้อนตามผิวหนัง  หรือหั่นเป็นแว่นตากแห้งต้มน้ำดื่ม แก้ปวดท้อง จุกเสียดแน่นท้อง ขับลมในกระเพาะ  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="34"><ชื่อท้องถิ่น>ข่าคม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>shell ginger</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ข่าคม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Alpinia zerumbet (Pers.) B.L.Burtt &amp; R.M.Sm.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Alpinia</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าดิบชื้นบริเวณริมลำธาร หรือที่ชื้นแฉะ ทั่วทุกภาคของประเทศ ชอบอากาศค่อนข้างร้อน มีความชุ่มชื้นในเวลากลางคืน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ข่าคมเป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน ต้นเกิดจากกาบใบอัดกันแน่น สูง 1.5-2 เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ กว้าง 4-8 ซม. ยาว 10-50 ซม. โคนใบสอบ ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้น ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบมัน ช่อดอกสีขาวทรงกระบอก ออกตั้งตรงที่ปลายยอดคล้ายดอกกล้วยไม้ ช่อดอกยาว 20-30 ซม. ดอกย่อยสีขาว โคนติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ ปลายแยกเป็น 3 กลีบ กลีบใหญ่ที่สุดมีริ้วสีแดง ผลอ่อนสีเขียวมีขนนุ่มปกคลุม เมื่อแก่ให้สีแดงหรือส้ม มีเมล็ดอยู่ภายใน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ช่อดอกอ่อนใส่แกงหน่อไม้ หรือนำไปเผา ลวก หรือต้ม กินกับน้ำพริกหรือลาบ  ใช้เหง้าฝานเข้าตำรับยาแก้เจ็บท้อง แน่นท้อง จุกเสียด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า หรือเพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="35"><ชื่อท้องถิ่น>ขางจ้ำไพร</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ระงับพิษ จ้าสีเสียด ผักหวานด่าง ปริก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Breynia glauca Craib</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Breynia</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าเต็งรัง บริเวณที่อากาศร้อนชื้นและโล่งแจ้ง ทั่วทุกภาคของประเทศ  ชอบดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขางจ้ำไพรเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบมัน หลังใบสีอ่อน มีหูใบ 2 ข้างติดอยู่โคนก้านใบ คล้ายต้นผักหวานแต่ใบเล็กกว่า ดอกเล็กเป็นช่อ ผลโตขนาดเมล็ดพริกไทย ผลแก่จัดมีสีดำ </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ลำต้นต้มน้ำหรือฝนดื่มเป็นยาแก้ไข้ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ใช้รากหรือลำต้นต้มน้ำดื่มรักษาโรคนิ่ว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="36"><ชื่อท้องถิ่น>ขามคัวะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>หำฟาน </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Pterospermum semisagittatum Buch.-Ham. ex Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Pterospermum</Genus><Family>Sterculiaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าเบญจพรรณภาคเหนือ ตะวันออก และภาคใต้ ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 100-300 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขามคัวะเป็นไม้ต้นมีพุ่มอยู่ปลายยอด ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ใบรูปไข่และรูปรี ขนาดใบกว้าง 5-6 ซม. ยาว 10-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบจักฟันเลื่อย ผิวใบเรียบ หลังใบสีอ่อน กิ่ง ก้านใบ และผิวใบมีขนนุ่มสีน้ำตาลปกคลุม </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  เปลือกต้นใช้เคี้ยวกินกับหมากมีรสฝาด รักษาโรคทางปาก แผลในปาก แก้อาการเจ็บเหงือก และช่วยบำรุงรักษาเหงือก </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="37"><ชื่อท้องถิ่น>มะขามป้อม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Emblic myrabolan, Malacca tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะขามป้อม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Phyllanthus emblica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Phyllanthus</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบประปรายในป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าเต็งรัง และป่าแดงทั่วไป มีมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคกลาง ชอบดินที่มีการระบายน้ำได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขามป้อมเป็นไม้ยืนต้น สูง 8-20 เมตร เปลือกเรียบเกลี้ยง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 0.25-0.5 ซม. ยาว 0.8-1.2 ซม. ช่อดอกออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกแยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกย่อยสีนวล ผลเดี่ยว ออกตามกิ่งและซอกใบจำนวนมาก เป็นผลสด รูปทรงกลม ผิวเรียบ เนื้อหนา มีเส้นพาดตามยาว 6 เส้น เมล็ดกลม สีเขียวเข้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1768</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ผลแก่กินเป็นผลไม้  เป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ช่วยลดไข้ แก้ลม บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="38"><ชื่อท้องถิ่น>ข้าวหลามดง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ข้าวหลามดง </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Goniothalamus laoticus (Finet &amp; Gagnep.) Bân</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Goniothalamus</Genus><Family>Annonaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายอยู่ในป่าดิบแล้งหรือป่าดิบเขาทุกภาคของประเทศ ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 100-1,200 เมตร ชอบที่ร่ม มีแสงแดดรำไร แต่การเจริญเติบโตค่อนข้างช้า</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ข้าวหลามดงเป็นไม้พุ่มใบดกหนา เปลือกสีน้ำตาลเข้ม ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ กว้าง 2-3 ซม. ยาว 5-12 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบหนาเรียบมัน หลังใบมีสีอ่อน ยอดอ่อนมีขนกำมะหยี่สีน้ำตาลเข้มปกคลุม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้ต้นเข้ายาแก้ขาง 108  แก้ร้อนใน แก้โรคดีซาน แก้โรคตานขโมย  ตากแห้งเข้าตำรับยาบำรุงกำลัง บำรุงกำลังหลังฟื้นไข้  แก้ปวดเมื่อย และใช้เปลือกย้อมผ้าฝ้าย ให้สีแดง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ทาบกิ่ง และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="39"><ชื่อท้องถิ่น>ขิง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Ginger</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขิง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zingiber officinale Roscoe</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zingiber</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป ขึ้นได้ดีในที่ดอน ชอบดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ ชุ่มชื้น ระบายน้ำดี ไม่ชอบน้ำขัง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขิงเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เปลือกเหง้ามีสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวลมีกลิ่นหอมเฉพาะ ลำต้นเทียมแทงขึ้นเป็นกอ มีกาบใบหุ้มซ้อนกัน ใบเดี่ยวเรียงสลับถี่ รูปหอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 12-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนสอบ ขอบเรียบ ผิวใบเรียบและมัน ช่อดอกรูปกระบองโบราณ แทงขึ้นจากเหง้า ดอกย่อยสีขาว ทุกๆ ดอกมีกาบสีเขียวปนแดงรูปโค้งห่อรองรับ กลีบดอกและกลีบเลี้ยง มีอย่างละ 3 กลีบ หลุดร่วงเร็ว โคนกลีบดอกม้วนห่อ ปลายกลีบแผ่กว้าง เกสรผู้มี 6 อัน  ผลรูปทรงกลม และแข็ง </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8%87/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบสดกินกับยำหน่อไม้หรือแกงหน่อไม้  เหง้าสดขนาดเท่าหัวแม่มือทุบให้แตกต้มน้ำดื่มแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง อาการคลื่นไส้ อาเจียน เหตุจากธาตุไม่ปกติ และเข้าตำรับยาแก้ไอ ขับเสมหะ โรคโลหิตจาง อาการหายใจขัด โรคเก๊า โรคมะเร็ง และ ลดความดัน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="40"><ชื่อท้องถิ่น>ขิงดา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ขิงดา ขิงแมงดา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zingiber kerrii Craib</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zingiber</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในเขตป่าของชุมชน ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำดี และอากาศค่อนข้างชื้น </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขิงแมงดาเป็นพืชล้มลุกขนาดใหญ่ ตระกูลขิง-ข่า สูง 1.5-2 เมตร มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นแข็งออกมาจากไต้ดิน มีสีเขียว มีกาบใบ ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน ขนาดใบกว้าง 2-3 ซม. ยาว 25-30 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเป็นคลื่น โคนใบมน ผิวเรียบมัน มีสีเขียวเข้ม หลังใบสีอ่อนกว่าท้องใบ มีหูใบลักษณะเป็นเยื่อบางๆ 2 ข้าง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใบอ่อนรับประทานเป็นผักเคียงกับแกงหน่อไม้  ใช้เหง้าต้มน้ำดื่มช่วยขับลมในลำไส้ แก้ท้องเสีย แก้ธาตุพิการ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="41"><ชื่อท้องถิ่น>ขี้มิ้น</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Turmeric</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขมิ้น </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Curcuma longa L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Curcuma</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป ขึ้นได้ดีในที่ดอน ชอบดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ อากาศค่อนข้างร้อนและมีความชุ่มชื้นในเวลากลางคืน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขี้มิ้นเป็นพืชล้มลุก สูง 30-90 ซม.เหง้าใต้ดินรูปไข่ มีแขนง รูปทรงกระบอก เนื้อในเหง้าสีเหลืองส้ม มีกลิ่นเฉพาะ ใบเดี่ยว แทงออกจากเหง้า รูปใบหอก กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. ช่อดอกแทงจากเหง้า แทรกระหว่างก้านใบ รูปทรงกระบอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ใบประดับสีเขียวอ่อน บานครั้งละ 3-4 ดอก ผล รูปกลมมี 3 พู</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1264</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้เหง้าตำผสมน้ำพริกแกงต่างๆ หรือใส่ต้มส้มปลา ต้มส้มไก่ ดับกลิ่นคาวและเพิ่มรสชาติ  ใช้ฝนทาแก้ผื่นคัน  บดใส่น้ำทาแก้โรคผิวหนังเรื้อรัง แผลพุพองน้ำเหลืองเสีย หรือตากแห้งบดเป็นผงโรยแผล ใช้ต้มน้ำให้งวดเหลือ 1 ใน 3 ดื่มแก้ท้องเดิน หรือบดผสมกล้วยอ่องและน้ำผึ้งทำยาลูกกลอนกินแก้โรคกระเพาะ เข้าตำรับยาแก้ปวดกระดูก เอ็นตึง และย้อมผ้าฝ้าย ให้สีส้มอมเหลือง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="42"><ชื่อท้องถิ่น>ขมิ้นขึ้น</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Zedoary, White turmeric</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขมิ้นอ้อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Curcuma zedoaria (Christm.) Roscoe</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Curcuma</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ชอบอากาศค่อนข้างร้อน       มีความชุ่มชื้นในเวลากลางคืน ดินร่วนซุย และไม่มีน้ำท่วมขัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขี้มิ้นขึ้นมีลักษณะโดยทั่วไปคล้ายขี้มิ้นมากแต่ต้นสูงกว่า ขนาดเหง้าและใบใหญ่กว่า เหง้ามักโผล่ขึ้นมาเหนือดินเล็กน้อย มีเนื้อในสีเหลือง กลีบดอกสีนวล ใบประดับ ที่อยู่ส่วนล่างของช่อมีสีเขียวปลายแกมชมพูที่อยู่ส่วนบนรูปใบหอกสีแดงเข้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2945
https://medthai.com/%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้เหง้าเป็นเครื่องเทศ ตำใส่แกงต่างๆ ร่วมกับตะไคร้  หั่นเป็นแว่นใช้สดหรือตากแห้งต้มน้ำดื่ม แก้โรคกระเพาะ แก้ท้องร่วง แก้หืดหอบหายใจไม่ปกติ แก้ไข้ แก้อาเจียน เข้าตำรับยาจู้ แก้ปวดเมื่อย เจ็บตามร่างกาย แก้โรคมะเร็ง และลดความดัน </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="43"><ชื่อท้องถิ่น>ขี้เหล็กใบใหญ่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cassod tree, Thai copper pod, Siamese cassia</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขี้เหล็ก </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin &amp; Barneby</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Senna</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าเบญจพรรณชื้นทั่วทุกภาคของประเทศ ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ทนแล้ง และต้องการน้ำปานกลาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขี้เหล็กเป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร เปลือกต้นแก่สีเทาถึงดำ ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง 1.5 ซม. ยาว 4 ซม. ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแกมเขียว ปลายใบและโคนใบมน ขอบใบและผิวใบเรียบ มีหูใบ 2 อัน ช่อดอก ออกปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง มี 5 กลีบ ก้านเกสรเพศผู้ 10 อัน ขนาดไม่เท่ากัน ผลเป็นฝัก แบนยาวและหนา ผิวมีขนละเอียด เมล็ดสีน้ำตาลมีจำนวนมาก </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=395&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนทำแกง  ใช้รากต้มน้ำดื่ม ช่วยขับปัสสาวะ ใช้ใบต้มน้ำดื่มใช้ถอนพิษ และแก้ท้องผูก </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="44"><ชื่อท้องถิ่น>ขี้เหล็กป่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>แสมสาร ขี้เหล็กสาร</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Senna garrettiana (Craib) H.S.Irwin &amp; Barneby</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Senna </Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าเต็งรังทั่วทุกภาคของประเทศ ขึ้นได้ดีในดินร่วนซุย ชอบแสงแดดจัด </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ขี้เหล็กป่าเป็นไม้ยืนต้น เปลือกสีดำ สูงได้ถึง 10 เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ ใบย่อยรูปใบหอก หรือรูปไข่กว้าง ขนาดกว้าง 3-5 ซม. ยาว 6-9 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบมน ผิวใบมัน หลังใบสีอ่อน มีหูใบ 2 ข้างที่โคนก้านใบ กิ่งเป็นเหลี่ยม ช่อดอกสีเหลืองขนาดใหญ่ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นฝักแบน เป็นมัน มักจะบิดเบี้ยว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้เปลือกต้นต้มน้ำดื่มแก้โรคริดสีดวงทวาร ขับเสมหะ ยอดต้มน้ำดื่มแก้โรคเบาหวาน ดอกต้มน้ำดื่มแก้โรคนอนไม่หลับ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="45"><ชื่อท้องถิ่น>เข็มขาว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Siamese white ixora</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เข็มขาว เข็มพระราม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ixora lucida R.Br. ex Hook.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ixora</Genus><Family>Rubiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามธรรมชาติในป่าราบ หรือป่าเบญจพรรณ เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนชุ่มชื้น มีแสงแดดจัด ทนแล้ง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เข็มขาวเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลางเป็นพุ่มแน่น แตกกิ่งใกล้ผิวดินจำนวนมาก ลำต้นสูงประมาณ 1-3 เมตร เปลือกสีดำ มีหูใบ 2 ข้าง น้ำยางใส ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรีขอบขนาน ขอบใบเรียบ ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบค่อนข้างหนา ช่อดอกซี่ร่มขนาดใหญ่แน่นทึบ  ก้านดอกยาวกว่าดอกเข็มอื่น ๆ ดอกย่อยรูปหลอดปลายแยกเป็น 4-5 กลีบ ดอกสีขาว มีกลิ่นหอม ผลเป็นรูปรี เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8 เซนติเมตร มีเนื้อนุ่ม ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่สีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาช่วยเจริญอาหาร และแก้โรคตาต่างๆ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ตอนกิ่ง และปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="46"><ชื่อท้องถิ่น>คราม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Indigo, true indigo</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>คราม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Indigofera tinctoria L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Indigofera</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พรรณไม้นี้มีอยู่ในป่าโปร่งทางภาคอีสานและภาคเหนือ ขึ้นได้ดีในดินที่ระบายน้ำดี ในที่ดอนซึ่งแสงแดดส่องถึง มีร่มเงาบ้างหรือเปิดโล่ง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ครามเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีใบน้อย เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อยรูปรี ปลายใบมีติ่งยาวแหลมแข็ง โคนใบมน ขอบใบเรียบ ช่อดอกกระจะออกตามซอก ดอกย่อยคล้ายดอกถั่วสีชมพู ผลเป็นฝักแบนสีน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ทั้งต้นต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้บวมพอง และเป็นยาระบาย  ใช้กิ่งย้อมผ้าฝ้าย ให้สีคราม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="47"><ชื่อท้องถิ่น>เครือเดา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>กำลังควายถึก เถาวัลย์ยั้ง ก้ามกุ้ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Smilax perfoliata Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Smilax </Genus><Family>Smilacaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในป่าธรรมชาติทุกภาคของประเทศ ชอบแสงแดดรำไร ดินร่วน มีความชื้นสูงถึงปานกลาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เครือเดาเป็นไม้เถาเลื้อยพันไม้อื่น หรือเลื้อยตามพื้นดิน เถาสีเขียวอมม่วง ตามเถามีหนามแหลมและมือเกาะ ใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่กลม ปลายมน โคนใบมนหรือเว้ารูปหัวใจ เนื้อใบหนา ผิวเกลี้ยง มีเส้นใบ 5-6 เส้น ช่อดอกกระจะ มีช่อย่อยแบบช่อซี่ร่ม ดอกย่อยสีเหลืองอ่อน มีหัวลงใต้ดิน เปลือกหัวสีดำ 
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ เครือเดาหลวง มีใบขนาดใหญ่ และเครือเดาน้อย มีใบขนาดเล็ก ใช้ประโยชน์ทั้ง 2 ชนิด เหมือนกัน แต่นิยมกินเครือเดาหลวงกินเป็นผัก และนิยมใช้เครือเดาน้อยปรุงยา
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนรับประทานสดกับน้ำพริก  หัวใต้ดินมีรสหวานเล็กน้อย ใช้ต้มทำเป็นยาห่ม(ยาอยู่ไฟ) สำหรับสตรีหลังคลอดบุตร ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น  หั่นตากแห้งดองเหล้าหรือต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเลือด แก้เลือดจาง ดับพิษในกระดูกและเส้นเอ็น  และใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาบำรุงกำลัง แก้ปัสสาวะขัด </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ และเพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="48"><ชื่อท้องถิ่น>เครือตดหมา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Fever vine</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตดหมูตดหมา ตำยานตัวผู้ พังโหม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Paederia linearis Hook.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Paederia </Genus><Family>Rubiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในที่รกร้าง ในป่าธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าผสมผลัดใบและป่าเต็งรัง ขึ้นได้ในดินทุกชนิด และทนแล้ง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เครือตดหมาเป็นไม้เถาขนาดเล็ก มีกลิ่นเหม็นเขียวเฉพาะ และมียางขาวทั้งต้น ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปหอก ปลายแหลมหรือเรียวยาว โคนเว้ารูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ผิวเรียบมัน เถาและใบมีขนละเอียดปกคลุม ช่อดอกออกเป็นกระจะตามซอกใบ ดอกย่อยสีชมพู</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนกินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก แกล้มลาบ และตำมะม่วง เป็นยาขับน้ำนม แก้อาการอักเสบที่คอ ปาก และเป็นยาระบายอ่อนๆ  ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้ตาฟาง ตาแฉะ ตามัว  ยอดและเถาใช้ผสมในตำรับยาแก้บ่อง ยาขับลมในลำไส้ ยาบำรุงธาตุ แก้ตาฟาง ตาแฉะ ยาแก้สรรพพิษ แก้ท้องอืด แก้เจ็บท้อง แน่นท้อง จุกเสียด แก้นิ่ว ยาแก้ห้าต้น</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="49"><ชื่อท้องถิ่น>เครือไส้ตัน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Burkill</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>โมกเครือ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Amphineurion marginatum (Roxb.) D.J.Middleton</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Amphineurion</Genus><Family>Apocynaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบบริเวณป่าเบญจพรรณทั่วไป เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ทนแล้ง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เครือไส้ตัน ผักไส้ตัน หรือหญ้าไส้ตันเป็นไม้เถาเลื้อย สูง 4-10 เมตร ลำต้นสีน้ำตาลเข้ม ผิวลำต้นและกิ่งตะปุ่มตะป่ำและมีช่องอากาศ มียางขาว ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปขอบขนาน ขนาดกว้าง 4.0–5.2 ซม. และ ยาว 8.2–12.1 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวหนามัน ก้านใบและยอดสีแดง ช่อดอกแยกแขนง ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกย่อยสีขาวเชื่อมกันเป็นรูปกรวย ผลเป็นฝัก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนกินเป็นผักสดกับน้ำพริกหรือลาบ  ใช้เคี้ยวกินสดหรือตัดหัวท้ายแช่น้ำร่วมกับยอดมะก้วยแก๋วดื่มเป็นยาแก้ท้องเสีย  ใช้เครือเข้าตำรับยาบำรุงกำลัง แก้ถ่ายเป็นเลือด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำรากและกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="50"><ชื่อท้องถิ่น>งาม้อน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Perilla, Chinese basil, Purple mint, Shiso, Zi-su-zi, Beefsteak plant</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>งาขี้ม้อน </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Perilla frutescens (L.) Britton </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Perilla</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกมากในจังหวัดน่าน และแถบภาคเหนือของประเทศไทย  ขึ้นได้ดีในดินร่วนอุดมสมบูรณ์ทั่วไป </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>งาม้อนเป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน ต้นสูงไม่เกิน 1.5-1.8 เมตร ลำต้นตั้งตรงเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่กว้าง กว้าง 3-5 ซม. ยาว 6-10 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบหยักฟันเลื่อย ผิวใบมีขนนุ่มสีขาวทั้ง 2 ด้าน ดอกออกเป็นช่อใหญ่ ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอด แยกเป็นสองปาก ผลแห้งไม่แตก ให้เมล็ดคล้ายเมล็ดข้าวฟ่างเล็กๆ ที่นกกิน ขนาดเล็กกว่าเมล็ดงาดำ กรอบ และมีกลิ่นหอม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/249</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้เมล็ดตำผสมเกลือและน้ำอ้อย นำมาคลุกหรือยัดไส้ข้าวเหนียวกินเป็นของว่าง เรียกข้าวหนึบ ข้าวบ่าย หรือข้าวแดกงา</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="51"><ชื่อท้องถิ่น>แคฝอย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>แคฝอย แคสี แคทราย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Stereospermum cylindricum Pierre ex Dop</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Stereospermum</Genus><Family>Bignoniaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา ชอบขึ้นตามริมลำธาร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>แคฝอยเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 10-20 เมตร ลำต้นตรงแตกกิ่งต่ำ เปลือกสีน้ำตาลอมเทา ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเรียงตรงข้าม ใบย่อยรูปรี ปลายเรียวแหลม โคนสอบและเบี้ยว ขอบใบหยักตื้นๆ ผิวเรียบ ช่อดอกสั้น ออกตามปลายกิ่ง ประมาณ 3-7 ดอก ดอกย่อยขนาดใหญ่สีขาวรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ขอบกลีบย่นเป็นริ้ว ผลเป็นฝักชนิดเปลือกแข็ง 2 ชั้น รูปขอบขนาน บิดไปมา เมล็ดแบนมีเยื่อบางๆ ติดหัวท้ายคล้ายปีก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  นำดอกมาต้ม ลวก หรือนึ่งกินกับน้ำพริก  ใช้เนื้อไม้ต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้บวม แก้พยาธิ แก้ท้องร่วง แก้ริดสีดวง แก้ตกเลือด ฝนกับหินฝนยาใส่น้ำสะอาดดื่มเป็นยาอยู่ไฟ แก้เจ็บหัว เมาหัว และเข้าตำรับยาบำรุงและเร่งน้ำนม </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="52"><ชื่อท้องถิ่น>งิ้วป่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bombax, Ngiu</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>งิ้วป่า </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Bombax anceps Pierre</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Bombax</Genus><Family>Malvaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพรรณไม้ผลัดใบขึ้นสูงเหนือไม้อื่น พบทั่วไป แต่ชอบขึ้นในป่าเบญจพรรณที่มีหินปูน ชอบแสงแดดจัด เจริญเติบโตได้ดีในดินไม่อุ้มน้ำ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>งิ้วป่าเป็นไม้ต้น ผลัดใบ สูง 20-35 เมตร เปลือกสีเทา มีหนามแหลมคมตามลำต้นและกิ่งก้าน ใบประกอบแบบนิ้ว 5-7 ใบ ออกเรียงสลับ ใบย่อยรูปรีแกมไข่กลับ ขนาดใบกว้าง 4-6 ซม. ยาว 11-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนสอบ ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาวแกมเขียว เกสรตัวผู้เชื่อมติดกัน แยกเป็น 5 มัด ผลแห้งแตก รูปขอบขนาน ขอบเป็นเหลี่ยม มี 5 พู แตกตรงกลางพู เมล็ดจำนวนมาก มีปุยสีขาวหุ้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคบิด แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ  ใช้เปลือกต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ร้อนใน รักษาแผลอักเสบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="53"><ชื่อท้องถิ่น>งิ้วใหญ่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Kapok tree, Cotton tree, Red cotton tree, Shaving brush, Silk cotton tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>งิ้วแดง, งิ้วบ้าน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Bombax ceiba L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Bombax </Genus><Family>Malvaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นกระจายตามป่าทุ่งและป่าเบญจพรรณทั่วไป แต่พบมากในภาคเหนือและภาคอีสาน ชอบขึ้นตามดินทรายริมแม่น้ำ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>งิ้วใหญ่เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ผลัดใบก่อนออกดอก ลำต้นตลอดจนกิ่งก้านมีหนามแหลมคม ให้ใบประกอบรูปนิ้วมือ 5 ใบย่อย ดอกใหญ่ออกเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง กลีบรองดอกแข็งรูปถ้วย กลีบดอกโตนิ่ม สีแดงหรือสีแสดแดง ผลกลมยาวเหมือนลูกนุ่น ภายในมีปุยนุ่นสีขาว </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ก้านเกสรเพศผู้จากดอกใส่น้ำขนมจีนน้ำเงี้ยวเพื่อเพิ่มรสชาติ  ใช้เปลือกตากแห้งต้มน้ำรวมกับข้าวเปลือกข้าวจ้าว ดื่มแทนน้ำชาแก้โรคไต  และเข้าตำรับยาจู้ แก้ปวดเมื่อย เจ็บตามร่างกาย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="54"><ชื่อท้องถิ่น>จะค่าน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>สะค้าน </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Piper interruptum Opiz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Piper</Genus><Family>Piperaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในป่าดงดิบชื้น พบมากในภาคเหนือ  ชอบร่มรำไรใต้ไม้ใหญ่ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>จะค่านเป็นไม้เถาเนื้อแข็งเลื้อยพันต้นไม้อื่น ลำต้นเป็นข้อ ทุกข้อมีรากหุ้มโดยรอบ ตามเถาเป็นเฟือง เบียดกันเป็นรัศมีแถวยาว ใบเหมือนใบพลู ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน ปลายเรียวแหลม โคนเว้ารูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ผิวเรียบมัน หลังใบสีอ่อน ช่อดอกออกตามซอกใบ เป็นสายยาว ดอกย่อยสีเขียว ผลกลุ่มออกตามซอกใบ ผลย่อยรูปทรงกลมสีเขียว  </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=3060</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้เถาหั่นใส่แกงแค แกงคั่วไก่ แกงคั่วจิ้น(เนื้อหมู) แกงเมืองต่างๆ  ใช้ต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้จุกเสียด ขับลมในลำไส้ บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ  และตากแห้งผสมในตำรับยาจู้ ยาบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย เจ็บตามร่างกาย บำรุงธาตุ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="55"><ชื่อท้องถิ่น>จ๊ะไค้</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Lapine, Lemon grass</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตะไคร้</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cymbopogon citratus (DC.) Stapf</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cymbopogon </Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป  เจริญได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนซุย  ชอบน้ำ ชอบแดด น้ำไม่ขัง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>จ๊ะไคเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปีสูง 0.75-1.2 เมตร แตกเป็นกอ เหง้าใต้ดินมีกลิ่นเฉพาะ ข้อและปล้องสั้นมากกาบใบสีขาวนวลหรือขาวปนม่วง ยาวและหนาหุ้มข้อและปล้องไว้แน่น ใบเดี่ยว เรียงสลับ กว้าง 1-2 ซม. ยาว 70-100 ซม. แผ่นใบและขอบใบสากและคม ออกดอกยาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี</Author><URL>http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_25.htm</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ต้นตำผสมกับพริกแกงหรือตัดเป็นท่อนใส่ต้มและแกง ช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มรสชาติ  ใช้ต้มน้ำดื่มช่วยขับลม หรือใช้อาบลดไข้  ทั้งต้นและรากสับละเอียดตากแห้ง ชงน้ำร้อนดื่มแทนชา ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปวดเอว  ใช้เข้าตำรับยาแก้กลางบ้าน แก้ไข้ อ่อนเพลีย แก้ท้องร่วง อาหารเป็นพิษ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="56"><ชื่อท้องถิ่น>นมวัว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Custard apple, Sugar apple, Bullock’s heart</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>น้อยโหน่ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Annona reticulata L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Annona</Genus><Family>Annonaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ชอบอากาศแล้ง ไม่ชอบที่ชื้นและน้ำขัง พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>จันท้า หรือนมวัวเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 6-7 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 4-6 ซม. ยาว 12-15 ซม. ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุก 2-3 ดอก กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียว ค่อนข้างหนา ผลเป็นผลกลุ่มเชื่อมรวมกันเป็นผลเดียว รูปร่างค่อนข้างกลมหรือคล้ายรูปหัวใจ เมื่อสุกมีสีแดงคล้ำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ผลสุกรับประทานเป็นผลไม้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="57"><ชื่อท้องถิ่น>จำปา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Champak, Orange chempaka, Sonchampa</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>จำปา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Magnolia champaca (L.) Baill. ex Pierre</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Magnolia</Genus><Family>Magnoliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2014</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปทั่วทุกภาคของประเทศ  ส่วนใหญ่ปลูกเป็นไม้หอมและประดับบ้าน ชอบแดดและที่ดอน มีน้ำถ่ายเทตลอด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>จำปาเป็นไม้ต้น สูง 10–30 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มโปร่ง ลำต้นตรง เปลือกต้นสีขาวปนเทา ค่อนข้างเรียบ ยอดอ่อนมีหูใบหุ้ม ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ใบรูปรีแกมขอบขนานถึงรูปหอก กว้าง 4–10 ซม. ยาว 5–20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนมนหรือสอบ ดอกเดี่ยวสีเหลืองส้ม ออกตามซอกใบ มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกรวมกัน 12–15 กลีบ กลีบรูปหอกกลับ เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก รังไข่รวมกันเป็นแท่ง ผลกลุ่มรูปรีหรือรูปไข่ เปลือกแข็ง เปลือกผลมีจุดสีขาวขรุขระโดยรอบ ผลแก่สีน้ำตาล แตกด้านข้าง เมล็ดมีสีแดงค่อนข้างกลม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=1562</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากต้มน้ำดื่มบำรุงโลหิตสตรีอยู่เรือนไฟให้ตก ระงับการอักเสบ ถอนพิษผิดสำแดง  ใช้ดอกเป็นยาแก้ไข้ ตาบวม บำรุงประสาท บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="58"><ชื่อท้องถิ่น>จ้ำ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>จ้ำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ardisia attenuata Wall. ex A.DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ardisia</Genus><Family>Primulaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นบริเวณใกล้ลำธารที่มีดินปูนหินปูนทราย มีความชื้น พบได้ในป่าดิบเขาทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>จ้ำเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ หรือยืนต้นขนาดเล็ก สูงถึง 10 เมตร ยอดอ่อนสีแดง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหอกและรูปรี กว้าง 2-6 ซม. ยาว 7-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนแหลม ขอบเรียบ ผิวใบเรียบมัน เนื้อหนาและกรอบ หลังใบสีอ่อนกว่าท้องใบ ดอกออกเป็นกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง ลักษณะอวบน้ำ ดอกย่อยสีขาว กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ผลกลุ่ม ผลย่อยเป็นผลสด รูปเกือบกลม เนื้อผลนิ่ม ก้านชูผลมีลักษณะอวบน้ำ </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ยอดอ่อนมีรสฝาด ใช้กินเคียงกับส้มตำ ตำไข่มดแดง เป็นยาแก้ท้องเสีย แก้จุกเสียด แน่นท้อง โรคกระเพาะ และสมานแผลได้ดี </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="59"><ชื่อท้องถิ่น>จี้</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เหมือดจี้ พลองเหมือด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Memecylon scutellatum (Lour.) Hook. &amp; Arn.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Memecylon </Genus><Family>Melastomataceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าดิบเขาและป่าเบญจพรรณทั่วไป ชอบดินร่วนปนทราย ค่อนข้างแห้งแล้ง  ชอบแสงแดดจัด </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>จี้เป็นไม้พุ่มต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูงถึง 9 เมตร เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลดำ แตกขรุขระเป็นร่องยาวตามต้น ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบเรียบ ปลายแหลม ขอบใบขนาน สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบ กลีบดอกสีม่วง ผลเป็นผลเดี่ยว กลมแป้น ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีม่วง หนึ่งผลมี 1 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ยอดอ่อนมีรสฝาด ใช้กินสดกับน้ำพริก  ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้เจ็บคอ แก้ไอ เป็นยาดับพิษไข้ แก้พิษ แก้ปวด แก้บิดท้องร่วง เข้าตำรับยาแก้โรคกระเพาะ แก้โรคนิ่ว  ใช้ลำต้นทำไม้กวาด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="60"><ชื่อท้องถิ่น>จี๋กุ๊ก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Mak kouk</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เร่วป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Amomum dealbatum Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Amomum</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบมากในป่าดิบชื้นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ขึ้นได้ดีในที่มีความชื้นสูง ริมลำธาร ชอบดินร่วนซุย ไม่มีน้ำท่วมขัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>จี๋กุ๊กเป็นพืชล้มลุก ลำต้นแข็ง สูง 1-2 เมตร มีเหง้าใต้ดิน อายุหลายปี หัวสีขาวอมเหลือง รสเผ็ดขื่น ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 8-15 ซม. ยาว   40-50 ซม. แผ่นใบเรียบเป็นมันวาว มีกาบใบห่อม้วนกันเป็นลำต้น ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นช่อที่โคนลำต้น มีกลีบเลี้ยงซ้อนกันอัดแน่น สีเขียวปนน้ำตาล กลีบดอกย่อยสีขาวเป็นหลอด พองเป็นกระเปาะ และปากเปิด  ส่วนปากกลีบดอกที่เปิดมีแถบสีเหลือง 1 แถบ ตรงกลาง  ผลกลมเกลี้ยง ขนาดเล็ก เมื่อแก่ผลจะแห้งและแข็ง  </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2924</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ช่อดอกหรือหน่ออ่อนต้มเป็นผักจิ้มน้ำพริก กินกับส้มตำ หรือใส่รวมกับผักอื่นในแกงแค  ใช้เหง้าเข้าตำรับยาแก้หอบหืดสำหรับเด็กเล็ก แก้เจ็บท้อง แน่นท้อง จุกเสียด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกเหง้า </การขยายพันธุ์></row>
<row _id="61"><ชื่อท้องถิ่น>จุ่งจาลิง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Heart-leaved moonseed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>บอระเพ็ด เจตมูลยาน เถาหัวด้วน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tinospora crispa (L.) Hook. f. &amp; Thomson</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tinospora</Genus><Family>Menispermaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายทั่วไปทุกภาคของประเทศ ชอบขึ้นในที่ร่มรำไร ชื้นแฉะ อากาศเย็น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>จุ่งจาลิงเป็นไม้เถาเลื้อยพัน ตามเปลือกลำต้นมีปุ่มปมกระจายทั่วไปเป็นจำนวนมาก  ยางมีรสขมจัด  ใบเดี่ยวเรียงสลับ  รูปไข่ป้อม  โคนใบรูปหัวใจ  ปลายเรียวแหลม  ขอบเรียบ ดอกออกเป็นช่อมีขนาดเล็กมาก สีเหลืองอมเขียว ผลรูปไข่สีเหลืองหรือสีส้ม </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=667</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร ใช้เถาตำคั้นน้ำหรือต้มน้ำเคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 ดื่มแก้ไข้ ช่วยเจริญอาหาร แก้กระหายน้ำ รักษาโรคภูมิแพ้  ทุบแช่น้ำผสมน้ำผึ้งดื่มแก้หวัด ให้ไก่และสุนัขกินแก้อาการเหงา  หรือบดเป็นผงผสมน้ำผึ้งทำยาลูกกลอนกินรักษาอาการเบื่ออาหาร  และใช้เข้าตำรับยารักษาอาการปวดกระดูก แก้พิษยาฆ่าแมลง แก้ผื่นคัน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="62"><ชื่อท้องถิ่น>จุ่งจาลิงตัวผู้</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Chinese tinospora</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สลีเถาชาลี</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tinospora sinensis (Lour.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tinospora</Genus><Family>Menispermaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายทั่วไป ชอบขึ้นในที่ร่มรำไร ชื้นแฉะ อากาศเย็น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>จุ่งจาลิงตัวแม่เป็นไม้เถาเลื้อยพัน เปลือกลำต้นมีปุ่มปมเล็กๆ กระจายทั่วไปเป็นจำนวนมาก  ทุกส่วนมีรสขมโดยเฉพาะเถาแก่ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจ โคนรูปหัวใจ  ปลายเรียวแหลม  ขอบเรียบ หลังและท้องใบ มีขนสั้นๆ ลักษณะอ่อนนุ่มปกคลุม ดอกเป็นช่อกระจะ ออกตามเถาและที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็กมาก ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้ 5 อัน ผลกลุ่มออกเป็นพวง ผลย่อยเป็นผลสด รูปร่างค่อนข้างกลม เมื่อสุกมีสีเหลือง  </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้เหมือนจุ่งจาลิง แต่มีรสขมน้อยกว่า</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="63"><ชื่อท้องถิ่น>ช้างย่ำแป้</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Prickly leaved elephant's foot</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>โด่ไม่รู้ล้ม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Elephantopus scaber L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Elephantopus</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามขอบป่าชายทุ่ง ปะปนกับหญ้าอื่นๆ และขึ้นบนภูเขาสูง ที่มีอากาศเย็น ความชื้นสูง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ช้างย่ำแป้เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสั้น ใบเดี่ยว เรียงซ้อนสลับเป็นวง รูปขอบขนานหรือรูปใบหอกกลับ ส่วนใหญ่แผ่ราบไปกับผิวดิน ขอบใบหยักฟันเลื่อย ช่อดอกแทงออกจากกลางต้น ก้านช่อแตกแขนงได้ ดอกย่อยขนาดเล็ก เป็นกระจุก ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก 
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ช้างย่ำแป้ตัวผู้ ตามลำต้นและใบไม่มีขน และช้างย้ำแป้ตัวเมียหรือไฟเดือนห้า ตามลำต้นและใบมีขน ใช้ประโยชน์ทั้ง 2 ชนิด เหมือนกัน แต่ช้างย้ำแป้ตัวเมียพบในพื้นที่น้อยกว่า
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=97</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ทั้งต้นตากแห้งต้มน้ำหรือดองเหล้า ดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ และรักษาโรคนิ่ว นอกจากนี้ยังหั่นต้นผสมในตำรับยาบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย แก้มะโหก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="64"><ชื่อท้องถิ่น>ดอกก้าน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>อีรอก บุกอีรอกเขา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Amorphophallus brevispathus Gagnep.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Amorphophallus</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป ชอบขึ้นตามริมแม่น้ำ ที่โล่ง ทุ่งหญ้า พื้นที่ที่มีความชื้นสม่ำเสมอ และฝนตกชุก</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ดอกก้านเป็นไม้ล้มลุกข้ามปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบเดี่ยว ก้านใบยาว ลักษณะกลมอวบน้ำ ไม่มีแกน ยาว 50-120 ซม. มีลายสีเขียว เทา น้ำตาล และดำเป็นจุดพื้นจุดด่าง มีก้านใบย่อยแตกออกจากปลายก้านใบ 2-3 ก้าน และมีใบประกอบ   10-120 ใบ ออกเป็นคู่ รูปคล้ายหอก กว้าง 10-50 ซม. ยาว 15-25 ซม. ขอบใบเรียบ ผิวเป็นคลื่น หูใบติดกับก้านใบย่อย มีก้านดอกยาวออกจากเหง้า ดอกอยู่ตรงปลายก้าน รูปดอกคล้ายดอกหน้าวัว ผลกลุ่ม รูปทรงกระบอกตั้งขึ้น มีผลย่อย รูปรี จำนวนมาก </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ก้านดอกอ่อนลอกเปลือกลวกกินกับน้ำพริก ใช้ปรุงอาหารประเภทนึ่งต่างๆ แกงหน่อไม้ และแกงเห็ด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="65"><ชื่อท้องถิ่น>ดอกอ้ากีบ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>กระเจียวเหลี่ยม </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Curcuma rhomba Mood &amp; K.Larsen</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Curcuma</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในเขตป่าดิบชื้น ชอบร่มรำไร เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำดี  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ดอกอากีบหรือดอกจ่อนเป็นพืชล้มลุก ไม่มีลำต้นบนดิน มีเหง้าใต้ดิน อวบน้ำตรงกลางพองกว้างกว่าส่วนหัวและท้าย ใบเดี่ยวเรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง 4.5-10 ซม. ยาว15-30 ซม.ตรงกลางด้านในของก้านใบ มีร่องลึก ช่อดอกออกแทรกอยู่ระหว่างกาบใบที่โคนต้น กลีบดอกย่อยสีขาวเป็นหลอด พองเป็นกระเปาะ และปากเปิด  ส่วนปากกลีบดอกที่เปิดมีแถบสีเหลือง     1 แถบ ตรงกลาง  </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ดอกประกอบอาหาร เช่น แกงใส่หน่อ และใช้ลวกกินกับน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="66"><ชื่อท้องถิ่น>ดีงูหว้า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bat flower, Bat head lily, Devil flower, Back tacca</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เนระพูสีไทย ว่านค้างคาว ค้างคาวดำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tacca chantrieri André</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tacca</Genus><Family>Dioscoreaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไปทุกภูมิภาคของประเทศ ในป่าดงดิบชื้น สูงจากระดับน้ำทะเล 500-1,500 เมตร ที่ได้รับความชื้นตลอดปี และมักเจอเป็นดงในเขตที่มีร่มเงาจากไม้ใหญ่ ใกล้แหล่งนํ้า </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ดีงูหว้าเป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ใบเดี่ยว เรียงสลับ เวียนออกเป็นรัศมี รูปขอบขนานและใบหอก ก้านใบแผ่เป็นกาบ ดอกช่อซี่ร่มชูขึ้นจากกลางกอ มีดอกย่อย 4-6 ดอก กลีบดอก 2 กลีบ สีม่วงแกมเขียวถึงสีม่วงดำ รูปไข่กลับ ใบประดับ 2 คู่ สีเขียวถึงสีม่วงดำ เรียงตั้งฉากกัน มีชั้นมงกุฎลักษณะคล้ายเส้นด้ายสีม่วงดำยื่นห้อยลงมา หน้าตาดอกเหมือนกับค้างคาวกำลังกระพือปีก ผลสดรูปขอบขนานแกมสามเหลี่ยม มีสันเป็นคลื่นตามยาว เมล็ดรูปไต </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2261
http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=951&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ลำต้นเข้าตำรับยาแก้บ่อง </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="67"><ชื่อท้องถิ่น>ดีปลี</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Long pepper</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ดีปลี </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Piper retrofractum Vahl</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Piper</Genus><Family>Piperaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป  ส่วนใหญ่พบในป่าดิบชื้น ในพื้นที่ลุ่มต่ำและแฉะ เจริญเติบโตได้ดีในที่ความชื้นสูง ชอบดินร่วนและอุดมสมบูรณ์  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ดีปลีเป็นไม้เถา รากฝอยออกบริเวณข้อเพื่อใช้ยึดเกาะ ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-5 ซม. ยาว 7-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือแหลม ขอบใบเป็นคลื่น ผิวใบเป็นคลื่นเล็กน้อยสีเขียวเข้มเป็นมัน ช่อดอกออกที่ซอกใบ ดอกย่อยอัดกันแน่น แยกเพศ ผลเป็นผลสด มีสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ผลแก่ตากแห้งบดทำพริกปรุงลาบ และหมักปลาหมักเนื้อ ผสมกับสมุนไพรอื่นเข้าตำรับยาบำรุงกำลัง ขับลม </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="68"><ชื่อท้องถิ่น>ดีหมี</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ดีหมี</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Acalypha spiciflora Burm.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Acalypha </Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ในป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้ง ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ของประเทศไทย ชอบอากาศค่อนข้างชื้น มีแสงแดดส่องรำไร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ดีหมีเป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ ใบดกหนา เปลือกสีเทาดำ เกลี้ยง ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปรีและขอบขนาน ขอบใบหยักตื้น ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลม ผิวใบหนา เรียบ และมัน สีเขียวเข้ม หลังใบสีอ่อน ก้านใบยาว 3-7 ซม. ดอกแยกเพศในต้นเดียว ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อยาวที่ซอกใบหรือใกล้ยอด ดอกเพศเมียออกเดี่ยวๆ ตามซอกใบ ผลค่อนข้างกลม เมล็ดกลม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้ลมพิษในกระดูก  ใช้เปลือกต้นต้มน้ำดื่มแก้ตับพิการ รักษามะเร็งโรคผิวหนัง  และใช้ส่วนทั้งห้า(ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล) ต้มน้ำดื่มแก้ไข้ตัวร้อน ปวดศีรษะ ดับพิษไข้ ขับเหงื่อ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="69"><ชื่อท้องถิ่น>ดู่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bermese ebony, Burma padouk, Nara</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ประดู่ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Pterocarpus macrocarpus Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Pterocarpus</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>EN 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบตามไหล่เขาและที่ราบ ในป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดิบแล้งทั่วประเทศ ยกเว้นภาคใต้ เป็นไม้เบิกนำการฟื้นฟูป่าที่ดีชนิดหนึ่ง ชอบดินร่วนปนทรายและระบายน้ำดี พื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง เปิดโล่ง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ดู่เป็นไม้ยืนต้น สูง 15-25 เมตร ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่หรือไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-5 ซม. ยาว 6-9 ซม. ดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว กลีบดอกสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม ผลเป็นฝัก มีปีกแบนๆ หุ้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้โรคบิด  ใช้เปลือกต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดฟัน  ใช้ย้อมผ้าฝ้าย ให้สีน้ำตาลเข้ม  ใช้แก่นย้อมผ้าฝ้าย ให้สีแดงค้ำ  ใช้เนื้อไม้ทำเสาบ้านให้สีแดงอมเหลืองลวดลายสวยงาม และมีความแข้งแรงทนทาน </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="70"><ชื่อท้องถิ่น>ต้นขี้ขาก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Ringworm bush, Seven golden candle stick, Candle bush, Candelabra bush</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ชุมเห็ดเทศ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Senna alata  (L.) Roxb. </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Senna</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป บนที่ราบหรือบนภูเขาสูงถึง 1,500 เมตร ชอบอยู่ริมน้ำ ความชื้นปานกลาง ได้รับแสงแดดเต็มวัน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ต้นขี้ขากเป็นไม้พุ่มสูง 1-3 เมตร แตกกิ่งออกด้านข้างในแนวขนานกับพื้น ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน รูปวงรีแกมขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ กว้าง 3-7 ซม. ยาว 6-15 ซม. หูใบเป็นรูปสามเหลี่ยม ช่อดอกออกที่ซอกใบตอนปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลืองทอง ใบประดับสีน้ำตาลแกมเหลือง หุ้มดอกย่อยเห็นชัดเจน ผลเป็นฝักมีครีบ 4 ครีบ เมล็ดแบน รูปสามเหลี่ยม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2245</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ใบสดหรือแห้งประมาณ 12 ใบ ต้มน้ำดื่มครั้งละ 1 แก้ว หรือใช้ดอกสดประมาณ 3 ช่อ ลวกกิน เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ถ่ายพยาธิลำไส้ชนิดพยาธิตัวตืด  ใช้ใบสดขยี่ถูนานๆ บริเวณผิวหนังรักษากลากเกลื้อน  และใช้ทั้งต้นเข้าตำรับยาลดความอ้วน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="71"><ชื่อท้องถิ่น>ตะขาบหิน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>tapeworm plant, ribbonbush</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตะขาบหิน ว่านตะขาบ ตะขาบบิน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Homalocladium platycladum (F.Muell.) L.H.Bailey</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Homalocladium</Genus><Family>Polygonaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปทุกภาคของประเทศ ชอบความชื้นปานกลาง ได้รับแสงแดดเต็มวัน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ตะขาบหินเป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูง 1-2 เมตร ลำต้นแบน แตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยว เรียงสลับ ร่วงง่าย รูปใบหอกแกมเส้นตรง กว้าง 0.5-1.5 ซม. ยาว  2-5 ซม. ช่อดอกออกเป็นกระจุกที่บริเวณข้อ แยกเพศอยู่คนละต้น กลีบรวมสีขาวแกมเขียว ผลสด รูปค่อนข้างกลม เมื่อสุกสีแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1743</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้ร้อนใน ดับพิษต่าง แก้ไอ แก้เจ็บคอเจ็บอก ระงับปวด แก้โรคผิวหนัง ผื่นคันน้ำเหลืองเสีย และงูสวัด  ใช้ใบทุบละเอียดทาแผลแมลงกัดต่อย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="72"><ชื่อท้องถิ่น>ตับเต่าต้น</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ตับเต่าต้น ตับเต่าหลวง มะไฟผี มะโกป่า เรื้อนกวาง ลิ้นกวาง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Diospyros ehretioides Wall. ex G.Don</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Diospyros</Genus><Family>Ebenaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าเต็งรัง หรือป่าเบญจพรรณแล้งทั่วไป  เจริญเติบโตได้ดีที่ระดับความสูงจากน้ำทะเล 100-450 เมตร </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ตับเต่าเป็นต้นไม้ขนาดกลาง เปลือกสีน้ำตาลปนเทา ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานหรือมน โคนใบกลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบเกลี้ยงและหนา ดอกแยกเพศ อยู่คนละต้น ดอกเพศผู้เป็นดอกช่อขนาดเล็ก ออกตามกิ่งเหนือง่ามใบ ช่อละ       3 ดอก โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอก 4 กลีบ เกสรเพศผู้มี 20-30 อัน ดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อสั้นๆ ช่อละ 3-5 ดอก ลักษณะเหมือนดอกเพศผู้ แต่ใหญ่กว่า ผลรูปป้อมกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 ซม. มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ผลแก่แห้ง สีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ต้นเข้ายาแก้ขาง 108 แก้ร้อนใน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="73"><ชื่อท้องถิ่น>ต้าง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Snowflake aralia, Snowflake tree, Snow flake tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ต้างหลวง, ต้างป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Trevesia palmata (Roxb. ex Lindl.) Vis.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Trevesia</Genus><Family>Araliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปบริเวณหุบเขาที่ชุ่มชื้น ชอบดินร่วน อุดมสมบูรณ์ มีความชื้น ระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ต้างเป็นไม้ยืนต้น สูง 3-6 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ หนาแน่นอยู่ที่ปลายยอด รูปโล่ ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นพู 5-9 พู กว้างและยาว 20-30 ซม. แผ่นใบสีเขียวแกมน้ำตาล ผิวใบมีขนละเอียดสีน้ำตาล ช่อดอกออกที่ลำต้นใกล้ปลายยอด กลีบดอกสีเหลือง ผลสด รูปกรวยคว่ำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=716&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ดอกอ่อนต้ม ลวก กินกับน้ำพริก หรือใส่แกงแลน แกงแค แกงไก่ แกงส้ม แกงลูกอ๊อด และแกงเขียด </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="74"><ชื่อท้องถิ่น>ต๋าว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sugar palm, Sweet palm</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ลูกชิด ตาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Arenga pinnata  (Wrumb) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Arenga</Genus><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นบริเวณเชิงเขา โดยเฉพาะริมลำธาร บริเวณดินร่วน ชอบอากาศชุ่มชื้น พบมากในภาคเหนือ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ต๋าวเป็นไม้ยืนต้นอายุยืน เป็นพืชขนาดใหญ่ตระกูลปาล์ม ใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน ปลายใบมนและแหลม โคนใบรูปเงี่ยงใบหอก ขอบใบเรียบ ผิวใบหนา หลังใบสีอ่อน ช่อดอกเชิงลดขนาดใหญ่ออกตามซอกใบห้อยยาวลงได้มากกว่า 2 เมตร ผลกลุ่มรูปไข่สีเขียว ผลแก่สีเหลืองและดำ เมล็ดสีขาวขุ่น ลักษณะนิ่มและอ่อน แต่ละผลมี 2-3 เมล็ด ต้นต๋าวให้ผลช่วงอายุ 15-20 ปี ส่วนใหญ่ให้ผลครั้งเดียว มากที่สุดไม่เกิน 4 ครั้ง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A7/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ชาวบ้านใช้ยอดอ่อนปรุงอาหารประเภทแกง  ใช้เนื้อในผลต้มน้ำตาลรับประทานเป็นของหวาน  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="75"><ชื่อท้องถิ่น>ตาลเหลือง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>yellow Mai flower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตาลเหลือง ช้างน้าว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ochna integerrima (Lour.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ochna </Genus><Family>Ochnaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าดิบแล้งทั่วไป ชอบดินร่วนปนทราย มีความชื้นปานกลาง แสงแดดส่องทั้งวัน ขึ้นได้ในดินทุกชนิด </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ตาลเหลืองเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกเป็นร่อง       ผิวเปลือกเป็นขุย ใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามเป็นคู่ๆ ตั้งฉากกัน รูปหอกและขอบขนาน ออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด ใบกว้าง 3-7 ซม. ยาว 8-15 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบจักซี่ฟัน ผิวใบเรียบมัน สีเขียวอ่อน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1028</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ลำต้นผ่าหรือหั่นเป็นแว่นตากแห้ง ต้มน้ำดื่ม บำรุงเลือด บำรุงกำลัง หรือผสมในตำรับยาบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="76"><ชื่อท้องถิ่น>ตาเหิน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>white garland-lily, white ginger lily</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระทายเหิน มหาหงส์ 
หางหงส์</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Hedychium coronarium J.Koenig</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Hedychium</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นมากในภาคเหนือ  ตามชายป่าใกล้ลำธาร  ชอบที่ชื้นแฉะ ริมน้ำ มีแสงแดดส่องถึงทั้งวัน คนนิยมปลูกไว้ในบ้านเพราะดอกให้กลิ่นหอม</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ตาเหินเป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน สูง 1-1.5 เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนานหรือใบหอก กว้าง 5-8 ซม. ยาว 16-25 ซม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว มีกลิ่นหอม ผลแห้ง แตกได้ รูปทรงกลม มี 3 พู</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)</Author><URL>http://www.biogang.net/plant_view.php?uid=53032&amp;id=191607</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้หน่ออ่อนกินดิบหรือลวกกินกับน้ำพริก  ใช้เหง้าหั่นเป็นแว่นต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการลมชัก หรือทุบแล้วใช้น้ำทาตุ่มแก้ลมพิษ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="77"><ชื่อท้องถิ่น>ติ้วยาง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ติ้วขน </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cratoxylum formosum (Jacq.) Benth. &amp; Hook.f. ex Dyer subsp. pruniflorum (Kurz) Gogelein</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cratoxylum</Genus><Family>Hypericaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 1998</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบตามธรรมชาติในป่าเบญจพรรณทั่วไป  ชอบพื้นที่แห้งแล้ง อากาศร้อน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ติ้วแดงเป็นไม้ยืนต้น สูง 8-15 เมตร มีน้ำยางเหลือง ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน กว้าง 2.5-4.5 ซม. ยาว 3-13 ซม. ผิวใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน ช่อดอก ออกเป็นกระจุกตามกิ่งเหนือรอยแผลใบ กลีบดอกสีชมพูอ่อน ผลแห้ง แตกได้ รูปไข่แกมกระสวย</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=143&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้น้ำยางเป็นยาสมานแผล ทาแผลมีดบาด ช่วยห้ามเลือดได้  ใช้ใบต้มน้ำนำมาอมแก้เหงือกบวม เป็นแผลในปาก  ใช้รากผสมในตำรับยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="78"><ชื่อท้องถิ่น>ติ้วส้ม (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ติ้วขาว </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cratoxylum formosum (Jacq.) Benth. &amp; Hook.f. ex Dyer</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cratoxylum</Genus><Family>Hypericaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 1998</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในป่าโปร่งและป่าเบญจพรรณ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน ที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 200-1,000 เมตร  เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ทนแล้งได้ปานกลาง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ติ้วเหลืองเป็นไม้ยืนต้น สูง 8-15 เมตร มีน้ำยางเหลือง เปลือกต้นมีสะเก็ดบางๆ สีน้ำตาล ต้นและกิ่งมีหนามแหลมกระจาย ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปวงรีแกมไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน กว้าง 2.5-4.5 ซม. ยาว 3-13 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน มองเห็นเส้นใบชัดเจน ช่อดอก ออกเป็นกระจุกตามกิ่งเหนือรอยแผลใบ กลีบดอกสีชมพูอ่อน 5 กลีบ กลีบเลี้ยงสีแดง 5 กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก ผลแห้ง แตกได้ รูปไข่แกมกระสวย เมื่อแก่จัดแตกเป็น 3 แฉก เมล็ดสีน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=143&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ใบอ่อนกินแกล้มกับลาบ กับน้ำพริก  หรือใส่แกงบอน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="79"><ชื่อท้องถิ่น>ตูน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>บอน กระดาดขาว กะเอาะขาว โหรา ออกดิบ อ้อดิบ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Colocasia gigantea (Blume) Hook.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Colocasia</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปทุกภาคของประเทศ  ชอบดินร่วนอุดมสมบูรณ์ ความชื้นสูง พบมากบริเวณริมลำธาร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ตูนเป็นไม้ล้มลุกหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลำต้นสีขาว ก้านใบแทงออกจากเหง้า ก้านใบอวบน้ำ ขนาดใหญ่และยาว สีเขียว มีไขเคลือบสีขาวนวล เนื้อของก้านใบฉ่ำน้ำ และมีรูอากาศแทรกอยู่ ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปหัวใจ กว้าง 40-43 ซม. ยาว 28-48 ซม. ปลายใบมนและแหลม โคนใบปิด ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบมัน สีเขียวอ่อน ช่อดอก ออกเป็นแท่งเดี่ยว ดอกย่อยแยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน สีขาวนวล มีกาบยาวรีสีขาวนวลหุ้มช่อดอก โคนป่องมีช่องเปิดมองเห็นช่อดอกเป็นกระเปาะตรงกลาง คล้ายดอกหน้าวัว ผลสด สีเขียว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/168</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ก้านใบสดกินกับน้ำพริก ลาบ และส้มตำ และปรุงอาหารประเภทแกงส้ม แกงแค  ใช้หัวเข้าตำรับยาแก้หอบหืดสำหรับเด็กเล็ก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ และเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="80"><ชื่อท้องถิ่น>เติม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Java cedar</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เติม ประดู่ส้ม ประดู่น้ำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Bischofia javanica Blume</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Bischofia</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป ในป่าดิบใกล้ลำธาร ป่าเบญจพรรณที่ชื้น ความสูงจากระดับน้ำทะเล 100-1,000 เมตร ชอบขึ้นในที่มีความชื้นสูง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เติมเป็นไม้ยืนต้นใหญ่ สูงถึง 30 เมตร กิ่งคดงอ เปลือกต้นสีน้ำตาลแดง มีเกล็ดเป็นแผ่น ร่วงง่าย มีน้ำยางแดง ใบประกอบแบบนิ้วมือ 3 ใบ รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 5-10 ซม. ยาว 10-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนและแหลม ขอบใบหยักมน ยอดอ่อนและใบแก่สีแดง ช่อดอกแยกแขนง ออกซอกใบและปลายกิ่ง สีเขียวอมเหลือง ดอกแยกเพศ ออกแยกต้น ดอกเพศผู้ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้ 5 อัน ดอกเพศเมียมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ โค้งเข้ากลางดอก ผลกลุ่ม ออกเป็นช่อใหญ่ เป็นผลสดมีเนื้อ เมื่อสุกสีเหลืองอมน้ำตาล 
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ เติมส้ม มียอดอ่อนสีขาว และเติมฝาด มียอดอ่อนสีแดง ใช้ประโยชน์ทั้ง 2 ชนิด แต่นิยมเติมส้มมากกว่า
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  นำยอดอ่อนมาหมักกับเกลือและน้ำ ใช้เคี้ยวกินเป็นของว่างแทนเมี่ยงจากใบชา  และกินผลเป็นผลไม้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="81"><ชื่อท้องถิ่น>โต้ม (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bur-flower tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระทุ่ม กระทุ่มบก ตะกู แคแสด ตะโกส้ม ตะโกใหญ่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Anthocephalus chinensis (Lam.) A.Rich ex Walp.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Anthocephalus</Genus><Family>Rubiaceae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นตามป่าที่ถางแล้วปล่อยทิ้งร้าง ข้างทางที่ผ่านป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง เจริญได้ดีในดินลึก ชุ่มชื้นสูง ขึ้นได้ที่ระดับความสูงถึง 1,000 เมตร </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>โต้มเป็นไม้ยืนต้น สูง 16-27 เมตร กิ่งตั้งฉากกับลำต้น ลำต้นตรง ลิดกิ่งเองตามธรรมชาติ เปลือกสีเทาปนน้ำตาลและเรียบ ใบเดี่ยวเรียงตัวตรงข้ามเป็นคู่ กว้าง 5-12 ซม. ยาว 10-24 ซม. ปลายใบมนหรือมีติ่งแหลม โคนป้าน เนื้อใบค่อนข้างหนา หลังใบสาก ช่อดอกกระจุกแน่น ออกปลายกิ่ง สีขาวปนเหลืองหรือสีส้ม กลิ่นหอมอ่อน ผลเดี่ยวเรียงแน่นเป็นก้อนกลมบนช่อดอก ผลแก่สีเหลืองเข้ม มีเมล็ดขนาดเล็กมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชใช้สอย  นิยมใช้เนื้อไม้ตกแต่งภายในบ้าน เช่น ฝ้าเพดาน เนื่องจากเป็นไม้โตเร็ว ใช้ประโยชน์ได้เมื่ออายุประมาณ 10 ปี </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="82"><ชื่อท้องถิ่น>ถั่วปู</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Asparagus pea, Goa bean, Manila pea, Princess bean, Winged bean</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ถั่วพู</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Psophocarpus tetragonolobus (L.) DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Psophocarpus</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ขึ้นได้ดีในเขตร้อนที่ชุ่มชื้น ต้องการน้ำมาก</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ถั่วปูเป็นเป็นไม้ล้มลุกเลื้อยพัน อายุหลายปี มีรากสะสมอาหารลักษณะเป็นหัวใต้ดิน ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 3 ใบ รูปไข่แกมรูปกระสวยหรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 4-10 ซม. ยาว 8-18 ซม. ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน ผลเป็นฝักแบน มีครีบ 4 ครีบตามยาว เมล็ดสีขาว สีน้ำตาลแกมเหลืองหรือดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=388</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ฝักลวก นึ่ง หรือกินสดกับน้ำพริก หรือลาบ  ใช้ปรุงอาหารประเภทแกงแค  ใช้เมล็ดแก่ใส่แกงหน่อไม้ หรือทำถั่วเน่า</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="83"><ชื่อท้องถิ่น>ทองพันชั่ง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Common rhinacanthus, White crane flower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ทองพันชั่ง หญ้ามัไก่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Rhinacanthus nasutus (L.) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Rhinacanthus</Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ขึ้นได้ในดินทั่วไป แต่ชอบดินที่มีความชุ่มชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ทองพันชั่งเป็นไม้พุ่มสูง 1-2 เมตร กิ่งอ่อนเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่ หรือรูปวงรี กว้าง 2-4 ซม. ยาว 4-8 ซม. ช่อดอก ออกที่ซอกใบกลีบดอกสีขาว โคนกลีบติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 2 ปาก ปากล่างมีจุดประสีม่วงแดง ผลเป็นผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ประโยชน์ดอทคอม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=819
https://prayod.com/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาถอนพิษงู แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย และขับปัสสาวะ  ใช้ใบต้มน้ำดื่มแก้ไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้โรคผิวหนัง ผดผื่น</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="84"><ชื่อท้องถิ่น>บอน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Elephant ear, Taro, Japanese taro, Wild taro</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>บอน เผือก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Colocasia esculenta (L.) Schott</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Colocasia</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป ชอบขึ้นตามหนองน้ำ พื้นที่น้ำขัง ริมลำธาร.</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บอนเป็น พืชล้มลุกหลายฤดู มีหัวใต้ดิน ไหลเลื้อยไปเป็นต้นใหม่ ใบและลำต้นสีเขียวสดหรือสีเขียวอมน้ำตาล ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ ก้านใบอวบน้ำ ขนาดใหญ่ยาว สีเขียวแกมม่วงโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ มีน้ำยางเหนียวสีขุ่น หากสัมผัสโดนผิวหนังจะคัน ดอกออกเป็นช่อ สีขาวนวล มีกาบยาวรีสีเหลืองนวลหุ้มช่อดอก โคนป่องมีช่องเปิดมองเห็นช่อดอกเป็นกระเปาะตรงกลาง มีกลิ่นหอม ส่วนปลายของช่อดอกเป็นดอกตัวผู้ ส่วนโคนเป็นดอกตัวเมีย ก้านช่อดอกสั้นกว่าก้านใบ 
ในชุมชนมี 4 ชนิด คือ บอนหวาน จุดกลางใบสีขาว  บอนคันหรือบอนแท้ จุดกลางใบสีแดงม่วง  บอนผา ผิวใบเป็นมันและหนา  และบอนดำ 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%99/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ใบอ่อน ก้านใบอ่อน ต้มเคี่ยวให้เปื่อยแล้วนำไปแกง  ชาวบ้านเชื่อว่าขณะแกงหากส่งเสียงดังจะทำให้กินแล้วคัน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="85"><ชื่อท้องถิ่น>น้ำแน่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Laurel clockvine, Blue trumpet vine</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>รางจืด กำลังช้างเผือก ขอบชะนาง เครือเขาเขียว ยาเขียว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Thunbergia laurifolia Lindl.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Thunbergia</Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพืชที่ชอบอยู่ตามลุ่มน้ำ ลำห้วย ลำธาร ขึ้นในป่าชื้นจะงามมาก ชอบดินร่วนปนทราย และพบอยู่ตามชายป่าดิบทั่วไปในประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>น้ำแน่เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 ซม. ยาว 8-14 ซม. ขอบใบเว้าเล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ผิวใบเรียบมัน เนื้อใบหนา อวบน้ำเล็กน้อย ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ฐานดอกอัดกันแน่นเป็น รูปทรงกลม ดอกย่อยขนาดใหญ่ รูปดอกเข็ม โคนเชื่อมกัน ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน ใบประดับสีเขียวประสีน้ำตาลแดง ผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=714</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ดอกปรุงอาหารประเภทแกงส้ม  ใช้ใบต้มน้ำร่วมกับใบเตยดื่มรักษาอาการอาหารเป็นพิษ และพิษเบื่อเมาต่างๆ  ใช้เถาหรือใบต้มน้ำดื่มช่วยขับสารพิษในร่างกาย แก้ลมพิษ แก้ปวดท้อง  ใช้เถาตากแห้งเข้าตำรับยาแก้ผื่นคัน ยาใส่แผล ยาแก้พิษยาฆ่าแมลง และตำรับยาอยู่เดือน แก้ผิดเดือน ยาห่ม(ยาอยู่ไฟสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร)  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำเถา</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="86"><ชื่อท้องถิ่น>บักคานัด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Pineapple</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สับปะรด </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ananas comosus (L.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ananas</Genus><Family>Bromeliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ชอบอากาศร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสมราว 24-29 องศาเซลเซียส </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บักคานัดเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นแก่ค่อนข้างแข็ง และออกหน่อใหม่ด้านข้าง ใบเรียงสลับถี่รอบต้น ก้านใบกางโอบลำต้น รูปขอบขนาน เรียวคล้ายดาบโค้ง กว้าง 2-6 ซม. ยาว 50-150 ซม. ขอบใบมีหนามขนาดเล็ก เนื้อใบแข็ง ผิวใบด้านหลังสีขาวนวล ช่อดอก ออกปลายยอด ก้านช่อดอกยาว มีใบประดับอยู่ส่วนบนและล่างของช่อดอก ผลขนาดใหญ่รูปไข่หรือทรงกระบอก กว้าง 8–20 ซม. ไม่มีเมล็ดสมบูรณ์</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/Herbarium/Archives/PlantFile/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%94.html</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้  ใช้รากต้มน้ำรวมกับข้าวจ้าวเปลือกดื่มแก้โรคดีซ่าน โรคไต และใช้เข้าตำรับยาแก้นิ่ว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ และปักชำจุกหรือใบประดับส่วนบน</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="87"><ชื่อท้องถิ่น>บุกเบีย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Stanley’s water-tub, Elephant yam, elephant foot yam</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>บุกคางคก </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Amorphophallus </Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2013</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป บนพื้นที่โล่งในป่าเบญจพรรณและป่าละเมาะโปร่ง สูงถึง 900 เมตร จากระดับน้ำทะเล</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บุกเบียเป็นไม้ล้มลุก งอกงามดีในฤดูฝนและโทรมในต้นฤดูหนาว มีหัวใต้ดินสีน้ำตาล งอกใหม่ได้ทุกปี ใบเดี่ยว แผ่ออกคล้ายร่มหยักเว้าเป็นแฉก ก้านใบกลมอวบน้ำ ยาว 150-180 ซม. ลายสีเขียวและแดง ดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ แทงจากหัวใต้ดิน ลักษณะเป็นแท่งสีแดงแกมน้ำตาล ก้านช่อสั้นมีใบประดับรูปกรวยหุ้มช่อดอกขอบหยักเป็นคลื่นและบานออก ผลเป็นผลสดเนื้อนุ่ม สีแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  หัวใต้ดินไม่มีพิษที่ทำให้คัน  ใช้ทำเป็นอาหาร เช่น ยำบุก และบุกนึ่ง  ก้านใบอ่อนใช้ทำแกงส้ม แกงแคเขียด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกหน่อ และปักชำหัว</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="88"><ชื่อท้องถิ่น>ปิ้งแดง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>hill glory bower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>นางแย้มป่า ปิ้งเห็บ ต่างไก่แดง ขี้ขม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Clerodendrum infortunatum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Clerodendrum</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป บนพื้นที่ไม่สูงจากระดับน้ำทะเลมากนัก บริเวณที่ชื้นในป่าเบญจพรรณและชายป่าดิบ หรือป่าดิบที่เคยถูกแผ้วถางมาก่อน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ปิ้งเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม สูง 1-2 เมตร ลำต้นตั้งตรงมีขนเล็กน้อย กิ่งและต้นเปราะ เป็นสันสี่เหลี่ยม สีดำอมน้ำตาล ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปหัวใจ ออกเรียงสลับตามข้อเป็นคู่ ตั้งฉากกัน กว้าง 7-35 ซม. ยาว 4-38 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเว้า ขอบจัก ผิวใบหนาและสาก สีเขียวเข้ม เส้นใบสีเขียวเข้ม  ช่อดอกแยกแขนง ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ก้านช่อดอกสีแดง กลีบดอกย่อยสีขาว กลางดอกสีชมพู กลีบดอก 5 กลีบ กลีบเลี้ยงสีแดง เกสรเพศผู้สีขาวขนาดยาว 5 อัน </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ดอกอ่อนเผาไฟใส่แกงหน่อไม้กินให้รสมัน  ใช้ใบไม่แก่มากวางซ้อนจำนวน 3, 5 หรือ 7 ใบ นำไปห่อขี้เถ้าร้อนๆ คล้ายห่อหมก ประคบบรรเทาอาการปวดหัว โดยเฉพาะการปวดหัวข้างเดียว  และใช้เข้าตำรับยาแก้ปวดศีรษะข้างเดียว </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="89"><ชื่อท้องถิ่น>ปิดปิวขาว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Ceylon leadwort, White leadwoort, Leadwort</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เจตมูลเพลิงขาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Plumbago zeylanica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Plumbago </Genus><Family>Plumbaginaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามป่าดงดิบและป่าโปร่งทั่วทุกภาคของประเทศ ชอบขึ้นบนดินปนทรายที่ชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ปิดปิวขาวเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก กิ่งก้านเลื้อยทอดและแผ่ออกกว้าง สูง 0.8-1.5 เมตร ยอดอ่อนสีแดง ลำต้นกลมเรียบ ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่แกมวงรีหรือกลม ขนาดใบกว้าง 3-5 ซม. ยาว 6-10 ซม. ช่อดอกกระจะ ออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ กลีบดอกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นรูปกรวยแคบหรือทรงแจกัน กลีบเลี้ยงมีต่อมเมื่อจับจะรู้สึกเหนียว ผลเป็นผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/BOTANIC_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2561</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร  รักษาโรคผิวหนัง บำรุงธาตุ แก้ปวดท้อง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="90"><ชื่อท้องถิ่น>ปิดปิวแดง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Rose-colored leadwort, Holly-leaved</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เจตมูลเพลิงแดง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Plumbago indica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Plumbago</Genus><Family>Plumbaginaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณทั่วไป ชอบขึ้นบนดินปนทรายที่ชื้น </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ปิดปิวแดงเป็นไม้พุ่ม สูง 0.8-1.5 เมตร ยอดอ่อนสีแดง ลำต้นกลมเรียบ มีสีแดงบริเวณข้อ ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่แกมวงรีกว้าง 3-5 ซม. ยาว 6-10 ซม. ช่อดอกกระจะ ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีแดง เชื่อมติดกันเป็นรูปกรวยแคบหรือทรงแจกัน กลีบเลี้ยงมีต่อมเมื่อจับจะรู้สึกเหนียว ผลเป็นผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากบดเป็นส่วนผสมในแป้งข้าวหมากทำเหล้า ดื่มเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร แก้ปวดท้อง ขับลม แก้ริดสีดวงทวาร  ใช้ใบเข้าตำรับยาบำรุงกำลัง ขับลม  แต่หากถูกผิวหนังนานจะทำให้เกิดอาการบวมได้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="91"><ชื่อท้องถิ่น>ปุย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Tummy-wood</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระโดน กะนอน ขุย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Careya arborea Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Careya</Genus><Family>Lecythidaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นประปรายในป่าเบญจพรรณชื้น ป่าแดง และป่าทุ่ง ทุกภาคของประเทศ ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 87 เมตรขึ้นไป </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ปุยเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง 10-30 เมตร ลำต้นเตี้ยและมีกิ่งก้านมาก เรือนยอดเป็นพุ่มกลมแน่นทึบ เปลือกต้นสีเทาหนาและแตกล่อนเป็นแผ่น เมื่อผลัดใบ ใบใหม่จะผลิออกมาพร้อมดอก ใบเดี่ยวรูปไข่กลับ เรียงสลับ ตามปลายกิ่ง กว้าง 12-15 ซม. ยาว 25-30 ซม. ขอบหยักเป็นคลื่น ปลายมน โคนแหลม ใบหนาผิวเรียบมัน ยอดสีแดง ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ 2-3 ดอก กลีบดอกและกลีบเลี้ยงอย่างละ 4 กลีบ กลีบดอกสีขาวหรือขาวนวลร่วงง่าย เชื่อมกันเป็นรูประฆัง เกสรตัวผู้ยาวและเป็นเส้นฝอยสีแดงจำนวนมาก ผลโตกลมขนาดประมาณ 5 ซม. มีเมล็ดจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  กินยอดสดกับน้ำพริก ช่วยบำรุงกำลังสำหรับสตรีคลอดบุตรใหม่  ผลกินเป็นยาช่วยย่อยอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="92"><ชื่อท้องถิ่น>ปูเลย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cussumuna ginger</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไพล </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zingiber montanum (J.Koenig) Link ex A.Dietr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zingiber </Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายทั่วไป ในที่ดินร่วนซุยระบายน้ำได้ดี  ชอบอากาศค่อนข้างร้อน และมีความชุ่มชื้นในเวลากลางคืน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ปูเลยเป็นไม้ล้มลุก สูง 0.7-1.5 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีเหลืองแกมเขียว มีกลิ่นเฉพาะ แทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอประกอบด้วยกาบหรือโคนใบหุ้มซ้อนกัน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานแกมใบหอก ขนาดใบกว้าง 3.5-5.5 ซม. และยาว 18-35 ซม. ช่อดอก แทงจากเหง้าใต้ดิน กลีบดอกสีนวล ใบประดับสีม่วง ผลเป็นผลแห้ง รูปทรงกลม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2914</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร ใช้ดอกสดเป็นผักกินกับน้ำพริก เป็นยากระจายเลือดที่เป็นลิ่ม แก้ช้ำใน ทำลายเลือดเสีย ขับประจำเดือน  ใช้ต้นต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ธาตุพิการ อุจจาระไม่เป็นปกติ  ใช้ใบต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้ปวดเมื่อย ใช้เหง้าสดตำคั้นน้ำทาบริเวณที่เคล็ดขัดยอก แก้ปวดเมื่อย ฟกช้ำ ตำละเอียดผสมเกลือนำมาห่อผ้าอังไอน้ำให้ร้อนประคบแก้ปวดเมื่อย ต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้จุกเสียดแน่นท้อง ขับลมในกระเพาะอาหาร ขับประจำเดือน มักใช้ใส่ผสมในยาลูกประคบ ยาต้มประเภทอาบและอบ  และใช้เข้าตำรับยาหลายขนาน  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="93"><ชื่อท้องถิ่น>ปูเลยดำ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bangle Hantu</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไพลดำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zingiber ottensii Valeton</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zingiber</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นเองในป่าทั่วทุกภาคของประเทศ ชอบอากาศค่อนข้างร้อน และมีความชุ่มชื้นในเวลากลางคืน ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ปูเลยดำเป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดินเนื้อในเป็นสีม่วง ลำต้นเหนือดินสูงได้ถึง 1.5 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ กว้าง 6-8 ซม. ยาว 26-30 ซม. ช่อดอก ออกที่โคนต้นแทงช่อขึ้นมาจากเหง้าใต้ดิน ก้านช่อดอกยาว 14 ซม. ช่อดอกยาวประมาณ     9 ซม. ใบประดับเมื่อยังอ่อนมีสีแดงปนเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูหรือแดงเข้ม กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%B3/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้หน่ออ่อนกินสดกับแกงหน่อไม้  ใช้เหง้าต้มน้ำดื่มเป็นยาขับลม บำรุงน้ำนมสตรีที่คลอดบุตรใหม่ แก้ปวดบวมตามเท้า ขา มือ  และผสมน้ำส้มป่อยเช็ดแก้ปวดต่างๆ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกเหง้าและหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="94"><ชื่อท้องถิ่น>เป๋ยเบาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Thai crape myrtle, kedah bungor</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตะแบกนา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Lagerstroemia floribunda Jack var. floribunda</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Lagerstroemia</Genus><Family>Lythraceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ตามป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณ ที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 20-300 เมตร  ชอบดินร่วนซุย มีความชื้นปานกลางถึงสูง ต้องการแสงแดดจัด  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เป๋ยเป็นไม้ต้น สูงประมาณ 15–20 เมตร เปลือกมันเรียบ สีขาวอมเทา ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม กว้าง 8.5–17.5 ซม. ยาว 4.2–7.7 ซม. รูปใบหอกปลายแหลม โคนใบมน ขอบใบเป็นคลื่น ผิวใบเกลี้ยง เนื้อใบหนาคล้ายหนัง ดอกเป็นช่อกระจะ ออกปลายกิ่ง ดอกย่อยสีม่วง กลีบเลี้ยง 6 กลีบ โคนเชื่อมกันรูปถ้วย มีสันนูน กลีบดอก 6 กลีบ แยกกัน เนื้อกลีบบางยับย่น โคนกลีบเรียวเป็นก้าน เกสรเพศผู้จำนวนมาก ผลแก่แตกเป็น 6 ซีก มีกลีบเลี้ยงติดอยู่
ในชุมชนมี 3 ชนิด คือ เป๋ยเบาะ ลำต้นส่วนล่างมีหนาม  เป๋ยสะแอน ลำต้นส่วนล่างไม่มีหนาม  และเป๋ยลอกคราบ เมื่อแก่เปลือกลำต้นจะแตกเป็นสะเก็ด ร่วงหล่น ใบและดอกมีลักษณะคล้ายกันทั้ง 3 ชนิด
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้เปลือกต้นเป๋ยเบาะเข้าตำรับยาแก้ท้องเสีย  ใช้ไม้ทำสิ่งปลูกสร้างที่รับน้ำหนัก เช่น เสา กระดานพื้น และเครื่องมือการเกษตร เนื่องจากเนื้อไม้ละเอียดแข็งแต่ใจกลางมักเป็นโพรง </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="95"><ชื่อท้องถิ่น>เปรี้ยวป้องฟ้า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ส่องฟ้าดง โปร่งฟ้า </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Clausena harmandiana (Pierre) Guillaumin</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Clausena</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าเบญจพรรณทั่วไป  ชอบแสงแดดปานกลาง ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เปรี้ยวป้องฟ้าเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 20-50 ซม. ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 3-7 ใบ รูปไข่แกมวงรีแกมขอบขนาน ขนาดใบกว้าง 2.5-4 ซม. ยาว 4-8 ซม. เนื้อใบมีจุดน้ำมันกระจาย ดอกเป็นช่อ ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง ผลสด รูปทรงกลม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ต้นต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดหลังปวดเอว </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="96"><ชื่อท้องถิ่น>เปล้าตองแตก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Red physic nut</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตองแตก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Baliospermum solanifolium (Burm.) Suresh</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Baliospermum</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบได้ในป่าเบญจพรรณทั่วไป ชอบดินร่วนปนทราย พื้นที่แห้งแล้ง แสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เปล้าตองแตกเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตร ยอดอ่อนมีขน ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบที่บริเวณยอดรูปใบหอกหรือรูปวงรี กว้าง 3-4 ซม. ยาว 6-7 ซม. ใบที่บริเวณโคนต้นมีขอบหยักเว้า 3-5 แฉก รูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง 7-8 ซม. ยาว 15-18 ซม. ช่อดอก แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกันหรือบนช่อเดียวกัน ออกที่ซอกใบ ดอกตัวผู้มีจำนวนมากอยู่ตอนบนของช่อ ไม่มีกลีบดอก กลีบเลี้ยงสีเหลืองแกมเขียว 4-5 กลีบ ดอกตัวเมียออกที่โคนช่อ ไม่มีกลีบดอก ผลแห้ง แตกได้ มี 3 พู</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้น้ำยางจากยอดอ่อนใส่รักษาแผลทั้งสดและเรื้อรัง แผลโรคปากนกกระจอก(หายภายใน 2 วัน)  ใช้ใบต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคกระเพาะ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="97"><ชื่อท้องถิ่น>เปล้าน้อย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Thai croton</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เปล้าน้อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Croton sublyratus Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Croton </Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายทั่วไปในป่า ชอบอากาศร้อนชื้น แสงแดดส่องถึงทั้งวัน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เปล้าน้อยเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นสูง 1-4 เมตร ผลัดใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับรูปใบหอกกลับ กว้าง 4-6 ซม. ยาว 10-15 ซม. ดอกเป็นช่อ ออกที่ซอกใบบริเวณปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็ก แยกเพศ อยู่ในช่อเดียวกัน กลีบดอกสีนวล ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ มี 3 พู</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ยางทาสมานแผลสด แผลแมลงป่องต่อย  ใช้เนื้อไม้ตากแห้งต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงในสตรีหลังคลอดบุตร  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคกระเพาะ  ใช้กิ่งผสมในตำรับยากินยาห่ม(ยาอยู่ไฟสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร) ยาอยู่เดือน แก้ผิดเดือน ยาบำรุงและเร่งน้ำนม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="98"><ชื่อท้องถิ่น>เปล้าหลวง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เปล้าใหญ่ เปาะ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Croton persimilis Müll.Arg.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Croton</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าเต็งรัง และป่าผลัดใบ ทั่วไป </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เปล้าหลวงเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 8 เมตร ใบอ่อนมีสีน้ำตาล ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน รูปวงรีแกมขอบขนาน รูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง 5-10 ซม. ยาว 9-30 ซม. ดอกเป็นช่อ ออกที่ปลายกิ่ง แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกันหรือแยกต้น กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียว ผลแห้ง แตกได้ มี 3 พู รูปทรงกลม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=33</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ใบและเนื้อไม้ต้มน้ำให้สตรีหลังคลอดบุตรที่อยู่ไฟดื่ม และอาบ  ใช้เนื้อไม้เข้าตำรับยาบำรุงน้ำนม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="99"><ชื่อท้องถิ่น>โป่งมดง่าม (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Stemona</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>โป่งมดง่าม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Stemona burkillii Prain</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Stemona </Genus><Family>Stemonaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพืชป่าพบบริเวณชายป่าชายเขาทั่วไป สภาพร่มรำไร ที่ระดับความสูงไม่มากนัก และในสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรียวัตถุ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>โป่งสามสิบเป็นไม้เถาล้มลุก สูง 0.4-0.5 เมตร ขณะต้นเล็กจะตั้งตรง เมื่อสูงมาก จะพาดพันต้นไม้อื่น มีหัวใต้ดินเป็นกระจุก ลักษณะเป็นแท่งกลมยาว ใบรูปหัวใจ ปลายเรียวแหลม เส้นใบตามยาวประมาณ 10-12 เส้น ผิวใบเป็นคลื่น ขอบใบเรียบ กิ่งที่กำลังจะออกดอกจะเลื้อยพัน ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกด้านนอกสีเขียว ด้านในสีแดง ผลเป็นผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชใช้สอย  รากสดบดละเอียดผสมขุยมะพร้าวตากแห้ง ใช้ใส่รังมดเพื่อฆ่า</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="100"><ชื่อท้องถิ่น>ผักก้านถิน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Horse tamarind, Leucaena</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระถิน </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Leucaena leucocephala (Lam.) de Wit</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Leucaena</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นทั่วไป  เจริญได้ในดินทุกสภาพ ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ แสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักกะสินเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ถึงไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 เมตร ไม่ค่อยแตกกิ่งก้านสาขา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ใบย่อย 5-20 คู่ เรียงตรงข้าม รูปขอบขนาน ขนาดใบกว้าง 0.1-0.15 ซม. ยาว 0.6-2.1 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว ขอบมีขน ท้องใบมีสีนวล ช่อดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกตามซอกใบ 1-3 ช่อ เป็นฝอยนุ่มมีกลิ่นหอมเล็กน้อย ผลเป็นฝักออกเป็นช่อ ฝักแบนยาว 10-15 ซม. เห็นเมล็ดเป็นจุดๆ ในฝักตลอดฝัก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=2115&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนและฝักอ่อนเป็นผักสดกินกับน้ำพริก ลาบ ส้มตำ หรือแกงบอน  ใช้เมล็ดแก่สดกินเป็นยาขับพยาธิ เด็กนิยมแกะกินเล่น  ใช้เปลือกต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้อาเจียน แก้บิด สมานแผล  ใช้ใบต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงร่างกาย  ใช้ฝักต้มน้ำดื่มเป็นยาถ่ายพยาธิ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="101"><ชื่อท้องถิ่น>ผักกาดเพี้ย (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์>สกุล Lactuca</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Lactuca</Genus><Family>Asteraceae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ทั่วไป ทั้งกลางแจ้งและที่มีร่มเงา ชอบดินร่วนชื้น ชอบน้ำ และแสงแดดพอประมาณ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักกาดเพี้ยเป็นพืชล้มลุกอายุยืน สูงได้ถึง 2 เมตร ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับและเวียนกันถี่ ใบดกหนา และอวบน้ำ รูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแหลม ขอบใบจักฟันเลื่อย ใบสีเขียวหม่น ก้านใบสั้น ลำต้นเปราะ ดอกช่อกระจะ ออกที่ปลายยอด ช่อดอกย่อยสีเหลืองนวล แบบช่อกระจุกแน่น มีวงใบประดับหุ้ม กลีบเลี้ยงมีลักษณะเป็นขน ผลแห้งเมล็ดล่อน ปลายมีปีก </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ใบอ่อนกินกับน้ำพริก ต้มส้มปลา แกงบอน หรือลาบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="102"><ชื่อท้องถิ่น>ผักก้านถุง (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>latherleaf, Asian nakedwoo, Asian snakewood</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>คันทรง ผักหวานทะเล</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Colubrina asiatica (L.) Brongn.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Colubrina </Genus><Family>Rhamnaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ ป่าละเมาะตามที่รกร้าง และข้างถนน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักก้านต๋งเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูง 2-3 เมตร กิ่งก้านเล็กกลมสีเขียว ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปหอก ขนาดใบกว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ปลายและฐานใบแหลม ขอบใบหยักซี่ฟัน เส้นใบมี 3 คู่ ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มกว่าด้านล่าง ช่อดอกออกตามซอกใบและกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็ก รูปจาน 8-14 ดอก สีเหลืองแกมเขียว ก้านดอกสั้น กลิ่นหอมอ่อนๆ ผลเดี่ยวรูปกลมแป้นสีเขียวเข้ม มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ เรียงห้อยลงเป็นแถวตามกิ่ง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อนลวกหรือนึ่งกินกับน้ำพริก ใส่แกงขนุน แกงปลาย่าง แกงปลาแห้ง แกงแค</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="103"><ชื่อท้องถิ่น>ผักกูดขาว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Paco</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักกูด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Diplazium esculentum (Retz.) Sw.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Diplazium</Genus><Family>Athyriaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป ตามบริเวณลำธาร ที่ชื้นแฉะ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักกูดเขียวเป็นพืชจำพวกเฟิร์นที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน ลักษณะเป็นกอรากแตกฝอยเป็นกระจุกใหญ่ ก้านใบแตกจากเหง้าใต้ดิน ยาวประมาณ 1 เมตร ใบเป็นแผงแบบขนนก แตกเป็นคู่ขนานตั้งแต่กลางก้านใบไปจนตลอดปลายใบเล็กหงิกงอ ยอดอ่อนและปลายยอดม้วนงอแบบก้นหอย </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1840</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนนึ่งกินกับน้ำพริก ทำแกงส้ม ผัด หรือยำ  ใช้หัวฝนใส่รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะสปอร์ และแยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="104"><ชื่อท้องถิ่น>ผักกูดก้อง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เฟิร์นตีนมังกร หญ้ายายเภา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Lygodium flexuosum (L.) Sw.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Lygodium</Genus><Family>Lygodiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบแสงแดดรำไร ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด พบในป่าทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักกูดง้องเป็นไม้เถามีเหง้าสั้นอยู่ในดิน มีขนสีน้ำตาลปกคลุม มีใบประกอบ 5 ชั้น ก้านใบชั้นแรกยาวได้มากกว่า 50 ซม. โคนก้านสีน้ำตาลมีขนปกคลุม แกนกลางใบหรือก้านใบชั้นที่ 2 มีครีบสันตลอดความยาว มีขนปกคลุม แกนย่อยชั้นแรกหรือก้านใบชั้นที่ 3 ยาว 5 มม. มีขนปกคลุมและขนชี้ลง ก้านใบชั้นที่ 4 เป็นใบประกอบแบบขนนก 1-2 ชั้น รูปขอบขนานแกมสามเหลี่ยม ปลายแหลม กว้าง 7-12 ซม. ยาว 10-25 ซม. ก้านใบชั้นที่ 5 เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ 3 แฉก หรือใบเดี่ยว โคนของแฉกเว้าแบบหัวใจ ขนาดใบกว้าง 2.5 ซม. ยาว 15 ซม. ปลายแหลม ขอบใบจักซี่ฟัน เป็นครีบสันมีขนประปราย ที่โคนใบและก้านไม่มีข้อต่อที่จุดเชื่อม แผ่นใบบางและเรียบ อับสปอร์เกิดที่ส่วนติ่งยื่นออกจากขอบใบย่อยชั้นสุดท้าย</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/246</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนลวกกินกับน้ำพริก ปรุงอาหาร เช่น แกงหน่อไม้  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาถอนพิษ แก้เบื่ออาหาร แก้เบื่อเมา อาหารเป็นพิษ และเข้าตำรับยาแก้ปัสสาวะขัด  ใช้ใบตำพอกแผลแก้อักเสบจากงู ตะขาบ แมงป่อง แมลงมีพิษกัดต่อย และเข้าตำรับยารักษาแผลสด ยาคัดเลือด  ใช้ลำต้นและใบเข้าตำรับยาแก้ปวดเมื่อยในผู้สูงอายุ  ใช้ราก ลำต้น และเหง้าต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้เจ็บคอ รักษาอาการเสียงแหบ แก้ปวดหลัง ขับปัสสาวะ รักษาโรคทางเดินปัสสาวะ แก้นิ่วในไต แก้เลือดตกใน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะสปอร์ และแยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="105"><ชื่อท้องถิ่น>ผักขี้อ้น</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์>สกุล Mentha</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Mentha</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามที่ชุ่มชื้นตามคลองหนองน้ำ  ทั่วทุกภาคของประเทศไทย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักขี้อ้นเป็นพืชล้มลุก มีใบเขียวเข้มและดกหนา ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยว รูปไข่ ออกเรียงตรงข้าม ตั้งฉากกันเป็นคู่ๆ กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 2-3.5 ซม. ขอบใบจักซี่ฟัน ปลายใบแหลม โคนใบมน ผิวขรุขระ เนื้อใบสากเล็กน้อย เส้นใบสีเขียวอ่อน เห็นชัดเจน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบกินสดกับตำมะเขือ  ผสมกับใบก่อมก้อใส่แกงแค หรือแกงเนื้อ  ใช้ผสมเป็นยาดมในเครื่องหอมต่างๆ  และตำประคบศีรษะเด็กแก้ไข้หวัด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="106"><ชื่อท้องถิ่น>ผักคาวตอง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Fish mint, Chameleon plant, Fish wort</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักคาวทอง พลูแก พลูคาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Houttuynia cordata Thunb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Houttuynia</Genus><Family>Saururaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เจริญได้ดีในที่ลุ่มที่มีความชื้นสูง ขึ้นเองตามธรรมชาติ พบทั่วไปบริเวณริมห้วย ลำธาร และที่ชื้นแฉะริมน้ำหรือตามโคนต้นไม้ใหญ่ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักคาวตองเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปีสูง 15-30 ซม. ทั้งต้นมีกลิ่นคาว ลำต้นเลื้อยทอดตามผิวดิน แตกรากตามข้อ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจกว้าง 4-6 ซม. ยาว 6-10 ซม. ก้านใบยาว ส่วนโคนแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ช่อดอก ออกตรงปลายยอด มีใบประดับสีขาว 4 ใบที่โคนช่อ ดอกย่อยขนาดเล็ก ไม่มีกลีบดอกและก้านดอก ผลเป็นผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1188</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนและใบอ่อนกินสดกับลาบ ตำมะเขือยาว  ใช้ทั้งต้นหั่นแช่น้ำเชื่อมหรือน้ำกะทิดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย แก้แพ้อากาศ แก้กามโรค แก้โรคผิวหนัง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง และแยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="107"><ชื่อท้องถิ่น>ผักจะนาง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bamboo grass</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เถาย่านาง ย่านาง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tiliacora triandra Diels</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tiliacora</Genus><Family>Menispermaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ทุกฤดูกาล พบได้ทั่วไป โดยขึ้นเองตามธรรมชาติ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักจะนางเป็นไม้เถา ใบเดี่ยว สีเขียวเข้ม ออกเรียงสลับ รูปไข่แกมใบหอก กว้าง 2-4 ซม. ยาว 5-12 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบหนามัน ช่อดอก ออกตามเถาและที่ซอกใบ แยกเพศ อยู่คนละต้น ไม่มีกลีบดอก ผลเป็นผลกลุ่ม ผลย่อย รูปวงรี</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=456</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบใส่แกงหน่อไม้ หรือโขลกคั้นน้ำทำน้ำแกงหน่อไม้ ช่วยเพิ่มรสชาติ ทำให้หน่อไม้รสจืดไม่ขม เป็นยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ  ใช้บดคั้นน้ำผสมในตำรับยาแก้พิษ  ใช้ต้มน้ำดื่มเป็นประจำทุกวันแก้โรคเก๊า  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะมล็ด และใช้หัว</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="108"><ชื่อท้องถิ่น>ผักแคบ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Gentleman’s toes, Ivy gourd, Little gourd, Scarlet-fruited gourd</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักตำลึง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Coccinia grandis (L.) Voigt</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Coccinia</Genus><Family>Cucurbitaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ตั้งแต่ป่าชายหาด ที่รกร้าง ข้างถนน และชายป่าต่างๆ ทั่วประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักแคบเป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ใบเดี่ยว เรียงสลับ มีมือเกาะเป็นเส้นยาวออกตรงข้ามใบ รูปค่อนข้างกลม หักเป็นห้ามุมหรือเว้าลึกเป็นแฉก 3 หรือ 5 แฉก กว้างและยาว 5-8 ซม. โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ดอกเดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก ออกที่ซอกใบ แยกเพศ อยู่คนละต้น กลีบดอกสีขาว รูประฆัง ผลเป็นผลสด รูปทรงกระบอก ผลสุกสีแดง เนื้อเละ มีเมล็ดมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=3661</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนและใบอ่อนลวกกินกับน้ำพริก ใส่แกงแค และนิยมใส่ในแกงส้ม เชื่อว่าส่วนที่เป็นมือเกาะช่วยระบายท้อง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="109"><ชื่อท้องถิ่น>ผักปูนก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Wild betal, lolot pepper</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ช้าพลู ชะพลู</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Piper sarmentosum Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Piper</Genus><Family>Piperaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นตามที่ลุ่มชื้นแฉะ ชอบดินอุดมสมบูรณ์มีอินทรียวัตถุสูง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักแคเป็นไม้ล้มลุก สูง 30-80 ซม. มีไหลงอกเป็นต้นใหม่ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจ กว้าง 5-10 ซม. ยาว 7-15 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นคลื่น ใบสีเขียวเข้มเห็นเส้นใบชัดเจน ช่อดอก ออกที่ซอกใบ รูปทรงกระบอก ดอกย่อยแยกเพศ ผลเป็นผลสด ต้นและใบมีกลิ่นเฉพาะตัวและมีรสเผ็ดเล็กน้อย</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2897</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อนและใบอ่อนกินสดกับส้มตำ ตำมะม่วง  ใส่แกงแค แกงขนุน เพิ่มกลิ่นหอม ช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับเสมหะ และขับลมในลำไส้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="110"><ชื่อท้องถิ่น>ผักจั่นจ้อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Shrubby basil, Tree basil</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กะเพราญวน ยี่หร่า โหระพาช้าง </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ocimum gratissimum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ocimum</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นเองตามธรรมชาติบริเวณริมทางที่รกร้าง ทั่วไป เจริญเติบโตได้ในดินเกือบทุกชนิด ชอบดินโปร่งร่วนซุย </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักจั่นจ้อเป็นไม้พุ่ม สูง 1-2 เมตร มีลักษณะทั่วไปคล้ายโหระพา ต่างกันที่กลิ่น ขนาดใบใหญ่กว่าคือ กว้าง 4-7 ซม. ยาว 8-14 ซม. ก้านใบยาวกว่า ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่ ขอบใบหยักห่าง โคนใบแหลม ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบหยาบสาก กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง ใบประดับปากบนสีเขียวแกมม่วง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนและใบอ่อนกินสดกับลาบ  ใช้เป็นเครื่องเทศปรุงแกงไก่ แกงคั่ว แกงเทียม แกงเผ็ด ผัดเผ็ดต่างๆ ช่วยขับลม </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="111"><ชื่อท้องถิ่น>ผักชีช้าง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Satavari</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สามร้อยราก, รากสามสิบ, สาวร้อยผัว, ผักชีช้าง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Asparagus racemosus Willd.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Asparagus</Genus><Family>Asparagaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณหรือบริเวณป่าดิบแล้ง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักชีช้างเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นและใบอวบน้ำ ลำต้นมีขนสีขาว และต้นอ่อนออกเป็นหน่อ แทงทะลุจากโคนต้น บริเวณข้อมีกิ่งแตกแขนงรอบข้อและกิ่งนี้เปลี่ยนเป็นสีเขียวลักษณะแบน ทำหน้าที่แทนใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกเป็นช่อกระจะ ออกที่ซอกกิ่ง ดอกย่อยสีขาว แยกเป็น 2 วง วงนอก 3 กลีบ วงใน 3 กลีบ รังไข่ทรงกลม 3 พู ผลสด สีแดงหรือแดงอมม่วง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดสดกินกับน้ำพริก แกงบอน หรือลาบ  ใช้ทุบทาจมูกเป็นยาแก้คัดจมูก หรือพอกศีรษะเป็นยาแก้หวัด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกกอ และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="112"><ชื่อท้องถิ่น>เซ็งดา </ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ผักเชียงดา, ผักจินดา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Gymnema inodorum (Lour.) Decne.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Gymnema</Genus><Family>Apocynaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เจริญเติบโตได้ดีในดินที่อุดมสมบูรณ์  บริเวณที่ร่มรำไร  ชอบดินชื้น ที่ระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักเซ็งเป็นไม้เถา เปลือกสีเขียว ทุกส่วนของต้นมียางขาวเหมือนน้ำนม ใบเดี่ยว รูปกลมรี ออกเรียงตรงข้าม ท้องใบเขียวแก่กว่าหลังใบ ช่อดอกออกเป็นกระจุกแน่น สีขาวอมเขียว ดอกย่อยขนาดเล็ก ผลเป็นฝักคู่</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดและใบอ่อนลวก นึ่งกินกับน้ำพริก ปรุงอาหารเช่น แกงขนุน แกงใส่ปลาย่าง แกงใส่ปลาแห้ง  ใช้ใบต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคเบาหวาน  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="113"><ชื่อท้องถิ่น>ผักดีด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ต้อยตั่ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum spirale Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบมากในจังหวัดน่าน เชียงใหม่ และตาก ชอบดินร่วน อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักดีดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นแข็งตั้งตรง มีข้อห่าง สูงประมาณ         1–3 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีหรือวงรีแกมรูปไข่กลับ ใบกว้าง 5–8 ซม. ยาว 9–15 ซม. ช่อดอกกระจะ ออกเหนือซอกใบ ก้านดอกยาว กลีบดอกสีขาว ผลรูปทรงกลม ผิวเรียบสีเขียวออกเป็นช่อคล้ายมะเขือพวง เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/181</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อนลวกกินกับลาบปลา ใส่รวมกับผักอื่นในแกงหัวปลี  แกงขนุน  ใช้แช่น้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้จุกเสียดแน่นท้อง  ใช้ใบย่างไฟให้อ่อนนุ่มเคี้ยวให้ละเอียดกลืนกลั้วด้วยน้ำอุ่นเป็นยาแก้ไข้ แก้จุกเสียดแน่นท้อง  ใช้เข้าตำรับยาแก้กลางบ้าน ยาแก้ไข้  ใช้ใบและต้นเข้าตำรับยาแก้นิ่ว แก้ไข้ แก้อาหารเป็นพิษ ท้องร่วง  ใช้ลำต้นเข้าตำรับยาแก้ห้าต้น</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="114"><ชื่อท้องถิ่น>ผักปั๋ง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Ceylon spinach , Malabar nightshade, East indian spinach</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักปลัง ผักปลังใหญ่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Basella alba L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Basella</Genus><Family>Basellaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นทั่วไปตามพื้นที่ที่มีฝนชุก ในประเทศไทย มีมากในภาคเหนือ  ชอบดินร่วน อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักปั๋งเป็นไม้เลื้อยล้มลุกทุกส่วนของต้นอวบน้ำ แตกกิ่งก้านสาขามาก     ลำต้นสีม่วงแดงหรือสีเขียว หากสีเขียวเรียก ผักปั๋งขาว สีม่วงแดง เรียก ผักปั๋งแหล้ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ป้อม กว้าง 3-8 ซม.ยาว 5-10 ซม. ปลายใบแหลม เนื้อใบหนานุ่ม เมื่อขยี้มีเมือกเหนียว ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ผักปั๋งขาวดอกสีขาว ผักปั๋งแหล้ดอกจะสีขาวอมชมพู ไม่มีก้านดอกย่อย ผลเป็นผลสด ฉ่ำน้ำ เมื่อแก่สีม่วงอมดำ ภายในผลมีน้ำสีม่วงหรือดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?Botanic_ID=2074</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนและใบอ่อนลวกกินกับน้ำพริก  และปรุงอาหาร เช่น แกงส้ม แกงหน่อไม้  และใช้ผักปั๋งแหล้ต้มให้ผู้หญิงหลังคลอดที่อยู่ไฟกินเป็นยาบำรุงร่างกาย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="115"><ชื่อท้องถิ่น>ผักหนามปู่ย่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ช้าเรือด ผักปู่ย่า หนามปู่ย่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Caesalpinia mimosoides Lam.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Caesalpinia </Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ตามป่าละเมาะ ป่าเต็งรัง ป่าผสมผลัดใบ และบริเวณชายป่า ทั่วไป </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักปู่ย่าเป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรงหรือทอดเลื้อย มีขนและหนามทั่วทั้งต้น    หูใบร่วงง่าย ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ยาว 25-40 ซม. ช่อใบย่อย 10-30 คู่ ใบย่อย 10-20 คู่ รูปขอบขนาน กว้างประมาณ 4 มม. ยาวประมาณ 10 มม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นฝัก รูปร่างคล้ายกระเพาะโป่งพอง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อนและดอกอ่อนกินสดกับน้ำพริก ลาบ  ใส่แกงหน่อไม้  ทำยำ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="116"><ชื่อท้องถิ่น>ผักแปม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ผักแปม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Eleutherococcus trifoliatus (L.) S.Y.Hu</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Eleutherococcus</Genus><Family>Araliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบมากในภาคเหนือ  ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักแปมเป็นไม้พุ่มสูง 1-2 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาล กิ่งก้านสีเขียว มีหนามกระจายอยู่ทุกส่วนของลำต้น ใบประกอบแบบนิ้วมือมี 5 ใบย่อย ออกเรียงสลับ ใบย่อยรูปรีและรูปไข่ ขอบใบจักฟันเลื่อย ปลายและโคนใบแหลม มีกลิ่นเฉพาะ ดอกออกเป็นช่อซี่ร่ม สีเขียวอมเหลือง ผลรูปทรงกลม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2871</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนกินสดกับลาบ  และใส่แกง ช่วยบรรเทาอาการไอ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="117"><ชื่อท้องถิ่น>ผักเผ็ด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Para cress, Toothache plant, Spot flower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักคราด ผักคราดหัวแหวน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Acmella oleracea (L.) R.K.Jansen</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Acmella</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปตามดินที่ชื้นแฉะ  ชอบขึ้นบริเวณกลางแจ้ง  ทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักเผ็ดเป็นไม้ล้มลุก สูง 30-40 ซม. ลำต้นค่อนข้างกลม อวบน้ำ อาจมีสีม่วงแดง ต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปสามเหลี่ยม กว้าง 3-4 ซม. ยาว 3-6 ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย ช่อดอกออกที่ซอกใบ รูปกรวยคว่ำสีเหลืองอ่อน ผลเป็นผลแห้ง รูปไข่
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ผักเผ็ดใหญ่ ดอกขาว และผักเผ็ดน้อย ดอกสีเหลือง มีรสชาติเผ็ดกว่า และนิยมกินมากกว่า 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1185</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อนและดอกอ่อนลวกกินกับน้ำพริก  และใส่แกงแค</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="118"><ชื่อท้องถิ่น>ผักมันไก่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Temple tree, Pagoda tree, Frangipani</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>พญาปล้องทอง พญายอ เสลดพังพอนตัวเมีย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Clinacanthus </Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ชอบดินร่วนปนทราย  ที่มีแสงแดดรำไร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักพญายอเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยสูง 1-3 เมตร ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก ขนาดใบกว้าง 1-3 ซม. ยาว 4-12 ซม. สีเขียวเข้ม ช่อดอก ออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีแดงส้ม โคนกลีบสีเขียวติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 2 ปาก ไม่ค่อยออกดอก ผลเป็นผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2254</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนใส่แกงแค  ใช้ใบสดคั้นน้ำทารักษางูสวัด  ขยี่หรือตำทาหรือพอกแก้พิษงู แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย  ตำผสมเหล้าทารักษาโรคผิวหนังจำพวกเริมและงูสวัด  ใบตากแห้งตำผสมแมงป่องปิ้งใช้กากพอกแก้พิษงู ไฟลามทุ่ง พิษแมลงสัตว์กัดต่อย และโรคผิวหนัง ใช้เข้าตำรับยาจู้ แก้ปวดเมื่อย เจ็บตามร่างกาย  ใช้ลำต้นฝนทาแผลสดช่วยให้แผลหายเร็ว และเข้าตำรับยาใส่แผล  ใช้รากและเปลือกต้นต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้พิษต่างๆ  ใช้รากฝนกับเหล้าทาแก้พิษงู  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="119"><ชื่อท้องถิ่น>ผักไผ่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Vietnamese mint, Vietnamese cilantro, hot mint, laksa leaf</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>จันทร์โฉม หอมจันทร์ ผักแพว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Polygonum odoratum Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Polygonum</Genus><Family>Polygonaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าทั่วไป  โดยเฉพาะบริเวณริมลำธาร  ที่มีความชื้นสูง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักไผ่เป็นพืชล้มลุก สูง 30-35 ซม. ลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน มีรากงอกออกตามข้อที่สัมผัสดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปหอก ขนาดใบกว้าง 2-3 ซม. ยาว 5-8 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ หูใบเชื่อมติดกันเป็นหลอดหุ้มลำต้นเหนือข้อ มีกลิ่นเฉพาะ ช่อดอกกระจะออกที่ปลายยอด ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวนวลหรือสีชมพูม่วง ผลขนาดเล็ก เมล็ดจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2899</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อนและใบอ่อนกินสดกับลาบ  หรือใส่อาหารต่างๆ เช่น ลาบ ยำไก่ เพื่อปรุงรสและเพิ่มกลิ่นหอม </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="120"><ชื่อท้องถิ่น>ผักง้วนหมู </ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>กระทุงหมาบ้า, คันชุนสุนัขบ้า, เครือเขาคลอน, ง่วนหมู, เครือเถาหมู</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Dregea volubilis (L.f.) Benth. ex Hook.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Dregea </Genus><Family>Apocynaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป  พบมากในภาคเหนือ  ชอบดินร่วน อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักม้วนเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง มียางขาว เถาอ่อนสีเขียว เถาแก่สีน้ำตาล ผิวกิ่งตะปุ่มตะป่ำและมีช่องอากาศ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามตั้งฉากกับคู่ใบข้อถัดไป รูปไข่หรือเกือบกลม ปลายแหลม โคนเว้าหรือป้าน ช่อดอกออกกระจุก ตามซอกใบหรือระหว่างก้านใบ ฝักออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน โคนป่องแล้วค่อยๆ เรียวไปหาปลาย มีครีบตามยาว เมล็ดสีน้ำตาลอมเหลือง รูปไข่หรือรีกว้าง ขอบบางเป็นครีบ มีพู่ขนสีขาวเป็นมันอย่างเส้นไหม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดและช่อดอกนึ่งกินกับน้ำพริก ส้มตำ หรือตำมะม่วง  ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้ฝีภายใน ช่วยขับปัสสาวะ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="121"><ชื่อท้องถิ่น>ผักหนอก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Asiatic pennywort, Tiger herbal, Gotu kola</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>บัวบก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Centella asiatica (L.) Urb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Centella</Genus><Family>Apiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นบริเวณดินที่มีความชุ่มชื้นสูงมาก และชอบร่มเงา  พบขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักหนอกเป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี เลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน แตกรากฝอยตามข้อ ไหลที่แผ่ไปจะงอกใบจากข้อชูขึ้น 3-5 ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไต เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-5 ซม. ขอบใบหยักก้านใบยาว ช่อดอกออกที่ซอกใบ ขนาดเล็ก 2-3 ดอก กลีบดอกสีม่วง ผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=155</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน และเถาอ่อน กินสดกับน้ำพริก ลาบ ลวกจิ้ม หรือตำมะม่วง  ใช้ใบลวกกินกับน้ำพริก ใส่แกง คั้นเอาน้ำผสมน้ำเชื่อมดื่ม หรือต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ช้ำใน  ใช้ทั้งต้นตากแห้งเข้าตำรับยาบำรุงธาตุ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="122"><ชื่อท้องถิ่น>ผักหนาม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Livid flower, Unicorn plant</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักหนาม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Lasia spinosa (L.) Thwaites</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Lasia</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศ บริเวณริมน้ำ หรือชายน้ำ ชอบดินชื้นแฉะ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักหนามเป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี ลำต้นทอดเลื้อยและชูยอดขึ้น มีหนาม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปลูกศร หรือขอบใบหยักเว้าลึก แผ่นใบด้านปลายใบ ขนาด กว้าง 35 และยาว 45 ซม. แผ่นใบด้านโคนใบขนาด กว้าง 10 และยาว 25 ซม. มีหนามบริเวณเส้นใบด้านล่าง ก้านใบยาวได้ถึง 1 เมตร มีหนาม ช่อดอก แทงจากกาบใบ ก้านดอกยาวได้ถึง 75 ซม. มีหนาม ใบประดับสีน้ำตาลแกมเขียวถึงสีม่วง ยาวได้ถึง 55 ซม. บิดเป็นเกลียวเล็กน้อย กลีบดอกสีชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแกมเขียว ผลสด หนาและเหนียว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดและต้นลวกหรือนึ่งกินกับน้ำพริกหรือตำมะม่วง  ใช้ปรุงอาหารประเภทแกงและผัด  ใช้รากตากแห้งบดละเอียดผสมน้ำผึ้งกินเช้าและเย็นเป็นยาบำรุงกำลัง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="123"><ชื่อท้องถิ่น>ผักหละ (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Thorny tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ชะอม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Acacia pennata subsp. insuavis (Lace) I.C.Nielsen</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Acacia </Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายทั่วไป  ชอบพื้นที่ค่อนข้างชื้น ทนน้ำขังได้</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักหละเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง หรือไม้เถายืนต้น ลำต้นสีขาวมีหนามแหลมคม ใบประกอบขนาดเล็กเป็นฝอย มีก้านใบแยกเป็นใบอยู่ 2 ทาง ลักษณะคล้ายใบกระถินหรือใบส้มป่อย ใบมีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นลูกสะตอ ใบเรียงสลับ ใบย่อยออกตรงข้ามกัน ใบย่อยรูปรีมี 13-28 คู่ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ดอกออกตามซอกใบ สีขาวหรือขาวนวล ขนาดเล็ก เห็นชัดเฉพาะเกสรตัวผู้ที่เป็นฝอยๆ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=2542</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อนทำแกงแค แกงปลาย่าง หรือแกงมดส้ม เพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำต้น หรือตอนกิ่ง </การขยายพันธุ์></row>
<row _id="124"><ชื่อท้องถิ่น>ผักหวานบ้าน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sweet leaf, Sweet leaf bush</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักหวานบ้าน </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Sauropus androgynus (L.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Sauropus</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ในธรรมชาติพบขึ้นตามป่าผลัดใบทั่วไป  ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักหวานบ้านเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูง 0.7-2 เมตร เปลือกต้นขรุขระ สีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเขียวเข้ม ผิวเรียบ ใบเดี่ยว รูปไข่หรือรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ท้องใบสีเข้มกว่าหลังใบ คล้ายใบมะยม ดอกสีแดง ออกติดตามก้านใบ มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก อย่างละ 3 กลีบ มีเมล็ดกลมแป้นขอบเป็นพู 3 พูสีเขียวฝ้า จานรองสีแดงเข้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2901</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อนและผลอ่อนนึ่งกินกับน้ำพริก ปรุงอาหารจำพวกผัด หรือแกงปลาย่างใส่ผักหละ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="125"><ชื่อท้องถิ่น>ผักหวานป่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ผักหวาน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Melientha suavis Pierre</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Melientha</Genus><Family>Opiliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วทุกภาคตามป่าผลัดใบดิบแล้ง ชอบดินปนทรายชุ่มชื้น ระบายน้ำดี ไม่มีน้ำขัง มีแสงแดดส่องครึ่งวัน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักหวานป่าเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่หรือไม้ยืนต้นขนาดย่อม สูง 6-10 เมตร ผิวต้นขาวนวล ใบอ่อนสีเขียวอมเหลือง ใบแก่สีเขียวเข้ม เป็นใบเดี่ยว รูปขอบขนาน ใบกว้างประมาณ 5 ซม. ยาวประมาณ 12 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ผิวใบหนามัน เนื้อใบกรอบและเปราะ ก้านใบสั้น ช่อดอกแยกแขนงออกตามกิ่งและลำต้น ดอกย่อยสีเขียวขนาดเล็ก เป็นตุ่มอัดแน่นเป็นกระจุก ผลเดี่ยวติดกันเป็นพวง รูปกลมรี เมื่อแก่สีเหลืองอมส้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อนและผลอ่อนนึ่งกินกับน้ำพริก  ใช้แกงใส่ปลาย่าง หรือแกงไข่มดแดง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="126"><ชื่อท้องถิ่น>ผักฮาก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Redstake climber</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักรด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Erythropalum scandens Blume</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Erythropalum</Genus><Family>Olacaeae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในป่า  ชอบเลื้อยขึ้นตามต้นไม้ ตามพื้นดิน ที่มีแสงแดดรำไร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักฮากเป็นไม้เถาเลื้อย แตกยอดตามข้อปล้อง มีมือเกาะเป็นเส้นยาวออกจากซอกใบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่หรือรูปรี ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ มีกลิ่นเฉพาะตัว ดอกเดี่ยวออกตามข้อ สีขาวอมเหลือง ผลเดี่ยวรูปรี ผิวเกลี้ยงเป็นมัน ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีส้มอมแดง ผลแก่แตกได้ เมล็ดรูปรี เปลือกหุ้มเมล็ดสีดำ เมล็ดสีขาว
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ผักฮากยอดแดง และผักฮากยอดเขียว
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ใบอ่อนและยอดอ่อนผัดหรือลวกกินกับน้ำพริก  ใช้ปรุงอาหารประเภทแกง </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="127"><ชื่อท้องถิ่น>ผักเฮือด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ผักเลียบ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ficus lacor Buch.-Ham.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ficus</Genus><Family>Moraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป  ชอบดินร่วน อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักเฮียกเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ ขนาดเดียวกับไทรและมะเดื่อ สูง 8-15 เมตร เปลือกต้นบางและเรียบ ผลัดใบพร้อมกันทั้งต้น จะแตกใบอ่อนขึ้นมาใหม่ ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปไข่และรูปรี กว้าง 6-7 ซม. ยาว 7-18 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบหนาและมัน ยอดอ่อนม้วนเป็นแท่ง รูปทรงกระบอก ปลายเรียวแหลม ใบอ่อนสีแดง มีขนละเอียดคล้ายไหม ดอกช่อเล็กๆ ออกตามลำต้นและกิ่ง ผลกลม สีเขียวอ่อนออกขาว ผลสุกสีเหลือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กาญจนา จันทร์สิงห์</Author><URL>https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&amp;page_id=116&amp;code_db=610010&amp;code_type=01</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดและใบอ่อนทำแกงส้ม หรือยำ  ใช้เปลือกต้มน้ำดื่มแก้ปวดท้อง ท้องเสีย ช่วยสมานแผล</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  ปักชำกิ่ง และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="128"><ชื่อท้องถิ่น>ผีเสื้อน้อย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Tree leaved chaste tree, Indian wild pepper, Indian privet</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>คนทิสอ คุนดีสอ ดอกสมุทร สีเสื้อน้อย ทิสอ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Vitex trifolia L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Vitex </Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ พบทั่วไป  ชอบพื้นที่ค่อนข้างชื้น มีแสงแดดส่องถึงรำไร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผีเสื้อน้อยเป็นไม้พุ่ม สูง 3-4 เมตร ใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงตรงข้าม ใบย่อย 3 ใบ รูปขอบขนานแกมไข่กลับ กว้าง 2.5-3 ซม. ยาว 4-6 ซม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอก สีม่วง ปลายแยกเป็น 2 ปาก ปากบนมี 2 กลีบ ปากล่างมี     3 กลีบ ผลเป็นผลสด รูปกลม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ ขับลม ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ  ใช้เปลือกต้นต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้พยาธิ  ใช้ลำต้นต้มน้ำดื่มช่วยขับลม แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน  ใช้ดอกต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้หืดหอบไอ แก้ริดสีดวง แก้พยาธิ  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="129"><ชื่อท้องถิ่น>ไผ่ข้าวหลาม (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Tinwa Bamboo</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ข้าวหลาม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cephalostachyum pergracile Munro</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cephalostachyum</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เจริญได้ดีในสภาพป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้นทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไผ่ข้าวหลามเป็นไผ่ขนาดกลาง ลำต้นตรง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-8 ซม. เนื้อลำบางหนาไม่ถึง 5 มม. ปล้องยาว 20-45 ซม. ลำต้นสีเขียวปนเทา กาบสีหมากสุก กาบหุ้มลำหลุดร่วงง่าย มีการแตกกิ่งขนาดเท่าๆ กันรอบข้อ ใบรูปลิ่มกว้าง 3-6 ซม. ยาว 15-30 ซม. ขอบใบสากคม ครีบใบเห็นได้ชัดมาก ขอบมีขนสีจางๆ กระจังใบแคบมาก กาบหุ้มใบไม่มีขน ขอบกาบหุ้มใบมีขนสีขาว โคนใบกลม ช่อดอกออกเป็นกลุ่ม ก้านดอกสั้น มีกลีบหุ้มดอกขนาดใหญ่ กลีบดอกมี 3 กลีบ หน่อมีขนาดใหญ่</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1057</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร และพืชใช้สอย  ใช้หน่ออ่อนปรุงอาหารประเภทต้ม แกง คั่ว ผัด ยำ  ใช้ลำต้นที่เพิ่งเจริญเติบโตเต็มที่เป็นที่นึ่งข้าวเหนียว  ใช้ลำต้นแก่ทำโครงหลังคา สานเป็นฝาหรือเพดานบ้าน สานเป็นเสื่อแทนพรมปูบ้าน และหมวก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง แยกหน่อ หรือปักชำลำต้น  </การขยายพันธุ์></row>
<row _id="130"><ชื่อท้องถิ่น>ไผ่ซาง (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>male bamboo, Calcutta bamboo</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ซาง ไผ่นวล ไผ่ตาดำดอย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Dendrocalamus strictus (Roxb.) Nees</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Dendrocalamus</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณหรือป่าผลัดใบ ชอบพื้นที่ร้อนชื้น แสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไผ่ซางเป็นไม้ไผ่ผลัดใบ สูง 6-18 เมตร ข้อจะพองเล็กน้อย ปล้องยาวประมาณ 15-500 ซม. ลำปล้องมีเนื้อหนาและแข็ง ลำต้นโคนมีปล้องหนาตัน ใบเดี่ยวรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปมุมป้าน ใบกว้าง 1.0-2.5 ซม. ยาว 12-30 ซม. ท้องใบมีขนอ่อนแน่น ขอบใบสากคม ครีบใบไม่ค่อยเห็น กระจังใบโค้งเข้า ปลายรูปมนหรือกลมมีหยัก กาบใบข้างนอกไม่มีขน กาบหุ้มลำต้นในปล้องต่ำๆ จะสั้น ครีบกาบเล็ก กระจังกาบแคบหยัก ใบยอดกาบตรงรูปสามเหลี่ยมแคบ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ศูนย์ปฏิบัติการพืชเศรษฐกิจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.dnp.go.th/EPAC/bamboo_rattan/bamboo04.htm</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร และพืชใช้สอย  ใช้หน่ออ่อนปรุงอาหารประเภท ต้ม แกง คั่ว ผัด ยำ  ใช้ลำต้นทำหลังคา มุงหลังคา ทำเสาพยุงหรือค้ำต้นไม้ ทำร่ม ทำเก้าอี้ ทำกระบอกใส่น้ำหรือของเหลวต่างๆ และสานเป็นเสื่อแทนพรมปูบ้าน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง แยกหน่อ หรือปักชำลำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="131"><ชื่อท้องถิ่น>ไผ่ไร่ (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ไผ่ไร่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Gigantochloa albociliata (Munro) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Gigantochloa</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณผสม </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไผ่ไร่เป็นไผ่ใบเขียวตลอดปีถ้าอยู่ในป่าดงดิบ และทิ้งใบเมื่ออยู่ป่าเบญจพรรณ ลำต้นแน่นเป็นกอ ลำสีเขียวแกมเทาและโค้ง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-3.0 ซม. ข้อนูนเห็นได้ชัด ปล้องยาวได้ 15-40 ซม. มีขนสั้นทั้งปล้อง ลำหนา 0.5-1.0 ซม. กิ่งเรียวยาว ใบรูปแถบ ขนาดกว้าง 2.0-2.5 ซม. ยาว 15-20 ซม. ท้องใบไม่มีขน หลังใบสากและคาย กระจังใบค่อนข้าวยาว มีขนยาว กาบหุ้มใบเรียบ มีขนแข็ง ปลายตัด กาบหุ้มลำเมื่ออ่อนมีขนสีน้ำตาลคลุมแน่น แก่จะร่วงหลุดไป ปลายกาบเรียบ ขอบล่างจะโค้งงอเข้า ครีบกลีบเล็กและโค้ง กระจังกาบยาว ขอบหยักปลายตัด ใบยอดกาบยาว รูปหอก ปลายเรียวแหลม โคนกว้างกลม และอาจมีปีกออกด้วย หน่อมีขนาดเล็ก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=382</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร และพืชใช้สอย  ใช้หน่ออ่อนปรุงอาหารประเภทต้ม แกง คั่ว ผัด ยำ  ใช้ลำต้นทำเครื่องจักสาน เครื่องมือทำการเกษตร ใช้สร้างบ้าน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง แยกหน่อ หรือปักชำลำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="132"><ชื่อท้องถิ่น>ไผ่สีสุก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Spiny Bamboo, Thorny Bamboo, Thorny Branch Bamboo</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไผ่สีสุก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Bambusa blumeana Schult.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Bambusa </Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นเองตามป่าราบ และบนเขาสูงๆ ทั่วไป  ชอบดินเหนียวปนทรายหรือดินร่วน ตามริมแม่น้ำที่มีความชื้นไม่ขาดน้ำ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไผ่สีสุกเป็นไม้ไผ่ประเภทมีหนาม ลำต้นสูง 10-18 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 8-12 ซม. แข็ง ผิวเรียบเป็นมัน ข้อไม่พองออกมา กิ่งมากแตกตั้งฉากกับลำต้น หนามโค้งออกเป็นกลุ่มๆ ละ 3 อัน อันกลางยาวกว่า ลำมีรูเล็กเนื้อหนา ใบมีจำนวน 5-6 ใบ ที่ปลายกิ่ง ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่มกว้าง หรือตัดตรง แผ่นใบกว้าง 0.8-2 ซม. ยาว 10-20 ซม. ใต้ใบมีสีเขียวอมเหลือง เส้นลายใบมี 5-9 คู่ ก้านใบสั้น ขอบใบสาก ครีบใบเล็กมีขน ดอกออกเป็นช่อ ส่วนมากไผ่อายุราว 30 ปี จึงจะมีดอกสักหนึ่งหน หน่อมีขนาดใหญ่ มีกาบสีเหลืองห่อหุ้ม ขนที่หน่อเป็นสีน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้หน่อปรุงอาหารประเภทต้ม แกง คั่ว ผัด ยำ ใช้เปลือกกาบหุ้มลำต้นเผาบดละเอียดห่อผ้าขาวบางชงน้ำร้อนดื่มเป็นยาแก้ไข้ ขับเสมหะ แก้หอบหืด ใช้ลำต้นทำเครื่องจักสาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง แยกหน่อ หรือปักชำลำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="133"><ชื่อท้องถิ่น>ฝาง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sappan tree, Sappanwood</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ฝาง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Caesalpinia sappan L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Caesalpinia </Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบกระจายตามป่าผลัดใบ และป่าหินปูนทั่วไป เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่เจริญได้ดีในดินที่ร่วนซุย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ฝางเป็นไม้พุ่ม สูง 5-8 เมตร มีหนามทั่วไป ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ใบกว้าง 0.6-0.8 ซม. ยาว 1.5-1.8 ซม. โคนใบเบี้ยว ช่อดอกกระจะ ออกที่ซอกใบตอนปลายกิ่งหรือที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่สีน้ำตาล เมล็ดรูปรี สีน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=536</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ส่วนทั้ง 5(ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล) จากต้นที่มีอายุเกิน 3 ปี ต้มน้ำดื่มแทนชาเป็นยาแก้ปวดหลังปวดเอว บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ  ใช้แก่นไม้ตากแห้งต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงเลือด และเข้าตำรับยาบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย แก้มะโหก แก้นิ่ว ยาแก้ห้าต้น และใช้ย้อมผ้าฝ้าย ให้สีชมพูแดง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด หรือตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="134"><ชื่อท้องถิ่น>ไม้ฮวก (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ไผ่รวก </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Thyrsostachys siamensis Gamble</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Thyrsostachys</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นในที่แล้ง หรือที่สูงบนภูเขา ชอบอากาศร้อน น้ำไม่ขัง ดินระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไผ่ฮวกเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี  เป็นไม้พุ่มแตกกอ  ลำต้นตั้งตรง กลม  เป็นทรงกระบอกกลวง ขนาด 2-5 ซม. ผิวเกลี้ยง สีเขียวอมเทา ไม่มีหนาม มีเนื้อแข็ง เห็นข้อและปล้องชัดเจน แต่ละปล้องยาว 15-30 ซม. มีเหง้าใต้ดินสั้น ใบเดี่ยว เรียงสลับ 2 แถว รูปหอก กว้าง 0.6-1.2 ซม. ยาว 8-14 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบคม ผิวใบด้านบนเรียบ สีเขียวอ่อน ใบแก่สีเหลืองอ่อน มีเส้นลายใบ ข้างละ3-5 เส้น มีกาบหุ้มลำต้นบางแนบชิดลำต้น ไม่หลุดร่วง ยอดกาบบางเรียวสอบไปหาปลาย ไม่มีติ่ง กาบตอนปลายตรงที่ต่อกับใบจะมีลิ้นใบ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ศูนย์ปฏิบัติการพืชเศรษฐกิจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.dnp.go.th/EPAC/bamboo_rattan/bamboo19.htm</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร และพืชใช้สอย  ใช้หน่ออ่อนปรุงอาหารประเภท ต้ม แกง คั่ว ผัด ยำ  ใช้ลำต้นทำรั้วบ้าน คันเบ็ด เครื่องจักสาน เครื่องมือการเกษตร </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง แยกหน่อ หรือปักชำลำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="135"><ชื่อท้องถิ่น>ฝ้าย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cotton plant</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ฝ้าย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Gossypium herbaceum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Gossypium </Genus><Family>Malvaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกกระจายทั่วไปในประเทศไทย แหล่งที่ปลูกมาก ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย เลย นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สุพรรณบุรี นครปฐม และกาญจนบุรี ปรับตัวเข้ากับอากาศได้ดีมาก ทนความหนาวเย็นได้ แต่อุณหภูมิที่เหมาะสมต้องไม่ต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ฝ้ายเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูง 0.6-1.5 เมตร แตกกิ่งเวียนรอบต้น ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปฝ่ามือ มี 5-7 แฉก ก้านใบยาว  ใบ ก้านใบและลำต้นมีขนสั้นปกคลุม มีหูใบที่โคนก้านใบ 2 อัน ดอกออกที่ข้อเหนือโคนใบ มีกลีบเลี้ยงเป็นแฉกๆ และลึก รูปร่างสามเหลี่ยม มี 3 กลีบ กลีบดอกสีขาวนวลถึงสีเหลือง มี 5 กลีบ เรียงซ้อนกัน โคนกลีบสีม่วง เกสรเพศผู้จำนวนมาก มัดรวมกันเป็น 1 มัด ผลฝ้าย เรียกสมอฝ้าย เป็นผลแห้ง แตกได้ ภายในมีปุยฝ้ายสีขาว หยาบ และปุยติดเมล็ดแน่น 
ในชุมชนมีฝ้าย 2 ชนิด คือ ฝ้ายแกนแพ มีลักษณะปุยฝ้ายทั้ง 3 แกน ไม่แตกหรือแยกออกจากกัน และฝ้ายขี้หนู ที่มีลักษณะเนื้อในเมล็ดคล้ายเม็ดขี้หนู
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้นิ่ว เข้าตำรับยาแก้ปัสสาวะขัด  ใช้ปุยสีขาวในผลทำเป็นเส้นด้ายสำหรับทอผ้า ผูกข้อมือในพิธีต่างๆ หรือทำเป็นเชือกผูกของ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="136"><ชื่อท้องถิ่น>พร้าวพันลำ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ค้อนหมาขาว </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Dracaena angustifolia (Medik.) Roxb.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Dracaena</Genus><Family>Asparagaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป  ขึ้นได้ดีในทุกสภาพแวดล้อม ชอบที่ชื้น ร่ม ชุ่มน้ำ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พร้าวพันลำเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม สูง 2–3 เมตร ลำต้นตั้งตรงเป็นต้นเดียวหรือแตกกอได้เล็กน้อย ต้นอ่อนสีเขียว ลำต้นแก่สีเทา ใบเดี่ยว เรียงสลับถี่ ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเรียบ สีเขียวเข้มเป็นมัน  ช่อดอกแยกแขนง ออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก ก้านช่อดอกยาว กลีบดอกยาว รูปรี บานโค้งลง สีขาวหรือเหลืองอ่อน เกสรเพศผู้ยาว ผลรูปทรงกลมสีเขียว เมื่อสุกสีเหลืองหรือสีส้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนเป็นผักใส่ในแกงแค แกงหน่อไม้  ใช้รากสดเคี้ยวกินเป็นยาแก้ไอ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="137"><ชื่อท้องถิ่น>พลู</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Betel pepper, Betel vine</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>พลู</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Piper betle L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Piper</Genus><Family>Piperaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป  ขึ้นได้ในดินที่มีการระบายน้ำดี ชอบอากาศอบอุ่นและชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พลูเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง รากฝอยออกบริเวณข้อใช้ยึดเกาะ ข้อโป่งนูน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปหัวใจกว้าง 8-12 ซม.ยาว 12-16 ซม. มีกลิ่นเฉพาะและมีรสเผ็ด ช่อดอก ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็กอัดแน่นเป็นรูปทรงกระบอก แยกเพศ สีขาว ผลเป็นผลสด กลมเล็กเบียดอยู่ บนแกน พลูมีหลายพันธุ์ เช่น พลูเหลือง และพลูทองหลาง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ไทยเกษตรศาสตร์
ประโยชน์ดอทคอม</Author><URL>http://www.thaikasetsart.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B9/
https://prayod.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B9/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ใบสดขยี้หรือบดทาแก้ผดผื่นคัน  หรือเคี้ยวกินกับหมาก ช่วยรักษาฟัน  และใช้ในพิธีกรรมบูชาพระแม่ธรณีขอให้ช่วยดูแลข้าวในนา (หมาก 1 คำ พลู 1 ใบ ข้าวเหนียว 1 คำ) </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="138"><ชื่อท้องถิ่น>พังพวยขาว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Periwinkle madagascar, Periwinkle, Vinca, Old maid, Rose periwinkle, West indian periwinkle</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>แพงพวยฝรั่ง </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Catharanthus roseus (L.) G.Don</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Catharanthus</Genus><Family>Apocynaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป ชอบแดดจัด สภาพกลางแจ้ง และชอบน้ำปานกลาง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พังพวยขาวเป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน ต้นสูงไม่เกิน 90 ซม. ใบเดี่ยว เรียงสลับ กว้าง 2.5-3 ซม. ยาว  4-5 ซม. ปลายใบมน โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ท้องใบสีเขียวเข้มเป็นมัน  หลังใบสีอ่อนกว่าท้องใบ ช่อดอกกระจุก ช่อละ 1-3 ดอก สีชมพูเข้ม ชมพูอ่อน และสีขาว กลางดอกสีชมพูเข้มหรือสีแดง กลีบดอกรูปไข่กลับ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉก ปลายกลีบมีติ่งแหลม ผลแห้งแตกแนวเดียว ทรงกระบอก ขนาดประมาณ 3.75 ซม. จำนวนหลายเมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากและก้านสดต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวด ยาบำรุงกำลัง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="139"><ชื่อท้องถิ่น>เพชรสังฆาต</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Edible–stemed vine, Orange trumpet, Flame flower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เพชรสังฆาต </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cissus quadrangularis L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cissus</Genus><Family>Vitaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นตามชายป่าหรือที่ชื้นทั่วไป  ที่ระดับความสูงไม่เกิน 600 เมตร เจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด ชอบดินร่วนซุย มีอินทรียวัตถุ และไม่มีน้ำขัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เพชรสังฆาตเป็นไม้เลื้อยลำต้นรูปสี่เหสี่ยมเป็นครีบ ผิวเรียบ มีรอยคอดที่ข้อ ใบเดี่ยว ข้อละ 1 ใบ ตรงข้ามใบมีมือเกาะ รูปสามเหลี่ยมหรือรูปไข่ กว้าง 3-8 ซม. ยาว 4-10 ซม. ขอบใบหยักมน เนื้อใบหนา ช่อดอกออกตรงข้ามใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกด้านนอกสีเขียวแกมเหลือง โคนกลีบมีแถบสีแดง กลีบในสีขาวแกมเขียว ผลเป็นผลสด รูปกลม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้เถาสดคั้นน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคลักปิดลักเปิด แก้ประจำเดือนไม่ปกติ แก้ริดสีดวงทวาร ตากแห้งฝนใส่บาดแผลช่วยให้หายเร็ว  และใช้เข้าตำรับยาแก้ริดสีดวงทวาร(มะโหก) แก้ท้องผูก และรักษาอาการปวดกระดูก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  และปักชำเถา</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="140"><ชื่อท้องถิ่น>ฟ้าทะลายโจร</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Kariyat, The creatn, Green chiretta</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ฟ้าทะลายโจร</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Andrographis</Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบมีปลูกทั่วไป ชอบอากาศร้อนชื้น สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาลแต่ฤดูที่เหมาะสมคือ ช่วงต้นฤดูฝน ชอบดินร่วนซุยที่มีการระบายน้ำดี เจริญเติบโตได้ทั้งในสภาพที่ร่มและกลางแจ้ง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุกสูง 30-60 ซม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมแตกกิ่งออกเป็นพุ่มเล็ก ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง 2-3 ซม. ยาว    4-8 ซม. สีเขียวเข้ม เป็นมัน ช่อดอกออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนกลีบดอกติดกัน ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบมีเส้นสีแดงเข้มพาดตามยาว ปากล่างมี 2 กลีบ ผลเป็นฝัก สีเขียวอมน้ำตาล ปลายแหลม เมื่อผลแก่จะแตกเป็นสองซีก ดีดเมล็ดออกมา</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=16</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบสดผสมในเพี้ย(น้ำขมของวัวหรือควาย) ใส่ลาบเพื่อเพิ่มความขม  ใช้เคี้ยวกินสดหรือต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้เจ็บคอ ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็นแก้ไข้  ใช้ทั้งต้นตากแห้งหั่นเป็นชิ้นพอประมาณ ต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการท้องเดิน แก้อักเสบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="141"><ชื่อท้องถิ่น>มะล่ำ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Red sandalwood tree, Coralwood tree, Sandalwood tree, Bead tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะกล่ำต้น มะกล่ำตาช้าง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Adenanthera pavonina L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Adenanthera</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าเบญจพรรณ และป่าดงดิบทั่วไป ชอบดินร่วนซุย โดยเฉพาะที่เป็นเขาหินปูน ระบายน้ำดี แสงแดดจัด  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะกล่ำเป็นไม้ยืนต้นสูง 5-20 เมตร ยอดอ่อนมีขนนุ่มเป็นมัน เปลือกต้นเรียบหรือแตกสะเก็ด  สีน้ำตาลปนเทา ใบประกอบแบบขนนกสองชั้นเรียงสลับ ใบย่อย รูปวงรี รูปไข่หรือรูปขอบขนาน กว้าง 1-3.5 ซม. ยาว 2-5.5 ซม. ปลายและโคนใบมน ช่อดอกออกที่ซอกใบ รูปทรงกระบอกหรือคล้ายหางกระรอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ผลเป็นฝักแบน บิดงอ  กว้าง 1-2 ซม. ยาว 12–20 ซม. เมื่อแก่แตก เมล็ดสีแดง รูปโล่</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://www.dnp.go.th/EPAC/province_plant/singburi.htm
http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=661</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนลวกหรือกินสดกับน้ำพริก ลาบ แกงบอน หรือใส่แกงปลาย่าง  ใช้เปลือกต้นฝนใส่สมานแผลหรือใส่ตุ่มคัน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="142"><ชื่อท้องถิ่น>มะก้วยกา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Guava</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ฝรั่ง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Psidium guajava L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Psidium</Genus><Family>Myrtaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไป  เจริญเติบโตได้ในทุกสภาพพื้นที่ แต่ชอบดินปนทรายที่ระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะก้วยแก๋วเป็นไม้ยืนต้น สูง 3-10 เมตร เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลแดงสลับเทา ลอกหลุดเป็นแผ่นบางๆ ได้ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรี หรือรูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 3-8 ซม. ยาว 6-14 ซม. ดอกเดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว ร่วงง่าย เกสรตัวผู้จำนวนมาก ผลเป็นผลสด เมล็ดกลม มีจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2511</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้  ใช้ยอด 3 ยอดเด็ดหัวท้ายแช่น้ำทิ้งไว้ 5 นาที หรือแช่น้ำร่วมกับยอดเครือไส้ตันด้วย ดื่มเป็นยาแก้ท้องเสีย ชาวบ้านเชื่อว่าตอนเด็ดยอดมาจากต้นต้องกลั้นหายใจด้วย ใช้ใบต้มน้ำให้เด็กดื่มแก้อาการท้องเสีย  และใช้ย้อมผ้าฝ้าย ให้สีน้ำตาล  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="143"><ชื่อท้องถิ่น>มะก้วยเต้ด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Papaya, Pawpaw, Tree melon</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะละกอ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Carica papaya L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Carica </Genus><Family>Caricaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่ต้องการน้ำค่อนข้างมาก เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย พบทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะก้วยเต้ดเป็นไม้ยืนต้นสูง 3-6 เมตร ไม่มีแก่นต้นอวบน้ำ มียางขาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ รอบต้นบริเวณยอดรูปฝ่ามือเว้าเป็นแฉกลึก 7 แฉก ขนาดใหญ่ ดอกมี 3 ประเภท คือ ดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกสมบูรณ์เพศ ดอกตัวผู้ออกเป็นช่อ ดอกตัวเมียและดอกสมบูรณ์เพศเป็น ดอกเดี่ยวหรือช่อ 2-3 ดอก สีนวล ผลเป็นผลสด รูปยาวรี ทรงกระบอก หรือกลม เมล็ดสีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD/
http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_15_4.htm</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ผลดิบทำส้มตำ  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้ เป็นยาระบาย  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้นิ่ว เข้าตำรับยารักษาโรคกระเพาะ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="144"><ชื่อท้องถิ่น>มะกอก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Hog plum</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะกอก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Spondias pinnata (L. f.) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Spondias</Genus><Family>Anacardiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าทั่วไป ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ชอบแสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะกอกเป็นไม้ต้น ผลัดใบสูง 15-25 เมตร เปลือกต้นสีเทา ค่อนข้างเรียบ กิ่งก้านมีช่องอากาศ กระจัดกระจาย ใบประกอบ แบบขนนก ปลายใบคี่ เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนานหรือรูปรี กว้าง 3-4 ซม. ยาว 7-12 ซม. ช่อดอกแยกแขนงออกที่ปลายกิ่ง และซอกใบ ดอกขนาดเล็กสีขาวครีม มีจำนวนมาก ผลสดรูปไข่ มีเนื้อฉ่ำน้ำ สีเหลืองอมเขียว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1790</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้ มีรสเปรี้ยวอมหวาน ช่วยแก้กระหายน้ำ  หรือใช้ตำน้ำพริก  ใช้ใบทุบใส่สมานแผล  ต้มน้ำดื่มแก้ไข้ ช่วยให้เจริญอาหาร  ใช้เปลือกต้นเข้าตำรับยาแก้ไข้ แก้ท้องเสีย แก้อ่อนเพลีย ปวดท้อง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="145"><ชื่อท้องถิ่น>มะกรูด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)> kaffir lime, Leech lime, Makrut lime, Mauritius papeda</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะกรูด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Citrus hystrix DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Citrus</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ปลูกได้ดีในดินทุกชนิด </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะกิ้วเป็นไม้ยืนต้น สูง 2-8 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม ลำต้นแก่สีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเขียว ใบเดี่ยวรูปค่อนข้างกลม กว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 3-8 ซม. ใบและดอกคล้ายมะนาว ก้านใบมีครีบขนาดใหญ่เท่าตัวใบ มีลักษณะคล้ายใบไม้ 2 ใบต่อกัน ส่วนล่างที่ติดต่อกับก้านใบคือหูใบ ใบมีสีเขียวแก่ ผิวใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน มีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่วไป มีกลิ่นฉุน ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อสั้น ผลชาวบ้านเรียก “มะกรูด” มีรูปร่างค่อนข้างกลม ผิวขรุขระ ผิวมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ทั่ว ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่สีเหลือง ภายในมีเมล็ดที่มีเยื่อเมือกหุ้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>คณะทรัพยากรธรรมชาติ  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</Author><URL>http://www.natres.psu.ac.th/FNR/vfsouthern/index.php/2013-10-26-10-11-55/9-uncategorised/135-2014-01-19-10-34-00</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ใบใส่ต้มส้มปลา และแกงต่างๆ  ต้มน้ำดื่มเป็นยาขับลมในกระเพาะ  ใช้ต้มสูดไอน้ำเป็นยาแก้หวัดคัดจมูก  ใช้ผลต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร  คั้นน้ำสระผมช่วยทำให้เส้นผมแข็งแรง สะอาด และนุ่มลื่น</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="146"><ชื่อท้องถิ่น>มะเกว๋น (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Flacourtia, Batoko plum, Govenor's plum, Madagascar plum</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตะขบป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Flacourtia indica (Burm.f.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Flacourtia</Genus><Family>Salicaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าโปร่งทั่วไป ชอบพื้นที่กลางแจ้ง ทนแล้งและน้ำท่วมขังได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะเกว๋นเป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง สูง 7-10 เมตร ลำต้นมีเปลือกสีน้ำตาล กิ่งก้านอ่อนห้อยลู่ลง ใบเดี่ยวออกสลับ ใบมีรูปร่างหลายแบบ ทั้งรูปขอบขนานรี รูปไข่ หรือไข่กลับ ช่อดอกแบบกระจะที่ปลายยอด มีดอกย่อย 4-6 ดอก ดอกเพศผู้และเพศเมียแยกกันอยู่คนละต้น เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก ดอกเพศเมียมีกลีบเลี้ยงคล้ายดอกเพศผู้ ผลรูปกลมรี เนื้อเละ เมล็ดจำนวนมาก ผลสุกมีสีดำหรือแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=111&amp;view=showone</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="147"><ชื่อท้องถิ่น>มะขม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>มะขม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Pittosporopsis kerrii Craib</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Pittosporopsis</Genus><Family>Icacinaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าดิบชื้น ทางภาคเหนือ ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 100 เมตรขึ้นไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะขมเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นผลัดใบ สูง 8 เมตร เปลือกเรียบสีน้ำตาล มีช่องอากาศกระจายทั่วไป ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี กว้าง 4-7 ซม. ยาว 10-21 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ผิวใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ยอดอ่อนสีแดง ช่อดอกกระจุกกลม ออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยก 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ ผลสด รูปทรงกลม เมล็ดเดียว แข็ง มีสีขาว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ผลสดหรือต้มกินเล่น  ใช้ยอดอ่อนกินกับน้ำพริก ลาบ และแกงบอน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="148"><ชื่อท้องถิ่น>มะขาม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Tamarind, Indian date</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะขาม </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tamarindus indica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tamarindus</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2017</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้กับดินทุกชนิด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนและดินเหนียว ทนแล้งได้ดี พบขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะขามเป็นไม้ยืนต้น สูง 15-25 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นขรุขระและหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง 5-8 มม. ยาว 1-1.5 ซม. ช่อดอก ออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลืองมีลายสีม่วงแดง ผลเป็นฝัก รูปร่างยาวหรือโค้ง ฝักอ่อนเปลือกสีเขียวอมเทา เนื้อในติดกับเปลือก เมื่อแก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งกรอบหักง่าย สีน้ำตาล มีเนื้อหุ้มเมล็ด สีน้ำตาล ฉ่ำน้ำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2075</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบอ่อนใส่แกงส้ม  ใช้ผลดิบและสุกกินเป็นผลไม้  ใช้ใบอ่อนต้มน้ำใส่เกลือเล็กน้อยดื่มและกินใบเป็นยาขับปัสสาวะ ยาระบาย  ใช้ผลสุกทำน้ำมะขามเปียกใส่ส้มตำ เข้าตำรับยาแก้มะโหก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  และตอนกิ่ง </การขยายพันธุ์></row>
<row _id="149"><ชื่อท้องถิ่น>มะขี้ฮอก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์>สกุล Tectona</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tectona</Genus><Family>Verbenacae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ในป่าเต็งรัง ป่าดงดิบ และป่าละเมาะ ทั่วไปทุกภูมิภาคของประเทศ ชอบอากาศร้อนชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะขี้ฮอกเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่หรือยืนต้นขนาดย่อม สูงถึง 4 เมตร กิ่งก้านมีขนสั้นบริเวณปลายกิ่ง ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง 1.5-4 ซม. ยาว 3-8 ซม. ท้องใบมีขนบางๆ โคนใบแหลม ปลายแหลม ดอกช่อแยกแขนง ออกปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง  มี 5 กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากเข้ายาขางหลวง  ลำต้นและใบต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้สรรพพิษ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="150"><ชื่อท้องถิ่น>มะเขือขื่น</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cockroach berry, Soda-appla nightshade, yellow-fruit nightshade, yellow-berried nightshade, Thai green eggplant, Thai striped eggplant</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะเขือขื่น </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum virginianum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum </Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไป  ชอบดินที่มีการระบายน้ำดี และทนแล้งได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะเขือแจ้เป็นไม้พุ่มขนาดย่อม สูง 0.14-1 เมตร ต้น ใบ กิ่งก้าน มีหนามแหลมสีม่วงดำ มีขนสั้นปกคลุมทั้งต้น ใบเดี่ยว เรียงสลับ มีหนามแหลมคมตั้งฉากตามเส้นกลางใบรูปไข่ กว้าง 4-12 ซม. ยาว 4.5-18 ซม. โคนใบรูปหัวใจ ขอบใบเว้าเข้าเป็นพูตื้นๆ ก้านใบยาว 1-10 ซม. ดอกช่อกระจุกสั้น ออกที่ซอกใบ ดอกย่อย 4-6 ดอก กลีบดอกสีม่วง เชื่อมติดกันเป็นรูปกรวยสั้น ผลกลมโตขนาดผลหมากดิบ ภายในมีวุ้นสีเขียวข้น รสขื่น</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=259</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ผลสดกินกับน้ำพริก ลาบ หรือแกงบอน ทำยำมะเขือ  ใช้ผลแก่หั่นใส่ซ่า </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="151"><ชื่อท้องถิ่น>มะแขว่น</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Indian ivy-rue</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กำจัดต้น พริกหอม ลูกระมาศ หมากมาศ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zanthoxylum rhetsa DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zanthoxylum</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าดิบแล้ง หรือป่าดิบเขา พบมากในภาคเหนือ  ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในที่ชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะแข่นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงถึง 20 เมตร มีหนามแหลมตามลำต้นและกิ่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเหลือง ใบดกหนาเขียวสด ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่หรือคู่ เรียงสลับ ก้านใบสีแดง ใบย่อยรูปไข่หรือรูปรี ปลายแหลม โคนแหลมและเบี้ยว ขอบเรียบหรือหยักห่างๆ ช่อดอกออกแยกแขนง ออกที่ยอดหรือตามง่ามใบ สีนวลหรือขาวอมเขียว รูปรีหรือรูปไข่ ผลเป็นผลกลุ่มออกเป็นช่อ    ผลค่อนข้างกลม ผิวขรุขระ สีเขียว มีกลิ่นหอม ผลแก่เปลือกหุ้มเมล็ดสีแดง แก่จัดสีดำ แตกอ้าเห็นเมล็ดในสีดำเล็กๆ </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=13</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ผลอ่อนกินกับลาบและใส่แกง ใช้เมล็ดแก่สดและแห้งเป็นเครื่องเทศใส่ลาบหรือแกง ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมรสชาติ คนเหนือเชื่อว่าจะช่วยฆ่าพยาธิได้  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาขับลมในลำไส้ แก้ลมขึ้นเบื้องสูง บำรุงธาตุไฟ แก้ลมวิงเวียนศีรษะ ขับระดูไม่ปรกติ  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="152"><ชื่อท้องถิ่น>มะค่าหัวคำ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Afzelia, Doussie, Black rosewood Pod</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะค่าโมง มะค่าใหญ่ มะค่าหลวง มะค่าหัวดำ บิง เบง ปิ้น</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Afzelia xylocarpa (Kurz) Craib</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Afzelia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>EN 1998</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดิบแล้งใกล้แหล่งน้ำ ทุกภาคยกเว้นภาคใต้ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 100-600 เมตร  ขึ้นได้ในดินทุกชนิด แต่ชอบดินร่วน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะค่าเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 เมตร ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 3-5 คู่ รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 4-5 ซม. ยาว 5-9 ซม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงสีเขียว 4 กลีบ กลีบดอกสีชมพู 1 กลีบ ผลเป็นฝักแบน เปลือกแข็งและหนา สีน้ำตาล เมล็ดแข็งสีน้ำตาล มีเยื่อสีส้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ฝักอ่อนนึ่งสุกกินเมล็ดกับน้ำพริก  ใช้ยอดอ่อนต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องเสีย  ใช้เมล็ดที่แก่จัดตัดจอมออก(ส่วนจุกเมล็ดที่มีสีเหลือง) เผาไฟให้ร้อนประคบบริเวณที่ถูกพิษแมลงสัตว์กัดต่อย เป็นยาดูดพิษ  ในอดีตใช้เปลือกผลทำรองเท้าแตะใส่</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="153"><ชื่อท้องถิ่น>มะคาง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Croton oil plant, Purging croton</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สลอด </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Croton tiglium L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Croton</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>ขึ้นในป่าเต็งรัง และป่าผลัดใบ ทั่วไป ชอบสภาพกลางแจ้ง ขึ้นได้ดีในดินร่วนซุยและมีความชื้นน้อย ไม่ชอบดินแฉะ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะค่างเป็นไม้พุ่ม สูง 2-5 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ค่อนข้างใหญ่ กว้าง 4-6 ซม. ยาว 7-12 ซม. สีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง และร่วง ขอบใบหยัก โคนใบกว้าง ปลายใบแหลม ดอกออกเป็นช่อ ดอกย่อยขนาดเล็ก ดอกตัวผู้อยู่ด้านบน ดอกตัวเมียอยู่ด้านล่างในช่อดอกเดียวกัน ผลกลมยาวสีเขียวมี 3 พู สุกแก่จัดมีสีเหลืองนวล จะแตกออกเป็น 3 ซีก ภายในมีเมล็ด 3 เมล็ด เมล็ดรูปไข่ ด้านนอกโค้ง ด้านในเป็นสามเหลี่ยม สีน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้เนื้อไม้ต้มน้ำจิบแต่น้อยช่วยขับเหงื่อ  ใช้เมล็ดกินเป็นยาถ่ายอย่างแรง(เป็นยาอันตราย)</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="154"><ชื่อท้องถิ่น>มะเคาะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Ceylon oak</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตะคร้อ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Schleichera oleosa (Lour.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Schleichera</Genus><Family>Sapindaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>มีเขตกระจายพันธุ์ในป่าผลัดใบ ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของไทย </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะเคาะเป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงใหญ่  สูง 10-25 เมตร ส่วนมากต้นคดงอและเป็นปุ่มปม เปลือกสีน้ำตาลอมเทา แตกเป็นสะเก็ดหนา ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ออกเรียงสลับ รูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปขอบขนานแกมไข่กลับ ขอบใบเป็นคลื่น ช่อดอกแยกแขนง ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง สีเหลืองอมเขียว ผล ทรงกลมหรือรูปไข่ ปลายแหลม แข็ง เมื่อสุกสีเหลือง เนื้อผลนิ่ม เมล็ดโต รูปกลมรี สีน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบอ่อนกินสดกับน้ำพริกหรือลาบ  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้  ใช้แก่นต้นต้มน้ำดื่มแก้ปวดหลัง  ใช้เปลือกต้นผลต้มน้ำดื่มเป็นยาสมานแผล ห้ามเลือด  ขูดใส่ตำมดแดง เป็นยาแก้ท้องร่วง  ใช้ใบขยี้พอกศีรษะและหลังเท้าเป็นยาแก้ปวด  ใช้เปลือกลำต้นเข้าตำรับยาแก้ท้องเสีย  ใช้รากเข้าตำรับยาแก้ท้องร่วง  ใช้ต้นเข้าตำรับยาแก้ปวดท้อง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="155"><ชื่อท้องถิ่น>มะแคว้งขม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Plate brush egg plant</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะแว้งต้น </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum indicum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศ  ขึ้นได้เองตามธรรมชาติในบริเวณที่ราบ ชายป่าที่โล่งแจ้งและที่รกร้างริมทาง ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะแคว้งขมเป็นไม้พุ่ม แตกกิ่งก้าน สูงประมาณ 1 เมตร มีขนสีเทาปกคลุมทั้งต้น โคนต้นมีหนาม ใบเดี่ยวเรียงสลับ เป็นกระจุกปลายกิ่ง กว้าง 2-6 ซม. ยาว 3-10 ซม. ขอบใบเว้าตื้น โคนใบกว้าง ปลายใบแหลม มีหนามแหลมตามเส้นกลางใบ ผิวใบหนา ดอกเป็นช่อสั้นตามซอกใบ ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงโคนกลีบติดกัน ปลายแยกเป็น  5 แฉก และคงอยู่เมื่อเป็นผล กลีบดอกสีม่วง โคนติดกัน แผ่เป็นจาน แยกเป็น 5 แฉก ผลกลุ่มออกเป็นพวง ผิวขาวเทามีกระสีเขียว เมื่อแก่เป็นสีส้มไม่มีลาย มีเมล็ดจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=178</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ผลสดกินเป็นผักกับลาบปลา หรือยำเทา(สาหร่ายน้ำจืด)  ใช้เคี้ยวกลืนทั้งน้ำและเนื้อพร้อมน้ำอุ่นเป็นยาแก้เจ็บคอ  ตำพอแหลกคั้นน้ำผสมเกลือจิบบ่อยๆ เป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดหลังปวดเอว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="156"><ชื่อท้องถิ่น>มะแคว้ง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Pea eggplant, Turkey berry, prickly nightshade</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะเขือพวง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum torvum Sw.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป  ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,600 เมตร  เติบโตได้ในที่กลางแจ้งหรือที่ร่ม ชอบความร้อนชื้นสูง แต่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะแคว้งเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 2 เมตร ลำต้นมีหนามสั้นทั่วไป แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่ กว้าง 5-20 ซม. ยาว 7-25 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน มีขนนุ่มปกคลุมทั้ง 2 ด้าน ช่อดอก ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ส่วนโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉก ติดคงทน กลีบดอก สีขาว 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปดาว    ผลกลุ่มออกเป็นช่อ ผลย่อยรูปทรงกลม ภายในมีเมล็ดกลมแบนจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=3055</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ผลกึ่งแก่กึ่งอ่อนลวกหรือนึ่งกินกับน้ำพริก และใส่แกงต่างๆ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำราก</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="157"><ชื่อท้องถิ่น>หมากแต้ว้า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ชมพู่น้ำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Syzygium siamense (Craib) Chantaran. &amp; J.Parn.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Syzygium</Genus><Family>Myrtaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นกระจายบริเวณริมห้วย ในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้นทั่วไป  ชอบดินค่อนข้างชื้น แสงแดดรำไร </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะดะหรือหมากแต้ว้าเป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงกลางสูง 5-10 เมตร  ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนานแคบ กว้าง 2.7–8 ซม. ยาว 9–27 ซม. โคนใบสอบ ปลายแหลม ขอบเรียบ ก้านใบยาว ช่อดอกกระจะออกที่ปลายกิ่งหรือยอด มีช่อละ        3 ดอก สีแดงแกมม่วง ร่วงง่าย ผลรูปทรงกลม ยาวประมาณ 2 ซม. เนื้อผลสีขาว มีกลิ่นหอม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนและใบอ่อนกินเป็นผักสดกับน้ำพริก  ใช้ผลแก่กินเป็นผลไม้  ใช้เมล็ดกินแก้เบาหวาน แก้ท้องเสีย  ใช้ใบแก่ตำพอกรักษาแผลฝีดาษ  ต้มน้ำดื่มแก้ไข้  ใช้ทั้งห้า(ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล) ต้มน้ำดื่มบำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย แก้ไข้  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="158"><ชื่อท้องถิ่น>มะเดื่อป่อง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>มะเดื่อปล้อง </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ficus hispida L.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ficus</Genus><Family>Moraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ตามป่าโปร่ง ป่าดิบเขา พื้นราบ หรือตามที่ว่างเปล่าทั่วไป ชอบดินร่วน อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะเดื่อป้องเป็นไม้ต้น สูงประมาณ 5 เมตร ต้นและกิ่งเป็นปล้อง มีขนสากทั่วไป และมีน้ำยางสีขาวซึมเมื่อมีแผล  ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม เป็นคู่ๆ ตั้งฉากกัน รูปขอบขนาน กว้าง 10 ซม. ยาวประมาณ 25 ซม. โคนใบมนหรือเบี้ยว ปลายใบเป็นติ่งและเรียวแหลม  ผิวใบมีขนสาก ขอบใบเป็นคลื่น ก้านใบยาว 3-5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อยาว 50 ซม. ตามโคนต้นและกิ่ง ผลรูปทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  2 ซม. ผลแก่สีเหลือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2781</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบอ่อนกินกับลาบ  ใช้ผลอ่อนนึ่งกินกับน้ำพริก  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้ มีรสเปรี้ยวอมหวาน  ใช้ผลเข้าตำรับยาขางบ่วง ยาแก้ท้องร่วง </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="159"><ชื่อท้องถิ่น>หม่าเดือยหิน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Job’s tear, Adlay</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เดือย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Coix lacryma-jobi L</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Coix </Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกได้ทั่วไป แต่มีมากในภาคเหนือ พบในไร่และสวน ปลูกได้ในดินทุกชนิด ชอบอากาศร้อนชื้น ได้รับแสงแดดเต็มวัน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะเดือยหินเป็นไม้ล้มลุกตระกูลข้าว อายุปีเดียว ลำต้นเป็นปล้องและกลวง แตกกิ่งเล็กน้อย ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบหนาสาก ก้านใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น มีหูใบสั้น สีเขียว ช่อดอกเชิงลดรวม มีกาบหุ้ม ออกที่ปลายยอด ดอกย่อยเป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ต่างดอกกัน ผลกลุ่ม ผลย่อยรูปทรงกลมสีเขียว เมื่อแก่มีสีดำ เปลือกภายนอกแข็ง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A2/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากต้มน้ำดื่ม และเข้าตำรับยาแก้มะโหก แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะขัด  ใช้เมล็ดเข้าตำรับยาแก้นิ่ว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="160"><ชื่อท้องถิ่น>มะเดื่อหว้า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Roxburgh fig</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เดื่อหว้า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ficus auriculata Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ficus </Genus><Family>Moraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ในป่าโปร่ง ป่าดิบเขา พื้นราบ หรือตามที่ว่างเปล่าทั่วไป ชอบดินร่วน อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะเดื่อหว้าเป็นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อน เปลือกสีเทาปนน้ำตาล แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ เป็นกระจุกปลายยอด รูปไข่กว้างหรือหัวใจ กว้าง    14-15 ซม. ยาว 18-23 ซม. ขอบใบเรียบ ปลายและโคนใบมน เส้นใบชัด ผิวใบสากเล็กน้อย หลังใบสีอ่อนกว่าท้องใบ มีขนนุ่มปกคลุม ก้านใบยาว 13-15 ซม. ยอดและก้านใบมีขนนุ่มสีน้ำตาลปกคลุม ลำต้นเห็นแผลของก้านใบที่ร่วงชัดเจน ดอกออกเป็นช่อยาว ตามลำต้นและกิ่ง ผลขนาดใหญ่ รูปกลมแบน สีเขียว มีกลีบเลี้ยงสีน้ำตาลติดอยู่ ที่ผิวมีจุดสีเขียวอ่อนกระจายทั่วทั้งผล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1175
http://www.qsbg.org/Database/BOTANIC_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2434</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อนกินกับน้ำพริก  ใช้ผลดิบกินกับน้ำพริก ทำแกง มีรสฝาด(คล้ายแกงขนุน) ช่วยแก้ท้องร่วง  ผลสุกแก่กินเป็นผลไม้ มีรสเปรี้ยวอมหวาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="161"><ชื่อท้องถิ่น>มะต้อง (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sentul, Santol, Red sentol, Yellow sentol</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระท้อน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Sandoricum koetjape (Burm.f.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Sandoricum</Genus><Family>Meliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าดิบแล้งและป่าดิบชื้น กระจายอยู่ทั่วไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-700 เมตร ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ ใกล้แหล่งน้ำ  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะต้องเป็นไม้ต้น สูง 15-30 เมตร แตกกิ่งต่ำ ปลายกิ่งลู่ลง เปลือกต้นผิวเรียบและแตกล่อนเป็นสะเก็ดใหญ่ สีน้ำตาลอ่อนอมชมพู ใบประกอบ เรียงสลับ    มี 3 ใบย่อย รูปไข่หรือกลมรี กว้าง 5-11 ซม. ยาว 10-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ใบอ่อนมีขนสีเหลือง ใบเมื่อแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเข้มเป็นสีแดงอิฐ ช่อดอกออกที่ซอกใบ ดอกย่อยสีเขียวอมเหลือง จำนวนมาก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ แยกกันเป็นอิสระ เกสรเพศผู้ 10 อัน ผลขนาดใหญ่ กลมแป้นฉ่ำน้ำ เปลือกมีขนนุ่ม เนื้อหนา มียางสีขาวเล็กน้อย ผลสุกสีเหลืองนวล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=1158&amp;view=showone&amp;Itemid=132</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและพืชใช้สอย  กินผลสุกเป็นผลไม้      ใช้เปลือกต้นย้อมผ้าฝ้าย ให้สีแสด  ใช้ใบย้อมผ้าฝ้าย ให้สีโอรสเขียว  ใช้เนื้อไม้สร้างบ้าน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="162"><ชื่อท้องถิ่น>มะตันขอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เล็บเหยี่ยว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ziziphus oenopolia (L.) Mill.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ziziphus</Genus><Family>Rhamnaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าทั่วไป  ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะตันขอเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เถาและกิ่งมีหนามแหลมงอทั่วทั้งต้น เปลือกเถาสีดำเทา เปลือกในสีแดง ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปทรงกลมรีเล็กน้อย ขนาดใบกว้าง 2.5-3 ซม. ยาว 3-4 ซม. ขอบใบเรียบ ท้องใบมีขนนุ่มสั้น หลังใบสีเขียวเข้ม คล้ายใบพุทรา ดอกออกเป็นช่อกระจุกเล็กๆ ตามซอกใบ ดอกย่อยสีเขียวอ่อน กลีบใบแผ่ออกรูปจาน ผลเดี่ยว รูปทรงกลม ผลดิบจะมีสีเขียว ผลสุกสีดำ เนื้อผลน้อยแต่นิ่ม มี 1 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7/
http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2054</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้ มีรสหวานอมเปรี้ยว  ใช้ลำต้นปอกเปลือกเคี้ยวกินเป็นยาแก้ไข้ แก้นิ่ว ช่วยกินข้าวรำ(ช่วยเจริญอาหาร)  ใช้ตากแห้งผสมในตำรับยาบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย ยาบำรุงกำลังหลังฟื้นไข้  ยาแก้นิ่ว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="163"><ชื่อท้องถิ่น>มะตาเสือ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Indian mulberry, Great morinda, Beach mulberry, Tahitian noni</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ยอบ้าน </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Morinda citrifolia L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Morinda </Genus><Family>Rubiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ชอบดินชุ่มชื้น  พบได้ทั่วไป นิยมปลูกบริเวณบ้านและสวนทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะตาเสือ มะสะตอ หรือมะขี้ไก่เป็นไม้ยืนต้น สูง 2-6 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ ตั้งฉากกัน รูปวงรี โคนใบและปลายใบแหลม ผิวใบสีเขียวเป็นมันทั้งสองด้าน ขอบใบเรียบ หูใบอยู่ระหว่างโคนก้านใบ ช่อดอกออกที่ซอกใบ ฐานดอกอัดกันแน่นเป็นรูปทรงกลม ดอกย่อยขนาดเล็ก โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด กลีบดอกสีขาว มี 5 แฉก ผลเป็นผลสด เชื่อมติดกันเป็นผลรวม ทรงกระบอก เนื้อผลฉ่ำน้ำ เมื่อแก่จัดเป็นสีขาวมีกลิ่นเหม็น ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้มจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2888</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ยอดอ่อนทำห่อนึ่ง(ห่อหมก) ต้มกินกับน้ำพริก  ใช้ผลตากแห้งต้มน้ำดื่มแก้โรคความดันสูง ช่วยขับลม บำรุงเลือด ใช้ดองน้ำผึ้ง 7 วัน ดื่มขับสารพิษในร่างกาย  ใช้ใบต้มน้ำดื่มบำรุงร่างกาย แก้ปวดท้อง ท้องร่วง  ใช้ใส่ผมเป็นยาฆ่าเหา  ใช้เปลือกและใบแก่ย้อมผ้าฝ้าย ให้สีน้ำตาลอ่อน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด หรือปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="164"><ชื่อท้องถิ่น>มะตึ่ง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>snake wood</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ตูมกาขาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Strychnos nux-blanda A.W. Hill</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Strychnos</Genus><Family>Loganiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในบริเวณที่ลุ่มต่ำ ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณหรือป่าเต็งรัง ทางภาคเหนือและภาคตะวันออก ของประเทศไทย </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะตึ่งเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงใหญ่ สูงได้ถึง 25 ม. ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่กว้าง กว้าง 6-10 ซม. ยาว 10-15 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ผิวเรียบมัน เนื้อใบหนา สีเขียวเข้ม เส้นใบทางยาวคมชัด 5 เส้น ช่อดอกออกที่ซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก เชื่อมกันเป็นหลอด ปลายบานเป็นแฉก สีเหลืองแกมเขียว ผลเดี่ยวขนาดใหญ่ กลมคล้ายมะขวิด ผิวเกลี้ยง ผลสุกสีเหลือง เนื้อผลฉ่ำน้ำ สีเหลือง เมล็ดแบนคล้ายกระดุม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  กินเนื้อผลสุกเป็นผลไม้  ใช้ต้นต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="165"><ชื่อท้องถิ่น>หมากแตก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>black oil plant, intellect tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระทงลาย </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Celastrus paniculatus Willd.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Celastrus</Genus><Family>Celastraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นในป่าเบญจพรรณ ป่าโปร่ง พบทั่วไป แต่พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ขึ้นได้ในดินทุกชนิด แสงแดดเต็มวัน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะแตกเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยเนื้อแข็ง เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกกิ่งก้านสาขามาก กิ่งก้านลู่ลง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีหรือรูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 2.5-4 ซม. ยาว 6-8 ซม. ขอบใบจักมนตื้นและถี่ ปลายใบเรียวแหลม โคนมน ผิวใบเรียบ ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีเขียว ผลแห้ง แตกได้ รูปทรงกลม หรือรูปไข่ เมื่อแก่สีเหลือง มีลักษณะหยักเป็น 3 พู แต่ละพูมี 2 เมล็ด เมล็ดมีเยื่อสีน้ำตาลแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.dnp.go.th/Botany/detail.aspx?words=%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81&amp;typeword=group
http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2465</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ยอดอ่อนแกงใส่ไข่มดแดง  ใช้รากตากแห้งต้มน้ำผสมข้าวเปลือกจ้าว 9 เม็ด ดื่มแก้ปวดท้อง แก้บิด แก้ไข บำรุงน้ำนมสตรีคลอดบุตรใหม่เวลาอยู่ไฟ  ในอดีตใช้เมล็ดแก่บีบทำน้ำมันจุดตะเกียง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="166"><ชื่อท้องถิ่น>ผักมะไฮ่</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ขี้กาดง กะดอม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Gymnopetalum chinense (Lour.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Gymnopetalum</Genus><Family>Cucurbitaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นตามที่รกร้าง ทุ่งนาและทุ่งหญ้าทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะนอยเป็นไม้เถาลำต้นเป็นร่อง มีมือเกาะ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไต สามเหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หรือเป็นแฉก กว้าง 3-10 ซม. ยาว 4-10 ซม. โคนเว้ารูปหัวใจ ผิวใบสาก ดอกแยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อ กลีบเลี้ยงเป็นหลอดยาว ปลายแยก 5 แฉก มีขนเป็นมันเลื่อม กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว โคนติดกันเล็กน้อย เกสรเพศผู้ 3 อัน ดอกเพศเมียออกเดี่ยว กลีบเลี้ยง และกลีบดอกเหมือนดอกเพศผู้ ผลสีแดงอมส้ม รูปไข่แกมรูปขอบขนาน ผิวสาก มีสัน 10 สัน เนื้อสีเขียว เมล็ดรูปรี มีจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนและผลอ่อนต้ม ลวก หรือนึ่ง กินกับน้ำพริก  หรือใส่แกงแค  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร  ใช้ใบต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ตาแดง เจ็บตา</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำเถา</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="167"><ชื่อท้องถิ่น>มะนาว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Common lime, Lime</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะนาว </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Citrus aurantiifolia (Christm.) Swingle</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Citrus</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไป ขึ้นได้ในดินทุกชนิด โดยเฉพาะดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะนาวเป็นไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร กิ่งอ่อนมีหนาม ใบประกอบชนิดมีใบย่อยใบเดียว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปรี กว้าง 3-5 ซม. ยาว 4-8 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบสีเขียวสดแข็งและหนา เนื้อใบมีจุดน้ำมันกระจาย ก้านใบมีครีบเล็กๆ ดอกเดี่ยวหรือช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง มี 4 กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก กลิ่นหอม ร่วงง่าย ผลเป็นผลสด กลมเกลี้ยงและผิวมัน เนื้อผลฉ่ำน้ำ มะนาวที่ชาวบ้านใช้มีผลรูปร่าง 2 แบบ คือ ผลรูปทรงกลม เรียกว่า มะนาว ส่วนผลรูปรีหรือรูปไข่ เรียก มะนาวเมือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=738</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้น้ำคั้นจากผลแก่ ใส่ปรุงรสเปรี้ยวในอาหารต่างๆ  ผสมน้ำผึ้งครึ่งช้อนโต๊ะ เกลือ และน้ำอุ่น กินเป็นยาแก้ไอ ใช้เข้าตำหรับยาแก้ไอ ขับเสมหะ แก้พิษ  ใช้ใบมะนาวเมืองเข้าตำรับยาแก้โรคเบาหวาน ยาจู้ แก้ปวดเมื่อย เจ็บตามร่างกาย ใช้รากเข้าตำรับยาแก้นิ่ว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="168"><ชื่อท้องถิ่น>มะนอยอ้ม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Smooth loofa, sponge gourd, Egyptian cucumber, Vietnamese luffa</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>บวบหอม </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Luffa cylindrica (L.) M.Roem.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Luffa </Genus><Family>Cucurbitaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ  ชอบขึ้นตามที่รกร้าง ริมรำธาร และตามบึงทั่วไป  แต่ในภาคเหนือผลส่วนใหญ่มีลักษณะค่อนข้างกลมป้อม</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะบวบเป็นไม้เถาเลื้อย ลำต้นเป็นเหลี่ยม ตามข้อมีมือเกาะ 3 เส้น ต้นอ่อนและยอดอ่อนมีขนอ่อนปกคลุม เมื่อแก่จะหลุดไป ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม    รูปใบกลมมีหยักเว้า 3-7 หยัก ปลายใบแหลมสั้น ท้องใบสีเขียวอ่อน เห็นรอยใบเส้นใบนูนชัดเจน ดอกเป็นดอกเดี่ยว สีเหลือง กลีบดอก 5 กลีบ ขอบมีรอยย่นเป็นคลื่น ผลอ่อนลายสีเขียวแก่มีนวลขาวเคลือบ ผลแก่สีเขียวออกเหลืองหรือเขียวอมเทา เนื้อในมีเส้นใยเหนียวเป็นร่างแห เมล็ดแบนรี</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=333</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอด ดอก และผลที่ไม่อ่อนหรือแก่เกินไปทำอาหารจำพวกผัด ต้ม แกง หรือลวกกินกับน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="169"><ชื่อท้องถิ่น>หมากป้อง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ชะมวง </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Garcinia cowa Roxb. ex DC.   </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Garcinia</Genus><Family>Clusiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>กระจายพันธุ์ในป่าดิบชื้นที่ลุ่มต่ำทั่วไป พบมากในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ความสูงจากระดับทะเล 800 เมตรขึ้นไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะป้องเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม เปลือกสีน้ำตาลเข้มแตกเป็นร่องตามยาว ใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามเป็นคู่ ตั้งฉากกัน เนื้อใบหนาและเหนียว ผิวเป็นมัน รูปรีหรือใบรูปหอก ปลายใบเป็นติ่งแหลมหรือเว้าตื้น โคนใบเรียวแหลมหรือรูปลิ่ม ดอกแยกเพศ อยู่คนละต้น ดอกสีเหลืองกลีบแข็ง ออกที่ซอกใบหรือปลายยอด ดอกเพศผู้ออกกระจุกตามกิ่ง กลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก ผลสด ทรงกลม ผิวเรียบ มีร่องเป็นพูบางรอบผล ผลอ่อนสีเหลืองเมื่อสุกสีส้ม ผลสุกจะแตกออกเป็นเสี้ยว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2390</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนกินสดกับน้ำพริกหรือลาบ  ใส่แกงให้รสเปรี้ยว  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้ เป็นยาระบาย กัดฟอกเสมหะ แก้ธาตุพิการ แก้ไอ ฟอกโลหิต  ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ถอนพิษไข้ แก้บิด  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="170"><ชื่อท้องถิ่น>สะบ้า (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>St. Thomas’s bean, African dream herb, snuff box sea bean</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สะบ้า </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Entada rheedii Spreng.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Entada</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะบ้าเป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ เถาแบนบิดไปมา คล้ายเถากระไดลิง ช่อดอกยาว รูปทรงกระบอก ออกที่ตามซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวเหลือง  ผลเป็นฝักแบน ขอบหนา กว้างราว 2 นิ้ว ผลสดสีเขียวสด ผลแก่สีแดงเข้มออกน้ำตาล เนื้อในสีขาวนวลแข็งมาก มองเห็นช่องเมล็ดชัดเจน เมล็ดขนาดใหญ่      รูปกลมแบนหรือเกือบคล้ายรูปถั่ว สีน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้เมล็ดแก่เผาไฟแช่น้ำ 1 คืน หั่นเป็นชิ้นบางๆ แช่น้ำซาวข้าว 3 วัน คั้นน้ำหลายครั้ง จนมีรสจืด นำไปทำห่อนึ่งกิน (ห่อหมก)  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="171"><ชื่อท้องถิ่น>มะปีน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Beal fruit tree, Bengal quince, Bilak </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะตูม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Aegle marmelos (L.) Corrêa</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Aegle </Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เกิดในป่าดงทั่วไป โดยเฉพาะป่าเบญจพรรณ เจริญงอกงามได้ในดินทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะปินเป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบประกอบแบบนิ้วมือ 3 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยรูปวงรี หรือรูปไข่แกมใบหอก กว้าง 2-7 ซม. ยาว 4-13 ซม. ขอบใบหยักมน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลม ผิวใบเรียบ ช่อดอกออกที่ซอกใบ และที่ปลายกิ่ง กลีบดอกด้านนอกสีเขียวอ่อน ด้านในสีนวล ใบและดอกมีกลิ่นหอม ผลเป็นผลสดขนาดใหญ่ รูปทรงกลม เปลือกผลแข็ง เนื้อในมีสีเหลืองและนิ่ม มีน้ำเมือกสีเหลืองปนน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=47</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ยอดอ่อนกินเป็นผักสดกับแกงหน่อไม้และลาบ  ใช้ผลแก่หั่นตากแห้งต้มน้ำดื่ม  ใช้เข้าตำรับยาต้มแก้ปวดเมื่อย  ใช้ลำต้นเข้าตำรับยาแก้มะโหก  ในอดีตใช้ยางจากผลแก่แทนกาวติดสิ่งของ เช่น ตุง บุหรี่</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="172"><ชื่อท้องถิ่น>มะปู่ (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bolo maka</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะอึก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum stramoniifolium Jacq.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum</Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าผลัดใบ ป่าละเมาะที่รกร้าง ตามสวนและข้างทาง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยในที่กลางแจ้ง ชอบน้ำปานกลาง ทนต่อแมลงโรค และทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะปู่เป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูง 1-2 เมตร ทุกส่วนมีขนละเอียดสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่กว้างหรือรูปโล่ ขอบใบหยักเว้าเป็นพู ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกว้างหรือตัด ขนาดใบกว้าง 15-25 ซม. ยาว 20-30 ซม.    ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน ช่อดอกออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกย่อยกลีบดอกสีขาว มี 5 กลีบ บานแผ่ออกเป็นรูปจาน ผลสด รูปทรงกลม เมื่อสุกสีเหลืองแกมน้ำตาล เมล็ดจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B6%E0%B8%81/
http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2907</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ผลดิบใส่น้ำพริกกะปิ ส้มตำ เพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="173"><ชื่อท้องถิ่น>ฟักหม่น</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Wax gourd, White gourd, Chinese water melon, Chinese preserving melon</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ฟัก ฟักเขียว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Benincasa hispida (Thunb.) Cogn.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Benincasa</Genus><Family>Cucurbitaceae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นเองตามธรรมชาติในปาดิบแลง กระจายทั่วไป เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง  เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะฟักเป็นไม้เลื้อย ลำต้นแตกแขนง เลื้อยตามพื้นดิน มีมือเกาะ 2-3 แขนง ทั้งต้นมีขนหยาบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปฝ่ามือ ขอบหยัก 5-11 แฉก ปลายแฉกแหลม โคนเว้ารูปหัวใจ ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ ดอกแยกเพศบนต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้ กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 กลีบ กลีบดอกสีเหลือง รูปไข่กลับ เกสรตัวผู้ 3 อัน ดอกเพศเมีย เหมือนดอกเพศผู้ แต่ก้านสั้นกว่า ผลอ่อนมีขน ผลแก่ผิวด้านนอกมีนวลขาว ผิวแข็ง เนื้อผลสีขาวปนเขียวอ่อน เนื้อตรงกลางพรุน มีเมล็ดรูปไข่แบนอยู่มาก
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ มะฟักเล็ก มีผลขนาดใหญ่  และมะฟักหม่น มีผลขนาดเล็ก สีขาว มีกลิ่นหอมกว่า
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ผลแก่ปรุงอาหารประเภทแกง ต้มจืด  และทำขนมข้าวเกรียบ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="174"><ชื่อท้องถิ่น>มะแปบ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Hyacinth bean, Lablab bean, Dolichos bean, Bonavista bean</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ถั่วแปบ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Lablab purpureus (L.) Sweet</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Lablab</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพอากาศที่แห้งแล้ง  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะแปบเป็นไม้เลื้อยพันแบบเถาวัลย์ เป็นไม้ปีเดียว ใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ ขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 5 ซม. ยาว 7-8 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกว้างหรือเบี้ยว ขอบใบเรียบ ผิวใบหนาเรียบ ช่อดอกกระจะ ยาว 10-15 ซม. ดอกสีขาว ชมพู หรือม่วงอ่อน คล้ายดอกถั่ว ผลเป็นฝักแบนยาวโค้ง คล้ายรูปเคียวเกี่ยวข้าว เมล็ดรูปกลมรี สีเขียว เรียงเป็นแถวเดียวในฝัก 
ในชุมชนมี 4 ชนิด คือ มะแปปปล้องขาว มะแปปแหล้ มะแปปมัน และมะแปปบะอ้า(ฝักยาวกว่าชนิดอื่น) ใช้ประโยชน์เหมือนกันทั้ง 4 ชนิด
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%9A/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ฝักลวกหรือต้มกินกับน้ำพริก ลาบ  ปรุงอาหารประเภทผัด แกง หรือยำ เป็นต้น  ใช้ใบย้อมผ้าฝ้าย จะให้สีเขียว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="175"><ชื่อท้องถิ่น>มะเฟือง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Carambola, Star fruit</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะเฟือง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Averrhoa carambola L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Averrhoa</Genus><Family>Oxalidaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนและดินทุกสภาพ ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะเฟืองเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 3-5 เมตร เปลือกสีน้ำตาลอ่อน ค่อนข้างขรุขระมีตุ่มเล็กๆ ทั่วไป ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน แกมใบหอก กว้าง 2-3.5 ซม. ยาว 3-9 ซม. ช่อดอกแยกแขนง ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีชมพูแกมม่วง ผลเป็นผลสด อวบน้ำ ยาว 7-14 ซม. มีสันโดยรอบ 5 สัน ผลดิบ สีเขียว ผลสุกสีเหลือง มีรสเปรี้ยวอมหวาน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=2213</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบอ่อนกินสดกับน้ำพริก ใช้ผลกินเป็นผลไม้ ช่วยขับปัสสาวะ  ใช้ใบอ่อนมะเฟืองชนิดผลเปรี้ยวต้มน้ำดื่มแก้ท้องร่วง  ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้โรคไต แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะขัด และมีความเชื่อว่าคนเป็นโรคนิ่วหากเดินลอดใต้ต้นจะหายป่วย และใช้ลำต้นเข้าตำรับยาแก้นิ่ว รักษาโรคกระเพาะ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="176"><ชื่อท้องถิ่น>มะไฟป่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Burmese grape</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะไฟ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Baccaurea ramiflora  Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Baccaurea</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบมากในป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะไฟเป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูงถึง 15 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อนเทา แตกเป็นร่องตื้น ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปหอกแกมรูปขอบขนาน ขอบใบเรียบหรือหยักเป็นติ่งแหลม ปลายใบเรียวแหลม ผิวใบเกลี้ยง ท้องใบสีอ่อนกว่าหลังใบ ช่อดอกสั้นๆ ออกตามลำต้นและกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีเหลืองหรือชมพูอมเหลือง กลิ่นหอมเล็กน้อย ผลกลุ่มออกเป็นช่อยาวห้อยลง ผลย่อยรูปทรงกลม เนื้อผลอวบน้ำ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลืองหรือชมพูอมแดง เมล็ดค่อนข้างแบน มีเยื่อสีชมพูห่อหุ้ม หนึ่งผลมี 1–3 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=989</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้  ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้ฝีภายในร่างกาย แก้พิษตานซาง ดับพิษร้อนต่างๆ  ฝนทาแก้พิษฝีพุพอง แก้ฝีตานซาง </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="177"><ชื่อท้องถิ่น>มะมื่น</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Barking deer's mango, Kayu</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระบก </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Irvingia malayana Oliv. ex A. W. Benn. </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Irvingia</Genus><Family>Irvingiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 1998</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในป่าเบญจพรรณแล้ง และป่าดิบ  ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะมื่นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูง 10–30 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทรงสูง ถึงค่อนข้างกลม เปลือกสีเทาแกมน้ำตาลถึงน้ำตาลแดง ค่อนข้างเรียบ    ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ แผ่นใบรูปรีหรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง 3–7 ซม. ยาว 5–10 ซม. ปลายใบแหลมเป็นติ่ง โคนใบแหลมหรือมนกลม ใบหนา ผิวใบเกลี้ยง  หูใบเรียวแหลมโค้งรูปดาบม้วนหุ้มยอดอ่อน ยาว 1.5–3 ซม. ดอกเล็กสีขาวนวล ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่งยาว ผลรูปกลมหรือรูปไข่คล้ายผลมะม่วงขนาดเล็ก กว้าง 2–3 ซม. ยาว 3.5–5 ซม. ผลสุกสีเหลืองมี 1 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้เมล็ดคั่วสุกแกะกินเนื้อใน  ใช้เปลือกหุ้มเมล็ดกินสดเป็นยาถ่ายพยาธิ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="178"><ชื่อท้องถิ่น>มะไฟจีน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Wampee</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะไฟจีน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Clausena lansium (Lour.) Skeels</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Clausena</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>มีปลูกในจังหวัดน่านเป็นส่วนใหญ่  ชอบแสง ทนแสงแดดได้ดี ชอบดินร่วนระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะไฟจีนเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 12 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาน้อย ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3-15 คู่ ปลายใบคู่แรกใหญ่ และคู่สุดท้ายจะเล็กที่สุด ใบย่อยรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม โคนมนหรือแหลม ผิวใบหนามัน สีเขียวแก่ ช่อดอก ยาวถึง 50 ซม. กลีบดอกย่อยแคบ รูปไข่ ผลกลุ่มออกเป็นช่อคล้ายลำไย ผลย่อยทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 ซม. สีน้ำตาลปนเหลือง ผลมี 5 กลีบ แต่มีเมล็ดเพียง 1-2 เมล็ด มีเยื่อบางหุ้มเมล็ด เนื้อผลฉ่ำน้ำ มีรสเปรี้ยวอมหวาน เมื่อสุกมีกลิ่นแรง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>THAI-THAIFOOD.COM</Author><URL>https://www.thai-thaifood.com/th/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ผลสุกแก่กินเป็นผลไม้  แก้โรคกระเพาะ แก้ท้องอืด เร่งน้ำย่อย ช่วยเจริญอาหาร  ใช้ใบต้มน้ำสระผมรักษารังแค</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="179"><ชื่อท้องถิ่น>หมากคำแสด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Lipstick tree, Anatto tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>คำแสด </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Bixa orellana L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Bixa</Genus><Family>Bixaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป แต่พบมากทางภาคเหนือ  ชอบขึ้นในดินร่วนซุยที่ชุ่มชื้น</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะยุ้มหรือหมากคำเงาะเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 8 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ กว้าง 8-12 ซม. ยาว 11-18 ซม. ปลายแหลม ฐานเว้าเข้าเล็กน้อย ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวแกมชมพู มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ผลเป็นผลแห้ง รูปไข่ สีแดง หรือน้ำตาลเขียว มีขนคล้ายเงาะ แตกเป็น 2 ฝา เมล็ดรูปสามเหลี่ยม มีร่องที่หลัง ปกคลุมด้วยเยื่อสีแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้รากและเปลือกต้มน้ำดื่มแก้ไข้ ขับปัสสาวะ  ใช้ใบต้มน้ำดื่มแก้โรคดีซ่าน  ใช้ดอกต้มน้ำดื่มบำรุงโลหิต  ใช้ผลและเมล็ดย้อมผ้าฝ้าย ให้สีส้มอมชมพู</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="180"><ชื่อท้องถิ่น>มะเย้ย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Soft bollygum</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หมีเหม็น </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Litsea glutinosa (Lour.) C.B.Rob.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Litsea</Genus><Family>Lauraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณทั่วไป</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะเย้ยเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูง 5-15 เมตร เปลือกสีน้ำตาล ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม เป็นคู่ ตั้งฉากกัน ออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด รูปไข่กลับ กว้าง 9 ซม. ยาว 10-20 ซม. ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบเรียบ ผิวใบหนา สีเขียวเข้ม ช่อดอกออกเป็นกระจุกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ไม่มีกลีบรวมหรือมี 1-3 กลีบ ดอกย่อยเล็ก สีเขียวปนเหลือง เกสรเพศผู้จำนวนมาก มีกลิ่นหอม ผลสด ออกเป็นกลุ่มตามซอกใบ รูปทรงกลม ผลสุกสีม่วงเข้ม มีกลิ่นเหม็น</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=95&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ใบต้มน้ำสระผมรักษาเหา รักษารังแค หรือทุบใส่น้ำซาวข้าวผสมใบแหน่ง(ว่านสาวหลง) สระผม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="181"><ชื่อท้องถิ่น>มะลิดไม้</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เพกา, ลิ้นฟ้า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Oroxylum indicum (L.) Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Oroxylum</Genus><Family>Bignoniaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพืชที่ขึ้นได้ง่ายตามธรรมชาติ ในที่โล่งชายป่าดิบและไร่ร้างทั่วไป  เจริญเติบโตในดินเกือบทุกชนิด แต่ชอบดินโปร่งร่วนซุย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะลิดไม้เป็นไม้ยืนต้น สูง 3-12 เมตร แตกกิ่งก้านน้อย ใบประกอบแบบขนนกสามชั้น ขนาดใหญ่ เรียงตรงข้ามรวมกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่หรือรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-12 ซม. ช่อดอกออกที่ปลายยอด ก้านช่อดอกยาว ดอกย่อยขนาดใหญ่กลีบดอกสีนวลแกมเขียว โคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หนาย่น บานกลางคืน ผลเป็นฝักขนาดใหญ่ รูปดาบ เมื่อแก่จะแตก ภายในมีเมล็ดแบน สีขาว มีปีกบางโปร่งแสง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=145&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ยอดอ่อนกินสดกับแกงหน่อไม้ ยำหน่อไม้ หรือลาบปลา ใช้ฝักไม่อ่อนไม่แก่เกินไปเผาแล้วลอกเปลือกออกกินกับน้ำพริก ลาบ แกงหน่อไม้ หรือทำซ่า  ใช้เมล็ดต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยระบาย  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องร่วง  ใช้เปลือกต้นย้อมผ้าฝ้าย ให้สีเขียวอมเหลือง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="182"><ชื่อท้องถิ่น>มะหนุน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Jack fruit tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ขนุน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Artocarpus heterophyllus Lam.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Artocarpus</Genus><Family>Moraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ปลูกได้ทั่วไป  ชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี และแสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะหนุนเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 15-30 เมตร ลำต้นและกิ่งเมื่อมีบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนมไหล ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ แผ่นใบรูปรี ขนาดกว้าง 5-8 ซม. ยาว 10-15 ซม. ปลายใบทู่ถึงแหลม โคนใบมน ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบหนาผิวด้านล่างสากมือ ช่อดอกแบบช่อเชิงลดแยกเพศอยู่รวมกัน ดอกเพศผู้เรียกว่า "ส่า" ออกตามปลายกิ่ง ดอกเพศเมียจะออกตามกิ่งใหญ่และตามลำต้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นหนามแหลม ผลเป็นผลรวมขนาดใหญ่ ส่วนของเนื้อที่รับประทานเจริญมาจากกลีบดอก ส่วนซังคือกลีบเลี้ยง </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ไม้มงคล 9 ชนิด สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://www.dnp.go.th/EPAC/9/02kanun.htm</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ผลอ่อนปรุงอาหารจำพวกตำ แกง หรือยำ  ผลสุกกินเป็นผลไม้  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคผิวหนัง โรคมะเร็ง แก้ท้องเสีย บำรุงเลือด  ใช้ใบต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้แผลอักเสบ แก้ปวดหู  ใช้เมล็ดต้มกินเป็นยาบำรุงน้ำนมสตรีหลังคลอดบุตร  ใช้ผลอ่อนหั่นเป็นชิ้นจิ้มเกลือกินกับน้ำอุ่นเป็นยาแก้ท้องเสีย  ใช้แก่นและเปลือกต้นย้อมผ้าฝ้าย ให้สีเหลืองกระดังงา</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="183"><ชื่อท้องถิ่น>มะหน๊อด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Drooping fig</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เดื่อปล้องหิน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ficus semicordata Buch.-Ham. ex Sm.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ficus</Genus><Family>Moraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในที่โล่งแจ้งทั่วไป ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 50-1000 เมตร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะหน๊อดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 3-10 เมตร เปลือกนอกแตกเป็นแผ่น หรือหลุดเป็นสะเก็ด สีน้ำตาลเทา เปลือกในสีชมพู มีน้ำยางสีขาวข้นและเหนียว ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง 5-9 ซม. ยาว 15-28 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเบี้ยวคล้ายรูปหัวใจ ขอบจักซี่ฟันละเอียด ผิวใบมีขนหยาบทั้งสองด้าน กิ่งต้นอ่อนกลวง ช่อดอกห้อยลงตามลำต้นและกิ่ง ค่อนข้างกลม ผลกลุ่ม เมื่ออ่อนสีเขียว มีจุดสีชมพูกระจายทั่วผิว ผลสุกสีแดงปนชมพู เนื้อในสีขาวอมเหลือง
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ มะหน๊อดตัวผู้(ผลออกตามกิ่ง มักมีแมลงและมดอยู่ในผลจึงไม่นิยมกิน) และมะหน๊อดตัวเมีย(ผลออกกิ่งเหนือราก) 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=2034</URL><การใช้ประโยชน์>พบทั่วไปในที่โล่งแจ้งทั่วไป ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 50-1000 เมตร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="184"><ชื่อท้องถิ่น>มะหลอด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>สลอดเถา </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Elaeagnus latifolia L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Elaeagnus </Genus><Family>Elaeagnaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามชายป่าที่ชื้น ป่าเบญจพรรณ และชอบขึ้นอยู่ตามเนินเขาทั่วไปในที่โล่ง ที่ระดับ 200-1,600 เมตร  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะหลอดเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ลำต้นและกิ่งมีเกล็ดสีเทาหรือสีเงินละเอียดทั่วไป ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปรีแกมหอก กว้าง 3.5-4.5 ซม. ยาว 6-12 ซม. โคนใบสอบ ปลายแหลม ขอบเรียบ ท้องใบสีเขียวอมน้ำเงิน เกลี้ยง หลังใบมีเกล็ดเล็กสีเงิน ก้านใบยาว 0.8-1.2 ซม. ดอกออกเป็นกระจุกตามซอกใบ ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ลักษณะเป็นสามเหลี่ยม ปลายแยกเป็น       5 กลีบ ผลรูปรี ยาว 1-2 ซม. สีแดงหรือแดงปนส้ม
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ผลขนาดเล็ก มีรสหวาน  และผลขนาดใหญ่ มีรสออกเปรี้ยว 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=841</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้ หรือทำยำ เป็นยาระบาย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="185"><ชื่อท้องถิ่น>มะหวดเหล้า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>มะหวด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Lepisanthes rubiginosa (Roxb.) Leenh.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Lepisanthes</Genus><Family>Sapindaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>มีการกระจายพันธุ์ในป่าเกือบทุกชนิดทั่วไป  ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ชอบแสงแดดจัด </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะหวดเหล้าเป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร กิ่งก้านมีขนละเอียด ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน หรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง        3-6 ซม. ยาว 8-12 ซม. ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน ช่อดอกกระจะ ออกที่ปลายกิ่ง เป็นช่อยาวตั้งขึ้น รูปทรงกระบอก ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว ผลสด รูปไข่ เมื่อสุกสีม่วงดำ เมล็ดรูปรี สีน้ำตาล มีเมือกลื่น</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้     ใช้รากฝนกับเหล้าขาวพอกรักษาฝี  ตำพอกศีรษะเป็นยาแก้ไข้ แก้ปวดศีรษะ       ใช้เมล็ดต้มน้ำให้เด็กกินเป็นยาแก้ไข้ซาง </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="186"><ชื่อท้องถิ่น>มะห่อย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะระขี้นก </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Momordica charantia  L. </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Momordica </Genus><Family>Cucurbitaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าบริเวณลุ่มน้ำ และป่าละเมาะ ทั่วไป  ชอบขึ้นตามที่ลุ่มชื้นแฉะ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะห่อยเป็นไม้เถา มีมือเกาะ ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนปกคลุม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปฝ่ามือ กว้างและยาวประมาณ 4-7 ซม. ขอบใบเว้าเป็นแฉกลึก 5-7 แฉก ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ แยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลือง รูประฆัง ผลสด รูปกระสวย ผิวขรุขระ มีรสขม เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมแดงและผลจะแตกอ้าออก เมล็ดเป็นรูปกลมแบน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1208</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดและผลอ่อนลวกกินเป็นผักกับน้ำพริก หรือใส่แกงแค  แก้โรคเบาหวาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="187"><ชื่อท้องถิ่น>มะหุ่งแดง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bellyache bush, Black physicnut, Cotton-leaf physicnut</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สบู่แดง </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Jatropha gossypiifolia L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Jatropha</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป  ชอบอากาศแห้ง กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะหุ่งแดงเป็นไม้พุ่มสูง 1-2 เมตร แตกกิ่งก้านจากโคนต้น ทุกส่วนของต้นมียางขาว ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปฝ่ามือ ขอบใบเว้าลึก 3-5 แฉก ใบอ่อนสีแดงอมม่วง เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเขียวอมแดง ก้านสีแดง ช่อดอกเชิงลดหลั่นออกปลายกิ่ง ดอกย่อยสีแดงเข้ม ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนช่อเดียวกัน แต่ละช่อมีดอกตัวเมีย 1 ดอก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ผลกลม มี 3 พู เมื่อแก่แตกได้ มี 3 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ใบต้มน้ำอาบบรรเทาอาการปวดเมื่อย  ใช้ก้านใบลนไฟ เอาเข้าไปในหูแล้วเป่าจะช่วยรักษาอาการหูอื้อ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="188"><ชื่อท้องถิ่น>มันแกว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sweet potato</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มันเทศ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ipomoea batatas (L.) Lam.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ipomoea</Genus><Family>Convolvulaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปบริเวณที่รกร้างในป่าละเมาะ  ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มันแกวเป็นพืชล้มลุกมีหัวใต้ดินสีม่วงแดง ส้ม นวลหรือขาว รูปกระสวยหรือหัวยาว ลำต้นเลื้อยบนดิน ตั้งตรง หรือเลื้อยพัน ยาว 1-5 เมตร แตกกิ่งก้านมาก   ที่ข้อมีราก ใบเดี่ยว เรียงรูปไข่กว้างหรือรูปกลม กว้าง 4-11 ซม. ยาว 4-14 ซม. ขอบเรียบหรือจักเป็นแฉกมี 3-5 แฉก โคนใบรูปหัวใจ ผิวใบทั้งสองด้านเกลี้ยงหรือมีขนกระจาย ก้านใบยาว 4-20 ซม. ช่อดอกออกตามซอกใบ ก้านช่อดอกแข็งยาว 3-18 ซม. เป็นสัน เกลี้ยงหรือมีขน กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูประฆังหรือรูปกรวย สีม่วงอ่อน ผลแห้ง รูปไข่มี 4 ช่อง หรือน้อยกว่า เมล็ดเกลี้ยงมีขนาดเล็ก
ในชุมชนมี 3 ชนิด คือ มันแกวขาว มันแกวแดง และมันแกวม่อนไข่ 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อนปรุงอาหาร เช่น ใส่แกงส้มปลา  ใช้หัวใต้ดินนึ่งกินหรือทำขนมหวาน </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำหัว</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="189"><ชื่อท้องถิ่น>มะแฮะเลือด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์>สกุล Flemingia</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus> Flemingia</Genus><Family>Leguminosae-Papilionoideae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าเบญจพรรณทั่วไป  ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดตลอดวัน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะแฮะเลือดเป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูง 1-3.5 เมตร ทั้งต้นมีขนปกคลุม ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนานแกมใบหอก ผิวใบทั้งสองด้านมีขน กว้าง 1-3.5 ซม. ยาว 1.5-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนแหลมและเบี้ยว ผิวสาก ก้านใบใหญ่และแบน ช่อดอกออกที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว กลีบดอกสีน้ำตาลแดง ผลเป็นฝักแบนยาวเป็นห้อง ลักษณะโป่งพอง สีน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ต้นและใบต้มน้ำดื่มช่วยขับลม ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้ไข้ แก้ไอ ขับลม แก้ผอมเหลือง ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ  ใช้ใบขยี้ละเอียดพอกฝีช่วยทำให้แตกเร็ว  ต้มน้ำดื่มบำรุงกำลัง แก้นิ่ว  หรือต้มน้ำผสมกับปูเลยดื่มบำรุงกำลัง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="190"><ชื่อท้องถิ่น>มันต้าง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cassava, Manioc, Tapioca </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มันสำปะหลัง สำโรง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Manihot esculenta Crantz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Manihot</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ชอบดินปนทรายร่วนซุย ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มันต้างเป็นพืชล้มลุก มีหัวสะสมอาหารใต้ดิน ใบประกอบแบบนิ้วมือ 3 ใบ เรียงสลับ รูปหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนแหลม ขอบเรียบ ผิวใบเรียบมัน ก้านใบยาว 8-15 ซม. มีหูใบ 2 ข้าง ลำต้นมียางใส ช่อดอกกระจะออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ผลกลุ่มทรงกลม ลักษณะมีปีกบางเป็นซีก เมล็ดสีน้ำตาล
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ มันต้างขาว และมันต้างแดง 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/204</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อนลวกหรือนึ่งกินกับน้ำพริก  ใช้หัวใต้ดินนึ่งหรือเชื่อมกิน </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="191"><ชื่อท้องถิ่น>ม้ากระทืบโรง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ม้ากระทืบโรง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ficus sarmentosa Buch.-Ham. ex Sm.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ficus</Genus><Family>Moraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบเกาะเลื้อยตามไม้ขนาดใหญ่ในป่าดิบแล้งและดิบเขา</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ม้ากระทืบโรงเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย เลื้อยเกาะตามพรรณไม้อื่น มีน้ำยางขาว สูงได้ถึง 25 เมตร กิ่งอ่อน ก้านใบ ผิวใบด้านล่าง และฐานรองดอกอ่อนมีขน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอก รูปขอบขนานแกมใบหอก รูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมวงรี กว้าง 7-9 ซม. ยาว 12-18 ซม. ช่อดอกทรงกลมคล้ายผล ออกเดี่ยวๆ ที่ซอกใบ แยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน ฐานรองดอกรูปทรงกลม ผลสด รูปทรงกลม ภายในสีแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้เถาต้มน้ำหรือดองเหล้าดื่มบำรุงกำลัง บำรุงเลือด  หรือตากแห้งผสมในตำรับยาบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  และปักชำเถา</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="192"><ชื่อท้องถิ่น>เม่า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>เม่าสร้อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Antidesma acidum Retz.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Antidesma</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในป่าผลัดใบและป่าดิบทั่วไป  เป็นไม้ระดับกลาง ชอบแสงแดดปานกลาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เม่าเป็นไม้พุ่มลำต้นตั้งตรง หรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 2-5 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน มีขนทั้งสองด้าน ปลายและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ กว้าง 2-5 ซม. ยาว 5-10 ซม. ช่อดอกแยกแขนงเชิงลด ออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง แยกเพศอยู่คนละต้น ไม่มีกลีบดอก ผลกลุ่มออกเป็นช่อยาว รูปทรงกระบอก ผลย่อยรูปทรงกลม เนื้อผลฉ่ำน้ำ ผลดิบสีเขียว ผลสุกเปลี่ยนเป็นสีแดงและดำเมื่อแก่จัด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนและผลอ่อนกินเป็นผักสดกับอาหารรสจัดต่างๆ หรือใส่แกงเห็ด เพิ่มรสชาติให้กลมกล่อม กินผลสุกเป็นผลไม้ ให้รสชาติเปรี้ยวอมหวาน  และใช้รากต้มน้ำดื่มแก้ฝีภายในร่างกาย  หรือฝนทาแก้พิษฝีพุพอง ฝีตานซาง และดับพิษร้อนต่างๆ  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="193"><ชื่อท้องถิ่น>เม่าสาย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>มะเม่าสาย </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Antidesma sootepense Craib</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Antidesma</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าผลัดใบและป่าดิบทั่วไป  เป็นไม้ระดับกลาง ชอบแสงแดดปานกลาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เม่าสายเป็นไม้พุ่ม สูง 6 เมตร ใบเดี่ยว รูปขอบขนานหรือรูปหอก กว้าง    3-12 ซม. ยาว 1-3.5 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนใบแหลม เส้นใบข้างโค้ง 7-8 คู่ ก้านใบยาว 0.2-0.4 ซม. กิ่งก้านมีสีน้ำตาลแดง ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ช่อดอกตัวผู้เรียวยาว ออกที่ปลายกิ่ง ยาวถึง 10 ซม. มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ เกสรเพศผู้ มี 4 อัน ไม่มีกลีบดอก ช่อดอกตัวเมียไม่แตกแขนง ยาว 7 ซม. หมอนรองดอกเป็นรูปถ้วย ไม่มีกลีบดอก ผลกลุ่มออกเป็นช่อยาว รูปทรงกระบอก ผลย่อยรูปทรงกลม เนื้อผลฉ่ำน้ำ ผลดิบสีเขียว ผลสุกเปลี่ยนเป็นสีแดงและดำเมื่อแก่จัด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อนและใบอ่อนปรุงอาหาร เช่น ต้มปลา และแกงเห็ดถอบ แกงเห็ดดิน หรือแกงเห็ดน้ำหมาก ให้รสเปรี้ยว  ผลสุกกินเป็นผลไม้ เปรี้ยวอมหวาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="194"><ชื่อท้องถิ่น>ลมแล้ง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Golden shower, Indian laburnum, Pudding-pine tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>คูน </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cassia fistula L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cassia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าผลัดใบทั่วไป ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทราย  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ลมแล้งเป็นไม้ยืนต้น สูง 5-15เมตร ใบประกอบแบบขนนกออกเรียงสลับ ใบย่อยรูปไข่หรือรูปวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 7-12 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนมน ขอบเรียบ ผิวใบเรียบ ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง ห้อยเป็นโคมระย้า กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นฝักกลม สีน้ำตาลเข้มหรือดำ เปลือกแข็ง ผิวเรียบ ภายในมีผนังกั้นเป็นห้อง แต่ละห้องมีเมล็ด 1 เมล็ด หุ้มด้วยเนื้อสีดำเหนียว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/289</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากและแก่นต้มน้ำดื่มเป็นยาระบาย ขับพยาธิ  ใช้เปลือกและเนื้อไม้บดทาแก้ผดผื่นคัน  ใช้ใบและฝักต้มน้ำดื่มเป็นยาระบาย  ใช้ดอกต้มน้ำดื่มแก้ไข้  ใช้ฝักต้มน้ำดื่มบรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ขัดข้อ  ใช้ต้นเข้าตำรับยาแก้บ่อง ยาขับลมในลำไส้ ยาบำรุงธาตุ แก้ตาฟาง ตาแฉะ แก้สรรพพิษ แก้ท้องอืด </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="195"><ชื่อท้องถิ่น>ไม้ก่อ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ไม้ก่อ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>สกุล Castanopsis</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Castanopsis</Genus><Family>Fagaceae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ธรรมชาติขึ้นในป่าดิบเขาทั่วไป เจริญเติบโตได้ในดินทุกประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้ก่อเป็นไม้ยืนต้น เปลือกสีน้ำตาล แตกเป็นร่องตามยาว เปลือกในไม่มีสันยาวกดเนื้อไม้ เนื้อไม้สีขาวอมเหลืองอ่อน ใบรูปไข่กลับ หรือหอกกลับ ขอบจักฟันเลื่อย ช่อผลยาวไม่น้อยกว่า 15 ซม. กาบหุ้มผลรูปถ้วย หุ้มถึง ½ ของตัวผล ไม่แตกเมื่อแก่จัด ผิวกาบหุ้มเป็นเกร็ดบาง ปลายแหลม ซ้อนเหลื่อมกัน แต่ละกาบหุ้มผลรูปไข่ป้อมผลเดียว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชใช้สอย  ใช้ไม้ทำฟืน หรือเผาทำถ่าน สำหรับใช้หุงต้มอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="196"><ชื่อท้องถิ่น>ลานผีป้าย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Ceylon Caper</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ค้อนก้องเครือ สะแอะ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Capparis zeylanica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Capparis</Genus><Family>Capparaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง เจริญได้ดีในดินที่ร่วนซุย และมีความชื้นปานกลาง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ลานผีป่ายเป็นไม้พุ่มเลื้อย แตกกิ่งก้านสาขามาก กิ่งอ่อนมีขนสีแดงอมน้ำตาลหรือสีเขียวปกคลุม ลำต้นสูง 2-5 เมตร ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปมนรี กว้าง 2.5-7.5 ซม. ยาว 5-17.5 ซม. ปลายใบแหลม โคนมนหรือเว้าเป็นรูปหัวใจ เนื้อใบหนา ช่อดอกออกที่ปลายกิ่ง ก่อนที่ใบจะผลิ ดอกย่อยสีขาว กลีบดอกบาง กลีบคู่ด้านในมีจุดสีชมพูหรือสีแดงตรงกลางโคนกลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก ผลโตรูปทรงกลมหรือมนรี มีเปลือกแข็งและหนา ผลสุกสีแดงส้มหรือม่วง ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้โรคกระเพาะอักเสบ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน  ใช้ใบทาแก้คัน หรือตำพอกฝี  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาระงับประสาท ช่วยขับน้ำดี บำรุงธาตุ  ใช้กิ่งหั่นเป็นแผ่นผสมในตำรับยาแก้นิ่ว  ใช้ใบร่วมกับใบหนาดปัดรังควานในพิธีไล่ผี</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="197"><ชื่อท้องถิ่น>เล็บครุฑ (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Polyscias, Ming aralia</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เล็บครุฑ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Polyscias fruticosa (L.) Harms</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Polyscias</Genus><Family>Araliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป  ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี  แสงแดงปานกลาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เล็บครุฑเป็นไม้พุ่มสูง 1-2 เมตร ลำต้นส่วนยอดสีเขียวอมน้ำตาลเกือบดำ  มีกระสีน้ำตาลอ่อนตามกิ่งมีรูอากาศเห็นได้ชัด ลำต้นแตกแขนงได้ดี ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยขอบเว้าลึก ขอบใบจักฟันเลื่อยปลายแหลม ก้านใบส่วนที่ติดกับลำต้นเป็นกาบ ใบเมื่อขยี้ดมจะให้กลิ่นน้ำมันหอมระเหย ช่อดอกแยกแขนง มีแกนกลางช่อยาว 60 ซม. ขนาดเล็ก ช่อดอกย่อยออกเป็นช่อซี่ร่ม กลีบดอก 5 กลีบ เกสรตัวผู้ 5 อัน ผลรูปเกือบกลม มีเนื้อผล </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>พืชเกษตร</Author><URL>https://puechkaset.com/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%91/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ชาวบ้านใช้ใบและยอดอ่อนกินสดกับลาบ  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="198"><ชื่อท้องถิ่น>ว่านจะเข็บ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Redbird cactus</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>แสยก </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Euphorbia tithymaloides L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Euphorbia</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>เป็นพืชเขตร้อน  พบปลูกทั่วไป  ปลูกได้ในดินทุกสภาพ ทนแล้ง เจริญเติบโตได้ทั้งในที่แดดจัดและร่มรำไร  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ว่านจะเข็บเป็นไม้พุ่ม ลำต้นแข็งข้อสั้น ค่อนข้างอวบน้ำ มีน้ำยางสีขาวมาก ใบเดี่ยว สีเขียวสดหรือเข้ม เรียงสลับถี่ ปลายใบเรียวแหลม โคนมน ขอบเรียบ ผิวใบเรียบ เนื้อใบอวบน้ำ ก้านใบสั้น ลำต้นมีแผลเป็นที่เกิดจากใบร่วงชัดเจน ช่อดอกออกเป็นกระจุกตามซอกใบและปลายยอด ดอกย่อยสีชมพู กลีบดอกหุ้มปิด ลักษณะคล้ายหอยสังข์ ภายในดอกมีน้ำหวานมาก ผลสด สีเขียว รูปหัวใจแบน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้น้ำยางทาแผลร้อนในในช่องปาก แผลมีดบาด ช่วยให้แผลหายเร็ว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="199"><ชื่อท้องถิ่น>ว่านนพเก้า</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Coral bush, Coral plant</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>มะละกอฝรั่ง ฝิ่นต้น</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Jatropha multifida L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Jatropha</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป ชอบอากาศแห้ง กลางแจ้ง เติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ว่านนพเก้าเป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งคล้ายต้นมะละกอ แต่เล็กและแข็งกว่า สูง   2-4 เมตร มีน้ำยางใสทั้งต้น ใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่กว้างแกมรูปโล่ กว้าง 15-20 ซม. ยาว 18-25 ซม. แยกเป็นแฉก คล้ายใบมะละกอ แต่แฉกใบฝอยกว่า ช่อดอกแยกแขนง แบบเชิงหลั่น ออกที่ซอกใบ ใกล้ปลายกิ่ง ดอกย่อยแยกเพศ อยู่ในช่อเดียวกัน กลีบดอกสีแดง ผลแห้ง รูปไข่กลับกว้าง มี 3 พู แตกได้ เมื่อสุกมีสีเหลือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1459</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้น้ำยางใส่แผลปากเปื่อย แผลมีดบาด ช่วยสมานแผล หรือใส่ฟัน บรรเทาอาการปวด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="200"><ชื่อท้องถิ่น>ว่านมหากาฬ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Chinese Gynura</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ว่านมหากาฬ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Gynura pseudochina (L.) DC. var. hispida Thwaites</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Gynura</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป  ชอบขึ้นใต้ร่มไม้ใหญ่  มีแสงแดดรำไร </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ว่านมหากาฬเป็นไม้ล้มลุก มีรากขนาดใหญ่ลำต้นอวบน้ำเลื้อยทอดยาวไปตามพื้นดิน ชูยอดตั้ง ปลายยอดมีขนนุ่มสั้นปกคลุม ใบเดี่ยว เรียงสลับเวียนรอบต้นรูปใบหอกกลับ กว้าง 2.5-8 ซม. ยาว 6-30 ซม. ขอบใบหยักห่างๆ หลังใบสีม่วงเข้ม มีขน เส้นใบสีเขียว ท้องใบสีเขียวแกมเทา ช่อดอกกระจุกแน่น ออกที่ปลายยอด กลีบดอกสีเหลืองทอง ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ใบสดตำผสมเหล้าขาวพอกฝี ถอนพิษแก้ปวดแสบปวดร้อน  ใช้หัวสดกินดับพิษร้อน พิษอักเสบ และแก้ไข้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="201"><ชื่อท้องถิ่น>หอมเปราะ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sand ginger, Aromatic ginger</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ว่านเปราะหอม </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Kaempferia galanga L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Kaempferia</Genus><Family>Zingiberaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในป่าดิบชื้น  ชอบดินร่วน ระบายน้ำมี มีความชื้น </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ว่านหอมเป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน ใบเดี่ยว แทงออกจากเหง้า แผ่ราบไปบนดิน ท้องใบมีขน เนื้อค่อนข้างหนา ช่อดอก ออกตรงกลางระหว่างใบ สีขาวแต้มม่วง ผลเป็นผลแห้ง แตกได้
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ว่านหอมตัวผู้ ใบเรียวยาว และว่านหอมใบมน ใบค่อนข้างกลม ชาวบ้านนิยมทั้ง 2 ชนิด
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1307</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบกินเป็นผักกับน้ำพริกและลาบ  ใช้เหง้ากินสดขับลมในลำไส้  ตำพอกศีรษะเด็กแก้หวัดคัดจมูก  ต้มน้ำดื่มเป็นยาขับโลหิตที่เน่าของสตรี รักษาเลือดที่เจือด้วยลมพิษ  ใช้ใบและเหง้าคั้นน้ำนำมาป้ายคอเป็นยาแก้เจ็บคอ  ใช้ดอกในพิธีกรรมรักษาเด็กที่มีอาการนอนสะดุ้งผวาตาเหลือก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="202"><ชื่อท้องถิ่น>ว่านไฟ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Aloe, Aloin, Star cactus, Jafferabad, Barbados</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ว่านหางจระเข้ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Aloe vera (L.) Burm.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Aloe</Genus><Family>Xanthorrhoeaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกกระจายอยู่ทั่วไป  ชอบดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี และทนต่อภาวะน้ำขัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ว่านหางจระเข้เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 0.5-1 เมตร ข้อและปล้องสั้น ใบเดี่ยว เรียงรอบต้น กว้าง 5-12 ซม. ยาว 0.3-0.8 เมตร อวบน้ำมาก สีเขียวอ่อนหรือเขียวเข้ม ภายใน มีวุ้นใสใต้ผิวสีเขียวมีน้ำยางสีเหลือง ใบอ่อนมีประสีขาว    ช่อดอกออกจากกลางต้น ดอกย่อย เป็นหลอดห้อยลง สีส้ม บานจากล่างขึ้นบน ผลเป็นผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>พืชเกษตร</Author><URL>https://puechkaset.com/%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้ส่วนวุ้นใสทาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน สมานแผล  และผสมน้ำมะกรูดใช้นวดผมช่วยให้ผมนิ่มขึ้น</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="203"><ชื่อท้องถิ่น>ฉำฉา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>East indian walnut, Rain tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>จามจุรี </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Albizia saman (Jacq.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Albizia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายทั่วไป  ตามธรรมชาติชอบขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ และทนน้ำท่วมขังได้ดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ส้มฉาเป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูง 15-30 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดแผ่กว้างคล้ายรูปร่ม เปลือกสีน้ำตาลดำ แตกล่อนง่าย กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม ใบเป็นใบประกอบรูปขนนกสองชั้น ออกสลับ มีใบย่อย 2-10 คู่ ใบย่อยรูปไข่หรือรูปขนมเปียกปูนเบี้ยว กว้าง 1-4 ซม. ยาว 1.5–6 ซม. ปลายใบมน โคนเบี้ยว  ช่อดอกออกเป็นพู่ โคนสีขาว ปลายสีชมพูเป็นฝอย ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง  ผลเป็นฝักรูปขอบขนานหรือโค้งเล็กน้อย  เมื่อแก่เป็นสีดำ มีเนื้อนิ่ม ฝักจะไม่แตก แต่จะหักเป็นท่อน ๆ </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้เปลือกต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ร้อนใน ปากเป็นแผล ปวดฟัน เหงือกบวม และแก้ริดสีดวงทวารหนัก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="204"><ชื่อท้องถิ่น>ส้มป่อย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Soap pod, Shikakai</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ส้มป่อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์> Acacia concinna (Willd.) DC.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Acacia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ทั่วไป  พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ส้มป่อยเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย มีหนามตามลำต้น กิ่ง ก้านและใบ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ยาว 7-20 ซม. ใบย่อยรูปขอบขนาน ขนาดเล็ก ช่อดอก ออกที่ซอกใบ เป็นช่อกลม กลีบดอกเป็นหลอด สีนวล ผลเป็นฝัก สีน้ำตาลดำ ผิวย่นขรุขระ ขอบเป็นคลื่น
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ส้มป่อยธรรมดา และส้มป่อยหลวง ชุมชนใช้ประโยชน์จากส้มป่อยธรรมดามากกว่า เนื่องจากส้มป่อยหลวงพบไม่มาก
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1277</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ยอดอ่อนกินเป็นผักสดกับน้ำพริก หรือปรุงอาหาร เช่น แกงส้ม ต้มยำ  ใช้ใบต้มน้ำดื่มแก้บิด แก้โรคตาต่างๆ  ใช้ฝักต้มน้ำดื่มหรือบดกินเป็นยาถ่าย ขับเสมหะ แก้ไอ แก้โรคผิวหนัง บำรุงเส้นผม แช่น้ำนำมาสระผมแก้รังแค หรือพอกแผลแก้โรคผิวหนัง  และใช้ในพิธีไล่ผี พิธีมงคลต่างๆ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="205"><ชื่อท้องถิ่น>สะเลียม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Neem tree, Siamses neem tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สะเดาบ้าน </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Azadirachta indica A.Juss.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Azadirachta</Genus><Family>Meliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าเบญจพรรณและป่าแดงทั่วไป  ปะปนกับไม้ใหญ่ เติบโตได้ในที่ค่อนข้างแห้งแล้งและเป็นพันธุ์ไม้เบิกนำได้ดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>สะเลียมเป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร ทุกส่วนมีรสขม ยอดอ่อนที่แตกใหม่มีสีน้ำตาลแดง เปลือกต้นสีเทาแตกเป็นร่อง ใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ใบย่อยรูปใบหอก กว้าง 3-4 ซม. ยาว 4-8 ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย ฐานใบไม่เท่ากัน ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่งขณะกำลังแตกใบอ่อน กลีบดอกสีขาว ผลเป็นผลสด รูปรี มี    1 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ยอดอ่อนและช่อดอกอ่อนกินเป็นผักสดหรือลวกกินกับน้ำพริก ลาบ แกงหน่อไม้ หรือแกงบอน    ใช้รากผสมในตำรับยารักษาโรคกระเพาะ  ใช้ผลต้มน้ำนำไปพ่นต้นไม้เพื่อปราบศัตรูพืช  ใช้ใบแก่ย้อมผ้าฝ้าย ให้สีเขียว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="206"><ชื่อท้องถิ่น>สะเลียมไค้</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>สะเลียมหอม ไคร้หอม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Sauropus thorelii Beille</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Sauropus</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในประเทศไทยและประเทศลาว ในประเทศไทยพบเฉพาะภาคเหนือ มีมากที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประเทศลาวพบในพื้นที่เขตชายแดนที่ติดกับภาคเหนือของประเทศไทย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>สะเลียมไค้มันหรือไค้มันเป็นไม้พุ่ม สูง 1.5 เมตร เปลือกสีน้ำตาล ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อยรูปหอก กว้าง 2.7-8 ซม. ยาว 6.5-26 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนสอบแหลม ขอบและผิวเรียบ หลังใบสีอ่อนกว่าท้องใบ ช่อดอกออกเป็นกระจุก จำนวนมาก ตามกิ่ง ต้น และซอกใบ ดอกแยกเพศ อยู่ต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้ ไม่มีกลีบดอก มีกลีบเลี้ยง 2 ชั้นๆ ละ 3 กลีบ สีชมพูเข้ม เกสรเพศผู้เชื่อมติดกันเป็นท่อ ดอกเพศเมีย ไม่มีกลีบดอก มีกลีบเลี้ยง 2 ชั้น เหมือนกัน แต่สีเขียวอ่อน ผลรูปครึ่งวงกลมคว่ำลง ลักษณะแข็ง มีสันโดยรอบ ผิวขรุขระ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบและยอดอ่อนกินสดกับลาบปลาและน้ำพริก  ใช้ใบเข้าตำรับยาจู้ แก้ปวดเมื่อย เจ็บตามร่างกาย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="207"><ชื่อท้องถิ่น>ขี้เปี้ยลูกฟ้อน </ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Licorice weed, Scoparia-weed </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กรดน้ำ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Scoparia dulcis L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Scoparia</Genus><Family>Plantaginaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไปเป็นกลุ่มบริเวณชายฝั่ง ชายน้ำ ริมบึงที่ชื้น </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>สะเลียมดินเป็นไม้ล้มลุก มีใบเดี่ยวออกรอบข้อ 3 ใบ รูปหอก กว้าง        0.4-0.5 ซม. ยาว 1.2-1.4 ซม. ปลายใบแหลม โคนสอบ ขอบจักซี่ฟันลึกและห่าง ลำต้นเป็นเหลี่ยม ช่อดอกขนาดเล็กออกตามซอกใบเป็นกระจุก ดอกย่อยสีขาว มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ มีผลเดี่ยวทรงกลมสีเขียวตามซอกใบ ผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=1105</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  นำยอดอ่อนมาอมแล้วกลืนทีละนิด แก้เจ็บคอภายใน 2 วัน  ใช้ทั้งต้นเข้าตำรับยาแก้ปวดตามข้อ รักษาโรคเก๊า แก้ปวดกระดูก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="208"><ชื่อท้องถิ่น>สัก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Teak</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สัก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tectona grandis L.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tectona</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นทั่วไปในป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือ และบางส่วนของภาคกลาง มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 700 เมตร ชอบขึ้นตามพื้นที่ที่เป็นภูเขา หรือตามพื้นราบที่มีดินระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง โดยเฉพาะดินพวกหินปูน มักขึ้นเป็นกลุ่ม หรือขึ้นปะปนกับไม้อื่นในป่า </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>สักเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 50 เมตร ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามรูปวงรีกว้าง กว้าง 6-50 ซม. ยาว 11-95 ซม. ช่อดอกขนาดใหญ่ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบบริเวณปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น ผลสด ค่อนข้างกลม มีขน ละเอียดหนาแน่น หุ้มมิดด้วยกลีบเลี้ยงที่ขยายตัว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้ใบต้มน้ำดื่มช่วยลดน้ำตาลในเลือด  ใช้ดอกต้มน้ำดื่มช่วยขับปัสสาวะ  ใช้เปลือกปรุงยาฝาดสมาน  ใช้เนื้อไม้และใบต้มน้ำอาบแก้โรคอีสุกอีไส ปรุงยาแก้โรคเบาหวาน แก้ปัสสาวะพิการ ขับลมในลำไส้ แก้ไตพิการ  ใช้เนื้อไม้ต้มน้ำดื่มรักษาโรคผิวหนัง ขับพยาธิ  ใช้รากเข้าตำรับยาแก้โรคกระเพาะ แก้โรคนิ่ว  ใช้ลำต้นทำเครื่องเรือน ก่อสร้างบ้านเรือน  ใช้ใบย้อมผ้าฝ้าย ให้สีเขียว ใช้ลำต้นย้อมผ้าฝ้าย ให้สีแดงอมชมพู</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="209"><ชื่อท้องถิ่น>สันคำ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Variegated laurel, Garden croton, Fire croton</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>โกสน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Codiaeum variegatum (L.) Rumph. ex A.Juss.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Codiaeum</Genus><Family>Euphorbiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>กระจายพันธุ์อยู่ในประเทศเขตร้อนทั่วไป พบปลูกเป็นไม้ประดับบ้านเรือน ปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินโปร่งร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้ดี ไม่มีน้ำขังแฉะ มีอินทรียวัตถุปานกลาง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>สานเงินสานคำเป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงกลาง ทรงพุ่มรูปไข่ ใบดกแน่นทึบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนสอบ ขอบเรียบหรือหยักเว้า บางพันธุ์เว้าลึกถึงเส้นกลางใบ ลักษณะและขนาดของใบแปรไปตามพันธุ์  แผ่นใบมีสีต่างๆ  เช่น  ขาว เหลือง ส้ม ชมพู แดง ม่วงดำ ก้านใบยาว 0.5-5 ซม.สีขาว  ช่อดอกกระจะ ตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้น ช่อดอกเพศผู้โค้งลง ก้านยาว มีดอก 30-60 ดอก กลีบดอก 5-6 กลีบ ช่อดอกเพศเมียตั้งตรง ก้านช่อยาว มีดอก 10-20 ดอก ไม่มีกลีบดอก ผลแห้งกลม เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีก เมล็ดสีน้ำตาล
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ สานเงิน ใบมีขนาดใหญ่ และสานคำ ใบมีขนาดเล็ก
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>รศ.ดร.ภญ.พาณี ศิริสะอาด คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>https://www.pharmacy.cmu.ac.th/makok.php?id=171
http://www.dnp.go.th/botany/mplant/word.aspx?linkback=genus&amp;keyback=Dendrophthoe&amp;author=&amp;family=&amp;genus=&amp;habit=&amp;localname=&amp;species=&amp;word=&amp;lastitem=cod002</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ยอดอ่อนกินสดกับส้มตำ หรือลวกกินกับน้ำพริก ใส่แกงโฮะ ช่วยแก้ท้องเสีย  ใช้ใบแก่ย้อมผ้าฝ้าย ให้สีเขียวอมเหลือง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำกิ่งและยอด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="210"><ชื่อท้องถิ่น>เสลดพังพอน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Philippine violet, Hop headed barleria</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เสลดพังพอน เสลดพังพอนตัวผู้</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Barleria lupulina Lindl.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Barleria</Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป ชอบดินร่วน อุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เสลดพังพอนเป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 1 เมตร มีหนามแหลมยาวข้อละ 2 คู่ กิ่งก้านสีน้ำตาลแดง ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามรูปใบหอกยาวหรือรูปขอบขนานกว้าง 1.8-2.5 ซม. ยาว 6-12 ซม. ผิวใบเรียบมันสีเขียวเข้ม เส้นกลางใบสีแดง ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ 8 ซม. ใบประดับค่อนข้างกลม สีน้ำตาลแดงขนาดใหญ่กลีบดอกสีเหลืองส้ม โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 2 ปาก ปากบนมีกลีบขนาดใหญ่ 4 กลีบ กลีบล่างเล็กกว่ามี 1 กลีบ ผลเป็นฝัก รูปไข่</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ใบสดขยี่หรือตำละเอียดทาหรือพอกแผลแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย(ไม่รวมงูกัด)  หรือตำแทรกพิมเสนเล็กน้อยหรือผสมเหล้าทารักษาโรคผิวหนังจำพวกเริมและงูสวัด  ใช้รากฝนกับเหล้าพอกแก้พิษงู แก้ไฟลามทุ่ง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย โรคผิวหนัง และเข้าตำรับยาแก้โรคภูมิแพ้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="211"><ชื่อท้องถิ่น>เสี้ยวดอกขาว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Snowy orchid tree, Orchid tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กาหลง ส้มเสี้ยว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Bauhinia acuminata L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Bauhinia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>LC 2012</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เสี้ยวดอกขาวเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปกลม ลักษณะเหมือนใบแฝด กว้าง 9-18 ซม. ยาว 8-16 ซม. ปลายใบเว้าหยักลึก 3.5-5 ซม. โคนเว้าโค้งรูปหัวใจ ก้านยาว 2.5-5 ซม. ดอกออกเป็นช่อมีประมาณ 3-10 ดอก กลีบดอกแยก สีขาว เกสรตัวผู้ 10 อัน เกสรตัวเมียมี 1 รังไข่ ผลเป็นฝักแบน สีเขียว เมื่อแก่มีสีน้ำตาล 
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ เสี้ยวหวาน และเสี้ยวส้ม
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ดอกและฝักอ่อนเสี้ยวหวานลวกกินกับน้ำพริก หรือใส่ในแกงส้ม  ใช้ใบเสี้ยวส้มหมักเกลืออมแทนเมี่ยง  ใช้ดอกของทั้ง 2 ชนิด ต้มน้ำดื่มแก้ปวดศีรษะ ลดความดันโลหิตสูง แก้เลือดออกตามไรฟัน  ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้ไอ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="212"><ชื่อท้องถิ่น>เสี้ยวดอกแดง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Butterfly tree, Orchid tree, Purple bauhinia</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ชงโค เสี้ยวหวาน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Bauhinia purpurea L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Bauhinia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>LC 2012</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบในป่าเบญจพรรณ ตามถนนสองข้างทางทั่วไป  ปลูกเลี้ยงง่าย  เติบโตได้ในดินทั่วไป ที่มีความชื้นปานกลาง แสงแดดเต็มวัน</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เสี้ยวส้มดอกม่วงเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง สูง 10-15 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แยกเป็น 2 แฉกลึก คล้ายใบติดกันหรือใบแฝด กว้าง 8-16 ซม. ยาว 10-14 ซม. ผิวใบด้านล่างมีเส้นใบนูน ช่อดอกออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง จำนวนดอกย่อย 6-10 ดอก สีชมพูอมม่วงหรือสีม่วงสดคล้ายกล้วยไม้ มีกลีบดอก 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 3 อัน ขนาดไม่เท่ากัน กลิ่นหอมอ่อนๆ ตลอดวัน ผลเป็นฝักแบน รูปขอบขนาน ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่จะแห้งและแตก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2852</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนใส่แกงหน่อไม้  ใช้ใบตำละเอียดพอกรักษาฝี ต้มน้ำดื่มแก้ไอ  ใช้เปลือกต้มน้ำดื่มแก้บิด แก้ท้องร่วง แก้ท้องเสีย  ใช้ดอกต้มน้ำดื่มแก้ไข้ เป็นยาระบาย  ใช้รากต้มน้ำดื่มเป็นยาขับลม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="213"><ชื่อท้องถิ่น>แสนลมก้าน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>แสลงพันเถา </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Bauhinia pulla Craib</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Bauhinia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในเขตชุมชน ชอบที่ร่มรำไร เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>แสนลมก๊านเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกกิ่งก้านสาขามาก ยอดสีแดงหรือชมพู ต้นมีมือเกาะ ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ รูปไข่ ปลายเรียวแหลมแยกเป็น 2 แฉก ขนาดใบกว้าง 5-6 ซม. ยาว 4-5 ซม. โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบมัน หลังใบสีอ่อนกว่าท้องใบ ก้านใบยาว 4-5 ซม.</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ใบตากแห้งผสมในตำหรับยาแก้นิ่ว แก้หน้ามืดตาลาย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="214"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าขัดหลวง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Eastern fan-petals</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าขัดหลวง   </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Sida subcordata Span.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Sida</Genus><Family>Malvaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป ตามพื้นที่รกร้าง ข้างถนน และชายป่า ชอบพื้นที่ชุ่มชื้น ทนต่อน้ำขัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าขัดใบมนเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก เปลือกต้นบางคล้ายปอ ลำต้นและก้านขนาดเล็ก สีแดงหรือม่วง มีขนนุ่มปกคลุม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่กลับ ขอบใบจักฟันเลื่อย ปลายมน โคนมนหรือเว้า ผิวใบเรียบ ช่อดอก ออกเป็นกระจุก ตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกย่อยขนาดเล็กสีเหลือง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ มีริ้วประดับ ขณะดอกตูมชั้นกลีบเลี้ยงหุ้มดอกไว้จนมิด กลีบดอก 5 กลีบ เชื่อมติดกัน เกสรเพศผู้จำนวนมาก เชื่อมติดกันเป็นหลอด ผลแห้งและแตก </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้อาเจียน แก้ไข้ แก้พิษโลหิต ขับเสมหะ แก้ไข้ตัวร้อน ดับพิษร้อนภายใน แก้กามตายด้าน บำรุงกำหนัด  ใช้รากตากแห้งต้มน้ำร่วมกับข้าวเจ้าเปลือกดื่มทุกเช้าเย็น แก้ปวดหลังปวดเอว และเข้าตำรับยาแก้กลางบ้าน แก้อ่อนเพลีย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="215"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าขัด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Wireweed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าขัดใบยาว</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Sida acuta Burm.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Sida</Genus><Family>Malvaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นได้ทั่วไป ตามพื้นที่รกร้าง ข้างถนน และชายป่า ชอบพื้นที่ชุ่มชื้น ทนต่อน้ำขัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าขัดใบยาวเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้าน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอก ถึงรูปแถบ กว้าง 0.5-2.5 ซม. ยาว 1.5-7.5 ซม. โคนและปลายใบแหลม ขอบจักฟันเลื่อย หูใบรูปแถบ ดอกเดี่ยวหรืออกเป็นกระจุก 2-3 ดอก ที่ซอกใบ กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอก รูปไข่กลับเบี้ยว ปลายเว้าตื้น สีเหลืองอ่อน เกสรเพศผู้เชื่อมติดกันเป็นมัดเดียว ผลแห้งแตกได้ เมล็ดรูปไข่แกมสามเหลี่ยม สีน้ำตาลเข้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/237</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้ทั้งต้นต้มหรือแช่น้ำดื่มแก้เบื่อ แก้ไข้  ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้ปัสสาวะขัด ตากแห้งต้มน้ำร่วมกับข้าวเจ้าเปลือกดื่มทุกเช้าเย็น แก้ปวดหลังปวดเอว และเข้าตำรับยาแก้กลางบ้าน แก้อ่อนเพลีย แก้ปวดเอว  ใช้ลำต้นและกิ่งก้านมัดรวมกันทำไม้กวาด </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="216"><ชื่อท้องถิ่น>ควยงูน้อย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Ox knee</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>พันงูน้อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Achyranthes bidentata Blume</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Achyranthes</Genus><Family>Amaranthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ตามพื้นที่ลุ่ม ชื้นแฉะ พบได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าควยงูเป็นไม้ล้มลุก สูง 60-100 ซม. ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามแบบตั้งฉาก รูปขอบขนาน รูปวงรีหรือรูปไข่ กว้าง 1.5-5 ซม. ยาว 2-8 ซม. ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเขียว ผลแห้ง ไม่แตก รูปขอบขนานยาว  
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ หญ้าควยงูน้อย และหญ้าควยงูใหญ่ มีขนาดลำต้นแตกต่างกัน ชาวบ้านนิยมใช้ปรุงยาทั้ง 2 ชนิด
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ทั้งต้นล้างสะอาดตากแห้งต้มน้ำร่วมกับข้าวเปลือกข้าวเจ้าดื่มเป็นยาบำรุงน้ำนมสตรีหลังคลอดบุตร  หรือใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแก้ปัสสาวะขัด </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="217"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าคอตุงตัวผู้</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์>สกุล Flemingia</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Flemingia</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นทั่วไปในป่าทุกภาคของประเทศไทย  ชอบขึ้นตามที่รกร้าง หรือริมทาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าคอตุงตัวผู้เป็นไม้ล้มลุก สูง 1-1.5 เมตร ต้นกลม มีลักษณะหยักเป็นฟันปลา ทั้งต้นมีขนสั้นปกคลุม ใบประกอบ ออกเรียงสลับ มี 3 ใบย่อย ใบตรงกลางขนาดใหญ่ที่สุด รูปไข่กลับ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ อีก 2 ใบด้านข้าง ประกบคล้ายปีก ขนาดเล็กเท่ากัน รูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว ดอกช่อกระจะ รูปทรงกระบอก ออกที่ปลายยอด มีใบประดับสีเขียวหุ้มเป็นชั้นๆ ดอกรูปดอกถั่ว ผลเป็นฝักแบนยาว ส่วนหัวมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ส่วนท้ายมีรยางค์    1 เส้น ลักษณะโค้งงอ ขอบผลเว้าตื้นหนึ่งหรือสองด้าน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ชาวบ้านใช้ใบต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้พิษเบื่อพยาธิ แก้โรคตานซาง แก้อาการผอมเหลือง แก้ริดสีดวงทวาร ช่วยบำรุงประสาท  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  ปักชำกิ่ง  หรือแยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="218"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าคอตุงตัวเมีย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Trefle gros</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ข้าวเม่านก</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Tadehagi triquetrum (L.) H.Ohashi</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Tadehagi</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าทั่วไป  ชอบขึ้นบริเวณที่รกร้าง หรือริมทาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าคอตุงตัวเมียหรือหญ้าหนอนตายเป็นไม้ล้มลุก สูง 15-50 ซม. กิ่งก้านเป็นสันสามเหลี่ยม แตกกิ่งก้านสาขามาก ยอดและกิ่งอ่อนมีสีแดงมัน มีหูใบสีเงินหรือเทาสองข้าง เมื่อแก่สีชา ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปใบหอก กว้าง 2-4 ซม. ยาว 8-10 ซม. หลังใบมีขน ท้องใบผิวเรียบ ก้านใบแผ่เป็นปีก ช่อดอกกระจะ รูปทรงกระบอก ออกที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกรูปดอกถั่ว สีม่วง ผลเป็นฝักแบนยาว ส่วนหัวมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ส่วนท้ายมีรยางค์ 1 เส้น ลักษณะโค้งงอ ขอบผลเว้าตื้นหนึ่งหรือสองด้าน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=808</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้ใบต้มน้ำดื่มแก้พิษเบื่อพยาธิ แก้โรคตานซาง แก้อาการผอมเหลือง แก้ริดสีดวงทวาร ช่วยบำรุงประสาท  ใช้ใบสดหั่นผสมยาเส้นและปูนขาวมวนบุหรี่สูบ ใช้ตำพอกแผลวัวควาย รักษาแผลมีหนอง ใช้ปิดปากไหหมักปลา เพื่อป้องกันแมลงวันมาวางไข่</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  ปักชำกิ่ง  และแยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="219"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าถอดบ้อง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Horsetail, Scouring rushes</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าถอดบ้อง, หญ้าถอดปล้อง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Hippochaete debilis (Roxb. ex Vaucher) Ching</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Hippochaete</Genus><Family>Equisetaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นเองตามผืนป่าดงดิบที่มีความชุ่มชื้นตลอดปี ในทุกภาคของประเทศไทยที่สูงจากระดับน้ำทะเล 500 เมตรขึ้นไป ส่วนใหญ่ขึ้นใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ ใกล้แหล่งนํ้า </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าถอดบ้องเป็นพืชที่มีท่อลำเลียงน้ำชั้นต่ำ ไม่มีเมล็ด ลำต้นตั้งตรง ขนาดเล็ก สีเขียว สูง 30-100 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-5 มม. มีข้อปล้องเห็นชัดเจน ผิวเป็นร่อง 8-25 ร่อง ภายในกลวง ผิวสาก แตกกิ่งก้านตามข้อ ใบเป็นเยื่อบางๆ เรียงรอบข้อสีเขียวหรือน้ำตาล หลุดร่วงง่าย ช่อดอกขนาดเล็ก ออกที่ปลายยอด ดอกย่อยสีเหลือง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ต้นต้มน้ำผสมเหง้าปูเลยดื่มแก้ปวดน่องปวดขา ปวดกระดูกปวดข้อ ขับระดูขาว บำรุงไต และเข้าตำรับยาแก้นิ่ว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>แยกกอ และเพาะสปอร์</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="220"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าปักกิ่ง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Hassk grass</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าปักกิ่ง หญ้าเทวดา</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Murdannia loriformis (Hassk.) R.S.Rao &amp; Kammathy</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Murdannia</Genus><Family>Commelinaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ชอบพื้นที่ชุ่มชื้น ดินร่วนซุย ระบายน้ำดี มีแสงแดดส่องปานกลาง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าปักกิ่งเป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 10 ซม. ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบที่โคนต้นกว้างประมาณ 1.5 ซม. ยาว 10 ซม. ใบส่วนบนสั้นกว่าใบที่โคนต้น ช่อดอก ออกที่ปลายยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น ใบประดับย่อยค่อนข้างกลมซ้อนกัน สีเขียวอ่อน บางใส กลีบดอกสีฟ้าหรือม่วงอ่อน ร่วงง่าย ผลเป็นผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ใบกินสดกับลาบ เพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย ใช้ตำหรือปั่นกินสดเชื่อว่าช่วยรักษาโรคมะเร็ง อัมพฤกษ์อัมพาต</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="221"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าปันยอด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sensitive plant, sleepy plant, touch-me-not </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ไมยราบ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Mimosa pudica L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Mimosa</Genus><Family>Leguminosae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>LC 2012</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบกระจายทั่วไป  ในที่โล่งเตียนทั่วไป  ชอบพื้นที่แห้งแล้ง แสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าปันยอบเป็นไม้ล้มลุกกึ่งเลื้อย ทอดแผ่ไปตามพื้นดิน ลำต้นมีขนละเอียดและหนามโค้งงอ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ไวต่อการสัมผัส ยาว 10-13 ซม. ประกอบด้วย 4 ใบย่อย เรียงตัวแบบนิ้วมือ ยาว 4.5-8 ซม. ใบย่อย 17-22 คู่ รูปใบหอก กว้าง 2.5-3 มม. ยาว 10-14 มม. ผิวใบด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีม่วงอ่อน ช่อดอก รูปทรงกลม ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพู ผลเป็นฝักแบน เป็นข้อๆ อยู่รวมกันเป็นช่อ เมื่อสุกสีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1503</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้รากต้มน้ำดื่มแก้โรคไต แก้บิด ขับปัสสาวะ  ใช้ทั้งต้นตากแห้งทำเป็นมัดต้มน้ำดื่มแทนชาช่วยขับปัสสาวะ แก้ไตพิการ หรือผสมอ้อยดำเพื่อเพิ่มรสชาติให้ดื่มง่าย  ใช้เข้าตำรับยาแก้ปัสสาวะขัด แก้ปวดกระดูก ปวดตามข้อ  ใช้รากเข้าตำรับยารักษาโรคกระเพาะ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="222"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าปากควาย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Fowe foot grass, Goose grass, Wire grass, Yard grass</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าตีนกา </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Eleusine indica (L.) Gaertn.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Eleusine</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป  ขึ้นในที่โล่งชื้นแฉะทั่วไปและริมทาง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าผากควายเป็นพืชล้มลุกวงศ์หญ้า แตกเป็นกอ ลำต้นส่วนล่างทอดเอน ชูส่วนยอด สูง 50-64 ซม. แตกรากและต้นใหม่ตามข้อ กาบใบจะบีบตัวเป็นสันทำให้ลำต้นแบน ใบเดี่ยว รูปขอบขนาน กว้าง 0.4-0.7 ซม. ยาว 10-22 ซม. ขอบใบเรียบ เห็นเส้นกลางใบเด่นชัด ช่อดอกเป็นก้านเดี่ยว ยาว 35-45 ซม. ปลายก้านช่อดอกแตกเป็นแขนง คล้ายตีนกา ดอกย่อยสีเขียว ยอดเกสรเพศเมียสีม่วงเข้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ทั้งต้นเข้าตำรับยาแก้กลางบ้าน แก้อ่อนเพลีย แก้อาเจียน แก้ไข้ แก้ท้องร่วง แก้อาหารเป็นพิษ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="223"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าเมืองวาย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Bitter bush, Siam weed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สาบเสือ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Chromolaena odorata (L.) R.M.King &amp; H.Rob.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Chromolaena</Genus><Family>Compositae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ตามที่รกร้างทั่วไป ชอบพื้นที่แห้งแล้ง แสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าเมืองวายเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้าน สูงได้ถึง 1.5 เมตร ทุกส่วนของต้นขณะที่ยังอ่อนมีขน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปไข่ ผิวใบมีขน กว้าง 2-6.5 ซม. ยาว 5.5-11.5 ซม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวหรือขาวแกมม่วง ผลแห้ง ไม่แตก ลักษณะเป็นเส้นยาวแบน มีขน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</Author><URL>https://hkm.hrdi.or.th/knowledge/detail/211</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้ใบขยี้ละเอียดหรือบดพอกรักษาแผลสดและแผลเรื้อรัง ช่วยห้ามเลือด  ใช้เข้าตำรับยารักษาแผลสด คัดเลือด  และใช้ย้อมผ้าฝ้าย ให้สีเขียว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="224"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าหนวดแมว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Cat's whisker, Java tea</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าหนวดแมว </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Orthosiphon</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นได้ทั่วไป  ชอบดินร่วนชื้นเกือบแฉะ ต้องการน้ำมาก ชอบแดดร่มรำไร ปลูกกลางแจ้งได้</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าหนวดแมวเป็นไม้พุ่มสูง 0.5-1 เมตร กิ่งและก้านสี่เหลี่ยมสีม่วงแดง ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปไข่แกมสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด กว้าง 2-4 ซม. ยาว         4-7 ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง มี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ดอกสีขาวและพันธุ์ดอกสีม่วงน้ำเงิน เกสรตัวผู้ยื่นพ้นกลีบดอกออกมายาวมาก ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก รูปรี ขนาดเล็ก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?Botanic_ID=2524</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ใบอ่อนและยอดอ่อนต้มน้ำดื่มช่วยขับปัสสาวะ  ใช้ทั้งต้นเข้าตำรับยาแก้นิ่ว แก้โรคเบาหวาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="225"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าเอ็นยืด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Greater plantain, Waybread, Common plantago ,broad-leaved plantain</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักกาดน้ำ หมอน้อย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Plantago major L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Plantago</Genus><Family>Plantaginaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบมากบริเวณที่รกร้างบนพื้นที่สูงทางภาคเหนือ ชอบขึ้นในผืนป่าที่ได้รับความชื้นตลอดวัน และพื้นที่ใกล้แหล่งนํ้า ชอบแสงแดด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าเอ็นยืดเป็นไม้ล้มลุกสูง 30-50 ซม. ลำต้นสั้นติดผิวดิน ใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุก รูปไข่กลับ กว้าง 12-16 ซม. ยาว 20-30 ซม. ก้านใบยาวเท่ากับแผ่นใบ ช่อดอก แทงออกจากกลางต้น ดอกย่อยขนาดเล็ก สีเขียวแกมน้ำตาล ผลเป็นผลแห้ง แตกได้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;Itemid=59&amp;id=2141</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ทั้งต้นเคี้ยวสด ตากแห้งต้มน้ำดื่ม หรือเข้าตำรับยา สรรพคุณแก้ปวดกระดูก แก้เอ็นตึง แก้กระดูกเคลื่อน กระดูกเดาะ ช่วยให้กระดูกเชื่อมติดเร็วขึ้น</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  และแยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="226"><ชื่อท้องถิ่น>หน่วยใต้ใบ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Chamber bitter, Gripeweed</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หญ้าใต้ใบ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Phyllanthus urinaria L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Phyllanthus</Genus><Family>Phyllanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นทั่วไป ตามที่รกร้าง ริมทาง ชอบดินทรายระบายน้ำดี และร่มรำไร </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หน่วยใต้ใบเป็นพืชล้มลุก ทุกส่วนมีรสขม ใบเดี่ยว เรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปขอบขนาน กว้าง 3-5 มม. ยาว 6-14 มม. ปลายใบแหลม โคนมนหรือเบี้ยว ขอบเรียบสีม่วงแกมน้ำตาล ผิวใบเรียบ ดอกออกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน เพศเมียเป็นดอกเดี่ยว เพศผู้ออกเป็นกระจุก สีนวล ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ รูปกลม ผิวขรุขระขนาดใหญ่กว่าลูกใต้ใบ มีลักษณะเป็นพูตามผลบ้าง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2280</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้ไข้  เข้าตำรับยาแก้ปวดกระดูก ปวดตามข้อ แก้โรคเบาหวาน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="227"><ชื่อท้องถิ่น>หนาดจืด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์>สกุล Blumea</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Blumea</Genus><Family>Asteraceae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ชอบขึ้นตามที่ลุ่มชื้นแฉะในป่าทั่วไป  ชอบดินเหนียวปนทราย ระบายน้ำดี แสงแดดพอควร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หนาดจืดเป็นไม้พุ่ม สูง 1-4 เมตร ไม่แตกกิ่งก้านมาก เปลือกต้นสีเทาปนเดา มีขนนุ่มปกคลุมทั้งต้น ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับถี่ รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง    2-10 ซม. ยาว 8-25 ซม. ขอบใบจักซี่ฟันห่าง ปลายใบแหลม โคนสอบแหลม ผิวหนา เนื้อใบขรุขระเล็กน้อย เส้นกลางใบสีเหลืองอ่อน ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ช่อดอกแยกแขนง ช่อดอกย่อยแบบกระจะ ออกที่ปลายยอด รูปพีระมิด กลีบดอกย่อยสีเหลือง ผลแห้ง ไม่แตก โค้งงอเล็กน้อยเป็นเส้น 5-10 เส้น มีขนสีขาว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ลำต้นต้มน้ำดื่มและทำยาห่มช่วงอยู่เดือนสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร หรือผสมในตำรับยากินยาห่ม ยาอยู่เดือน ยาแก้ผิดเดือน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="228"><ชื่อท้องถิ่น>หนุมานประสานกาย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Umberlla  tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หนวดปลาหมึกแคระ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Schefflera arboricola (Hayata) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Schefflera</Genus><Family>Araliaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป ขึ้นได้ในดินทุกประเภท ที่มีความชุ่มชื้น ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หนุมานประสานกายเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านจำนวนมาก ทรงพุ่มกลม ใบประกอบรูปฝ่ามือเรียงสลับ  มีใบย่อยแตกออกจากก้านใบที่จุดเดียวกัน 7-11 ใบ   ใบย่อยรูปไข่กลับกว้าง 4-6 ซม. ยาว 4.5-11 ซม. ปลายใบมน โคนสอบ ขอบใบเรียบ ผิวเกลี้ยงเป็นมัน ท้องใบสีเขียวเข้ม ก้านใบย่อยสีเขียวอ่อน ช่อดอกซี่ร่มเชิงประกอบ ออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีชมพู มีขนาดเล็ก ผลสด มีเมล็ดเดียว แข็ง สีดำ</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนกินสดกับแกงหน่อไม้ เป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ  ใช้ใบสดตำพอกแผลห้ามเลือด สมานแผล  ใช้ตำผสมเหล้าขาวคั้นน้ำดื่มแก้อาการช้ำใน ตกเลือด หรืออาเจียนเป็นโลหิต  ใช้ผสมในตำรับยาแก้หืด แก้ภูมิแพ้  </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  ตอนกิ่ง  และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="229"><ชื่อท้องถิ่น>หมากคอม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ลาย กอม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Microcos paniculata L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Microcos</Genus><Family> Malvaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบกระจายพันธุ์อยู่ในป่าเบญจพรรณ ป่าแดง และป่าดิบแล้ง ทั่วไป ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 100 เมตรขึ้นไป  เจริญเติบโตได้ในดินทุกประเภท</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หมากกอมเป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงกลาง ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 4-8 ซม. ยาว 8-17 ซม.ปลายเรียวแหลม ขอบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เส้นแขนงใบข้างละ 4-8 เส้น เห็นได้ชัด ช่อดอกออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ยาว 3-15 ซม. ดอกอ่อนกลมหรือป้อม กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ขนาดกลีบดอกจะสั้นกว่ากลีบเลี้ยง 1 เท่าตัวและร่วงง่าย เกสรเพศผู้มีจำนวนมากและล้อมรอบรังไข่ ผลกลมหรือรูปไข่กลับ กว้างประมาณ 1 ซม. ยาว 1.5 ซม. เมื่อแก่สีเหลือง
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ หมากกอมหวาน และหมากกอมขม(มีพิษ) 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ทั้ง 5 ส่วน(ราก ต้น ใบ ดอก ผล) ของหมากกอมหวาน ต้มน้ำดื่มแก้ไข้จับสั่น ตัวร้อน ดับพิษ บำรุงน้ำดี บำรุงเลือด  ใช้เปลือกของหมากกอมขมวางฆ่าแมลงวัน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="230"><ชื่อท้องถิ่น>หวาย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Rattan </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หวายขม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Calamus viminalis Willd.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Calamus</Genus><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายอยู่ทั่วไป มี 6 สกุล ประมาณ 50 ชนิด เป็นไม้ระดับกลางของป่า  ชอบที่ดอนและพื้นที่กลางแจ้งที่ได้รับแสงแดดเต็มวัน ดินร่วนซุย ไม่ทนต่อบริเวณน้ำท่วมขัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หวายเป็นพืชสกุลปาล์ม ลำต้นเป็นเถาเลื้อย มีขนาดปานกลาง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5-1 นิ้ว ลำต้นและกาบใบมีหนาม ใบประกอบคล้ายใบมะพร้าว ใบย่อย 75-90 ใบ เรียงตัวเป็นกระจุกตรงกันข้าม กระจุกละ 5-8 ใบ ช่อดอกออกที่ลำต้นส่วนที่มีกาบใบหุ้ม จะทยอยสร้างไม่พร้อมกัน หลังออกดอกส่วนยอดจะเจริญเป็นลำต้นต่อไป ผลกลุ่มออกเป็นพวง ผิวผลย่อยเป็นเกล็ดซ้อนทับกัน เมื่อแก่สีขาว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.8-1 ซม.
พันธุ์หวายที่พบในชุมชนจำแนกได้ 2 ประเภท คือ หวายฝาด และหวายขม  หวายฝาดมี 2 ชนิด ได้แก่ หวายหนามล้อม และหวายบุ่น  ส่วนหวายขม มี 3 ชนิด ได้แก่ หวายหางหนู(หวายติ้วดีด) หวายเขียว หวายหม่น(หวายน้ำผึ้ง หวายหยวก) 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร สมุนไพร และพืชใช้สอย  ใช้ผลสุกกินเล่นเป็นผลไม้  ใช้หางหวาย(ลำต้นอ่อนหรือหน่อหวาย) นำมาเผาแกะเนื้อในตำน้ำพริก ปรุงอาหารประเภทผัด แกง  ใช้รากหวายขมเข้าตำรับยาแก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยบำรุงร่างกายที่อ่อนเพลีย และแก้ปัสสาวะขัด แก้ไข้ บำรุงร่างกายที่อ่อนเพลีย แก้ร้อนในกระหายน้ำ  ใช้เส้นหวาย(ลำต้นแก่) สานทำฝักมีด พร้า ตะกร้า และชะลอมใส่ของ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="231"><ชื่อท้องถิ่น>หอมด่วน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Kitchen mint, Menthe kitchen mint</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สะระแหน่ </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Mentha × villosa Huds.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Mentha </Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป  ชอบขึ้นตามที่ลุ่มชื้นแฉะ ชอบดินร่วงซุย </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หอมด่วนเป็นไม้ล้มลุก เลื้อยแผ่ไปตามดิน ลำต้นสี่เหลี่ยม สีเขียวแกมม่วงน้ำตาล แตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีค่อนข้างกว้าง กว้าง       1.5-2.5 ซม. ยาว 2-3 ซม. ผิวใบย่น ขอบใบหยักฟันเลื่อย มีกลิ่นเฉพาะ ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ หอมด่วนใหญ่ ก้านสีม่วง และหอมด่วนน้อย ก้านสีเขียว ใบมน
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนกินสดกับลาบหมู หรือซุปมะเขือ(ตำมะเขือกับหวาย ปรุงรสคล้ายตำน้ำพริกหวาย )  ใช้ทั้งต้นตำผสมกับหญ้าตีนต่อใส่ศีรษะเด็กแก้ปวดหัวตัวร้อน</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="232"><ชื่อท้องถิ่น>หอมด่วนหลวง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Oreille, Oregano, Indian borage, Country borage, Mexican Mint, Indian Borage, Soap Mint  </ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เนียมหูเสือ, หูเสือ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Plectranthus amboinicus (Lour.) Spreng.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Plectranthus</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นตามที่ลุ่มชื้นแฉะ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย  พบในภาคเหนือเป็นส่วนมาก ชอบดินอุดมสมบูรณ์มีอินทรียวัตถุสูง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หอมด่วนหลวงเป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน ใบหนาแข็ง เรียงตรงข้าม ตั้งฉากเป็นคู่ๆ ปลายใบแหลม โคนใบมน มีหยักมนเล็กๆ ที่ขอบใบ เส้นใบเห็นชัดเจน ผิวใบอวบน้ำ ต้นอวบอ้วนสีแดง มีขนขาวทั้งกิ่งก้านใบ ใบมีกลิ่นหอมฉุน ต้นเมื่อยาวมากจะล้มราบกับพื้น</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</Author><URL>http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&amp;pid=173</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนกินสดกับลาบหมู หรือซุปมะเขือ(ตำมะเขือกับหวาย ปรุงรสคล้ายตำน้ำพริกหวาย ) ใช้ทั้งต้นตำใส่ศีรษะเด็กเล็กช่วยลดไข้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="233"><ชื่อท้องถิ่น>พระฤาษี</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Arrow root, West indian arrow-root</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สาคู </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Maranta arundinacea L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Maranta</Genus><Family>Marantaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ในธรรมชาติขึ้นใต้ร่มไม้ใหญ่ในป่าเต็งรัง หรือป่ากึ่งป่าเต็งรัง ตามชายบึงหรือลำธาร ทุกภาคของประเทศไทย เจริญเติบโตได้ในดินทุกประเภท แต่ขึ้นได้ดีในดินร่วน ดินร่วนทราย มีความอุดมสมบูรณ์สูง </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หัวพระฤาษีเป็นพืชล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน มีกาบใบอ่อนซ้อนกัน เป็นลำต้นเทียมขึ้นมาเหนือดิน ความสูงทรงพุ่มประมาณ 50-80 ซม. เหง้าหน่ออ่อนใต้ดิน มีรูปยาวรีปลายยอดแหลมสีขาวมีข้อปล้อง ใบเดี่ยวรูปรี กว้าง 10-20 ซม. ยาว     20-25 ซม. ปลายใบแหลม  ขอบใบขนานม้วนเข้าหากันเล็กน้อย แผ่นใบเรียบสีเขียว รวงช่อดอกยืดยาวเหนือทรงพุ่ม ดอกสีขาวทรงระฆัง มันสาคู มี 2 ชนิดคือมันสาคูธรรมดา และมันสาคูใบลาย</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>พืชเกษตร</Author><URL>https://puechkaset.com/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B9/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้เหง้าต้มกินเป็นอาหารว่าง  และเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้เสียดท้อง </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำหน่อ และปักชำเหง้า</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="234"><ชื่อท้องถิ่น>หัวยาข้าวเย็น</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ข้าวเย็นเหนือ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Smilax corbularia Kunth</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Smilax</Genus><Family>Smilacaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในป่าดิบชื้น หรือป่าดิบเขา ทั่วไป  มีมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ชอบดินร่วนชุ่มชื้น มีอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หัวยาข้าวเย็นเป็นไม้เถา เลื้อยพันต้นไม้อื่น แตกกิ่งก้านสาขาจากโคนต้น ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ กว้าง 2.5-3.5 ซม. ยาว 3.5-6.5 ซม. โคนใบมน ปลายแหลม ขอบเรียบ ผิวใบเรียบมัน ท้องใบสีเขียวสด หลังใบสีเขียวอ่อนปนขาว ช่อดอกกระจุกแน่นออกตามซอกใบ ดอกย่อยรูปทรงกลม สีเหลืองอ่อน ผลกลุ่มออกเป็นกระจุก ผลย่อยเป็นผลสด รูปทรงกลม
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ หัวยาข้าวเย็นยอดขาว และหัวยาข้าวเย็นยอดแดง
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนกินเป็นผักสดกับน้ำพริก  ใช้หัวใต้ดินต้มน้ำให้เด็กอาบเป็นยาแก้อาการตุ่มแดง มีผื่นคัน และถ่ายเหลว  หั่นตากแห้งผสมในตำรับยาบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้นิ่ว แก้ปวดหลังปวดเอว รักษาริดสีดวงทวาร แก้ปวดเมื่อยในผู้สูงอายุ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="235"><ชื่อท้องถิ่น>เหงือกปลาหมอ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sea holly, Holly mangrove</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เหงือกปลาหมอดอกม่วง เหงือกปลาหมอทะเล</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Acanthus ilicifolius L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Acanthus</Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2011</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไป  ชอบขึ้นตามชายน้ำ ริมฝั่งคลองบริเวณปากแม่น้ำ  ชอบดินร่วนอุ่มน้ำดี  </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เหงือกปลาหมอเป็นไม้พุ่ม สูง 0.5-1.0 เมตร ลำต้นกลมเรียบ แข็ง สีเขียวแกมเทา มีหนามตามข้อๆ ละ 4 หนาม ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีหรือรูปขอบขนาน กว้าง 3-7 ซม. ยาว 6-20 ซม. ขอบใบเว้าหยักซี่ฟันห่าง ปลายซี่เป็นหนามแหลม ผิวใบเรียบเป็นมัน เนื้อใบเหนียวแข็ง ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง มีกลีบดอกสีม่วงอมฟ้า มีแถบสีเหลืองอ่อนกลางกลีบ ผลเป็นฝัก รูปไข่หรือทรงกระบอก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ต้นและเมล็ดขยี่ทารักษาฝี แก้โรคน้ำเหลืองเสีย  ใช้เมล็ดต้มน้ำดื่มเป็นยาขับพยาธิ  ใช้ใบคั่นน้ำทาศีรษะช่วยบำรุงรากผม  ใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้พิษฝีดาษ ฝีภายใน แก้พิษไข้ แก้โรคผิวหนัง รักษาแผลเรื้อรัง  และเข้าตำรับยาแก้นิ่ว แก้หน้ามืดตาลาย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด  และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="236"><ชื่อท้องถิ่น>บุก</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>บุกคนโท </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Amorphophallus muelleri Blume</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Amorphophallus</Genus><Family>Araceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นบนพื้นที่โล่งในป่าเบญจพรรณและป่าละเมาะโปร่ง ในภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงใต้ สูงถึง 900 เมตร จากระดับน้ำทะเล</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หัวอีหยอเป็นไม้ล้มลุก มีหัวใต้ดิน รูปทรงกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 20 ซม. ใบเดี่ยวแผ่ออกคล้ายร่มหยักเว้าเป็นแฉก ก้านใบกลมอวบน้ำ ยาว 150-180 ซม. ลายสีเขียวและแดง มีหัวย่อยเกิดบนใบ ดอกเป็นช่อ แทงจากหัวใต้ดิน ลักษณะเป็นแท่งสีแดงแกมน้ำตาล ก้านช่อสั้นมีใบประดับรูปกรวยหุ้มช่อดอกขอบหยักเป็นคลื่นและบานออก  ผลเป็นผลสดเนื้อนุ่ม </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  หัวใต้ดินมีพิษทำให้คัน ต้องนำมาผ่านกรรมวิธีกำจัดพิษ แล้วใช้ทำเป็นอาหาร เช่น ยำบุก </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด แยกหน่อ และปักชำหัว</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="237"><ชื่อท้องถิ่น>อ้อยดำ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Sugar cane</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>อ้อยแดง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Saccharum officinarum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Saccharum</Genus><Family>Poaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกในสวน และบริเวณบ้านเรือน ทั่วไป ชอบดินร่วนที่มีอินทรียวัตถุสูง น้ำไม่ท่วมและมีการระบายน้ำดี ชอบแสงมาก</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>อ้อยดำเป็นไม้ล้มลุก สูง 2-5 เมตร ลำต้นสีม่วงแดง มีไขสีขาวปกคลุม ไม่แตกกิ่งก้าน ใบเดี่ยว เรียงสลับ กว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 0.5-1 เมตร ช่อดอก ออกที่ปลายยอด สีขาว ผลเป็นผลแห้ง ขนาดเล็กอ้อยมีหลายพันธุ์ แตกต่างกันที่ความสูงความยาวของข้อและสีของลำต้น</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2410</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ลำต้นปลอกเปลือกกินเล่น แก้ไข้ แก้เจ็บคอ  นำไปเจาะรูหยอดด้วยเกลือเม็ดหรือผ่าทาด้วยเกลือแล้วนำไปบ่มไฟ(เผาไฟ) แช่น้ำดื่มแก้ไอทุกชนิดโดยเฉพาะแก้ไอจากหวัดเรื้อรัง  หรือใช้ปล้องผ่าเป็นซีกต้มรวมในยาต้มอื่นๆ ช่วยให้มีรสหวานดื่มง่ายขึ้น  ใช้เข้าตำรับยาแก้มะโหก แก้นิ่ว ยาแก้ห้าต้น  และใช้รากเข้าตำรับยาแก้ไข้ บำรุงร่างกายที่อ่อนเพลีย แก้ร้อนในกระหายน้ำ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำลำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="238"><ชื่อท้องถิ่น>แหน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Beleric myrobalan, Bastard myrobalan</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สมอพิเภก </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Terminalia belirica Wall.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Terminalia</Genus><Family>Combretaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบกระจายทั่วไป ในป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคกลาง พื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-400 เมตร ภาคใต้พบบริเวณที่ราบในป่าดงดิบ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>แหนหรือหม่านะเป็นไม้ยืนต้น สูง 20-35 เมตร เปลือกสีน้ำตาลอมเทาแตกเป็นร่องเล็กๆ กิ่งอ่อนมีขน ใบเดี่ยวกลมโต รูปไข่กลับแกมวงรี กว้าง 5-10 ซม. ยาว 10-20 ซม. ปลายมน โคนสอบ ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ขนาดเล็ก มีดอกสมบูรณ์เพศ และดอกตัวผู้อยู่บนต้นเดียวกัน กลีบสีเหลือง ผลเป็นผลสด ค่อนข้างกลม มีสัน 5 สัน ผิวมันมีขนสั้นสีน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>พืชเกษตร</Author><URL>https://puechkaset.com/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%81/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้ผลอ่อนต้มน้ำดื่มแก้ไข้  ใช้ผลแก่ต้มน้ำดื่มทำให้ชุ่มคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบ บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง  ใช้ใบอ่อนอมแก้เจ็บปาก เหงือกบวม เป็นแผลในปาก  ใช้เปลือกและใบแก่ย้อมผ้าฝ้าย ให้สีเหลือง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="239"><ชื่อท้องถิ่น>เอื้องหมายนา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Crape ginger, Malay ginger, Spiral flag</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เอื้องหมายนา </ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cheilocostus speciosus (J.Koenig) C.D.Specht</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cheilocostus</Genus><Family>Costaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไป  ชอบขึ้นตามที่ชื้นแฉะ ใต้ต้นไม้ใหญ่ บริเวณเชิงเขา ริมน้ำตก และริมทางน้ำ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เอื้องหมายนาเป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน ชอบขึ้นบริเวณที่ชุ่มชื้น สูง 1.5-3 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีแกมขอบขนานหรือรูปใบหอก กว้าง 5-8 ซม. ยาว 15-40 ซม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว ตรงกลางดอกมีแต้มสีเหลืองหรือชมพู ผลแห้ง แตกได้ รูปขอบขนานแกมสามเหลี่ยม เมื่อสุกสีแดง</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=12269</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ลำต้นต้มน้ำดื่มเชื่อว่าต้านโรคมะเร็ง  ใช้เหง้าต้มน้ำให้สัตว์เลี้ยงดื่มช่วยกระตุ้นกำหนัด</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="240"><ชื่อท้องถิ่น>แอปเปิ้ลเมือง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Star apple, Golden Leaf Tree</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ลูกนม สตาร์แอปเปิ้ล แอปเปิ้ลป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Chrysophyllum cainito L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Chrysophyllum</Genus><Family>Sapotaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป แต่พบปลูกในภาคเหนือมากกว่าภาคอื่นๆ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>แอปเปิ้ลเมืองเป็นไม้ยืนต้น สูง 4-5 เมตร กิ่งอ่อนสีส้ม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี กว้าง 3-5.5 ซม. ยาว 4.5-10 ซม. ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบหนา เรียบ และมัน มีคลื่นเล็กน้อย ท้องใบสีเขียว หลังใบและใบอ่อนมีขนกำมะหยี่สีทองแดงหรือสนิมปกคลุม เส้นใบจาง ช่อดอกออกเป็นกระจุก ตามซอกใบ ดอกย่อยสีเหลือง ก้านดอกสีน้ำตาล กลีบเลี้ยง รูปสามเหลี่ยม มี 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ ผลเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปทรงกลม ผลดิบสีเขียว เมื่อสุกสีเขียวหรือสีม่วง เนื้อผลฉ่ำน้ำ หัวและท้ายเมล็ดเรียวแหลม ตรงกลางป่อง ผิวมันค่อนข้างแข็ง สีน้ำตาลหรือสีดำ
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ผลสีม่วง และผลสีเขียว(รสชาติหอมหวานกว่า)
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและพืชใช้สอย  ใช้ผลกินเป็นผลไม้  ใช้ใบย้อมผ้าฝ้าย ให้สีเขียว และสีดำ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="241"><ชื่อท้องถิ่น>ฮ่อม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Nees, Assam Indigo</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>คราม</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Strobilanthes cusia (Nees) Kuntze</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Strobilanthes</Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>เจริญเติบโตได้ดีในป่าชื้น พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชอบขึ้นบริเวณชื้นใกล้ลำธาร หรือแหล่งน้ำที่มีอากาศเย็น ต้องการร่มเงามาก ไม่ชอบแสงแดดจัด </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ฮ่อมเป็นไม้ล้มลุก มีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสูง 0.5-1 เมตร ลำต้นและเหง้ากลมเป็นรูปทรงกระบอก บริเวณข้อโป่งพอง แตกกิ่งตามข้อ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามเป็นคู่ ตั้งฉากกัน รูปวงรี ปลายใบเรียวแหลม โคนแหลม ขอบหยักฟันเลื่อยละเอียด เนื้อใบสีเขียวเข้มมัน  ช่อดอกออกที่ซอกใบ ดอกรูปทรงคล้ายระฆัง กลีบดอกสีม่วงเชื่อมกันเป็นหลอดโค้งงอเล็กน้อย ผลแห้งแตกได้ เมล็ดแบน        สีน้ำตาล</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1228</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพรและพืชใช้สอย  ใช้ทั้งใบ ต้น ราก ต้มน้ำรวมกันอาบ หรือเข้าตำรับยาจู้ แก้ปวดเมื่อย เจ็บตามร่างกาย แก้ปวดศีรษะข้างเดียว แก้ไข้มาลาเลีย ช่วยลดไข้  และใช้ทั้งต้นย้อมผ้าฝ้าย ให้สีคราม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง แยกหน่อ และเพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="242"><ชื่อท้องถิ่น>ฮ้อสะพายควาย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ฮ่อสะพายควาย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Sphenodesme pentandra Jack</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Sphenodesme</Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบบริเวณป่าดิบริมน้ำในประเทศไทย อินเดีย พม่า และมาเลเซีย </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ฮ้อสะพายควายเป็นไม้เถา พาดพันต้นไม้ใหญ่  ใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน รูปหอกปลายเรียวเล็กน้อยและแหลม โคนแหลม เส้นใบย่อยออกตรงข้ามกันห่างๆ ปลายวกเข้า เหมือนรูปปอดซ้อนกัน ผิวและขอบใบเรียบ ค่อนข้างหนา เกิดตามป่าดงดิบเขาสูง อากาศเย็น
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ฮ้อสะพายควายแดง เถามีขนาดใหญ่ ใบไม่มีขน มักมี 3 ใบย่อย  และฮ้อสะพายควายขาว เถามีขนาดเล็กกว่า ใบมีขน มักมี 7 ใบย่อย
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้เถาหั่นเป็นแว่นตากแห้งดองเหล้าหรือต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง ทำให้เลือดลมเดินสะดวก กระตุ้นบำรุงความกำหนัด  และใช้ผสมในตำรับยาบำรุงกำลัง แก้ถ่ายเป็นเลือด แก้ปวดเมื่อยร่างกาย แก้มะโหก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="243"><ชื่อท้องถิ่น>เฮี่ยนหม่อน</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Pink Lime-Berry</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>สันโสก สมัดใหญ่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Clausena excavata Burm.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Clausena</Genus><Family>Rutaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ในป่าดิบ และบริเวณป่าผลัดใบที่มีการรบกวนน้อย ทุกภาคของประเทศไทย ขึ้นได้ในดินทุกชนิด </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เฮี่ยนหม่อนเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้นขนาดเล็ก สูงถึง 5 เมตร ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย 7-15 คู่ รูปไข่หรือรูปหอก ขนาดใบกว้าง1.8-74 ซม. ยาว 2.5-12 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเบี้ยว ดอกช่อแยกแขนง รูปพีระมิด ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ช่อยาว 10-30 ซม. กลีบดอก 4 กลีบ เกสรเพศผู้ 8 อัน ผลเป็นผลสด รูปไข่ สีขาวหรือชมพูอ่อน ผลอ่อนมีขนเล็กน้อย ผลแก่ผิวเกลี้ยง มีต่อมเป็นจุด และฉ่ำน้ำ เมล็ด 1-2 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</URL><การใช้ประโยชน์>http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2477</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="244"><ชื่อท้องถิ่น>ผักกาบปี๋ (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Benghal dayflower, Tropical spiderwort</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักปลาบ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Commelina benghalensis L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Commelina </Genus><Family>Commelinaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบตามที่ชุ่มชื้นตามคลองหนองน้ำหรือในนา ทั่วทุกภาคของประเทศไทย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักกาบปี๋เป็นพืชล้มลุก ลำต้นอวบน้ำทอดเลื้อยไปตามพื้นดินปลายยอดชูตั้งขึ้น สูง 65-85 ซม. ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่หรือรูปรี ขนาดใบกว้าง 1.0- 3.5 ซม. และยาว 1.7 – 8.0 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ขอบใบมีขนครุย ใบประดับสีเขียวหุ้มช่อดอก หลังใบประดับมีขนละเอียดปกคลุมหนาแน่น ช่อดอกกระจุกออกตามปลายกิ่งหรือซอกใบ กลีบเลี้ยง 3 กลีบ สีเขียวอ่อนใส กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน ผลแห้งแตก มีเมล็ดรูปร่างค่อนข้างยาวภายใน 1-5 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักพิมพ์บ้านและสวน</Author><URL>https://www.baanlaesuan.com/plants/annual/136495.html</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ชาวบ้านใช้ยอดและใบนึ่งกินกับน้ำพริก หรือใส่แกงส้ม</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="245"><ชื่อท้องถิ่น>เถานางแดง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>กำลังเสือโคร่ง (อีสาน)</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ziziphus attopensis Pierre</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ziziphus</Genus><Family>Rhamnaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบตามป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของประเทศไทย ชอบอากาศค่อนข้างชื้น แสงแดดส่องถึงรำไร ดินระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เถานางแดงเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกเป็นร่องเล็กๆ สีแดง ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ก้านใบเป็นร่องเหลี่ยม ใบย่อยรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนและแหลม ผิวใบมันและมีคลื่นเล็กน้อย</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ชาวบ้านใช้ลำต้นหั่นเป็นแว่นตากแห้งเข้าตำรับยาแก้ปวดหลัง ปวดเอว ปวดเมื่อยตามร่างกาย รักษามะโหก(ริดสีดวงทวาร)</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="246"><ชื่อท้องถิ่น>ผักเก็งเค็ง (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Roselle</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระเจี๊ยบ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Hibiscus sabdariffa L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Hibiscus</Genus><Family>Malvaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย ชอบพื้นที่แดดจัดและความชุ่มชื้นพอเหมาะ</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักเก็งเค็งเป็นไม้พุ่ม สูง 50-180 ซม. มีหลายพันธุ์ ลำต้นสีม่วงแดง ใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ3 หรือ 5 แฉก กว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพูหรือเหลืองบริเวณกลางดอกสีม่วงแดง เกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ มีกลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มไว้</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>เมดไทย (Medthai)</Author><URL>https://medthai.com/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%8A%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87/</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ชาวบ้านใช้ยอดสดกินกับอาหารต่างๆ เช่น ตำมะแคว้ง ตำมะเขือ ช่วยเพิ่มรสเปรี่ยว  ใช้กลีบรองดอกแตกแห้งต้มน้ำดื่มเป็นยาขับลมในกระเพาะ แก้เจ็บท้อง ขับปัสสาวะ  ใช้ใบต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ ขับน้ำเมือกในลำไส้</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="247"><ชื่อท้องถิ่น>บัวฮาดำ (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Giant Lily</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>พลับพลึงดอกแดง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Crinum × amabile Donn ex Ker Gawl.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Crinum</Genus><Family>Amaryllidaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบปลูกประดับทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย  ขึ้นได้ในดินทั่วไป ชอบพื้นที่ชื้น สามารถทนน้ำขังหรือบริเวณที่แห้งแล้งในบางช่วงได้ เป็นพืชที่ทนทาน ไม่ต้องการการบำรุงมาก</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>บัวฮาดำเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูงประมาณ 1 เมตร มีหัวใต้ดิน ส่วนเหนือดินประกอบ ด้วยกาบใบสีขาวหุ้มซ้อนกันเป็นชั้น ใบเดี่ยว เรียงซ้อนสลับเป็นวง กว้าง7-15 ซม. ยาว ประมาณ 1 เมตร ผิวใบหนาและอวบน้ำ ดอกช่อขนาดใหญ่ แทงออกมาจากกลุ่มใบตอนปลาย มีดอกย่อยเป็นกระจุก 12-40 ดอก พลับพลึงดอกแดงกลีบสีขาวแกมชมพู ผลเป็นผลสด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=724</URL><การใช้ประโยชน์>ชาวบ้านใช้ใบบัวฮาดำเป็นยาดูดพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ถอนพิษไข้ บำรุงหัวใจ และชูกำลัง  และใช้ต้นเป็นยาแก้ไข้ วิงเวียนศีรษะ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกหน่อ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="248"><ชื่อท้องถิ่น>แข้งไก่ดำ</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Willow-leaved justicia</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กระดูกไก่ดำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Justicia gendarussa Burm.f.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Justicia </Genus><Family>Acanthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>ขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี  ความชื้นปานกลางถึงต่ำ  แดดเต็มวันถึงรำไร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>แข้งไก่ดำเป็นเป็นไม้พุ่ม ต้นสูงประมาณ 1 เมตร เรือนยอดไม่แน่นอน มักแตกเป็นกอ กิ่งก้านสาขามาก มักโค้งลงสู่พื้นดิน กิ่ง ก้าน และเส้นใบ มีสีน้ำตาลดำ ปล้องมีลักษณะคล้ายกระดูกต่อกันเป็นชั้นขึ้นไป ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามเป็นคู่ๆ ตั้งฉากกัน รูปรีและรูปหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ สีเขียวเข้ม ดอกช่อ ออกที่ปลายยอด ดอกย่อยเป็นหลอด ปลายดอกแยกออกเป็น 5 แฉก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ประโยชน์ดอทคอม</Author><URL>https://prayod.com/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B3/</URL><การใช้ประโยชน์>ชาวบ้านใช้ใบตำพอกแผลแมลงกัดต่อย จะช่วยดูดพิษ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำกิ่ง และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="249"><ชื่อท้องถิ่น>ผักแซ่ว (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>ผักแส้ว เถาวัลย์ดำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Marsdenia glabra Costantin</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Marsdenia</Genus><Family>Asclepiadaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบในป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณ เจริญเติบโตได้ดีในดินที่อุดมสมบูรณ์  บริเวณที่ร่มรำไร  ชอบดินชื้น ที่ระบายน้ำดี</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักแซ่วเป็นไม้เถา เถากลมขนาดเล็ก สีเขียวและบาง ชอบเลื้อยงอไปมา ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปหอกปนรูปไข่ กว้าง 2.3-4.5 ซม. ยาว 4-12 ซม. ก้านใบสั้น 0.05-2 ซม. ท้องใบสีเขียวเข้มกว่าหลังใบ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม โคนใบสอบแหลม ดอกมีรูปร่างคล้ายกระดิ่ง กลีบดอกสีขาว ผลมีขนาดเล็กกว้าง 6 มม. ยาว 5 ซม. เมล็ดมีขนาดเล็ก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>ชาวบ้านใช้ยอดและใบอ่อนปรุงอาหารประเภทแกง จะให้รสขมเล็กน้อย</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="250"><ชื่อท้องถิ่น>พริกน้อย (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Pepper, Black Pepper</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>พริกไทย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Piper nigrum L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Piper</Genus><Family>Piperaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย  มีปลูกมากที่จังหวัดจันทบุรี  ขึ้นได้ในดินทั่วๆ ไปที่มีการระบายน้ำได้ดี ชอบอากาศที่อบอุ่นและชื้น </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พริกน้อยเป็นไม้เถาเนื้อแข็งรากฝอยออกบริเวณข้อเพื่อใช้ยึดเกาะ ข้อโป่งนูน ใบเดี่ยว เรียงสลับรูปไข่ กว้าง 5-8 ซม. ยาว 8-11 ซม. ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยสมบูรณ์เพศ สีขาวแกมเขียว ผลเป็นผลสด กลม จัดเรียงตัวแน่นอยู่บนแกน ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกมีสีแดง พริกไทยขาวก็คือพริกไทยดำนี้เอง ผิดกันก็ตรงที่เวลาเก็บผลสุกแล้วนำมาแช่น้ำลอกเยื่อชั้นนอกออก แล้วตากแห้ง ทำให้มีน้ำมันหอมระเหย และกลิ่นหอมน้ำยกว่าอย่างดำ </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ชาวบ้านใช้ผลอ่อนผัดกับเนื้อช่วยเพิ่มรสเผ็ด  ใช้ผลแก่ตากแห้งตำรวมทำน้ำพริกแกง  หรือป่นโรยหน้าอาหารเพื่อปรุงรส</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพราะเมล็ด และปักชำกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="251"><ชื่อท้องถิ่น>อบเชยเถา (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>อบเชยเถา เครือเขาลวก ตำยานตัวผู้</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Zygostelma benthami Baill.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Zygostelma</Genus><Family>Asclepiadaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในป่าเบญจพรรณ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>อบเชยเถาเป็นเถาเลื้อยพัน เถาสีน้ำตาล มีขนสั้นเล็กน้อย และมียางขาว ใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้ามเป็นคู่ๆ ตั้งฉากกัน รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ  กว้าง 1.5-1.7 ซม. ยาว 5.8-10.8 ซม. ก้านใบยาว 0.2-0.3 ซม. เส้นกลางใบและเส้นแขนงสีขาว ดอกช่อกระจุก ออกที่ซอกใบ ดอกย่อย 3-4 ดอก ดอกบานกางแผ่ออกคล้ายดอกมะเขือ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 พู สีชมพูอ่อนหรือชมพูอมส้ม  เกสรเพศผู้ 5 อัน ผลมี 2 ผลย่อย แตกแนวเดียวที่ปลายหรือที่โคน เมล็ดมีกระจุกขนเส้นไหมยาว </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ชาวบ้านใช้ผลกินเป็นผัก  ทั้งต้นเป็นอาหารสัตว์ ใช้ทั้งต้นต้มน้ำอาบหรือทำยาห่ม(อบไอน้ำ) เป็นยาแก้โรคผิวหนังผื่นคัน  ใช้รากเป็นส่วนผสมในยาหอม ยาบำรุงหัวใจ ยาแก้ลมวิงเวียนหน้ามืดตาลาย ยาขับลมในลำไส้ และยาแก้ปวดมวนท้อง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="252"><ชื่อท้องถิ่น>กล๋อย</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Asiatic bitter yam</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กลอย</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Dioscorea hispida Dennst. var hispida</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Dioscorea</Genus><Family>Dioscoreaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย>พืชที่พบได้ทั่วไป</สถานะชื่อไทย><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบมากบริเวณป่ารกร้าง ไหล่เขา ชายป่า และที่โล่งทั่วไป ชอบดินร่วนซุย</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กล๋อยเป็นไม้เถาเลื้อยพัน ลำต้นมีหนาม หัวใต้ดินขนาดใหญ่ ใบประกอบมี 3 ใบย่อย เรียงสลับ ใบหนาผิวสาก มีเส้นใบ 3 เส้น เห็นชัดเจน ช่อดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ออกที่ซอกใบ ห้อยลง ดอกตัวผู้ยาวได้ถึง 40 ซม. ออกเป็นช่อซ้อน 2-3 ชั้น ดอกตัวเมียเป็นช่อเดี่ยว กลีบรวมสีเหลือง ผลแห้ง มีปีก 3 ปีก
กล๋อยในชุมชนมี 2 ชนิด คือ กล๋อยธรรมดา นิยมกินหัว  และกล๋อยนก นิยมกินยอด และนำหัวมาย่างกินบ้าง แต่ไม่ค่อยนิยมกิน 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=381&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ใช้ยอดอ่อนลวกกินกับน้ำพริก หรือแกงใส่ปลาย่าง  ใช้หัวทำให้หมดพิษนึ่งคลุกน้ำตาลกินเป็นของว่าง  หรือตำรวมกับน้ำพริกและมะเขือ ใส่เกลือตัดพิษกินเป็นกับข้าว </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะมล็ด และแยกหัว</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="253"><ชื่อท้องถิ่น>เต่าร้าง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Fish tail palm, Wart fish tail palm, Burmese fish tail palm, Clustered fish tail plam, Tufted fish tail palm</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>เต่าร้างแดง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Caryota mitis Lour.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Caryota</Genus><Family>Arecaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบทุกภาคของประเทศ  เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>เต่าร้างเป็นไม้ยืนต้น ตระกูลปาล์มแตกกอ มีใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ใบย่อยรูปสามเหลี่ยมหยักเว้า ปลายแหลมคล้ายหางปลา โคนใบรูปลิ่ม ผิวใบสีเขียวเป็นมัน กาบใบยาว โคนกาบใบมีขนสีน้ำตาลแดงปนเทาหรือสีดำ ช่อดอกเชิงลดสีขาวอมเหลือง ออกตามซอกใบห้อยลงมา ผลเป็นกลุ่มทรงกลม เมื่อสุกสีแดงคล้ำ แต่ละผลมี 1 เมล็ด</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/Botany/detail.aspx?words=%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87&amp;typeword=group</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและพืชใช้สอย  ใช้ยอดและลำต้นอ่อน ปรุงอาหารประเภทแกง  ในอดีตใช้ขุยที่กาบต้นผสมดินไฟตากแห้งเก็บไว้จุดไฟแทนไม้ขีด โดยวางบนหินไฟสีเขียวหรือสีดำแล้วใช้หินอีกก้อนตีให้ติดไฟ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และแยกกอ</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="254"><ชื่อท้องถิ่น>กุ่ม</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Three leaved caper, Varuna</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>กุ่มน้ำ</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Crateva religiosa G.Forst.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Crateva</Genus><Family>Capparaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบขึ้นได้ทั่วไปในประเทศไทย มีมากบริเวณภาคกลางและภาคใต้ ชอบขึ้นตามที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำ ลำคลอง หรือลำห้วยในป่า </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>กุ่มเป็น ไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 20 เมตร ใบประกอบแบบนิ้วมือ ใบย่อย 3 ใบ รูปวงรีหรือรูปไข่ กว้าง 2.5-7 ซม. ยาว 5.5-16 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแหลมและเบี้ยว ผิวใบเรียบมัน ดอกช่อกระจะ ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกเมื่อแรกบานสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เกสรเพศผู้สีม่วงขนาดยาว จำนวนมาก ผลสด รูปร่างค่อนข้างกลม เมื่อสุกสีเทา ผิวจะเป็นสะเก็ดหยาบๆ มีเมล็ดมาก เมล็ดคล้ายรูปหัวใจเบี้ยว </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</Author><URL>http://www.qsbg.org/Database/plantdb/mdp/medicinal-specimen.asp?id=369</URL><การใช้ประโยชน์>ชาวบ้านใช้ส่วนทั้ง 5 (ราก ต้น ใบ ดอก ผล) ผสมกันเป็นยาแก้อักเสบ แก้สะอึก บรรเทาลมขึ้นเบื้องสูง และช่วยขับเหงื่อ  และใช้ใบเป็นยาช่วยเจริญอาหาร</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด ปักชำ และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="255"><ชื่อท้องถิ่น>พาแป้ง</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Canary Nightshade, Velvet Nightshade</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ดับยาง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Solanum erianthum D. Don</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Solanum </Genus><Family>Solanaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในป่าที่รกร้างทั่วไป </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>พาแป้งเป็นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อน แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเขียว กิ่งและก้านใบผิวสาก ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรี ขอบขนาน และไข่กลับ กว้าง 5-10 ซม. ยาว 6-15 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบมีขนนุ่มปกคลุม ช่อดอกออกตามซอกใบและปลายยอด ดอกย่อยขนาดเล็กสีขาว กลีบเลี้ยง 6 กลีบ กลีบดอก 6 กลีบ เกสรเพศผู้ 6 อัน ก้านดอกมีขนนุ่มปกคลุม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ใช้ใบสดพอกแผลน้ำร้อนลวก รักษาแผลในจมูก แก้ปวดศีรษะ ทำให้แท้งลูก  ใช้เปลือกทารักษาโรคผิวหนัง  ใช้ยอดสดเข้าตำรับยาแก้ท้องอืด  และใช้ลำต้นเข้าตำรับยาแก้บ่อง ยาขับลมในลำไส้ ยาบำรุงธาตุ แก้ตาฟาง ตาแฉะ ยาแก้สรรพพิษ แก้ท้องอืด ยาจู้ แก้ปวดเมื่อย เจ็บตามร่างกาย ยาแก้ห้าต้น</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="256"><ชื่อท้องถิ่น>หงอนไก่ป่า (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Stinging-Hair Cnestis</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>หางไก่ป่า หงอนไก่</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Cnestis palala (Lour.) Merr.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Cnestis</Genus><Family>Connaraceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในป่าของชุมชน ชอบร่มรำไร ดินร่วน อุดมสมบูรณ์ </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หงอนไก่ป่าเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เลื้อยพันต้นไม้ใหญ่ เปลือกต้นสีเทาปนเขียว กิ่ง ใบ และก้านใบมีขนนุ่ม สีน้ำตาลปกคลุม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ รูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบและมัน ยอดอ่อนสีแดง ใบประกอบมักออกเรียงสลับถี่ มีลักษณะเป็นกระจุกเป็นระยะๆ ตามเถา </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชใช้สอย  ใช้ลำต้นบดตากแห้งนำมาผัดน้ำมันคลุกข้าวเบื่อสัตว์</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="257"><ชื่อท้องถิ่น>ผักโขม (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Slender amaranth</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักขมหัด</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Amaranthus viridis L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Amaranthus</Genus><Family>Amaranthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นได้เองตามธรรมชาติ เจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิดและโตเร็ว ทนทานต่อโรคและแมลง เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำเป็นมัน เก็บไว้ได้นานนับสิบปียังสามารถงอกได้</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักโขมเป็นพืชล้มลุก ต้นสูง 15-50 ซม. ลำต้นกลมสีม่วงหรือแดงปนเขียว แตกเป็นร่องยาว ใบรูปไข่ เรียงสลับ แตกยอดระหว่างก้านใบกับลำต้น ใบกว้าง 1.2-4 ซม. ยาว 2.5-7.5 ซม. ก้านใบยาว 2.5-6 ซม. ช่อดอกออกที่ปลายยอด ยาว 10-20 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็ก สีม่วงปนเขียวไม่มีก้าน ติดเป็นกระจุกรอบแกนกลาง เมล็ดเล็กสีนํ้าตาลเกือบดำ เป็นมัน ในหนึ่งดอก มีเมล็ดเดียว
ในชุมชนมี 2 ชนิด คือ ผักหมป๊าว และผักหมหนาม 
</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1134</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน หรือต้นอ่อน ลวกกินกับน้ำพริก  ใช้ปรุงอาหารประเภทผัด ต้ม หรือแกง  ผักหมหนามนิยมใช้ต้นอ่อนคั่วน้ำมันกินกับข้าว และใช้ใบแก่นึ่งกินกับน้ำพริก</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="258"><ชื่อท้องถิ่น>งิ้วนุ่น (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>White silk cotton tree, Silk cotton tree, Kapook tree, Kapok</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>นุ่น</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Ceiba pentandra (L.) Gaertn.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Ceiba</Genus><Family>Malvaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2014</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไป  เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดดจัด</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>งิ้วนุ่นเป็นไม้ยืนต้น สูง 8-30 เมตร ใบประกอบแบบนิ้วมือ เรียงสลับ ใบย่อย 5-9 ใบ รูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนสอบแหลม ขอบเรียบ แผ่นใบบาง ผิวใบเกลี้ยง กว้าง 1.5-4.5 ซม. ยาว 5-16 ซม. ดอกช่อกระจะ ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง เกสรเพศผู้ 5 อัน ผลแห้งแตก รูปขอบขนาน เปลือกแข็ง แตกเป็น 5 พู เมล็ดจำนวนมาก มีเส้นใยสีขาวคล้ายเส้นไหมยาวหุ้ม</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=1422</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและใช้สอย  ใช้เมล็ดอ่อนตำส้มตำแทนมะก้วยเต้ด  ใช้ปุยสีขาวในผลมายัดหมอน ยัดสะลี(ที่นอน)  ใช้เปลือกต้นย้อมผ้าฝ้าย ให้สีแดง</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="259"><ชื่อท้องถิ่น>หญ้าขี้เมา</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH) /><ชื่อวิทยาศาสตร์>สกุล Artemisia </ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Artemisia</Genus><Family>Asteraceae</Family><สถานะชื่อ /><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นในเขตป่าของชุมชน ชอบดินร่วนปนทราย อากาศชื้นปานกลาง ที่มีแสงแดดรำไร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>หญ้าขี้เมาเป็นไม้ล้มลุกสูงถึง 1.5 เมตร โคนต้นมีราก ใบเดี่ยว เรียงสลับถี่ รูปไข่หรือรูปหอก ขอบใบหยักเว้า ลึกเป็นพู คล้ายใบประกอบ ดอกช่อแยกแขนง ช่อย่อยเป็นกระจุกกลม ออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง มีชั้นใบประดับ กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ผลแห้ง ไม่แตก เมล็ดรูปขอบขนานหรือรูปไข่ ผิวเกลี้ยง </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชสมุนไพร  ชาวบ้านใช้ใบขยี้ดมเป็นยาแก้หน้ามืดตาลาย แก้เมาหัว(เวียนศีรษะ)</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>ปักชำต้น</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="260"><ชื่อท้องถิ่น>ผักโหมป๊าว (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Joseph’s coat, Tampara, Chinese spinach</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ผักโขมสวน</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Amaranthus tricolor L.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Amaranthus</Genus><Family>Amaranthaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบทั่วไปในประเทศไทย  ชอบดินร่วน อุดมสมบูรณ์ แต่ไม่ทนน้ำขัง</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ผักโหมป๊าวเป็น ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง ส่วนยอดมีขนสั้นปกคลุม ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปรีถึงรูปไข่ กว้าง 6-10 ซม. ยาว 15-20 ซม. ปลายใบมน  โคนใบสอบ ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบส่วนปลายยอดมีหลายสีแล้วแต่พันธุ์  เช่น  สีแดงสด ม่วงแดง หรือเหลืองทอง ช่อดอกเชิงลดออกที่ปลายกิ่ง สีเขียวอ่อนหรือสีแดง ผลแห้งแก่ไม่แตก มีเมล็ดสีดำจำนวนมาก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author /><URL /><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ชาวบ้านใช้ใบอ่อนปรุงอาหารประเภทผัด แกง และยำ</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="261"><ชื่อท้องถิ่น>ปิ้งขาว</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>East Indian glory bower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ปื้งขาว เข็มป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Clerodendrum glandulosum Lindl.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Clerodendrum </Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไปในประเทศไทย ในพื้นที่ไม่สูงจากระดับน้ำทะเลมากนัก ขึ้นตามที่ชื้นในป่าเบญจพรรณและชายป่าดิบ หรือป่าดิบที่เคยถูกแผ้วถางมาก่อน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ไม้พุ่มขนาดย่อม สูง 1-2 เมตร ลำต้นตั้งตรงมีขนเล็กน้อย ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปหัวใจ ออกเรียงสลับตามข้อเป็นคู่ๆ ตั้งฉากกัน กว้าง 7-38 ซม. ยาว 4-40 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเว้า ขอบจัก ผิวใบหนาและสาก สีเขียวเข้ม เส้นใบสีเขียวอ่อน ดอกช่อกระจุกขนาดใหญ่ ออกที่ปลายยอด ดอกย่อยบานไม่พร้อมกัน รูปร่างคล้ายดอกมะลิ สีขาว กลับดอก 5 กลีบ เกสรเพศผู้ยาว 5 อัน</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</Author><URL>http://www.dnp.go.th/botany/mindexdictdetail.aspx?runno=3478</URL><การใช้ประโยชน์>ชาวบ้านนำดอกอ่อนปิ้งขาวไปใส่ในแกงหน่อไม้  และใช้ใบไม่แก่มากของปิ้งขาวและปิ้งแดงวางซ้อนกัน 3 ใบหรือ 7 ใบ นำไปห่อขี้เถ้าร้อนๆ ลักษณะคล้ายห่อหมก แล้วประคบบริเวณศีรษะที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้  หรือนำไปเข้าตำรับยาแก้ปวดศีรษะข้าวเดียว โดยตำรวมกับใบฮ่อมและใบเครือเขาน้ำ แล้วประคบศีรษะ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="262"><ชื่อท้องถิ่น>ปิ้งแดง (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN)>Glory bower</ชื่อสามัญ (EN)><ชื่อสามัญ (TH)>ปิ้งตาไก่ ปิ้งแดงดง</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Clerodendrum japonicum (Thunb.) Sweet</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Clerodendrum </Genus><Family>Lamiaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2019</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบได้ทั่วไปในประเทศไทย บนพื้นที่ไม่สูงจากระดับน้ำทะเลมากนัก ขึ้นตามที่ชื้นในป่าเบญจพรรณและชายป่าดิบ หรือป่าดิบที่เคยถูกแผ้วถางมาก่อน </สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>ปิ้งแดงเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม สูง 1-2 เมตร ลำต้นตั้งตรงมีขนเล็กน้อย กิ่งและต้นเปราะ เป็นสันสี่เหลี่ยม สีดำอมน้ำตาล ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปหัวใจ ออกเรียงสลับตามข้อเป็นคู่ๆ ตั้งฉากกัน กว้าง 7-35 ซม. ยาว 4-38 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเว้า ขอบจัก ผิวใบหนาและสาก สีเขียวเข้ม เส้นใบสีเขียวเข้ม  ดอกช่อแยกแขนงขนาดใหญ่ ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง ก้านช่อดอกย่อยสีแดง กลีบดอกสีแดง 5 กลีบ กลีบเลี้ยงสีแดง เกสรเพศผู้สีชมพูปนขาวขนาดยาว 5 อัน </ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=953</URL><การใช้ประโยชน์>ชาวบ้านใช้ใบไม่แก่มากของปิ้งแดงวางซ้อนกับใบปิ้งขาวจำนวน 3 ใบ หรือ 7 ใบ นำไปห่อขี้เถ้าร้อนๆ คล้ายห่อหมก ประคบบริเวณศีรษะที่ปวด จะบรรเทาอาการปวด หรือตำเข้าตำรับยาแก้ปวดศีรษะข้าวเดียว ซึ่งประกอบด้วย ใบฮ่อม และใบเครือเขาน้ำ ประคบศีรษะ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="263"><ชื่อท้องถิ่น>แคบิด</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>แคหางค่าง, แคหัวหมู</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Markhamia stipulata (Wall.) Seem.</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Markhamia</Genus><Family>Bignoniaceae</Family><สถานะชื่อ>Accepted</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List>LC 2018</IUCN Red List><สภาพนิเวศ>พบขึ้นทั่วไปในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขาของประเทศไทย ชอบขึ้นตามริมลำธาร</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>แคบิด แคป่า หรือแคร้าวเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 10-20 เมตร ลำต้นตรงมักแตกกิ่งต่ำ เปลือกสีน้ำตาลอมเทา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเรียงตรงข้าม ใบย่อยรูปรี ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบและเบี้ยว ขอบใบหยักตื้นๆ ผิวใบเรียบ ช่อดอกสั้นๆ ออกตามปลายกิ่ง ประมาณ 3-7 ดอก ดอกย่อยขนาดใหญ่สีขาวรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ขอบกลีบจะย่นเป็นริ้ว ผลเป็นฝักชนิดเปลือกแข็ง 2 ชั้น รูปขอบขนาน บิดไปมา เมล็ดแบนมีเยื่อบางๆ ติดหัวท้ายคล้ายปีก</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;view=showone&amp;id=646</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหารและสมุนไพร  ชาวบ้านนำดอกมาต้มรับประทานกับน้ำพริก  ใช้เนื้อไม้ต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้บวม แก้พยาธิ แก้ท้องร่วง แก้ริดสีดวงงอก แก้ตกเลือด และเข้าตำรับยาอยู่ไฟออกไฟ </การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
<row _id="264"><ชื่อท้องถิ่น>มะก้าย (ไม่มีรูป)</ชื่อท้องถิ่น><ชื่อสามัญ (EN) /><ชื่อสามัญ (TH)>คอแลน ลิ้นจี่ป่า</ชื่อสามัญ (TH)><ชื่อวิทยาศาสตร์>Nephelium hypoleucum Kurz</ชื่อวิทยาศาสตร์><Genus>Nephelium</Genus><Family>Sapindaceae</Family><สถานะชื่อ>Unresolved</สถานะชื่อ><สถานะชื่อไทย /><IUCN Red List /><สภาพนิเวศ>พบขึ้นเองทุกภาคของประเทศไทย ในป่าดิบแล้ง  เจริญเติบโตได้ในดินทุกประเภท</สภาพนิเวศ><ลักษณะทางพฤกษศาสตร์>มะก้ายเป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูงถึง 20 เมตร เปลือกต้นสีเทาแตกสะเก็ด ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 3–5 คู่ ใบรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ดอกออกเป็นช่อ แบบแยกแขนง ตามปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาว ผลรูปไข่กลับ ออกเป็นพวงใหญ่ ผิวคล้ายลิ้นจี่ ผลสุกสีแดงเข้ม มีเนื้อผลสีขาวติดกับเมล็ด หนึ่งผล มี      1 เมล็ด ผลมีรสเปรี้ยว</ลักษณะทางพฤกษศาสตร์><Author>สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้</Author><URL>http://biodiversity.forest.go.th/index.php?option=com_dofplant&amp;id=988&amp;view=showone&amp;Itemid=59</URL><การใช้ประโยชน์>เป็นพืชอาหาร  ใช้ผลสุกกินเป็นผลไม้ ช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน มีรสเปรี้ยว</การใช้ประโยชน์><การขยายพันธุ์>เพาะเมล็ด</การขยายพันธุ์></row>
</data>
